รู้จัก ‘สุนทร ปานแสงทอง’ รัฐมนตรีป้ายแดง แก๊งปากน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/537711

นายหัวไทร

01 ธ.ค. 2565

รู้จัก 'สุนทร ปานแสงทอง' รัฐมนตรีป้ายแดง แก๊งปากน้ำ

สุนทร ปานแสงทอง บนเก้าอี้รัฐมนตรี ที่ถูกมองกันว่า เป็นซื้อใจบ้านใหญ่ ‘ปากน้ำ’ ตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สัญญาไว้

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้ง นายสุนทร ปานแสงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วย (รมช.) ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่ามกลางเสียงถามอื้ออึงว่า “แล้วสุนทร ปานแสงทอง” เป็นใคร มาจากไหน

หลังนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณปรับ ครม.ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า กลุ่มปากน้ำได้โควต้ารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง และส่งชื่อไปให้นายกรัฐมนตรีแล้ว “เป็นผู้ชาย และเป็นคนนอก”

 รัฐมนตรีใหม่ป้ายแดงคนนี้ มีตำแหน่งทางการเมืองก่อนหน้านี้ เป็น รองนายก อบจ.สมุทรปราการ ที่มี “ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย” เป็นนายกฯ อบจ. ภายใต้การสนับสนุนของ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” บ้านใหญ่ปากน้ำ

สุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรฯสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรฯ

ตามประวัติไม่เคยผ่านการเป็น ส.ส.มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว ข้องแวะเพียงแค่การเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 สมุทรปราการ เมื่อปี 2548 ให้กับ “พรรคมหาชน” และเป็นผู้สมัครเขต 4 สมุทรปราการ ในนามพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2562 เท่านั้น

ในทางการเมือง ถือเป็นคนที่มีโปรไฟล์ชัด มาจากบ้านใหญ่ อัศวเหม

ซึ่งเรื่องนี้ สอดคล้องกับที่เจ้าตัวออกมาขอบคุณ หลังได้รับโปรดเกล้าฯ

“ขอบคุณกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ที่นำโดย นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ที่สนับสนุนการทำงานและผลักดัน ให้รับหน้าที่ในตำแหน่ง”

ดังนั้น เมื่อ นายชนม์สวัสดิ์ สนับสนุน โควต้านี้ก็ถือเป็นของพรรคพลังประชารัฐ ตามที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ เคยรับปากกับ “กลุ่มปากน้ำ” ไว้

ทั้งนี้ หากจำกันได้ การรับปากดังกล่าว เกิดขึ้นจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบที่ผ่านมา ที่ ส.ส.กลุ่มปากน้ำไม่ไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

6 ส.ส.กลุ่มปากน้ำ อันประกอบด้วย  นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ส.ส.บัญชีรายชื่อ กับอีก 5 ส.ส.สมุทรปราการ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก, นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ, น.ส.ภริม พูลเจริญ, นายยงยุทธ สุวรรณบุตร, นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ออกมาเขย่าเก้าอี้ “มท.1” ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ให้เสียวสันหลังวาบ

ด้วยการโหวตสวนมติพรรคตัวเอง ลงมติไม่ไว้วางใจ พล.อ.อนุพงษ์ พร้อมๆ กับการเรียกร้องให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค มานั่งในตำแหน่ง มท.1 แทนด้วย

โดย นายกรุงศรีวิไล เรียกการโหวตสวนในคราวนั้นว่า เป็นการกระตุกหนวดเสือ

“รมว.มหาดไทย ที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลและเคยสัญญาว่าในพื้นที่สมุทรปราการ มีอะไรให้แจ้ง แต่พอแจ้งกับเจ้าตัว กลับไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะกระทรวงไม่ส่งมาที่จังหวัด ทำอะไรไม่ได้ นี่เรียกว่ากระตุกหนวดเสือ เสือหลับจึงเรียกให้ตื่น มาดูลูกๆ บ้างว่าเป็นยังไง”

อย่างไรก็ตาม การออกมางัดข้อของกลุ่มปากน้ำในคราวนั้น ทำให้หลังจากจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ “บิ๊กป้อม” ต้องรุดไปถึงปากน้ำ เพื่อเคลียร์ใจ  จนเกิดภาพฮือฮาว่อนโซเซียล นายกรุงศรีวิไลล้มกราบเท้าบิ๊กป้อม กระทั่งขึ้นหน้า 1 เช้าวันรุ่งขึ้นทุกฉบับ

ผลจากการปิดห้องเคลียร์ใจวันนั้น แทนที่จะถูกคาดโทษหมายหัวที่ทำให้น้องป๊อกของพี่ใหญ่เสียหน้า เหมือนๆกับที่ “ก๊วนธรรมนัส” เคยก่อหวอดแต่ผลกลับตาลปัตร นอกจากไม่เอาผิดที่โหวตสวนมติพรรคแล้ว ตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ของ นายสุนทร คือสิ่งที่บิ๊กป้อมรับปากในวันนั้น และมอบให้ในวันนี้แม้จะผ่านมาหลายเดือน แต่ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางการเมืองของ นายสุนทร ปานแสงทอง จาก “รองนายกฯอบจ. สู่เก้าอี้รัฐมนตรี

รัชกาลที่1 โปรดเกล้าฯ ให้ปลด สมเด็จสังฆราช ที่ พระเจ้าตาก ทรงตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/537654

เปรียญ12

30 พ.ย. 2565

รัชกาลที่1 โปรดเกล้าฯ ให้ปลด สมเด็จสังฆราช ที่ พระเจ้าตาก ทรงตั้ง

เหตุในต้นแผ่นดิน รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ปลด สมเด็จสังราช ที่พระเจ้าตาก ทรงเคยแต่งตั้ง เหตุกราบไหว้ฆราวาส

พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชอำนาจในการสถาปนาหรือถอดถอนสมเด็จพระสังฆราชมาแต่โบราณกาล เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสิน และ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่างก็ทรงปลด สมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลของพระองค์มาแล้ว
ส่วนเรื่องที่เล่าวันนี้ จะเล่าเรื่อง สมเด็จพระวันรัต องค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ไปเกี่ยวข้องกับตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ด้วย เพราะสมเด็จพระวันรัต หรือพระพนรัตน์องค์แรก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ถูกพระมหากษัตริย์ปลดจากสมเด็จพระสังฆราช นั่นเอง

วัดหงส์รัตนารามวัดหงส์รัตนาราม

สมเด็จพระวันรัต วันนี้ คือพระพนรัตน์ สมัยก่อน
และพระพนรัตน์ องค์แรกที่จะเล่านี้ เคยเป็นถึงสมเด็จพระสังฆราชในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  แต่รัชกาลที่ 1ทรงปลดออก   แล้วตั้งให้เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) ว่าที่ พระพนรัตน์ รองสมเด็จพระสังฆราช ที่ไม่ให้ลาสิกขา แต่ลดมาหนึ่งตำแหน่งเพราะเป็นผู้ทรงความรู้ในพระไตรปิฎก ควรรักษาไว้ 
 อดีตสมเด็จพระสังฆราช(ชื่น) จึงเป็นพระพนรัตน์ องค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ 

ตามประวัตินั้น ท่านเกิดในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อพ.ศ. 2272  มีชื่อเดิมว่าชื่น เมื่อรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ท่านยังหนุ่มมีอายุเพียง 52 ปี
 

ก่อนมาอยู่กรุงธน เคยดำรงตำแหน่งพระธรรมธีรราชมหามุนี ตำแหน่งสังฆราชเมืองแกลง มาก่อน ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินนิมนต์ให้มาครองวัดหงษ์ ทรงตั้งให้เป็นพระโพธิวงศ์

วัดหงส์รัตนารามวัดหงส์รัตนาราม
 การที่มาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เพราะถวายพรถูกพระราชหฤาทัยสมเด็จพระเจ้าตาก เรื่องนี้เกิดในช่วงสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระสัญญาณวิปลาสทรงเข้าใจว่าพระองค์บรรลุโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล จึงถามพระผู้ใหญ่ ที่มีสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง)เป็นประธานว่า พระสงฆ์ จะไหว้อริยบุคคลที่เป็นฆราวาสได้ หรือไม่


 ในเรื่องนี้พระสงฆ์มีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย


ฝ่ายหนึ่งที่มี สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)  เป็นผู้นำ ว่าไม่ได้ เพราะอย่างไรเสีย ฆราวาส ถึงจะบรรลุธรรม เป็นโสดาบัน เป็นอริยบุคคล  แต่อยู่ในเพศที่ต่ำ มีศีลน้อยเทียบกับพระภิกษุสงฆ์ ที่มีเพศสูง เพราะมีศีลมากกว่า
  พระเถระที่เห็นด้วยกับสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ได้แก่พระพุทธาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทร์)และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม(วัดโพธิ์)
 ความเห็นทั้ง 3 รูปนั้น ไม่ถูกพระราชหฤาทัย สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงถูกลงโทษ คือถูกถอดจากสมณศักดิ์ และถูกทำโทษ โดยถูกเฆี่ยนตี และให้ขนของโสโครกในวัดหงษ์ เป็นต้น
 

 ในขณะที่พระเถระอีกส่วนหนึ่ง นำโดยพระโพธิวงศ์ (ชื่น) วัดหงษ์ พระรัตนมุนี(แก้ว) วัดหงษ์ พระพุทธโฆษาจารย์ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆัง) ได้ถวายพระพรว่า พระสงฆ์ไหว้พระอริยบุคลลที่เป็นฆราวาสได้ 
 สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงโปรดคำถวายพระพร นี้ จึงโปรดอวยศ อวยตำแหน่งให้ โดยสถาปนาพระโพธิวงศ์ (ชื่น )วัดหงษ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช แทนสมเด็จสังฆราช (ศรี) ที่ถูกถอด และใหัตั้งพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระพนรัตน์ (สมัยพระเจ้าตาก)
ส่วนพระรัตนมุนี(แก้ว)ลาสิกขา ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาธรรมปรีชา (แก้ว) ตำแหน่งพระอาลักษณ์ ผู้แต่งไตรภูมิโลกวินิจฉัยกถา
 วัดหงส์รัตนารามวัดหงส์รัตนาราม
ครั้นรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์ นอกจากทรงปรับปรุงการปกครองราชอาณาจักรแล้ว มิได้ละเลยพุทธจักร
  ทรงยกกรณีพระสงฆ์ที่ถวายบังคม และไม่ถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าตากสินมาเป็นเรื่องด่วน ทรงวินิจฉัยแล้วโปรดให้ถอดยศ ลดตำแหน่งพระสงฆ์ที่ถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าตากทั้งหมด
  คือปลดสมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี ว่าที่ พระพนรัตน์ (ตำแหน่งพระพนรัตน์ว่างพอดี)
 ทรงให้เหตุผลว่า พระทั้งนั้นลุแก่อำนาจภยาคติ เป็นประประมาณ
 ส่วนพระที่ไม่ยอมถวายบังคมพระเจ้าตาก รัชกาลที่ 1โปรดให้กลับมารับสมณศักดิ์ และตำแหน่งเดิม ได้แก่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่(วัดระฆัง) พระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดโพธิ์ ในปัจจุบัน) และพระพุทธาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทร์)
นี่คือที่มาของสมเด็จพระวันรัต หรือพระพนรัตน์องค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

อนึ่งบทบาทพระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) ว่าที่พระพนรัตน์ ในสมียรัชดาลที่ 1 ยังมีต่อ เมื่อถวายพระพรรัชกาลที่ 1 ว่า ไม่ควรถวายนิตยภัตแก่ภิกษุสงฆ์ เพราะพระจับเงินทองเป็นอาบัตินิสสัคคีย์ รัชกาลที่ 1 ทรงเห็นชอบ จึงให้ถวาย กัปปิยะจังหัน (สิ่งของ) แก่พระสงฆ์แทน
  ต่อมาพระธรรมธีรราชมหามุนีองค์เดิมนั้น นำผ้าส่าน ของพระราชทานเป็นเครื่องยศ ไปขายให้ศุภรัต เป็นเงิน 8 ตำลึง
ความทราบถึงสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) จึงให้ราชบุรุษกราบบังคมทูลในหลวง เมื่อทรงทราบ โปรดให้พระยาพระเสด็จเป็นตระลาการ ชำระคดี สืบสวนได้ความตามฟ้อง ทรงพระพิโรธ จึงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชพิจารณาโทษ สมเด็จพระสังฆราช ให้พระธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) ขนทราย 500 ตะกล้า และถอดจากสมณศักดิ์ มาเป็นพระธรรมไตรโลก (ถูกถอดครั้งที่ 2) พร้อมทั้งหลุดตำแหน่งว่าที่พระพนรัตน์ อีกด้วย 

ตรงนี้จึงประมาณการว่า พระธรรมธีรราชมหามุนี(ชื่น) ดำรงตำแหน่งว่าที่ พระพนรัตน์ 5 ปี ตั้งแต่ 2325 ถึง 2330 
(ความที่พระธรรมธีราชมหามุนี (ชื่น) เป็นพระหนุ่ม ความรู้สูง แม้จะถูกปลดจากตำแหน่งสังฆราช ก็ยังแสดงบทบาทในวงการสงฆ์ไว้มาก แต่เป็นเรื่องไม่ค่อยดี เช่นไม่ให้เกียรติสมเด็จพระสังฆราช ที่สูงวัย บางเรื่องก่อให้เกิดการแตกแยกความคิดทางวินัยเช่นเรื่องกฐินวัดนากและ วัดกลางเป็นต้น จึงมีชื่ออ้างถึงพฤติกรรมบ่อยๆในกฎหมายตรา 3 ดวง หรือกฏพระสงฆ์ฉบับที่ 7 ที่บัญญัติสมัยรัชกาลที่ 1เกือบทั้งฉบับ)

 เมื่อรัชกาลที่ 1 โปรดให้สังคายนาพระไตรปิฎก พระธรรมไตรโลก (ชื่น) ที่ถูกลงโทษ จึงไปขอสมเด็จพระสังฆราช ว่าขอเข้าร่วมด้วย จึงได้เป็นผู้ช่วยสมเด็จพระสังฆราช ในการชำระพระไตรปิฎก  โดยเป็นหัวหน้ากองชำระพระปรมัตถปิฎก (สันนิษฐานว่าพระอภิธรรมปิฎก)
 พระพนรัตน์ องค์แรก ในกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงจะมีวีรกรรมมาก ถูกปลดถึง 2 ครั้ง แต่เสียดายที่พงศาวดารมิได้บันทึกว่า ท่านถึง มรณภาพเมื่อไร อายุเท่าไร ทั้งๆที่เมื่อรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช(สมัยสมเด็จพระเจ้าตาก) มีอายุเพียง 52 ปีเท่านั้น

ถึงจะไม่รู้เรื่องส่วนตัวมาก แต่เป็นการเริ่มต้น พระพนรัตน์ หรือสมเด็จพระวันรัตแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีรวมกัน 24 องค์
และองค์ที่ 24 คือสมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหารจะออกเมรุวันที่ 1 ธันวาคม 2565

บ้านใหญ่ติดปีก “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” คนสนิทคั่วรัฐมนตรี หนี้บุญคุณป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/537639

ขุนน้ำหมึก

30 พ.ย. 2565

บ้านใหญ่ติดปีก “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” คนสนิทคั่วรัฐมนตรี หนี้บุญคุณป้อม

ม้าทองคำทะยานฟ้า “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” คนสนิทวัฒนา เป็น รมช.เกษตรฯ สมใจบ้านใหญ่ปากน้ำที่รอมานานกว่า 13 ปี หลังจาก มั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีคนสุดท้าย

13 ปีที่รอคอย “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” ดีใจ คนบ้านใหญ่ม้าทองคำ นั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ หลังจาก มั่น พัธโนทัย เป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

ลุงป้อมซื้อใจ “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” ให้สวมเสื้อ พปชร.สู้ศึกสมัยหน้า บ้านใหญ่ปากน้ำเหนื่อยแน่ เพราะ พท.ยุคอุ๊งอิ๊ง มาแรงเหมือนสมัยยิ่งลักษณ์

เป็นตามไปคำสัญญาลุงป้อม ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม จึงส่ง สุนทร ปานแสงทอง นั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในนามตัวแทนกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า 

สุนทร ปานแสงทอง อดีตรองนายก อบจ.สมุทรปราการ เคยเป็นผู้ช่วย ส.ส.ประจำตัว วัฒนา อัศวเหม อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และทำงานการเมืองอยู่ในบ้านใหญ่ม้าทองคำ มานานกว่า 40 ปี 

การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2548 วัฒนา อัศวเหม ร่วมกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ตั้งพรรคมหาชน เฉพาะสนามสมุทรปราการ วัฒนาส่ง สุนทร ปานแสงทอง ลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 (อ.บางพลี) แต่สุนทร ได้แค่ 10,994     คะแนน พ่ายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ พรรคไทยรักไทย

ต้นปี 2564 นันทิดา แก้วบัวสาย เข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.สมุทรปราการ และได้แต่งตั้ง สุนทร ปานแสงทอง เป็นรองนายก อบจ.คนที่ 1 

หลัง วัฒนา อัศวเหม หลบหนีออกจากประเทศไทย ก่อนที่ศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตที่ดินคลองด่าน เมื่อปี 2551 ทายาทตระกูลอัศวเหม ก็สืบทอดมรดกการเมือง จนกลายมาเป็นกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ในวันนี้

 สุนทร ปานแสงทอง คนสนิทวัฒนา สายตรงเสี่ยเอ๋ สุนทร ปานแสงทอง คนสนิทวัฒนา สายตรงเสี่ยเอ๋

‘รัฐมนตรีบ้านใหญ่’

ตลอดเวลา 3 ปีกว่า “เฮ้ง ชนม์สวัสดิ์” ผู้นำทัพม้าทองคำ มี ส.ส.ในมือ 6 คน สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะบริบทการเมืองปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต 

คอการเมืองคงจำได้ มั่น พัธโนทัย มือขวาของ วัฒนา อัศวเหม คือตัวแทนบ้านใหญ่ปากน้ำ ในยามที่เข้าร่วมรัฐบาล ต้องมีชื่อมั่น เป็นรัฐมนตรี 

การเลือกตั้งปี 2550 วัฒนา เข้าร่วมกับหลายกลุ่มการเมืองตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และได้เข้าร่วมรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำ

มั่น พัธโนทัย จึงได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไอซีที ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ปี 2552 มั่น พัธโนทัย เป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามโควต้าพรรคมาตุภูมิ ที่มี ส.ส. 6 คน เวลานั้น กลุ่มบ้านใหญ่ปากน้ำ แยกตัวออกมาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน และก่อตั้งพรรคมาตุภูมิ 

จากปี 2552 จนถึงปี 2565 เป็นเวลา 13 ปีที่บ้านใหญ่ม้าทองคำ รอคอยมาด้วยความอดทน แพ้แล้วแพ้อีก จนถึงวันประสบความสำเร็จ 

‘อนาคตสุ่มเสี่ยง’

“เอ๋ ชนม์สวัสดิ์” คงมีบทเรียนจากในอดีต การมีคนบ้านใหญ่เป็นรัฐมนตรี ก็ไม่เอื้อต่อชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.ส.มากนัก 

ต้องยอมรับ นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย บ้านใหญ่อัศวเหม ปราชัยในสนามเลือกตั้ง ส.ส. มาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 จนถึงปี 2554

แม้ วัฒนา อัศวเหม จะพยายามรักษาพื้นที่ โดยส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงสนามทุกครั้งในสีเสื้อที่แตกต่างกัน ทั้งพรรคราษฎร, พรรคมหาชน, พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคมาตุภูมิ แต่ก็สู้พรรคของทักษิณไม่ได้

การเลือกตั้งปี 2562 เสี่ยเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ พาทีมนักการเมืองบ้านใหญ่ปากน้ำเข้าซบพรรคพลังประชารัฐ ไม่ตั้งพรรคการเมืองเป็นของกลุ่มตัวเองเหมือนที่ผ่านมา

เหตุผลหนึ่งที่เสี่ยเอ๋ ต้องเข้ามาอยู่พรรค พปชร. เพราะมีเงื่อนไขพิเศษบางประการ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดี เมื่อผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มบ้านใหญ่ปากน้ำ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมุทรปราการ 5 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ชัยชนะของบ้านใหญ่ปากน้ำครั้งนี้ มาพร้อมกับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในสมุทรปราการ เมื่อพรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส. 1 คน เสี่ยเอ๋และกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า จึงต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด


การเลือกตั้งครั้งหน้า บ้านใหญ่ม้าทองคำ ต้องเจอพายุอุ๊งอิ๊ง เหมือนปี 2554 ที่เจอพายุยิ่งลักษณ์ กวาด ส.ส.เพื่อไทย ปากน้ำเข้าสภาฯยกจังหวัด ส่วนตัวแทนบ้านใหญ่พ่ายแพ้ยับเยิน

เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ จึงพยายามสร้างกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ให้มีฐานเสียงที่แข็งแกร่ง พร้อมจะเผชิญพายุเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ในการเลือกตั้งปี 2566
 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ        โดย … ขุนน้ำหมึก

“นริศ ขำนุรักษ์” ติดโควิด ก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ รับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537742

01 ธ.ค. 2565

"นริศ ขำนุรักษ์" ติดโควิด ก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ รับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

“นริศ ขำนุรักษ์” ติดโควิด เผย หมั่นตรวจตลอด แต่ไม่พบ กระทั่งวันนี้ตรวจเจอ 2 ขีด ก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

หลังจากที่มีการ โปรดเกล้าฯปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนาย “นริศ ขำนุรักษ์” ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามโควต้าพรรคประชาธิปัตย์  

ล่าสุด นายนริศ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะนำรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คนเข้าเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ตนได้ตรวจหาเชื้อ “โควิด-19” เป็นระยะ แต่ไม่พบเชื้อ กระทั่งวันนี้ในช่วงเย็นวันนี้ (1ธ.ค.) เมื่อไปถึงสำนักพระราชวัง ก่อนเข้าเฝ้าฯ ได้รับการตรวจอีกครั้ง ปรากฎว่าขึ้น 2 ขีด จากนั้นตรวจซ้ำถึง 3 ครั้ง ก็ยังพบเป็นผลเช่นเดิม แต่ไม่มีอาการอะไร  ส่งผลให้ตนยังไม้ได้เข้าเฝ้า
 

สำหรับการปรับครม. ครั้งนี้ มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีถึง 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 
-นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
-นายสุนทร ปานแสงทอง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (หลังจากที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่งเมื่อ 8 ก.ย. 64 )
-นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (หลังจากที่นายนิพนธ์ บุญญามณี ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อ 5 ก.ย. 65)  

“สอท.” ลุยชายแดนใต้ ดึง “สี จิ้นผิง” โมเดล แก้ยากจน ยกระดับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537695

01 ธ.ค. 2565

"สอท." ลุยชายแดนใต้ ดึง "สี จิ้นผิง" โมเดล แก้ยากจน ยกระดับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“สอท.” ประกาศ สร้างอนาคตชายแดนใต้ “สมคิด” สัญญาก่อนวางมือ ปลายขวานต้องดีขึ้น ด้าน”อุตตม” ชี้ เร่งแก้ยากจน พัฒนาเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน ด้าน”สนธิรัตน์” สานต่อโรงงานไฟฟ้า พร้อมสร้างศูนย์กลางสินค้าฮาลาล

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. โรงแรมอิมพีเรียล จังหวัดนราธิวาส พรรคสร้างอนาคตไทยจัดปราศรัยเปิดนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนใต้ ท่ามกลางชาวนราธิวาสเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ประกาศนโยบาย “สร้างอนาคตชายแดนใต้ สร้างอนาคตไทย”  ระบุว่า ตนอยู่การเมืองตั้งแต่ ปี 2543 ผ่านรัฐบาลมา 2 ยุค 2 สมัย ก่อนวางมือสัญญาว่าต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้นให้ได้

“สไตล์การทำงานของผมไม่ใช่คนที่บ้าการนั่งโต๊ะประชุม ถ้าผมนั่งโต๊ะประชุมหมายความว่า คนที่เรียกมาต้องเกี่ยวข้องกับงานที่ผมทำ และผมจะจี้ถามทุกวัน ถ้าไม่ทำผมจะทุบ” นายสมคิดกล่าว

สำหรับนราธิวาสเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย อยากขอให้ลบภาพที่ว่า 3 จังหวัดภาคใต้ไม่ปลอดภัย แรงงานไม่มีทักษะ ยากจน วันนี้ทุกอย่างมีความพร้อม แต่ขาดคนที่จะมาบริหารจัดการ 

ในบางช่วงที่นายสมคิดพูดถึงการพัฒนาพื้นที่นั้น ได้หยิบยกความคิดของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เรื่อง แก้ปัญหาความยากจนทุกครัวเรือน นำมาเป็นโมเดลการทำงาน โดยจะตั้งทีมแก้จนในทุกหมู่บ้าน มีตัวแทนของกรมการพัฒนาชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และนักศึกษา ทำการเคาะประตูบ้าน สำรวจต้นเหตุของปัญหาความยากจนในทุกบ้าน 

นำข้อมูลแต่ละครัวเรือนเป็นฐานในการที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ โดยให้เป็นอำนาจของชุมชนในการพิจารณาบ้านที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศจีน ขอโอกาสให้พรรคสร้างอนาคตไทย เข้าไปทำสิ่งเหล่านี้ และยืนยันทำด้วยใจ

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าพัฒนาชายแดนใต้ให้กลายเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอาเซียนทางทะเลกับอาเซียนบนบก เช่น การนำงบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) วงเงิน 10,000 ล้านบาท มาร่วมมือกับมาเลเซีย จัดตั้งฐานการผลิต สนับสนุนเงินทุนให้ครัวเรือนเลี้ยงปศุสัตว์ ผลิตสินค้าฮาลาล , ใช้กลไกของแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย(IMT-GT) ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยได้มีการสานต่อ มาใช้ในการขับเคลื่อนสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน 

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย

ด้านนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พูดถึงความท้าทายในปีหน้า เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานแพง ดอกเบี้ยแพง จะมัวพึ่งการท่องเที่ยวและส่งออก เพราะคนมีเงินก็จะเก็บเงินไว้ ดังนั้นนโยบายแรกของพรรค คือ แก้หนี้สินครบวงจร  เริ่มจากการบรรเทา หยุดภาระหนี้ด้วยการพักหนี้เป็นรูปธรรม 5 ปี ทั้งต้นทั้งดอก แล้วเติมทุนใหม่ ด้วยการจัดทำกองทุนสร้างอนาคตไทย มูลค่า 3 แสนล้านบาท จากงบประมาณส่วนที่ไม่สำคัญมาลงตรงนี้

พร้อมชูนโยบาย 5 สร้าง คือ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ , สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน , สร้างคน พัฒนาคน , สร้างสังคมที่เท่าเทียม กำจัดเหลื่อมล้ำ , ระบบการปกครอง การเมืองต้องสร้างสรรค์

โดยเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริม สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการมาขายของได้ คิดค่าธรรมเนียมน้อย คนเข้าถึงด้วยต้นทุนต่ำ รวมถึงเสนอทุนการศึกษาพัฒนาบ้านเกิดที่สอดคล้องกับพื้นที่และ​มีแนวคิดรื้อระบบงบประมาณ เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลกันเอง ไม่ใช่สั่งตรงมาจากข้างบนของกระทรวง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาส เป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคสร้างอนาคตไทย วันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ส.ส. แต่เราต้องการ คนมาร่วมสร้างบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า 

สิ่งที่ปรากฎต่อหน้าชาวนราธิวาสวันนี้ บ้านใหญ่อย่างนายกูเซ็งตัดสินใจเดินหน้าร่วมงานกับพรรค ซึ่งถือเป็นตัวแทนที่แข็งแรงที่สุดของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดูแลพี่น้องมามากว่า 30 ปีด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพราะการเลือกตั้งอย่างเดียว ทำให้เห็นว่า นายกูเซ็ง ไม่แพ้ มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียวัย 97ปี 

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า วันนี้บ้านเมืองสาหัสมาก หลังพวกเราลาออกจาก พรรคพลังประชารัฐ พิสูจน์ได้ว่า เศรษฐกิจเป็นอย่างไร จนเราต้องกลับมาอีกครั้ง 

ทั้งนี้หากเลือกพรรคสร้างอนาคตไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล จะอาสาทำ2 เรื่อง ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือ 

1. ทำเป็นพื้นที่พิเศษด้านพลังงาน เดินหน้าเรื่องโรงไฟฟ้าและให้พี่น้องชาวเกษตรสามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ได้ รวมถึงนโยบายติดโซล่าเซลล์ หากใช้ไฟฟ้าไม่ถึง จะลดค่าไฟฟ้า

2. ทำเป็นศูนย์กลางสินค้าฮาลาล ไม่ใช่เฉพาะอาหาร แต่รวมไปถึง การท่องเที่ยว เครื่องสำอางค์ สมุนไพร และสินค้าอื่นๆด้วย 

หากถามว่าทำไมพื้นที่ชายแดนใต้ แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพราะต้องเปลี่ยนแปลงภายใต้เศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะความมั่นคง 

ชาวนราธิวาสร่วมฟังปราศรัยชาวนราธิวาสร่วมฟังปราศรัยผู้บริหาร ว่าที่ผู้สมัครส.ส. และสมาชิก พรรคสร้างอนาคตไทยผู้บริหาร ว่าที่ผู้สมัครส.ส. และสมาชิก พรรคสร้างอนาคตไทย

เปิดใจ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” บ้านใหญ่นราธิวาส ลั่น “สร้างอนาคตไทย” เกิดแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537703

01 ธ.ค. 2565

เปิดใจ "กูเซ็ง ยาวอหะซัน" บ้านใหญ่นราธิวาส ลั่น "สร้างอนาคตไทย" เกิดแน่

“กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส 4 สมัย เผยสาเหตุออก พปชร. ย้ายซบ สอท. ชื่นชอบนโยบายและการทำงาน พร้อมลั่นพรรคนี้้เกิดขึ้นในพื้นที่แน่นอน

ปฏิเสธไปไม่ได้ว่า “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส 4 สมัย เป็นบ้านใหญ่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเคยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ก่อนย้ายซบพรรคสร้างอนาคตไทย 

วันนี้ 1 ธ.ค. “กูเซ็ง” ใจถึงสาเหตุการตัดสินใจร่วมงานพรรคนี้ว่า ตนชอบในนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคและทีมงานพรรค คิดว่าเป็นนโยบายที่ดูแลพื้นที่ได้ดี ไม่แน่อาจจะได้ ส.ส. ยกทั้งจังหวัดก็ได้ ด้วยหัวใจที่เรามาเล่นการเมืองอย่าคิดเห็นแก่ตัว แต่ต้องคิดถึงประชาชน

“ผมอยู่ท้องถิ่นมา 52 ปี รู้ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่จนที่สุด แต่วันนี้เรามาเลือกพรรคสร้างอนาคตไทยก็อาจจะดีขึ้นก็ได้ ผมก็แฮปปี้กับนโยบายพรรค การที่จะได้ฟังนโยบายจากนายสมคิดไม่ใช่ง่าย ค่าจ้างชั่วโมงละหมื่น ผมก็จ้างได้ แต่วันนี้นายสมคิดมาฟรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย พอฟังนโยยาบของนายสมคิดแล้ว ผมก็ตะลึง พวกเราอย่าลืมพรรคสร้างอนาคตไทยต้องเกิดแน่นอนในพื้นที่นราธิวาส” นายกูเซ็ง กล่าว

สำหรับการ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ในวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า นาย วัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ และเป็นลูกชายของนายกูเซ็ง จะลงสมัครในพื้นที่เดิม แต่ในสังกัดทางสร้างอนาคตไทย

นายกูเซ็ง ยาวอหะซันนายกูเซ็ง ยาวอหะซัน

‘สภาล่ม’ อีกแล้ว รัฐบาลรักษาองค์ประชุมไม่ได้ ขาดไป 10 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537702

01 ธ.ค. 2565

'สภาล่ม' อีกแล้ว  รัฐบาลรักษาองค์ประชุมไม่ได้ ขาดไป 10 เสียง

‘องค์ประชุม’ ไม่ครบ ยังเป็นปัญหา ทำให้การประชุมสภาเดินหน้าไม่ได้ สภาล่มครั้งที่สอง หลังประชุมเอเปค ขาดไป 10 เสียง

สภาล่มอีกแล้ว หลังชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภา ในวาระการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ…. วาระสอง ต่อจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา  โดยจะเป็นการลงมติในมาตรา 9/1 อีกครั้ง เนื่องจากในการประชุมเมื่อ 23 พฤศจิกายน พบว่า เสียงข้างมากของที่ประชุม  163 เสียงต่อ 75 เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ทำให้นายชินวรณ์ บุณเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะรองประธานวิปรัฐบาลขอให้ที่ประชุมลงมติใหม่เนื่องจากสมาชิกสับสนคำถาม ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติเสียงข้างมากให้ลงมติใหม่

ก่อนการลงมติดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฐานะวิปฝ่ายค้าน บอกว่า พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมรับต่อการลงมติใหม่ดังกล่าว โดยจะไม่ขอร่วมเป็นองค์ประชุม เพื่อลงมติมาตราดังกล่าวใหม่ หากเสียงข้างมากในสภาฯ​ลงมติใหม่ก็ได้หรือทำอะไรก็ได้ ขอให้ใช้องค์ประชุมฝ่ายของตนเอง แต่หากสามารถผ่านไปได้ จะขอร่วมทำงานต่อ โดยตนขอให้เร่งรัดองค์ประชุมในฝ่ายของรัฐบาลด้วย

บรรยากาศการประชุมสภาฯบรรยากาศการประชุมสภาฯ

ทั้งนี้ หลังจากเกิดกรณีดังกล่าวทำให้การประชุมสภาฯ เกิดปัญหาเรื่ององค์ประชุม และต้องรอองค์ประชุมนานกว่า 30 นาที ทำให้นายชวน ได้สอบถามผู้ควบคุมเสียงฝั่งรัฐบาลว่าจะให้รอหรือไม่  ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ขอให้รออีกหน่อย   

ประธานสภาฯ ให้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนแจ้งกับที่ประชุมว่า ได้ประสานกับผู้ควบคุมเสียงแล้ว ทราบว่าจะต้องใช้เวลารออีกนาน กว่าจะตามคนที่ไม่มา มาให้ครบองค์ประชุมได้ เมื่อองค์ประชุมแสดงตน ตอนนี้ 221  คน ยังขาดอีกกว่า 10 คน  เพื่อไม่เสียเวลา จึงสั่งปิดประชุม

เงื่อนงำประมูล ‘สายสีส้ม’ ยังไม่เคลียร์ ก้าวไกล จี้ถามรัฐมนตรีเรียงตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537692

01 ธ.ค. 2565

เงื่อนงำประมูล 'สายสีส้ม' ยังไม่เคลียร์ ก้าวไกล จี้ถามรัฐมนตรีเรียงตัว

ก้าวไกลยังไม่ให้ผ่าน พิรุธประมูล ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ส่วนต่างเกือบเจ็ดหมื่นล้าน ส่ง 7 คำถามคาใจ ให้รัฐมนตรีช่วยตอบ

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในคณะกรรมการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้ส่งจดหมายถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรายบุคคล เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการประมูลโครงการและเจรจาร่างสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

คณะอนุกรรมการฯ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับกรณีโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ข้อชี้แจงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเข้าร่วมการประมูลครั้งแรกและข้อชี้แจงของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีความกังวลอย่างยิ่งว่าผลการคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสีส้มอาจทำให้รัฐเสียหายเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ยื่นหนังสือสอบถามโครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มยื่นหนังสือสอบถามโครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ทั้งนี้ ยังได้พบข้อพิรุธอันอาจส่อถึงการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปอุดหนุนโครงการแบบมากเกินจำเป็นถึง 68,613 ล้านบาท ดังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง พร้อมได้ทำหนังสือสรุปประเด็นต่างๆ ส่งถึงคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ดังต่อไปนี้

1) การเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศ แบบส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะการประมูล

2) การยกเลิกการประมูลครั้งก่อน โดยที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย

3) การกีดกันการแข่งขัน โดยไม่ให้ BTS มีสิทธิเข้าประมูลรอบใหม่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเดินรถรายใหญ่เพียง 2 เจ้า คือ BTS และ BEM

4) คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ กรณีคณะกรรมการคัดเลือกปล่อยให้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ผ่านมาเป็นคู่เทียบ ทั้งที่ติดปัญหาด้านคุณสมบัติอยู่

5) การคิดราคากลาง 91,983 ล้านบาท แบบอุปโลกน์ ว่าส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตเป็นศูนย์ แล้วค่อยมาตัดสินกันด้วยการแข่งขันซึ่งไม่มีอยู่จริง

6) ความพยายามของคณะกรรมการคัดเลือกในการรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ ในการเจรจาต่อรอง

7) ส่วนต่าง 68,613 ล้านบาท นั้นมีอยู่จริง ต้องไปพิสูจน์ให้ทราบว่าทำไมการประมูลรอบแรก หาก BTS ชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่ในการประมูลรอบสองซึ่ง BEM ชนะ รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 78,288 ล้านบาท ทั้งที่ในทางเทคนิกคือสร้างสิ่งเดียวกัน คือรถไฟฟ้าสายสีส้ม แบบการก่อสร้างก็ไม่ได้เปลี่ยน ความยาวเท่าเดิม และจำนวนสถานีเหมือนเดิม

‘สร้างอนาคตไทย’ ฉก ตระกูลยาวอหะซัน ลงส.ส.นราธิวาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537688

01 ธ.ค. 2565

'สร้างอนาคตไทย' ฉก ตระกูลยาวอหะซัน ลงส.ส.นราธิวาส

เปิดตัวผู้สมัครส.ส.’นราธิวาส’ 3 เขตเลือกตั้ง ตระกูลยาวอหะซัน แปรพักตร์ ตีจากพลังประชารัฐซบพรรคสร้างอนาคตไทย

พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมด้วย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค , สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค , วัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และพันเอกสุชาติ จันทรโชติกุล แกนนำร่วม เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนราธิวาส พรรคสร้างอนาคตไทยจำนวน 3 เขต ได้แก่

นาย วัชระ  ยาวอฮะซัน  เขต 1

นายสารี สะมะแอ เขต 2

นายอามีน โต๊ะนากายอ เขต 4

โดยมี กูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส 4 สมัย ให้การต้อนรับ

พรรคสร้างอนาคตไทย เปิดตัวผู้สมัครส.ส.นราธิวาสพรรคสร้างอนาคตไทย เปิดตัวผู้สมัครส.ส.นราธิวาส

พรรคสร้างอนาคตไทยคาดหวังจะชิงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส เนื่องจากมี บ้านใหญ่ตระกูลยาวอหะซัน อย่างกูเซ็ง นายก อบจ.นราธิวาส  คอยดูแล ยิ่งไปกว่านั้นยังจับมือลูกชายอย่างวัชระ หันหลังให้พรรคพลังประชารัฐ เดินตามรอยพ่อเข้าพรรคใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว

ในอดีต กูเซ็ง ยาวอหะซัน ส่งลูกชาย กูเฮงและวัชระ ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคชาติไทย และได้เป็น ส.ส.นราธิวาสมาแล้วคนละสมัย

ปลายปี 2561 กูเฮง ยาวอหะซัน ลูกชายคนโต มีปัญหาภายในครอบครัว กูเซ็ง นายก อบจ.นราธิวาส ได้เจรจากับนัจมุดดีน อูมา อดีต ส.ส.นราธิวาส จนได้ข้อสรุป กูเฮงจะสวมเสื้อพรรคประชาชาติ ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 (สุคิริน, จะแนะ, ระแงะและเจาะไอร้อง) ส่วนนัจมุดดีน ไปลงบัญชีรายชื่อ ส่วน วัชระ ยาวอหะซัน กูเซ็งให้ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเขต 1 (เมืองนราธิวาส, ตากใบ) 

นายกฯสู้ยาว เก็บอำนาจ’ยุบสภา’ไว้ใช้ เมื่อได้เปรียบทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537677

01 ธ.ค. 2565

นายกฯสู้ยาว เก็บอำนาจ'ยุบสภา'ไว้ใช้ เมื่อได้เปรียบทางการเมือง

รัฐบาลประยุทธ์ 2/5 ปรับคณะรัฐมนตรี จัดทัพสู้ศึก’เลือกตั้ง’ครั้งหน้า เก็บอำนาจการยุบสภาไว้ใช้ เพื่อตอกย้ำชัยชนะ

7 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดเป็นตุ๊กตาสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า  คิดตามวาระสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะครบกำหนด วันที่ 23 มีนาคม 2566  ซึ่งเป็นฐานการคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ในระยะเวลา 180 วัน ก่อนครบวาระ ซึ่งเริ่มนับกันมาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ซึ่งมีผลทำให้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านและพรรคการเมืองใหม่ เดินได้ไม่เต็มสูบ

เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายเลือกตั้งบัตร 2ใบ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ชัดเจนในกติกา ที่บรรดานักเลือกตั้งที่เตรียมย้ายสำโนครัว จะต้องคำนวณปฏิทินเวลาการสังกัดพรรคให้แม่นยำในสองกรณี คือ หากสภาฯอยู่ครบเทอม ต้องสังกัดพรรค ภายใน 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง แต่หากมีการยุบสภา ระยะเวลาในการสังกัดพรรคจะเหลือเพียง 30 วันนับถึงวันเลือกตั้งเท่านั้น 

ระยะเวลาการสังกัดพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้งทั้งสองกรณี นับเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกำหนดยุทธวิธี ของนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจที่เพิ่งปรับครม.แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ แบ่งกันอย่างลงตัวระหว่างพลังประชารัฐ ที่ซื้อใจกลุ่มปากน้ำด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ  รวมไทยสร้างชาติได้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปดูแลภาคใต้  พร้อมกระสุนดินดำ ในนามนายกรัฐมนตรี มีเวลา 3-4 เดือน บริหารจัดการพรรคการเมืองใหม่ให้ลงตัว

นี่เป็นที่มา ทำให้มีการคาดการกันว่าหากจะมีการยุบสภา  ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป น่าจะเป็นเงื่อนไขที่พูดถึงว่า เอื้อต่อการดึงตัวส.ส.-นักการเมืองย้ายพรรคได้มากกว่า แต่ถามว่า ไม่ยุบสภาได้หรือไม่ คำตอบคือไม่มีปัญหา หากไม่ได้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพลี่ยงพล้ำ มิหนำซ้ำเมื่อไม่ยุบสภา ประวัติศาสตร์การเมือง จะบันทึกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี  ที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ

ไทม์ไลน์เลือกตั้งถูกกำหนดไว้แล้วราววันที่ 7 พ.ค.ปีหน้า เงื่อนไขอีกประการเดียวที่จะกระตุ้นการเลือกตั้งเร็ว  หรือ ช้า ขึ้นอยู่กับ กกต.ว่า จะแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แล้วเสร็จเมื่อใด และใครได้ประโยชน์  ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ตัดสินใจว่า ระหว่างยุบสภา กับ อยู่ครบวาระ แบบไหนจะเป็นคุณต่ออนาคตทางการเมือง จากการเลือกสมัยหน้าได้มากกว่า  แต่มีเสียงเล่าลือมาว่า ค่าตัวดาราขยับขึ้นไปถึง 50 กิโลแล้ว