นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494725

29 พ.ย. 2564 |12:00 น.

นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

นายกฯ หารือร่วมกับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน โชว์วิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal ด้านภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับไทยทุกด้าน แย้ม 3M Pfizer Johnson&Johnson MSD ต้องการร่วมมือกับสาธารณสุขไทยป้องกันโรคโควิด-เปิดประเทศ

วันนี้ (29 พ.ย. 64) เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมกับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council: USABC) ผ่านรูปแบบผสมระหว่างการเข้าพบหารือและการประชุมทางไกล (hybrid) โดยมีนาย Michael Heath อุปทูตรักษาราชการชั่วคราว สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย นาย Ted Osius ประธาน USABC พร้อมด้วยผู้แทนจาก USABC และผู้บริหารภาคเอกชนสหรัฐฯ จำนวน 49 บริษัท เข้าร่วมการประชุมฯ โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

นาย Michael Heath อุปทูตรักษาราชการชั่วคราว สอท. สหรัฐฯ ประจำประเทศไทย การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเป็นพันธมิตรที่ยาวนานและเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ไทยเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานและความมั่นคงอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นหลัก พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลไทยที่บริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถนำคณะธุรกิจสหรัฐฯ มาหารือได้ในครั้งนี้ ซึ่งสภาธุรกิจสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่าต้องการจะขยายการลงทุนในไทย และยินดีที่จะสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปีหน้า

นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียินดีอย่างยิ่งที่ได้พบหารือกับผู้บริหารและผู้แทนบริษัทสมาชิก USABC ซึ่งถือเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในการเยือนภูมิภาคประจำปีของ USABC และถือเป็นมิตรของไทยที่พบกันเป็นประจำทุกปี รวมทั้งจะเป็นโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เชื่อมั่นว่าร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงธุรกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่ารวมกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขยายตัวร้อยละ 6.19 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

รวมทั้งในทางนโยบายทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนา เทคโนโลยี EV และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง ยั่งยืน และหลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานที่ดีในการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกบริษัทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเสริมสร้างบทบาทของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพื่อยกระดับการค้าและการลงทุนระหว่างกัน 

นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

นายกรัฐมนตรีนำเสนอ 3 ประการหลักที่ไทยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal อย่างยั่งยืน มั่งคั่ง และเข้มแข็ง ดังนี้ 

1. การเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความสมดุลและยั่งยืน โดยมีโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจโดยมุ่งดูแลฐานทรัพยากร และการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งด้านพลังงานสะอาด ไทยจะเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ด้านการผลิตและใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล และการพัฒนาอุตสาหกรรม EV และชิ้นส่วนระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ของโลก  

 
 
2.  การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น หลากหลาย และมั่นคง ในภูมิภาค โดยเฉพาะในสาขาแบตเตอรี่ความจุสูง สำหรับ EV และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับไทยและภูมิภาคในระยะยาว ผ่านการพัฒนาความร่วมมือ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมให้ไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 และเป็นจุดหมายปลายทางของ Medical Tourism อันดับต้นของโลก

3. ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และรับมือกับความท้าทายในยุค Next Normal มุ่งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลาง data center และศูนย์กลางคลาวด์ในระดับภูมิภาค โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เศรษฐกิจแบบแบ่งปันและบริการคลาวด์ ส่งเสริม e-commerce ธุรกิจ digital startups และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 15 แห่งทั่วประเทศ ตลอดจนพัฒนากำลังพลด้านดิจิทัลด้วยการเสริมทักษะแก่บุคลากร ขณะเดียวกันได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ ร่วมมือกันขับเคลื่อน Digital Thailand ผ่านการลงทุน ณ Digital Valley และ IoT Institute ใน EEC อาทิ การรักษาแบบ Telemedicine

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค ภายใต้แนวทางหลัก “เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” เพื่อสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก ให้เข้มแข็งและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและทุกภาคส่วน จึงหวังว่าภาคเอกชนสหรัฐฯ จะร่วมทำงาน และสนับสนุนประเด็นที่ให้ความสำคัญร่วมกันเพื่อส่งต่อวาระการเป็นเจ้าภาพเอเปคจากไทยไปสู่วาระการเป็นเจ้าภาพเอเปคของสหรัฐฯ ในปี 2566 อย่างมีประสิทธิภาพไร้รอยต่อ

นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

ด้านนาย Ted Osius ประธาน USABC กล่าวว่าไทยเป็นตลาดส่งออกหลักของสหรัฐฯ และยืนยันความร่วมมือในการส่งเสริมและขยายการส่งออกต่อไป โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสาธารณสุข ยินดีจะยืนเคียงข้างไทย รวมทั้งชื่นชมการเปิดประเทศและความมุ่นมั่นของไทยที่จะเพิ่มเติมบทบาทด้านการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยินดีที่จะสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปีหน้า ซึ่งทางคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ยินดีที่จะสร้างความร่วมมืออย่างมีความรับผิดชอบและใกล้ชิดในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจท่ามกลางการต่อสู้สถานการณ์โควิด-19 ร่วมกัน และจะติดตามการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยต่อไป ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากทุกภาคส่วน ซึ่งขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย รวมทั้งความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อการพัฒนาแห่งอนาคตที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง สมดุล และยั่งยืน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกันภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นต่อไป

โอกาสนี้ ผู้แทนจากบริษัทภาคเอกชนสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ ได้กล่าวแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ

– บริษัทด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ Chevron Ford Tesla GE กล่าวยกย่องในการเป็นผู้นำของไทยที่เข้าร่วมการประชุม COP26 และมีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2050 โดยบริษัทยืนยันความต้องการเป็นหุ้นส่วนกับไทยในการที่จะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน โดยเน้นการดำเนินการธุรกิจและผลิตสินค้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการใช้พลังงานคาร์บอน

– บริษัททางด้านสาธารณสุข เวชภัณฑ์ ยา อาทิ 3M Pfizer Johnson&Johnson MSD มีความประสงค์ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับมือกับปัญหาด้านสุขภาพ ยารักษาโรค การผลิตเวชภัณฑ์ป้องกันการแพร่ระบาด และยินดีร่วมมือทางด้านสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนนโยบายการเปิดประเทศ

– บริษัทด้านการท่องเที่ยว อาทิ Marriott Agoda AirBnb แสดงความมั่นใจในอนาคตของไทยในฐานะศูนย์กลางของการท่องเที่ยว พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สนับสนุนการจ้างงานในชุมชมท้องถิ่น และขอบคุณมาตรการต่าง ๆ ของไทยเพื่อเปิดประเทศตามมาตรการอย่างปลอดภัย และขอให้พิจารณาขยายการเดินทางให้แก่ประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม
 

นายกฯ หารือคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจไทยสู่ Next Normal

นายกฯ สั่งตั้งการ์ดบล็อค “โอไมครอน” เร่งเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ปชช.ครบโดส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494717

29 พ.ย. 2564 |12:00 น.

นายกฯ สั่งตั้งการ์ดบล็อค “โอไมครอน” เร่งเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ปชช.ครบโดส

โฆษกรัฐบาล เผยนายกฯ สั่งตั้งการ์ดป้องกัน “โอไมครอน” เร่งเดินหน้าเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดส ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่ำสุดในรอบ 5 เดือน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกกลับมาระบาดซ้ำโดยเฉพาะในทวีปยุโรป  แม้หลายประเทศฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มครอบคลุมประชากรจำนวนมากแล้วก็ตาม ซึ่งรายงานการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ทั่วโลก ได้ดำเนินการฉีดแล้ว จำนวน 7,840 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตการปกครอง อัตราการฉีดวัคซีนล่าสุด 34.1 ล้านโดสต่อวัน ขณะนี้ทั่วโลกยังมีความกังวลในเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่ “โอไมครอน” ที่พบในทวีปแอฟริกาตอนใต้ ที่กลายพันธุ์หลายตำแหน่ง ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่รุนแรงสุด เปลี่ยนแปลงหนามมากกว่าเดลต้าถึง 3.5 เท่า สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ ทำให้ติดเชื้อได้เร็วขึ้น 

ในส่วนของประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง คมนาคม การท่องเที่ยว เฝ้าระวังและกลั่นกรองเป็นพิเศษไม่ให้เชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน เข้าประเทศไทยได้ โดยล่าสุด ได้มีมาตรการห้าม 8 ประเทศ ที่มีการพบและเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว ได้แก่ บอตสวานา เอสวาตีนี เลโซโท มาลาวี โมซัมบิก นามิเบีย ซิมบับเว แอฟริกาใต้  

โฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่าขณะนี้ภาพรวมแผนการบริหารจัดการและการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐบาลเร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับทุกคนทุกพื้นที่ วัคซีนมีเพียงพอสำหรับคนไทยทั้งประเทศ และทุกชนิดผ่านการอนุมัติโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย สามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโควิด-19 ที่มีอาการได้ถึง 80-90% สามารถสร้างภูมิต้านทานป้องกันโควิด-19 เห็นผลลัพธ์ในการลดอาการติดเชื้อรุนแรงหรือป่วยหนักได้เป็นอย่างดี

วันนี้ (29 พ.ย.) ยอดผู้ติดเชื้อลดเหลือ 4,753 ราย และยอดผู้เสียชีวิต ลดเหลือจำนวน 27 ราย ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา  อัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือ 0.99%  ยอดผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นราย จำนวนเตียงรักษามีปริมาณที่เพียงพอ ขณะนี้มีการใช้เตียงเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น  โดยข้อมูลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2564 – 28 พ.ย.2564 (23.25 น.) มีการฉีดวัคซีนสะสม  92,320,021 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 สะสม 48 ล้านราย เข็มที่ 2 สะสม 41 ล้านราย เข็มที่ 3 สะสม 3.3 ล้านราย  

“สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งการฉีดวัคซีน สู่เป้าหมาย 100 ล้านโดส เชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้ครบโดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ท่านนายกฯ ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเดินหน้าเคลื่อนที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไทยในทุกพื้นที่ ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนเข้ารับวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยให้ตัวเองและครอบครัว ร่วมกันเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ตั้งการ์ดป้องกันเชื้อโควิด-19 พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว รับการเปิดประเทศต่อไป” นายธนกร กล่าว

“นายกรัฐมนตรี” ยัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494711

29 พ.ย. 2564 |11:00 น.

"นายกรัฐมนตรี" ยัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญไทย

“นายกรัฐมนตรี” ยัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญไทย โต้มีปัญหาด้านความร่วมมือ ชี้ ไม่ก้าวก่ายการเมือง ขอ ปชช.ร่วมสร้างเสถียรภาพประเทศ-ขออย่าวิตก โอไมครอน

“นายกรัฐมนตรี” ยัน สหรัฐฯ ให้ความสำคัญไทยโต้มีปัญหาด้านความร่วมมือ ชี้ ไม่ก้าวก่ายการเมือง ขอ ปชช.ร่วมสร้างเสถียรภาพประเทศ-ขออย่าวิตก โอไมครอน วอน เร่งรับวัคซีน ยืนยันปม สามมิตร ย้ายซบเพื่อไทยเป็นการปล่อยข่าว 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” กล่าวภายหลัง พบประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา– อาเซียน หรือ(U.S.-ASEAN Business Council: USABC) เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในไทย 

โดย”นายกรัฐมนตรี”  กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมกับสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ ในการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 50 บริษัท ที่เป็นการประชุมมาต่อเนื่องทุกปี โดยเป็นการพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลง พลิกโฉมในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ เทคโนโลยี ดิจิทัล การแพทย์ การให้บริการ ธุรกิจ ที่มีการลงทุนอยู่แล้วและในส่วนที่ต้องการจะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในฐานะที่เราเป็นหุ้นส่วนสำคัญทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจข้ามชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่มีความก้าวหน้าและคงจะมีการขับเคลื่อนต่อไปให้เร็วที่สุดเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

โดย “นายกรัฐมนตรี” ยืนยันว่าสหรัฐอเมริกาไม่เคยมีปัญหาด้านความร่วมมือใดใดทั้งสิ้นตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาจะเดินทางมาเยือนไทยและพูดคุยกันในหลาย ๆ เรื่องซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสำคัญกับไทย

พร้อมยืนยันว่า สหรัฐอเมริกา ไม่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องทางการเมืองของไทย และไม่ก้าวก่ายทั้งนี้เรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ ซึ่งตนได้ทำความเข้าใจและยืนยันไปแล้วจะดูแลให้ดีที่สุด พร้อมขอความร่วมมือทุกคน ขอร้องว่าทุกอย่างจะดีขึ้นอยู่กับทุกคน ขอให้ช่วยกันให้ประเทศมีเสถียรภาพ หากยังสร้างความสับสน หลายเรื่องจะขับเคลื่อนไม่ได้ 

ส่วนกรณีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอไมครอนนั้น “นายกรัฐมนตรี” ระบุว่า ตนได้เน้นย้ำไปแล้ว ขออย่าให้กลายเเป็นความวิตกกังวลมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จำกัดการเข้าออกจากประเทศต้นทางแล้ว  แต่ขอให้ประชาชนเร่งฉีดวัคซีน รวมถึงผู้ที่ยังรอวัคซีนทางเลือก ให้มารับวัคซีนฟรีจากรัฐบาลก่อนและขอให้ไว้ใจเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีกลุ่มสามมิตร เตรียมย้ายจากพรรคพลังประชารัฐ ไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ไม่มีอะไร เป็นเพียงการปล่อยข่าวเท่านั้น 

“นายกฯ” เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการ อุดรฯ 1 ธ.ค. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494703

29 พ.ย. 2564 |11:00 น.

"นายกฯ" เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการ อุดรฯ  1 ธ.ค. นี้

โฆษกรัฐบาล ธนกร วังบุญคงชนะ เผย “นายกรัฐมนตรี” เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานี  รับฟังทิศทางการพัฒนาจังหวัดอุดรธานี และแผนเปิดเมือง อุดร พลัส โมเดล 1 ธ.ค.นี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุดรธานีในวันที่ 1 ธันวาคม นี้เพื่อประชุมร่วมกับจังหวัด ภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดอุดรธานีและแผนเปิดเมือง อุดร พลัส โมเดล โดย “นายกรัฐมนตรี”และคณะ มีกำหนดการและภารกิจ ดังนี้ 

ช่วงเช้า “นายกรัฐมนตรี” และคณะจะเดินทางไปยังวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ต.บ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี  เพื่อกราบนมัสการพระราชวชิรธรรมาจารย์ (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) และพระราชภาวนาวชิรากร (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก)
เจ้าอาวาสวัดอุดมมงคลวนาราม (วัดป่านาคำน้อย)

จากนั้นจะติดตามความก้าวหน้าพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานที่บรรจุอัฐิธาตุและเครื่องอัฐบริขารของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน รวมทั้งยังเป็นสถานที่เผยแพร่ธรรมะ คำสอน เก็บรวบรวมประวัติหนังสือ คำสอนต่างๆ เพื่อเตือนใจให้เยาวชน คนรุ่นหลัง ทำความดีเพื่อพุทธศาสนาและประเทศชาติ

จากนั้น “นายกรัฐมนตรี” จะประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจังหวัดอุดรธานี  ณ ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ อ.เมืองอุดรธานี  โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีจะรายงานสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดอุดรธานี การเชื่อมโยงระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างจังหวัดอุดรธานีกับจังหวัดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)

ขณะที่ภาคเอกชน โดยหอการค้าจังหวัดอุดรธานี จะนำเสนอทิศทางการค้า การลงทุน และประโยชน์ที่ชาวอุดรธานีได้รับจากนโยบายของรัฐบาล โอกาสนี้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีจะนำเสนอการเตรียมความพร้อมของจังหวัดอุดรธานีในการเป็นเจ้าภาพการจัดมหกรรมพืชสวนโลก 2026 ภายใต้แนวคิด Harmony of Life : วิถีชีวิต สายนํ้า  และพืชพรรณ กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวด้วยเทศกาลระดับนานาชาติ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต ผ่านการวิจัยและต่อ ยอดสู่โมเดลเศรษฐกิจแบบ BCG สร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งรับฟังมุมมองนักธุรกิจรุ่นใหม่ในการพัฒนาจังหวัดอุดรธานีด้วย

 ช่วงบ่าย “นายกรัฐมนตรี” จะเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ “วังนาคินทร์ คำชะโนด”  ซึ่งเป็น 1 ใน 6 อำเภอนำร่องเปิดท่องเที่ยวภายใต้แผนเปิดเมือง UDON PLUS MODEL  เพื่อตรวจความพร้อมในการเปิดเมืองต้อนรับนักท่องเที่ยวตามนโยบายรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่หลังได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ/บริการ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณสุข  เช่น การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าสักการะ นักท่องเที่ยวต้องลงทะเบียนทางออนไลน์ล่วงหน้า งดการวอล์คอิน เป็นต้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อุดรธานีเป็นอีกจังหวัดที่ต้องการเร่งเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาคท่องเที่ยว พร้อมสร้างความเชื่อมั่น  วางแผน ป้องกัน ฟื้นฟูเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อเปิดเมืองในภูมิภาคอีสาน

ทั้งนี้จังหวัดอุดรธานียังมีศักยภาพทางการเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการเดินทางที่เชื่อมต่อในภาคอีสาน และกลุ่มประเทศ GMS คือ สปป.ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ หากมีการเปิดพรมแดนในอนาคตจะส่งผลให้เศรษฐกิจของอุดรธานีกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง 

นายกฯ ปลื้มและขอบคุณคนไทยแห่ใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.คึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494700

29 พ.ย. 2564 |11:00 น.

นายกฯ ปลื้มและขอบคุณคนไทยแห่ใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.คึกคัก

นายกฯ ชื่นชมบรรยากาศการเลือกตั้ง นายก อบต. และสมาชิก อบต. ที่เป็นไปอย่างคึกคัก และขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่ร่วมกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สะท้อนภาพความสนใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ขอบคุณประชาชนที่ร่วมกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) และ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) รวม 5,329 แห่ง เมื่อวานนี้ (28 พ.ย.) โดยพบว่าบรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจมาลงคะแนนเลือกตั้งมากกว่า 70-80%  ในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดชัยภูมิ ที่มีการเลือกตั้งรวม 106 อบต. มีผู้สมัคร นายก อบต. รวม 262 คน และมีผู้สมัคร ส.อบต. รวม 2,032 คน และมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 600,000 คน คิดเป็น 74% ของประชากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกผู้แทนในระดับตำบลเพื่อมาบริหารในพื้นที่ และการตื่นตัวของประชาชนตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นที่จะนำไปสู่การเมืองระดับประเทศ

นายกฯ ปลื้มและขอบคุณคนไทยแห่ใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.คึกคัก

อ่านเพิ่มเติมคลิก >> เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

โฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า มีการรายงานถึงผู้กระทำความผิดในคดีซื้อสิทธิ์-ขายเสียง ในบางพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญรณรงค์และปลูกจิตสำนึกไม่ให้มีการซื้อสิทธิ์-ขายเสียงในทุกระดับของการเลือกตั้ง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้มีคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เริ่มตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ

นายกฯ ปลื้มและขอบคุณคนไทยแห่ใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.คึกคัก

“นายกรัฐมนตรีชื่นชมที่ประชาชนส่วนใหญ่ร่วมกันรักษาสิทธิของตน ด้วยการออกไปเลือกตั้ง และขอให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งร่วมกันทำงาน แก้ไขปัญหา รับฟังความคิดเห็น เพื่อประชาชนในท้องถิ่น และเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกโฉมประเทศไทยไปด้วยกัน” นายธนกร กล่าว  

นายกฯ ปลื้มและขอบคุณคนไทยแห่ใช้สิทธิเลือกตั้ง อบต.คึกคัก

รัฐบาลตั้งเป้าป้องกันการค้ามนุษย์เพื่อยกระดับขึ้นเป็น Tier 2 ปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494692

29 พ.ย. 2564 |10:00 น.

รัฐบาลตั้งเป้าป้องกันการค้ามนุษย์เพื่อยกระดับขึ้นเป็น Tier 2 ปี 65

รัฐบาลตั้งเป้าป้องกันการค้ามนุษย์เพื่อยกระดับขึ้นเป็น Tier 2 ปี 65 พล.อ.ประวิตร ย้ำต้องร่วมกันทำงานอย่างหนักและจริงจังกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเร่งค้นหา ช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อที่ตกค้างตามหลักสิทธิมนุษยชน

วันนี้ (29 พ.ย.) พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าเมื่อ 08.00 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธาน ในพิธีเปิดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง ประจำปี 65 ณ โรงแรมดุสิตธานี อ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 

พล.อ.ประวิตร ได้มอบนโยบายและย้ำจุดยืนของรัฐบาล ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ  ที่ต้องร่วมกันทำงานหนัก จริงจังและต่อเนื่องกว่าที่เป็นอยู่ มุ่งความยั่งยืน โดยยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง  เพื่อเร่งค้นหาให้การช่วยเหลือเหยื่อที่ตกค้างออกมาคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยเร็ว  โดยเฉพาะเด็กและสตรี ที่ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว และถูกบังคับข่มขืนทรมานจิตใจ
 

“ที่ผ่านมา การปราบปราม จับกุมคดีค้ามนุษย์ มีความพยายามลดลงอย่างชัดเจนต่อเนื่อง ขณะที่ยังพบรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบออนไลน์มากขึ้น การคัดแยกเพื่อค้นหาผู้เสียหายบังคับใช้แรงงานหรือการบริการยังไม่ได้มาตรฐาน และยังพบปัญหาทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยทั้งพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นใน ที่ทุกหน่วยงานต้องเข้มงวดและรับผิดชอบกำกับดูแลมากขึ้น” รองนายกรัฐมนตรี ย้ำ

นอกจากนั้น พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับขอให้ร่วมกันถอดบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะสำนวนคดี เพื่อนำมากำหนดหลักการ ขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติร่วมกันให้ชัดเจน ในการขับเคลื่อนป้องกัน บังคับใช้กฎหมายและแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทั้งนี้ ขอให้ตำรวจและกระทรวงแรงงานเร่งจัดตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนามาตรฐานและระบบงาน ให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยตั้งเป้าหมายเลื่อนระดับเป็น Tier 2 ให้ได้ในปี 65 และขอให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน

เสี่ยแฮงค์ “อนุชา” ย้ำชัดไม่ย้ายกลับเพื่อไทย ถามคนปล่อยข่าวหวังผลอะไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494691

29 พ.ย. 2564 |10:00 น.

เสี่ยแฮงค์ “อนุชา” ย้ำชัดไม่ย้ายกลับเพื่อไทย  ถามคนปล่อยข่าวหวังผลอะไร

รัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ “อนุชา นาคาศัย” ย้ำชัดไม่ย้ายกลับพรรคเพื่อไทย โยนถามคนปล่อยข่าวหวังผลอะไร

“นายอนุชา นาคาศัย” หรือเสี่ยแฮงค์ รัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มสามมิตร จะย้ายกลับพรรคเพื่อไทย ยืนยัน ว่าไม่เป็นความจริง พร้อมให้กลับไปถามคนให้ข่าว ที่บอกว่าคนโน้น คนนี้ จะไปพรรคนี้ เชื่อว่าจะมีเป้าหมายเพื่อหวังผลอะไรบ้างอย่าง 

ส่วนที่ทุกครั้งกลุ่มสามมิตร จะตกเป็นข่าวในลักษณะเช่นนี้ “นายอนุชา” กล่าวว่า ไม่เห็นมีหลักอะไรเพราะมีตั้งหลายกลุ่ม พร้อมย้ำว่ากลุ่มสามมิตร ไม่มีแล้ว มีแต่คนที่ทำงานการเมือง

 แต่เมื่อถามย้ำว่า ส่วนใหญ่จะมีชื่อทั้งนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ”นายอนุชา นาคาศัย” ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ตกเป็นข่าวมาตลอด  “นายอนุชา” บอกว่า ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ยืนยันว่า ส่วนตัวเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยพูดเรื่องการเมืองอยู่แล้ว ถึงมีข่าวน้อยไม่ใช่ว่าจะคิดอะไรก็จะพูดง่ายๆ 

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันใช่ไหมว่าจะไม่ย้ายพรรค “นายอนุชา” ตอบอย่างชัดเจนว่า ยืนยันว่าไม่มีความคิดแบบข่าวที่ออกมาแน่นอน 
 

นอกจากนี้ยังมีนายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกกลุ่มสามมิตร โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในอดีตผมเคยเป็นโฆษกกลุ่มสามมิตร ปัจจุบันแม้ไม่มีกลุ่มสามมิตรแล้ว ผมก็ยังรักและเคารพท่านสมศักดิ์ ท่านสุริยะ พี่แฮงค์เหมือนคนในครอบครัว

กรณีที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่มสามมิตร นำโดยท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่าน”อนุชา นาคาศัย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมถึง ส.ส.ในสังกัดกลุ่มสามมิตร ได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะไปสังกัดพรรคเพื่อไทยนั้น เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง น่าจะเป็นการปล่อยข่าวจากผู้ที่หวังดีประสงค์ร้ายมากกว่า 
 

ผมได้คุยกับท่านสมศักดิ์อยู่เป็นประจำ เตะฟุตบอลกันบ่อยๆ ท่านสมศักดิ์ยืนยันชัดเจนว่า อยู่กับ ลุงตู่ อยู่กับพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของ ลุงป้อม ที่สนับสนุน ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ การบริหารงานของรัฐบาลก็มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องมากมาย หลายนโยบายทำให้พรรคการเมืองคู่แข่งเกรงกลัวว่าจะเสียคะแนนจนต้องออกมาดิสเครดิตรัฐบาลอยู่หลายครั้งด้วยซำ้ ที่สำคัญ ท่านสมศักดิ์ยังบอกด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ กระแสนิยมยังไปต่อได้

เพราะท่านนายกฯเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ การตัดสินใจก่อนจะดำเนินการนโยบายอะไรของรัฐบาลนั้น ท่านนายกฯ ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ ไม่เคยทำงานแบบวัน แมน โชว์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วยดีในทุกเรื่อง ดังนั้น ผมยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าทุกคนจะยังอยู่ช่วยงานท่านนายกฯ ต่อไปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขอให้คนที่มักจะชอบปล่อยข่าวดิสเครดิตรัฐบาลนั้น หยุดพฤติกรรมดังกล่าวได้แล้ว หันมาช่วยกันพลิกโฉมประเทศไทยของเราด้วยกันดี
กว่า ส่วนตัวผมอยู่กับ”ลุงตู่” ทั้งตัวและหัวใจครับเพราะมั่นใจในตัวลุงตู่ที่มีความรักชาติ รักประชาชน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพ

ธนกร ปฏิเสธข่าว “กลุ่มสามมิตร” ย้ายกลับ เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494687

29 พ.ย. 2564 |09:00 น.

ธนกร ปฏิเสธข่าว "กลุ่มสามมิตร" ย้ายกลับ เพื่อไทย

อดีตโฆษกกลุ่มสามมิตร ธนกร วังบุญคงชนะ ปฏิเสธข่าว “กลุ่มสามมิตร” นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อนุชา นาคาศัย และสุชาติ ชมกลิ่น รวมถึง ส.ส.ในสังกัด กลุ่มสามมิตร ย้ายกลับ เพื่อไทย

นายธนกร วังบุญคงชนะ  โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในอดีตผมเคยเป็นโฆษก”กลุ่มสามมิตร” ปัจจุบันแม้ไม่มี “กลุ่มสามมิตร” แล้ว ผมก็ยังรักและเคารพท่านสมศักดิ์ ท่านสุริยะ พี่แฮงค์เหมือนคนในครอบครัว

กรณีที่มีกระแสข่าวว่า “กลุ่มสามมิตร” นำโดยท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และท่านสุชาติ ชมกลิ่น  รมว.แรงงาน รวมถึง ส.ส.ในสังกัด”กลุ่มสามมิตร” ได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะไปสังกัดพรรคเพื่อไทยนั้นเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง น่าจะเป็นการปล่อยข่าวจากผู้ที่หวังดีประสงค์ร้ายมากกว่า 

ผมได้คุยกับท่านสมศักดิ์อยู่เป็นประจำ เตะฟุตบอลกันบ่อย ๆ ท่านสมศักดิ์ยืนยันชัดเจนว่า อยู่กับ ลุงตู่ อยู่กับพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของ ลุงป้อม ที่สนับสนุน ลุงตู่ เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยดีขึ้นเรื่อย ๆ การบริหารงานของรัฐบาลก็มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องมากมาย หลายนโยบายทำให้พรรคการเมืองคู่แข่งเกรงกลัวว่าจะเสียคะแนนจนต้องออกมาดิสเครดิตรัฐบาลอยู่หลายครั้งด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ ท่านสมศักดิ์ยังบอกด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ กระแสนิยมยังไปต่อได้ เพราะท่านนายกฯเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ การตัดสินใจก่อนจะดำเนินการนโยบายอะไรของรัฐบาลนั้น ท่านนายกฯ ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ ไม่เคยทำงานแบบวัน แมน โชว์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วยดีในทุกเรื่อง ดังนั้น ผมยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าทุกคนจะยังอยู่ช่วยงานท่านนายกฯ ต่อไปอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้คนที่มักจะชอบปล่อยข่าวดิสเครดิตรัฐบาลนั้น หยุดพฤติกรรมดังกล่าวได้แล้ว หันมาช่วยกันพลิกโฉมประเทศไทยของเราด้วยกันดีกว่า ส่วนตัวผมอยู่กับ ลุงตู่ ทั้งตัวและหัวใจครับเพราะมั่นใจในตัว ลุงตู่ ที่มีความรักชาติ รักประชาชน เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีพ

“หำชนะแต่จิ๋มแพ้” ศึกเลือกตั้งอบต. สองพื้นที่คนดังการเมืองในโลกโซเชียล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494637

29 พ.ย. 2564 |07:00 น.

"หำชนะแต่จิ๋มแพ้"  ศึกเลือกตั้งอบต. สองพื้นที่คนดังการเมืองในโลกโซเชียล

สองผู้สมัครอบต.คนดัง “ผู้ใหญ่หำ”ชนะขาด ขณะที่ จิ๋ม หอมสุด แพ้ยับ โลกโซเชียลต่างจับจ้องไปที่ผลการนับคะแนน สองผู้สมัครคนดังโลกโซเชียล ปรากฎว่า “ผู้ใหญ่หำ” เฉลิมพล มาลำคำ คว้าชัยอบต.ท่าลาด อุบลฯ ขณะที่ วาริน หอมสุด (จิ๋ม) ผู้สมัครอบต.วังทองพิษณุโลกพ่ายยับ

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.64  การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายกฯอบต.และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 5,322 แห่งทั่วประเทศ ได้ดำเนินการลงคะแนนเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 08.00 น. และปิดหีบการลงคะแนนเมื่อเวลา 17.00 น.  โดยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเป็นไปด้วยความลุ้นระทึก โดยเฉพาะในส่วนของคณะก้าวหน้า หรือที่ทราบโดยทั่วกัน มีนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว  ให้การสนับสนุนและยังเป็นเครือข่ายกับพรรคก้าวไกล  ได้ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ ถึงกับ ส่งผู้สมัครลงชิงชัย 210 อบต. ใน 50 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานส่งผู้สมัครลงแข่งขัน  138 แห่ง 

สนามเลือกตั้งอบต.ครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจในโลกโซเชียลต่างจับจ้องผลการนับคะแนนเลือกตั้งอบต.ในสองพื้นที่สำคัญ คือจ.อุบลราชธานี และจ.พิษณุโลก  โดยในส่วนของ อุบลราชธานี มี “ผู้ใหญ่หำ” หรือ นายเฉลิมพล มาลาคำ ลงสมัครเลือกตั้งอบต.ท่าลาด จ.อุบลราชธานี   

ส่วนจ.พิษณุโลก  วาริน หอมสุด (ชื่อเล่น จิ๋ม) ผู้สมัคร สมาชิก อบต.วังทอง เขต 9 หมายเลข 3 อ.วังทอง จ.พิษณุโลก   

อ่านเพิ่มเติมคลิก >> เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นลง  ผลปรากฎว่า  “ผู้ใหญ่หำ” หรือ นายเฉลิมพล มาลำคำ ประสบชัยชนะ ในจังหวัดอุบลราชธานี  ขณะที่ วาริน หอมสุด หรือ “จิ๋ม” พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งอบต.วังทอง พิษณุโลก 

เฉลิมพล มาลำคำ หรือ ผู้ใหญ่หำ ประสบชัยชนะเลือกตั้งอบต. ท่าลาดจ.อุบลราชธานี เฉลิมพล มาลำคำ หรือ ผู้ใหญ่หำ ประสบชัยชนะเลือกตั้งอบต. ท่าลาดจ.อุบลราชธานี

ผลการนับคะแนน อบต.ท่าลาด อุบลฯ อย่างไม่เป็นทางการ  หมายเลข 1 นายเฉลิมพล มาลาคำ  หรือ “ผู้ใหญ่หำ”  คว้าชัยเหนือ  นายบุญช่วย วงศ์คำเหลาตัวแทนกลุ่มบริหารเก่า คำสอน วงศ์คำเหลา อดีตนายก อบต.ท่าลาด ด้วยคะแนน 2,563  ต่อ  2,020 คะแนน 

ขณะที่ วาริน หอมสุด (ชื่อเล่น จิ๋ม) ผู้สมัคร สมาชิก อบต.วังทอง เขต 9 หมายเลข 3 อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้คะแนน 210  คะแนน พ่ายให้ผู้สมัครหมายเลข1 นายประจักษ์ นิ่มน้อย ที่ได้คะแนน 517 คะแนน ขณะที่หมายเลข 2 นายเปียม อินทร์หอม ได้คะแนน 113 คะแนน 

วาริน หอมสุด (ชื่อเล่น จิ๋ม) ผู้สมัคร สมาชิก อบต.วังทอง เขต 9 หมายเลข 3 อ.วังทอง จ.พิษณุโลกวาริน หอมสุด (ชื่อเล่น จิ๋ม) ผู้สมัคร สมาชิก อบต.วังทอง เขต 9 หมายเลข 3 อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

สรุปว่า ในส่วนของการเลือกตั้ง สมาชิก อบต.วังทอง เขต 9 อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นายประจักษ์ นิ่มน้อย ชนะการเลือกตั้งไปอย่างขาดลอย

สำหรับ “ผู้ใหญ่หำ” หรือ “เฉลิมพล มาลาคำ” ซึ่งนับจากนี้ก็จะเป็นว่าที่นายกฯหำ  เป็นที่รู้จักคุ้นเคยในฐานะศิลปิน หมอลำชื่อดังของประเทศ และยังแสดงภาพยนตร์มาหลายเรื่อง 

แต่ด้วยความที่สนใจการเมือง เคยคิดสมัคร ส.ส.เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักปกครอง โดยเมื่อ ปี 2557 เฉลิมพล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด คนในวงการจึงเรียกว่า “ผู้ใหญ่หำ”  ด้วยความคลุกคลีมีความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ ได้รับรางวัลผู้ใหญ่บ้านดีเด่นเมื่อปี 2562  

ประวัติโดยคร่าวๆ  “เฉลิมพล มาลาคำ”  เกิดที่บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อแต่งงานกับสาวอุบลฯ ได้ย้ายครอบครัวไปลงหลักปักฐานใหม่ที่หมู่บ้านท่าเจริญ หมู่ที่ 11 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

อบต.ท่าลาด ห่างจากตัวอำเภอวารินชำราบ ประมาณ 18 กิโลเมตร แบ่งการปกครองเป็น 12 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้น 7,176 คน มีแม่น้ำมูลไหลผ่าน และเป็นตำบลชายแดนระหว่างอุบลฯ กับศรีสะเกษ

“เฉลิมพล” เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า ตนเองสนใจเรื่องการบ้านการเมือง หากมีโอกาสก็ลงสมัคร ส.ส. แต่หลังจากนั้น เขาให้ไปเป็นผู้ใหญ่บ้านแทน

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เฉลิมพล มาลาคำ หรือ “ผู้ใหญ่หำ” ได้โพสต์ภาพที่ตัวเองถ่ายร่วมกับ ส.ส.ในสภาฯ และบรรยายว่า “วันนี้เดินเข้าสภาอันทรงเกียรติ รับตำแหน่งที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ฝ่ายปกครองครับ ขอบคุณ ท่าน ส.ส เปิ้ล กิตติ์ธัญญา วาจาดี ที่ให้โอกาสเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการฝ่ายปกครอง สภาผู้แทน”

การได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน อบต.ท่าลาด ที่มีต่อ”ผู้ใหญ่หำ”  เฉลิมพล มาลาคำ  ครั้งนี้  ย่อมทำให้เขาเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง 

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494671

29 พ.ย. 2564 |06:00 น.

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

ตามรอย “Russell Crowe” ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง “ครูหยุย” ส.ว.ตั้งกระทู้ถาม “บิ๊กตู่” จี้แก้ปัญหาสายไฟฟ้าที่พันกันระโยงระยางทั่วกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ เสี่ยงเกิดอันตรายกับประชาชน

วันนี้ (29 พ.ย.) ที่ประชุมวุฒิสภาจะมีการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) โดยมีกระทู้ถามเป็นหนังสือ ถามโดย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรื่อง ปัญหาสายไฟ สายสื่อสาร บนเสาไฟฟ้าที่รกรุงรังที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ซึ่งเป็นกระทู้ถามที่ 036 ลงวันที่ 19 ต.ค. 64

นายวัลลภ ระบุประเด็นปัญหาในการถามนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยในปัจจุบันสายไฟ สายสื่อสาร บนเสาไฟฟ้าในหลายพื้นที่ทั่วประทศมีความรกรุงรังเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดทัศนะที่อุจาดขึ้นหลายพื้นที่ในหลายเมืองใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นระเบียบและอาจส่งผลต่อความไม่ปลอดภัย ประชาชนได้มีการร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข เพราะอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร ทำให้ประชาชนหวั่นเกรงว่าอาจเกิดอุบัติเหตุและมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ 

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

สมาชิกวุฒิสภา กล่าวด้วยว่า แม้จะได้มีการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาในหลายพื้นที่ทั้งในเขตเมืองและตามแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้งยังจัดเป็นวาระสำคัญระดับประเทศเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนในการบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ส่งผลให้สายสัญญาณเหล่านี้เป็นต้นตอของการเกิดเหตุเพลิงไหม้ การเกิดอุบัติเหตุจากสายหล่น ขาด เกี่ยวคล้องคอประชาชนหลายรายจนบาด เสียชีวิตจากการถูกไฟช็อต อีกทั้งยังกีดขวางการเดินทางสัญจรในหลายพื้นที่ เป็นปัญหาที่สมควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว 

“จึงขอเรียนถามว่ารัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาหรือจัดระเบียบสายไฟ สายสื่อสาร บนเสาไฟฟ้าที่รกรุงรังให้สำเร็จลุล่วงอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ อย่างไร” นายวัลลภ ระบุ
 

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

ทั้งนี้ ต้องติดตามดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการชี้แจงต่อประเด็นคำถามดังกล่าวอย่างไร แต่จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ล่าสุด “Russell Crowe” ดารา Hollywood ชื่อดัง วัย 57 ปี เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Gladiator ในปี 2000 ที่เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อง The Greatest Beer Run Ever เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำนอกเหนือจากที่นิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา 

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

 “Russell Crowe” ได้โพสต์ภาพคลิปวิดีโอและลงทวิตเตอร์ระหว่างเดินทางอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เขาได้โพสต์รูปสายไฟที่พันกันระโยงระยางลงในทวิตเตอร์ส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า @russellcrowe ซึ่งมีผู้ติดตาม 2.7 ล้านคน พร้อมกับแคปชั่น “Bangkok dreaming..” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 64 จนกลายเป็นข่าวดังในโซเชียล ส่งผลทำให้นายกรัฐมนตรีต้องสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง

อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ “Russell Crowe” ได้แชร์ข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งให้นำสายไฟลงดิน จนเจ้าตัวต้องกดแชร์ พร้อมเผยว่าเป็นข่าวดีมาก โดยได้แชร์ทวีตจาก Thai Enquirer ซึ่งมีใจความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำสายไฟลงใต้ดิน ซึ่ง “Russell Crowe” ได้แชร์ข่าวดังกล่าว พร้อมทวีตว่า Fantastic news. Yes. I still miss Thailand. (เป็นข่าวน่าอัศจรรย์มาก ใช่แล้ว ฉันยังคิดถึงเมืองไทยอยู่) 

ตามรอย Russell Crowe ส.ว.ตั้งกระทู้ถามนายกฯ จี้แก้ปัญหาสายไฟพันกันทั่วกรุง