นักท่องเที่ยวลงความเห็น ‘ภูเก็ต’ เมืองที่ไปแล้วไม่สมราคาคุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671484

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 18:43 น.นักท่องเที่ยวลงความเห็น ‘ภูเก็ต’ เมืองที่ไปแล้วไม่สมราคาคุยภูเก็ตติดหนึ่งในเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบอกว่าไปแล้วผิดหวังไม่เหมือนที่ได้ยินมา

นักท่องเที่ยวต่างชาติในชุมชน Reddit และ BuzzFeed Community แชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางยอดฮิตที่พวกเขาบอกว่า “ไม่สมราคาคุย”

หนึ่งในนั้นมีชื่อสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของไทยอย่างภูเก็ตอยู่ด้วย

ผู้ใช้ชื่อ u/irishamerican พูดถึงภูเก็ตของเราว่า “การไปเที่ยวที่นั่นช่วงไฮซีซันหมายความว่าคุณจะเจอกับนักท่องเที่ยวคนอื่นอีกเป็นพันๆ คน มันอาจจะดีหน่อยถ้าไปช่วงโลว์ซีวซัน แต่คุณก็จะเจอฝน อีกอย่างนะ ขยะกับคุณภาพน้ำคือปัญหาใหญ่”

u/sharkdealer บอกไว้ใน Reddit ว่า “ผมตระเวนเที่ยวทั่วโลกแบบแบ็กแพ็คมาแล้ว 2 ปี สุดท้ายผมกับแฟนไปเที่ยวภูเก็ตและพวกเราผิดหวังมาก ทุกอย่างแพงกว่าที่อื่นในเมืองไทย 30-50% ชายหาดจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีคนวัยเกษียณที่ถูกแดดเผาในกางเกงว่ายน้ำ Speedo เต็มไปหมดและพวกที่ชอบกระดกเบียมาป้วนเปี้ยน…ไม่ค่อยมีอะไรทำนอกจากไปกับกรุ๊ปทัวร์แสนแพง ใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นและดื่มกิน วัฒนธรรมถูกทำลายไปหมดแล้ว และทั้งเกาะดูเหมือนจะมีไว้เฉพาะคนตะวันตกที่มาเที่ยวช่วงฮอลิเดย์ นี่เป็นแค่ความคิดเห็นของผม ได้โปรดเปลี่ยนใจผมหน่อย เพราะผมไม่อยากมองไทยในแง่ลบ”

ส่วน Gary Flax ซึ่งอยู่เมืองไทยมาหลายปีคอมเม้นต์ไว้ในเว็บไซต์ Quora ว่า “พูดรวมๆ ผมว่าภูเก็ตไม่สมราคาคุย ภูเก็ตคนเยอะรถติดไม่ว่าคุณจะอยู่ในแท็กซี่ ขับรถเอง หรือรถมอเตอร์ไซค์ มีโรงแรมมากมายที่เรียบๆ และคุณอาจได้ราคาดีจากโรงแรมเหล่านี้…โดยรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่นั่นไม่สมราคาคุยและค่อนข้างแพง และเพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ร้านอาหารจึงแพงนิดหน่อย และการหาอาหารไทยอร่อยๆ ก็ไม่ง่าย”

Simon Birkett บอกว่า “เห็นด้วย (ที่ไม่สมราคาคุย) ทุกอย่างแพงมาก คนก็เยอะ อาหารดีๆ หายากในจุดท่องเที่ยว มีการพัฒนามากเกินไปและดูเหมือนว่าจะไม่มีการควบคุมการพัฒนาพื้นที่ ผมไปทำงานที่นั่น 10 ครั้งเมื่อปี 2018 แค่ครั้งละ 2-3 วัน ผมเลือกพักใกล้สนามบินเพื่อหลีกเลี่ยงความจอแจ และชอบแวะไปอุทยานแห่งชาติช่วงเย็น…ถ้าไม่ได้ตั้งใจไปปาร์ตี้ตอนกลางคืนก็ไปเที่ยวที่อื่นเถอะ”

Laura Peters โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ Mike & Laura Travel เมื่อปี 2015 ว่า “ภูเก็ตเป็นเกาะยอดฮิตของไทย แต่เป็นที่ที่ไม่สมราคาคุยมากที่สุดในประเทศ ก่อนเดินทางถึงภูเก็ต ฉันถ่ายรูปหน้าผาหินปูนยื่นออกมาอยู่เหนือทะเล หาดทรายขาวสวยๆ และตะวันตกดินที่แสนสงบ แต่ภูเก็ตไม่มีของพวกนี้เลย ความจริงคือมันเป็นเกาะที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หาดทรายธรรมดา และพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่บนเขา”

“ผู้คนเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับภูเก็ตก็เพราะกูเกิลและอินสตาแกรม พอพิมพ์คำว่าภูเก็ตลงไปในช่องค้นหาก็จะมีแต่ภาพสวยๆ ขึ้นมา แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้บอกคุณคือ ภาพสวยๆ เหล่านั้นจริงๆ เป็นกระบี่และเกาะพีพีไม่ใช่ภูเก็ต”

“ตอนเราไปภูเก็ต เราตื่นเต้นมากที่จะได้ไปเกาะเจมส์ บอนด์ เกาะนี้อยู่ภูเก็ตแต่เราไม่รู้ว่ามันจะแย่แบบนี้ แม้ว่าวิวจะสวยมากแต่เกาะนี้มีขนาดเล็กและต้องเบียดเสียดกับคนอื่น”

Laura Peters แนะนำให้ไปเที่ยวกระบี่แทน ที่นั่นมีทั้งหน้าผาหินปูน ชายหาดที่สวยงาม และรีสอร์ทที่อะเมซิง

อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งชื่นชมภูเก็ต

Kamesha Laurry บอกว่า “ภูเก็ตไม่ได้ไม่สมราคาคุยเลย! พวกเราสนุกกับทุกๆ วินาทีของทริป คุณสามารถไปเกาะพีพี หาดป่าตอง สวนเสือ และพวกเขามี Airbnb ดีๆ ด้วย”

Vandhana Veerappan บอกว่า “สำหรับคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมตะวันออกครั้งแรก ไม่ ภูเก็ตคุ้มค่าที่จะไปมาก ภูเก็จมีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวต้องการ ทั้งชายหาด ปาร์ตี้ อาหาร กีฬาแอดเวนเจอร์ หรืออะไรสนุกๆ ที่คุณต้องการ…ยังมีที่เที่ยวอีกมากที่ฉันยังไม่ได้ไปอย่างย่านเมืองเก่า ซึ่งฉันวางแผนจะไปเมื่อไปเที่ยวครั้งหน้า”

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

เชื่อหรือไม่? ครั้งหนึ่งล็อบสเตอร์เคยเป็นอาหารคนจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671481

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.เชื่อหรือไม่? ครั้งหนึ่งล็อบสเตอร์เคยเป็นอาหารคนจนนอกจากจะเป็นอาหารของคนจนและนักโทษแล้ว กุ้งล็อบสเตอร์อาหารแสนโอชะราคาแพงในทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ด้วยซ้ำ

แม้ว่าในปัจจุบันถือว่าเป็นอาหารรสเลิศ แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ล็อบสเตอร์เคยเป็นอาหารของคนจนที่พวกเขากินกันจนเบื่อ การกินล็อบสเตอร์ 3 มื้อต่อวันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

ในช่วงศตวรรษที่ 17 ถึง 18 ช่วงแรกของการตั้งถิ่นฐานในยุคอาณานิคม ตามแนวชายฝั่งแมสซาชูเซตส์เต็มไปด้วยกุ้งล็อบสเตอร์ กุ้งตัวยาวประมาณ 2 ฟุตคือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปตามแนวชายฝั่ง มันมีอยู่มากมายและราคาถูก ถึงถูกใช้เป็นอาหารของคนจน ทาส หรือนักโทษในคุก

ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่คนจะกินมันกับเนย ล็อบสเตอร์ถูกใช้เป็นอาหารสัตว์อย่างหมู วัว หรือแมว ในขณะที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองใช้ล็อบสเตอร์เป็นเหยื่อตกปลาหรือปุ๋ยเสียด้วยซ้ำ

เคยมีเคสที่ทาสในแมสซาชูเซตส์รู้สึกเบื่อหน่ายกับการกินกุ้งล็อบสเตอร์ที่เจ้านายให้จนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล และผู้พิพากษาพิจารณาว่าไม่ให้เจ้านายให้ทาสกินกุ้งล็อบสเตอร์มากกว่า 3 มื้อต่อสัปดาห์ ขณะที่นักโทษในเรือนจำต้องกินกุ้งล็อบสเตอร์บ่อยมากจนกฎหมายประกาศว่าเป็นเรื่องทารุณ

ทำไมกลายเป็นของแพง?

ข้ามไปในช่วงปี 1880 อาหารกระป๋องและการเดินทางโดยรถไฟได้รับความนิยม ผู้คนในอเมริกากลางเจอช่องทางการค้าใหม่ คือการทำล็อบสเตอร์กระป๋องและจัดส่ง ขณะที่ผู้จัดการรถไฟพบว่าถ้าพวกเขาเรียกมันว่าเป็นอาหารอันโอชะ ผู้โดยสารที่ไม่รู้จักชื่อเสียงที่น่าขยะแขยงของล็อบสเตอร์จะคิดว่ามันอร่อย

ในช่วงเวลานี้ทำให้อุปสงค์ของล็อบสเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนเดินทางไปยังนิวอิงแลนด์เพื่อซื้อล็อบสเตอร์สด ขณะที่อุปทานลดลง ส่งผลให้ราคาล็อบสเตอร์พุ่งสูงขึ้น

หลายปีผ่านไป กุ้งล็อบสเตอร์เริ่มไปโผล่อยู่ในสลัดบาร์ และในช่วงปี 1920 มันก็กลายเป็นอาหารทางเลือกสำหรับชนชั้นสูง จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ล็อบสเตอร์ก็ยังคงเป็นอาหารหรู

ทว่า ความนิยมของกุ้งล็อบสเตอร์ลดลงในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และกลายเป็นอาหารสำหรับคนยากจนอีกครั้ง แต่เมื่อถึงปี 1950 มันก็กลับมาเป็นที่นิยม และกลายเป็นอาหารหรูมาจนถึงปัจจุบัน

อุปสงค์ล็อบสเตอร์ทั่วโลกกำลังเติบโต

นอกจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ล็อบเตอร์สราคาพุ่งกระฉูด รวมถึงการที่ต้องขนส่งล็อบสเตอร์ไปยังพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ให้บริการล็อบสเตอร์ที่สดใหม่ และกระบวนการเก็บรักษาที่จะทำให้ล็อบสเตอร์คงความสดใหม่ไปจนถึงขั้นตอนการปรุงนั้นทำให้มันมีต้นทุนมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้การทำฟาร์มล็อบสเตอร์ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะล็อบสเตอร์ไวต่อโรค ขณะที่ล็อบสเตอร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปีกว่ามันจะโตถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตให้จับได้ ซึ่งหากจับได้ล็อบสเตอร์ที่เด็กเกินไปหรือล็อบสเตอร์ตัวเมียที่มีไข่จะต้องปล่อยมันไป

ที่มา: MediumKnowledge Nuts

ภาพ: Lobster served at the Fisherman’s Wharf in Boston/The Pancake of Heaven/Wikipedia

ฟอสซิล ‘ตัวอ่อนไดโนเสาร์’ ในไข่ เชื่อมโยงบรรพบุรุษสัตว์ปีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671471

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 15:57 น.ฟอสซิล ‘ตัวอ่อนไดโนเสาร์’ ในไข่ เชื่อมโยงบรรพบุรุษสัตว์ปีกผลการศึกษาตัวอ่อนจากซากฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์หายากของคณะนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติ มอบหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนแนวคิดสัตว์ปีกยุคใหม่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์

ซากฟอสซิลตัวอ่อนดังกล่าวถูกค้นพบในก้อนหินทางตะวันออกของจีนเมื่อราวปี 2000 และเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติหินอิงเหลียงในมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมฉายา “ทารกน้อยอิงเหลียง”

สิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ขดตัวอยู่ในไข่ใบยาว 17 เซนติเมตร คาดว่ามันมีขนาดยาวจากหัวถึงหางราว 27 เซนติเมตร และเป็นไดโนเสาร์กลุ่มเทโรพอดไร้ฟัน (oviraptorosaur) จากยุคครีเทเชียส อายุ 66-72 ล้านปี

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารไอไซเอนซ์ (iScience) ฉบับวันพุธ (22 ธ.ค.) เผยว่าท่าทางของตัวอ่อนในไข่บ่งบอกว่าไดโนเสาร์พวกนี้อยู่ในช่วงเตรียมฟักออกจากไข่เหมือนกับสัตว์ปีก

คณะนักวิทยาศาสตร์จากจีน สหราชอาณาจักร และแคนาดา ซึ่งทำการศึกษาซากฟอสซิลนี้ พบว่าท่าทางของ “ทารกน้อยอิงเหลียง” แตกต่างจากตัวอ่อนไดโนเสาร์ที่รู้จักกัน

เจ้าทารกอิงเหลียงนอนขดโดยหัวอยู่ข้างใต้ลำตัว เท้าวางขนาบข้างหัว และหลังโค้งงอตามส่วนปลายทู่ของไข่ ซึ่งเป็นท่าทางที่ที่ไม่เคยพบในไดโนเสาร์มาก่อน แต่กลับคล้ายคลึงกับตัวอ่อนสัตว์ปีกยุคใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนฟักออกจากไข่ สัตว์ปีกจะเจริญเติบโตในท่าทางพับงอตัวและหดหัวอยู่ใต้ปีก ตัวอ่อนที่ไม่สามารถเติบโตในท่าทางเช่นนี้ได้จะมีโอกาสตายเพราะฟักออกจากไข่ไม่สำเร็จ

ทีมวิจัยเทียบ “ทารกน้อยอิงเหลียง” กับตัวอ่อนไดโนเสาร์และสัตวืปีกอื่นๆ ก่อนเสนอว่าพฤติกรรมก่อนฟักออกจากไข่เช่นนี้ ซึ่งเคยคิดว่าพบได้แต่ในสัตว์ปีก ปรากฏอยู่ในไดโนเสาร์เทโรพอดเมื่อสิบหรือร้อยล้านปีก่อน

ไฟออน ไหว่ซัม หม่า ผู้ร่วมเขียนและนักวิจัยปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่าการศึกษาตัวอ่อนไดโนเสาร์นี้อาจช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการเติบโตและการขยายพันธุ์ของไดโนเสาร์

“น่าสนใจที่ได้พบตัวอ่อนไดโนเสาร์นี้ รวมถึงลักษณะท่าทางของตัวอ่อนที่เหมือนกับลูกไก่ในไข่ ซึ่งอาจบ่งชี้พฤติกรรมก่อนฟักออกจากไข่ที่คล้ายคลึงกัน” หม่ากล่าว

สตีฟ บรูซาตตี จากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ระบุว่าไดโนเสาร์ตัวน้อยที่ยังไม่ฟักออกจากไข่นี้ดูเหมือนลูกนกขดตัวอยู่ในไข่ ถือเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าสัตว์ปีกยุคปัจจุบันวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษอย่างไดโนเสาร์

สิงลี่ต๋า อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรณีศาสตร์แห่งประเทศจีน เผยว่าตัวอ่อนไดโนเสาร์จัดเป็นหนึ่งในซากฟอสซิลหายากที่สุด และการตรวจสอบสมมติฐานของการศึกษาครั้งนี้ยังต้องการฟอสซิลลักษณะนี้เพิ่มอีก

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ญี่ปุ่นพัฒนา ‘ทีวีรับรส’ ลิ้มลองรสชาติผ่านหน้าจอทีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671468

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 15:30 น.ญี่ปุ่นพัฒนา 'ทีวีรับรส' ลิ้มลองรสชาติผ่านหน้าจอทีวีศาสตราจารย์ญี่ปุ่นพัฒนาจอโทรทัศน์ที่สามารถพ่นรสชาติออกมาได้

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ศาสตราจารย์โฮเมอิ มิยาชิตะ จากมหาวิทยาลัยเมจิ ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาจอโทรทัศน์ต้นแบบที่สามารถเลียนแบบรสชาติอาหารได้ นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่การสร้างประสบการณ์รับชมโทรทัศน์แบบมีรสชาติ

อุปกรณ์ตัวนี้เรียกว่า Taste the TV (TTTV) ซึ่งมีที่เก็บรสชาติไว้ถึง 10 รสชาติด้วยกัน โดยมันจะพ่นรสชาติต่างๆ ผสมกันเพื่อให้ออกมาเป็นรสชาติของอาหารนั้นๆ โดยเฉพาะ อยู่บนแผ่นฟิล์มบนจอทีวีเพื่อให้ผู้ชมได้ลิ้มลอง โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย

“เป้าหมายคือทำให้ผู้คนได้สัมผัสกับประสบการณ์บางอย่าง เช่น การรับประทานอาหารที่ร้านอาหารซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโลก ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน” มิยาชิตะกล่าว โดยระบุว่าทีวีดังกล่าวจะมีราคาประมาณ 100,000 เยนในการสร้างเชิงพาณิชย์

ในการสาธิตให้กับผู้สื่อข่าว นักศึกษาคนหนึ่งสั่งการด้วยเสียงโดยบอกกับหน้าจอว่าอยากกินช็อกโกแลตหวานๆ จากนั้นระบบก็ทวนคำพูดของเธออีกครั้ง ก่อนที่หัวฉีดจะพ่นรสชาติออกมา

“มันเหมือนช็อกโกแลตนม หวานเหมือนซอสช็อกโกแลต” เธอกล่าวเมื่อได้ลิ้มลองรสชาติบนหน้าจอ

นอกจากนี้มิยาชิตะยังได้พูดคุยกับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสเปรย์ของเขาสำหรับการใช้งานต่างๆ เช่น อุปกรณ์ที่พ่นรสพิซซ่าหรือช็อกโกแลตลงบนแผ่นขนมปัง

นอกจากนี้ เขายังวางแผนที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดและเพลิดเพลินกับรสชาติต่างๆ จากทั่วโลกได้ เหมือนกับการฟังเพลงในทุกวันนี้

ผู้สาธิตเลียหน้าจอของ Taste the TV (TTTV) ซึ่งเป็นจอทีวีต้นแบบที่เลียได้ซึ่งสามารถเลียนแบบรสชาติของอาหารต่างๆ ได้ ในระหว่างการสาธิตที่มหาวิทยาลัยในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ภาพที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 REUTERS / Kim Kyung-Hoon REFILE
ผู้สาธิตแสดงกระบวนการเติมรสชาติสำหรับจอของ Taste the TV (TTTV) ซึ่งเป็นจอทีวีต้นแบบที่เลียได้ซึ่งสามารถเลียนแบบรสชาติของอาหารต่างๆ ได้ ในระหว่างการสาธิตที่มหาวิทยาลัยในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ภาพที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 REUTERS / Kim Kyung-Hoon REFILE
ผู้สาธิตจัดเติมรสชาติสำหรับ Taste the TV (TTTV) ซึ่งเป็นจอทีวีต้นแบบที่เลียได้ซึ่งสามารถเลียนแบบรสชาติของอาหารต่างๆ ได้ ในระหว่างการสาธิตที่มหาวิทยาลัยในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ภาพที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564 REUTERS / Kim Kyung-Hoon REFILE

Photo by REUTERS/Kim Kyung-Hoon REFILE – REMOVING ID

วิจัยอังกฤษชี้ภูมิคุ้มกันจากเข็ม 3 ลดลงหลังผ่านไป 10 สัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671461

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 14:47 น.วิจัยอังกฤษชี้ภูมิคุ้มกันจากเข็ม 3 ลดลงหลังผ่านไป 10 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อสายพันธุ์โอมิครอนลดลงเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตาบ่งบอกว่าอาจต้องฉีดเข็ม 4

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพอังกฤษ (UKHSA) เผยว่า การภูมิคุ้มกันจากวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) เริ่มลดลงภายใน 10 สัปดาห์ และลดลงเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการปกป้องสายพันธุ์เดลตาราว 15-25%  

ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนของ AstraZeneca 2 เข็ม การปกป้องสายพันธุ์โอมิครอนอยู่ที่ 60% หลังจากฉีดเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนของ Pfizer-BioNTech หรือ Moderna แล้ว 2-4 สัปดาห์  

ทว่าหลังจากผ่านไปราว 10 สัปดาห์ การปกป้องลดลงเหลือ 35% สำหรับ Pfizer-BioNTech และ 45% สำหรับ Moderna  

และสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ทั้ง 3 เข็ม ประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์โอมิครอนจะอยู่ที่ 70% หลังฉีดเข็ม 3 และจะลดลงเหลือ 45% หลังผ่านไป 10 สัปดาห์ แต่หากฉีด Pfizer-BioNTech 2 เข็มแล้วกระตุ้นด้วย Moderna ประสิทธิภาพจะอยู่ที่ราว 75% ในช่วง 9 สัปดาห์หลังฉีด

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเผยกับ The Times ว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อสายพันธุ์โอมิครอนที่ลดลงเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่มีอาการเล็กน้อยเท่านั้น  และคาดว่าประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจะอยู่นานกว่านั้น

ขณะที่ในภาพรวมผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีโอกาสเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่า 50-70% เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา

แมรี แรมซีย์ หัวหน้าฝ่ายสร้างภูมิคุ้มกันของ UKHSA เผยว่า จำเป็นต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาว่าประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาลของวัคซีนเข็มกระตุ้นต่อสายพันธุ์โอมิครอนจะคงอยู่นานเท่าใด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าต้องฉีดวัคซีนเข็ม 4 ในกลุ่มผู้ที่ภูมิคุ้มกันลดหรือไม่และเมื่อใด

ขณะที่คณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) เผยว่ากำลังพิจารณาว่าจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเข็ม 4 ให้ผู้ที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มเสี่ยง และบุคลากรสาธารณสุขหรือไม่ หลังจากอิสราเอลและเยอรมนีประกาศแผนจะเดินหน้าฉีดเข็ม 4

Photo by Manjunath Kiran / AFP

แม่สอดระอุ! เมียนมาส่งเครื่องบินทิ้งบอมบ์ถล่มกะเหรี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671450

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.แม่สอดระอุ! เมียนมาส่งเครื่องบินทิ้งบอมบ์ถล่มกะเหรี่ยงชายแดนไทย-เมียนมาร้อนระอุ กองกำลังเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มกะเหรี่ยง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมาซึ่งยังคงร้อนระอุ การสู้รบระหว่างกองทัพกับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองทัพเมียนมาทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ชาวเมียนมาหลายพันคนต้องอพยพหลบหนีมายังประเทศไทย

“การโจมตีทางอากาศไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพทหาร แต่มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของประชาชน รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล บ้าน และหมู่บ้าน” ซอ ตอ นี หัวหน้าแผนกการต่างประเทศของ KNU กล่าวต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ส ขณะที่ KNU เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศกำหนดเขตห้ามบิน (no-fly zone)

รอยเตอร์สอ้างข้อมูลจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (AAPP) ระบุว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. การปราบปรามของกองกำลังความมั่นคงเมียนมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,300 คน

การสู้รบยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ ทว่า ขณะนี้บนทวิตเตอร์ได้มีการพูดถึง #แม่สอด เนื่องจากการสู้รบดังกล่าวส่งผลให้ชาวแม่สอดและประชาชนในบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบจำนวนมาก

มีรายงานเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา (23 ธ.ค.) ระบุว่ากองทัพเมียนมาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดหลายสิบลูกบริเวณชายแดนแม่สอด-เมียนมา รวมถึงมีเสียงปืนถล่มเป็นเวลานานนับชั่วโมง ซึ่งส่งผลให้ชาวเมียนมาจำนวนมากต้องอพยพเข้าไทย

ขณะที่ชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงอยู่อย่างหวาดระแวง และได้รับผลกระทบจากการปะทะและการทิ้งระเบิด โดยประชาชนในพื้นที่เปิดเผยว่าขณะนี้ยังคงมีการยิงปะทะกันและมีชาวเมียนมาอพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อช่วงเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันนี้ (24 ธ.ค.) มีภาพเฮลิคอปเตอร์ทหารบินอยู่เหนือชายแดนไทย-เมียนมา

Photo by STR / AFP

บริษัทแรร์เอิร์ธจีนควบกิจการกลายเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671449

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 13:37 น.บริษัทแรร์เอิร์ธจีนควบกิจการกลายเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 โลกบริษัทผู้ผลิตแรร์เอิร์ธควบรวมกิจการขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกหวังช่วยดันจีนเป็นผู้นำตลาด

South China Morning Post รายงานว่า รัฐบาลจีนอนุมัติให้ 3 บริษัทผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธรายใหญ่ของประเทศได้แก่ Aluminium Corporation of China (Chinalco) ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ, China Minmetals Corporation และ Ganzhou Rare Earth Group ควบรวมกิจการกันเป็นบริษัทใหม่ในชื่อ China Rare Earth Group

การควบรวมกิจการนี้ส่งผลให้ China Rare Earth Group กลายเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศรองจาก China Northern Rare Earth Group ในแง่ของผลผลิตแรร์เอิร์ธโดยรวม และมีสัดส่วนการผลิตแรร์เอิร์ธหนักราว 70% ที่ผลิตได้ทั้งหมดในจีน และควบคุม 37.6% ของเหมืองแรร์เอิร์ธในจีน

นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยยกระดับความยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของธุรกิจนี้ และเสริมอำนาจของจีนในการกำหนดราคาและการผลิตแร่ที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ของโลก

China Galaxy Securities ระบุว่า หลังจากควบรวมกิจการแล้ว China Rare Earth Group จะเป็นเจ้าของแรร์เอิร์ธในมณฑลเจียงซี ซานตง เสฉวน และหูหนาน รวมทั้งในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ฮัวหลี่ นักวิเคราะห์ของ China Galaxy มองว่า “ท่ามกลางราคาแรร์เอิร์ธที่พุ่งสูงขึ้นและการควบคุมอย่างเข้มงวดในหลายประเทศ แรร์เอิร์ธอาจกลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์เพาะสร้างอิทธิพลสำหรับจีน”

REUTERS/Steve Marcus/File Photo

สุดล้ำ! จีนใช้ ‘แบคทีเรีย’ พัฒนา ‘ผ้าซ่อมแซมตัวเองได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671443

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.สุดล้ำ! จีนใช้ ‘แบคทีเรีย’ พัฒนา ‘ผ้าซ่อมแซมตัวเองได้’นักวิทย์จีนพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็วจากการใช้แบคทีเรีย

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าคณะนักวิทยาศาสตร์จีนได้พัฒนาวัสดุยืดหยุ่นที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็วจากการใช้แบคทีเรีย ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ช่วยควบคุมแขนขาเทียมหรือที่เรียกว่า “เอ็กโซสเกลเลตัน” (exoskeleton) ได้

ผลการศึกษาซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เคมิคอล ไบโอโลจี (Nature Chemical Biology) เมื่อวันพุธ (22 ธ.ค.) ระบุว่าคณะนักวิจัยผสมแบคทีเรียเชิงวิศวกรรม 2 ชนิด ในสัดส่วนที่กำหนดอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อสร้างผ้าที่มีลักษณะคล้ายไฮโดรซอล (hydrosol) ซึ่งเป็นของเหลวชนิดหนึ่ง

คณะนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีขั้นสูงเซินเจิ้น(SIAT) สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ทำการเชื่อมชิ้นส่วนแอนติเจนเข้ากับเนื้อเยื่อของแบคทีเรียตัวหนึ่ง และเชื่อมชิ้นส่วนแอนติบอดีชิ้นหนึ่งเข้ากับแบคทีเรียอีกตัวหนึ่ง

ผลการศึกษาพบว่าชิ้นส่วนแอนติเจนและชิ้นส่วนแอนติบอดีสามารถยึดติดกันได้ ทำให้ผ้าที่สร้างจากแบคทีเรียสามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างรวดเร็วเมื่อถูกฉีกขาด

คณะนักวิจัยใช้ประโยชน์จากความสามารถในการซ่อมแซมที่รวดเร็วของวัสดุดังกล่าวเพื่อสร้างเซนเซอร์ที่สามารถตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าชีวภาพและสัญญาณชีวกลศาสตร์จากร่างกายของมนุษย์ โดยการวิจัยพบว่าการนำไฟฟ้าของวัสดุผ้ายังคงความเสถียร แม้ผ่านการยืดและพับซ้ำหลายครั้ง วัสดุดังกล่าวจึงสามารถจับสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อได้อย่างแม่นยำและประเมินเจตนาการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ได้ในทันที

ผลการศึกษารายงานว่าอุปกรณ์สวมใส่ได้ที่สร้างจากวัสดุชนิดใหม่นี้สามารถควบคุมเอ็กโซสเกเลตันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเซ็นเซอร์แบบเดิม

นอกจากนั้น คณะนักวิจัยยังทำการปรับแต่งแบคทีเรียด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาบางชนิด ซึ่งทำให้วัสดุดังกล่าวสามารถย่อยสลายยาฆ่าแมลงให้เป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่ำได้

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนลงดาบเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซีอานฐานคุมโควิดไม่อยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671440

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 12:03 น.จีนลงดาบเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซีอานฐานคุมโควิดไม่อยู่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมืองซีอานของจีนถูกสั่งลงโทษหลังคุมการแพร่ระบาดไม่อยู่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทางการจีนสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองซีอานในมณฑลส่านซี ทางตะวันตกของประเทศ เนื่องจากล้มเหลวในการควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 จนต้องล็อกดาวน์เมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019 และยังแพร่กระจายไม่หยุดหลังจากผ่านมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์

วันนี้ (24 ธ.ค.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเมืองซีอาน 49 ราย ลดลงจากวันก่อนที่ติดเชื้อกว่า 60 รายจนต้องสั่งล็อกดาวน์ประชาชนกว่า 13 ล้านคนและเร่งปูพรมตรวจหาเชื้อเชิงรุกครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 3

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ความล้มเหลวนี้ส่งผลให้คณะกรรมการควบคุมระเบียบวินัยของเมืองซีอานสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รับผิดชอบในการควบคุม Covid-19 ทั้งหมด 26 ราย

การระบาดครั้งล่าสุดดูเหมือนจะเกิดจากการติดเชื้อที่สืบย้อนไปถึงเที่ยวบินจากปากีสถาน โดยเชื้อแพร่จากสนามบินในเมืองซีอานไปยังชุมชนท้องถิ่น ซึ่งน่าจะแพร่สู่กันเป็นห่วงโซ่และยังไม่สามารถติดตามได้

จากนั้นการติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นเป็นวันละหลายสิบคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และกระจายไปยังหลายพื้นที่ ทั้งยังเป็นต้นตอการแพร่ระบาดในเมืองตงก่วนของมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตของภาคใต้

China Daily via REUTERS

สหรัฐเตือนแล้ว ชุมนุมใหญ่ปลายปี ต่อให้ฉีดกระตุ้นก็ไม่เวิร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671436

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.สหรัฐเตือนแล้ว ชุมนุมใหญ่ปลายปี ต่อให้ฉีดกระตุ้นก็ไม่เวิร์กแพทย์ใหญ่สหรัฐเตือนฉลองใหญ่ไม่ปลอดภัยแม้จะฉีดวัคซีน 3 เข็ม

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐเตือนชาวอเมริกันก่อนจะถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง โดยระบุว่าประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วสามารถร่วมฉลองกับครอบครัวได้ แต่การเข้าร่วมการชุมนุมขนาดใหญ่นั้นไม่ปลอดภัย แม้ว่าจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้วก็ตาม

นายแพทย์เฟาซีอ้างถึงผลการศึกษาจากแอฟริกาใต้และสกอตแลนด์ซึ่งชี้ว่าโอมิครอนมีความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่เตือนชาวอเมริกันอย่าชะล่าใจและระมัดระวังป้องกันตัวเองอยู่เสมอ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่าประชาชนสามารถเฉลิมฉลองในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงได้หากได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว โดยไม่ต้องกลัวว่าจะป่วยหนัก 

“ผมทราบว่าชาวอเมริกันบางคนกำลังสงสัยว่าจะสามารถเฉลิมฉลองวันหยุดกับครอบครัวและเพื่อนๆ ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คำตอบคือใช่ คุณสามารถทำได้หากคุณและคนที่คุณฉลองด้วยได้รับวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น” ไบเดนกล่าวในการแถลงการณ์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.

ทั้งนี้ สหรัฐเผชิญกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้หลายคนต้องยกเลิกการเดินทาง และทบทวนการพบปะครอบครัวหรือเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลวันหยุด

โรเชลล์ วาเลนสกี้ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐระบุว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐโดยเฉลี่ยในรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่ 149,300 รายต่อวัน เพิ่มขึ้น 25% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้เสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 3.5%

ขณะที่ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนคิดเป็น 73% ของผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐ และในบางพื้นที่ตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 90% อาทิ รัฐทางตะวันออกติดกับแอตแลนติก รัฐทางมิดเวสต์และตอนใต้ และรัฐทางตอนเหนือติดกับแปซิฟิก

Photo by MANDEL NGAN / AFP