ครั้งแรก! ไต้หวันพบเนื้อหมูจากไทยปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671429

วันที่ 24 ธ.ค. 2564 เวลา 11:10 น.ครั้งแรก! ไต้หวันพบเนื้อหมูจากไทยปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรไต้หวันตรวจพบ ‘เชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร’ ปนเปื้อนเนื้อหมูจากประเทศไทย

เว็บไซต์ Radio Taiwan International และ Focus Taiwan รายงานเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของไต้หวันตรวจพบเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) จากผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่นำเข้าจากประเทศไทยไปยังไถหนาน

กองตรวจสอบและกักกันสุขภาพสัตว์และพืช (BAPHIQ) ของไต้หวันระบุว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกทำเครื่องหมายครั้งแรกโดยที่ทำการไปรษณีย์ในไถหนานเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ก่อนที่จะทำการตรวจสอบในห้องแล็บวันที่ 17 ธ.ค. และพบว่าสินค้าปนเปื้อนเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และมีการยืนยันผลอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของไต้หวันกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัส ASF ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์เนื้อหมูจากประเทศไทย โดยสินค้าดังกล่าวจะถูกส่งคืน

ทั้งนี้ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF เป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกร แม้จะไม่ส่งผลต่อมนุษย์

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของไต้หวันเสริมว่าเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดค่อนข้างรุนแรงในเอเชีย โดยพบอย่างเป็นทางการแล้วในจีน มองโกเลีย เวียดนาม เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต อินโดนีเซีย อินเดีย ภูฏาน เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย

เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวทางการไต้หวันจึงเฝ้าระวังเชื้อไวรัสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว ไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือพัสดุที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อเข้าสู่ไต้หวัน

Photo by courtesy of the Bureau of Animal and Plant Health Inspection and Quarantine (BAPHIQ)

อธิบายให้เข้าใจ Web3 ยุคใหม่ของโลกอินเทอร์เน็ต คืออะไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671399

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 18:53 น.อธิบายให้เข้าใจ Web3 ยุคใหม่ของโลกอินเทอร์เน็ต คืออะไร? รู้จักประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ Web3 ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ที่ไร้ตัวกลางคอยควบคุม

ระยะหลังมานี้มีการพูดถึง Web3 กันมากขึ้นในแวดวงเทคโนโลยี โดยถูกเรียกว่าเป็นอนาคตของโลกอินเทอร์เน็ตที่จะทำให้ “อินเทอร์เน็ตเป็นประชาธิปไตย” แต่มันมีแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากอินเทอร์เน็ตปัจจุบันนี้อย่างไร และจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทำไมเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk และ Jack Dorsey อดีตซีอีโอ Twitter ถึงดูไม่เชื่อมั่นกับมันเท่าไรนัก?

Web3 คืออะไร?

ก่อนที่จะไปรู้จักกับ Web3 ต้องขอเท้าความไปถึง Web1.0 และ Web2.0 ก่อน โดยในปี 1989 Tim Berners-Lee เป็นผู้คิดค้น World Wide Web แม้ว่าในตอนนั้นจะไม่ได้เรียกว่า Web1.0 แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาผู้คนเข้าสู่โลกออนไลน์

ต่อมาในปี 1999 เริ่มมีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Web2.0 ซึ่งเปลี่ยนอินเทอร์เน็ตไปในหลายๆ ด้าน ผู้คนสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์บนโลกเสมือนจริงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โต้ตอบกันได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งยุคนี้ทำให้บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Big Tech) เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก อาทิ Google Facebook Amazon และ Apple ซึ่งข้อมูลและเนื้อหาจะถูกรวมศูนย์ไว้ใน Big Tech เหล่านี้

Gavin Wood ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Web 3.0 Foundation ขึ้นในปี 2014 โดยมีแนวคิดว่าจะสร้างอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคตที่เป็นของทุกคน โดยไม่มีกลุ่มใหญ่อย่าง Google หรือ Facebook

กล่าวคือ Web3.0 หรือ Web3 จะเพิ่มเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าไปเพื่อต้องการทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และการกระจายอำนาจ ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ ชาวเน็ตทุกคนสามารถเป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลบนโลกออนไลน์ มีข้อมูลในมือเท่าๆ กันโดยไม่ต้องเสียเปรียบยักษ์ใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่ออธิบายว่า Web3 เป็นวิธีแก้ปัญหาสำหรับความกังวลเกี่ยวกับการที่ข้อมูลและเนื้อหาบนโลกออนไลน์ถูกรวมศูนย์ไว้ในบริษัท Big Tech ไม่กี่แห่งนั่นเอง

จะเกิดขึ้นจริงเมื่อไร?

การที่แนวคิดดังกล่าวจะเป็นจริงได้นั้นยังต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างเพื่อให้รองรับการเชื่อมต่อที่มีการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ก็มีเทคโนโลยีบางอย่างที่มีความใกล้เคียงกับ Web3 นั่นคือ คริปโตเคอร์เรนซี และ NFTs ที่ทำงานอยู่บนบล็อกเชนโดยไม่มีคนกลาง ปราศจากการควบคุม

ส่วนหนึ่งมองว่าแนวคิดนี้ยังคงห่างไกลจากความเป็นจริง หรืออาจใช้งานได้แค่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะพุ่งเป้าไปที่ผู้ค้าคริปโตเคอร์เรนซี

ขณะที่นักวิจารณ์บางส่วนมองว่าแนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของฟองสบู่สกุลเงินดิจิทัล หรือเป็นส่วนเสริมของแนวโน้มบนบล็อกเชนที่พวกเขามองว่าเกินจริงหรือเป็นอันตราย โดยเฉพาะ NFTs

อย่างไรก็ตาม มีรายงานจาก The New York Times ระบุว่านักลงทุนหลายรายที่เชื่อมั่นกำลังเดิมพันเป็นเงิน 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐว่า Web3 “คืออนาคตของอินเทอร์เน็ต”

Times of India ชี้ว่าหนทางยังคงอีกยาวไกล การกระจายอำนาจบล็อกเชนที่จะทำให้บริษัทใหญ่ไม่มีอำนาจควบคุมและมอบอำนาจนั้นให้แก่ชาวเน็ตทุกคน ดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นอุดมคติเกินไป แต่ในทางกลับกันหากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนก็คงแทบจะไม่มีใครคาดคิดว่าคริปโตเคอร์เรนซี และ NFTs จะกลายมาเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน

Elon Musk ซีอีโอบริษัท Tesla ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิด Web3 ด้วยเช่นกัน โดยกล่าวว่ามันดูเหมือนเป็นศัพท์ทางการตลาดมากกว่าความเป็นจริง

“ผมไม่ได้พูดนะว่า Web3 จะไม่เกิดขึ้นจริง แต่มันดูเป็นศัพท์ทางการตลาดมากกว่าที่จะเกิดขึ้นจริงในตอนนี้…ฟังดูล้ำมาก” Musk กล่าว

ด้าน Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Twitter ไม่เชื่อว่า Web3 จะทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นประชาธิปไตย เพียงแค่เป็น “ของเล่นของนายทุน” เขาไม่คิดว่าผู้คนจะเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต เพราะท้ายที่สุดแล้วอำนาจก็จะอยู่ที่นักลงทุนอยู่ดี

ตอนนี้หลายคนอาจมองว่า Web3 เป็นแนวคิดที่ไกลเกินความเป็นจริง แต่มันยังเร็วไปที่จะพูดแบบนั้น เพราะคนที่เกิดยุค 90 ก็คงไม่เชื่อเหมือนกันหากบอกว่าวันหนึ่งโทรศัพท์จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำทุกอย่างได้แบบนี้

REUTERS/Kacper Pempel/File Photo

ส่องเงินเดือนคนอเมริกัน อาชีพอะไรสุดอู้ฟู่ได้ปีละ 28 ล้านบาท?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671397

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 17:56 น.ส่องเงินเดือนคนอเมริกัน อาชีพอะไรสุดอู้ฟู่ได้ปีละ 28 ล้านบาท?ชาวอเมริกันจากหลากหลายอาชีพพากันแชร์ตำแหน่งงานและเงินเดือนของตัวเอง พบคนขับรถบรรทุกพ่วงทำเงินปีละเกือบล้านเหรียญ

ชาวอเมริกันสมาชิกชุมชน Buzzfeed บอกเล่าถึงอาชีพและแชร์ตัวเลขเงินเดือนของตัวเอง บางอาชีพทำเงินได้ไม่น้อย แต่ก็ถูกหักภาษีไปเกินครึ่ง

ผู้ที่ใช้ชื่อว่า anthonymarquez222 บอกว่าเป็นพยาบาล (travel nurse) ได้เงินค่าตอบแทนชั่วโมงละ 120-150 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,028-5,035 บาท และตอนที่เป็นพยาบาลประจำการ (staff nurse) ได้ชั่วโมงละ 35-38 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,174-1,275 บาท

Marquianlackland อาชีพขับรถบรรทุกพ่วง (Heavy Haul Truck Driver) บอกว่า “ผมขนส่งกังหันลม ปีกเครื่องบิน เครื่องยนต์ ปีนี้ได้เงินแล้ว 847,689.23 เหรียญสหรัฐ (28,456,079 บาท) หลังหักภาษี ค่าใบอนุญาต ค่ารถนำทาง ปีนี้ผมเหลือเงินกลับบ้านประมาณ 326,000 เหรียญสหรัฐ (10,942,190 บาท)”

alliewolf67 ทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Management Consultant) บอกว่า “ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกว่า 3 ปีจาก 1 ใน 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ได้ 75,000 เหรียญสหรัฐ (2,517,825 บาท)”

allysonflores อาชีพที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่ศูนย์พักพิงผู้พยพ (Clinical Counselor) ทำเงินปีละ 57,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,913,718 บาท แต่ตอนนี้มีค่าเสี่ยงภัยด้วยจึงได้เพิ่มเป็น 67,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,249,458 บาท

ผู้ใช้ชื่อว่า paulakristine อาชีพพยาบาลวิชาชีพ (Registered Nurse) ประจำศูนย์อุบัติเหตุซึ่งต้องดูแลอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถูกยิง ถูกแทง ทำเงินได้ปีละ 110,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 3,692,700 บาท “มันอาจจะวุ่นวายนิดหน่อย แต่ฉันชอบช่วยเหลือคนอื่น และมันก็ดีมากที่ได้ช่วยศัลยแพทย์ช่วยชีวิตใครสักคน”

ผู้ใช้ชื่อ millennialnerd10 อาชีพวิเคราะห์ข้อมูล/นักสถิติ (Data Analyst/Statistician) ที่บริษัทการเงินใหญ่แห่งหนึ่ง ทำเงินได้ราวปีละ 95,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 3,188,960 บาท บวกโบนัสอีก 15,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 503,550 บาท

ผู้ใช้ชื่อ creativelyj ซึ่งเป็นนักออกแบบงานกราฟฟิก (Art Designer) บอกว่า ทำงานในบริษัทสื่ออันดับต้นๆ โดยได้รับค่าตอบแทนปีละ 120,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,030,800 บาท สวัสดิการเต็มที่ วันลาหยุดแบบจ่ายค่าจ้างหลายวัน และผลประโยชน์อีกเพียบ

ผู้ใช้ชื่อ daltonbeam บอกว่า เป็นตัวแทนประกันชีวิต (Life Insurance Agent) ปีแรกได้เงิน 80,000-100,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,687,080-3,358,850 บาท รายได้ต่อเนื่อง (Residual income) อีกราวเดือนละ 10,000-15,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 335,825-503,722 บาท หลังจากทำงานมา 10 ปี

ผู้ใช้ชื่อ zucchiniomelette ซึ่งทำอาชีพประธานฝ่ายระดมทุน (Fundraising Director) ที่องค์กรไม่แสวงกำไรเล็กๆ ได้ค่าตอบแทนปีละ 48,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,611,840 บาท โดยไม่มีสวัสดิการอื่นๆ

ผู้ใช้ชื่อ chiromommy2130 ซึ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์บอกว่า ตัวเองเลือกอาชีพผิด เพราะมีดีกรีปริญญาโทแต่ได้ค่าตอบแทนเพียงปีละ 41,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,375,550 บาท

โค้ชวอลเลย์บอลที่ใช้ชื่อว่า kumiho บอกว่า เป็นโค้ชมาราว 5 ปีแล้วและโค้ชให้กับทีมระดับท็อปๆ มาหลายทีม และทำเงินจากฤดูกาลเล่นของผู้เล่น 1 คนต่อทีม (ราว 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 67,094 บาท) ตั้งแต่เดือน ธ.ค.-พ.ค. เงินนี้รวมการฝึกสัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อทีม และการแข่งอย่างน้อยสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เจ้าตัวยังรับเทรนเป็นการส่วนตัวโดยคิดชั่วโมงละ 30-75 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,006-2,515 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเทรนกี่คน

ผู้ใช้ชื่อ dylanscottl บอกว่า รับสร้างบทเรียนออนไลน์ (Online Course Builder) ได้เงินปีละ 65,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,180,425 บาท

ผู้ใช้ชื่อ sothias อาชีพ วิศวกรสำนักงานภาคสนาม (Engineering Documentation) บอกว่า “ไม่ได้เป็นวิศวกร แต่ทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับเอกสารในแผนกวิศวกร ทำเงินได้ปีละ 71,500 เหรียญสหรัฐ (2,398,217 บาท)”Cassjbruce ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด (Marketing Specialist) บอกว่าทำงานนี้มา 3 ปี ได้เงิน 36,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,207,494 บาท

Esamor ผู้ช่วยแพทย์บอกว่า เป็นผู้ช่วยแพทย์ด้านเวชกรรมในรัฐยูทาห์ หลังจากหักภาษีและรวมสวัสดิการต่างๆ แล้ว มีรายได้ปีละ 20,000 กว่าเหรียญสหรัฐ หรือ 670,870 บาท เจ้าตัวตัดสินใจเปลี่ยนไปเป็นคอลเซ็นเตอร์ซึ่งได้เงินปีละเกือบ 37,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,241,109 บาท และยังบ่นว่า “ปริญญากับเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของเราช่างไร้ค่าจริงๆ”

lrc111111 เป็นที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ (Public Relations Advisor) ที่บริษัทน้ำมันและก๊าซบอกว่า ได้ปีละ 81,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,717,833 บาท บวกกับโบนัสรายปีอีก 12,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 402,636 บาท สวัสดิการเต็มที่ และเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

kenta42e4995b4 ครูโรงเรียนประถม (Elementary School Teacher) บอกว่าได้ 48,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,609,944 บาท และตัดพ้อว่า “เงินเดือนต่ำมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเราต้องทำ”

ผู้ใช้ชื่อ anlha บอกว่า อาชีพผู้บริหารสำนักงาน (Office Manager) ได้เงินปีละ 65,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,180,035 บาท

yellowbuggy15 อาชีพเภสัชกร (Retail Pharmacist) บอกว่าฐานเงินเดือนอยู่ที่ปีละ 118,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 3,957,602 บาท แต่เมื่อปีที่แล้วบวกกับค่าโอทีด้วยอยู่ที่ 125,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,192,625 บาท

ผู้ใช้ชื่อ hillarywillson ซึ่งทำอาชีพผู้ฝึกสอนนักกีฬา (Athletic Trainer) บอกว่าได้ค่าตอบแทนปีละ 55,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,844,755 บาท

alliewolf67 ครูสอนวิชาชีววิทยาในรัฐมิสซิสซิปปีได้ค่าตอบแทนปีละ 48,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,609,968 บาท หลังจาก Buzzfeed แชร์ข่าวนี้ลงในเฟซบุ๊คก็มีชาวอเมริกันเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือแชร์ประสบการณ์ของตัวเองอีกมากมาย และส่วนหนึ่งคอมเม้นต์คล้ายๆ กันว่าครูและพยาบาลเป็นอาชีพที่รายได้ต่ำเมื่อเทียบกับงานที่ทำ

หรือบางคนมาแนวขำๆ อย่างเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Samantha Garzo บอกว่า “ตอนนี้เป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนรัฐบาล ได้ค่าตอบแทนปีละ 17,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 569,814 บาท ฉันน่าจะลาออกแล้วเปลี่ยนไปทำการตลาดแทน!”

REUTERS/Caitlin O’Hara

สามเข็มเอาไม่อยู่ Sinovac ต้านโอมิครอนไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671387

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 16:28 น.สามเข็มเอาไม่อยู่ Sinovac ต้านโอมิครอนไม่ได้ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ระบุว่า 2 เข็มของ Sinovac เอาไม่อยู่ ล่าสุดเข็มกระตุ้นก็ช่วยไม่ได้เช่นกัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า วัคซีนของบริษัท Sinovac จำนวน 2 โดสและวัคซีนกระตุ้นอีก 1 โดส รวมเป็น 3 เข็มไม่สามารถที่จะสร้างแอนติบอดี้ที่ทำให้เชื้อโอมิครอนเป็นกลางหรือทำลายเชื้อดังกล่าวได้

นี่เป็นผลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮ่องกง (University of Hong Kong) และมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) ก่อนหน้านี้ ผลการศึกษษของสถาบันเดียวกันระบุว่าวัคซีนครอบถ้วน (หรือ 2 เข็ม) ของ Sinovac ไม่สามารถป้องกันโอมิครอนได้ และกระตุ้นให้มีการฉีดเข็มที่ 3

การวิจัยนำโดย Malik Peiris และ David Hui ได้ตรวจสอบการผลิตแอนติบอดีต่อต้านไวรัสในเลือดของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนด้วยวัคซีน 2 เข็มที่ใช้ในฮ่องกงในปัจจุบัน พวกเขายืนยันว่าวัคซีนทั้งของ Sinovac และ BioNTech SE ไม่เพียงพอที่จะป้องกันโอไมครอนถ้าฉีด 2 เข็ม

อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยระบุว่า ถ้าบุคคลใดๆ ได้รับวัคซีนครบถ้วนจาก Sinovac แล้ววัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนของ BioNTech SE ก็จะช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดี้ป้องกันร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลการวิจัยล่าสุดนี้ สวนทางกับผลการศึกษาของบริษัท Sinovac เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ระบุว่าการฉีดวัคซีน Sinovac จำนวน 3 เข็มสามารถเพิ่มภูมิคุ้นกันโอมิครอนได้ 94%

บริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับระดับของแอนติบอดีต้านไวรัสที่ผลิตขึ้นหรือระยะเวลาหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว การวัดถูกวัด แต่กล่าวว่าผู้ป่วย 94% หรือ 45 คนจาก 48 คนที่ได้รับวัคซีนครั้งที่ 3 มีระดับแอนติบอดีที่ตรวจพบได้ จากการายงานของ SCMP

Photo by Rami al SAYED / AFP

เชื่อหรือไม่ หินก้อนนี้ทำนายสภาพอากาศได้แม่นสุดๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671383

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 15:49 น.เชื่อหรือไม่ หินก้อนนี้ทำนายสภาพอากาศได้แม่นสุดๆมันคือ Weather rock ที่ปรากฏตัวในประเทศตะวันตกบางแห่ง พบมากในสหรัฐ แต่มันทำนายสภาพดินฟ้าอากาศได้จริงหรือเปล่า?

คำตอบก็คือ “จริง” มันสามารถทำนายว่าสภาพอากาศตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่มันทำได้จริงในแบบกวนๆ เพราะ Weather rock เป็นการเล่นกับอารมณ์ขันมากกว่า มันยังล้อเลียนกับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนซึ่งใช้ในการพยากรณ์อากาศสมัยใหม่ที่แม้จะไฮเทคขนาดไหน แต่ก็ยังทำนายได้ไม่ตรง 100% ผิดกับ “หินทำนายสภาพอากาศ” ที่แม่นสุดๆ

จะไม่ให้แม่นได้ยังไง เพราะมันมีเงื่อนไขที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นเอง Weather rock จะประกอบไปด้วยหินก้อนหนึ่งแขวนเอาไว้ด้วยโซ่หรือเชือกแล้วโยงกับเสาหรือกำแพง บนกำแพงหรือป้ายที่ตั้งไว้ใกล้ๆ กันนั้นจะมีวิธีการใช้งานเขียนไว้ ดังนี้

• ถ้าหินเปียก แสดงว่าฝนตก

• ถ้าหินแกว่ง แสดงว่าลมพัด

• ถ้าหินมีเงา แสดงว่าวันนั้นมีแดด

• ถ้าหินไม่มีเงาและไม่เปียก แสดงว่าท้องฟ้ามีเมฆมาก

• ถ้าหินมองเห็นยาก แสดงว่มีหมอก

• ถ้าหินเป็นสีขาวแสดงว่าหิมะตก

• ถ้าหินเคลือบด้วยน้ำแข็งแสดงว่ามีน้ำค้างแข็ง

• ถ้าน้ำแข็งหนาแสดงว่ามีน้ำค้างแข็งตกหนัก

• ถ้าหินเด้งแสดงว่าแผ่นดินไหว

• ถ้าหินอยู่ใต้น้ำแสดงว่ามีน้ำท่วม

• ถ้าหินอุ่นแสดงว่ามีแดด

• ถ้าหินหายไปแสดงว่ามีพายุทอร์นาโด

• ถ้าหากหินเปียกและแกว่งอย่างรุนแรงแสดงว่ามีพายุเฮอริเคน

จากข้อมูลกำกับนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่าทันคือเรื่องโจ๊กนั่นเออง แต่ถ้าดูดีๆ จะเถียงไม่ออก เพราะมันจริงทุกอย่างที่เขียนมา เรียกได้ว่าถ้าไม่แม่นตามที่ทำนายก็ให้เอาหินขว้างหัวได้เลย

บางแห่งอาจจะรู้สึกฮาไม่พอ ยังเติมข้อมูลการใช้งานเข้าไปอีกว่า “หากรู้สึกได้ถึงหินแต่มองไม่เห็นมัน แสดงว่าเป็นเวลากลางคืน หรือ หากหินมีคราบสีขาวให้ระวัง (ขี้) นก หรือ หากเชือกผูกหินถูกไฟไหม้แสดงว่ามีไฟป่า หรือ ถ้าเห็นมีหินสองก้อน กรุณาหยุดดื่มได้แล้ว เพราะคุณเมา”

Weather rock ที่บางแห่งก็มีกฎการบำรุงรักษาระบบเอาไว้ด้วย เช่น “โปรดอย่ารบกวนหินสภาพอากาศ มันเป็นเครื่องมือที่ปรับแต่งอย่างประณีต!”

Weather rock ปรากฏตัวหลายแห่ง โดยเฉพาะในสหรัฐ เช่น ฟอร์ท ดรัม ฐานทัพสหรัฐในนิวยอร์ก, สวนสัตว์บลูมิงตัน รัฐอิลลินอยส์, ฐานฝึกลูกเสือหลายแห่งทั่วสหรัฐ, ที่ร้านแมคโดนัลด์ในเมืองลิธกาว รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย, เมืองออสดอร์ป ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น เรียกได้ว่ามันเป็น “วัฒนธรรม” เรื่องกึ่งโจ๊กกึ่งจริงที่ได้รับการยอมรับในหลายพื้นที่เลยทีเดียว

อย่างภาพประกอบเรื่อง คือ หินสภาพอากาศที่ผับ Craven Arms เมืองเคเวิร์น แคว้นนอร์ท ยอร์กเชียร์ ประเทศสหราชอาณาจักน ขึ้นชื่อว่าแม่นยำกว่าพอล ฮัดสัน (Paul Hudson) นักพยากรณ์อากาศของ BBC เสียอีก (ภาพโดย Tom Knapp)

ต้อง 3 เข็ม วัคซีนกระตุ้น AstraZeneca ต้านโอมิครอนอยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671378

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 14:49 น.ต้อง 3 เข็ม วัคซีนกระตุ้น AstraZeneca ต้านโอมิครอนอยู่ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการของ Oxford เผยความคืบหน้าล่าสุดของวัคซีนที่ใช้มากที่สุดตัวหนึ่งในประเทศไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัท AstraZeneca กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีโดยอ้างข้อมูลจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นการศึกษาที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ระดับแอนติบอดีที่ได้จากวัคซีน AstraZeneca ต่อ Omicron หลังจากการฉีดบูสเตอร์สูงกว่าแอนติบอดีในผู้ที่ติดเชื้อและฟื้นตัวตามธรรมชาติจากโควิด-19

บริษัท AstraZeneca กล่าวเสริมว่า หลังจากฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ระดับการทำให้เป็นกลาง (หรือการทำลายเชื้อ) ต่อ Omicron นั้นคล้ายคลึงกับระดับการทำให้เชื้อ Delta เป็นกลางหลังจากฉีดสองครั้ง หรือหมายความว่าการฉีด 2 เข็มทำลายเดลตาได้ แต่ต้องฉีด 3 เข็มถึงจะทำลายโอมิครอนได้

ศาสตราจารย์เซอร์ จอห์น เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร และหนึ่งในคณะผู้วิจัยกล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่เห็นว่าวัคซีนในปัจจุบันมีศักยภาพที่จะป้องกันโอมิครอนได้หลังการให้เข็มกระตุ้นครั้งที่สาม ผลลัพธ์เหล่านี้สนับสนุนการใช้ตัวกระตุ้นเข็มที่สามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์วัคซีนระดับชาติ (ของสหราชอาณาจักร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของเชื้อที่น่าเป็นห่วง ซึ่งรวมถึงโอมิครอน”

ผู้ผลิตยาสัญชาติแองโกล-สวีเดน กล่าวว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดซึ่งทำการศึกษานี้ทำการทดสอบอย่างอิสระโดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับวัคซีน ของ AstraZeneca

Photo by GABRIEL BOUYS / AFP

ครั้งแรก! TikTok โค่น Google ขึ้นแท่นเว็บที่มีคนใช้งานมากที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671376

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 14:44 น.ครั้งแรก! TikTok โค่น Google ขึ้นแท่นเว็บที่มีคนใช้งานมากที่สุดติ๊กต๊อกแซงหน้ากูเกิลเป็นเว็บที่มีคนใช้งานมากที่สุดในปีนี้หลังได้รับความนิยมช่วงโควิดระบาด

Cloudflare บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยไอทีของสหรัฐพบว่า แอพพลิเคชัน TikTok สัญชาติจีนโค่นแชมป์เก่าอย่าง Google ขึ้นแท่นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกประจำปีนี้ได้เป็นครั้งแรก หลังจากได้รับความนิยมท่วมท้นในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19

TikTok ขยับขึ้นเป็นที่ 1 ในเดือน ก.พ., มี.ค. และ พ.ค. และแซงขึ้นเป็นผู้นำเหนือแอพพลิเคชั่นจากฝั่งสหรัฐหลังวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งนับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพราะเมื่อปีที่แล้ว TikTok อยู่ในอันดับ 7 ตามหลัง Facebook, Microsoft, Apple, Netflix, Amazon และ Google ซึ่งอยู่ในอันดับ 1

ข้อมูลระบุว่า TikTok มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือน โดยก่อนหน้านี้ TikTok ฮิตในกลุ่มวัยรุ่น ทว่าช่วงที่ Covid-19 ระบาด TikTok กลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่อายุมากกว่านั้นด้วย

เว็บไวต์ Statista ระบุว่า ปีที่แล้วผู้ใช้อายุระหว่าง 15-25 ปีในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 180%

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

IATA เตือน Omicron เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อบนเครื่องบิน 3 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671365

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 13:34 น.IATA เตือน Omicron เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อบนเครื่องบิน 3 เท่าผู้โดยสารเครื่องบินเสี่ยงติดโอมิครอนบนเครื่องมากกว่าปกติ 2-3 เท่า

เดวิด พาวเวลล์ แพทย์และที่ปรึกษาทางการแพทย์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เผยกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า นับตั้งแต่มีสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ผู้โดยสารเครื่องบินมีโอกาสติด Covid-19 มากกว่า 2 หรือ 3 เท่าระหว่างอยู่บนเครื่องบิน

แม้ว่าเครื่องบินพาณิชย์จะมีระบบกรองอากาศแบบเดียวกับที่ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งทำให้ความเสี่ยงติดเชื้อบนเครื่องบินน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสถานที่แออัดบนพื้นดิน อาทิ ห้างสรรพสินค้า แต่โอมิครอนกำลังแพร่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่นักเดินทางจำนวนมากเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินในช่วงเทศกาลวันหยุดสิ้นปีและการรวมตัวกันของครอบครัว

พาวเวลล์เผยว่า ชั้นธุรกิจอาจปลอดภัยกว่าชั้นประหยัดที่ผู้โดยสารหนาแน่น และเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ผู้โดยสารควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแบบเผชิญหน้ากัน และพื้นผิวที่ถูกสัมผัสจับต้องบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่นั่งติดกับผู้อื่นควรหลีกเลี่ยงการถอดหน้ากากอนามัยในเวลาเดียวกันระหว่างรับประทานอาหาร

“ความเสี่ยง (บนเครื่องบิน) อาจเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่ความเสี่ยงในการไปซูเปอร์มาร์เก็ตหรือขึ้นรถโดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้น” พาวเวลล์เผย

Michael A. McCoy/Getty Images/AFP

ข้อมูลล่าสุดจาก 3 ประเทศเทียบความรุนแรง Omicron-Delta

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671358

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 12:55 น.ข้อมูลล่าสุดจาก 3 ประเทศเทียบความรุนแรง Omicron-Deltaเปิดผลวิจัยอังกฤษ-สกอตแลนด์-แอฟริกาใต้ เทียบอัตราเข้าโรงพยาบาล Omicron-Delta

Bloomberg และ The New York Times รายงานผลการศึกษา 3 ชิ้นจากอังกฤษ สกอตแลนด์ และแอฟริกาใต้ ชี้ให้เห็นว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีโอกาสก่อให้เกิดอาการป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา จุดประกายให้เกิดความหวังว่าการแพร่ระบาดระลอกนี้อาจไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด แต่ก็ยังไม่สามารถชะล่าใจเนื่องจากผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อโอมิครอนที่ลดลงในทั้ง 3 ประเทศก็อาจเกิดจากการที่ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นมีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่ว่าจะจากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อน

สกอตแลนด์

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สกอตแลนด์ พบว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ลดลง 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา แต่มีโอกาสติดเชื้อซ้ำมากกว่าเดลตาถึง 10 เท่า

ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาจากผู้ติดเชื้อโอมิครอน 23,840 คน และผู้ติดเชื้อเดลตา 126,511 คน ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. ถึง 19 ธ.ค. พบว่ามีผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่ต้องเข้าโรงพยาบาล 15 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อเดลตาเข้าโรงพยาบาล 856 คน

ผลการศึกษายังพบว่าการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนอกจากจะเสริมภูมิคุ้มกันต่อเดลตาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโอมคิรอนแบบแสดงอาการ 57% เมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีน 2 เข็มมาอย่างน้อย 25 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้ผู้ติดเชื้อโอมิครอนอาจมีโอกาสป่วยหนักน้อยกว่าเดลตา แต่มันแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งหากผู้ติดเชื้อยังคงพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวแบบนี้ก็อาจมีวันที่จำนวนผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลจากโอมิครอนมากกว่าเดลตา

อังกฤษ

ทีมวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอน ได้ทำการศึกษาผู้ติดเชื้อในอังกฤษระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. ถึง 14 ธ.ค. พบว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลลดลง 40% ถึง 50% เมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อเดลตา

“หลักฐานเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าโอมิครอนก่อความเสี่ยงในการรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าเดลตา แต่การติดเชื้อจำนวนมากก็นำไปสู่การรักษาในโรงพยาบาลจำนวนมากเช่นกัน” ทีมวิจัยกล่าว

ทว่า ภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วหรือเคยติดเชื้อมาก่อนมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอกับโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่ก็ยังถือว่าเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

แอฟริกาใต้

ผลการศึกษาจากแอฟริกาใต้ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ medrxiv.org ชี้ว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีโอกาสเกิดโรคร้ายแรงน้อยลง 70% และมีโอกาสเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยลง 80% เมื่อเทียบกับการติดเชื้อเดลตา แต่หากป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงจากโอมิครอนและเดลตานั้นพอๆ กัน

ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาตัวอย่างผู้ติดเชื้อ 161,328 คนในแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. ถึง 6 ธ.ค. พบว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลคิดเป็นสัดส่วน 2.5% ขณะที่ผู้ติดเชื้อเดลตาที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลคิดเป็น 12.8%

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยคาดการณ์ว่าการที่มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลน้อยอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ป่วยหลายคนได้รับวัคซีนแล้วหรือเคยติดเชื้อมาก่อน

รายงานระบุว่าโอมิครอนอาจอันตรายน้อยกว่าเดลตา อย่างน้อยก็ในพื้นที่ที่มีภูมิคุ้มกันสูง ถึงกระนั้นแม้ว่าโอมิครอนจะมีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดโรคร้ายแรงน้อยกว่าเดลตา แต่แพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่า

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐกล่าวว่า “เมื่อมีการติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าจะรุนแรงน้อยกว่าก็ตาม มันก็ไม่สำคัญแล้วว่าจะมีอาการเล็กน้อยหรือปานกลาง” (เพราะการติดเชื้อจำนวนมากจะทำให้การรักษายากขึ้น)

ด้านองค์การอนามัยโลกชี้ว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงน้อยกว่าหรือมากกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ แต่สิ่งสำคัญคือการฉีดวัคซีนและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ว่าไวรัสจะก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรือไม่

Photo by Ina FASSBENDER / AFP

ฮ่องกงยึดเฮโรอีน 125 ล้านบาทซุกผลไม้กระป๋องส่งจากไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671357

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 12:15 น.ฮ่องกงยึดเฮโรอีน 125 ล้านบาทซุกผลไม้กระป๋องส่งจากไทยทางการฮ่องกงยึดเฮโรอีนหนัก 22 กิโลกรัม มูลค่าเกือบ 125 ล้านบาทซุกซ่อนอยู่ในผลไม้กระป๋องที่ส่งมาจากไทย

เว็บไซต์รัฐบาลฮ่องกงระบุว่า ศุลกากรฮ่องกงยึดเฮโรอีนน้ำหนักราว 22 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 29 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือ 124,820,896 ล้านบาท ในเขตหยวนหล่างเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. และจับกุมชายผู้ต้องสงสัย 2 ราย อายุ 20 และ 23 ปี เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 16 เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบสินค้าที่ขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทางมาจากประเทศไทย ซึ่งสำแดงว่าเป็นผลไม้กระป๋อง 40 กล่อง ณ จุดที่นำสินค้าออกมาจากตู้คอนเทนเนอร์ในเขตหยวนหล่าง โดยพบห่อเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในผลไม้กระป๋อง 72 กระป๋องจาก 3 กล่อง

ขณะนี้ทางการกำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความเป็นไปได้ที่จะจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมยังไม่ถูกตัดออกไป

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายฮ่องกง การลักลอบขนยาเสพติดถือเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษปรับสูงสุดถึง 5 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 21,541,170 บาท และจำคุกตลอดชีวิต