แพทย์ผิวหนังแนะวิธีเตรียมผิวสวย กระจ่างใส โดยเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695325

แพทย์ผิวหนังแนะวิธีเตรียมผิวสวย กระจ่างใส  โดยเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพ

แพทย์ผิวหนังแนะวิธีเตรียมผิวสวย กระจ่างใส โดยเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา, ชมพูนุท โรจน์ศิริรัตน์, เมลนีย์ อยู่วิทยา

ผู้หญิงกับความงามมักเป็นของคู่กันเสมอ การดูแลผิวพรรณให้สวยสุขภาพดีถือเป็นพื้นฐานของการแต่งแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้า การทำความสะอาดผิวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลและเตรียมผิวให้พร้อมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นบำรุงผิวต่อไป แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและความงาม “ธัญ” (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แนะวิธี “เตรียมผิวสวย สะอาด กระจ่างใสให้พร้อมก่อนรับการบำรุง” กับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า “เฟเชียล คลีนเซอร์” (Facial Cleanser), “เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช” (Purifying Face Wash) และ “แอสทริงเจนท์ คลีนซิ่ง วอเตอร์”(Astringent Cleansing Water) ร่วมกับเซเลบริตี้สาวสวยที่มาเผยเคล็ดลับการเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเพื่อดูแลผิวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะวิธีเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ รับมือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ว่า “การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศช่วงหน้าฝนถือเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวได้ง่าย เนื่องจากสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทั้งร้อนอบอ้าวและมีความชื้นในอากาศสูงนอกจากจะทำให้ผิวรู้สึกเหนียวเหนอะหนะแล้ว ยังทำให้สิ่งสกปรก ฝุ่นละอง รวมถึงมลภาวะต่างๆ สามารถติดผิวเราได้ง่ายกว่าปกติ โดยปัญหาผิวที่มักพบได้บ่อยช่วงหน้าฝน คือ สิว ผิวหมองคล้ำ หน้ามันและรูขุมขนกว้าง เป็นต้น

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล

การให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมผิวให้พร้อมสู่ขั้นตอนการบำรุงต่อไป เพราะผิวที่สะอาดปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างและความมันส่วนเกินถือเป็นพื้นฐานสำคัญของผิวสวยสุขภาพดี ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าควรเลือกให้เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันและสภาพผิว สามารถทำความสะอาดได้อย่างหมดจด โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังล้างหน้า ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ สารพาราเบน รวมถึงสารโซเดียม รอริล ซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS) ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิวที่มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดและเป็นสารสร้างฟอง อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวของผู้ใช้ได้

หลายคนอาจมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแต่ละวันแตกต่างกันไป บางวันก็จำเป็นต้องแต่งหน้าเพื่อไปทำงานหรือออกไปทำธุระข้างนอก การทำความสะอาดควรเริ่มด้วยการเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางบนผิวด้วยคลีนซิ่ง วอเตอร์ ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว แล้วล้างหน้าตามอีกครั้งด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพผิว เพื่อขจัดสิ่งสกปรกตกค้างและความมันส่วนเกินที่อาจหลงเหลืออยู่ที่ผิว หากวันที่ไม่ได้ออกจากบ้านก็สามารถทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนที่มีค่าพีเอชในระดับเดียวกับผิว โดยสามารถใช้ควบคู่กับแปรงหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดผิวหน้าได้ หลังจากนั้นก็ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าตามอีกครั้ง แต่ก็มีข้อควรระวังคือไม่ควรใช้น้ำที่มีอุณภูมิสูงเกินไปล้างหน้า เพราะจะทำให้ผิวเสียสมดุล เนื่องจากผิวจะสูญเสียไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวไป ทำให้เกิดอาการผิวเสียสมดุลแห้งลอกได้ และไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะน้ำที่เกาะบนผิวจะระเหยไปโดยดึงเอาความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรใช้ผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ ซับหน้าแบบเบามือหลังล้างหน้า เพียงเท่านี้ก็เป็นการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการรับครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปได้”

ภาพสะท้อน ‘พลังคนพชอ.’ รับมือไวรัสโควิด-19 ผ่านพลังสามัคคี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695336

ภาพสะท้อน ‘พลังคนพชอ.’ รับมือไวรัสโควิด-19 ผ่านพลังสามัคคี

ภาพสะท้อน ‘พลังคนพชอ.’ รับมือไวรัสโควิด-19 ผ่านพลังสามัคคี

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ ศาลาพักศพ ของวัดบ้านหมัน และวัดห้วยทราย ต.หนองมะนาว ถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์พักคอย เป็นพื้นที่ดูแลกายใจให้กับกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 ทางด้าน ศาลาวัด ของวัดตะคร้อ ต.เมืองคง ถูกปรับเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 60 เตียง สำหรับผู้ป่วย รวมไปถึงวัดอีกหลายแห่งก็ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือกับโรคระบาดในครั้งนี้

“อาคารธารน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นอาคารที่เกิดจาก “ความห่วงใย” และ “ความร่วมมือร่วมใจ” ของคนทั้งอำเภอ โดยมีวัดเอื้อเฟื้อสถานที่ มีประชาชนช่วยกันระดมทุนมีภาคเอกชนเข้ามาเสริมเติมส่วนที่ขาด และหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังคอยประสานเพื่อความสะดวกในการดำเนินงาน

สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง พลังความสามัคคี ของทุกฝ่ายที่พร้อมช่วยแก้ปัญหา ผสานกำลังกาย ระดมกำลังทรัพย์ และรวบรวมกำลังสมอง ผ่านกลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ทำให้ อ.คง สามารถรับมือกับไวรัสร้ายได้อย่างประสบผลสำเร็จ

“ความสามัคคี” ของ “คนเมืองคง” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หากแต่เกิดจากการปลูกฝังกันมาตั้งแต่แรกลืมตา จนถึงวันลาลมหายใจสุดท้ายของชีวิต โดยมีท่าน “พระครูคงคนครพิทักษ์ (หลวงปู่คง)” อดีตเจ้าคณะอำเภอเป็นศูนย์รวมหัวใจของทุกคน แม้ท่านมรณภาพไปแล้ว แต่ท่านยังคงเป็นศูนย์รวมความศรัทธา และเป็นที่มาของ “พชอ. คงคนคร”

เริ่มสร้างความ “มั่นคง” ส่งเสริมการดูแลกลุ่มแม่และเด็กตั้งแต่ในครรภ์จนถึงช่วง 2 ปีแรก เป็นเรื่องมหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต โดยเสริมสุขภาพร่างกายกองทุน พชอ. มีนมให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน และมีเครือข่ายพระสงฆ์จับคู่คอยดูแลหญิงตั้งครรภ์ โดยเด็กที่เกิดมาจะมี พระสงฆ์คอยรับเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อให้ได้ซึมซับความอ่อนโยนและความเมตตาตั้งแต่แรกเกิด

เสริมสร้างความ “คงทน” ทั้งทางใจ ทางกายและทางเศรษฐกิจ โดย ทางใจ ปลูกฝังเด็กและเยาวชนในโรงเรียน มีหลักสูตรธรรมะ มีพระเป็นครูสอนคุณธรรม จริยธรรม และเป็นผู้นำปฏิบัติธรรม ทางนายอำเภอก็นำข้าราชการและชาวบ้านสวดมนต์ฝึกสมาธิทุกวันจันทร์ พร้อมดำเนินโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ควบคู่กันไป ขณะที่ ทางกาย อาหารที่กินเข้าไปต้องมีประโยชน์ โดยมีเกษตรอำเภอมาส่งเสริมเรื่องเกษตรปลอดสารเคมี กินเองก็ดีต่อร่างกาย ส่วนที่เหลือก็มีพื้นที่ให้ไปจำหน่าย ทั้งที่ว่าการอำเภอ และโรงพยาบาล คนซื้อไปกินปลอดภัย คนปลูกก็มีรายได้เสริมดีต่อใจ

กินอย่างเดียว “คง” ไม่พอ ต้องเสริมด้วยการออกกำลังกาย มีการรวมกลุ่มเป็นชมรม มีการจัดวิ่งระดมทุนเป็นประจำทุกปี ปลุกกระแสออกกำลังกาย และนำทุนที่ได้ไปดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ทุกข์ยาก กลุ่มเปราะบาง จัดหาเครื่องใช้ที่จำเป็น ซ่อมแซมบ้าน รวมทั้งเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับกลุ่มคนที่ต้องการมีอาชีพ

ทางเศรษฐกิจ คนเมืองคง ทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีรายได้ไม่แน่นอน ทุกคนจึงหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันคิดชวนกันทำมีปศุสัตว์อำเภอเป็นพี่เลี้ยง ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเลี้ยงโคกระบือ “คนรวมตัวควายรวมคอก” จัดเวรผลัดเปลี่ยนดูแล ทำให้เหลือเวลาไปหางานเสริมรายได้เช่น ปลูกหญ้าเนเปียร์อาหารสัตว์ รวมเป็นแปลงเพื่อนำไปขาย หรือทำปุ๋ยหมักขาย นำเงินที่ได้เข้ากองทุน

ทางด้านสิ่งแวดล้อมก็พยายาม “คงไว้”ให้สมบูรณ์มากที่สุด เช่น การรณรงค์เรื่องฝุ่น PM2.5มีข้อบังคับห้ามเผาในที่แจ้ง ต้องคอยตรวจสภาพรถยนต์ ทางวัดยกเลิกการจุดธูปเทียน ปัญหาขยะที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ก็จัดการตั้งแต่ต้นทางภายในใจคน มีการคัดแยก นำไปรีไซเคิล และนำไปขายจนสามารถจัดตั้งกองทุนธนาคารขยะ นำเงินไปช่วยงานฌาปนกิจศพคนในชุมชน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อ.คง “คงเส้นคงวา”ในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และไม่เคยคิดที่จะหยุดพัฒนาหาสิ่งใหม่เข้ามาเสริมให้ทันกับสถานการณ์ ความสามัคคีที่ผูกติดอยู่ในวิถีชีวิตและถ่ายทอดจนเป็นวัฒนธรรมของคนที่นี่ จะเป็นต้นทุนสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้เป็นอย่างดี

สวว. มอบรางวัลศิษย์เกียรติยศ 2021 & 2022 ส่งต่อแรงเกียรติยศ จากศิษย์วัฒนารุ่นใหญ่สู่รุ่นหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695371

สวว. มอบรางวัลศิษย์เกียรติยศ 2021 & 2022  ส่งต่อแรงเกียรติยศ จากศิษย์วัฒนารุ่นใหญ่สู่รุ่นหลัง

สวว. มอบรางวัลศิษย์เกียรติยศ 2021 & 2022 ส่งต่อแรงเกียรติยศ จากศิษย์วัฒนารุ่นใหญ่สู่รุ่นหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณครูวรรณดี คันธวงศ์, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานในพิธี, ธนิดา ฤทธาคนี ประธานจัดงาน, ลิสา นะวงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง ร่วมถ่ายภาพกับผู้ที่ได้รับรางวัลศิษย์เกียรติยศ 2021 & 2022 รศ.ดร.ประคิณ สุจฉายา, ศ.เกียรติคุณ ดร.มาลียา เครือตราชู, พวงทอง สัจจาภินันท์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ, พล.ต.ต.(หญิง)พัฒน์นรี ศรีรัตนวุฑฒิ, บุปผา กิ่งชัชวาลย์ (ผู้แทน), พล.ต.(หญิง) เนตสินี ชลทรัพย์,รศ.ดร.พลอย สืบวิเศษ, ศ.พญ.ปิยาภรณ์ อภิสารธนรักษ์, ศรีหทัย พราหมณี และ น.ท.(หญิง) มนชนก ชัยวานิชศิริ

สมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา จัดงานศิษย์เกียรติยศประจำปี 2565 ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมา ชาววัฒนา รุ่นพี่รุ่นน้องต่างภาคภูมิใจในความสามารถของเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องศิษย์เกียรติยศที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์จนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศชาติและสากล โดยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 ที่ศาลาโคล โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย อบอุ่นคึกคักขึ้นมาอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ลิสา นะวงศ์ นายกสมาคมฯ, ธนิดา ฤทธาคนี ประธานจัดงานฯ พร้อมคณะกรรมการสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา ได้จัดงานมอบรางวัลให้แก่ศิษย์เกียรติยศปี 2564 และ ปี 2565โดยได้รับเกียรติจาก กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีต รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในงาน โอกาสนี้กรรมการสรรหาได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรตินี้แด่ศิษย์เกียรติยศประจำปี 2564 จำนวน 6 คน และศิษย์เกียรติยศประจำปี 2565 จำนวน 6 คน และเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณของโรงเรียน ทาง สวว.ได้มอบเกียรติบัตรรางวัลประเภทบัณฑิตสำหรับนักเรียนวัฒนาที่จบมัธยมปลาย และสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 จำนวน 13 คน และรางวัลประเภทนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีผลการสอบONET เต็ม 100 คะแนน อีก 13 คน

ธนิดา ฤทธาคนี ประธานจัดงาน กล่าวแสดงความยินดี

ศิษย์เกียรติยศ ในปี 2565 มีพี่รุ่นใหญ่ พวงทอง สัจจาภินันท์ รุ่น 90 ในฐานะเป็นผู้รับรางวัลคนดีเด่นแห่งปี รางวัลเพชรสุบรรณ มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมไทย, ศ.เกียรติคุณ ดร.มาลียา เครือตราชู รุ่น 92 รับรางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2564, สุกัญญา ประจวบเหมาะ รุ่น 96 ได้เป็นประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ, รศ.ดร.ประคิณ สุจฉายา รุ่น 99 ผู้ได้รับรางวัลศรีสังวาลย์, พลตรีหญิงเนตสินี ชลทรัพย์ รุ่น 104 รับพระราชทานยศนายพล, รศ.ดร.พลอย สืบวิเศษ รุ่น 113 ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย สำหรับศิษย์เกียรติยศปี 2564 พลตำรวจตรีหญิงพัฒน์นรี ศรีรัตนวุฑฒิรุ่น 103 อดีตผู้อำนวยการสำนักงานจเรตำรวจ ได้รับพระราชทานยศนายพล, รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ รุ่น103 ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตสภากาชาดไทย, พญ.มนชนก สุวิชาญวรสิน รุ่น 105 ผู้อำนวยการและผู้ผลักดันการจัดตั้ง โรงพยาบาลสวนเบญจกิติเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา, ศ.พญ.ปิยาภรณ์อภิสารธนรักษ์ รุ่น 115 ผู้ได้รับพระราชทานทุนส่งเสริมบัณฑิตจากมูลนิธิอานันทมหิดล ทำวิจัยเพื่อลดการรังสี CT Scan ลดการเป็นโรคมะเร็ง, ศ.ดร.ทพ.สุดาดวง กฤษฎาพงศ์ รุ่น 118 รับรางวัลเกียรติคุณอาจารย์แบบอย่างจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีผู้แทนมารับ, ดร.ศรีหทัย พราหมณี รุ่น122 ผู้รับรางวัลระดับสากล รางวัล Winner of Global Startup Award 2019 ผู้ผลักดันความสำเร็จนักธุรกิจรุ่นใหม่

คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ กับ ลิสา นะวงศ์ นายกสมาคม ศิษย์วังหลัง-วัฒนา และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานในงาน

ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นด้วยความรักจากการร้องเพลงจาก น้องผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ รุ่น 148 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แชมป์ The golden song 2 ขับร้องเพลง “หนึ่งในร้อย”ยังมีนักร้องประสานเสียง รุ่นเล็กของโรงเรียน Wattana Little Angelsขับร้องเพลง “ลำธารเล็กๆ” อบอวลด้วยเสียงเพลงและความสุขจาก บุปผา กิ่งชัชวาลย์ บรรเลงเปียโนเพลง “โอ้วัฒนา” ให้ที่ประชุมร้องร่วมกัน ปิดท้ายด้วย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กล่าวแสดงความยินดี ยกย่องศิษย์เกียรติยศ พร้อมยกข้อคิดสำคัญ “การที่พี่ๆ ได้รับรางวัล ท่านทำด้วยใจ งานนี้เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ วันนี้ เพราะน้องคืออนาคต โรงเรียนวัฒนาสอนให้รู้จักหน้าที่ ให้น้องๆ กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะทำให้เกิดขึ้น” เป็นการปิดงานที่หลายคนกลับบ้านด้วยหัวใจพองโต

ศ.เกียรติคุณ ดร.มาลียา เครือตราชู

พวงทอง สัจจาภินันท์

ศ.พญ.ปิยาภรณ์ อภิสารธนรักษ์

สุกัญญา ประจวบเหมาะ

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ถ่ายภาพกับ บุปผา กิ่งชัชวาลย์ และ น.ท.(หญิง)มนชนก ชัยวานิชศิริ

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา มอบดอกไม้ยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ

คุณครูวรรณดี คันธวงศ์ กับลูกศิษย์ บุปผา กิ่งชัชวาลย์, พล.ต.ต.(หญิง)พัฒน์นรี ศรีรัตนวุฑฒิ, ศ.เกียรติคุณ ดร.มาลียา เครือตราชู, อ.ดวงใจ ตั้งสง่า, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, ผาณิต พูนศิริวงศ์, แววตา อัมพรายน์,ภาวิไล บุราวาศ, จิราพร เชมนะศิริ, ยุพยง นิ่มสมบุญ และ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา

สุกัญญา ประจวบเหมาะ, สุดาพร ชุตินธรานนท์ และ พวงทอง สัจจาภินันท์

เพื่อน วว.รุ่น 92 ร่วมยินดีกับ ศ.เกียรติคุณ ดร.มาลียา เครือตราชู มี ยุพยง นิ่มสมบุญ, แววตา อัมพรายน์, อ.ดวงใจ ตั้งสง่า, จิราพร เชมนะศิริ, คุณหญิงกษมาวรวรรณ ณ อยุธยา, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ภาวิไล บุราวาศ

สุดาพร ชุตินธรานนท์, อ.ดวงใจ ตั้งสง่า, ชลัยพร สิมะเสถียร, ผาณิต พูนศิริวงศ์,เพ็ญนี เศรษฐณาค์, ณัฏฐา พันธ์ทรัพย์ และ ขวัญชนิกา ตันติเวชกุล

ประคิณ สุจฉายา, พล.ต.(หญิง) เนตสินี ชลทรัพย์,ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ ร่วมยินดีกับ พวงทอง สัจจาภินันท์

ศิริลักษณ์ ไม้ไทย, พล.ต.ต.(หญิง)พัฒน์นรี ศรีรัตนวุฑฒิ, บุปผา กิ่งชัชวาลย์, ณัฏฐา พันธ์ทรัพย์, มุกดา องคะสุวรรณ และ ดารณี เดชะคุปต์

มอบรางวัลเกียรติบัตรประเภทบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1

มอบรางวัลเกียรติบัตรนักเรียนที่ได้โอเนต 100 คะแนนเต็ม

การแสดงพิเศษ Wattana Little Angels

ลิสา นะวงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา กับน้องผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ

อ.สุภลักษณ์ ไชยสถาน กับน้องผิงผิง-สรวีย์ ธนพูนหิรัญ และคุณแม่

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695374

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด 2565

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมออกร้านงานกาชาด 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์กรสมาชิก ร่วมนำสิ่งของมาจำหน่ายในการออกร้านงานกาชาด 2565

ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดยสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ แถลงข่าว สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมออกร้านในงานกาชาด 2565 ภายใต้แนวคิด“วันรวมน้ำใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯช่วยกาชาด ประจำปี 2565” โดยสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับองค์กรสมาชิก และภาคีเครือข่ายนำสินค้าบริโภค-อุปโภค อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า จักรยาน เสื้อผ้ามือหนึ่ง และมือสอง ตุ๊กตา มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 8-18 ธันวาคม 2565 ณ สวนลุมพินี

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ได้ร่วมออกร้านในกาชาดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน สำหรับงานกาชาดประจำปี 2565 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “9 ทศวรรษ ใต้ร่มพระบารมี สดุดีสภานายิกาสภากาชาดไทย” สำหรับร้านค้าของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติในปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “ร้านช่วยเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ประจำปี 2565” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสมาชิกในการบริจาคสิ่งของต่างๆ ทั้งเครื่องบริโภค-อุปโภค มาจำหน่ายในราคามิตรภาพ เพื่อเป็นการช่วยให้ประชาชนที่มาเที่ยวชมงานได้มีโอกาสจับจ่ายใช้สอยสินค้าดีมีคุณภาพในราคาย่อมเยา นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (ผลิตภัณฑ์นมตรามะลิ) บริษัท ดนุเดช อุตสาหกรรม จำกัด (ถุงขยะแชมเปี้ยน) ในการมอบสินค้ามาจำหน่ายในร้านของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ อีกด้วย

รัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา, เบญจมาศ รุจิรวงศ์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ และ สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ ร่วมแถลงข่าววันรวมน้ำใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด

สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ เลขาธิการและประธานฝ่ายจำหน่ายสลากกาชาดสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวถึงการจำหน่ายสลากกาชาดของร้านสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ในปีนี้ว่าได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่ม บีเจซี บิ๊กซีโดย อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สนับสนุนสลากกาชาดสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ จำนวน 4,000 เล่ม มูลค่า 4,000,000 บาท

ด้าน รัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการบริหาร และ เบญจมาศ รุจิรวงศ์ ประธานสมาชิกสมทบสภาสตรีแห่งชาติฯ เผยถึงรายละเอียดสินค้าที่นำมาจำหน่ายในร้านช่วยเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯประจำปี 2565 ว่า ได้แก่ สินค้าอุปโภค- บริโภค อาทิ ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าว โทรทัศน์ ไมโครเวฟ กระเป๋าเดินทาง ข้าวหอมมะลิ นมตรามะลิ เสื้อผ้า ผ้าไหม และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย นำโดย เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย คณะกรรมการ อาทิ อุไร คุณานันทกุล, เพ็ญศรี สุขเจริญผล, รักษา แสงภู่, ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง,จรรยา เฮงตระกูล และ พิชยา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต มอบหินปี่เซี๊ยะ และ กระเป๋าสานจากกลุ่มแม่บ้านภาคอีสาน เพื่อจำหน่ายในร้าน

ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯกล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอบคุณองค์กรสมาชิก สมาชิกสมทบ และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน และเรียนเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เสริมสร้าง พลังสตรี ให้เข้มแข็งแบ่งปัน ช่วยเศรษฐกิจ ประชาชนสามารถซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดและยังได้ร่วมทำกุศลรายได้เพื่อสภากาชาดไทยอีกด้วย และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเลือกซื้อสินค้าดีมีคุณภาพในราคามิตรภาพได้ที่ร้านช่วยเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ภายในงานกาชาด ประจำปี 2565”

ร้านช่วยเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ภายในงานกาชาด ประจำปี 2565 ตั้งอยู่บริเวณ โซน 6 เข้าทางด้านประตู 1 ถนนวิทยุ ได้ระหว่างวันที่ 8-18 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00-22.00 น. ณ สวนลุมพินี

ส่วนหนึ่งของสินค้าที่จะนำไปจำหน่ายในร้านช่วยเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ภายในงานกาชาด ประจำปี 2565

เริ่มแล้ว! ‘ASIA INTERNATIONAL HEMP EXPO 2022’ เวทีกัญชงแห่งภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695387

เริ่มแล้ว! ‘ASIA INTERNATIONAL HEMP EXPO 2022’ เวทีกัญชงแห่งภูมิภาค

เริ่มแล้ว! ‘ASIA INTERNATIONAL HEMP EXPO 2022’ เวทีกัญชงแห่งภูมิภาค

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.30 น.

30 พฤศจิกายน 2565 เปิดงานแล้ว ! งานกัญชงแห่งภูมิภาค ASIA INTERNATIONAL HEMP EXPO 2022 และ The 2nd International Hemp Environmental Forum 2022 งานแสดงเทคโนโลยี นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชงนานาชาติครั้งแรกของไทย โดย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย ร่วมกับ เอ็น. ซี. ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ และกลุ่มสมาคมพันธมิตรทั้งภายในประเทศและนานาชาติ และผู้ประกอบการในธุรกิจ อุตสาหกรรมผู้ที่เกี่ยวข้อง ในระดับต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ พร้อมขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเปิดงาน ได้รับการต้อนรับโดย นายพรชัย ปัทมินทร นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด และ มร.ทากาชิ โอกานุมะ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้แทนจัดงาน “The 2nd International Hemp Environmental Forum” ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน  – 3 ธันวาคมนี้ ณ ฮอลล์ 2-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดเงินสะพัดในอุตสาหกรรมกัญชงในประเทศไทยกว่าพันล้านบาท

โอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจกัญชง ทั้งในเชิงอุตสาหกรรม การแพทย์ และวัฒนธรรม รวมเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกกัญชง อาทิ เเมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีการปลูก ไปจนถึง ธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากกัญชง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม แฟชั่น เครื่องสำอาง ยาและเวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จากผู้แสดงสินค้าทั่วโลกกว่า 300 ราย คาดผู้เข้าชมงานกว่า 10,000 คน

นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่และอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันด้วยความรู้ความเข้าใจที่มากขึ้น กัญชงสามารถต่อยอดและเกิดประโยชน์มากมายแก่สังคมไทย  ทั้งทางด้านสาธารณะสุขต่อการรักษาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงด้านอุตสาหกรรมที่กำลังจะเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย และงานเสวนาในงานครั้งนี้ จะสร้างประโยชน์ต่อประชาชนทุกกลุ่มตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ไปจนถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อความเข้าใจความเป็นไปได้ที่หลากหลายของผลิตภัณฑ์จากกัญชง

นายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการสายงานบริหาร สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน กัญชงนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม นับเป็นความพยายามอันสําคัญของภาครัฐ เพื่อยกระดับกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทย ทั้งนี้ งานนิทรรศการในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในฐานะผู้บุกเบิกให้มีการใช้เส้นใยกัญชงในการทอผ้าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเขา

นายพรชัย ปัทมินทร นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมกัญชงไทย เผย Asia International Hemp Expo 2022 และ 2nd International Hemp Environmental Forum นับเป็นก้าวสำคัญของสมาคมที่สามารถจัดงานนี้ได้สำเร็จลุล่วงภายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาตามที่ได้ประกาศความตั้งใจไว้ โดยจัดงานภายใต้แนวคิด “Hemp For All” เพราะกัญชงเป็นพืชสำหรับทุกคน และเป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนในทุกมิติของชีวิตคนเรา และสอดคล้องกับแนวคิดในการเป็นมิตรต่อโลก เป็นทางเลือกสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งภายในงานจะมีการนำเอานวัตกรรมต่างๆ ในอุตสาหกรรมกัญชงมาจัดแสดงให้องค์ความรู้ เช่น วัสดุทางการแพทย์จากกัญชง รถไฟฟ้าจากไฟเบอร์กัญชงคันแรกของประเทศไทย ส่วนประกอบอากาศยาน และยานยนต์ รวมไปถึง ยา อาหารแห่งอนาคต

ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ร่วมออกบูธจากทั่วโลกกว่า 300 ราย ในอุตสาหกรรมกัญชงตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ และจากการดำเนินการเตรียมการจัดงานมาตลอดระยะเวลา 1 ปี ร่วมกับพันธมิตรนานาประเทศ ทำให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างมากของผู้ประกอบการทั่วโลกอย่างมาก โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนในอุตสาหกรรมกัญชงไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท และคาดว่ามูลค่าตลาดกัญชง กัญชา กระท่อมของไทยจะเติบโตขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 25 ต่อปี

มร.ทากาชิ โอกานุมะ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้แทนจัดงาน “The 2nd International Hemp Environmental Forum” เผยงานเสวนาระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “New Innovation Landscape of Hemp ” เพื่อสร้างองค์ความรู้ และจุดประกายความคิดจากนวัตกรรมของกัญชงที่เป็นมิตรต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม และการนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งเป็นการรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในวงการกัญชงทั่วโลกมาให้คนไทยในงานนี้ ถึง 14 หัวข้อตั้งแต่แนวโน้มตลาดกัญชงโลก โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย หัวข้อสำหรับอุตสาหกรรมในแขนงต่างๆ โดยวิทยากร 38 ท่าน จาก 15 ประเทศ ประกอบด้วยหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทเรียนการประกอบธุรกิจกัญชง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านสุขภาพ ยานพาหนะ อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด เผย Asia International Hemp Expo 2022 นับเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ รูปแบบ Business to Business (B2B) รวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ครอบคลุม สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์และภาคการผลิต ที่เกี่ยวข้องกับกัญชงครั้งแรกของอาเซียน โดยงานในครั้งนี้จะนําไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจของประเทศ พืชชนิดนี้จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อทุกภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และมหกรรมครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย ในการเป็น “ศูนย์กลางกัญชงโลก” ในอนาคตอันใกล้นี้

ภายในงานจะมีการให้บริการเชื่อมโยงธุรกิจผ่าน “กิจกรรมการจับคู่ทางธุรกิจ” ระหว่างผู้ร่วมแสดงสินค้ากับ ผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการสำหรับผู้ที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ยังจัดให้มี “HEMP Supply Chain Zone” และ “Buyer Village” เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างเสถียรภาพของราคาวัตถุดิบ และผลักดันยกระดับมาตรฐานคุณภาพ โดยความร่วมมือจากสมาคมพันธมิตร ซึ่งเป็นสมาคมผู้ใช้วัตถุดิบทั้ง 15 แขนงอุตสาหกรรม ที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นถึงปริมาณและมาตรฐานวัตถุดิบที่ต้องการ เพื่อให้ผู้ปลูก หรือผู้ผลิตวัตถุดิบ จะได้ประเมินและวางแผนการผลิตล่วงหน้า ลดปัญหา วัตถุดิบขาดแคลน หรือวัตถุดิบ ล้นตลาด ซึ่งจะมีปัญหาต่อมาตรฐานราคาต่อไป

งาน Asia International Hemp Expo 2022 มีมาตรการการจัดงาน โดยจะมีการคัดกรองผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้าจัดแสดงของทุกคูหาให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับการจัดงาน และการคัดกรองผลิตภัณฑ์ที่ความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค โดยคาดว่าตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงานจะมีนักธุรกิจ และผู้สนใจในธุรกิจกัญชงเข้าชมงานกว่า 10,000 คน

สำหรับผู้ที่พลาดการจัดงานในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจในปีนี้ และ/ หรือผู้ที่พลาดการเข้าชมงานในปีนี้ สามารถติดตามข่าวการจัดงานในครั้งต่อไปได้ที่ http://www.asiahempexpo.com  หรือ Line @Asiahempexpo โดยการจัดงานในครั้งต่อไป กำหนดจัดขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

-(016)

TOD เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695380

TOD เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างไร

TOD เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.20 น.

 ในช่วงเวลาโรงเรียนเปิดเทอมของทุกปี เรามักพบเห็นสภาพการจราจรติดขัดในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงเรียนที่ผู้ปกครองขับรถมารับ-ส่ง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายๆ ประเทศในแถบเอเชียก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่กับประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และนำแนวทางการพัฒนาในรูปแบบ TOD (Transit-Oriented Development) การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ มาใช้ในการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กชาวญี่ปุ่นให้ดีขึ้น

ตั้งโรงเรียนใกล้บ้าน

 ประเทศญี่ปุ่นมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ ในเรื่องการศึกษามีการกำหนดให้มีโรงเรียนในรัศมีทุก 4 กม. ที่มีพื้นที่ชุมชนอยู่อาศัย และกำหนดให้เด็กทุกคนในระดับอนุบาล-มัธยม เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านเท่านั้น ไม่มีการเลือกโรงเรียนหรือเข้าสอบในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กชาวญี่ปุ่น สามารถเดินไปโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดได้

 สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนา TOD ก็มีการกำหนดรูปแบบการพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสาน (Mix) ในรัศมี 600 เมตรรอบสถานีขนส่งสาธารณะ  ให้มีสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตในพื้นที่อยู่อาศัยอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ร้านขายยา คลินิกรักษาโรค ศูนย์การค้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สวนสาธารณะ ให้อยู่ใกล้พื้นที่ชุมชนมากที่สุด เพื่อลดการเดินทางด้วยรถยนต์ ดึงดูดให้ประชาชนเลือกการเดินทางด้วยวิธีปั่นจักรยานหรือเดินเท้า เพื่อเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ แต่ในกรณีของการตั้งสถาบันการศึกษา และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เป็นกรณีที่ได้รับการยกเว้น เพราะเป็นสถานที่ ที่ต้องใช้เงินลงทุนและงบประมาณค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องขยายรัศมีออกไป เพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด แต่ยังอยู่ในพื้นที่ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงด้วยระบบขนส่งสาธารณะได้เหมือนเดิม

 นอกจากเรื่องการพัฒนาพื้นที่ให้มีโรงเรียนใกล้บ้านแล้ว อีกสิ่งที่เด็กนักเรียนจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่แบบผสมผสานก็คือ การมีร้านค้าริมทางเดินที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย เป็นหูเป็นตาช่วยดูแลเด็กๆ ในชุมชนให้เดินทางอย่างปลอดภัย จนกว่าจะไปถึงโรงเรียนของพวกเขา 

โครงข่ายทางเดินเท้าที่ปลอดภัยและทั่วถึง

 นับตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นมีการนำแนวทางพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ TOD มาใช้ ได้มีการยกระดับโครงข่ายทางเดินเท้ารอบสถานีขนส่งสาธารณะในรัศมี 600 เมตร (Walk) และขยายโครงข่ายทางเดินเท้าอย่างต่อเนื่องไปยังบริเวณรอบนอกที่อยู่นอกเขตการพัฒนาตามแนวทาง TOD เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 ดังนั้นไม่ว่าเด็กนักเรียนจะอาศัยอยู่ในหรือนอกพื้นที่ TOD พวกเขาก็จะได้ใช้โครงข่ายทางเดินเท้าที่มีคุณภาพเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะโครงข่ายทางเดินเท้ามีส่วนสำคัญสำหรับการเดินทางของเด็กนักเรียน ที่จะเดินจากบ้านไปถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัย

ทางเท้าที่มีการเชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพ คือ ทางเดินเท้าที่กว้างขวาง เดินสะดวก ไม่มีเส้นทางเดินขรุขระ ไม่มีสิ่งกีดขวางทางเดินเท้า เช่น รั้วกั้นขอบถนน หาบเร่ แผงลอย หรือการรุกล้ำพื้นที่ทางเดินเท้าจากร้านค้าริมทาง ทำให้เด็กนักเรียนต้องลงมาเดินบนถนนเสี่ยงอันตราย มีทางม้าลายและสัญญาณไฟจราจร เพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน ที่ต้องเดินเท้าวันละประมาณ 1-3 กม. ต่อวัน

กฎหมายเพิ่มความปลอดภัย

 นอกจากการมีโครงข่ายทางเดินเท้าที่ดีตามแนวทาง TOD ที่ดีแล้ว การมีกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้โครงข่ายทางเดินเท้า ก็มีส่วนเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายจราจรของประเทศญี่ปุ่น ที่กำหนดระดับความสำคัญของการใช้ถนน โดยกำหนดให้คนเดินเท้ามีความสำคัญมากกว่าคนขี่จักรยาน และคนขี่จักรยานมีความสำคัญมากกว่าคนใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

หมายความว่า ทุกครั้งที่คนขับรถเห็นคนเดินเท้ากำลังจะข้ามถนน ที่ไม่มีไฟสัญญาณจราจร ผู้ขับรถยนต์ และผู้ขี่จักรยาน จะต้องหยุดให้คนเดินเท้าข้ามถนนให้เสร็จก่อนถึงจะขับต่อไปได้  ในขณะที่ประเทศไทยคนเดินเท้าต้องหยุดให้รถขับผ่านไปก่อนถึงจะเดินข้ามถนนได้

 มีข้อกำหนดเรื่องเครื่องแต่งกายให้เด็กเล็กในระดับประถม ใส่หมวกสีเหลือง และใช้กระเป๋าสะพายที่แถบสะท้อนแสงในการเดินทางไป-กลับโรงเรียน เป็นการเพิ่มจุดสังเกต ทำให้คนขับรถเมื่อเห็นหมวกเด็กนักเรียนกำลังเดินริมถนน จะต้องลดความเร็ว เพิ่มความระมัดระวัง และต้องให้เด็กเดินข้ามถนนอย่างปลอดภัยก่อน หากฝ่าฝืนหรือมีปัญหาขับรถชนเด็กนักเรียนที่กำลังข้ามถนน จะมีโทษปรับสูงและอาจถูกริบใบขับขี่ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าใบขับขี่ของชาวญี่ปุ่นนั้นได้มายากแค่ไหน

 ที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทาง TOD และการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านกฎหมายเพิ่มความปลอดภัยแล้ว คือ การปลูกฝังความเป็นระเบียบวินัย และการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพื่อเป็นตัวเลือกให้ผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนใกล้บ้าน เพื่อให้ทุกคนหันมาใช้โครงข่ายทางเดินเท้า จักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ตามเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาตามแนวทาง TOD เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนและผู้ปกครองให้ดีขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจากบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด

สสส.-สอศ.เปิดเวทีถอดบทเรียนทำงาน ยกระดับพัฒนาสู่การเป็นวิทยาลัยต้นแบบป้องกันมหันตภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695379

สสส.-สอศ.เปิดเวทีถอดบทเรียนทำงาน ยกระดับพัฒนาสู่การเป็นวิทยาลัยต้นแบบป้องกันมหันตภัย

สสส.-สอศ.เปิดเวทีถอดบทเรียนทำงาน ยกระดับพัฒนาสู่การเป็นวิทยาลัยต้นแบบป้องกันมหันตภัย

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.19 น.

ปลุกพลังอาชีวะ แกนนำป้องกันปัจจัยเสี่ยงเปลี่ยนสังคม!  สสส.ผนึกสอศ.มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน  เปิดเวทีถอดบทเรียนทำงานนำร่อง 25 สถาบันอาชีวะ ยกระดับพัฒนาสู่การเป็นวิทยาลัยต้นแบบป้องกันมหันตภัย “เหล้า บุหรี่” 2 ปัจจัยเสี่ยงรุกคืบ ในสถานศึกษา พร้อมลุยผลักดันทำงานขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ

30 พฤศจิกายน 2565 ที่โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ (สอศ.) มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน จัดเวทีสรุปผลงานการดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูและแกนนำนักศึกษาอาชีวศึกษาป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา ภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูและแกนนำนักศึกษาอาชีวศึกษา ป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา โดยมีวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการกว่า 25 แห่ง

เรืออากาศโท สมพร  ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ร่วมหารือกับ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก  สสส.พิจารณาวิทยาลัยในสังกัดเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายและหนุนเสริมศักยภาพครูและแกนนำนักศึกษาอาชีวศึกษา ป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติและพัฒนากลไก  ลดปัจจัยเสี่ยงเพิ่มปัจจัยบวกในการส่งเสริมสุขภาวะ และช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในนักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวะศึกษา 

“ขณะนี้โครงการฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 25 แห่ง ในการดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในสถานศึกษาเป็นที่เรียบร้อย เพื่อให้เกิดบทเรียน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน และพัฒนาสู่การเป็นวิทยาลัยต้นแบบป้องกันปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) ในสถานศึกษา  และท้ายที่จะสุดจะนำไปซึ่งการตระหนักในการป้องกันตนเอง ในพิษภัยของอบายมุขเหล่านั้นในการดำรงชีวิต และเป็นพลังที่สร้างสรรค์ในสังคมต่อไป ขณะเดียวกันเรามีความมุ่งหวัง ในฐานะสถานศึกษาต้นแบบ ป้องกันปัจจัยเสี่ยง จะได้ทำงานเป็นภาคีเครือข่ายระหว่างสถานศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหา จับมือกันทำงานร่วมกันเพื่อให้เยาวชนของเราปลอดจากเหล้า บุหรี่ ต่อไป ” เรืออากาศโท สมพร ระบุ

ด้าน น.ส.รุ่งอรุณ  ลิ้มฬหะภัณ  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า นับได้ว่ากิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายฯ ซึ่งเราได้ดำเนินร่วมกับพันธมิตร ทั้งสอศ. และภาคีเครือข่ายมูลนิธิรณรงค์หยุดการพนัน ภายใต้ความร่วมมือ ร่วมใจกันจนกิจกรรมสำเร็จเรียบร้อย ซึ่งเราจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเท่านี้ แต่ยังคงดำเนินการต่อเนื่องในการสรุปบทเรียน  จากก้าวแรกสู่ก้าวต่อไปเครือข่ายอาชีวะลดปัจจัยเสี่ยง เพื่อถอดบทเรียนหัวใจของการทำงาน ผลักดันการการทำงานไปยังแหล่งสถานศึกษาอาชีวะทั่วประเทศต่อไป ขณะเดียวกันก็ยังเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษา ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนทำงานเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ และช่วยเหลือกลุ่มนักเรียน กลุ่มเสี่ยงต่างๆในสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป 

“สสส. ได้ดำเนินการขยายแนวร่วมในการทำงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนให้รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ ที่เป็นต้นเหตุต่อเนื่องไปยังปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ยาเสพติด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการพนันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจ การช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาในการดำเนินกิจกรรม มีครู นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกแผนกวิชาเข้าร่วมฝึกฝนทักษะ จนเกิดเป็นแกนนำครู นักเรียน นักศึกษา เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยง ส่งผลหลายด้าน ต่อนักเรียน นักศึกษา นำไปสู่ ผลการเรียนดีขึ้น ลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต จากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ” น.ส.รุ่งอรุณ ระบุ

น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวด้วยว่า  จากรายงานการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรไทยปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี อยู่ที่ร้อยละ12.7 ซึ่งลดลงจากปี 2560 (ร้อยละ15.4)  ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนอยู่ที่ร้อยละ 20.9 ก็ลดลงเช่นกัน แต่จากสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้า พบ 78,742 คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีสัดส่วนเป็นเยาวชน 15-24 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 30.5) ซึ่งกลุ่มเยาวชนควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อประกอบการตัดสินใจ

 “ส่วนสถานการณ์พนันประจำปี 2562 โดยศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน พบประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป พบว่าร้อยละ 98.9 เกิดจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีคนรอบข้างเล่นการพนัน โดยมีเยาวชนที่อายุ 15-25 ปี เล่นการพนันจำนวน 4.3 ล้านคน และมีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นปัญหาอยู่ 6 แสนคน จึงควรมีการสร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนให้รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง” น.ส.รุ่งอรุณ ระบุ

อาจารย์พยนค์  น้อยนาดี  วิทยาลัยเทคนิคพังงา  กล่าวว่า ต้องขอบคุณสสส.ที่สนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ให้กับวิทยาลัยทั้ง25แห่ง ทำให้วิทยาลัยมีความคล่องตัว ที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ เดิมทีวิทยาลัยของเราได้ทำโครงการเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านโครงการพิเศษ พอมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ความพร้อมของสถานศึกษาก็มีมากขึ้น เกิดประโยชน์กับนักศึกษามากขึ้น เชื่อมความสัมพันธ์กันมากขึ้น ทั้งนี้ภาพรวมของปัจจัยเสี่ยงที่ยังน่าเป็นห่วงคือ เริ่มต้นจากสิ่งแวดล้อม วัยรุ่นอยากรู้อยากลอง เพื่อนชักชวนไปในทางที่ไม่ดี เกิดพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความเสี่ยง บุหรี่ เหล้า เพศ การพนัน ยาเสพติด ซึ่งเราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาตั้งแต่ต้นทาง เชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะถอยห่างออกไป 

-(016)

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นประเทศไทยคว้ารางวัลบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695292

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นประเทศไทยคว้ารางวัลบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นประเทศไทยคว้ารางวัลบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.57 น.

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น บริษัทโภชนาการชื่อดังระดับโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผ่านผลิตภัณฑ์และแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนไทย โดยล่าสุดเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นประเทศไทย คว้ารางวัลใหญ่ระดับประเทศด้านกิจกรรมเพื่อสังคม กับ“รางวัลประกาศเกียรติคุณด้านกิจการเพื่อสังคมดีเด่นประจำปี 2565 หรือ 2022 Corporate Social Responsibility (CSR) Excellence Awards” จากเวที 2022AMCHAM CSR Excellence Recognition Awards(ACE) ระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่5จากหอการค้าอเมริกันประจำประเทศไทย หรือ AMCHAMโดยภายในงานมี นางสาวกวิตา เรืองไทย ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบรางวัลจาก มร. โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค (Robert  F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ณ โรงแรมคอนราด เมื่อวันก่อน

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมที่มีสุขภาพที่ดี ผ่านโครงการหลักต่างๆ อาทิNutrition for Zero Hunger(NFZH) และ Herbalife Nutrition Foundation (HNF) หรือมูลนิธิเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาความหิวโหย เพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ และมอบความรู้ด้านโภชนาการผ่านโครงการ NFZH นอกจากนี้ ยังมีมูลนิธิเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลกที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก พร้อมจัดหาอาหารเพื่อสุขภาพและให้ความรู้ด้านโภชนาการให้แก่เด็กและชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งในไทย เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประเทศไทยได้ให้การสนับสนุน 3 มูลนิธิภายใต้โครงการคาซ่า เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (HNF’s Casa Herbalife Nutrition Program) ได้แก่ มูลนิธิเด็ก มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก และมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เพื่อช่วยส่งเสริมด้านโภชนาการและสุขภาพของเด็กๆ ที่ขาดแคลน

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร สั่งซื้อสินค้าหรือความเคลื่อนไหวด้านเคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีได้ที่ http://www.facebook.com/HerbalifeThailandOfficialหรือผ่านทาง www.instagram.com/HerbalifeThailandOfficial

สาวๆ รู้หรือไม่ว่า ? อาการ ‘คัน’มีหลายสาเหตุด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695268

สาวๆ รู้หรือไม่ว่า ? อาการ 'คัน'มีหลายสาเหตุด้วยกัน

สาวๆ รู้หรือไม่ว่า ? อาการ ‘คัน’มีหลายสาเหตุด้วยกัน

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.20 น.

อาการคัน บริเวณขอบชุดชั้นใน

สาวๆหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าบริเวณผิวใต้ร่มผ้า หรือผิวบริเวณที่สัมผัสกับขอบชุดชั้นในของเรานั้น เป็นจุดอับที่มักจะเกิดอาการคัน บางครั้งก็มีผื่นแดงขึ้น เป็นปุ่มๆ ลักษณะเหมือนผิวแพ้อะไรสักอย่าง สาเหตุของอาการคัน บริเวณขอบชุดชั้นในนั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน วันนี้เราลองมาทำความเข้าใจ เพื่อหาสาเหตุ และแก้ไขปัญหานี้ด้วยกันค่ะ

สาเหตุของอาการคัน

อาการคันบริเวณหน้าอก สาเหตุหลักเกิดจากชุดชั้นในที่เราสวมใส่ การสวมใส่ชุดชั้นใน ที่รัดแน่นจนเกินไป เมื่อเจอกับอากาศร้อนๆ จะเกิดการสะสมของเหงื่อ ตรงบริเวณขอบของชุดชั้นใน ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง และเกิดอาการคันตามมาดังนั้น เราควรแก้ไขปัญหานี้ ด้วยวิธีการเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ให้เหมาะสมกับหน้าอกของเรานั่นเอง

แพ้ชุดชั้นใน

เพราะชุดชั้นใน เป็นส่วนที่สัมผัสกับผิวของผู้หญิงเรามากที่สุด หากชุดชั้นในของเราไม่สะอาด หรือเปียก อับชื้น อย่างแรกที่จะส่งผลโดยตรงเลย คือโรคผิวหนังจากเชื้อรา หรือเกิดอาการคันเป็นผดผื่นบนผิวหนังของเราได้ อีกหนึ่งสาเหตุ ของอาการคัน คืออาการแพ้ชุดชั้นใน โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบาง หรือมีอาการแพ้ง่าย แพ้วัสดุที่ผลิต แพ้เนื้อผ้า แพ้ยาย้อมผ้า และแพ้ลายลูกไม้ หรือแม้กระทั่ง อาการแพ้โครงของชุดชั้นใน

อาการแพ้ชุดชั้นในที่เกิดขึ้น จะมีอาการคัน บางคนมีผื่นขึ้นเป็นรอยแดง ผิวเกิดการอักเสบ หากเราสังเกตว่าชุดชั้นในที่เราใส่อยู่ ทำให้เราเกิดอาการแพ้ แนะนำว่าควรหยุดใส่ และเปลี่ยนชุดชั้นในด่วน

อาการแพ้ชุดชั้นในที่เกิดขึ้น จะมีอาการคัน บางคนมีผื่นขึ้นเป็นรอยแดง ผิวเกิดการอักเสบ หากเราสังเกตว่าชุดชั้นในที่เราใส่อยู่ ทำให้เราเกิดอาการแพ้ แนะนำว่าควรหยุดใส่ และเปลี่ยนชุดชั้นในด่วน

ชุดชั้นในต้องระบายอากาศได้ดี

ความพิเศษของ ชุดชั้นในเพื่อสุขภาพ สาวๆรู้หรือไม่ว่าแบรนด์ชาร่าบรา เราใส่ใจเรื่องสุขภาพและหาวัสดุที่ดีที่สุดนำมาผลิตบราจะเห็นว่าเนื้อผ้าสามารถปรับอุณหภูมิได้กับสภาพอากาศ ในวันที่อากาศร้อนผู้สวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย แต่ในวันที่อากาศหนาวเย็นก็จะรู้สึกอบอุ่นกว่าผ้าที่ทำจากเส้นใยชนิดอื่น และยังมีจุดเด่นในเรื่องของ นวัตกรรมการระบายอากาศ การระบายเหงื่อแบบรอบลำตัวได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังครองใจสาวๆวัย 50+ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่รองรับสรีระวัยผู้ใหญ่ และคุณภาพที่ตอบโจทย์ พูดถึงกันมากที่สุด

หากใครที่กำลังมองหา ชุดชั้นในเพื่อสุขภาพ ดีๆสักตัวจะใช้เองหรือนำไปฝากคนที่เรารัก และที่สำคัญต้องเป็นชุดชั้นในที่ใส่แล้วไม่คัน  สวมใส่สบาย อีกทั้งทางแบรนด์ชาร่าบราเราเห็นการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ ถักทอพิเศษด้วยผ้าใยไผ่ แทนการผลิตจากยางพารา เพราะในเอนไซม์ของยางพารานั้น คือสาเหตุหลัก ของอาการแพ้บนผิวหนัง และเส้นใยไผ่ยังเป็นอินทรีย์ธรรมชาติ มีน้ำหนัก ทิ้งตัวได้ดีจึงขอแนะนำ ชุดชั้นในเพื่อสุขภาพ ชาร่าบราตัวนี้เลยค่ะ ที่เราแนะนำค่ะ

‘กระทรวงแรงงาน’จัดอบรมผู้ทำงานพาร์ทไทม์ มุ่งเป้าผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695235

'กระทรวงแรงงาน'จัดอบรมผู้ทำงานพาร์ทไทม์ มุ่งเป้าผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

‘กระทรวงแรงงาน’จัดอบรมผู้ทำงานพาร์ทไทม์ มุ่งเป้าผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.56 น.

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝึก Gig Worker ล็อคเป้าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีค่าอาหารพร้อมมอบเครื่องมือประกอบอาชีพ เป้าหมายทั่วประเทศ 31,500 คน นายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ใช้แนวทางประชารัฐประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะเฉพาะทางของแรงงานอิสระยุค 4.0 (Gig Worker) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น ในการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 13 ล้านราย ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในกลุ่ม GIG Worker ที่ทำงานในรูปแบบงานชั่วคราว รับจ้างเป็นระยะเวลาสั้น เช่น งานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายดำเนินการฝึกใน 8 กลุ่มอาชีพจำนวนไม่น้อยกว่า 31,500 คน เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ และมอบชุดเครื่องมือทำมาหากินให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการดังกล่าว

นายประทีป กล่าวต่อไปว่า ซึ่ง 8 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ (1) กลุ่มอาชีพเทคโนโลยียานยนต์/ เครื่องกล (2) กลุ่มอาชีพเกษตรและอาหารแปรรูป (3) กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้าง (4) กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีดิจิทัล (5) กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (6) กลุ่มอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศิลป์ (7) กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ และ (8) กลุ่มอาชีพ เทคโนโลยีงานเชื่อม มีการฝึกอาชีพถึง 38 หลักสูตร เช่น หลักสูตรการการบำรุงเครื่องจักรกลทางการเกษตร หลักสูตรการบำรุงรถจักรยานยนต์ หลักสูตรการทำประตู-หน้าต่างอะลูมิเนียม หลักสูตรเทคนิคการล้างและเคลือบสีรถยนต์ หลักสูตรการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ หลักสูตรการตัดเย็บเสื้อผ้า หลักสูตรช่างแต่งผม หลักสูตรผู้ประกอบอาหารไทย หลักสูตรบาริสต้ามืออาชีพ เป็นต้น ทุกหลักสูตรจะใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง หรือ 5 วัน ปัจจุบันสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่ม OTOP กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ดำเนินการประชาสัมพันธ์และสำรวจข้อมูลความต้องการฝึกอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย

“สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ ผู้ผ่านการฝึกอบรมนอกจากมีทักษะอาชีพติดตัวแล้ว ระหว่างการฝึกอบรมมีค่าอาหารให้วันละ 120 บาทอีกด้วย พร้อมกับประสานสำนักงานจัดหางานจังหวัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสิน เพื่อให้คำแนะนำในการประกอบอาชีพและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อยอดในการลงทุนต่างๆ และมอบชุดเครื่องมือทำหากินเพื่อการประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว เป็นต้น ผู้สนใจที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเข้าไปดูรายละอียดและสมัครได้ที่ http://www.dsd.go.th หรือติดต่อสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือโทรสอบถามสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4” อธิบดีกพร.กล่าว