คณะก้าวหน้า “พ่ายแลนด์สไลด์” เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494669

29 พ.ย. 2564 |04:00 น.

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

คณะก้าวหน้าพ่ายคะแนนเลือกตั้งนายก อบต. และสมาชิก อบต. ชนิดที่เรียกว่า “พ่ายแลนด์สไลด์” หลังผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบว่าได้ทั้งสิ้น 38 ที่นั่ง จากที่ส่งทั้งสิ้น 210 ที่นั่ง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับสมัคร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ระหว่างวันที่ 11-15 ตุลาคม 2564 และผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศ 76 จังหวัด รวม 136,250 คน แบ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 12,309 คน ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 123,941 คน และกกต.จัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวานนี้ (28 พ.ย.) และภายหลังการเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้นายก อบต. ทั้งหมด 5,300 คน และ สมาชิกสภา อบต. 56,641 คน

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

อ่านเพิ่มเติมคลิก >> เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

ในส่วนของคณะก้าวหน้า ซึ่งมีแกนนำคือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และน.ส. พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ส่งสมาชิกของคณะก้าวหน้าลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย และได้ร่วมรณรงค์ช่วยสมาชิกหาเสียงเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยส่งผู้สมัครทั้งสิ้น 210 คน

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

ปรากฏว่าเมื่อเวลา 22.30 น. วานนี้(28 พ.ย.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช ให้สัมภาษณ์ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น.  ว่า เท่าที่ทีมงานติดตามผลการนับคะเเนนในส่วนการเลือกตั้งอบต.ทั่วประเทศ ตั้งเเต่ช่วงเย็นจนถึงค่ำ ขณะนี้ผลอย่างไม่เป็นทางการค่อนข้างนิ่งเเล้ว สำหรับผู้สมัครนายกฯ อบต.ที่ทางคณะก้าวหน้าให้การสนับสนุน ตอนนี้ทั่วประเทศได้ทั้งสิ้น 38 ที่นั่ง จากที่ทีมก้าวหน้า ส่งลง 210 ทีม โดยที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้นายกฯ อบต.มากที่สุด 8 ที่นั่ง รองลงมาเป็น จ.อุดรธานี ตามลำดับ

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สมัครของคณะก้าวหน้า ไม่ได้รับเลือกตั้งในหลายพื้นที่ เรียกว่าพ่ายแลนด์สไลด์  เช่น อบต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่มีนายชูเกียรติ เทพอารีนันท์ เบอร์ 2 (นายกบ๊วย) อดีตนายก อบต.บ่อวินเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่มีนายธนาธร ให้การสนับสนุน และหวังว่าจะได้คะแนนเสียงจากหนุ่มสาวโรงงาน เพราะเมื่อครั้งการเลือกตั้ง ส.อบจ.ชลบุรี ทีมเรารักชลบุรี ต้องเสียพื้นที่ เขต 5 อ.ศรีราชา ให้กับคณะก้าวหน้า 1 ตำแหน่ง ส่งผลให้ครั้งนี้ คณะก้าวหน้าหมายมั่นปั้นมือ ที่จะได้พื้นที่ตรงนี้ โดยส่งน.ส.พรรณิการ์ ลงพื้นที่และช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครด้วย

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

แต่ผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ นายสิรวิชฐ์ อำไพวงษ์ เบอร์ 1 อดีตรองนายก อบต.บ่อวิน คะแนนนำ นายชูเกียรติ ที่ลงในนามคณะก้าวหน้าบ่อวิน ด้วยคะแนนขาดลอย ส่วนอีกพื้นที่ อบต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง นายภัคเอื้ออิชณน์ สอนสังข์ เบอร์ 2 หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์เกาะหมาก ก็ชนะผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า รวมทั้งที่ อบต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม นายพิชญา โพชราษฎร บุคคลข้ามเพศ เอาชนะผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าได้เช่นกัน

คณะก้าวหน้า "พ่ายแลนด์สไลด์" เลือกตั้งนายก อบต. ได้ 38 จากที่ส่ง 210 ที่นั่ง

ขณะที่เพจคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้กับ อบต.ก้าวหน้า

โดยระบุว่า   จากนี้ไปอีก 4 ปี ไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ ในการทำงาน ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุน จะต้องมุ่งมั่นทำเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับพี่น้องประชาชน ทำให้นโยบายที่เราหาเสียงไว้เกิดขึ้นจริงให้ได้

ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ขอบคุณทุกความไว้วางใจ

คณะก้าวหน้า ประสบความสำเร็จมาแล้วกับการบริหารงานในระดับเทศบาล และจากนี้ไปจะเป็นการร่วมบริหารกับว่าที่นายก อบต. ทั้ง 38 อบต.ที่เราได้รับชัยชนะ กับการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนมากที่สุด อยู่ในชีวิตประจำวันของพ่อแม่พี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างระดับ อบต.

เราจะมุ่งมั่นทำอย่างเต็มที่ ไม่ทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนผิดหวัง เปลี่ยนท้องถิ่นบ้านเรา เปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน

เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494629

28 พ.ย. 2564 |18:00 น.

เช็คที่นี่ "ผลเลือกตั้งอบต." นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

เช็คที่นี่”ผลการเลือกตั้งอบต.” นายกฯองค์การบริหารส่วนตำบลและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล 5,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ เช็คได้ที่นี่ชนิดเรียลไทม์

ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี กับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายกฯอบต.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (สมาชิกอบต.) ภายหลังมีคำสั่งคสช. ที่ 85/2560  ซึ่งได้ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกอบต. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย.2564  โดยเริ่มเปิดคูหาลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 น. -17.00 น.  

การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 5,329 แห่ง  ถือเป็นจุดเริ่มต้นการวัดกระแสการเมืองท้องถิ่นไปสู่การเมืองระดับประเทศอีกครั้ง

หากยังจำกันได้ เมือคราวเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีการวัดกระแสความนิยมระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า แต่ผลก็ปรากฏมาอย่างที่รู้กัน การเมืองท้องถิ่นยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่  

มาครั้งนี้ กลุ่มก้าวหน้า หมายหมั้นว่า จะแก้มือ ระดมทุกสรรพกำลัง ลงพื้นที่จากเหนือจรดใต้ พิสูจน์การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าของสังคมไทย เข้าใกล้ยุทธศาสตร์ การเมืองระดับชาติ แล้ว หรือไม่  

อย่างไรก็ดี   เพื่อติดตามตรวจสอบการเลือกตั้งนายกฯและสมาชิกอบต.ไปด้วยกัน ในส่วนของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำระบบศูนย์ข้อมูลเลือกตั้งบริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่นและทะเบียน อปท.

เช็คที่นี่ "ผลเลือกตั้งอบต." นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

ประชาชนที่สนใจติดตามผลการเลือกตั้งท้องถิ่นของท่าน มีผู้สมัครท่านใดได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯอบต. และสมาชิกอบต. หรือไม่อย่างไร ก็สามารถเข้าไปติดตามได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะมีการนำข้อมูลผลการนับคะแนนรายงานเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง 

สามารถ คลิกเข้าไปที่เว็ปไซต์  https://ele.dla.go.th/public/score.do  จะมีการรายงานข้อมูลการเลือกตั้งท้องถิ่นครบครัน  ทั้งจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง  จำนวนผู้มาใช้สิทธิ  บัตรดี บัตรเสีย จำนวนบัตรผู้ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด   โดยเข้าไปกรอกข้อมูลจังหวัด อำเภอ พื้นที่ตำบลที่ต้องการทราบการเลือกตั้ง  ซึ่งข้อมูลจะปรากฎให้ทราบแบบอัพเดททันสถานการณ์ 

“ปริญญ์” ชี้เศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าฉีกกฎระเบียบราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494630

28 พ.ย. 2564 |17:00 น.

"ปริญญ์" ชี้เศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าฉีกกฎระเบียบราชการ

“ปริญญ์” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ ชี้เศรษฐกิจยุคใหม่ต้องกล้าฉีกกฎระเบียบราชการ ที่ทำตัวเสมือนคุณพ่อแสนรู้ แนะยกเว้นการเก็บภาษีคริปโท ใช้บล๊อกเชนเพิ่มขีดความสามารถ SMEs & Startup ลดความเหลื่อมล้ำพัฒนาประเทศอย่างสมดุล

วันที่ 28 พ.ย. 2564  ดร.ปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสวนา ในงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 “โอกาสของประเทศไทยในสังเวียน Digital Asset” จัดขึ้นโดยนายสัญชัย ปอปลี CSO Cryptomind Group และนายศุภกฤษณ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ซึ่งมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมเสวนาด้วย

"ปริญญ์" ชี้เศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าฉีกกฎระเบียบราชการ
ดร.ปริญญ์ กล่าวในช่วงต้นว่า ปัจจุบันโลกของเทคโนโลยียุคใหม่นั้นไร้พรมแดน บล๊อกเชน และ นวัตกรรมโลกเสมือนจริง Metaverse ได้เข้ามาในประเทศไทยแต่เรายังไม่ได้ใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่

ส่วนหนึ่งมาจากการที่หน่วยงานที่ควบคุมกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ยังออกกฎเกณฑ์ที่พะรุงพะรัง ทําตัวเสมือนคุณพ่อแสนรู้ และให้ความสําคัญกับการปราบปรามมากกว่าการพัฒนาวัฎจักรของนวัตกรรมทางการเงิน

 เราต้องปรับมุมมองความคิด เร่งสร้างองค์ความรู้ทางการเงินให้กับคนไทยตั้งแต่เยาว์วัย รวมถึงการเสริมทักษะและสมรรถนะเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้คนไทย อีกทั้งต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการการออกกฎเกณฑ์”

ระบบรัฐราชการ ไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีความคล่องตัวในการบริหารประเทศ การเร่งออก พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล ทําให้เกิดภาระทางภาษีแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและประชาชนทั่วไป

ที่ลงทุนในคริปโท ซึ่งเป็นการซํ้าเติมปัญหาที่เขากําลังเผชิญอยู่จากวิกฤติโควิด-19 ในขณะที่เขาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรม

ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่เพื่อการให้บริการที่ดีขึ้นกับประชาชนรวมถึงการลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์วิกฤตินี้ การปล่อยสินเชื่อผ่าน ระบบบล๊อกเชน P2P (Peer-to-Peer lending) เป็นการเปิดโอกาสอีกช่องทางหนึ่งให้ SMEs เข้าถึงสภาพคล่องดังนั้นรัฐควรให้การสนับสนุน

"ปริญญ์" ชี้เศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าฉีกกฎระเบียบราชการ

ดร.ปริญญ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯสามารถทํากําไรได้ดีโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี (ยกเว้นภาษีเงินปันผลแค่ 10%) แต่นักลงทุนรายย่อยในคริปโท กลับต้องเสียภาษีและยังไม่มีความชัดเจนในการประเมินอัตราภาษีที่จะต้องเสีย รวมถึงการขาดการสนับสนุนศิลปินที่ต้องการจะแสดงและขายผลงานในรูปแบบดิจิทัจ (NFTs) 

ดร.ปริญญ์ กล่าวอีกว่า โดยการออกกฎเกณฑ์ใหม่ที่ไม่ชัดเจนและเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกรรมทางการเงินยุคใหม่ ทําให้นักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจยุคใหม่หลายคนได้ย้ายการทำธุรกรรมไปต่างประเทศทําให้ประเทศไทยจะเสียโอกาสในระยะยาว กระทรวงคลังควรยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัจ และปรับกฎเกณฑ์สนับสนุนการเติบโตของวัฎจักรอุตสาหกรรมยุคใหม่ในทุกรูปแบบ

“ระบบบล๊อกเชนได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ได้นําระบบบล๊อกเชนมาใช้ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค อีกทั้งรองนายกฯจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ได้มีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาผลักดันนโยบาย เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร”ดร.ปริญญ์ กล่าว

ดร.ปริญญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์จะจัดงานเศรษฐกิจยุคใหม่ New Economic Forum series ในวันที่ 20-21 ธันวาคม  2564 เพื่อสร้างองค์ความรู้ ผลักดันและให้โอกาสผู้ประกอบการยุคใหม่ SMEs สตาร์ทอัพ และประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงโอกาสใหม่ๆของการเงินในยุคดิจิทัจซึ่งจะนำไปสูการสร้างสังคมยุคใหม่ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพลหมื่นกว่าราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494620

28 พ.ย. 2564 |16:00 น.

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพลหมื่นกว่าราย

ราชกิจจาฯ เผยแพร ประกาศสำนักนายกฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล เลื่อนขึ้นดํารงตําแหน่งอัตราสูงขึ้น จํานวน 10,781 ราย ตรวจรายชื่อได้ที่นี่

28  พ.ย. 64  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26  พ.ย. ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯ  ได้ออก ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล (วาระเมษายน ๒๕๖๔) ให้แก่ นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดี แก่ทางราชการ และได้เลื่อนขึ้นดํารงตําแหน่งอัตราสูงขึ้น จํานวน ๑๐ ,๗๘๑ ราย ดังนี้

สํานักงานรัฐมนตรี

๑. ว่าที่พันเอก กฤช สิทธิมงคล เป็น พันเอก

๒. ว่าที่พันเอกหญิง สุภาภรณ์ คงขุนเทียน เป็น พันเอกหญิง

๓. ว่าที่พันโทหญิง กัลยา หาดนิล เป็น พันโทหญิง

ทั้ง ๓ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

๔. ว่าที่ร่อยเอก ธีระเดช สะมะถะธัญกร เป็น ร้อยเอก

ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๓

๕. ว่าที่ร้อยโท สรากร มุกประดับ เป็น ร้อยโท

๖. ว่าที่ร้อยตรี นักรบ เนื่องไชยยศ เป็น ร้อยตรี

ทั้ง ๒ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๔

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพลหมื่นกว่าราย

สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

๗. ว่าที่พันโทหญิง รุ่งเรือง มีชนะ เป็น พันโทหญิง ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

๘. ว่าที่นาวาเอกหญิง สมิหรา ศรีทันดร เป็น นาวาเอกหญิง

ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓

๙. ว่าที่นาวาตรี สิทธิชัย พงษ์เผือก เป็น นาวาตรี

ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๓
 

๑๐. ว่าที่พันตรี ยุทธนา หอทับทิม เป็น พันตรี

๑๑. ว่าที่พันตรี สุขุม แย้มสันต์ เป็น พันตรี

๑๒. ว่าที่นาวาตรี ยุทธนา นิโครธ เป็น นาวาตรี

๑๓. ว่าที่พันตรีหญิง จันทร์เพ็ง นนทะสิน เป็น พันตรีหญิง

๑๔. ว่าที่พันตรีหญิง จุติมา สุตตเขตต์ เป็น พันตรีหญิง

๑๕. ว่าที่ร้อยเอก ศักดิ์ศรี จึงถาวรเจริญ เป็น ร้อยเอก

๑๖. ว่าที่ร้อยเอก สมชาย ยาประเสริฐ เป็น ร้อยเอก

๑๗. ว่าที่ร้อยเอก สุวรรณชัย สีสมรส เป็น ร้อยเอก

๑๘. ว่าที่ร้อยโท พชรัล ครุธเวโช เป็น ร้อยโท

๑๙. ว่าที่ร้อยโทหญิง ณปภัช ยนจอหอ เป็น ร้อยโทหญิง

ทั้ง ๑๐ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพลหมื่นกว่าราย

๒๐. ว่าที่พันเอก จักรพงศ์ บุญศิริ เป็น พันเอก

๒๑. ว่าที่พันเอก ชวาเจต อุดมพันธุ์ เป็น พันเอก

๒๒. ว่าที่พันเอก ปกรณ์ รักบ้านเกิด เป็น พันเอก

๒๓. ว่าที่พันเอก ประเสริฐ พุดพริ้ง เป็น พันเอก

๒๔. ว่าที่พันเอก ปราโมทย์  คงมั่น เป็น พันเอก

๒๕. ว่าที่พันเอก ไพศาล เชื้อเพ็ง เป็น พันเอก

๒๖. ว่าที่พันเอก ลักษม์ มดิศร เป็น พันเอก

๒๗. ว่าที่พันเอก วีระสิทธิ์ แกนจําปา เป็น พันเอก

๒๘. ว่าที่พันเอก สาโรจน์ จุ้ยวงศ์ เป็น พันเอก

๒๙. ว่าที่พันเอก สุรศักดิ์ ชุณหกิจ เป็น พันเอก

๓๐. ว่าที่นาวาเอก ไพศาล พันธ์มุง เป็น นาวาเอก

๓๑. ว่าที่นาวาเอก สิริศักดิ์ บุณยสุขานนท์ เป็น นาวาเอก

๓๒. ว่าที่นาวาเอก อนุวัตร ลักษณะโต เป็น นาวาเอก

๓๓. ว่าที่พันเอกหญิง กรรณิการ์ ศรีหิรัญ เป็น พันเอกหญิง

๓๔. ว่าที่พันเอกหญิง ประภัสสร ศรีรัฐ เป็น พันเอกหญิง

๓๕. ว่าที่พันเอกหญิง มณิตา ภระมรทัต เป็น พันเอกหญิง

๓๖. ว่าที่พันเอกหญิง รัตนา แพ่งกลิ่น เป็น พันเอกหญิง

๓๗. ว่าที่พันเอกหญิง รุจินีพร สุทธิวิจักษณ์ เป็น พันเอกหญิง 

๓๘. ว่าที่พันเอกหญิง ศันสนีย รุ่งเรืองกุลดิษฐ์ เป็น พันเอกหญิง

๓๙. ว่าที่พันเอกหญิง อาทิตยา สถิตสมบูรณ์ เป็น พันเอกหญิง

๔๐. ว่าที่นาวาเอกหญิง วนิดา จันทร์ทอง เป็น นาวาเอกหญิง

๔๑. ว่าที่นาวาเอกหญิง อุไรวรรณ ทองปิ่น เป็น นาวาเอกหญิง

๔๒. ว่าที่นาวาอากาศเอกหญิง กนกวรรณ สายแสงทอง เป็น นาวาอากาศเอกหญิง

๔๓. ว่าที่นาวาอากาศเอกหญิง จารุวรรณ อวยจินดา เป็น นาวาอากาศเอกหญิง

๔๔. ว่าที่นาวาอากาศเอกหญิง เยาวเรศ วีชะรังสรรค์ เป็น นาวาอากาศเอกหญิง

๔๕. ว่าที่นาวาอากาศเอกหญิง สุดารัตน์ แพ่งสุภา เป็น นาวาอากาศเอกหญิง

๔๖. ว่าที่นาวาอากาศเอกหญิง สุธีรา วัชระดิษย์ เป็น นาวาอากาศเอกหญิง ทั้ง ๒๗ รายนี้ ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เป็นต้น 

คลิกอ่านฉบับเต็ม 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล [จำนวน ๑๐,๗๘๑ ราย ]

รู้มั้ย ห้ามรถไฟวิ่งเข้าออกหัวลำโพง ผู้โดยสารเดือดร้อนหนักจ่ายเพิ่ม6เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494610

28 พ.ย. 2564 |15:00 น.

รู้มั้ย ห้ามรถไฟวิ่งเข้าออกหัวลำโพง ผู้โดยสารเดือดร้อนหนักจ่ายเพิ่ม6เท่า

สามารถ ชี้ ความพยายามของกระทรวงคมนาคมในการห้ามไม่ให้รถไฟวิ่งเข้า-ออกหัวลำโพง รู้กันบ้างไหมกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนที่โดยสารรถไฟเข้าเมืองต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งแล้วยังต้องควักค่าโดยสารเพิ่มอีกหกเท่าตัว

ความพยายามของกระทรวงคมนาคม ในการปิดปรับปรุงสถานีรถไฟหัวลำโพง พร้อมกับมีแนวนโยบายห้ามรถไฟวิ่งเข้าออกสถานีหัวลำโพง กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในการโดยสารรถไฟเข้าเมือง

ทั้งนี้  เมื่อวันที่ 28 พ.ย.64  นายสามารถ ราชพลสิทธิ์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้ความเห็นกรณีกระทรวงคมนาคม ห้ามไม่ให้รถไฟวิ่งเข้า-ออก หัวลำโพง

นายสามารถ ระบุว่า   หากกระทรวงคมนาคมห้ามไม่ให้รถไฟวิ่งเข้า-ออกหัวลำโพง ค่าเดินทางของผู้โดยสารรถไฟชานเมืองจากรังสิต-หัวลำโพง จะพุ่งกระฉูดจาก 6 บาท เป็น 46 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 6.7 เท่า เป็นภาระหนักของผู้หาเช้ากินค่ำ น่าเห็นใจยิ่งนัก

1. ปัจจุบันค่าเดินทางจากรังสิต-หัวลำโพง โดยรถไฟชานเมืองถูกมาก !

ผู้ที่อยู่อาศัยแถวรังสิตและทำงานแถวหัวลำโพง หากต้องการประหยัดค่าเดินทางและเวลา มักเลือกเดินทางโดยรถไฟชานเมืองจากสถานีรังสิตเข้าสู่สถานีหัวลำโพง ซึ่งมีค่าโดยสารถูกเพียง 6 บาทเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 60 นาที เป็นการลดภาระค่าครองชีพ และประหยัดเวลาเดินทางได้อย่างดี

2. หากห้ามไม่ให้รถไฟชานเมืองวิ่งเข้า-ออกหัวลำโพง ผู้โดยสารจะทำอย่างไร ?

หากกระทรวงคมนาคมห้ามไม่ให้รถไฟวิ่งเข้า-ออกสถานีหัวลำโพง โดยให้ผู้โดยสารรถไฟชานเมืองลงรถไฟที่สถานีบางซื่อ เขาต้องเสียค่าโดยสารจากสถานีรังสิต-สถานีบางซื่อ 4 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที จากนั้นเขาจะต้องเดินทางต่อไปยังสถานีหัวลำโพง ถ้าเขาต้องการไปให้ทันเวลาทำงาน เขาต้องใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินหรือ MRT จากสถานีบางซื่อ-สถานีหัวลำโพง ค่าโดยสาร 42 บาท ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่เขาต้องเสียเวลารอขึ้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่ออีกประมาณ 10-15 นาที

ดังนั้น เขาต้องเสียค่าเดินทางจากสถานีรังสิต-สถานีหัวลำโพง รวมทั้งหมด 46 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เขาเสียเพียง 6 บาท) รวมค่าเดินทางไป-กลับ 92 บาทต่อวัน ค่าเดินทางนี้ยังไม่รวมค่ารถมอเตอร์ไซค์ และ/หรือค่ารถเมล์ ทำให้เป็นภาระหนักในการดำรงชีพของเขา

รู้มั้ย ห้ามรถไฟวิ่งเข้าออกหัวลำโพง ผู้โดยสารเดือดร้อนหนักจ่ายเพิ่ม6เท่า

3. ผู้โดยสารรถไฟชานเมืองสายอื่นก็อ่วมเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟชานเมืองสายเหนือและสายอีสานเท่านั้น สำหรับผู้โดยสารรถไฟชานเมืองสายใต้ หากเขาต้องลงรถไฟที่สถานีบางซื่อ เขาก็ต้องเดินทางต่อไปให้ถึงสถานีหัวลำโพง เช่นเดียวกันกับผู้โดยสารรถไฟชานเมืองสายตะวันออก หากเขาต้องลงรถไฟที่สถานีมักกะสัน เขาก็ต้องเดินทางต่อไปให้ถึงสถานีหัวลำโพง ทำให้เขาต้องเสียค่าเดินทางและเวลาเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก

4. รถไฟชานเมืองบางขบวนต้องจอดที่ชานเมือง ไม่ให้เข้าบางซื่อ !

การรถไฟฯ วางแผนที่จะให้รถไฟชานเมืองสายเหนือและสายอีสานบางขบวนจอดที่สถานีดอนเมือง สายใต้บางขบวนจอดที่สถานีตลิ่งชัน ไม่ให้เข้าสถานีบางซื่อ จากสถานีดอนเมืองหรือสถานีตลิ่งชัน ผู้โดยสารจะต้องใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงวิ่งเข้าสู่สถานีบางซื่อ และจากสถานีบางซื่อจะต้องใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินวิ่งเข้าสู่สถานีหัวลำโพง ทำให้ต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มขึ้นอีกมาก

เช่น เดิมเสียค่าเดินทางจากดอนเมือง-หัวลำโพง โดยรถไฟชานเมือง 5 บาท แต่ถ้าใช้รถไฟฟ้าสายสีแดงจากดอนเมือง-บางซื่อ จะเสียค่าโดยสาร 33 บาท และใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจากบางซื่อ-หัวลำโพง ค่าโดยสาร 42 บาท รวมเป็นค่าเดินทางจากดอนเมือง-หัวลำโพง 75 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยเสียเพียง 5 บาท) รวมค่าเดินทางไป-กลับ 150 บาทต่อวัน ค่าเดินทางนี้ยังไม่รวมค่ารถมอเตอร์ไซค์ และ/หรือค่ารถเมล์

5. ผู้โดยสารที่เคยลงรถไฟที่สามเสน รพ.รามาธิบดี และยมราช จะเดือดร้อน !

ผู้โดยสารรถไฟชานเมืองที่เคยลงรถไฟที่สถานีสามเสน ป้ายหยุดรถ รพ.รามาธิบดี และป้ายหยุดรถยมราชจะเดือดร้อน เพราะไม่สามารถลงรถไฟรายทางได้อีกต่อไป เนื่องจากจะไม่มีรถไฟวิ่งเข้าหัวลำโพง ทำให้เขาต้องเสียค่าเดินทางและเวลาเพิ่มขึ้น น่าเห็นใจมากโดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางมาหาหมอที่ รพ.รามาธิบดี

6. รถไฟทางไกลทุกขบวนต้องจอดที่บางซื่อ

รถไฟทางไกลสายเหนือ สายอีสาน และสายใต้ทุกขบวนจะต้องจอดที่บางซื่อ บางขบวนต้องจอดที่สถานีบางซื่อเก่า บางขบวนต้องจอดที่สถานีบางซื่อใหม่ จากสถานีบางซื่อผู้โดยสารที่เคยลงรถไฟที่สถานีสามเสน และสถานีหัวลำโพง จะใช้รถอะไรเพื่อให้สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ผู้โดยสารเหล่านี้มีสัมภาระมาด้วย หากจะใช้รถไฟฟ้าก็คงไม่สะดวก เพราะในชั่วโมงเร่งด่วนรถไฟฟ้าจะมีผู้โดยสารแน่น ทำให้เขาต้องรอรถไฟฟ้านาน ถ้าจะใช้รถแท็กซี่จะต้องเสียค่าโดยสารแพง

7. ข้อเสนอแนะ

ผมขอเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาดังนี้

7.1 ให้รถไฟวิ่งเข้า-ออกหัวลำโพงได้ ไม่ต้องห่วงว่าจะทำให้รถติดที่จุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนน เพราะการรถไฟฯ กำลังจะก่อสร้างทางรถไฟใต้ดินจากบางซื่อ-หัวลำโพง ทำให้ไม่มีจุดตัด

7.2 ใช้สถานีหัวลำโพงควบคู่กับสถานีกลางบางซื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ใครอยู่ใกล้หัวลำโพงก็ใช้หัวลำโพง ใครอยู่ใกล้บางซื่อก็ใช้บางซื่อ

ทั้งหมดนี้ ด้วยความห่วงใยผู้โดยสารรถไฟทุกคน ไม่อยากเห็นใครต้องถูกเท !

กกต.เผยร้องทุจริต”เลือกตั้งอบต.”เบื้องต้น 262 เรื่อง อยู่ระหว่างสอบสวน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494596

28 พ.ย. 2564 |14:00 น.

กกต.เผยร้องทุจริต"เลือกตั้งอบต."เบื้องต้น 262 เรื่อง อยู่ระหว่างสอบสวน

กกต.รับรายงานร้องทุจริต”เลือกตั้งอบต.” เบื้องต้นแล้ว 262 เรื่องอยู่ระหว่างสอบสวน เผยภาพรวมการเลือกตั้งอบต.เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่อง เชิญชวนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างโปร่งใส ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.64    นายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า   ภายหลังเปิดหน่วยออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง”สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล” หรือ อบต. และ”นายกอบต.” ทั่วประเทศ จำนวน 62,972 หน่วยเลือกตั้ง ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประชาชนทยอย โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ในส่วนกระแสข่าวว่ามีการซื้อสิทธิหากมีพยานหลักฐาน ก็สามารถแจ้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ที่กกต.ประจำจังหวัด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจะมีแอพพลิเคชันตาสับปะรด เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และป้องปรามการทุจริตเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานเข้ามาบ้างแล้ว 

ทางด้าน ร.ต.อ. ชนินทร์  น้อยเล็ก ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายคดีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า สถิติเรื่องร้องเรียนล่าสุดทั้งหมด 262 เรื่อง ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องการซื้อเสียง ทั้งนี้ รายละเอียดยังอยู่ในชั้นสอบสวน

รองเลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า  ปรากฏการณ์ที่ประชาชนแห่กลับบ้านเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทำให้การจราจรติดขัดตลอดสาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาชนให้ความร่วมมือทั้งนี้ การใช้สิทธิ์ก็จะมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้เนื่องจากอยู่ห่างไกลหรือเจ็บป่วย สามารถแจ้งเหตุไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ในกรอบระยะเวลา 7 วัน ถึงวันที่ 5 ธันวาคมนี้ โดยแจ้งเหตุผ่าน 3 ช่องทางคือ แจ้งเหตุด้วยตนเองที่ที่ว่าการอำเภอที่มีชื่ออยู่ตามทะเบียนบ้าน /ทางไปรษณีย์/และแจ้งผ่านอิเล็กทรอนิกส์หรือสามารถมอบหมายให้ผู้แทนยื่นแทนได้ สำหรับคนที่ไม่สะดวกยื่นเอง

ทั้งนี้ ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งพร้อมใจออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดี มีคุณภาพเข้าไปพัฒนาท้องถิ่น “ทุกเสียงคือพลัง เลือกตั้งสุจริต ใช้สิทธิโปร่งใส”ในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 นาฬิกา โดยพร้อมเพรียงกัน

ส่วนกรณีที่มีประชาชนบางส่วนกังวลว่าจะเกิดคลัสเตอร์ใหม่ รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า การเลือกตั้งอบต.ครั้งนี้ เพิ่มความเข้มข้นตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยมีการกำหนดจุดคัดกรองต่างๆรวมถึงจัดให้มีคูหาพิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งทุกจุด ทุกขั้นตอน จะมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพื่อทำความสะอาดทุกจุด โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมกัน รวมถึงเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาด สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่มาใช้สิทธิ

อนึ่ง สำหรับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 27,617,988 คน จำแนกเป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศชาย จำนวน 13,431,528 คน และผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิงจำนวน 14,186,460 คน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกอบต. และนายกอบต. มีจำนวนทั้งสิ้น 135,500 คน จำแนกเป็น ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 123,236 คน / และผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 12,264 คน

จาก แอมเนสตี้ ถึง”เอ็นจีโอ”ในไทย บทบาทต่างชาติในกรุงเจนีวาตะวันออก?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494555

28 พ.ย. 2564 |10:00 น.

จาก แอมเนสตี้ ถึง"เอ็นจีโอ"ในไทย  บทบาทต่างชาติในกรุงเจนีวาตะวันออก?

กรุงเทพฯกำลังมีสภาพไม่ต่างกับเจนีวาแห่งใหม่ของตะวันออก โดยเฉพาะ”กลุ่มเอ็นจีโอ” ที่มาตั้งสำนักงานในไทยมากขึ้น นี่เป็นประเด็นชวนพิเคราะห์ผ่านนักวิชาการสายความมั่นคงระหว่างประเทศ ติดตามได้ที่ เจาะประเด็นร้อนสุดสัปดาห์ โดย อสนีบาต

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองน่าสนใจต่อกรณีการออกตัวแรงขององค์กรเอกชน ที่เรียกชื่อตนเองว่า “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล”   ผ่านเครือข่ายในประเทศไทย ด้วยการชูแคมเปญ เปิดตัวแคมเปญ “Write for Rights” หรือ “เขียน เปลี่ยน โลก” หนึ่งในหัวข้อ คือ การกดดันให้ทางการไทยยุติการดำเนินคดี รุ้ง น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” และแกนนำ “ราษฎร” ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112   

ในที่สุดนำมาซึ่ง”ทัวร์ลง” ผ่านสังคมโซเชียลออกวิพากษ์วิจารณ์ “แอมเนสตี้ในไทย”อย่างดุเดือดรุนแรง มีการพาดหัว  “พลาดแล้วบ้าง”  “องค์กรเอ็นจีโอแห่งนี้กำลังแทรกแซงกิจการในประเทศไทยบ้าง”  ถึงกับเกิดการรวมประชาชนออกมารณรงค์ล่ารายชื่อ ขับไล่ แอมเนสตี้ ให้พ้นจากแผ่นดินไทยบ้าง” 

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกมารับลูกหลังจากมีกลุ่มประชาชนรวมตัวยื่นหนังสือที่หน้าทำเนียบฯให้ขับไล่แอมเนสตี้ฯ ว่า “แอมเนสตี้มีความผิดอะไรหรือไม่และอยู่ในไทยอย่างถูกต้องหรือเปล่า และถ้าผิดกฏหมายต้องยกเลิก เพราะไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายประเทศไทย”

จาก แอมเนสตี้ ถึง"เอ็นจีโอ"ในไทย  บทบาทต่างชาติในกรุงเจนีวาตะวันออก?

โดยข้อเท็จจริง แอมเนสตี้ฯ เป็นองค์กรเอกชนที่ตั้งขึ้นมานานแล้ว มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษ และขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอีกเป้าหมายของแอมเนสตี้ฯ ด้วยวัตถุประสงค์ในการเป็นปากเป็นเสียงเรียกร้องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นองค์กรที่รณรงค์ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยไม่ฝักใฝ่อุดมการณ์ทางการเมืองหรือลัทธิใด ๆ เน้นทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น”   

ข้างต้นเป็นคำประกาศเจตนารมย์ที่ปรากฎอยู่ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล 

ทว่าเมื่อกลับมาดูในส่วนของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในระยะหลังพบว่า  สมาชิกที่เข้ามาทำงานในเอมเนสตี้ฯประเทศไทย ตกเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนทั่วไป  เนื่องจากมีการนำความเป็นองค์กรฯไปใช้ประโยชน์ในทางผิดแผกแตกต่างจากที่เคยเป็น ทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ต้องถูกลดทอนด้อยค่าความสำคัญไปด้วย จึงมิแปลกที่มีประชาชนคนไทยแสดงความไม่พอใจและออกมารวมตัวเรียกร้องขับไล่พ้นแผ่นดินไทย 

จาก แอมเนสตี้ ถึง"เอ็นจีโอ"ในไทย  บทบาทต่างชาติในกรุงเจนีวาตะวันออก?

นั่นเป็นโจทย์ ที่องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ ต้องทบทวนบทบาทและเร่งสะสางภายในไม่ให้ถูกมองว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  และกลับมาทำหน้าที่อย่างที่ควรเป็นตามเจตนารมย์ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ 

นอกจากนี้ บทบาทองค์กรเอกชน ต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นอีกภาพใหญ่ที่สมควรได้มาร่วมกันพิเคราะห์พิจารณา โดยเฉพาะระยะหลังมานี้ มีการเคลื่อนไหวขององค์กรเอกชนต่างชาติอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องจัดระเบียบ

…อสนีบาต… ได้รับมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่งผ่าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ที่ได้นำเสนอผ่านบทความ “บทบาทต่างชาติในกรุงเจนีวาตะวันออก?”

…….

รศ.ดร.ปณิธาน เริ่มต้นว่า  ในอดีตมักจะพูดกันว่า “Geneva of the East” ก็คือเมืองหางโจว (จีน: 杭州; พินอิน: Hángzhōu) ประเทศจีน เพราะเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพงดงาม มีทะเลสาบขนาดใหญ่ มีภูมิอากาศที่ดี และเป็นศูนย์กลางการค้าการติดต่อกับต่างประเทศมายาวนาน เช่นเดียวกับเมืองเจนีวาต้นตำหรับของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หลายปีที่ผ่านมา มีคนสังเกตว่ากรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็นเมืองเจนีวาแห่งใหม่ของตะวันออก โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นศูนย์กลางทางการทูตและการต่างประเทศ เพราะองค์การระหว่างประเทศ (International Organization – IGO) องค์กรสากล ตลอดจนองค์กรภาคประชาชนที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไร (Non-Governmental Oganization – NGO) ได้ย้ายเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยมากขึ้น ซึ่งก็รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) เช่น UNHCR หรือองค์การสากลอื่นๆ เช่น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (International Labour Organization) เป็นต้น

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร  อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทุกวันนี้ กรุงเทพฯ มีสำนักงานต่างๆ ภายใต้กำกับหรือเกี่ยวข้องกับ UN เกือบ 50 แห่ง ไม่นับรวมสำนักงานขององค์การสากลและองค์กรต่างชาติอื่นๆ อีกนับร้อยแห่ง

บางแห่งก็ยังมีสำนักงานย่อยอยู่ในจังหวัดที่ไกลออกไป เช่น ที่สงขลาของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross – ICRC) เป็นต้น โดยไทยก็ได้มีกฏหมายใหม่ออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกและจัดระเบียบในเรื่องนี้ไปแล้ว

ปัจจุบัน ยังมีการพิจารณาเพื่อออกกฏหมายเพิ่มเติมในส่วนของการดำเนินการขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือรายได้อีกด้วย ซึ่งก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่ากฏเกณฑ์หรือกติกาที่จะออกมานั้น เหมาะสมหรือเป็นประโยชน์อย่างไร (รวมทั้งเรื่องที่จะต้องรายงานทางการเงินด้วย)

โดยทั่วไป ต้องถือว่าการที่ต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศของเรานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด ไทยเราคุ้นเคยกับต่างชาติมานานนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การเข้ามาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนการเข้ามาตั้งสำนักงานเพิ่มขึ้นในปัจจุบันนั้น ก็เป็นประโยชน์ต่อคนไทย ต่อประเทศไทย และต่อเพื่อนบ้านของเราในภูมิภาคหลายประการ เพราะนอกจากจะทำให้คนไทยมีโอกาสในการทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว องค์กรและองค์การต่างชาติเหล่านี้ก็ยังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเราและของเพื่อนบ้านด้วย

โดยเฉพาะด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัย ด้านแรงงาน ด้านสิทธิพื้นฐานต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกทั้งยังทำให้หน่วยงานของไทยและของเพื่อนบ้านตื่นตัวมากขึ้นด้วย

การทำงานของต่างชาติในไทยส่วนใหญ่ เป็นไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศและองค์กรสากลเหล่านี้ ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงสากล ปฏิบัติตามกฏหมายของไทย และมีความสัมพันธ์อันดีกับคนไทยโดยทั่วไป ทั้งนี้ ในการเข้ามาทำงานนั้น จะต้องเริ่มด้วยการขออนุญาตทำงานหรือตั้งสำนักงานจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยก่อน หลังจากได้รับอนุญาตแล้ว ก็จะต้องดำเนินงานตามกฏระเบียบและข้อตกลงต่างๆ รวมทั้งส่งแผนงานการดำเนินการของสำนักงานให้เราทราบ

โดยจะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยในการทำงาน ในบางกรณีก็สามารถขอรับการสนับสนุนจากทางการไทยได้ด้วย เช่น ด้านงบประมาณ ด้านข้อมูล ด้านบุคลากร ด้านการอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งการเดินทางไปในพื้นที่ เช่น พื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่สามจังหวัดทางตอนใต้นั้น ก็จะต้องมีการประสานงานกันกับหน่วยงานของเราเพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกและปลอดภัย

แต่หลายปีที่ผ่านมา มีข้อสังเกตเกิดขึ้นว่า บางส่วนซึ่งก็เป็นส่วนน้อย ไม่ได้ดำเนินการให้เรียบร้อยเท่าที่ควรจะเป็น เช่น ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ไม่ได้จัดตั้งและบริหารสำนักงานให้เรียบร้อย ไม่ได้มีหรือส่งแผนการดำเนินการของตนเอง โดยมักอ้างว่าแผนการดำเนินการของตนนั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริจาคเงินจากต่างประเทศเป็นหลัก หรือเข้าไปในพื้นที่ต่างๆโดยไม่แจ้ง หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมือง หรือเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ ทั้งทางกฎหมายและระเบียบพิธีการทางการทูต

หากข้อสังเกตเหล่านี้เป็นจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องรีบพิจารณาแก้ไขในส่วนที่บกพร่องหรือเป็นปัญหาโดยเร็ว และดำเนินการใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฏหมายและแนวปฏิบัติที่เราประสบความสำเร็จมาโดยตลอดในการทำงานกับต่างชาติ

การที่เราจะเป็นเมืองเจนีวาทางตะวันออกหรือไม่ หรือการที่ต่างชาติจะย้ายสำนักงานอะไรเข้ามาในประเทศของเราหรือจะออกไปเมื่อไรนั้น ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ทุกภาคส่วนจะทำงานร่วมกันกับต่างชาติที่อยู่ในบ้านเราในขณะนี้ให้เหมาะสมตามกติกาได้อย่างไร โดยตั้งมั่นอยู่กับผลประโยชน์ของคนไทยและของประเทศไทยเป็นสำคัญ

(ดูรายชื่อองค์การระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ในกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ที่: https://en.wikipedia.org/…/List_of_international…)

ราชกิจจาฯประกาศผู้ได้รับเลือกเป็นกก.ตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494538

28 พ.ย. 2564 |01:00 น.

ราชกิจจาฯประกาศผู้ได้รับเลือกเป็นกก.ตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

ราชกิจจาฯ ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่องรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ  ลงนามโดยปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา 

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่องรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ  ลงนามโดยปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา 

28 พ.ย.64  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

อาศัยอำนาจตามข้อ 23 แห่งข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. 2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจนับคะแนนเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ดังนี้

ก. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลฎีกา ตามมาตรา 36 (2) (ก) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ได้แก่

ราชกิจจาฯประกาศผู้ได้รับเลือกเป็นกก.ตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

1. นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ช่วยทำงานชั่วคราว ในตำแหน่งประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา

2. นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ช่วยทำงานชั่วคราว ในตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ ในศาลฎีกา

3. นายปุณณะ จงนิมิตรสถาพร อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา

ข. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลชั้นอุทธรณ์ ตามมาตรา ๓๖ (๒) (ข) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้แก่

1. นายพศวัจณ์ กนกนาก รองประธานศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกา

คลิกอ่านฉบับเต็ม ….

ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ [จำนวน ๔ ราย ๑. นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ฯลฯ]

เว็บไซต์ change เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494541

28 พ.ย. 2564 |00:00 น.

เว็บไซต์ change เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้

เว็บไซต์ change ได้เผยแพร่ petition ออนไลน์ที่สร้างโดย Nattharavut Muangsuk เรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หยุดคุกคามแอมเนสตี้

เว็บไซต์ change ได้เผยแพร่ petition ออนไลน์ที่สร้างโดย Nattharavut Muangsuk เพื่อเรียกร้องให้ รัฐบาลประยุทธ์ต้องหยุดคุกคามองค์กรแอมเนสตี้ ประเทศไทย โดยมีรายละเอียดรายละเอียดดังนี้ 

หลังจากมีประชาชนผู้สนับสนุนรัฐบาลกลุ่มหนึ่ง ในชื่อกลุ่มพสกนิกรปกป้องสถาบัน และ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เดินทางไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากล สำนักงานประเทศไทยออกไปจากการทำหน้าที่ป้องกันและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยใช้ทัศนคติที่ล้าหลัง คลั่งชาติ แสดงการต่อต้านอย่างน่าละอาย 

เว็บไซต์ change เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้

และหลังจากที่ยื่นหนังสือกับตัวแทนรัฐบาล คือนายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือนายแรมโบ้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับพบว่าตัวแทนรัฐบาลผู้นี้ยังแสดงออกซึ่งการสนับสนุนให้คุกคามองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยประกาศใช้ตำแหน่งของตนเดิมพันในการขับไล่องค์กรนิรโทษกรรมสากลออกไปจากประเทศไทย หลังจากนั้นก็ยังพบคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่บอกว่ากำลังสั่งให้ตรวจสอบเบื้องหลังขององค์กร Amnesty ด้วยเชื่อว่ากำลังมุ่งทำร้ายประเทศไทย ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ Amnesty International ประจำสำนักงานประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดัน และความไม่ปลอดภัยจากรัฐบาลนี้มากขึ้น

เว็บไซต์ change เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้

ในนามประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก และแสวงหาความยุติธรรมให้ผู้ถูกล่วงละเมิดสิทธิขององค์กร Amnesty International ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดแสดงออกซึ่งการคุกคามกลุ่มคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน หยุดอ้างความเป็นประเทศที่มีความแปลกแยกจากชาวโลก เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิดไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด หรือวัฒนธรรม ความเชื่อหรือศาสนาใด  และหันมาให้ความสำคัญในการป้องปรามการละเมิดสิทธิมนุษยชน แสดงออกซึ่งความมุ่งมั่นขจัดการเลือกปฏิบัติในการกระบวนการยุติธรรม 

หยุดใช้อำนาจกฎหมายคุกคามกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หยุดส่งเสริมหรือให้ท้ายมวลชนของตนเอง อ้างความเป็นคนไทยไปแสดงออกอย่างไร้อารยะต่อองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งหากข้อบกพร่องทั้งหมดนี้ของรัฐบาลถูกแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจะลดปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจะไร้บทบาทสำคัญในประเทศที่มีการส่งเสริมด้านสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง หากแต่ปัจจุบันบทบาทของรัฐบาลไทยต่อเรื่องนี้กลับเป็นไปในทางลบในเวทีโลก เพราะการกระทำที่ยังละเมิดสิทธิพลเมืองของตนเองอย่างรุนแรง และแสดงออกในการคุกคามองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนปัญหาและหยุดการกระทำในเรื่องนี้โดยเร่งด่วน โดยเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ต้องหยุดคุกคามองค์กรแอมเนสตี้ประเทศไทย ซึ่งพบว่าวันนี้ (28 พ.ย.) เวลา 08.30 น. มีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้แล้วจำนวนทั้งสิ้น 1,031 คน

เว็บไซต์ change เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามแอมเนสตี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงและยืนยันถึงการเป็นองค์กรที่ทำกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนในรอบ 10 ปี มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเป็นขบวนการของคนธรรมดามากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ที่ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรมสำหรับทุกคน

เรามีพันธกิจในการศึกษาและปฏิบัติการเพื่อป้องกันและยุติปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกระดับที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้มีเสรีภาพในการแสดงออกและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ โดยกิจกรรมรณรงค์ของเรามีรากฐานมาจากงานวิจัยไม่ว่าคุณจะมีความคิด ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด หากคุณถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเราจะออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของคุณ

กกต.เตือนข้อห้ามทำผิดวันเลือกตั้ง สมาชิกอบต.และอบต.ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/494535

27 พ.ย. 2564 |22:00 น.

กกต.เตือนข้อห้ามทำผิดวันเลือกตั้ง สมาชิกอบต.และอบต.ทั่วประเทศ

กกต. เตือนข้อห้ามกระทำผิดในช่วงเวลาก่อนวันเลือกตั้งและวันเลือกตั้งแก่ประชาชนเพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

วันนี้ (28 พ.ย.) เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามกฎหมาย จึงกำหนดข้อพึงระวัง และทำไม่ได้นับตั้งแต่หลังเวลา 18.00 น. ของวันที่ 27 พ.ย. 2564 จนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 พ.ย 2564 ดังนี้ 

กกต.เตือนข้อห้ามทำผิดวันเลือกตั้ง สมาชิกอบต.และอบต.ทั่วประเทศ

1. ห้ามผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง ระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน (27 พ.ย. 2564) จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง (28 พ.ย. 2564) 

2. ห้ามผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใด รวมถึงวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน (27 พ.ย. 2564) จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง (24.00 น. ของวันที่ 28 พ.ย. 2564)

กกต.เตือนข้อห้ามทำผิดวันเลือกตั้ง สมาชิกอบต.และอบต.ทั่วประเทศ

ส่วนข้อพึงระวังในวันเลือกตั้ง มีดังนี้ 


1. ห้ามผู้ใดซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง พยายามออกเสียงลงคะแนนหรือออกเสียงลงคะแนน

2. ห้ามผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด หรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสียหรือกระทำด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้

3. ห้ามผู้ใดใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรเลือกตั้งที่ได้รับจากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อการออกเสียงลงคะแนน 

4. ห้ามผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง เว้นแต่เป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจ

5. ห้ามผู้ใดใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นเครื่องหมายลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง
 

6. ห้ามนำบัตรเลือกตั้งที่ออกเสียงลงคะแนนแล้ว แสดงต่อผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่า ตนได้ลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด

7. ห้ามผู้ใดนำบัตรเลือกตั้งใส่ในหีบบัตรเลือกตั้ง โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนเพื่อออกเสียงลงคะแนน โดยผิดจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากความจริง

8. ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่เลือกตั้ง ภายในกำหนดเวลาที่จะออกเสียงลงคะแนนได้

9. ห้ามผู้สมัครจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งเพื่อการเลือกตั้ง หรือนำกลับจากที่เลือกตั้ง หรือจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับเพื่อการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือค่าจ้าง จึงขอย้ำเตือนให้ระมัดระวังอย่ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

หากพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง สามารถแจ้งเบาะแสได้ทางแอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด” หรือแจ้งเหตุได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 141 8860, 0 2141 8579 และ 0 2141 8859 หรือศูนย์บริการสายด่วนเลือกตั้ง 1444