หมอเผยงานวิจัย โพรพอลิส กระชายขาว กับ COVID-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663735

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 07:45 น.หมอเผยงานวิจัย โพรพอลิส กระชายขาว กับ COVID-19หมอซี แพทย์อาสา THAI COVID CARE ให้ความรู้เกี่ยวงานวิจัยโพรพอลิส (Propolis) จากรังผึ้ง ช่วยลดการบาดเจ็บของไต และลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วย COVID-19

หมอซี หรือ นพ.ธนรัตน์ ใบเจริญโรจน์ แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และทีมแพทย์อาสา THAI COVID CARE ได้เผยแพร่คลิปให้ความรู้เกี่ยวกับ “งานวิจัย Propolis กระชายขาว และ COVID” ผ่านทาง TikTok dr.c.official ว่า

จากงานวิจัยของ Biomedicine & Pharmacotherapy ที่ศึกษาประสิทธิภาพของ Brazilian Green Propolis ที่ใช้เสริมร่วมการรักษาหลักคนไข้ติดเชื้อ Covid ในโรงพยาบาล เป็นการศึกษาแบบ Randomized controlled Clinical Trial คนไข้ทั้งหมด 124 คน ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มแบบสุ่ม โดยจะได้รับ Propolis 0, 400, 800 มิลลิกรัม / วัน เป็นเวลา 5-6 วัน พบว่า โพรพอลิส (Propolis) ขนาด 800 มิลลิกรัม ช่วยลดการบาดเจ็บของไตที่เกี่ยวข้องกับ โควิด19 (Covid-19) ในงานวิจัยพบว่า โพรพอลิสปลอดภัย และมีประโยชน์ในการเสริมร่วมกับการรักษาหลัก ช่วยลดจำนวนวันในการนอนโรงพยาบาล

ด้วยคุณสมบัติของโพรพอลิส (Propolis) ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่ได้จากผิวของรังผึ้งมีสรรพคุณทางยาและนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน มีการใช้โพรพอลิส (Propolis) ในตำรับยาสมานแผลและฆ่าเชื้อโรคส่วนกระชายขาวเป็นสมุนไพรไทยที่คุ้นเคยกันดี มีสาระสำคัญคือ แพนดูราทินเอ (Panduratin A) และ พิโนสโตรบิน (Pinostrobin)

มีงานวิจัยที่พบว่ามีฤทธิ์ช่วยลดจำนวนเชื้อไวรัสโควิด19 เป็นการศึกษา In vitro ในระดับหลอดทดลองเบื้องต้น จึงควรต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

จากรายงานในระดับห้องปฏิบัติการ CBAI ผลการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบทั้ง โพรพอลิส (Propolis) และกระชายขาว พบว่าช่วยลดโอกาสของเชื้อ โควิด19 (Covid – 19) ในการเข้าสู่เซลล์ปอด และมีความสามารถในการต้านการอักเสบ เป็นการศึกษา In vitro ในระดับหลอดทดลองเบื้องต้น ควรต้องมีการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบทั้ง โพรพอลิส (Propolis) และกระชายขาว ในรูปแบบของเมาท์สเปรย์ (Mouth spray) พ่นปาก และแบบรับประทาน ควรเลือกโปรดักส์ที่มีมาตรฐาน ไม่มีสารปนเปื้อนยาฆ่าแมลง และต้องระวังในคนที่แพ้ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

ถ้าใครติดโควิดรอเตียงจากโรงพยาบาลอยู่ สามารถแอดไลน์ไอดี @Thaicovidcare ปรึกษาแพทย์อาสาจะจัดส่งยารักษาให้ที่บ้านฟรี 

ใครได้ประโยชน์จากวีดีโอนี้ช่วยคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้หมอ หมอจะทำวีดีโอความรู้อื่นๆ เพิ่มให้อีกนะครับ และฝากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ บางคนที่อาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

กินให้ดีต่อใจ เลือกอย่างไรให้ถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663674

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 11:07 น.กินให้ดีต่อใจ เลือกอย่างไรให้ถูกต้องแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ แนะอาหารที่ดีต่อหัวใจ พร้อมไขความต่างระหว่าง การกินอาหารเพื่อหัวใจที่ดี กับการกินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

หากย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน โรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษยชาติไปหลายล้านคนมาจากโรคติดเชื้อเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากยังไม่มียาปฏิชีวินะที่ดีและการแพทย์ที่เจริญเพียงพอ แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่คร่ามนุษย์ทั่วโลกนาทีละ 34 คน หรือคิดเป็น 18 ล้านคนต่อปี นั้นมาจาก “พฤติกรรมการกิน” ของคนในปัจจุบันที่จะนำไปสู่ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของผู้คนทั่วโลกนั่นเอง

แม้จะดูอันตรายแต่ข่าวดีคือ แค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากแล้วเช่นกัน

มาถึงคำถามสำคัญที่ทุกคนอยากรู้ แล้วเราจะทานอะไรได้บ้าง? ไก่ทอดกินได้ไหม? ทำกับข้าวด้วยน้ำมันหมู หรือน้ำมันพืชดี? ต้องกินแต่สลัดทุกวันเลยหรือเปล่า? …มาหาคำตอบจากบทความตอนนี้กัน

นพ.ทินกฤต ศศิประภา แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และอนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช กล่าวว่า ก่อนจะอธิบายเรื่องอาหารที่ดีต่อหัวใจ ขออธิบายให้ชัดเจนก่อนว่า การรับประทานอาหารเพื่อหัวใจที่ดี กับการรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักนั้นเป็นคนละเรื่องกัน การลดน้ำหนักนั้นต้องลดปริมาณที่ทานเพื่อลดแคลอรี่ต่อวันที่ได้รับ แต่การรับประทานอาหารให้ดีต่อหัวใจนั้นเน้นไปที่คุณภาพอาหารที่ทานเสียมากกว่า

หลักการในการรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ ก็คือการรับประทานอาหารเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งประกอบไปด้วย

1.) เน้นรับประทานที่มีการใยสูง เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืช และถั่ว (ไม่อบเกลือ)

2.) หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เนื่องจากความเค็มในอาหารเกิดจากโซเดียม (Sodium) การรับประทานโซเดียมในปริมาณมากจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงตามมาได้

3.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ (Trans fatty acid) ซึ่งเป็นไขมันที่ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดมากที่สุด ยกตัวอย่าง ได้แก่ อาหารที่มีส่วนผสมของมาการีน (เช่น เบเกอรี่ต่างๆ) อาหารทอด เป็นต้น

4.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated fatty acid) เช่น เนื้อสัตว์ (เช่นหมู เนื้อวัว) น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ชีส ไอศกรีม แต่ให้รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแทน(Unsaturated fatty acid) เช่น น้ำมันพืช เนื้อปลา เป็นต้น

5.) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีความหวานสูง ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำ energy drinks ต่างๆ เป็นต้น

6.) หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการผลิตมาก่อน เช่น เบคอน ไส้กรอก ฮอตดอก เป็นต้น

      สรุปตัวอย่างอาหารตามตารางต่อไปนี้

AI ทำนายแม่นๆ ใครจะสมองเสื่อมในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671554

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.AI ทำนายแม่นๆ ใครจะสมองเสื่อมในอนาคตทีมวิจัยจากอังกฤษทดลอง AI ที่สามารถทำนายว่าใครจะสมองเสื่อมในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วยความแม่นยำสูงถึง 92%

การวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) ของอังกฤษซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ได้ทำการทดลอง AI หนึ่งซึ่งพบว่ามันสามารถทำนายได้ว่าใครที่มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ภายใน 2 ปีข้างหน้าด้วยความแม่นยำสูงถึง 92%

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 15,307 รายที่เข้าร่วมเครือข่ายคลินิกด้านความจำและอัลไซเมอร์ 30 แห่งในสหรัฐอเมริกา

โดยกลุ่มตัวอย่างทุกคนไม่มีภาวะสมองเสื่อมในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา แต่หลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับความจำหรือการทำงานของสมองอื่นๆ

ซึ่งทีมวิจัยได้ทดลองใช้ AI ทำนายกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ โดยการวิเคราะห์ความจำและการทำงานของสมอง การทดสอบความรู้ความเข้าใจ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคน

ภายใน 2 ปีถัดมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,568 ราย หรือ 1 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม โดยพบว่า AI สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำถึง 92%

ศาสตราจารย์เดวิด เลเวลลิน (David Llewellyn) ผู้นำการวิจัยกล่าวว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำว่าใครจะเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า

หากเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้จริงจะมีประโยชน์ในการช่วยให้การวินิจฉัยทางการแพทย์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดโอกาสที่จะวินิจฉัยผิดพลาด และปรับปรุงการตรวจหาโรคที่ก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อมตั้งแต่เนิ่นๆ

ขณะนี้ทีมวิจัยวางแผนที่จะดำเนินการศึกษาและติดตามผลเพิ่มเติม เพื่อประเมินว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานจริงได้หรือไม่ เพื่อปรับปรุงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลภาวะสมองเสื่อมของผู้ป่วย

ที่มา: Telangana TodayThe National NewsThe Atlanta Journal-Constitution

ภาพ: AP Photo/Matt Rourke

ส่งเสริมเต็มที่ ญี่ปุ่นเปิดโรงเรียนมัธยมปลายสอนอีสปอร์ตโดยเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671550

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 17:40 น.ส่งเสริมเต็มที่ ญี่ปุ่นเปิดโรงเรียนมัธยมปลายสอนอีสปอร์ตโดยเฉพาะญี่ปุ่นเตรียมเปิดโรงเรียนมัธยมปลายสอนอีสปอร์ตโดยเฉพาะแห่งแรกของประเทศ

ญี่ปุ่นเปิดตัวโรงเรียนมัธยมปลายที่สอนเกี่ยวกับอีสปอร์ตและวิดีโอเกมโดยเฉพาะชื่อ eSports High School ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าอย่างชิบูยา โดยอยู่ติดกับสถานีชิบูยาและร้าน Nintendo

การเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้สนับสนุนโดย NTTe-Sports ซึ่งเป็นฝ่ายการแข่งขันเกมของบริษัทโทรคมนาคม NTT และทีมอีสปอร์ตของทีมฟุตบอลอาชีพ Tokyo Verdy ของญี่ปุ่น ซึ่งสมาชิกของทีมจะเข้ามาสอนนักเรียนด้วย

Sora News 24 ของญี่ปุ่นรายงานว่า อาคาร Shibuya e Stadium ของโรงเรียนติดตั้งจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกมสเปคสูงจำนวนมาก โดยครูจะทำการสอนเกมที่เป็นที่นิยมทั้งวิดีโอเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (FPS) และกมมุมมองบุคคลที่สาม (TPS) และกลยุทธ์แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ โรงเรียนยังจัดพื้นที่สำหรับอบรมวิธีการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนซึ่งจำเป็นสำหรับการเป็นเกมเมอร์มืออาชีพ

ทางโรงเรียนระบุว่า “การประกอบอาชีพโปรเกมเป็นเรื่องยากมากๆ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการมอบทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการแข่งขันเกมและในแง่อื่นๆ ให้กับนักเรียน”

นอกจากอาชีพโปรเกมแล้วยังมีอีกหลากหลายอาชีพ อาทิ สตรีมเมอร์ นักพัฒนาเกม ยูทูบเบอร์ นักข่างวงการเกม โปรแกรมเมอร์ อีสปอร์ตคอมเมนเตเตอร์ นักออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิกสามมิติ

และเนื่องจากบางอาชีพข้างต้นต้องการวุฒิการศึกษามากกว่าระดับมัธยมปลาย ทางโรงเรียนจึงเตรียมหลักสูตรพื้นฐานทั่วไปสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมทั้งการให้คำปรึกษาแบบส่วนตัวเพื่อช่วยวางแผนอนาคตของนักเรียน

โรงเรียน eSports High School จะเปิดภาคเรียนในเดือน เม.ย.ปีหน้า

Photo by Cooper Neill / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / AFP

ผู้เชี่ยวชาญเตือนหน้ากากผ้ากัน Omicron ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671542

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 16:19 น.ผู้เชี่ยวชาญเตือนหน้ากากผ้ากัน Omicron ไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญแนะใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เท่านั้นเพราะหน้ากากผ้ากันโอมิครอนไม่ได้

ลีนา เหวิน แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินและศาสตราจารย์รับเชิญของวิทยาลัยสาธารณสุขสถาบันมิลเคนแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน เผยกับ CNN Newsroom ว่า หน้ากากอนามัยแบบผ้าไม่มีประโยชน์เมื่อต้องรับมือกับโอมิครอน (Omicron) และแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบ 3 ชั้นแทน

“หน้ากากผ้าก็ไม่ต่างจากเครื่องประดับบนใบหน้า การระบาดของโอมิครอนไม่มีที่สำหรับหน้ากากผ้า ดังนั้นต้องสวมหน้ากากอนามัยคุณภาพสูง อย่างน้อยก็หน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบ 3 ชั้น…คุณสามารถสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยได้ แต่อย่าสวมหน้ากากผ้าอย่างเดียว” เหวินกล่าว

ต่อมาเหวินยังทวีตขยายความว่า “ฉันไม่ได้หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ที่ต้องการจะสื่อคือเราต้องสวมหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทุกคนรวมทั้งเด็กๆ ควรสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่หนาอย่างน้อย 3 ชั้นเมื่ออยู่ในตัวอาคาร และอยู่รอบข้างคนที่เราไม่รู้ว่าเขาฉีดวัคซีนหรือยัง”

ส่วน เอริน โบรเมจ รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตส์ดาร์ตมัธเผยว่า เรายังไม่รู้ว่าทำไมโอมิครอนถึงประสบความสำเร็จในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว แต่มันย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของหน้ากากอนามัย

“หากมันต้องจำความเข้มข้นของไวรัสน้อยกว่าในการทำให้ติดเชื้อ หรือคนที่ติดเชื้อปล่อยไวรัสออกมามาก หน้าที่ของหน้ากากอนามัยในกรณีนี้คือ ถ้าเราลดจำนวนเชื้อไวรัสที่หายใจเข้าไปได้ คุรก็มีเวลามากกว่า” โบรเมจเผย “เช่นหากต้องใช้ไวรัส 1,000 อนุภาคจึงจะติดเชื้อ และคุณสวมหน้ากากอนามัยที่ช่วยลดอนุภาคนี้ลง 50% มันต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2 เท่าอนุภาคจึงจะเข้าไปได้ 1,000 อนุภาค หากสวมหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพ 90% ก็ต้องใช้เวลานานขึ้นอย่างน้อย 10 เท่าคุณจึงจะติดเชื้อเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อ”เช่นเดียวกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ที่ระบุว่า ในการศึกษาหน้ากากอนามัยหลากหลายแบบ หน้ากากผ้าที่มีหลายชั้นและการทอที่หนาแน่นกว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าหน้ากากผ้าชั้นเดียวที่การทอไม่หนาแน่น ทว่าก็ยังมีประสิทธิภาพน้อยกว่าหน้ากากอนามัยทางการแพทย์

ทางการแคนาดาแนะนำให้ประชาชนเลิกใช้หน้ากากผ้าแบบชั้นเดียว โดย ปีเตอร์ จูนิ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐออนแทริโอในแคนาดาบอกว่า “ประเด็นคือหากคุณมีหน้ากากผ้าแบบชั้นเดียว ความสามารถในการกรองมันน้อยมากไม่ต่างกับไม่สวมอะไรเลย”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การกรองจะดีเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หากหน้ากากอนามัยไม่ได้ปิดคลุมทั้งปากและจมูกอย่างถูกต้อง

Photo by INDRANIL MUKHERJEE / AFP

สหรัฐอ่วม! โอมิครอนระบาดหนักแซงจุดพีคเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671541

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 15:30 น.สหรัฐอ่วม! โอมิครอนระบาดหนักแซงจุดพีคเดลตาโอมิครอนระบาดหนัก สหรัฐติดโควิดแซงจุดพีคระลอกเดลตา

The New York Times รายงานว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ ส่งผลให้สหรัฐมีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงกว่าระดับสูงสุดของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาในระลอกที่ผ่านมา

แม้จะมีสัญญาณในเชิงบวกจากสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ว่าโอมิครอนส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงไม่เท่าเดลตา แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการที่มันแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก็จะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขได้เช่นกัน

โดยขณะนี้โอมิครอนได้แพร่กระจายไปทั่วทั้ง 50 รัฐของสหรัฐภายในเวลาไม่ถึงเดือน ซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่วันละ 168,000 ราย แซงหน้าจุดพีคในช่วงที่เดลตาแพร่ระบาดอย่างหนักในสหรัฐเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นมีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในรอบสัปดาห์อยู่ที่วันละ 164,000 ราย

รายงานระบุว่าโอมิครอนทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายเมืองของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 2 ถึง 3 วัน และคาดว่าจะทำลายสถิติผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุด 251,232 รายที่เคยทำไว้ในเดือนม.ค. หรืออาจมีผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 1 ล้านรายต่อวันในช่วงสิ้นปีนี้

ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐรองรับผู้ป่วยเต็มขีดจำกัดแล้ว โดยดร.ดานี แฮคเนอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่คลินิกจาก Southcoast Hospital Group ในแมสซาชูเซตส์มองว่าในเดือนหน้าสหรัฐจะต้องรับภาระหนัก

ทั้งนี้ ประชาชนในสหรัฐเกือบ 62% ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว และประมาณ 19% ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น อย่างไรก็ตามยังมีชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนที่ไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนเพราะความลังเลใจ

ขณะที่รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนโดยกล่าวว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการต่อสู้กับโอมิครอน

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

รู้หรือไม่ว่าในสหรัฐมีร้านอาหารไทยมากกว่าร้านอาหารชาติอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671532

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 14:09 น.รู้หรือไม่ว่าในสหรัฐมีร้านอาหารไทยมากกว่าร้านอาหารชาติอื่นการมีร้านอาหารไทยในสหรัฐไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าสนใจคือจำนวนร้านอาหารไทยที่นั่น ซึ่งพบว่าอัตราส่วนร้านอาหารไทยต่อจำนวนคนไทยในสหรัฐนั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านอาหารอื่นๆ

คลิปเรื่อง Why Almost Every Town In America Has a Thai Restaurant (ทำไมแทบจะทุกเมืองในสหรัฐต้องมีร้านอาหารไทย 1 ร้าน) ระบุไว้ว่า

มีชาวเอธิโอเปียอาศัยอยู่ในสหรัฐแบบถาวรราว 300,000 คน แต่มีร้านอาหารเอธิโอเปียเพียง 500 ร้าน หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ร้านอาหารเอธิโอเปียต่อชาวเอธิโอเปีย 600 คน มีชาวอินเดียราว 4 ล้านคน โดยมีร้านอาหารอินเดีย 500 ร้าน หรือเท่ากับ 1 ร้านต่อชาวอินเดีย 800 คน มีชาวเม็กซิกัน 36 ล้านคน มีร้านอาหารเม็กซิกัน 54,000 ร้าน หรือเท่ากับร้านอาหารเม็กซิกัน 1 ร้านต่อชาวเม็กซิกัน 667 คน

ส่วนไทยมีประชากรในสหรัฐราว 300,000 คน แต่มีร้านอาหารไทยอยู่ถึง 5,452 ร้าน หรือคิดเป็น 1 ร้านต่อคนไทย 55 คน เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ แล้วถือว่าเยอะมาก

แล้วทำไมถึงมีร้านอาหารไทยมากมายขนาดนั้นในสหรัฐ

คำตอบในใจหลายคนอาจบอกว่าเพราะอาหารไทยอร่อยถูกใจชาวอเมริกัน ซึ่งไม่ผิด แต่ยังมีอีกหนึ่งคำตอบที่เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน

คำตอบนั้นคือ รัฐบาลไทยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาหารไทยแพร่กระจายไปทั่วโลก

รัฐบาลไทยสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ต้องการสร้างเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของประเทศ นอกจากการทำให้ประเทศไทยดูทันสมัยในสายตาชาวโลกอย่างการแต่งกายแบบตะวันตก เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร อีกวิธีหนึ่งที่รัฐบาลไทยนำมาใช้คือ การทูตอาหาร (culinary diplomacy) ด้วยการเปลี่ยนปากท้องของชาวต่างชาติให้เป็นสถานทูตไทยเล็กๆ

รัฐบาลไทยส่งเสริมอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวโลกเพื่อสร้างรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวด้วยการฝึกฝนเชฟจนชำนาญแล้วส่งออกไปเผยแพร่อาหารไทยในต่างแดนโดยมีเสน่ห์ปลายจวักเป็นอาวุธ

ปี 2002 รัฐบาลไทยตัดสินใจยกระดับการทูตอาหารไทยไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวโครงการ Global Thai Restaurant Company โดยมีจุดมุ่งหมายว่าจะเปิดร้านอาหารไทยให้ได้ 3,000 ร้านทั่วโลก

ขณะที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้สร้างต้นแบบร้านอาหารไทย 3 สไตล์ ซึ่งผู้ที่สนใจเปิดร้านอาหารสามารถเลือกรูปแบบร้านสำเร็จรูปที่มีครบจบในที่เดียวตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงเมนูไปใช้กับร้านของตัวเอง ได้แก่

ร้านแบบ Elephant Jump เป็นร้านอาหารง่ายๆ ราคาไม่แพง อาจมีการดัดแปลงอาหารให้เข้ากับลิ้นคนทานได้เล็กน้อย โดยราคาอาหารอยู่ที่คนละ 5-15 เหรียญสหรัฐ

ร้านแบบ Cool Basil ที่ราคาต่อหัวสูงขึ้นมาอีกเล็กน้อยที่คนละ 15-25 เหรียญสหรัฐ และ Golden Leaf ที่ตกแต่งด้วยผ้าและงานศิลป์ของไทย สนนราคาต่อหัว 25-30 เหรียญสหรัฐ

จากการสนับสนุนของโครงการนี้ จำนวนร้านอาหารไทยในต่างแดนจึงเพิ่มขึ้นราว 3 เท่าตัวจาก 5,500 ร้านเป็น 15,000 ร้าน ส่วนในสหรัฐเพิ่มจาก 2,000 ร้านเป็น 5,000 ร้าน

และเพื่อให้ร้านอาหารไทยเหล่านี้มีมาตรฐาน นักการทูตของไทยจะต้องทำหน้าที่เป็นนักชิมอาหาร และจับตาคุณภาพและความเป็นไทยแท้ของร้านอาหารไทยที่กระจายอยู่ทั่วโลก

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังทุ่มงบประมาณในการพัฒนาหุ่นยนต์ชิมอาหารชื่อว่า e-Delicious เพื่อตรวจจับความเป็นไทยแท้ของอาหาร ทั้งกลิ่น รสชาติ และการตกแต่ง แล้วให้คะแนน หากได้น้อย 80 ถือว่าอาหารจานนั้นต่ำกว่ามาตรฐานของรัฐบาล

หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย อาทิ wiener dust บอกว่า “ที่บ้านเกิดเรามีร้านอาหารไทยร้านนึง และก็มีอีกร้านที่อีกเมืองนึง สงสัยมานานแล้วว่าทำไมการตกแต่งภายในกับเมนูเหมือนกันมากๆ ตอนนี้เข้าใจละ มันคือโครงการที่รัฐบาลสนับสนุน ใครจะไปคิดล่ะ”

Bjorn P. Munch บอกว่า “เมื่อปี 2012 ผมไปกินอาหารที่ร้านอาหารไทยที่อยู่เหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ที่ 78 องศาเหนือในลองเยียร์เบียน สวาลบาร์ด และใช่พนักงานเสิร์ฟและเชฟมาจากเมืองไทย”

SUPERTOMMO บอกว่า “น่าสนใจมาก…ถึงจะเป็นคนไทยแต่ก็สงสัยจริงๆ ว่ารัฐบาลเราเคยส่งเสริมอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงความคิดสร้างสรรค์นะ บางทีอาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ของเรา ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมซะแล้ว”

-p Catalano บอกว่า “มีร้านอาหารไทย 1 ร้านในเมืองที่ผมเติบโต นับแต่นั้นผมก็เข้าร้านอาหารไทยเยอะมาก แต่ไม่มีร้านไหนอร่อยเท่าร้านนี้ ผมเคยเข้าไป สั่งอะไรไปเดาๆ แล้วมันก็อร่อยตลอด เจ้าของร้านจำผมกับภรรยาได้ และเขาจะสอนผมว่าต้องกินยังไงถึงจะอร่อย ถ้าเขารับออร์เดอร์เองผมจะขอให้เขาเซอร์ไพรส์ผม และเขาก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง บางครั้งผมแวะไปและเขามีอาหารจานใหม่ที่กำลังลองทำและยังไม่ได้ขาย แล้วถามว่าเราจะเอามั้ย เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ผมมักจะตั้งใจแวะไปที่นั่นถ้าได้กลับเข้าเมือง”

Eustache Dauger บอกว่า “เอาจริงๆ นะ การทูตอาหารของไทยเป็นไอเดียซอฟท์พาวเวอร์ที่ฉลาดมาก”

Harun Suaidi บอกว่า “ในฐานะคนอินโดนีเซีย ผมว่ารัฐบาลอินโดฯ ควรทำตามบ้างนะ เรามีอาหารอร่อยๆ เยอะ มันถึงเวลาแล้วที่โลกจะได้รู้ว่าอินโดนีเซียไม่ได้มีแค่บาหลี”

Livid lmp บอกว่า “ร้านอาหารโปรดของพวกเรามีชายสูงวัยใจดีที่สุดที่ผมเคยเจอมาเป็นเจ้าของ ผมกับภรรยาเรียกเขาว่า ‘คุณตาคนไทย’ ถ้านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยทำ ผมต้องขอบคุณพวกเขาสำหรับอาหารอร่อยๆ และคุณตาใจดี”

Belenus3080 บอกว่า “ที่บอกว่า ‘อย่าเรียกผู้จัดการร้าน ให้เรียกรัฐบาลมาคุย’ น่ะ ผมจะส่งจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรีไทยโดยตรงเพื่อขอร้านอาหารที่ผมชอบกลับมาเปิดอีกครั้งเลยล่ะ เพราะผมเสียใจมากที่มันปิดไปแล้ว”

พบฟอสซิลกิ้งกือยักษ์เท่ารถยนต์ อายุกว่า 300 ล้านปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671529

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.พบฟอสซิลกิ้งกือยักษ์เท่ารถยนต์ อายุกว่า 300 ล้านปีนี่อาจเป็นสัตว์ที่ขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกในขณะนั้น

นักวิจัยในสหราชอาณาจักรค้นพบฟอสซิลสัตว์ขาปล้องลักษณะคล้ายกิ้งกือขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ที่ชายหาดในนอร์ทธัมเบอร์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ สิ่งมีชีวิตคล้ายกิ้งกือยักษ์นี้มีขนาดพอๆ กับรถยนต์ขนาดเล็ก และคาดว่ามีอายุประมาณ 326 ล้านปี

นักวิจัยระบุว่าชิ้นส่วนส่วนหนึ่งของฟอสซิลที่พบมีความยาว 75 เซนติเมตร และกว้าง 55 เซนติเมตร แต่ทีมวิจัยประเมินว่าตัวของมันจริงๆ มีขนาดใหญ่กว่านี้มาก ซึ่งคาดว่าน่าจะยาวประมาณ 2.63 เมตร และหนักประมาณ 50 กิโลกรัม

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เรียกสัตว์ตระกูลนี้ว่า Arthropleura ซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกในยุคคาร์บอนิเฟอรัส หรือประมาณ 299 ถึง 359 ล้านปีก่อน หรือประมาณ 100 ล้านปีก่อนที่จะมีไดโนเสาร์

“พวกนี้น่าจะเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดบนโลกในยุคคาร์บอนิเฟอรัส” นีล เดวีส์ หัวหน้าทีมวิจัย นักธรณีวิทยาจากภาควิชาธรณีศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษกล่าวกับ Live Science

“การค้นพบฟอสซิลกิ้งกือยักษ์เหล่านี้หาได้ยาก ซากของพวกมันไม่ชัดเจน และมีแนวโน้มว่าฟอสซิลที่พบจะเป็นเพียงคราบ ที่พวกมันลอกคราบทิ้งไว้เมื่อโตขึ้น เรายังไม่พบหัวฟอสซิล จึงเป็นเรื่องยากที่จะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน” เดวีส์กล่าว

เว็บไซต์ Science Alert อ้างบทสัมภาษณ์ของเดวีส์ซึ่งกล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ แต่เป็นการค้นพบที่ตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ ฟอสซิลมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้คน 4 คนในการเคลื่อนย้าย

ก่อนหน้านี้มีการค้นพบฟอสซิล Arthropleura ในเยอรมนีแต่มีขนาดเล็กกว่า ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตดังกล่าวให้มากขึ้น อาทิ แหล่งที่อยู่อาศัย และอาหาร

Photo by Neil Davies

ออสเตรเลียทดลอง ‘ยาสลายลิ่มเลือด’ พ่นจมูกต้านโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671520

วันที่ 25 ธ.ค. 2564 เวลา 11:03 น.ออสเตรเลียทดลอง 'ยาสลายลิ่มเลือด' พ่นจมูกต้านโควิดออสเตรเลียทดลองใช้ ‘เฮพาริน’ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด พ่นจมูก หวังต้านโควิด-19

BBC รายงานว่าทีมวิจัยจากออสเตรเลียกำลังทำการทดลองใช้ยาเฮพาริน (Heparin) ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยรักษาและป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ฉีดพ่นเข้าจมูกเพื่อศึกษาว่าสามารถป้องกันโควิด-19 หรือยับยั้งโปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไวรัสสามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์ได้หรือไม่

นักวิจัยเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเมื่อพ่นยาดังกล่าวเข้าไปในจมูกของผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีแนวโน้มว่ามันสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสได้ แต่อย่างไรก็ตามการทดลองจะยังคงดำเนินไปจนถึงกลางปี 2022

ซึ่งทีมวิจัยหวังว่าการฉีดพ่นยาเฮพารินเข้าไปในจมูกจะสามารถใช้เป็นยารักษาผู้ติดเชื้อในระยะแรก และใช้เป็นเสมือนกับหน้ากากปิดจมูกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส

ทั้งนี้ ทีมวิจัยอธิบายว่าการฉีดพ่นเฮพารินเข้าไปในจมูกนั้นตัวยาจะไม่เข้าสู่กระแสเลือด แต่มันจะอยู่ในจมูกโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ไวรัสจับกับมันแทนที่จะเป็นเซลล์ของมนุษย์

ศาสตราจารย์ดอน แคมป์เบลล์ กล่าวกับ BBC ว่าหากประสบความสำเร็จยาดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยในการต่อสู้กับโควิด-19 ที่สะดวกอย่างยิ่ง “สำหรับคนที่กลัวโควิด-19 อย่างผม การพ่นยาตัวนี้ก่อนไปช้อปปิ้งหรือเตะฟุตบอลช่วยลดความวิตกกังวลลงไปมาก”

เขายังกล่าวอีกว่าได้ทำการทดลองพ่นยาดังกล่าวกับจมูกของตัวเองมา 20 เดือนแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ

แม้ว่าขณะนี้จะมีหลายสถาบันจากทั่วโลกที่ทำการทดลองวัคซีนแบบพ่นจมูก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้ยาเฮพาริน ซึ่งเป็นยาที่ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย และสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องได้

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น, มหาวิทยาลัยโมนาช, องค์กรนอร์ทเทิร์นเฮลท์, สถาบันปีเตอร์ โดเฮอร์ตี้, สถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อก และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ของออสเตรเลีย รวมกับทีมวิจัยด้านระบบทางเดินหายใจของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ของอังกฤษ

Photo by Mohammad FAROOQ / AFP

ยิ่งตุนเพื่อฉีดเข็มกระตุ้น การระบาดยิ่งลากยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671488

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 20:29 น.ยิ่งตุนเพื่อฉีดเข็มกระตุ้น การระบาดยิ่งลากยาวประเด็นน่าสนใจที่หยิบยกขึ้นมาโดย The New York Times ที่ตั้งข้อสังเกตว่าบางทีการฉีดเข็มกระตุ้นในหมู่ประเทศร่ำรวย อาจทำให้การระบาดยืดระยะเวลาต่อไปอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ตามรายงานของ New York Times tracker ที่ติดตามการฉีดวัคซีน ระบุว่าประมาณ 73% ของการฉีดวัคซีนทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูงและระดับกลางค่อนข้างบน ในขณะที่ประเทศรายได้ต่ำได้วัคซีนแค่ 0.9%

หนึ่งในประเทศรายได้ต่ำคือ บอตสวานา ประเทศที่พบเชื้อโอมิครอน/โอไมครอน (Omicron) แห่งที่ 2 ต่อจากแอฟริกาใต้ มีอัตาราการฉีดวัคซีน 47.22% ของประชากร ซึ่งเกือบทั้งหมดนี้เป็นเพียงเข็มแรก และหากจะฉีดกันให้ครบ 70% ของประชากรจะต้องใช้เวลาถึงเดือนธันวาคม 2024 หรืออีก 3 ปีเลยทีเดียว

อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปเลย แม้แต่บุคคลากรแถวหน้าก็ยังไม่เห็นวัคซีน

เตโวโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับกล่าวว่า “บอกตรงๆ เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่มีการฉีดวัคซีนครั้งแรก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 3 ใน 4 คนในแอฟริกายังคงไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย”

ดังนั้น กว่าที่ประเทศที่จนที่สุดจะได้วัคซีนครบถ้วน จะเกิดขึ้นอะไรอีกกับการระบาดใหญ่ก็ไม่รู้

ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ Omicron ปรากฏตัว มีเสียงตำหนิประเทศร่ำรวยว่าเป็นต้นเหตุ (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมา เพราะเป็นตัวการกักตุนวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนของตัวเองจนครบ 2 เข็ม ในขณะที่ประเทศยากจนที่สุดในแอฟริกาถูกทอดทิ้ง จนในที่สุดการกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้นในแอฟริกาตอนใต้

ตอนนี้มันกลับมาสู่วัฏจักรเดิมอีกครั้ง ประเทศร่ำรวยที่ฉีดวัคซีน 2 เข็ม เริ่มทะยอยกัน “แพลมท่าที” ออกมาว่าจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นหรือเข็มที่ 3 จึงจะเอาอยู่ บางประเทศเช่นอิสราเอลล้ำไปถึงขนาดจะเริ่มฉีดเข็มที่ 4 ด้วยซ้ำ

มันฟังดูเหมือนกับว่าประเทศร่ำรวยแข็งขันดีในการป้องกันตัวเอง แต่มองมุมกลับมันยังหมายความว่าการตุนวัคซีนจะเริ่มต้นอีกครั้งแล้ว และมันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีจนกระทั่งอัดฮาโนมต้องกล่าวการแข่งกันฉีดบูสเตอร์จะทำให้ “ไวรัสมีโอกาสแพร่กระจายและกลายพันธุ์มากขึ้น”

อัดฮาโนมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดในคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ไม่ใช่คนที่ไม่ได้รับการการฉีดกระตุ้น”

จากคำพูดนี้ผอ. อนามัยโลกย้ำถึง “คนที่ไม่ได้รับวัคซีน” ไม่ได้หมายถึงคนฉีดวัคซีนกระตุ้นคือมากว่า 2 เข็ม จากคำพูดนี้อนุมานได้ว่า “แค่ 2 เข็มก็ช่วยได้มากโขแล้ว”

และอัดฮาโนมกล่าวเสริมชัดขึ้นว่า “โครงการฉีดกระตุ้นแบบปูพรม มีแนวโน้มที่จะยืดเวลาการแพร่ระบาดออกไป แทนที่จะยุติมัน โดยการเปลี่ยนเส้นทางอุปทาน (วัคซีน) ไปยังประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้ไวรัสมีโอกาสแพร่ระบาดและกลายพันธุ์มากขึ้น”

มันหมายความว่า ต่อให้คุณฉีดเข็มกระตุ้น แต่มันจะไร้ความหมาย หากส่วนอื่นๆ ของโลกยังไม่ได้รับวัคซีนสักเข็มหรืออย่าว่าแต่ 2 เข็ม

เพราะหากประเทศไม่กี่ประเทศตุนวัคซีนมาไว้ที่ตัวเองเพื่อกระตุ้นไปเรื่อยๆ มันจะก่อให้เกิด “หลุมดำ” ที่เชื้อมีโอกาสกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ดังนั้นการกระตุ้นจึงสูญเปล่า หรืออย่างน้อยก็ได้ผลแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

ผอ. อนามัยโลกจึงบอกชัดว่า “ไม่มีประเทศใดสามารถใช้เข็มกระตุ้นเพื่อหนีจากโรคระบาดนี้ได้”

แน่นอนว่าความเห็นนี้สวนทางกับท่าทีของรัฐบาลในประเทศตะวันตก ที่ “แพลมท่าที” เรื่องเข็มกระตุ้นแบบวันต่อวัน หากไม่ใช่ระดับรัฐบาลก็เป็นบริษัทวัคซีนเองที่เผยประสิทธิภาพของเข็มกระตุ้นถี่ขึ้นในช่วงนี้

ชุดทดสอบ Binax Covid-19 ถูกแจกจ่ายในเขตหนึ่งของบรูคลินของนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2564 – (ภาพโดย Bryan R. Smith / AFP)

ที่ใช้คำว่า “แพลมท่าที” เพราะประชาชนในประเทศร่ำรวยเองก็เริ่มหมดความอดทนกับการฉีดเข็มแล้วเข็มเล่า รัฐบาลจึงใช้ท่าทีแบบสั่งการไม่ได้ ต้องใช้การเผยทีละน้อยๆ ถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น

เช่น บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อ “เป็นของขวัญคริสต์มาสสำหรับญาติๆ”

ส่วนที่ฝรั่งเศส รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนได้รับวัคซีนกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนครั้งแรกเพียง 3 เดือน จากเดิมมีระยะเวลาทิ้งห่าง 5 เดือน – ซึ่งนี่เท่ากับเป็นการใบ้ๆ กลายๆ ว่าเวลากระชั้นเข้ามาแล้วและอาจจะ “บังคับฉีด”

แต่ดูจากสถานการณ์ในยุโรปที่ตอนนี้แทบไม่มีการประท้วงต่อต้านล็อคดาวน์และการฉีดวัคซีนภาคบังคับเหมือนปลายเดือนพฤศจิกายน (ช่วงเดลตาระบาดระลอกใหม่) มันอาจเป็นสัญญาณว่าประชาชน “อาจจะโอเค” หรืออาจจะเหนื่อยกับการต่อต้านจนปล่อยเลยตามเลย นั่นหมายความว่าการฉีดกระตุ้นในยุโรปอาจจะฉลุย

ลงเป็นแบบนี้แล้วเชื่อได้เลยว่าอุปทานวัคซีนจะไปไม่ถึงประเทศยากจนอีก และเป็นไปตามคำพูดของ ผอ. อนามัยโลก สิ่งที่จะตามมาคือโควิด-19 จะกลายพันธุ์อีก

จนสงสัยว่าจะวนกันเป็นลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ หากโลกเราจะสู้กับโควิด-19 แบบกระจัดกระจาย ไม่ใช่ความร่วมมือแบบครอบคลุม

สิ่งที่ประชาคมโลกทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่การทำแบบประชาคม แต่ต่างคนต่างทำ

ขณะที่ประเทศร่ำรวยกักวัคซีนที่ตัวเองมากๆ ประเทศยากจนที่ได้วัคซีนก็บริการวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพจนต้องเอาไปทิ้งเสียมาก ดังน้นจะโทษฝ่ายเดียวก็ไม่ด้ ต้องเฉลี่ย “ความผิด” ให้ถึงทุกฝ่าย

หากจะเปรียบก็คือ เรากำลังวิ่งสามขาหนีโควิด แต่ขณะที่คนแข็งแรงวิ่งเอาๆ คู่วิ่งที่อ่อนเอกว่าวิ่งกะเผลกๆ เพราะไม่มีแรงและเพราะเฉื่อยเอง แน่นอนว่าท้ายที่สุดจะหัวคะมำด้วยกันทั้งคู่

นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งที่แหลมขึ้นมาคือ การฉีดกระตุ้นกันไปเรื่อยๆ จะทำให้เชื้อ “ดื้อ” ขึ้นมาหรือเปล่า?

หรือถ้าไม่ดื้อมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนล้า” (immune system fatigue) เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนรัฐบาลอิสราเอลว่า “อย่าหาทำ” กับการฉีดเข็มที่ 4 หรือมากกว่านั้น ยิ่งฉีดมาก ภูมิของกันของร่างกายยิ่งเหนื่อย

แม้แต่เจ้าของร่างกายก็ยังเหนื่อยที่ต้องไปต่อคิวฉีดแล้วฉีดอีก

Magen David Adom พยาบาลทางการแพทย์ชาวอิสราเอล ถือขวดวัคซีน Pfizer-BioNtech สำหรับเด็กในเมือง Ramat Gan ของอิสราเอลใกล้กับ Tel Aviv เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 (ภาพโดย JACK GUEZ / AFP)

ผู้ที่มีความเห็นทำนองนี้คือ โดร เมโวราช (Dror Mevorach) ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกผู้ป่วยโคโรนาไวรัสที่ Hadassah Medical Center ในเมืองเยรูซาเล็มก็เรียกร้องให้รอข้อมูลเพิ่มเติมการจะฉีดเข็ม 4

เขาบอกผ่าน The New York Times ว่า “เพียงเพราะเรา (อิสราเอล) ฉีดโดสที่ 3 นำประเทศอื่น ไม่ได้หมายความว่าควรมีโดสที่ 4 โดยไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” และเสริมว่าการลดลงของแอนติบอดีเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเรื่องธรรมชาติ และการเพิ่มแอนติบอดีอาจมีประโยชน์จำกัด

ตามรายงานของวิทยุกองทัพบกอิสราเอล แม้แต่อธิบดีกรมสาธารณสุข ชารอน อัลรอย-เพรอิส (Sharon Alroy-Preis) ยังถึงกับประท้วงในที่ประชุมของเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ว่า ยังไม่มีการทดลองที่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ

ดูเหมือนว่าการฉีดเข็มกระตุ้นจะกลายเป็นการ “แสดงศักยภาพ” ของบางประเทศไปแล้ว ราวกับพยายามเก็บแต้มการฉีดวัคซีนมากกว่าจะกำราบโรคแบบครอบคลุม

การกำราบโรคจริงๆ ก็อย่างที่บอกไป นั่นคือต้องอุดรูรั่วในพื้นที่ที่วัคซีนเข้าไม่ถึงด้วย ถ้าไม่ทำแบบนี้ ต่อให้ฉีดวัคซีนจนแขนพรุน

ก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by JAVIER TORRES / AFP