‘ตรีนุช’แถลงจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 65 นำเด็ก-เยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติเข้าเยี่ยมคารวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624870

'ตรีนุช'แถลงจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 65 นำเด็ก-เยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติเข้าเยี่ยมคารวะ

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 12.15 น.

“ตรีนุช” แถลงจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 65 นำเด็ก-เยาวชนดีเด่นที่นำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติเข้าเยี่ยมคารวะ รับโถ่รางวัล รับโอวาทจากนายกฯ ณ หอประชุม คุรุสภา 

กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมฉ ลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 และกิจกรรมการมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตร แก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ พร้อมรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี ภายใต้แนวคิดการจัดงาน “เด็กไทย ใจเป็นหนึ่ง” กระทรวงศึกษาธิการ ชวนเด็ก ๆมาพบกับความรู้ในด้านต่างๆ ที่จะทำให้เค็กและเยาวชน เป็นเด็กดีมีคุณภาพตามคำขวัญ วันเด็กแห่งชาติ 2565 “รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม” จาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรู้รักสามัดดี ได้ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศในด้านต่างๆ ตามหน้าที่ของพลเมือง จึงได้จัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนที่มาร่วมงาน ได้สัมผัสประสบการณ์ความสุขและความประทับใจ โดยความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมถึงการเปิดบูธกิจกรรม จำนวน 8 บูธ พร้อมการถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ ด้วยโปรแกรม ZOOM ลุ้นรับของขวัญ ของรางวัฒมากมาย และจะได้พบกับกิจกรรมโชว์พิเศษ การแสดงจากศิลปินคาราที่มีชื่อเสียง กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2565 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป

วันที่ 27 ธ.ค.2564  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการเสริมสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าและมีความสำคัญของประเทศ เพราะเด็กและเยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศของเรา
โดยศธ.ได้ยึดแนวปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาและเสริมสร้างศัยภาพทรัพยากรมนุษ โดยเฉพาะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580)ในประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ การพัฒนาเด็ก 

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า หลายปีที่ผ่านมา ศธ.ได้จัดกิจกรรมวันเด็กอย่างครึกครื่น แต่สำหรับกิจกรรมวันเด็กในปีนี้ ได้จัดภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งรัฐบาลเองได้เฝ้าระวัง ทำให้การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2565 นี้ เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น.เป็นต้นไป ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้มาตรการที่เคร่งครัดรัดกุมเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆและเยาวชน เป็นวันที่อยากให้เด็กและเยาวชนมีความสุขผ่อนคลายและมีรางวัลให้กับเด็กๆ

สำหรับจึงกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในวันที่ 8 ม.ค. 2565 นี้ ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 ศธ.นำตัวแทนเด็กและเยาวชนดีเด่น และนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2565 จำนวน 250 คน เข้าเยี่ยมคาราวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “เด็กไทย ใจเป็นหนึ่ง” และภายใต้คำขวัญวันเด็กประจำปี 2565 ของนายกรัฐมนตรี คือ “รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม” และรับโล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเด็กในเขตกรุงเทพมหานคร  สำหรับเด็กและยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ในส่วนภูมิภาด ได้มอบหมายสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดจัดกิจกรรมการมอบโล่รางวัล โดยเรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้มอบ เพื่อลดการเดินทางและลดการแออัด ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรมดังกถ่าวให้เป็นไปตามมาตรการ และข้อกำหนดของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดแต่ละพื้นที่

สำหรับข้อมูลเด็กและเยาวชนดีเด่นได้ผ่านการคัดเลือกจากส่วนราชการ 17 หน่วยงาน และหน่วยงานเอกชนต่างๆ โดยพิจารณาคัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยันประหยัด มีความมานะอดทน หาเลี้ยงชีพด้วยตนเอง กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม จำนวน 550 คน พร้อมด้วยเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ, ด้านศิลปวัฒนธรรมและคนตรี, ด้านทักษะฝีมือวิชาชีพ, ด้านกีพาและนันทนาการ ด้านศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 227 คน และเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่
ประเทศชาติ (ประเภททีม) จำนวน 97 คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่าง ๆ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนเอง ตลอดจนปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในสังคม มีความสามัคคี เป็นกำลังสำคัญของชาติ

“วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กก็เพื่อให้เด็กและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิประไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและและเยาวชนสนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนให้รู้จักหน้าที่ของตน อนยู่ในระเบียบวินัย และเป็นการสับสนุนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพร่างกายที่ดีทั้งร่างกายและ มีจิตใจอาสาช่วยเหลือสังคม เก่ง มีคุณภาพ มีจริยธรรม” รมว.ศธ. กล่าว

ส่วนกิจกรรมที่ 2 ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565  เป็นกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Zoom // Zoom https://us02web.zoom.us/j/86568404538 Mecting ID : Mecting ID: 865 6840 4538 และทาง Facebook Fanpage ศธ.360 องศา สำหรับเด็กและเยาวชนที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมกิจกรรมที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ เพื่อเพิ่มช่องทางสำหรับน้องๆ หนูๆ รับชมลุ้นรับของรางวัลไปพร้อมกัน โดยจะส่งรางวัลให้ทางไปรษณีย์ 

สำหรับการจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2565 จัดขึ้นภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดตามมาตรการและแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคคิดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยผู้ที่เข้ารับโล่รางวัลจะต้องวัดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมแสดงเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนจำนวน 2 เข็ม และแสดงผลตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง หากไม่มีผลตรวจ ATK สามารถตรวจวัดทันทีโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้บริการ ณ บริเวณหน้าจุดจัดงาน ส่วนเด็กที่เข้าร่วมงานกิจกรรมวันเด็กก็ให้ปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

จึงขอเชิญชวนเด็ก ๆและยาวชน ประชาชนทั่วไป มาร่วมกิจกรรมบริเวณหน้าอาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ในงานวันเด็กแห่งชาติครั้งนี้ และกิจกรรมอื่นๆของแจกอีกมากมาย ฟรีตลอดทั้งวัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-618 7781-4 หรือ 086-341 9978 พร้อมชมการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ในช่วงเวลา 08.30 – 09.30 น.

ผ้าพื้นถิ่นเคลือบวัสดุนาโน งานวิจัยเพิ่มมูลค่าสินค้าพื้นเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624766

ผ้าพื้นถิ่นเคลือบวัสดุนาโน  งานวิจัยเพิ่มมูลค่าสินค้าพื้นเมือง

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ผ้าพื้นเมือง” เป็นภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยผ้าของแต่ละท้องถิ่นจะอัตลักษณ์ และความงดงามเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ความชำนาญ ค่านิยม และทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ ปัจจุบันการทอผ้าเพื่อสร้างรายได้เริ่มเข้ามามีบทบาทแทนการทอผ้าเพื่อใช้สอย ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ทั้งในลักษณะอาชีพหลัก และอาชีพเสริม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้พิจารณาเห็นว่าผ้าพื้นเมืองเป็นสินค้าที่มีโอกาสขยายออกไปทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ

ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าสิ่งทอด้วยนาโนเทคโนโลยี เพื่อรองรับการแข่งขันเสรี จึงได้พัฒนาแนวทางในการนำนาโนเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าสิ่งทอ โดยเฉพาะผ้าทอพื้นเมือง เกิดกระบวนการตกแต่งผ้าให้มีคุณสมบัติที่แตกต่าง เช่น ลดการยับและเพิ่มความนุ่มนวล ตลอดจนการคืนตัวของผ้าทำให้ดูแลรักษาง่าย เพิ่มคุณสมบัติการสะท้อนน้ำ เพื่อลดการซึมเปื้อนและต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ไม่เหม็นอับและความจำเป็นในการซัก

ผศ.ปวีณา ปรวัฒน์กุล อาจารย์สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เล่าถึงงานวิจัย “การพัฒนาผ้าพื้นถิ่นที่มีสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรีย และสะท้อนน้ำด้วยวัสดุนาโน” โดยการสนับสนุนจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ว่า มรภ.นครศรีธรรมราช เป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น โดยที่่ผ่านมาได้เข้าร่วมพัฒนาชุมชน ด้วยการดำเนินงานวิจัยหลากหลายโครงการ

เช่น โครงการทุนท้าทายไทยปีที่ 1 ได้พัฒนาผ้ามัดย้อมลายสายน้ำตาปีไหลหลากจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต้นน้ำตาปีแฮนด์เมด โครงการทุนท้าทายไทยปีที่ 2 พัฒนาผ้าบาติกลายนกฮูกและป่าประจากกลุ่ม 4 ป.บาติก และโครงการมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นตามพระราโชบายที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งได้ร่วมดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกกลุ่มสตรีพัฒนาบาติก บ้านสวนขัน จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนขันเกษตรกรยั่งยืน เป็นต้น

จากความสำเร็จดังกล่าวข้างต้นจึงได้ขยายพื้นที่ในการพัฒนาชุมชนมากขึ้น ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลและเชิญชุมชนมาร่วมหารือ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง โดยมีชุมชนเข้าร่วม 6 ชุมชน ที่ทำการผลิตผ้าพื้นถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราชใน 3 ลักษณะคือ 1.ผ้ายกเมืองนคร โดยกลุ่มทอผ้าบ้านตรอกแค อำเภอชะอวด 2.ผ้าบาติก โดยกลุ่ม 4 ป.บาติก อำเภอนบพิตำ และกลุ่มสตรีพัฒนาผ้าบาติก บ้านสวนขัน อำเภอช้างกลาง จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนขันเกษตรยั่งยืน

และ 3.ผ้ามัดย้อมทั้งในรูปแบบสีเคมีและสีธรรมชาติ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นน้ำตาปีแฮนด์เมด อ.พิปูน กลุ่มผ้ามัดย้อมพออวด จากกลุ่มวิสาหกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสาน อ.นบพิตำ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนตาเหน่ง อ.สิชล จากการสะท้อนปัญหาของชุมชน คณะนักวิจัยจึงได้ดำเนินการวิจัยในหัวข้อเรื่อง การพัฒนาผ้าพื้นถิ่นที่มีคุณสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรีย และสะท้อนน้ำด้วยวัสดุนาโน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพผ้าบาติกผ้ามัดย้อม และผ้ายกซึ่งเป็นผ้าพื้นถิ่นจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ผศ.ปวีณา เล่าต่อไปว่า สำหรับวัสดุนาโน 2 ชนิดที่นำมาใช้ ได้แก่ วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ วัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์เจืออนุภาคซิลเวอร์ และไทเทเนียมไดออกไซด์ ร่วมกับซิลเวอร์และอะคริลิกพอลิเมอร์ ให้มีสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรียและสะท้อนน้ำ เพื่อช่วยยกระดับสินค้าในกลุ่มผ้าบาติก และผ้ามัดย้อมให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแปรรูปผ้าให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น กระเป๋า หน้ากากผ้ากักน้ำ และต้านเชื้อแบคทีเรีย เนคไทผ้ายก เป็นต้น

โดยผ้าที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำมาใช้ ได้แก่ ผ้าคอตตอน ผ้าฝ้าย และผ้ามัสลินผ้าฝ้ายผสม และผ้าเรย่อน ซึ่งสีที่ใช้ย้อมมาจากสีของธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สารเคมีทั้งนี้ ผ้าตัวอย่างที่เคลือบด้วยอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ เจืออนุภาคซิลเวอร์มีประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การสะท้อนน้ำ และการป้องกันรังสียูวีดีที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุนาโนซิงค์ออกไซด์ และไทเทเนียมไดออกไซด์

เมื่อมีการซักล้างผ้าที่เคลือบจำนวน 20 รอบ พบว่า ผ้ายังคงมีสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดี และคุณสมบัติรังสียูวีของผ้าที่เคลือบด้วยอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์เจืออนุภาคซิลเวอร์ร่วมกับอะคริลิกพอลิเมอร์ จะมีความสามารถในการป้องกันรังสีอัลตราไวเลตได้ดีมาก ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการทำงานวิจัยชิ้นนี้นั้น ประเภทผ้าของแต่ละกลุ่มที่มีลักษณะแตกต่างกัน เมื่อนำมาเคลือบด้วยอนุภาคนาโน จึงทำให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันในเรื่องของประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การสะท้อนน้ำ และป้องกันรังสียูวี

ซึ่งทางทีมวิจัยได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์จากการพัฒนาผ้าพื้นถิ่นที่มีคุณสมบัติป้องกันแสงยูวี ต้านเชื้อแบคทีเรีย และสะท้อนน้ำด้วยวัสดุนาโน ได้พัฒนาเป็นรูปแบบของหน้ากากผ้ากันน้ำ กระเป๋ากันน้ำ ซึ่งผลิตภัณฑ์จากผ้าในกลุ่มต่างๆ จะผลิตภายใต้แบรนด์ภูมิภัฏที่พัฒนาขึ้นจากผ้าพื้นถิ่นที่ได้รับการปรับปรุงสมบัติ ได้แก่ เนคไท ปกปริญญาบัตร เป็นต้น นอกจากผลิตภัณฑ์จากผ้าที่ผ่านการปรับปรุงสมบัติด้วยวัสดุนาโนที่สังเคราะห์ได้ที่จะสามารถนำไปใช้งานได้ดี เช่น ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะและวอลล์เปเปอร์ เป็นต้น

ในอนาคตทางทีมวิจัยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกมาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้นโดยหากประชาชนสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ มรภ.ราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยมหาวิทยาลัยเป็นตลาดและตัวกลาง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของวิสาหกิจชุมชน ส่งผลให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีโอกาสร้างรายได้มากขึ้นด้วย!!!

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม

วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

หลักสูตร‘สูงวัยดิจิทัล’ของขวัญปีใหม่2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624764

หลักสูตร‘สูงวัยดิจิทัล’ของขวัญปีใหม่2565

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) และภาคีเครือข่ายผู้สูงอายุ จัดกิจกรรมไทยสมาร์ทเอจจิ้งของขวัญจากใจ สู่ผู้สูงอายุไทยยุคดิจิทัล แนะนำหลักสูตรผู้สูงวัยยุคดิจิทัลให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมาณ ที่ทำการ สสส. อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะซอยงามดูพลี ย่านสาทร กรุงเทพฯ

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ภายในปี 2565 เพราะจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศประมาณ 66.19 ล้านคน และอีก 12 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มเป็นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งประเทศ โดยปัญหาทางสุขภาพที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุร้อยละ 95 เสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีภาวะแทรกซ้อนในการใช้ชีวิตประจำวัน และมีแนวโน้มเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น หากไม่ดูแลสุขภาพหรือมีความรู้ดูแลตัวเองไม่เพียงพอ

จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สสส. และภาคีเครือข่ายต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาแนวทางพัฒนาศักยภาพส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้รู้เท่าทันยุค Disruption ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกที่รวดเร็ว ทั้งนี้
ผู้สูงอายุปัจจุบันมีโทรศัพท์มือถือ 8.7 ล้านคน ในจำนวนนี้ใช้โทรศัพท์ Smart Phone กว่า 5.89 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุมีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้นดูได้จากการเข้าถึงโซเชียลมีเดียรูปแบบต่างๆ เช่น Line Facebook โดยมีผู้สูงอายุกว่า 8 แสนคน ใช้อินเตอร์เนตค้นหาข้อมูลทางสุขภาพ

จึงเป็นที่มาของการพัฒนาการบทเรียน “หลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล” ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา (CCDKM) ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านบริการบทเรียนออนไลน์แบบเปิด หรือ Massive Open Online Courseware (Mooc) ซึ่งเป็นบทเรียนออนไลน์ที่เปิดให้ใช้บริการฟรีรองรับผู้เข้าเรียนได้จำนวนมากโดยผู้เรียนสามารถดูวีดีโอบรรยาย ฝึกปฏิบัติทำแบบทดสอบแบบฝึกหัด และร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้

“ในเนื้อหาประกอบด้วยความรู้เบื้องต้น 4 ส่วน ได้แก่ 1.เรื่องอาหาร-ยา 2.เรื่องสุขภาพกาย-ใจ 3.เรื่องสภาพแวดล้อมและ 4.การสร้างเสริมประสบการชีวิต หรือสังคม โดยเนื้อหามีรูปแบบสื่อสารเข้าใจง่ายผ่านคลิปวีดีโอ สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaismartageing.org ระบบนี้สามารถเรียนรู้ได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มีเนื้อหา รูปแบบเหมาะกับทั้งกลุ่มที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ในชุมชนท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงระบบ” นายสุปรีดา ระบุ

ผู้จัดการกองทุน สสส. ยังกล่าวอีกว่าหลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล สสส. และภาคีเครือข่าย อยากให้เป็นของขวัญในเทศกาลปีใหม่ 2565 สำหรับผู้สูงอายุ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนต่างๆ จะส่งต่อพลังและศักยภาพที่เข้มแข็งของตัวเองให้กับผู้สูงอายุทุกคนได้ เพราะการเรียนรู้ตลอดช่วงวัยสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญ การเพิ่มช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ จะเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มประชากรกลุ่มเปราะบางทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแพร่ระบาดโควิด-19 อีกด้วย

นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ให้ได้ และเตรียมความพร้อมกับการใช้ชีวิตในยุค Next Normal ต่อไป การสื่อสารแบบออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญกับการใช้ชีวิตยุค COVID-19 กรมกิจการผู้สูงอายุ จึงร่วมกับ สสส. และ มสธ. จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนหลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัล

เพื่อสนับสนุนข้อมูล ให้ความคิดเห็นและคำปรึกษาแนะนำแนวทางการจัดการเรียนการสอน รวมถึงพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสม โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานที่อยู่ในความดูแลของกรมกิจการผู้สูงอายุ และเครือข่ายด้านผู้สูงอายุทั่วประเทศ นำหลักสูตรผู้สูงวัยดิจิทัลไปใช้ เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ

รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า มีความยินดีที่มีโอกาสร่วมพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์ “หลักสูตรผู้สูงวัยยุคดิจิทัล” ซึ่งนอกจากจะเป็นของขวัญปีใหม่ที่ สสส. และภาคีเครือข่ายตั้งใจมอบให้ผู้สูงอายุไทย หลักสูตรนี้เป็นอีกหนึ่งในหลักสูตรนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมสูงวัยของประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อนภายใต้พันธกิจหลักของ มสธ. คือการใช้นวัตกรรมการศึกษาทางไกลการศึกษาด้วยตัวเองเพื่อการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเองต่อเนื่องตลอดชีวิต

เพื่อการพัฒนาบุคลากรให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีใหม่ (New Normal) ที่เป็นการเรียนรู้เชิงบูรณาการระหว่างสหศาสตร์ สหวิธี และสหวัย ในรูปแบบของหลักสูตรระยะสั้น (Modular) ที่เป็นหลักสูตร “สมรรถนะบัตร” จำนวน 1 หน่วยกิต และสามารถที่จะสะสมไว้ในระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ของมหาวิทยาลัยได้

‘มหิดล’เตรียมพร้อมเด็กปฐมวัย อยู่ร่วมกับโควิด-รับผิดชอบสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624763

‘มหิดล’เตรียมพร้อมเด็กปฐมวัย  อยู่ร่วมกับโควิด-รับผิดชอบสังคม

วันจันทร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“วันเด็กแห่งชาติ” ตรงกับวันเสาร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปีโดยในปี 2565 นั้นตรงกับวันที่ 8 ม.ค.2565 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ “คำขวัญวันเด็กประจำปี 2565” ไว้ว่า “รู้คิด รอบคอบรับผิดชอบต่อสังคม” ทั้งนี้ เด็กในยุคสมัยที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จำเป็นที่จะต้องเติบโตด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับโควิด-19 ให้ได้

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ผ่านมา ทางสถาบันฯ ได้มอบชุดตรวจ ATK ให้แก่ผู้ปกครองเพื่อคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับบุตรหลานด้วยตัวเอง ในทุกวันศุกร์ เพื่อให้กลับไปใช้ตรวจที่บ้านในวันอาทิตย์ และแจ้งผลการตรวจในวันจันทร์ที่เด็กมาเรียน เพื่อการเตรียมพร้อมเด็กให้สามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 อย่างยั่งยืน และฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่ชั้นปฐมวัย เพื่อการเติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

“สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เพิ่มฐานฝึกทักษะ ภารกิจพิชิตจุดเสี่ยง ให้เด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ขึ้นไปสามารถใช้ชุดตรวจ ATK ได้ด้วยตนเองอย่าง
ถูกต้องและปลอดภัย นอกเหนือไปจากฐานการเรียนรู้เพื่อความปลอดภัยที่มีอยู่เดิม ได้แก่ การระวังภัยจากอุบัติเหตุ การจมน้ำ การจราจร และ
ในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ เพื่อสนองรับภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) จะจัดให้มีฐานฝึกทักษะการดูแลผู้สูงวัย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กที่จะต้องเติบโตไปในอีก 30 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าจะมีผู้สูงวัยมากกว่าครึ่งประเทศ โดยเริ่มเปิดรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมแล้วตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป ผู้สนใจติดตามได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “NICFD Mahidol”

สำหรับในปี 2565 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล จะปรับพื้นที่สร้าง “ลานเพลิน” ซึ่งเป็นลานกิจกรรมเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว รวมทั้งใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อฝึกอบรมครู พี่เลี้ยงเด็ก ตลอดจนผู้ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย นอกจากนี้ จะจัดให้มีศูนย์นิทรรศการเพื่อเด็กและครอบครัว ศูนย์ฝึกอบรมด้วยตนเองสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ฝึกพ่อแม่มือใหม่ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตร

ห้องสมุดสำหรับเด็กและครอบครัว รวมทั้งจะได้ร่วมกับโครงการจัดตั้งสถาบันอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้พื้นที่ของอุทยานฯ เป็น “ห้องเรียนธรรมชาติ” เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย ตลอดจนเด็กในกลุ่มเปราะบางให้เติบโตอย่างมีพัฒนาการที่สมดุลกับระบบนิเวศ โดยการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ และสร้างจิตสำนึกของการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

“รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคมสร้างได้ตั้งแต่ปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่า เด็กในวันนี้จะสามารถนำพาโลกไปสู่หนทางรอดแห่งมวลมนุษยชาติได้อย่างแท้จริงต่อไปในอนาคต”รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘วรวุฒิ อุ่นใจ’เปิดตัวหนังสือดี ชีวิต(ไม่)หมู จากSMEห้องแถวสู่ธุรกิจหมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624749

‘วรวุฒิ อุ่นใจ’เปิดตัวหนังสือดี ชีวิต(ไม่)หมู จากSMEห้องแถวสู่ธุรกิจหมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.38 น.

เปิดตัวหนังสือดี ชีวิต (ไม่) หมู จาก SMEห้องแถวสู่ธุรกิจหมื่นล้าน “วรวุฒิ อุ่นใจ” ถ่ายทอดความสำเร็จสู่ผู้ประกอบการไทย จำหน่ายอาทิตย์เดียวขึ้นแท่นหนังสือขายดี อันดับ 1

บริษัท สต็อคทูมอร์โรว์ จำกัด ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านธุรกิจและการลงทุนชั้นนำของประเทศ จับมือกับ 2read แอพพลิเคชั่นอ่านออนไลน์ เปิดตัวหนังสือ “ชีวิต (ไม่) หมู” จาก SME ห้องแถว สู่ธุรกิจหมื่นล้าน โดย หมู-วรวุฒิ อุ่นใจ นักธุรกิจผู้มากประสบการณ์ และผู้ก่อตั้งออฟฟิศเมท ได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น จากชีวิตจริงของผู้ประกอบการคนไทย ที่ทำธุรกิจขนาดเล็กมาจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จากติดลบจนสำเร็จ จากธุรกิจเครื่องเขียนเล็กๆ ของครอบครัวที่เกือบจะล้มละลาย เติบโตพัฒนาเป็น “ออฟฟิศเมท” บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ ยอดขายหลักหมื่นล้านบาท

วรวุฒิ กล่าวช่วงหนึ่งว่า หลายคนที่คิดว่าทำธุรกิจต้องรอความพร้อม ความจริงแล้วมันไม่มีวันพร้อม ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้นแค่ไหน โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่เคยจะทำธุรกิจ จุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะธุรกิจเครื่องเขียนที่บ้านกำลังจะล้ม ด้วยความสงสารคุณพ่อ จึงคิดหาทางออกด้วยการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียนต่อปริญญาโท เกรดเฉลี่ยก็ไม่ถึงเพราะเป็นคนที่เรียนอ่อนมาก พอดีนิด้าเปิดหลักสูตรปริญญาโทวายเอ็มบีเอ จึงไปสมัครและสอบได้ จึงได้ทำแผนธุรกิจชื่อ “บริษัทออฟฟิศเมท” ไปขอกู้เงินกับธนาคารปรากฎว่าได้เงินมา 25 ล้าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต และต่อยอดจากตรงนั้นมาสู่ธุรกิจหมื่นล้านได้ บนความไม่พร้อมอะไรเลย

“ตลอด 30 ปี ที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้จากชีวิตทำงาน ว่าความพร้อมมันไม่มีอยู่จริง ความขยันก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จเสมอไป ถ้าขยันผิดจุด สิบปีก็ไม่สำเร็จ สำคัญคือต้องกล้าเดินบนเส้นทางที่ไม่รู้จักและไม่เคยเดินมาก่อน เราไม่ควรแข่งกับคนที่จุดแข็งอยู่แล้ว แต่เราต้องสร้างมันขึ้นมาใหม่ มองให้ออกว่าอะไรมันคือโอกาส ธุรกิจของผม เกิดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจทั้งสิ้น” หมู-วรวุฒิ กล่าว

หนังสือ ชีวิต (ไม่) หมู” จาก SME ห้องแถว สู่ธุรกิจหมื่นล้าน เป็นเหมือนคัมภีร์วิทยายุทธที่คนค้าขาย และคนทำธุรกิจทุกขนาดควรอ่าน เพราะได้รวบรวมแนวคิดในการทำธุรกิจ ผ่านเรื่องราวชีวิตของ หมู-วรวุฒิ ในการบุกเบิกธุรกิจเครื่องเขียนจากห้องแถวสองห้อง ที่ยอดขายติดลบจนเกือบล้มละลาย สู่ธุรกิจพันล้านในเวลา 15 ปี และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นธุรกิจมหาชน จนเข้าตาเซ็นทรัลกรุ๊ป สู่การควบรวมธุรกิจ ขยับบทบาทมาเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารภายใต้หน่วยธุรกิจที่ชื่อว่า บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ร่วมรับผิดชอบดูแลธุรกิจในเครือฯ อย่าง B2S และ MEB ซึ่งเป็นเวปขายหนังสือออนไลน์ บริหารบริษัทจนยอดขายปี 2563 มากกว่าหมื่นสองพันล้าน

หมู-วรวุฒิ ถือเป็นผู้บริหารธุรกิจไม่กี่คนในประเทศไทยที่ผ่านทั้งธุรกิจออนไลน์และธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีสาขาร่วม 200 สาขาทั่วประเทศ ก่อนตัดสินใจสู่เวทีการเมืองในนามพรรคกล้า ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ด้วยความตั้งใจที่จะนำความรู้ความเข้าใจที่มีต่อธุรกิจในทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม มาสร้างนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็ก SME และ Start up ไทยให้สามารถเติบโตได้เหมือนกับที่ตนเคยทำสำเร็จมาแล้ว ด้วยการสร้างโอกาส ติดอาวุธ และให้แต้มต่อ เพื่อการพัฒนาคนตัวเล็กอย่างแท้จริง

จากการเปิดจำหน่ายหนังสือ เพียงสัปดาห์เดียว ปรากฏว่ายอดจำหน่ายหนังสือ ชีวิต (ไม่) หมูฯ ขึ้นอันดับ 1 หนังสือขายดี และมีผู้คนพูดถึงมากที่สุด สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถหาซื้อได้แล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ  หรือสั่งซื้อโดยตรงกับสำนักพิมพ์สต็อคทูมอร์โรว์ http://www.stock2morrow.com/publishing/book.php สอบถามโทร 02-6320645

อว. มอบรางวัล ‘Prime Minister’s Science Award 2021’ สุดยอดโครงงานวิทย์ฯ ระดับประเทศ ตอบโจทย์สังคมอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624665

อว. มอบรางวัล 'Prime Minister’s Science Award 2021' สุดยอดโครงงานวิทย์ฯ ระดับประเทศ ตอบโจทย์สังคมอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 21.59 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดโครงการ Prime Minister’s Science Award 2021 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ดำเนินงานโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเยาวชนที่ได้ทำคุณประโยชน์และเป็นตัวอย่างอันดีด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศ และเป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับนานาชาติ รวมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติครูวิทยาศาสตร์ที่อุทิศตนอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และพัฒนาศักยภาพเพื่อความพร้อมต่อไปในอนาคต รวมทั้งเพื่อช่วยกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ และสนับสนุนส่งเสริมให้ครูมีกำลังใจมากขึ้น ร่วมผลักดันการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

โครงการนี้นับเป็นความท้าทายสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามผลงานของเยาวชนที่ส่งเข้าประกวดครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ โดยผลงานสามารถสะท้อนมุมมองความคิดของเยาวชนได้อย่างชัดเจน สร้างสรรค์ และผสมผสานต่อแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเยาวชนเหล่านี้ได้ศึกษาค้นคว้าและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้ง โครงงานของเยาวชนคนไทยจะช่วยแก้ไขปัญหาการใช้ชีวิตของผู้คนที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย

สำหรับรางวัลปีนี้ประกอบด้วย 1.รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.รางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบ่งออกเป็น 3 สาขาได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ , สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในประเภทโครงงาน “สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ” ที่ตอบโจทย์ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ กับ “โครงงาน Rapid Osteoporosis Risk Assessment: Non-Invasive Detection Kit of Calcium, Phosphate and pH in Human Sweat”

ซึ่งผลงานนี้ได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นหนึ่งสุดยอดผลงานจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โดยมีเยาวชนในทีม ได้แก่ นายพัฒฒ์ พฤฒิวิลัย , นายกฤษฏิ์ กสิกพันธุ์ และนายกรวีร์ ลีลาอดิศร และที่ปรึกษาโครงงาน ได้แก่ นายเกียรติภูมิ รอดพันธุ์ ซึ่งแนวคิดของโครงงานนี้เกิดจากการค้นพบว่า ปัจจุบันคนไทยเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ค่อนข้างมากและพบเห็นได้บ่อยขึ้น และการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นยังไม่ได้รับความถูกต้องมากเท่าที่ควร จึงได้นำมาพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะสามารถบ่งบอกความเสี่ยงในการเป็นภาวะโรคกระดูกพรุนได้ ด้วยวิธีการ Self-Assessment (การประเมินตนเอง) แบบ Non-Invasive (ขั้นตอนทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือใส่เครื่องมือแพทย์เข้าไปในร่างกาย)

ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลสุขภาพของประชากรของประเทศทุกคน โดยใช้ชุดตรวจซึ่งเป็นนวัตกรรมทดสอบบริเวณเหงื่อสามฟังก์ชัน เพื่อการตรวจวัดปริมาณระดับไมโครของแคลเซียม ฟอสเฟต และ pH สู่การบ่งชี้แนวโน้มภาวะเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน ถือเป็นผลงานที่สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาไปสู่วงการแพทย์ต่อไปได้ในอนาคต

อีกหนึ่งผลงานในประเภทโครงงาน “สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ” กับ “โครงงานการพัฒนาสมการเฮลิคอยด์เพื่อเพิ่มอัตราการไหลของอุปกรณ์ลำเลียงลิ่มเลือดในการรักษาทางการแพทย์” ที่คว้ารางวัล Prime Minister’s Science Project Award 2021 ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ เป็นผลงานจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี โดยมีเยาวชนในทีม ได้แก่ นายพิตตินันท์ หาญสิงห์กุญช์ , นายนนทนัตถ์ เวทยานนท์ และ นายพัชรพล รุจิพรพงษ์ ที่ปรึกษาโครงงาน ได้แก่ นายศักดิ์นรินทร์ จันทร์นาค และนางสาวพิชญ์สินี คงสุคนธ์ โดยแนวคิดของโครงงานนี้ เกิดจากปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดหรือทรอมบัส มีขนาดใหญ่มากจนสามารถอุดตันหลอดเลือด สามารถพบเห็นได้บ่อยในรูปแบบของโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตันที่พบได้บ่อย ซึ่งแนวทางการรักษาโรคลิ่มเลือดอุดตันนั้นมีหลายวิธีแต่ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆในปัจจุบันพบว่ามีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากคือ วิธี Mechanical Thrombectomy เป็นการนำเอาลิ่มเลือดที่อุดตันออกผ่านทางสายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ตามปกติ เป็นหัตถการที่ต้องใช้ความละเอียดขั้นสูงซึ่งจะได้ผลดีเมื่อทำงานในเครื่องเอกซ์เรย์สองระนาบ ข้อดีของวิธีการรักษานี้คือ สามารถลดภาวะแทรกซ้อน อัตราความพิการและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลง และวิธีการนี้มีการนำเกลียวเฮลิคอยด์เข้ามาใช้ในการลำเลียงลิ่มเลือดออก

จากการศึกษาพบว่ามีเฮลิคอยด์อีกหลายชนิด เช่น เฮลิคอยด์ทรงกรวย เฮลิคอยด์ทรงกระบอก เฮลิคอยด์ทรงพาราโบลอยด์ ด้วยเหตุนี้เยาวชนจึงเกิดความสนใจที่จะศึกษาการลำเลียงลิ่มเลือดด้วยเกลียวเฮลิคอยด์ชนิดต่างๆ รวมถึงนำรูปเรขาคณิตที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ Reuleaux Triangle กับ Squircle มาสร้างแบบจำลองสายลำเลียงลิ่มเลือดจากการพัฒนาสมการเฮลิคอยด์รูปแบบรูปแบบใหม่โดยใช้โปรแกรม Solidworks Simulation ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ได้รับการยอมรับในทางวิศวกรรมการออกแบบแบบจำลอง โดยนำสมการความต่อเนื่องในเรื่องของอัตราการไหลเชิงปริมาตรเข้ามาช่วยในการหาอัตราการไหลของลิ่มเลือดผ่านสายลำเลียงลิ่มเลือด หาความสัมพันธ์และคุณสมบัติเกลียวเฮลิคอยด์แต่ละชนิดกับอัตราการไหลของลิ่มเลือด โดยประยุกต์เกลียวเฮลิคอยด์ที่มีคุณสมบัติที่ลำเลียงเลือดมีอัตราการไหลสูงมาเป็นเฮลิคอยด์รูปแบบใหม่ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของการลำเลียงลิ่มเลือดในทางการแพทย์ได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลงานที่เยาวชนไทยสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อช่วยเหลือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน นำไปสู่ความก้าวหน้าที่มีศักยภาพของประเทศไทยต่อไป

อว. ร่วมด้วย อพวช. สวทช. และสมาคมวิทย์ฯ มุ่งเน้นให้เยาวชนเป็นตัวอย่างที่ดีและพร้อมผลักดันเยาวชนไปสู่เวทีระดับนานาชาติ รวมทั้งครู อาจารย์ในด้านวิทยาศาสตร์ ให้มีเวทีและโอกาสในการแสดงความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์ นำไปสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของไทยไปสู่ระดับโลก ผ่านโครงการ Prime Minister’s Science Award ซึ่งรางวัลจากโครงการฯ นี้ จะเป็นขวัญกำลังใจให้กับเยาวชน ครูและสถาบันการศึกษาได้เป็นอย่างดีในการที่จะมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

กรมศิลปากรร่วมส่งความสุขรับปีใหม่ 2565 ชวนเที่ยวแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624655

กรมศิลปากรร่วมส่งความสุขรับปีใหม่ 2565 ชวนเที่ยวแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.49 น.

25 ธันวาคม 2564 เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “ของขวัญปีใหม่ จากใจกระทรวงวัฒนธรรม” โดยมีนายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมกรมศิลปากร และประชาชนเข้าร่วมงาน

เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๕ กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการ “ส่งสุขวิถีใหม่ สืบสานวิถีไทยปลอดภัยสร้างสรรค์” เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดยกรมศิลปากร ร่วมจัดกิจกรรมเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ “ของขวัญปีใหม่ จากใจกระทรวงวัฒนธรรม” ดังนี้

๑. กิจกรรมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน : นบพระนำพร บวรสถานพุทธปฏิมามงคล ๒๕๖๕ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นประธาน และอัญเชิญพระพุทธรูปมงคลโบราณอีก ๙ องค์ ซึ่งมีตำนานการสร้างและนามอันเป็นสิริมงคล มาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชา ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทานพรพระไภษัชยคุรุ พระอมิตายุส พระพุทธรูปปางฉันสมอ พระหายโศก พระพุทธรูปปางห้ามญาติ (ปางประทานอภัย)พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พระชัยเมืองนครราชสีมา และพระชัย เพื่อประทานพรให้เกิดสวัสดิมงคลในการเริ่มต้นศักราชใหม่

๒. การแสดงดนตรีสำหรับประชาชน “เหมันต์บันเทิง รื่นเริงสังคีต” ณ สังคีตศาลา เวทีกลางแจ้งบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ – ๑๙.๓๐ น.

๓. ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night at the Museum) เปิดให้เข้าชมความงดงามของอาคารโบราณสถาน

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า เพื่อให้ประชาชนได้สัมผัสมนต์เสน่ห์สถาปัตยกรรมวังหน้า และความเป็นมาแห่งอารยธรรมไทยในช่วงเวลาค่ำ โดยมีวิทยากรนำชมการจัดแสดงนิทรรศการในพระที่นั่งต่างๆ ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๔ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังเปิดให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์
ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ระหว่างวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๕
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งของความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) อย่างเคร่งครัด
 

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระรูป พระคติธรรมวันขึ้นปีใหม่ ‘ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624619

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระรูป พระคติธรรมวันขึ้นปีใหม่ 'ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้'

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.30 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความว่า เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป พร้อมลายพระหัตถ์เชิญพระพุทธภาษิต เป็นพระคติธรรม ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ขอท่านจงเจริญเมตตาจิต แบ่งปัน เพื่อความผาสุกร่วมกันของประชาชาติไทย เทอญ

ขออำนวยพร

“ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ

ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้”

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624614

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2565

วันเสาร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.12 น.

วันที่ 25 ธันวาคม 2564 หน่วยราชการในพระองค์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์และกิจกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2565 แก่ผู้ที่มาลงนามถวายพระพร เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2565 ในวันเสาร์ ที่ 1 มกราคม 2565 ตั้งแต่เวลา 07.30-17.00 น.

การนี้ สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับลงนามถวายพระพร ดังนี้ 
 – พระบรมมหาราชวัง (บริเวณสนามข้างศาลาลูกขุนใน)
   – พระราชวังบางปะอิน    – วังไกลกังวล 
     – พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์     – พระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์     – พระตำหนัก ทักษิณราชนิเวศน์    โปรดแต่งกายสุภาพ และแสดงบัตรประจำตัวประชาชน (สำหรับชาวไทย) สำเนาหนังสือเดินทาง (สำหรับชาวต่างชาติ) ที่จุดคัดกรอง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด ประชาชนที่มาลงนามในพระบรมมหาราชวัง สามารถนำรถยนต์มาจอดได้ที่บริเวณท้องสนามหลวง (ฝั่งทิศเหนือ)

Japan to allow omicron close contacts to take regular exams

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40010501


TOKYO (Jiji Press) — The Education, Culture, Sports, Science and Technology Ministry will withdraw its policy of not allowing people who had close contact with carriers of the omicron coronavirus variant to take regular university entrance examinations, sources said Monday.

Japan to allow omicron close contacts to take regular exams

Shinsuke Suematsu, education, culture, sports, science and technology minister, was set to announce soon the withdrawal of the ministry’s new guidelines calling on universities to have such people take additional exams instead of regular exams.

On Sunday, Prime Minister Fumio Kishida instructed the ministry to secure opportunities to take regular entrance exams for such test-takers.

The previous guidelines said that test-takers confirmed to be close contacts of those infected with the coronavirus would be allowed to take regular exams in isolated rooms if they had tested negative in coronavirus polymerase chain reaction tests and meet requirements such as being asymptomatic on the day of the exam.

On Friday, the ministry revised the guidelines to exclude omicron close contacts from regular exams after the government requested that such people self-isolate for 14 days.

Published : December 28, 2021

By : The Japan News