“รังสิมันต์” จี้สภาผ่านร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคสช. ดันปลดล็อกการเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495032

01 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

“รังสิมันต์” จี้สภาผ่านร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคสช. ดันปลดล็อกการเมืองไทย

“รังสิมันต์ โรม” เรียกร้องสภาและส.ส.ให้ความสำคัญร่างยกเลิกคำสั่ง คสช. ชี้หากร่างกฎหมายผ่านจะเป็นการถอดสลักโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งการเมืองไทยเพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤต คาดสัปดาห์หน้าร่างฯ ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของสภา

วันนี้ (1 ธ.ค.) ที่อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล เเถลงข่าวถึงประเด็นเรียกร้องให้สภาผู้เเทนราษฎร นำร่างกฎหมายยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ที่เสนอโดย รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะ เร่งขึ้นมาพิจารณา พร้อมกับร่างของประชาชนในสมัยประชุมนี้


 
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่ประชุมสภาได้พิจารณากฎหมายที่ส่วนใหญ่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่วันนี้เป็นวันแรกที่มีกฎหมายเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบางส่วนเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน ที่เฝ้ารอว่าสภาผู้เเทนราษฎรจะมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดี โดยจะมีร่างของภาคประชาชน ที่เสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ที่มีกฎหมายหลายฉบับออกมา แล้วฉุดรั้งต่อการเดินหน้าของประเทศไทย รวมถึงร่างของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย ในสมัยพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยยกร่างกฎหมายเอาไว้ หากทั้งหมดเราสามารถทำตรงนี้ได้ จะเป็นการถอดโซ่ตรวน ฉุดรั้งประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน

“รังสิมันต์” จี้สภาผ่านร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคสช. ดันปลดล็อกการเมืองไทย

“ผมหวังว่าสภาแห่งนี้จะพิจารณาร่างกฎหมายเรื่องนี้ โดยให้ความสำคัญเหมือนกับร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมีความสำคัญจริง ๆ เราพยายามสื่อสารกับสังคมและเพื่อนสมาชิกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญ ซึ่งเราต้องยอมรับว่ามันมีประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) จำนวนมากที่อยุติธรรมกับประชาชนจำนวนไม่น้อย และหยุดรั้งการเดินหน้าของประเทศไทย” นายรังสิมันต์ กล่าว

“รังสิมันต์” จี้สภาผ่านร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคสช. ดันปลดล็อกการเมืองไทย

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอีกว่า หากเราไม่ทำอะไรกับร่างกฎหมายนี้ อย่าเรียกว่าตนเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเราเห็นอยู่ว่ามีปัญหาอยู่ตรงหน้า ดังนั้นหน้าที่ของเราในฐานะที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็ต้องเข้าไปพยายามเเก้ปัญหาออกไป ไม่งั้นเราจะต้องอยู่กับซากเดนของ คสช. แบบนี้ออกไปเรื่อย ๆ คำถามคือประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร 

“นี่คือความจำเป็นที่เหตุใดประชาชนถึงเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนี้จำนวนมาก มันมีความจำเป็นว่าทำไมถึงเราจะต้องเดินหน้าร่วมกัน ซึ่งผมต้องการฝากไปยังเพื่อนส.ส.ฝั่งรัฐบาล ซึ่งหลายท่านได้รับผลกระทบจากประกาศคำสั่งของ คสช. ไม่น้อยกว่าผม และประชาชน ซึ่งผมขอย้อนถามกลับไปว่า พวกคุณยังจำความรู้สึกที่คุณได้รับความอยุติธรรมในวันนั้นได้หรือไม่ ถ้าคุณจำมันได้ และจงใช้ความรู้สึกในวันนั้นกับการลงมติรับร่างกฎหมายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นสัปดาห์หน้า” นายรังสิมันต์ ย้ำ

“รังสิมันต์” จี้สภาผ่านร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคสช. ดันปลดล็อกการเมืองไทย


 
รองเลขาธิการ พรรคก้าวไกล ระบุว่าเราต้องการสื่อสารให้ทราบว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญจริง ๆ เป็นการถอดสลักและโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งประเทศไทย ว่าเหตุใด ทำไมถึงประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายขนาดนี้ ตนเองเชื่อว่า ส.ส. รัฐบาลหลายท่านก็ได้รับผลกระทบจากประกาศคำสั่ง คสช. ไม่น้อย ดังนั้นจึงขอเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันลงมติรับร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้

เปิดบัญชีทรัพย์สินฯ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” อดีต รมช.แรงงาน อู้ฟู่ 112ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495028

01 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

เปิดบัญชีทรัพย์สินฯ "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" อดีต รมช.แรงงาน อู้ฟู่ 112ล้าน

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สินฯ อาจารย์แหม่ม “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หลังพ้นตำแหน่ง รมช.แรงงาน ร่ำรวยมีทรัพย์สิน 112 ล้านบาท เป็นเงินฝากสามี 42 ล้าน

วันที่ 1 ธ.ค.2564 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” กรณีพ้นตำแหน่ง รมช.แรงงาน เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2564 พร้อมนายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์ คู่สมรส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 2 คน

โดย “นางนฤมล”และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 112,110,485 บาท เป็นทรัพย์สินของ”นางนฤมล” 53,643,104 บาท และเป็นทรัพย์สินของนายจุมพล 58,467,381 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น163,333 บาท โดยเป็นหนี้สินของ “นางนฤมล” 162,797 บาท เป็นหนี้สินของนายจุมพล 536 บาท ซึ่งเป็นหนี้สินจากเงินเบิกเกินบัญชี

สำหรับทรัพย์สิน “นางนฤมล” และนายจุมพล ได้แก่ เงินสดรวมกัน 400,000 บาท เงินฝากรวมกัน 46,570,251 บาท เงินลงทุนรวมกัน 16,170,233 บาท ที่ดินรวมกัน 16,220,000 บาท โรงเรือนสิ่งปลูกสร้างรวมกัน 27,500,000 บาท ยานพาหนะรวมกัน 2 คัน มูลค่า 2,850,000 บาท ทรัพย์สินอื่นรวมกัน 1,800,000 บาท

สำหรับรายการเงินฝากที่ “นางนฤมล” แสดงในบัญชีทรัพย์สินเป็นของ”นางนฤมล” จำนวน 4 บัญชี มูลค่า 4,513,164 บาท เป็นของคู่สมรส จำนวน 9 บัญชี มูลค่า 42,057,087 บาท ในส่วนของที่ดินแจ้งไว้รวม 2 แปลง เป็นโฉนดย่านคันนายาว กทม. ซึ่งเป็นโฉนดที่ใช้ปลูกบ้านเดี่ยวที่มีมูลค่า 25,000,000 บาท อยู่ในชื่อของ “นางนฤมล” เป็นผู้ครอบครอง และย่านห้วยขวาง กทม. ซึ่งเป็นโฉนดเดียวกับทาวเฮ้าส์ มูลค่า 2,500,000 บาท อยู่ในชื่อของนายจุมพลเป็นผู้ครอบครอง

ทั้งนี้ “นางนฤมล” ได้แจ้งรายการทรัพย์สินอื่นจำนวน 3 รายการ โดยเป็นของ”นางนฤมล” 2 รายการ เป็นแหวนเพชรมูลค่ารวม 1,000,000 บาท และเป็นของนายจุลพล 1 รายการ ซึ่งพบว่าเป็นต่างหูเพชร จำนวน 1 คู่ ได้มาเมื่อปี 2548 มูลค่า 800,000 บาท

 นอกจากนี้ “นางนฤมล” ได้แจ้งว่ามีรายจ่ายประจำเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 480,000 บาท ส่วนนายจุมพลมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว 500,000 บาท และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 160,000 บาทมีรายจ่ายส่วนเบี้ยประกันชีวิตของตนเองและนายจุมพลคนละ 100,000 บาท

“นางนฤมล” ยังได้แจ้งว่ามีรายจ่ายอื่นๆ ได้แก่ค่าอุปการะมารดา 240,000 บาทขณะที่นายจุมพล มีรายจ่ายอื่น ๆ ที่เป็นค่าจ้างคนงานในบ้าน 500,000 บาท

2 ป. ”พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” โชว์ปึ้กลงอุดรฯ ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495012

01 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

2 ป. ”พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” โชว์ปึ้กลงอุดรฯ ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด

พี่น้อง 2 ป. บิ๊กตู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” – บิ๊กป้อม “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” โชว์ปึ้กลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด เยือน วังนาคินทร์ คำชะโนด บิ๊กตู่ เดินรอ บิ๊กป้อม FC รอ เต็มวัด ขณะที่ชาวบ้านชูป้ายเชียร์ ต้อนรับ มอบดอกกุหลาบสีชมพู ผ้าขาวม้าผูกเอว

1 ธ.ค. 64 “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกรัฐมนตรี และ”พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ และทีมรัฐมนตรี  นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว) ณ วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กราบนมัสการพระราชวชิรธรรมาจารย์ (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดเกสรศีลคุณ และพระราชภาวนาวชิรากร (หลวงพ่ออินทร์ถวาย) เจ้าอาวาสวัดอุดมมงคลวนาราม (วัดป่านาคำน้อย) อ.นายูง จ.อุดรธานี 

โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนที่เดินทางมามอบดอกไม้ และถือป้ายให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีกว่า 200 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมกับบอกว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนอุดรสู้ ๆ และอย่าทิ้งนายกไว้ข้างหลังด้วยนะจ๊ะ 

จากนั้นชาวบ้านที่มารอต้อนรับ ได้มอบดอกกุหลาบสีชมพู และคาดผ้าขาวม้าให้ที่เอว “พล.อ.ประยุทธ์” และ “พล.อ.ประวิตร” และเชียร์ให้ลุงตู่สู้ๆ รักลุงตู่ พร้อมป้ายเชียร์

ทั้งนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” เดินรอ “พล.อ.ประวิตร” ตลอด และแนะนำ “พล.อ. ประวิตร” กับชาวบ้าน  

2 ป. ”พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” โชว์ปึ้กลงอุดรฯ ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด

จากนั้นนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล โดยมีนายฐิติวัชร์ สุชนวนิช ไวยาวัจกรของวัดเกษรศีลคุณ อธิบายความคืบหน้าว่า พิพิธภัณฑ์ฯได้ก่อสร้างบนพื้นที่ดินของวัดจำนวน 181 ไร่ ตัวอาคารพระเจดีย์ พระวิหารและพิพิธภัณฑ์ ใช้พื้นที่ จำนวน 9 ไร่ ปรับภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้และสระน้ำ จำนวน 38 ไร่ รูปแบบทรวดทรงอาคารเป็นศิลปะล้านช้าง ประยุกต์เข้ากับศิลปกรรมยุครัตนโกสินทร์ที่ได้ริเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 9 และแล้วเสร็จในต้นรัชกาลที่ 10 แห่ง พระราชจักรีวงศ์ 

2 ป. ”พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” โชว์ปึ้กลงอุดรฯ ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด

ความโดดเด่นของพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯ ด้วยพระราชศรัทธาที่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีต่อองค์พ่อแม่ครูอาจารย์และปฏิปทาของพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย ที่มุ่งสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ฯ ให้ดีที่สุด ทรงคุณค่าที่สุด ด้วยวัสดุที่ดีที่สุด จึงได้เชิญชวนคณะศิษยานุศิษย์เปลี่ยนแปลงวัสดุ ดำเนินการเพิ่มเติมที่สำคัญๆ อาทิ เปลี่ยนวัสดุจัดทำยอดฉัตรและฐานฉัตร ชั้นที่ 1 เป็นทองคำค่าความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 96.5 (จากเดิมที่เป็นทองเหลืองและเคลือบทอง) ยอดฉัตรความสูง 113 เซนติเมตร น้ำหนักทอง 84.6 กิโลกรัม และฐานฉัตรชั้นที่ 1 น้ำหนักทองคำ 95 กิโลกรัม  

2 ป. ”พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร” โชว์ปึ้กลงอุดรฯ ไหว้พระวัดป่าบ้านตาด

ภายในอาคารพระเจดีย์เดิมวัสดุ เป็นปูนปั้นก็เปลี่ยนเป็นใช้หินอ่อนไวท์คาราร่าจากอิตาลี กรุด้านในและลานประทักษิณความสูง 7 เมตร เดิมปูด้วยหินแกรนิต เปลี่ยนเป็นหินอ่อนไวท์คาราร่า เช่นกัน  ยอดพระเจดีย์ที่ระดับความสูง 33 เมตร มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุและอัฐิธาตุองค์หลวงตา และพระทองคำ 99.99% น้ำหนัก 52 กิโลกรัม ที่คณะศิษยานุศิษย์หลวงปู่อุ่นหล้า วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร สร้างถวาย พระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปพิงค์โกลด์ และพระพุทธรูปหินจุยเจีย ผินพระพักตร์ไปยังจตุรทิศ พร้อมเครื่องสูงต่างๆ  พระพุทธรูป พระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปนาค พระพุทธรูปทองคำหินจุยเจีย 

พระวิหาร ขนาดกว้าง 8.75 เมตร ยาว 88.33 เมตร ประดิษฐานพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัย ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ เป็นประธานการก่อสร้างและพระราชทานพระนามว่า “พระพุทธวิสุทธิมงคลศาสดา เจ้าฟ้าจุฬาภรณนฤมิตร” ซึ่งออกแบบและปั้นโดยศาสตราจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาประติมากรรม เป็นพระพุทธรูปเนื้อนวโลหะ และลงรักปิดทองสวยงาม  
 

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจังหวัดอุดรธานี ณ ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

สำหรับช่วงบ่าย เวลา 13.50 น. “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางไปตรวจความพร้อมในการเปิดเมืองเพื่อรับนักท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาล ของจังหวัดอุดรธานี ณ วังนาคินทร์ คำชะโนด ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

และตามกำหนดการเวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ

ด่วน”โอไมครอน”ระบาด ราชกิจจาฯประกาศขยายเวลาพรก.ฉุกเฉินออกไปถึงปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494967

30 พ.ย. 2564 |23:00 น.

ด่วน"โอไมครอน"ระบาด  ราชกิจจาฯประกาศขยายเวลาพรก.ฉุกเฉินออกไปถึงปีหน้า

โอ้วมายก๊อด! ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศ ขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีกถึง31 ม.ค.ปี 65 ด้วยเหตุการแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่”โอไมครอน”

สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ทำให้รัฐบาล มีความจำเป็นต้องออกประกาศ ขยายเวลาตาม พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก  โดยประกาศลงราชกิจจาฯ เรื่อง  การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ ๑๕) ไปจนถึง 31 ม.ค.65 

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ราชกิจจาฯ ได้เผยแพร่ ประกาศ การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ ๑๕) 

โดยระบุว่า  ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และได้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินคราวที่ ๑๔ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ นั้น

สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีแนวโน้ม ที่ดีขึ้นตามลำดับ การฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง กอปรกับรัฐบาลให้ความสำคัญแก่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุขควบคู่ไปกับการดำเนิน มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะ มาตรการเปิดประเทศ

อย่างไรก็ดี การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในทวีปยุโรปกลับมามีการระบาดอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้งจากสายพันธุ์โอไมครอน ที่ติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดลต้า

ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่มีการระบาดของเชื้อได้ง่าย และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมีการรวมตัวและการเดินทางของประชาชน เป็นจำนวนมาก ทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยทำให้ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง โดยผิดกฎหมายในบริเวณพื้นที่ชายแดนรุนแรงมากขึ้น กรณีจึงจำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งมาตรการ ในการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของชาติและชีวิตประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามมติเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ จึงให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ออกไปอีกคราวหนึ่ง

ด่วน"โอไมครอน"ระบาด  ราชกิจจาฯประกาศขยายเวลาพรก.ฉุกเฉินออกไปถึงปีหน้า

สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คลิกอ่านฉบับเต็ม>>>>

ประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ ๑๕)

คลังแจงหนี้สาธารณะ 58.15% ต่อจีดีพี ไม่เกินกรอบที่กำหนด 70%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494963

30 พ.ย. 2564 |22:00 น.

คลังแจงหนี้สาธารณะ 58.15% ต่อจีดีพี ไม่เกินกรอบที่กำหนด 70%

ครม.รับทราบรายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลัง สิ้นปีงบ 64 คลังชี้ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 64 ว่า ครม.รับทราบรายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ และรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐและความเสี่ยงทางการคลัง ณ วันสิ้นปีงบประมาณ 2564 ( 30 กันยายน 2564) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มีรายละเอียดดังนี้

1.รายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ มีสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริง ณ 30 กันยายน 2564 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด คือ
(1)สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ร้อยละ 58.15 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 70
(2)สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ร้อยละ 32.27 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 35
(3)สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด ร้อยละ 1.80 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 10
(4)สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ ร้อยละ 0.06 ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ ร้อยละ 5

2.รายงานรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลัง สถานะหนี้คงค้าง


สถานะหนี้คงค้าง มีจำนวน 9.34 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 58.15 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จำนวน 1.49 ล้านบาท สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการกู้เงินภายใต้กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ คือ 1)พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 พ.ศ.2563 และ 2)พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 สำหรับสถานะหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 มีรายละเอียด ดังนี้

(1)หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 7,504,214.24 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.73 ต่อ GDP
(2)หนี้รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 699,484.43 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.36  ต่อ GDP
(3)หนี้ของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 845,639.91 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.27 ต่อ GDP
(4)หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) จำนวน 281,041.62 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.75 ต่อ GDP
(5)หนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 7,162.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.04 ต่อ GDP

สำหรับหนี้เงินกู้คงค้างของหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย
(1)รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปริโครเลียม (มหาชน) จำนวน 1.20 แสนล้านบาท
(2)รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และธุรกิจประกันสินเชื่อที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เช่น เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 5.90 แสนล้านบาท
(3)องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,850 แห่ง มีจำนวน 3.65 หมื่นล้านบาท
(4)ธนาคารแห่งประเทศไทย มีจำนวน 4.61 ล้านบาท

ส่วนความเสี่ยงทางการคลัง ยังอยู่ภายใต้กรอบในการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด โดยหนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 84.11 เป็นหนี้ที่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรง ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเมื่อถึงกำหนด ส่วนหนี้ที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณโดยตรงนั้น หน่วยงานจะเป็นผู้รับภาระการชำระหนี้ โดยใช้แหล่งรายได้อื่นที่ไม่ใช่งบประมาณมาชำระหนี้  สำหรับหนี้เงินกู้ของหน่วยงานรัฐที่ไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ ไม่มีผลกระทบต่อภาระทางการคลัง เนื่องจากเป้นหน่วยงานที่มีสถานะการดำเนินงานที่มั่นคงและมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้เงินกู้เองได้

“อนุทิน” แสดงจุดยืนไทยหนุนทั่วโลกมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อต่อสู้กับโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494962

30 พ.ย. 2564 |21:00 น.

“อนุทิน” แสดงจุดยืนไทยหนุนทั่วโลกมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อต่อสู้กับโควิด-19

“อนุทิน” แสดงจุดยืนประเทศไทยสนับสนุนการมีข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือใหม่ให้ทั่วโลก ตอบโต้กับโรคระบาด โดยเฉพาะโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยพิเศษวันที่ 2

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลา 10.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย. 64  ตามเวลาของนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยพิเศษ เป็นวันที่ 2 โดยการประชุมจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก(WHO) ซึ่งในวันนี้มีวาระสำคัญอยู่ที่การแสดงจุดยืนของประเทศสมาชิก WHO ต่อการจัดทำสนธิสัญญา (Treaty) หรืออนุสัญญา (Convention) หรือข้อตกลง (agreement) หรือ ตราสารระหว่างประเทศประเภทอื่น (international instrument) ว่าด้วยการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้เป็นผู้แทนในการกล่าวถ้อยแถลงจุดยืนของประเทศไทย  

นายอนุทิน กล่าวต่อที่ประชุมฯ ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก โดยไม่แบ่งแยกพรมแดน ระบอบการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทุกประเทศทั้งร่ำรวยหรือยากจน ต่างได้รับผลกระทบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ควรมีบทบาทในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีและภูมิปัญญาของตนเอง ซึ่งการร่วมแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจจับและการจัดการเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล เป็นแบบอย่างที่ดีของแอฟริกาใต้ ในไม่ช้าทั่วโลกจะมีความรู้ที่ดีขึ้นในการจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เพื่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แสดงถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างสิ้นเชิง เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ซึ่งแนวคิดใหม่ที่สำคัญที่สุดคือการมีเครื่องมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในระดับสากลที่หนักแน่นขึ้น ที่จะทำให้ความสามารถในการตรวจจับ ป้องกัน และตอบโต้โรคระบาดของแต่ละประเทศและทั่วโลก มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ผ่านหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ บนพื้นฐานของการมีการมีส่วนร่วมทางสังคมและแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว

อย่างไรก็ตาม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล แจ้งว่าในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 64 ไม่ได้มีการหยิบยกไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ขึ้นมาหารือ ดังนั้น กระแสข่าวที่มีการพูดถึงประเทศไทยจะล็อกดาวน์หากพบผู้ติดเชื้อ “โอไมครอน” นั้น ไม่เป็นความจริง  และตามที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในช่วงเช้าวันนี้  โดยยืนยันว่าหากมีการพบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ “โอไมครอน” ในประเทศไทย จะต้องนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีทราบโดยทันทีนั้น เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

สุเทพปัดอยู่เบื้องหลังกุนซือตั้งพรรคการเมืองใหม่กลุ่มสี่กุมาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494945

30 พ.ย. 2564 |21:00 น.

สุเทพปัดอยู่เบื้องหลังกุนซือตั้งพรรคการเมืองใหม่กลุ่มสี่กุมาร

“สุเทพ” ยันไม่ได้เป็นที่ปรึกษา พรรคการเมืองใหม่ ของใคร ย้ำ รปช. ไม่ย้ายซบพรรคใหญ่ หลัง กม.บัตรเลือกตั้ง 2ใบมีผล  บอกขออยู่พรรคเล็กที่มีคุณภาพ แนะรบ.ควรอยู่ให้ครบเทอม

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.64    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  ที่ปรึกษา และ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)  เปิดเผยถึงกรณีที่สภากำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบว่า ท่าทีของพวกตนนั้นไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบตั้งแต่ต้น เพราะในอดีตเคยใช้มาแล้ว แล้วก็เป็นปัญหา กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา

แต่เมื่อพรรคการเมืองใหญ่ๆ เขาเห็นว่าการบัตรเลือกตั้ง2ใบ เขาจะได้ประโยชน์ เขาก็ร่วมมือกัน แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ และไปแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งต่อไป  แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชนที่จะต้องติดตามในเรื่องข้อดีข้อเสีย และถึงตอนนั้นประชาชนจะได้มีความชัดเจนขึ้นว่าสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานั้นเป็นอย่างไร การตัดสินใจต่อการเลือกตั้งเขาจะทำอย่างไรต้องดูตอนนั้น

นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อก่อนที่มีการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวมันดีเพราะว่า หลักการคือคะแนนเสียงทุกคะแนนไม่ถูกละเลย ได้เอามาคำนวณกัน เช่นในเขตเลือกตั้งหนึ่ง คนที่ชนะการเลือกตั้งได้ 5 หมื่นคนที่ได้คะแนนรองลงมาก็สามารถเอาคะแนนมาเป็นตัวคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ มันก็เชื่อมโยงกันดี

“แต่วันนี้แบ่งกันชัดเจนเลยว่าถ้าเลือกส.ส.เขตสมมุติว่ามีพรรคหนึ่งไม่ได้ส.ส.เขตเลยแต่ได้คะแนนมาที่  2 หรือที่ 3  และหากพรรคการเมืองใหญ่โฆษณาประชาสัมพันธ์เยอะก็ได้เปรียบ” นายสุเทพ กล่าว 

นายสุเทพ ยังได้ยืนยันว่า จะไม่มีการย้ายไปสังกัดพรรคขนาดใหญ่ ตนกับพี่น้องร่วมอุดมการณ์ตั้งใจที่จะสร้างพรรคการเมืองที่แท้จริงของประชาชนขึ้นมาให้ได้ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นพรรคใหญ่พรรคกลางพรรคเล็กก็เป็นได้เพราะเราดูเรื่องคุณภาพจะเป็นว่าพรรครปช.มีส.ส.5คนแต่ว่ารัฐมนตรีเอนกที่ไปบริหารกระทรวงอว.ทำงานได้ช่วยประเทศและประชาชนได้มาก ถึงได้บอกว่าอยู่ที่คุณภาพต่อไปนี้ต้องคิดถึงเรื่องนี้ได้
           

นายสุเทพ ยังได้ประเมินถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีการแข่งขันของสองพรรคการเมืองใหญ่ว่าเป็นเรื่องไม่แน่นอน  เพราะเวลานี้ประชาชนเองก็ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และการเมือง   คิดว่าการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนแต่ละครั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปมีแรงจูงใจที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรครปช.ยังจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เขาจะลงหรือเปล่า  ไม่รู้ว่าพรรคไหนจะเสนอชื่อหรือเปล่า เรายังไม่รู้  วันนี้มีหน้าที่อย่างเดียวทำงานให้บ้านเมือง ให้ประชาชนถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน

นอกจากนี้  นายสุเทพ  ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกระแสข่าวนายสุเทพอาจจะเป็นฯที่ปรึกษาให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมาโดยกลุ่ม 3 ป.ว่า “ไม่มีเลย ปล่อยข่าวลือ ยังยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประชาชนและในขณะนี้ก็เห็นมีพรรคเดียวคือ พรรครปช.”
 

เมื่อถามว่าอาจจะต้องมีแรงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาอีกครั้งในครั้งหน้า นายสุเทพ กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าเรายังไม่รู้เลยว่าเขาละเลือกตั้งกันเมื่อไร สมมุติว่าอยู่กันจนครับเทอม และอาจจะมีการเลือกตั้งในเดือนมี.ค./เมษา 2566 กว่าจะถึงวันนั้นอะไร ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่คิดว่ารัฐบาล และเชื่อว่าควรจะอยู่ครบเทอม แต่อาจจะเหมือนรถที่ไม่เต็มสูบเท่าไร แต่ก็วิ่งไปได้ วันนี้การแก้ไขปัญหาของประเทศในด้านต่างๆ มันเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ทำมาระยะหนึ่งแล้วและควรทำต่อให้จบ สันนิษฐานว่าต้องอยู่จนครบสมัย

นายสุเทพ กล่าวถึงพล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่รู้ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร 1.คือไม่รู้จะตัดสินใจลงแข่งขันเป็นนายกฯรมต.ต่อหรือไม่ 2.ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรว่า ในสถานการณ์ขณะนี้และอีก 1ปีต่อจากนี้ตัวเองจะอยู่ในสภาพอย่างไรก็เป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องตัดสินใจ  

“โจทย์ของ รปช.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ วันนี้สนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่บริหารราชการบ้านเมืองจนครบสมัย ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปต้องดูอีกทีว่ามีใครบ้างที่อยู่ในสภาพที่มีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลได้ เราก็ต้องไปพิจารณากัน” นายสุเทพ กล่าว 

เมื่อถามว่าถ้ามองคร่าวๆตอนนี้มีใครที่พอจะสูสีกับพล.อ.ประยุทธ์ได้บ้างหรือยังนายสุเทพ กล่าวตนมองไม่เห็นเลยส่วนในการเลือกตั้งสมัยหน้าพล.อ.ประยุทธ์ ยังจะเป็นเต็งหนึ่งไม่นั้นหากพิจารณาในวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ดูโดเด่นกว่าคนอื่นทั้งในเรื่องความตั้งใจผลงานที่ทำมาแต่เวลาที่เหลือปีกว่าพูดไปก่อนดูจะเร็วไป 

ทั้งนี้  นายสุเทพ ให้ความเห็นว่า  ที่ผ่านมาจนขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ทำงานดี  และถ้าตั้งใจจะลงเป็นผู้แข่งขันที่จะเป็นนายกฯและไม่มีตัวบุคคลที่เหมาะสมกว่านี้ ก็ถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ก็ยังเหมาะสมกว่าคนอื่น

“เวลานี้ ผมห่วงประเทศไทยมากกว่าที่จะไปห่วงตัว พล.อ.ประยุทธ์  หรือ  พรรค พปชร.เราเป็นคนไทยเวลานี้เราต้องคิด ว่าเราจะทำอย่างไรให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัย” นายสุเทพ กล่าว 

ครม.เห็นชอบ เพิ่มช่องทาง ยื่นแบบเสียภาษี แบบครบวงจรผ่านแอพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494948

30 พ.ย. 2564 |20:00 น.

ครม.เห็นชอบ เพิ่มช่องทาง ยื่นแบบเสียภาษี แบบครบวงจรผ่านแอพ

ครม.อนุมัติร่างกฎกระทรวงการคลัง เพิ่มช่องทาง ยื่นแบบเสียภาษี แบบครบวงจร ผ่านแอพกรมสรรพากร ปลอดภัยด้วยระบบยืนยันตัวตน

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….)ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยื่นรายการแบบ คำร้อง คำขอ หรือเอกสารอื่นใดตามประมวลรัษฎากรบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 

เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการเสียภาษีของประชาชน ซึ่งร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร ผู้นำส่งภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือบุคคลใด

อาจยื่นแบบแสดงรายการภาษี หรือเอกสารอื่นใดให้กรมสรรพากรผ่าน Application Programming Interface (API) หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่นได้ 

โดยกำหนดให้มีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร ผู้นำส่งภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่สามารถระบุตัวตนเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้

ทั้งนี้ เมื่อยื่นรายการและชำระภาษีอากร ขอคืนภาษี หรือการดำเนินการอื่นๆแล้วเสร็จ

จะได้รับใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกรมสรรพากรได้ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์รับรองแล้ว

ประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ

1)เป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และลดต้นทุนการเสียภาษีของประชาชน

2)เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูลและสนับสนุนให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลภาษีที่ครบถ้วน สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ

3)เป็นการยกระดับรูปแบบการให้บริการภาครัฐที่ทันสมัย ได้มาตรฐานและปลอดภัย ขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล

“สมาชิก กบข.” เฮ ครม. ไฟเขียว ผ่านร่าง พ.ร.บ.กองทุน กบข. แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494943

30 พ.ย. 2564 |19:00 น.

"สมาชิก กบข." เฮ ครม. ไฟเขียว ผ่านร่าง พ.ร.บ.กองทุน กบข. แล้ว

ครม.ไฟเขียว ผ่านร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพิ่มความคล่องตัว รับโอนเงินจากกองทุนอื่นได้ “สมาชิก กบข.” มีสิทธิเลือกแผนลงทุนของตัวเอง ประกอบด้วยหลักทรัพย์ 4 ประเภท มีรายละเอียดเช็คที่นี่

วันที่ 30 พ.ย.2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ….. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 

โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ พ.ศ.2539 เพื่อให้การบริหารงานของกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (กบข.) หรือ กองทุน กบข. มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งมีสาระสำคัญ อาทิ


1.กำหนดให้กองทุน กบข. สามารถรับโอนเงินของผู้ที่เคยเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนอื่นที่จัดขึ้นตามกฎหมายและมีวัตถุประสงค์

เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีออกจากงานหรือชราภาพมายัง กองทุน กบข. ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเข้ารับราชการสามารถเริ่มสะสมเงินกับ กบข. และได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่อง

2.แก้ไขเพิ่มเติมอัตราการส่งเงินสะสมของสมาชิก โดยให้ส่งได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินเดือน (จากเดิมไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินเดือน)

3.แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารเงินของสมาชิกที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 

(1)กรณีที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพและยังไม่ขอรับเงินที่ตนมีสิทธิได้รับคืนหรือขอทยอยรับเงินคืน สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนที่ กบข. จัดให้ เพื่อให้ กบข. บริหารเงินนั้นต่อไปได้

(2) กรณีที่ กบข. บริหารเงินของสมาชิกต่อไป และต่อมาสมาชิกผู้นั้นเสียชีวิตและผู้มีสิทธิรับมรดกยังไม่ยื่นคำขอรับเงิน ให้ กบข. บริหารเงินนั้นต่อไปได้ตามแผนการลงทุนที่สมาชิกได้เลือกไว้ จนกว่าทายาทจะยื่นคำขอรับเงิน

4.แก้ไขเพิ่มเติมให้ กบข. จัดแผนการลงทุนที่หลากหลาย โดยให้สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนได้ ซึ่งแต่ละแผนอาจลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงแตกต่างกันได้ ประกอบด้วยหลักทรัพย์ 4 ประเภท ได้แก่

1)เงินฝากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือธนาคารรัฐวิสาหกิจ หรือบัตรเงินฝากที่ธนาคารรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออก

 2)พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตร ธปท.

 3)ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน เงินต้นและดอกเบี้ย และ

4) ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณเป็นผู้ออก

น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมให้ “สมาชิก กบข.” สามารถนำเงินสะสมเข้ากองทุนได้มากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถเลือกแผนการลงทุนสำหรับเงินของ กบข. ได้หลากหลาย

ซึ่งจะเป็นการสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นให้กับสมาชิกและเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองในยามเกษียณอายุราชการได้

“นายกฯ” หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494942

30 พ.ย. 2564 |19:00 น.

"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.

“นายกฯ” โพสต์หารือรองนายกฯ สุพัฒนพงษ์ และผู้เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ในด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การสนับสนุน Startup และการสนับสนุนการท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อพลิกโฉมประเทศไทย

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” โพสต์เฟซบุ๊กว่า

พี่น้องประชาชนที่รักครับ

วันนี้ หลังการประชุม ครม. ผมได้เชิญ รองนายกฯ สุพัฒนพงษ์ และผู้เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ในด้านต่างๆ รวมถึงด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า(EV) การสนับสนุน Startup และการสนับสนุนการท่องเที่ยว ทั้งหมดเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อพลิกโฉมประเทศไทย

ผมมั่นใจว่านักลงทุนต่างชาติจะให้ความสนใจกับมาตรการใหม่ ๆ ของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยอีกไม่นานจะมีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบกันครับ

"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.
"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.
"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.
"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.
"นายกฯ" หาแนวทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติสร้างเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉม ปท.