‘ณเดชน์’นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์’คาลเท็กซ์’เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/777122

'ณเดชน์'นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์'คาลเท็กซ์'เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

‘ณเดชน์’นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์’คาลเท็กซ์’เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.08 น.

แฟนๆเตรียมกรี๊ด “คาลเท็กซ์”คว้าซุปตาร์สุดฮอตแถวหน้าของวงการ “ณเดชน์คูกิมิยะ”นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ตอกย้ำแบรนด์น้ำมันคุณภาพระดับโลกมั่นใจทำให้รถไปได้ไกลกว่าพร้อมเปิดภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่จัดเต็มคุณภาพคับถังแรงประหยัดได้ทั้งคู่พิสูจน์มาแล้วช่วยให้วิ่งได้ไกลขึ้น8.24%*…งานนี้พี่แบร์จะมาในลุคไหนติดตามชมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ออกอากาศแล้ววันนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมที่www.caltex.co.th

จี๊ดโดนใจ! เปิด 10 ฉายาดาราปี 2566 บอกเลยแซ่บทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/777120

จี๊ดโดนใจ! เปิด 10 ฉายาดาราปี 2566 บอกเลยแซ่บทุกคน

จี๊ดโดนใจ! เปิด 10 ฉายาดาราปี 2566 บอกเลยแซ่บทุกคน

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.55 น.

กลายเป็นธรรมเนียมประจำปีไปแล้ว สำหรับการตั้งฉายาให้เหล่าศิลปินคนดัง โดยสมาคมนักข่าวบันเทิง ซึ่งในช่วงส่งท้ายปี 2566 ได้พิจารณาถึงความโดดเด่น ในหลายแง่มุม รวมทั้งในด้านผลงาน ตัวตนของดารานักแสดงและบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งมีดาราและศิลปินชื่อดังติดโผเข้ามา ทั้ง 10 อันดับ ที่อยู่ในกระแสและมีเรื่องราวประเด็นในปีนี้ ว่าแต่จะมีดาราคนไหนได้ฉายาอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

1. แอฟ – นนกุล ฉายา คู่รักต่างวัยใจเดียวกัน

เป็นคู่รักต่างวัยที่ถูกจับตาและได้รับความสนใจในวงการบันเทิง ทั้งนี้เพราะฝ่ายหญิง แอฟ ทักษอร หลังจากเลิกราจากความรักของการใช้ชีวิตคู่ ก็ครองโสดมานาน ไม่ยอมลงเอยกับใครง่ายๆ จนกระทั้งกามเทพแผลงศรกับหนุ่มนักแสดงรุ่นน้องที่เล่นซีรี่ส์ด้วยกัน นนกุล ชานน แม้จะอายุห่างกันถึง 16 ปี แต่ไม่เป็นอุปสรรคทำให้ความรักของทั้งสองเบ่งบาน ออกมาเปิดตัวยอมรับกำลังศึกษาดูใจกันในที่สุด

2. เบลล่า ราณี ฉายา แม่นายสายฟาด

นางเอกสาวแถวหน้าที่เด่นดังมาตั้งแต่ ละครบุพเพสันนิวาส ที่สร้างชื่อเสียง โด่งดังเป็นพลุแตก จนมาถึงละครเรื่องล่าสุดที่ออกอากาศในปี 2566 พรหมลิขิต ซึ่งเล่นกับพระเอกคู่ จิ้น โป๊ป ธนวรรธน์ ก็กลายเป็นละครแห่งปีที่ได้รับความนิยมกวาดเรตติ้งขึ้นอันดับหนึ่งไปครอง ยิ่งเพิ่มความปังให้ เบลล่า กลายเป็นนางเอกฮอตที่กวาดงานอีเวนต์ และโฆษณาเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

3. หญิงลี ศรีจุมพล ฉายา นักร้องโลกสองใบ

กลายเป็นข่าวใหญ่ปริศนาคาใจ ลูกทุ่งสาวมีโลกสองใบ หลายคนเดากันไปต่างๆนานาๆ สุดท้ายความจริงมาเปิดเผยพุ่งเป้าไปที่นักร้องลูกทุ่งคนดัง เจ้าของเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร หญิงลี ศรีจุมพล ที่เกิดรักสามเศร้าเราสามคน ระหว่าง แฟนเก่าและแฟนใหม่ ต่างฝ่ายต่างออกมาแฉ แบบหนังคนละม้วนจนต้องขึ้นโรงพักหาจุดยุติปัญหาของนักร้องโลก2ใบ

4. ไอซ์ ปรีชญา ฉายา ไซยาไนด์ไล่งู

นางเอกสาวตกเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้า 1 เพราะมีประเด็นไปเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่มีการใช้สารไซยาไนด์ จังหวะเหมาะเจาะ ที่นางเอกสาว มีการสั่งซื้อสารสารไซยาไนด์ ซึ่งถือเป็นสารอันตราย จนมีการสืบสาวราวเรื่องนางเอกสาว ไอซ์ ยอมรับว่าสั่งซื้อจริง แต่ซื้อมาไล่งู สัตว์มีพิษ ที่บ้าน แต่กว่าเธอจะชี้แจงแถลงไขได้ก็ทำเอาเจ้าตัวเครียดหนักไปหลายวัน ในเวลานั้น

5. แอนโทเนีย โพซิ้ว ฉายา รอยยิ้มสะท้านโลก

นางงามจากเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2566 แอนโทเนีย โพซิ้ว สาวลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก ถึงแม้ว่าจะได้ตำแหน่งเพียง รองอันดับ 1มิสยูนิเวิร์ส 2023 แต่ก็ชนะใจแฟนๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใสมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ จนได้รับคำชื่นชนในฐานะตัวแทนคนไทยบนเวทีระดับโลก

6. ดิว อริสรา ฉายา หม่ามี๊ ตี(บ่อน)แตก

ดาราสาวคุณแม่ลูกหนึ่งที่ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ ดิว อริสรา กล้าออกมาเปิดใจแฉแหลกเว็บการพนันออนไลน์ จนทำเอาวงการพนันออนไลน์สั่นสะเทือน โดนกวาดล้างอย่างหนัก งานนี้ทำให้ดิว ได้รับเสียงชื่นชมที่กล้าออกมาแฉเปิดโปงเรื่องราวดังกล่าว

7. ไบร์ท วชิรวิชญ์ ฉายา หล่อเขย่าโลก

ถือเป็นศิลปินหนุ่มฮอตปรอตแตกที่มีผู้ติดตาม ใน IG กว่า 18 ล้านแล้ว นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลกและระดับเอเชียมากมายมาแล้ว ล่าสุด ไบร์ท วชิรวิทญ์ ยังถือได้ว่าศิลปินไทยคนแรก ที่คว้ารางวัลจากเวทีระดับโลก อย่าง MTV VMAJ 2023 สาขา Best Asia Celebrity

8. เบสท์ รักษ์วนีย์ ฉายา ลูกสาวสายสตรอง

เจอมรสุมชีวิตกระหน่ำแบบแทบไม่ได้พัก เบสท์ รักษ์วนีย์ ลูกสาว ของสมรักษ์ คำสิงห์ หลังจากที่เลิกรากับ นักแสดงหนุ่ม ตงตง น้ำตาตกในได้ไม่นาน มีข่าวดังเมื่อคุณพ่อเป็นคดีความถูกโกงลอตเตอรี่ ต้องหาเงินช่วยพ่อใช้หนี้ และส่งท้ายปลายปีคุณพ่อสมรักษ์ของเธอก็ถูกแจ้งความจับคดีพรากผู้เยาว์ งานนี้หลายคนพากันให้กำลังใจว่าเธอต้องเป็นลูกสาวที่ต้องสตรองเบอร์ไหน

9. หนุ่ม กะลา ฉายา ทริปเที่ยวพาพัง

จากทริปเที่ยวต่างแดนแห่งความสุขที่ปรากฏภาพพาครอบครัวท่องเที่ยวต่างประเทศ ชาวเน็ตตาดีจับผิดได้ว่า มีการไปเที่ยวญี่ปุ่นถึง 2 รอบในเดือนเดียว จนกลายเป็นเรื่องครัวแตกความลับถูกเปิดเผยลุกลามบานปลายจนโซเชียลระอุ ท้ายที่สุดนำไปสู่การจะหย่าร้าง อดีตเมียฟ้องมือที่สาม เรียกค่าเสียหายแบบไม่มีใครยอมใคร

10. ตั๊กแตน – จ๊ะ ฉายา ตัวมัมปะทะตัวแม่

จากกรณีที่นักร้องลูกทุ่งสาว ตั๊กแตก ชลดา โพสต์ ซัดเพื่อนสาว ของนักร้องลูกทุ่งคนหนึ่ง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คนพุ่งเป้าไปที่ เอม วิทวัส เพื่อน จ๊ะ นงผณี ต่อมาทั้งสองคนปฏิเสธ อย่าโยงกันสนุกปาก จากนั้น ตั๊กแตนขอจบเรื่องที่โพสต์เพราะไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ถัดมา จ๊ะ-เอม ไม่พอใจ ซัดกลับออกไปว่า ถ้าไม่ชอบกันก็ขอเกลียด ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันทั้งสิ้น เรียกว่างานนี้ ตัวแม่ตัวมัมวงการลูกทุ่งเปิดศึกซัดกันเดือนกันเลยทีเดียว

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์ ้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777181

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์  ้

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์ ้

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ได้มีบทบาทในการผลักดันและขยายแนวคิด Learn to Earn สู่สังคมไทยมาพักใหญ่ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ให้เยาวชนได้เรียนรู้ และปรับตัวเพื่อเพิ่มทักษะความรู้และทักษะชีวิต (Soft skill & Hard skill) เพื่อให้อยู่รอดให้ได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเช่นทุกวันนี้ ล่าสุดได้จัดงานใหญ่ชื่อ Learn to Earn : The Forumและได้เชิญทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองผ่านการเสวนาหัวข้อ “เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด” โดยมุ่งหวังให้มาร่วมช่วยผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม และนำไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน งานจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และได้เชิญ4 Key Drivers ของประเทศมาร่วมเสวนาจึงขอพูดถึงสิ่งที่ทั้ง 4 ท่าน ได้แสดงทรรศนะ และข้อเสนอแนะไว้ดังต่อไปนี้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบันว่า ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation และการขาดแคลนแรงงานเนื่องมาจากสังคมผู้สูงวัย ทางรอดของไทยคือต้องปรับตัวและแรงงานต้องมีทักษะขั้นสูง (High skills labor) ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งเติมinnovation และ งานวิจัย ที่ใช้งานได้จริงเข้าไปช่วยเสริม ส่วนภาคอุตสาหกรรมไทยปัจจุบันได้ปรับตัวมุ่งไปสู่ Next-Gen Industries อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต รองรับการผลิต 3  กลุ่มคือ S curves และ New S curve ทักษะที่เป็นที่ต้องการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิศวกรรม ดิจิทัล และ data analytic

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนว่า สำหรับกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษาพบว่าหลักสูตรที่เรียนรู้ทุกวันนี้ไม่ตอบโจทย์ทักษะการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ส่วนกลุ่มที่ออกนอกระบบการศึกษาไปแล้ว ควรหันมาพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ซึ่งตนเห็นด้วยกับการเรียนหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี จบแล้วมีงานทำแน่นอน เช่น หลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ หรือผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งเป็นสายอาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูง ส่วนการจัดการเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนนั้น ตนเองมองว่า เด็กและเยาวชนที่หลุดไปจากระบบการศึกษาแล้ว ควรต้องตามกลับมาให้เรียนต่อ แต่ถ้าตามกลับมาไม่ได้ ก็ควรต้องให้โอกาสได้เรียนรู้ต่อไปได้ แม้จะหลุดออกไปนอกระบบการศึกษาแล้วก็ตาม

ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วในระบบการศึกษาอยากให้เป็นการเรียนแบบ learn on anywhere ซึ่งสถาบันการศึกษาหลายแห่งสามารถสนับสนุนการเรียนในลักษณะของ micro credential ประกาศนียบัตรฉบับจิ๋ว ใช้เวลาในการเรียนไม่นาน เน้นเรียนในสิ่งที่จะตอบโจทย์ตลาดแรงงานนอกจากจะได้งานทำแล้ว ผู้เรียนยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ต่อยอดหากต้องการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปได้อีกด้วย และนอกจากทักษะด้านเทคโนโลยีต่างๆ ทักษะด้านการวิเคราะห์ ด้านบริหารและความเป็นผู้นำแล้ว ทักษะที่ยังคงมีความต้องการสูง คือทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งส่วนตัวมองว่า การพัฒนาหลักสูตรหรือสร้างหลักสูตรใหม่ๆ ควรต้องทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หลักสูตรนั้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง และควรต้องเป็นหลักสูตรที่เป็นการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ด้วยการนำหลายศาสตร์มาผสมผสานกัน ไม่ใช่การเรียนรู้เพียงเรื่องเดียวหรือศาสตร์เดียวเหมือนอย่างในอดีต

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือการผลิตคนที่บางครั้งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง และทำให้เป็นการเรียนแบบ anytime, anywhere ทั้งเพื่อเร่งผลิตคนให้ตอบโจทย์ตลาด อีกทั้งเพื่อตอบรับสังคมผู้สูงวัย โดยได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการเรียนรู้ความต้องการตลาดแรงงานในปัจจุบันและนำมาพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ตอบโจทย์ทักษะที่ตลาดต้องการ พบว่าปัจจุบันมีหลักสูตรใหม่ๆ ที่ออกมาผู้เรียนมีความสุขในการเรียนแล้วยังมีรายได้ในขณะเรียนด้วย เช่น หลักสูตรอี-สปอร์ต ส่วนความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ นั้น ทางกระทรวงได้ร่วมกับกระทรวงอื่นในการช่วยกันส่งเสริมการเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777182

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หนุน มหาวิทยาลัยศิลปากร พัฒนาและเดินหน้าโครงการ Mythophobia โมเดลเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยเข้าสู่เวทีโลก โดยดึงเอกลักษณ์ “ผีอาเซียน” คือ ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเชื่อมวัฒนธรรม ต่อยอดสร้างสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ

“ผีอาเซียน” มีการนำเสนอ โดยการสร้างจักรวาลนฤมิตผีอาเซียน (ASEAN Ghost Metaverse) เพื่อสร้างชุมชนของผู้ที่สนใจในเรื่องราวของผีอาเซียนจากทุกมุมโลก โดยพัฒนาเป็น Native Application ด้วย Game Engine สามารถจำลองและปรับแต่งตัวละครของผู้ใช้ (Avatar) นอกจากนี้ยังได้พัฒนาธุรกิจต่อยอดเป็นสินค้าของใช้ต่างๆ (Merchandise) ทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ในโลกจริงและออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศ หรือเศรษฐกิจผีอาเซียน (ASEAN GhostEconomy) พร้อมพัฒนาร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การสร้าง Soft Powerอีกประเภทของไทยอย่างเป็นยั่งยืน

เลอโนโว-Google for Education มอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รร.เศรษฐเสถียร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777184

เลอโนโว-Google for Education  มอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รร.เศรษฐเสถียร

เลอโนโว-Google for Education มอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รร.เศรษฐเสถียร

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เลอโนโว ประเทศไทย ร่วมกับ Google for Education มอบอุปกรณ์อัจฉริยะ Lenovo 500e Chromebooks จำนวน 60 เครื่อง ให้แก่ครูผู้สอนและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ศูนย์จัดการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงหลักสูตรการเรียนการสอน และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมประสบการณ์การเรียนรู้แบบองค์รวม

นายธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโวกล่าวว่า การมอบอุปกรณ์ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมประสบการณ์การเรียนอันเท่าเทียมแล้ว ยังช่วยขจัดอุปสรรคในการเรียนอีกทั้งช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพของตน เพราะเราเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีโดยเฉพาะในด้านการศึกษา และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมมือกับ Google for Education ในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม”

การใช้งานของ Lenovo 500e Chromebook จะช่วยให้นักเรียนและครูผู้สอนของโรงเรียนเศรษฐเสถียรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น ฟีเจอร์แคปชั่น (Captions) ที่เป็นเครื่องมือสร้างคำบรรยายใต้ภาพอัตโนมัติสำหรับวีดีโอ ที่ยังสามารถเพิ่มไฟล์คำบรรยายเข้าไปได้ในวีดีโอได้เช่นกัน เพื่อให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถอ่านคำบรรยายได้ระหว่างรับชม

นอกจากการส่งมอบอุปกรณ์อัจฉริยะแล้ว น.ส.อตินุช ฉ.โรจน์ประเสริฐ ผู้จัดการสายผลิตภัณฑ์เพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เลอโนโว ประเทศไทย ยังได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ของเลอโนโว พร้อมกับตัวแทนองค์กรจาก Google for Education, DEPA, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Loxley Orbit ที่ได้เข้าร่วมโครงการการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีเชิงรุก เพื่อส่งเสริมการไม่แบ่งแยกและการขจัดอุปสรรคทางการศึกษาในครั้งนี้

NITMX มอบคอมพิวเตอร์และทีวี โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 55 นนทบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777186

NITMX มอบคอมพิวเตอร์และทีวี  โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 55 นนทบุรี

NITMX มอบคอมพิวเตอร์และทีวี โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 55 นนทบุรี

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX ต่อยอดโครงการตอบแทนคืนสู่สังคมผ่านโครงการ“NITMX CSR 2023 : เทคโนโลยีนี้เพื่อน้อง” ปีที่ 2 มอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน15 เครื่อง พร้อมโปรแกรมและสมาร์ททีวี จำนวน 1 เครื่องเพื่อใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนณ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 55 (วัดโบสถ์ดอนพรหม)โดยมี นางสาววรรณชนก มั่นแน่ ผู้อำนวยการโรงเรียน นางสาวมุกดา ธนไมตรีจิตต์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนคณะครูและนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 55 (วัดโบสถ์ดอนพรหม) ต้อนรับและอำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ พนักงานอาสาสมัคร “NITMX Volunteer” ร่วมกันปรับปรุงห้องคอมพิวเตอร์ให้พร้อมใช้งาน ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดและทาสี พร้อมทั้งยังมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ระบบการชำระเงินออนไลน์ (Online Payment)อย่างปลอดภัยให้แก่นักเรียนได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกด้วย

มูลนิธิอิออนมอบทุน 32 ทุน นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777187

มูลนิธิอิออนมอบทุน 32 ทุน  นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์

มูลนิธิอิออนมอบทุน 32 ทุน นิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิอิออน ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิอิออน 1% คลับ และกลุ่มบริษัทอิออนในประเทศไทย มอบทุนอิออนเพื่อการศึกษา ประจำปี 2566 แก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยนายโยชิกิ โมริ ประธานกรรมการ มูลนิธิอิออน 1% คลับ นางสุพร วัธนเวคิน ประธานมูลนิธิอิออนประเทศไทยนายซึโทะมุ โอโมะเดะระ กรรมการผู้จัดการบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) นายมาซาโตชิ โอโมะโตะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน จำกัดและนายเรียวตะ เซกิ กรรมการผู้จัดการบริษัท อิออน ท๊อปแวลู (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษา โดยมี รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ปกรณ์ วราจุศุภากุล ผู้ช่วยอธิการบดี งานด้านการพัฒนานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำคณะนิสิตนักศึกษาเข้ารับมอบทุนการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 32 ทุนรวม 2,240,000 บาท

กิจกรรมมอบทุนอิออนเพื่อการศึกษา มูลนิธิฯและกลุ่มบริษัทอิออนในประเทศไทย ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 จวบจนปัจจุบันเป็นปีที่ 14 เพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี ที่มุ่งเน้นด้านการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคนในสังคมให้มีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อรับประทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777188

ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อรับประทาน

ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อรับประทาน

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักเรียนหอพักนอน โรงเรียนโมโกรวิทยาคม อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ปลูกผักครบวงจร ตั้งแต่เพาะเมล็ดกล้าผัก การเตรียมดิน การเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูรักสุขภาพปลอดสารพิษ

‘อนุทิน’ เปิดงานซอฟต์พาวเวอร์ศธ. ย้ำต้องปลูกฝังเด็กให้มีความมุ่งมั่น ภาคภูมิใจความเป็นไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777113

'อนุทิน' เปิดงานซอฟต์พาวเวอร์ศธ. ย้ำต้องปลูกฝังเด็กให้มีความมุ่งมั่น ภาคภูมิใจความเป็นไทย

‘อนุทิน’ เปิดงานซอฟต์พาวเวอร์ศธ. ย้ำต้องปลูกฝังเด็กให้มีความมุ่งมั่น ภาคภูมิใจความเป็นไทย

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.27 น.

‘อนุทิน’ เปิดงาน ‘EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024’ ของศธ. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 ธ.ค.นี้ ย้ำต้องปลูกฝังเด็กให้มีความมุ่งมั่น ภาคภูมิใจความเป็นไทย เชื่อเด็กไทยไม่แพ้ชาติใด ขณะที่ ‘ก.ศึกษาฯ’ แถลงผลงานละเอียดยิบ 10 ข้อ 

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานพิธีเปิดงาน “EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024” และแถลงผลงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 ธ.ค.นี้ ที่ ศธ. และพื้นที่บริเวณโดยรอบ โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำศธ. และโฆษกศธ.กล่าวรายงาน มีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ผู้บริหารองกรหลักศธ. ครู นักเรียนจำนวนมากเข้าร่วมงาน

โดยนายอนุทิน กล่าวเปิดงานตอนหนึ่ง ว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความพร้อมเพรียงของชาวศธ. ซึ่งวันนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. ติดโควิด ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ดังนั้น ตนในฐานะรองนายกฯ จึงถือว่า เป็นรักษาการรัฐมนตรีว่าการศธ. ทั้งนี้ศธ.และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาตนติดตามและเห็นข้อมูลมาตลอดว่า การศึกษาไทยรั้งท้าย ซึ่งก็ต้องถามกลับไปว่า เอาเกณฑ์อะไรมาวัด ตนเชื่อว่า ความสำเร็จทุกอย่างอยู่ที่ความมุ่งมั่น ยกตัวอย่างเช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เกิดที่จังหวัดสงขลา ได้เรียนหนังสือเช่นเดียวกันทุกคน แต่มีความมุ่งมั่น จนเป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายกฯ เป็นประธานองคมนตรี โดยหากย้อนกลับไปมอ ยังเห็นว่า ตัวเองโชคดีกว่า พลเอกเปรม เพราะเกิดในที่มีทุกอย่างค่อนข้างจะพร้อม เชื่อว่า ในที่นี้มีหลายคนเกิดต่างจังหวัด ได้เรียนหนังสือเหมือนนักเรียนทั่วไปแต่ก็พัฒนาได้ ทั้งหมดอยู่ที่ความมุ่งมั่น อย่าดูว่าเขาวัดอะไรอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า เราปลูกฝังอะไรให้กับนักเรียน 

“ผมเห็นนักเรียนที่มาแสดงเปิดงานในวันนี้ ผมรู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดนี้ คือ ซอฟต์พาวเวอร์ เด็กได้เรียนรู้วัฒนธรรม มีการออกกำลังกาย มีการยืดตัว มีความพร้อมมีความมุ่งมั่น ตรงนี้แหละคือ ซอฟต์พาวเวอร์ เพราะมีทั้งความซอฟต์ และมีพาวเวอร์ คือมีพลัง ดังนั้น ขอให้พัฒนาต่อเนื่อง ทิ้งไม่ได้ ระบบการศึกษาก็เช่นกัน อยู่ที่ว่าเราปลูกฝังให้คนเป็นคนดีแค่ไหน ทุกวันนี้แด็กสามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย ผ่านโซเชียลมิเดียต่าง ๆโลกมีความเปลี่ยนแปลงไป  ดังนั้น ครูต้องปรับตัวเอง จะให้เด็กกลัวครู เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้  แต่ก็ต้องให้เด็กเกรงครู จะมาลบหลู่ดูหมิ่นครู อาจารย์ไม่ได้ ความกลัวครูตั้งแต่เด็กทำให้พวกเรามีวันนี้ได้ ทุกวันนี้ผมยังฝันว่า กลัวครูอยู่เลย เพราะความกลัว จะทำให้เกิดความพยายาม และทำทุกอย่างให้ดีขึ้น” นายอนุทิน กล่าว  

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ซอฟต์พาวเวอร์ศธ. มีดีอยู่แล้ว แต่การศึกษาอาจจะต้องเน้นการเข้าถึงให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น สามารถเรียนรู้ได้ผ่านทางออนไลน์ ผลงาน 3 เดือนของศธ.ที่ผ่านมา ก็มีให้เห็นชัดเจน อย่างเช่น ใครที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะความชำนาญ มีพรสวรรค์ แต่ไม่ชอบเรียน ขาดใบวุฒิบัตร ก็เปิดให้เทียบวุฒิการศึกษาได้ ซึ่งตนดูแลสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดังนั้น ทุกอย่างเป็นองคาพยพเดียวกัน ที่ตนพูดแบบนี้ เพราะอยากปลุกระดม วันนี้การศึกษาทัวร์ลงทั้งระบบ การศึกษารั้งท้าย ผลประเมินตกต่ำ  ก็ต้องปรับปรุงต้องทำให้คนใฝ่ดี ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรที่เด็กไทยทำไม่ได้ แข่งคณิตศาสตร์ วงโยธวาทิตก็คว้าแชมป์มาแล้ว ประกวดนางงามก็ติดอันดัน เด็กเหล่านี้ก็เรียนอยู่ที่ประเทศไทย ไม่ได้เรียนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดมาตั้งแต่เด็ก

ดังนั้น อยากขอให้คนไทยช่วยกัน ต้องทำให้เด็กใฝ่ดี เด็กวัยนี้ใส่อะไรเข้าไปเขาก็ซึมซับ ดังนั้น ต้องใส่ความมุ่งมั่น เพื่อพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น  โดยพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบ ไม่นอกกรอบเป็นซอฟต์พาวเวอร์ด้านการศึกษา โดยสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมเข้าไปคือ ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งเด็กของเรายังขาดเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะเด็กรุ่นนี้ไม่ได้ดูโทรทัศน์ช่องไทย เหมือนสมัยก่อนจะมีพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ได้เห็นทุกวัน จึงปลูกฝังให้เราภาคภูมิใจในประเทศไทย ทำให้เรารักประเทศไทย และเห็นว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ บรรพบุรุษต้องทุ่มเทเสียสละขนาดไหน วันนี้เราสู้กันด้วยสงครามเศรษฐกิจ ไม่ได้เสียเลือดเสียเนื้อเหมือนในอดีต ดังนั้น ต้องหวงแหนประเทศไทย ทุกคนในศธ.เป็นนักการศึกษาโดยตรงต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ มอบโอกาส แรงบันดาลใจ และส่งเสริมพวกเขาเหล่านั้นให้มากที่สุด 

“ผมมาวันนี้มาให้กำลังใจ ขาดตรงไหนตามคำวิจารณ์ก็ต้องเติม แต่ไม่ใช่ว่า เราไม่มีอะไรเลย ผมไม่เชื่อว่าเราไม่มีพื้นฐาน ล้าหลังไม่มีทางพัฒนาการศึกษาไปได้  ผมขอให้กำลังใจอย่าได้ท้อถอย พัฒนาระบบการศึกษาของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองในกรอบของประเทศไทย ทิ้งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจในบ้านเมือง เมืองไทยเราสำคัญมาก เพราะทุกคนมีครู มีความยำเกรง มีวิชา สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังในเด็ก เชื่อว่า เราไม่แพ้ใครในโลก ขอมอบเป็นนโยยบายให้ปฏิบัติ และพร้อมสนับสนุน100 เปอร์เซ็นต์“ นายอนุทิน กล่าว

ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวรายงานการจัดงานดังกล่าว ว่า งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 27 ธันวาคมนี้ ที่ศธ. และพื้นที่บริเวณโดยรอบ  สำหรับงานงาน “EDU SOFT POWER FESTIVAL 2024” จะนำเสนอให้เห็นภาพรวมและความก้าวหน้าการดำเนินงานและพลังของชาวศธ. ที่ได้ร่วมใจนำยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติในระดับกระทรวง เพราะศธ. ไม่ใช่แค่หน่วยงานพัฒนาการศึกษาของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สามารถสร้างซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกได้ ศธ. มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงซอฟต์เพาเวอร์ด้านการศึกษา เข้ากับวัฒนธรรม ด้วยการนำเสนอผลงานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ 5f ด้านการศึกษาโดยตรง 5 สาขา คือ สาขานวัตกรรมการจัดการ สาขาศิลปวัฒนธรรม สาขาแฟชั่น สาขาอาหาร สาขาดิจิทัลและสื่อสร้างสรรค์ ด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ ทำให้เห็นความสามารถของเด็ก และครู บุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้วความสามารถในหลายมิติ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานทั้ง 3 วันมากกว่า 16,500 คน 

นอกจากนี้ยังจัดให้มีการแถลงผลงานในรอบ 3 เดือน ภายใต้นโยบายเรียนดี มีความสุข ดังนี้ 

1. แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานมีหน่วยงานในสังกัดและในกำกับกระทรวงศึกษาธิการร่วมขับเคลื่อนดำเนินการ โดยให้สถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่การศึกษาสำรวจสภาพหนี้ครูและจัดกลุ่มครูตามภาระหนี้สิน จัดทำหลักสูตรเสริมสร้างวินัยทางการเงินในรูปแบบe-Learning และอนุมัติจัดสรรวงเงินให้กู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 จำนวน 200,000,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาภาวะหนี้สินของข้าราชการครู ให้สามารถนำไปชำระหนี้ซึ่งส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน อันจะทำให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้น ผู้เรียน เรียนดี มีความสุขตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

2. เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้สำรวจจำนวนสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันมีสื่อ 117,852 สื่อ เพื่อเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลให้กับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการจัดเสริมความรู้คู่บทเรียนด้วยวิทยากรออนไลน์ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการสอบ TGAT TPAT และ A-Level ตลอดเดือนธันวาคม 2566 – มีนาคม 2567 รวมทั้งในช่วงเดือนมกราคม 2567 ได้จัดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR ให้แก่นักเรียนผ่านแพลตฟอร์มฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษ (CEFR)และหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล ในรูปแบบ e-Learning เพื่อให้ครู บุคลากรทางการศึกษาและบุคคลทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

3. พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำกรอบหลักสูตรการพัฒนาครูแนะแนวแกนนำและการ Coaching ที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นประโยชน์กับการแนะแนวนักเรียนในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำแนวปฏิบัติการจัดกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมโฮมรูม และการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีพัฒนาการที่ดี และมีสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจที่ดีในทุกช่วงวัย

4. จัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพในการประกอบอาชีพ กระทรวงศึกษาธิการได้หารือร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเกี่ยวกับการดำเนินงานและทิศทางการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้นักเรียนอาชีวศึกษาได้มีคุณวุฒิวิชาชีพ ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพที่เชื่อมโยง กับกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ Up-skill Re-Skill 1 หลักสูตร : 1 Certificate และประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ (ปวพ.)5 สาขาอาชีพ รวมทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม

5. จัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษาและประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และประหยัดค่าใช้จ่าย กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแนวทางการสะสมหน่วยการเรียนรู้และการเทียบโอนผลการเรียนจากโรงเรียนนอกระบบสู่โรงเรียนในระบบ ดำเนินการยก (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง แนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตการอาชีวศึกษา พ.ศ. …. และจัดทำ(ร่าง) คู่ มือแนวทางการดำเนินงาน ทบทวนระเบียบ ประกาศ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเทียบโอนผลการเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

6.  1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายรวม 1,808 แห่ง เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา 901 แห่ง และระดับมัธยมศึกษา 907 แห่ง โดยจะประกาศรายชื่อโรงเรียนคุณภาพพร้อมทั้งเปิดตัวโครงการ และจัดประชุมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการร ภายในเดือนธันวาคม 2566

7. มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเข้มข้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เน้นเพิ่มปริมาณผู้เรียนทวิภาคี ปวส. ร้อยละ 25 ปักหมุดจังหวัดทวิภาคีเข้มข้น 22 จังหวัดทั่วประเทศ ทำความร่วมมือกับศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างธุรกิจ สร้างรายได้เพิ่ม พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินโครงการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน 6 โครงการ และฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นให้กับประชาชนทั่วไปตามความต้องการของชุม รวมถึงจัดทำแผนโครงการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียนในโรงเรียน พื้นที่ชายแดนภาคใต้จำนวน 5 แห่ง และแผนการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้น 6 หลักสูตร

8. ปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้สื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นการประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ DPA (Digital.Performance.Appraisal) ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำขอประเมินวิทยฐานะผ่านระบบ DPA รวมทั้งสิ้น 67,007 ราย โดยประเมินแล้วเสร็จ 63,429 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการประเมิน 3,578 ราย รวมถึงกำหนดแนวทางการปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เน้นตามสภาพจริง.ลดการทำเอกสาร.ขั้นตอนการประเมินไม่ซับซ้อนและเป็นธรรม โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน คำนึงถึงสภาพบริบทของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

9. ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น ลดขั้นตอน ลดเอกสาร   

และ 10. จัดหาอุปกรณ์การสอน และสวัสดิการให้เพียงพอเหมาะสม     

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการพัฒนาหลักสูตรอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมีการหยุดนิ่ง และพยายามหมุนไปตามความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลก การจัดงานวันนี้ เพื่อให้กำลังใจและทำให้เด็กทราบว่า เขามีทางเลือกในอนาคตอย่างไร การศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนอย่างเดียว มีวิธีการแสวงหาความรู้ในหลายช่องทาง ขณะเดียวกันยังพยายามให้เด็กๆ ได้เห็นว่า ถ้ามีความสามารถพิเศษ แต่อาจไม่ชอบเรียนวิชาการ ก็ยังมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเทียบวุฒิรับรองความสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ ทั้งนี้ยืนยันว่า การศึกษาของไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร โดยนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ทราบอยู่แล้วว่าภารกิจงาน ของศธ. เป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญมากในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จะต้องทำงานให้หนักมากขึ้น ซึ่งตนได้แจ้งให้ผู้บริหารศธ. พยายามออกมาประชาสัมพันธ์งานให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรับ ส่วนเรื่องหนี้สินครู ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ รัฐบาลกำลังจะมีวิธีการแก้ไข ซึ่งครูก็มีหนี้นอกระบบจำนวนมาก ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ จะเป็นเรื่องดี อย่างพวกส่งดอกทบต้น เสียดอกร้อยละ20 ซึ่งครูถือเป็นอาชีพที่มีรายได้ประจำก็ต้องดูว่า เขามีความสามารถในการชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าอยู่ในเรื่องที่รัฐบาลพยายามเร่งจะแก้ไข

“ขอย้ำว่า ศธ.จะต้องเร่งให้ความรู้กับนักเรียน ปลูกฝังให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เพื่อเตือนตัวเองว่า ประเทศมีความมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ได้เพราะมี 4 สถาบันหลักค้ำจุน รวมถึงจะต้องปลูกฝังขนบธรรมเนียมให้เด็กไทย ส่วนที่จะมีการปรับปรุงเครื่องแบบลูกเสือนั้น ส่วนตัวคิดว่า เครื่องแบบก็มีความสวยงามดีอยู่แล้ว การสวมเครื่องแบบทำให้เกิดความเท่าเทียม และมีความสวยงาม ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ามีสถาบันมีต้นสังกัด” นายอนุทิน กล่าว
 

—017

‘สอศ.-กรมที่ดิน’ร่วมผลิต’ช่างสำรวจ’แก้ปัญหาขาดแคลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777108

'สอศ.-กรมที่ดิน'ร่วมผลิต'ช่างสำรวจ'แก้ปัญหาขาดแคลน

‘สอศ.-กรมที่ดิน’ร่วมผลิต’ช่างสำรวจ’แก้ปัญหาขาดแคลน

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.52 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า นายยวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน และคณะผู้เชี่ยวชาญ ได้มาหารือถึงกาาผลิตนักเรียนอาชีวศึกษา สาขาช่างสำรวจ เนื่องจากขณะนี้กรมที่ดินขาดแคลนกำลังคนเข้าสู่ระบบการทำงานด้านช่างสำรวจ ซึ่งกรมที่ดินมีช่างสำรวจที่เป็นอัตราข้าราชการทั่วประเทศประมาณ 3,000 กว่าตำแหน่ง แต่เนื่องด้วยจำนวนของผู้เรียนที่เข้าเรียนสาขาช่างสำรวจมีจำนวนน้อยลง ซึ่งขณะนี้สถาบันอาวศึกษาที่เปิดสอนสาขาช่างสำรวจมีอยู่จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ เช่น วิทยาลัยเทคนิคดุสิต วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ฯลฯ แต่ว่าจำนวนของผู้เรียนสาขาช่างสำรวจมีจำนวนลดลง ซึ่งเด็กอาจอาจจะไม่เข้าใจว่าเรียนแล้วจะมีงานทำหรือไม่ ซึ่งความจริงแล้วนอกจากทำงานที่กรมที่ดินแล้ว ยังมีบริษัทเอกชนที่ยังมีความต้องการผู้ที่จบสาขาช่างสำรวจอีกจำนวนมาก

“เวลาประชาชนจะสำรวจรางวัดที่ดิน ก็จะมาติดต่อที่กรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินบางแห่งก็มีบุคลลากรวัดที่ดินไม่เพียงพอ บางแห่งก็ยังไม่มีคนเข้าสู่ตำแหน่งครบ ดังนั้น รองอธิบดีกรมที่ดิน จึงนำคณะมาหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอีวศึกษา ซึ่ง พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบให้ นายนพ ชีวนันต์ เลขานุการ รมว.ศธ.เป็นประธานในการหารือร่วมกับกรมที่ดิน”

เลขาธิกาา กอศ.กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกันในเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า จะตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อศึกษาในการจัดหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ผู้เรียนอาชีวะที่จบ ปวช.หรือ ปวส.กลุ่มช่างสำรวจจากสถาบันอาชีวศึกษา 12 แห่ง หรือ สาขาใกล้เคียง เช่น ช่างโยธา ช่างก่อสร้าง เข้ามาอบรมระยะสั้น ก่อนส่งให้กรมที่ดินเพื่อรองรับการให้บริการประชาชนที่กรมทราดิน และบริษัทเอกชนที่เป็นเครือข่ายกรมที่ดินที่เข้ามารอบรับการให้บริการประชนในการรังวัดที่ดินให้กับประชน

“ขณะนี้เราตั้งคณะทำงานร่วมกัน คาดว่าอีกประมาณ 30 วัน น่าจะมีความชัดเจนทั้งเรื่องหลักสูตรและข้อตกลงร่วมกัน เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตาีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบให้ทีมผู้เชี่ยวชาญจากกรมที่ดินมาหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ถือเป็นข่าวดีที่เด็กอาชีวะฯจะได้เห็นช่องทางว่าเรียนช่างสำรวจแล้วมีงานทำ และหลักสูตรสมัยใหม่จะมีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนและทางกรมที่ดินก็มีบุคลากรและมีเครื่องมือเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนด้วย” เลขาธิการ กอศ.กล่าว