ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในเด็กและเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773604

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ  รักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในเด็กและเยาวชน

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในเด็กและเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการประกาศเกียรติคุณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567 ในสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากผลงานวิจัยที่อาจารย์ทุ่มเทศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นองค์ความรู้ใหม่ด้านคลินิกเกี่ยวกับการดูแล รักษา และป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในเด็กและเยาวชน

ศ.พญ.ธันยวีร์ เผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สิ่งสำคัญกว่ารางวัลที่ได้รับก็คือการทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV – Human Immunodeficiency Virus) ได้รับการเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ทันสมัยและตระหนักรู้ว่า การติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันมีแนวทางในป้องกัน และรักษาที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยหวังว่าจะช่วยทำให้คนทั่วไปได้เข้าใจและรับทราบว่า ปัจจุบันผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องด้วยยาต้านไวรัส จะไม่เจ็บป่วยเป็นโรคเอดส์ ไม่สามารถแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นๆ รวมถึงมีสุขภาพดี ไปโรงเรียน ทำงาน มีครอบครัวมีบุตร อายุยืนยาวได้ เมื่อ
เข้าใจและยอมรับในประเด็นนี้แล้ว หวังว่าการตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีในสังคม จะลดลงได้

“องค์ความรู้ในปัจจุบัน อย่างเช่น เด็กอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เมื่อได้ทานยาต้านไวรัส สามารถควบคุมไวรัสในร่างกายได้ภายในระยะเวลา
6 เดือนหลังเริ่มยา หลังจากนั้นยังต้องกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องทุกวันเพื่อควบคุมไวรัสไว้ ไม่ให้มาทำลายเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เด็กที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยทารก สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัวได้ โดยไม่ส่งต่อเชื้อให้คู่สามีภรรยาหรือบุตร”

ศ.พญ.ธันยวีร์ เล่าย้อนไปถึงช่วงปี พ.ศ.2539-2545 ที่อาจารย์เริ่มเรียนด้านกุมารแพทย์และเริ่มสนใจทำงานวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาเด็กและเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ณ ช่วงเวลานั้น การติดเชื้อเอชไอวี ถือเป็นโรคที่รุนแรง เนื่องจากยังไม่มียารักษา ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันสั้น จากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่เกิดตามหลังภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เวลานั้นประเทศไทยมีเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กทารกที่ได้รับเชื้อจากแม่สู่ลูกรายใหม่ ปีละหลายพันคน จึงได้มาทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก กล่าวคือ การนำความรู้จากงานวิจัยพื้นฐานด้านไวรัสวิทยาภูมิคุ้มกันวิทยา เภสัชวิทยา และระบาดวิทยามาต่อยอดทำงานวิจัย นำยาต้านไวรัสสูตรต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการรักษาเด็กอยู่ร่วมกับเอชไอวีในประเทศไทย โดยมีแรงบันดาลใจจากการร่วมงานวิจัยกับเครือข่ายนักวิจัยใน สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศแถบยุโรป ที่มีการวิจัยพัฒนาที่ก้าวหน้า รวมทั้งได้ทำวิจัยร่วมกับองค์การเภสัชกรรม โดยการใช้ยาต้านไวรัสที่ผลิตได้เองในประเทศไทย ทำให้เด็กอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี สามารถเข้าถึงยาได้ทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาสูตรยาต้านไวรัส จากที่ต้องรับประทานวันละหลายครั้ง หลายเม็ด จนในปัจจุบันเป็นยาต้านไวรัสเม็ดรวม รับประทานวันละครั้ง ทำให้สามารถใช้ได้ง่าย ประสิทธิภาพดี สามารถใช้ได้กับเด็กในไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

“เด็กอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี หลายคน ที่หมอดูแลมาตั้งแต่เล็ก ตอนนี้อายุ 30 กว่าแล้ว บางคนทำงาน บางคนมีครอบครัวมีลูก เป็นความ
ภาคภูมิใจที่เรามีส่วนช่วยวิจัยพัฒนายาต้านไวรัสและแนวทางการรักษาใหม่ๆ ทำให้โรคที่เราเคยคิดว่ารักษาไม่ได้ เคยเป็นที่รังเกียจ ปัจจุบันสามารถรักษาได้ และเด็กสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นเยาวชนที่มีอนาคตที่ดีได้”

การรักษาที่ ศ.พญ.ธันยวีร์ ได้ร่วมวิจัยพัฒนาและเก็บรวบรวมข้อมูลกับเครือข่ายทีมวิจัยต่างๆ นอกจากจะได้รับการนำไปใช้ในแนวทางการรักษาเด็กในประเทศไทยแล้ว สูตรยาต่างๆ ที่อาจารย์ได้ทำการวิจัยพัฒนาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ยังได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก(WHO) และนำไปใช้ในประเทศอื่นๆด้วย สอดคล้องกับเป้าหมายระดับนานาชาติเรื่องของการยุติโรคเอดส์ซึ่ง ตั้งเป้าไว้ในปี พ.ศ.2573 ว่า ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีรายใหม่จะต้องน้อยลงผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอัตราเสียชีวิตจะต่ำลงไปอีกมาก

“อีกเรื่องที่สำคัญคือเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในสมัยก่อน หากหญิงตั้งครรภ์อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี โอกาสที่ลูกจะได้รับเชื้อด้วยนั้นมีสูงถึงร้อยละ 25-30 แต่ปัจจุบันการรักษาด้วยยาต้านไวรัสให้กับหญิงตั้งครรภ์ ทำให้โอกาสที่ลูกจะได้รับเชื้อด้วย ต่ำกว่าร้อยละ 1 เท่านั้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่อยากเผยแพร่ให้ทราบกันในภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อครอบครัวของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยจากโรคอื่นๆ ลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ” ศ.พญ.ธันยวีร์ กล่าว

หนุนมาตรการป้องกันเอดส์ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773587

หนุนมาตรการป้องกันเอดส์  ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก

หนุนมาตรการป้องกันเอดส์ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา

นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยหลังเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการขอรับรองการยุติการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี จากแม่สู่ลูก เป็นครั้งที่ 4 ว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day) เพื่อสร้างความตระหนักให้กับประชาชนทุกประเทศทั่วโลก ร่วมกันรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอดส์ และเป็นการย้ำเตือนว่า เอชไอวีหรือ โรคเอดส์ยังคงอยู่ โดย UNAIDS กำหนดแนวคิดการรณรงค์วันเอดส์โลก ในปี 2566 คือ “Let Communities Lead” ซึ่งมีความหมายถึง “ให้ชุมชนนำทางมุ่งสู่การยุติเอดส์” เพื่อสนับสนุนให้มีมาตรการป้องกันโรคเอดส์ และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับต่อผู้ป่วยติดเชื้อในสังคมทุกระดับซึ่งประเทศไทยได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ ปี 2560-2573 มีเป้าหมาย คือ ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา โดยจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่ไม่เกิน 1,000 คนต่อปี ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะลงเหลือไม่เกินร้อยละ 10

นายแพทย์เอกชัย กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมากรมอนามัยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลกในเวทีการประชุม Global Validation Advisory Committee ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ของโลกในการประกาศความสำเร็จดังกล่าว เป็นครั้งที่ 3 ในปี 2565 นับจากครั้งที่ 1 เมื่อปี 2559 ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2561 โดยประเทศไทยยังคงรักษาคุณภาพ ในการดำเนินงานเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในทารกแรกเกิดที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ต่ำกว่าร้อยละ 2 สามารถป้องกันเด็กที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีขณะตั้งครรภ์ได้ปีละประมาณ 3,500 คน ทำให้มีเด็กทารกที่ติดเชื้อเอชไอวีต่ำกว่า 50 รายต่อปี เนื่องจากประเทศไทยมีความเข้มแข็งของระบบบริการสาธารณสุขโดยเฉพาะงานอนามัยแม่และเด็กมีการดำเนินงานที่มีคุณภาพครอบคลุมสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยมานานกว่า 50 ปี

“ทั้งนี้ การลดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกต้องอาศัยความร่วมมือครอบครัว ชุมชน สังคม และสร้างความเท่าเทียม โดยสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอด รวมทั้งลูกและครอบครัวที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ได้รับการดูแล อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง ดังนี้ 1.ฝากครรภ์โดยเร็วก่อน 12 สัปดาห์ เพื่อได้รับการดูแลสุขภาพตนเองและลูกในครรภ์ 2.รับการปรึกษาพร้อมสามี เพื่อตรวจหาโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี 3.หากหญิงตั้งครรภ์และคู่มีผลการตรวจเลือดเอชไอวีเป็นบวก จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยหญิงตั้งครรภ์จะได้รับยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์ประสิทธิภาพสูง (HAART) เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก และ 4. เด็กที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะได้รับยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์ประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และได้รับนมผสมเพื่อทดแทนนมแม่นานถึง 18 เดือน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773580

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยน้ำพระทัยที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอันเกิดจากผลที่ได้รับทางด้านกฎหมายและสังคม นั่นคือผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือ “ณภาฯ” จึงก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาสและช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งสร้างความตระหนักแก่สังคมให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มคนเหล่านี้

มูลนิธิ ณภาฯ ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ต้องขังหญิง-ชาย และกลุ่มผู้พ้นโทษหญิง-ชาย เป็นกลุ่มแรก โดยมีการจัดโครงการเข้าฝึกอบรมวิชาชีพและการผลิตภายในเรือนจำและภายในมูลนิธิ ณภาฯ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นการแสดงศักยภาพและความสามารถของพวกเขาผ่านทางผลิตภัณฑ์ ตลอดจนนำไปจัดจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ของ ณภาฯอันก่อให้เกิดรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้

มูลนิธิ ณภาฯ ให้ความสำคัญกับการให้ “โอกาส” เพราะเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ให้โอกาสได้ไม่สิ้นสุดดังจะเห็นได้จากนัยสำคัญของตราสัญลักษณ์ประจำองค์กร คือ สัญลักษณ์คล้ายเครื่องหมายอินฟินิตี้ ที่แสดงถึงการให้โอกาสที่ไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน คำว่า ณภาฯ ก็สามารถสื่อถึงนัยสำคัญได้สองประการ ประการแรก คือ ณภาฯที่เป็นคำพ้องเสียงกับ คำว่า นภา อันหมายถึงท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ไพศาล เปรียบเสมือนจิตใจที่พร้อมที่จะให้อภัยและให้โอกาสเสมอซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า “ที่แห่งนี้จะมองเห็นและให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีที่สิ้นสุด” สำหรับประการที่สอง เมื่อนำความหมายของคำว่า ณ(อันหมายถึง อยู่ที่นี่) และ ความหมายของคำว่า ภาฯ (อันเป็นพระนามโดยย่อของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี) มารวมกัน จึงมีความหมายโดยนัยว่า “อยู่กับพระองค์ท่าน ก้าวไปพร้อมกันกับพระองค์ท่าน ณ ที่แห่งนี้ ที่ ณภาฯ” อันแสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง

มูลนิธิ ณภาฯ ต้องการให้สังคมได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการให้โอกาส ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยเริ่มต้นจากการสร้างคุณค่าในตัวเองและการยอมรับจากสังคม ณภาฯ จึงสนับสนุนให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ฝึกฝนอาชีพ และเข้าอบรมองค์ความรู้ที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ เพื่อให้สังคมเปิดใจ ให้อภัยให้โอกาส และยอมรับพวกเขา ผ่านผลงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่แสดงถึงศักยภาพความสามารถที่มีอยู่ในตัวของเขา อันจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและมองเห็นคุณค่าในตัวเขาเอง ทำให้พวกเขาเหล่านี้อยากทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

มูลนิธิ ณภาฯ มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้อย่างยั่งยืน มิใช่เพียงแค่สนับสนุนด้านการจัดฝึกอบรมวิชาชีพ และทักษะชีวิตในด้านต่างๆ เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้พวกเขามีรายได้ ผ่านการทำงานในด้านต่างๆ ตามทักษะที่ถนัด รวมทั้งผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของตนเอง อันจะส่งผลให้พวกเขาสามารถเลี้ยงชีพตัวเองและครอบครัวได้ รวมทั้งยังเป็นที่ต้องการของสังคมและตลาดแรงงานต่อไป

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดและในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้น ก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯปัจจุบันได้แก่ จัน ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่าจันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไปผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส”ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่า สังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

โครงการฝึกอบรมวิชาชีพ ผ่านการผลิตสินค้าแบรนด์ chann (จัน) นี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้พ้นโทษได้มีโอกาสฝึกอาชีพ เพื่อประกอบอาชีพสุจริตและนำไปสู่การมีรายได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นการส่งต่อพลังบวกและช่วยลดโอกาสในการกระทำผิดซ้ำอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ มูลนิธิ ณภาฯ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมวิชาชีพและการผลิตเพื่อให้ผู้พ้นโทษที่เป็นอดีตผู้ต้องขังหญิง คดียาเสพติดที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาของมูลนิธิ ณภาฯ มีโอกาสที่จะได้ทำงานกับมูลนิธิ ณภาฯ ได้แสดงความสามารถ และศักยภาพ ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิตสินค้า และผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

“ไอศกรีมไทย” ถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งของมูลนิธิ ณภาฯ ที่เป็นบทพิสูจน์ฝีมือของกลุ่มผู้พ้นโทษตามโครงการฝึกอบรม วิชาชีพของมูลนิธิ ณภาฯ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง

ไอศกรีมไทย ภายใต้มูลนิธิ ณภาฯ นี้ปัจจุบันจัดจำหน่ายในงานแสดงสินค้าและงานนิทรรศการต่างๆ โดยเฉพาะงานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) โดยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และได้รับการตอบรับด้วยดีเสมอมา ทั้งนี้ ไอศกรีมไทย ภายใต้มูลนิธิ ณภาฯ มีแผนที่จะวางจำหน่ายตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าทั่วไปอีกด้วย

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773637

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ http://www.royaloffice.th ระหว่างวันที่6-8 ธันวาคม 2566..

●● ดร.ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ รองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการศิลปะ ธารศิลป์ฯ สานศิลป์แด่..พ่อหลวง 7 ธ.ค. 11.19 น. โดย ลลิสาจงบารมี ประธานมูลนิธิฯ ต้อนรับ ณ มูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร ซ.พร้อมพงษ์ สุขุมวิท 39งานจะมีถึง 23 ธ.ค..

●● กลับจากพาเพื่อนชาวอังกฤษไปเที่ยวญี่ปุ่น นฤวร ปันยารชุน ติดโควิดเป็นครั้งแรกแต่ได้แพ็กเกจใหญ่เป็นของแถมด้วยเกิด Heart Attack เข้า ICU 2-3 สัปดาห์ ทำบอลลูนหัวใจ เพิ่งได้กลับบ้านเพราะมีน้ำทิพย์จากฟ้าชโลมกายใจให้แข็งแรงขึ้นแล้ว..

●● สวดพระอภิธรรม ม.ร.ว.สดศรี ปันยารชุน ภริยา อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ณ ศาลาร้อยปีวัดเบญจมบพิตร วันอาทิตย์ 10, 17, 24 ธ.ค.18.30 น. และบำเพ็ญกุศลครบ 50 วัน วันที่ 7 ม.ค.2567..

●● ชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ เชิญชวนศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน ร่วมชมรายการพิเศษเนื่องในวันธรรมศาสตร์ คืนวันเสาร์ 9 ธ.ค. 22.00 น. ช่อง 9 MCOT HD ร่วมบริจาคเพื่อโครงการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ศูนย์การแพทย์ธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ชื่อบัญชี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.กรุงเทพ เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ลดหย่อนภาษี 2 เท่า..

●● พิมพ์ จารุเศรนี กจก.บจ.อุตสาหกรรมนมไทย ลงนามร่วมกับนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดโครงการสร้างอาชีพให้ครอบครัวตำรวจผ่านแฟรนไชส์ “อาซ้อคาเฟ่” เพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้น 19 ธ.ค. 14.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 32 อาคารศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ..

●● ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดระบบการสอบวัดผลภาษาอังกฤษ Language Cert และแถลงข่าวการจัดตั้ง Elite Exam Center โดยมี นรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ เป็นผอ.Elite Exam Center วันที่ 21 ธ.ค. 13.30 น.ที่ รร.สยามแอทสยาม ถ.พระราม 1..

●● หมดเทศกาลบุญใหญ่ทั้งเป็นเจ้าภาพทอดกฐินทั่วไทย ทำบุญทำทานทำกุศลสม่ำเสมอ ดร.มนวิภา ประชัญคดี แวบไปชาร์จแบตเติมพลังกายใจที่จิ่วไจ้โกว ถึงแม้ต้องเดินไกลแต่วิวทิวทัศน์ที่ได้ชมทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง..●●

น้อง

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773633

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณโรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสองและระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภารวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังนับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระกรณียกิจด้านต่างๆ ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถและ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิดรู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชร
กิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ และส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปีพุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา (แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาสการเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภค ตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทราจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าฯถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งประทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และประทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี หน่วยงาน UNIFEM จึงขอกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี”(Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

องค์ทูตสันถวไมตรี Goodwill Ambassador) ของ (UNODC) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีบทบาทสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในภูมิภาค และการที่ทรงช่วยระดมความร่วมมือในประเด็นระดับโลกที่เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเสริมวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ “ยูเอ็นโอดีซี” จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบงานยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อดำเนินกิจกรรมที่สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการที่ทรงรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีที่เกี่ยวข้องกับหลักนิติธรรม เป็นการต่อยอดพระภารกิจจากที่ทรงตอบรับการเป็นทูตของยูนิเฟม หรือ ยูเอ็มวีเมน มาแล้ว ถือเป็นการต่อยอดพระภารกิจและบทบาทของพระองค์ในกรอบที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์หลายประการ ที่สำคัญ คือทรงมีความเข้าใจ สนพระทัย และประสบการณ์จริงจากการทำงานในหลากหลายมิติที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยเป็นอย่างดี

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ประทานพระดำรัสที่ทรงรับตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของยูเอ็นโอดีซีว่าเป็นโอกาสสำคัญให้ได้สนับสนุนงานของสหประชาชาติด้านหลักนิติธรรมและความเป็นธรรม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ข้าพเจ้ามุ่งหมายที่จะทำงานร่วมกับสำนักงาน UNODC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางในสังคม จัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น รวมถึงการสนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างหลักนิติธรรมระดับโลก”

มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ประกอบด้วย มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, เครือข่ายคนรักน้องหมา, กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

‘ธีรพร’ นำทีมอาจารย์แพทย์โชว์นวัตกรรม FAT STEM CELL

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773589

‘ธีรพร’ นำทีมอาจารย์แพทย์โชว์นวัตกรรม FAT STEM CELL

‘ธีรพร’ นำทีมอาจารย์แพทย์โชว์นวัตกรรม FAT STEM CELL

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ธีรพร” หรือ TRP ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าระดับ Master ของประเทศไทยนำทีมอาจารย์แพทย์เข้าร่วมบรรยายในงาน ASEAN ORL-HNS Congress 2023 ครั้งที่ 20 ซึ่งเป็นงานประชุมวิชาการแพทย์ด้านหู คอ จมูก และกลุ่มศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าระดับอาเซียน ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ในฐานะนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับ Master และผู้บริหาร“ธีรพรคลินิก” สถาบันศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า หรือ TRP กล่าวว่า งาน ASEAN ORL-HNS Congress 2023 เป็นงานประชุมวิชาการของแพทย์หู คอ จมูก และศีรษะ ลำคอ รวมถึงกลุ่มศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าที่มีความรู้ระดับ Expert ของอาเซียนมาบรรยายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และอัปเดต
ผลงานวิชาการใหม่ๆ กันเพื่อพัฒนาความรู้ทางการแพทย์ให้ก้าวไกล ซึ่งจัด โดย ASEAN Otorhinolaryngological Head and Neck Federation เป็นประจำทุกๆ 2 ปี งานประชุมวิชาการครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่พัทยา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ผศ.พญ.ศริญญา อุราธรรมกุล

ในงานประชุมวิชาการที่ผ่านมาผศ.พญ.ศริญญา อุราธรรมกุล แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางโสต ศอนาสิกวิทยาและศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า (Facial plastic and Reconstructive Surgery) ทีมอาจารย์แพทย์จากธีรพร ได้บรรยายให้ความรู้หัวข้อ Local flap for facial defect reconstruction ว่าด้วยเรื่องการซ่อมสร้างผิวบนใบหน้าด้วยวิธีการปลูกถ่ายผิวหนัง โดยการโยกเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้าที่ข้างเคียงมาปิดความผิดปกติที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งได้ยกเคสตัวอย่างคนไข้จมูกทะลุ เนื้อเยื่อเสียหายจำเป็นต้องโยกเนื้อบริเวณหน้าผากมาปิด นอกจากนี้ยังมีเคสจากการฉีดซิลิโคนเหลว ใบหน้าผิดรูปเนื้อเยื่อและผิวครึ่งใบหน้าเกิดความเสียหายต้องผ่าตัดออกและนำเนื้อเยื่อจากบริเวณอื่นมาซ่อมสร้างผิวบนใบหน้าใหม่ การรักษาวิธีนี้เรียกว่า microvascular free flap reconstruction ใช้เวลารักษานานหลายปีจนคนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติแล้ว ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของศัลยแพทย์ไทยจนได้รับความสนใจจากสื่อญี่ปุ่น ติดตามสัมภาษณ์และเผยแพร่จนเป็นที่ประจักษ์

สำหรับ นพ.กฤษฎา โกวิทวิบูล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า (Facial plastic and Reconstructive Surgery) อาจารย์แพทย์ธีรพรอีกท่านไปเข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ การปลูกถ่ายไขมันที่ใบหน้า (Fat graft) ด้วยสเต็มเซลล์จากไขมัน (Fat Stem Cell) เทคนิคเฉพาะของธีรพรซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ใช้ได้กับการเสริมจมูก แก้จมูกซิลิโคนทะลุ รวมทั้งเติมเต็มแก้ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก และซ่อมสร้างผิวบนใบหน้าเรียบเนียน อิ่มสวยสดใส ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติจุดเด่นคือ มีความปลอดภัยเพราะเป็นไขมันจากผู้รับบริการเองไม่ใช่สารแปลกปลอม ที่สำคัญได้ผลลัพธ์ชัดเจน นุ่มสวยดูเป็นธรรมชาติและสามารถอยู่ได้นานหลายปี

นอกจากนี้ ผศ.นพ.ชลธิศ ได้แสดงความคิดเห็นในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมงานประชุมวิชาการครั้งนี้ด้วยว่า “เวียดนามพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ารวดเร็วมาก เขาพัฒนาการศึกษาแบบเน้นเชิงคุณภาพ ทำให้ปัจจุบันมีคนระดับมันสมองของประเทศจำนวนมาก มีงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากครับ”

ธีรพรคลินิก เป็นสถาบันศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ที่คิดค้นพัฒนาเทคนิคศัลยกรรมความงามอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปี ภายใต้แนวคิด Less is more และเทคนิค Lock Sytem จนได้ผลลัพธ์ “แผลเล็ก บวมช้ำน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัยสูงและคงความสวยได้ยาวนาน ซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ ทำให้เทคนิคการทำศัลยกรรมของธีรพรเป็นที่ยอมรับจากบุคคลทั่วไปมาโดยตลอด ทั้งศัลยกรรมดึงหน้าแบบ FACE-LOCK ศัลยกรรมตาสองชั้น (Lucky Eye) และเสริมจมูกด้วย Fat Stem Cell รวมไปถึงงานแก้และงานซ่อมจากเคสต่างๆ

สนใจศึกษาข้อมูลและติดตามธีรพรได้ทาง www.teerapornclinic.comและ FB : Teeraporn Clinic

Kids Star international 2023 จัดใหญ่สมกับเป็นเวทีเด็กระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773632

Kids Star international 2023 จัดใหญ่สมกับเป็นเวทีเด็กระดับนานาชาติ

Kids Star international 2023 จัดใหญ่สมกับเป็นเวทีเด็กระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.21 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ Esc hall โรงแรม  ESC PARK กรุงเทพมหานคร จัดจบในรอบไฟนอลอย่างยิ่งใหญ่สำหรับเวทีเด็กระดับนานาชาติ Kids Star International 2023 โดยประธานกองประกวด คุณกบ อลงกฎ สังคหะพงศ์ ภายใต้ บริษัท สตาร์ ไฟท์เตอร์ จำกัด เวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลกได้แสดงโชว์ศักยภาพบนเวที ทั้งการเดินและความสามารถพิเศษ ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ทุกคนได้มารวมกันทำกิจกรรมด้วยกัน  ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ  ได้เพื่อนใหม่ และประสบการณ์ที่ดี ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยมีเยาวชนจาก 14 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน โชว์ความสามารถ

โดยได้ผู้ชนะเลิศของทั้ง 4 รุ่นได้แก่

รุ่น Mini kids

– หญิง: รัสเซีย

– ชาย: ไทย

รุ่น junior kids

– หญิง:อินโดนีเซีย

– ชาย: ไทยแลนด์ และไต้หวัน

รุ่น Pre teen kids

– หญิง : เคอกีสถาน

– ชาย: ไทย

รุ่น teen

– หญิง: ไทย

– ชาย: พม่า,ไทย

ติดตามข่าวสารได้ที่ เฟสบุ๊ก https://www.facebook.com/profile.php?id=61551853280927

-(016)

SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS รังสรรค์จิวเวลรี่ชั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773601

SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS รังสรรค์จิวเวลรี่ชั้นสูง

SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS รังสรรค์จิวเวลรี่ชั้นสูง

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.53 น.

แบรนด์ SIRIVANNAVARI และ BEAUTY GEMS  เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงประจำปี 2023   “HEIRLOOMS OF ELEGANCE HAUTE JOAILLERIE COLLECTION” ในวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคมศกนี้ คอลเลกชันทรงออกแบบภายใต้แรงบันดาลใจจากความรักแห่งสายใย ความผูกพันในครอบครัว และความทรงจำแห่งของพระราชทานอันเป็นที่รักจากรุ่นสู่รุ่น  ด้วยผลงานทั้งหมด 41 ชิ้นงานแสนงดงาม โชว์ความโดดเด่นของอัญมณีล้ำค่า และงานเทคนิคการขึ้นเรือนและฝังเพชรชั้นสูงโดยฝีมือระดับโลกของไทย 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sirivannavari.com http://www.beautygems.com

-(016)

‘คิตตี้ กิจติพร’เกี่ยวก้อย ‘หมอกี้’ร่วมให้กำลังใจ ผู้เข้าประกวด Mrs. Asia 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773569

'คิตตี้ กิจติพร'เกี่ยวก้อย 'หมอกี้'ร่วมให้กำลังใจ ผู้เข้าประกวด Mrs. Asia 2023

‘คิตตี้ กิจติพร’เกี่ยวก้อย ‘หมอกี้’ร่วมให้กำลังใจ ผู้เข้าประกวด Mrs. Asia 2023

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.15 น.

แอบเห็นแว๊บๆ ไปร่วมเชียร์ แม่ๆ ในการประกวด Mrs. Asia 2023 ที่ Crystal Design Center (CDC) เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา สำหรับ บอสสาวสวย “คิตตี้ กิจติพรนันท์ตานนท์” ผู้อำนวยการกองประกวด mrsthailand world เกี่ยวก้อยมาพร้อมกับ “หมอกี้- อังคนางค์ ชากีร่า ” ผู้อำนวยการกองประกวด mrs. tourism Thailand และ นางงามสาวสวย“แม่หมวย รัมณีย์ อภิชัยโชติรัตน์”คุณแม่ยังสาว ผู้ที่คว้ามงกุฎใหญ่ Mrs. Tourism Universe 2023มาได้เป็นผลสำเร็จมาร่วมให้กำลังใจ ผู้เข้าประกวด Mrs. Asia 2023 ทุกท่าน ทั้ง2 รุ่น รวม24 ท่าน  ณCrystal Design Center (CDC) เรียบด่วนรามอินทรา เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

ชวนเที่ยวแก่งกระจาน Camping Market เทศกาล ‘โอ-มา-กะ-เสพ’ ท่องเที่ยวยั่งยืน ทุกเสาร์ตลอดเดือน ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/773561

ชวนเที่ยวแก่งกระจาน Camping Market เทศกาล ‘โอ-มา-กะ-เสพ’ ท่องเที่ยวยั่งยืน ทุกเสาร์ตลอดเดือน ธ.ค.

ชวนเที่ยวแก่งกระจาน Camping Market เทศกาล ‘โอ-มา-กะ-เสพ’ ท่องเที่ยวยั่งยืน ทุกเสาร์ตลอดเดือน ธ.ค.

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.09 น.

เพ ลา เพลิน เดอะ เจอร์นีย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ร่วมกับภาคีด้านการท่องเที่ยวภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเพชรบุรี นำโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเพชรบุรี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ชมรมธุรกิจท่องเที่ยวแก่งกระจาน สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย และภาคชุมชนต่างๆ ในจังหวัดเพชรบุรี ดีเดย์เสาร์แรก 2 ธ.ค. เปิด “แก่งกระจาน Camping Market เทศกาล โอ-มา-กะ-เสพ” ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ของเพชรบุรี ชวนเสพโอโซน เสพศิลปะ เสพอาหาร เสพสุขภาพดี ชูจุดเด่นอัตลักษณ์ในพื้นที่เปิดพื้นที่แห่งโอกาส เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่และคุณค่าผ่านการท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน และนางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวแนะนำโครงการ นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับ และ นางพรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด ให้การต้อนรับ ณ เพ ลา เพลิน เดอะ เจอร์นีย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

แก่งกระจาน Camping Market ตลาดกางเต็นท์ เกิดขึ้นด้วยแนวคิด คุณเสพ…เราเสิร์ฟ ตลาดแนวใหม่สไตล์แคมป์ปิ้ง ในบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ ชวนคุณมา เสพโอโซน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมรดกโลกจาก UNESCO บนผืนป่าแก่งกระจาน เสพศิลปะ วัฒนธรรมเมืองเพชร งานศาสตร์และศิลป์ เสพอาหาร เสน่ห์อาหารถิ่นเมืองพริบพรี เมนูเด็ดเมนูดัง อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรม Chef’s Table “โอ-มา-กะ-เสพ” ด้วยวัตถุดิบเมืองเพชร เมืองอาหารสร้างสรรค์แห่ง UNESCO เสพสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรจากเพชรบุรี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แพทย์พื้นบ้านที่ถูกถ่ายทอดและสืบสานมายาวนานนับร้อยปี ภายในงานได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลผลิตด้านการเกษตร งาน art & craft และสินค้าอื่นๆ มากมาย รวมไปถึงการเปิดพื้นที่แห่งโอกาสในการแสดงศักยภาพของชุมชนและเยาวชน ให้ได้มาแสดงออกถึงความสร้างสรรค์และความสามารถในด้านต่างๆ ภายใต้ คอนเซ็ปท์ Green creative – Opportunity space เพื่อการส่งเสริมผ่านการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมต่างๆ

ดร.สันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “อ.แก่งกระจาน และ จ.เพชรบุรี นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง และมีความโดดเด่นด้านคุณภาพของทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ สำคัญที่สุดคือการช่วยกันบำรุงและรักษา และบูรณาการทุกทรัพยากรและศักยภาพในพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเอกลักษณ์ในท้องที่ และส่งต่อประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยว นำมาสู่คุณภาพชีวิต รายได้ของคนในพื้นที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายภาคการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศ โดยยึดหลักในการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ (Economics Sustainability) ด้านสังคม (Social Sustainability) และด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ผมชื่นชมและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว ให้เกิดการขยายผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมให้กับคนพื้นที่แก่งกระจานและเพชรบุรี และสร้างโอกาสในพื้นให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ได้มีการนำเสนอสินค้าและบริการในแก่งกระจาน Camping Market ตลาดกางเต็นท์แห่งนี้”

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “หนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์ของแก่งกระจาน Camping Market เทศกาล โอ-มา-กะ-เสพ คือ การนำวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลมาประกอบอาหาร (Chef to Table) เพื่อลดผลกระทบเชิงลบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคและการขนส่งที่ก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นตามแนวคิด กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี และแบ่งปันสิ่งดี ๆ (Happy Model) โดยเชฟเปอร์โยต์-กิจณรงค์ จันทร์ปลูก จากร้านรัญจวนใจ ประกอบกับจังหวัดเพชรบุรีได้รับการรับรองจากองค์การ UNESCO ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารทั้งอาหารคาวและหวาน จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการจัดกิจกรรมเพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าสินค้าซึ่งสามารถเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยวันนี้ทุกท่านจะได้ลิ้มลองรสชาติ “สำรับฝากรำพันถึงเพ็ทบุรี” โดยจะมีกิจกรรมทุกวันเสาร์ในเดือน ธ.ค. นี้ และกิจกรรมต่างๆใน แก่งกระจาน Camping Market จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆในการท่องเที่ยวแก่งกระจานและเพชรบุรี และเสริมสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการท่องเที่ยวธรรมชาติ ชุมชน วัฒนธรรม และความสร้างสรรค์ การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Model)”

นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า “เพชรบุรีเป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอาวไทยที่มี Soft Power มากมาย ทั้งในด้านศักยภาพการท่องเที่ยวระดับประเทศและระดับนานาซาติ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ได้รับการประกาศรับรองจากองค์การยูเนสโกให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็น “มรดกโลก” ทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก ทำให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นที่รู้จัก และสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวได้เป็นอันดับต้นๆ การจัดโครงการแก่งกระจาน Camping Market ตลาดกางเต็นท์ “โอ-มา-กะ-เสพ” เป็นความร่วมมือของเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ เพราะการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังสามารถกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมไปถึงท้องถิ่นและชุมชน ถือเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบุรี สร้างการรับรู้ถึงอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของจังหวัดเพชรบุรี”

นางพรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด กล่าวว่า “เพ ลา เพลิน เดอะ เจอร์นีย์ เข้ามาเป็นน้องใหม่ในพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีส่วนให้บริการที่พัก คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าชุมชน และจุดเรียนรู้และเวิร์คช้อปภายในแหล่งของเรา ซึ่งเมื่อได้เข้ามาแล้วก็ได้เห็นว่าเพชรบุรีมีเสน่ห์มาก และของดีมากมายจึงได้แนวคิดในการเปิดพื้นที่ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ แก่งกระจาน Camping Market เพื่อเป้นพื้นที่แห่งโอกาส (Opportunity Space) และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ โดยมีกิจกรรมเชื่อมโยงภายในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว มีการจัดสรรพื้นที่มากมายหลากหลายโซน ได้แก่ 1. จุดเรียนรู้ และนิทรรศการ 2. โซนตลาด 3. กิจกรรม workshop  4. เวทีกิจกรรม และวัฒนธรรม 5. “โอ มา กะ เสพ” เชฟส์ เทเบิ้ล (Chef’s Table) 6. ศาลาลอยพักคอย ท่ารถเพ ลา เพลิน-พะเนินทุ่ง มาเที่ยวงานลุ้นนั่งรถไปเที่ยวพะเนินทุ่งฟรีในเช้าวันอาทิตย์ที่เราทำโครงการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเพชรบุรี และนอกจากนั้นยังมีโครงการที่ส่งเสริมประสบการณ์ ด้านความคิดสร้างสรรค์ คือการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษา ด้วยเวิร์คช้อปแต่ละสัปดาห์เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อีกส่วนสำคัญในการทำโครงการนี้คืออยากส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ลดขยะ ลดการใช้พลาสติก เป็นต้น”

โครงการ แก่งกระจาน Camping Market จะเปิดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. โดยมีไฮไลท์ประจำสัปดาห์ดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 2 ธ.ค. 66 “เทศกาล โอ-มา-กะ-เสพ” Chef’s Table นำเสนอเรื่องวัตถุดิบพื้นถิ่นของดีเพชรบุรี เมือง 3 รส และเมืองอาหารสร้างสรรค์โลกที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 9 ธ.ค. 66 สัปดาห์แห่งความยั่งยืน Journey of Art นำเสนอเส้นทางของศิลปะผ่านการออกแบบของใช้จากเศษวัสดุเหลือใช้สู่ความยั่งยืน Sustainability สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 16 ธ.ค. 66 สยาม สบาย สถาน วัฒนธรรมภูมิปัญญาสุขภาพ Living & Wellness นำเสนอความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ และสมุนไพรมากมายในจังหวัดเพชรบุรี ออกมาเป็นอาหารเป็นยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมไปถึงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเพชรบุรี เปิดโรงหมอ Wellness consult ตรวจฟรี ฟังเสวนาและปฏิบัติ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ และต่อยอดธุรกิจ สัปดาห์ที่ 4 วันที่ 23 ธ.ค. 66 King Journey ตามรอยพระราชา กับเรื่องราว “เมืองสามวัง” ต้นกำเนิด “ตามรอยพระราชา” สัปดาห์ที่ 5 วันที่ 30 ธ.ค. 66 Forest Music คอนเสิร์ต Soundscape โดยสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา กิจกรรม Music Make Change โดยสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา การใช้ดนตรีบำบัด และฟื้นฟูด้านจิตใจกิจกรรมประกวดร้องเพลง รับสมัครนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป 10 ทีม

นอกจากนั้นยังมีโครงการที่ส่งเสริมประสบการณ์ ด้านความคิดสร้างสรรค์ คือการมีส่วนร่วมระหว่างสถานศึกษาและโครงการแก่งกระจาน Camping market ตลาดกางเต็นท์ คือการประกวดการเพ้นท์เต็นท์ โดยรับสมัครนักเรียนนักศึกษามาแสดงความสามารถ และถ่ายทอดเรื่องราวเพชรบุรีผ่านสีสันและลายเส้นเพื่อรับถ้วยรางวัลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยรางวัลชนะเลิศ: ทีม กล้วย 5 ลูก 1 หวี จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวรรณภูมิ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม ตะโหนดศิลป์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม ภู่กัณฑ์ จากโรงเรียนแก่งกระจานวิทยา และ รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมสุดแท้ จากมหาวิทลัยราชภัฏเพชรบุรี ทีมจากโรงเรียนบางจานวิทยา ทีม Daisy จากโรงเรียนแก่งกระจานวิทยา ทีมจากโรงเรียนวัดป่าประดู่ และทีมจากโรงเรียนเขาย้อยวิทยา

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม เกี่ยวกับโครงการแก่งกระจาน Camping Market ตลาดกางเต็นท์ได้ทาง Fanpage: Camping Market ตลาดกางเต็นท์ แก่งกระจาน facebook.com/KKCampingMarket และพบกันได้ทุกวันเสาร์ตลอดเดือน ธ.ค. นี้ พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย

-(016)