‘SENA’เดินหน้าโครงการบ้านร่วมทางฝัน 6 นำกำไรบริจาคให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765327

‘SENA’เดินหน้าโครงการบ้านร่วมทางฝัน 6  นำกำไรบริจาคให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

‘SENA’เดินหน้าโครงการบ้านร่วมทางฝัน 6 นำกำไรบริจาคให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, รศ.นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

“SENA” เปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อสังคม “บ้านร่วมทางฝัน 6” ปันความดี ช่วยเหลือสังคม ภายใต้การดำเนินงาน มูลนิธิ บ้านร่วมทางฝัน นำกำไรทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วย

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เผยถึงการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ผ่านโครงการบ้านร่วมทางฝัน ว่า โครงการบ้านร่วมทางฝัน โดย “SENA” ดำเนินมาถึง โครงการที่ 6 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นเวลากว่า 20 ปี มีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนา โครงการเพื่อเป็นการตอบแทนสังคม โดยนำกำไรทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย สนับสนุนและช่วยเหลือโรงพยาบาล
ภาครัฐ เพื่อพัฒนาชีวิตผู้ที่เข้ามาทำการรักษาให้ดีขึ้น พร้อมทั้งได้นำหลักสากลด้านความยั่งยืนขององค์การ สหประชาชาติ (SDGs) มาเชื่อมโยงเข้ากับพันธกิจและเป้าหมายการจัดการด้านความยั่งยืนของบริษัท เพื่อเป็นแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ มูลนิธิบ้านร่วมทางฝัน จึงเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่สร้างความสุขให้ผู้อยู่อาศัย อีกทั้ง ยังเป็นส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืนอีกด้วย โดยโครงการ บ้านร่วมทางฝัน 6 นี้ เป็นโครงการล่าสุด ที่จะนำกำไรทั้งหมดมอบให้โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วย และลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ที่มารักษาได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที

“โครงการบ้านร่วมทางฝัน เป็นหนึ่งในวิธีคิดที่จะบริจาคอย่างยั่งยืน ที่ SENA สามารถทำได้ในระยะยาว โดยใช้สิ่งที่เราถนัดที่สุด คือการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาต่อยอดพัฒนาไปสู่การช่วยเหลือสังคม ด้วย การสร้างที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่า และนำกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลรัฐ เป็นโครงการที่ ตั้งใจทำเพื่อตอบแทนคืนสู่สังคมอย่างแท้จริงและจริงใจ”

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชเปิดเผยว่า ความพร้อมทางด้านสาธารณสุข และทางการแพทย์ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อให้สอดรับกับจำนวนผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันโรงพยาบาลภาครัฐหลายแห่งยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอยู่มาก แม้ว่าจะมีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่การรักษาจะสำเร็จไปไม่ได้หากยังขาดเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ในนามตัวแทนโรงพยาบาลวชิรพยาบาลรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ มูลนิธิบ้านร่วมทางฝันโดย SENA เห็นถึง ความสำคัญต่อบุคลากรทางการแพทย์ โดยทางโรงพยาบาลจะนำเงินที่ได้รับมอบมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้ป่วยและการศึกษาแพทย์ต่อไป

โครงการบ้านร่วมทางฝัน 6 Change for the better เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ตั้งอยู่บนถนนบรมราชชนนี บนเนื้อที่ 2 ไร่เศษ คอนโดมิเนียม สูง 19 ชั้น จำนวน 1 อาคาร รวมห้องพักอาศัยทั้งหมด 354 ยูนิต มีห้องแบบ1 BEDROOM, 1 BEDROOM PLUSและ 2 BEDROOM ขนาดตั้งแต่24 ตารางเมตร จนถึง 47 ตารางเมตร รองรับที่จอดรถมากกว่า 134 คัน ราคาเริ่มต้นเพียง 1.7 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 2/2569

การออกแบบห้องพัก ภายในเปิดโล่ง กว้างขวางรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ทุกมุมมอง เห็นวิวคลองบางกอกน้อย สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ร่มรื่นด้วยธรรมชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ Lobby lounge, สระว่ายน้ำระบบเกลือ พร้อม Jacuzzi, ฟิตเนส, สวน Rooftop, Laundry Room, ห้องประชุม, Co-Working Space ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนวัยทำงาน, Wi-Fi บริเวณพื้นที่ ส่วนกลาง, กล้องวงจรปิด CCTV, เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง, แบ่งโซนระหว่างลูกบ้าน และผู้มาติดต่อชัดเจน, รองรับจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger ), Access Card สำหรับเข้า-ออก พร้อมระบบควบคุมรถเข้า-ออกโครงการแบบบลูทูธ

การเดินทางสะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะ โครงการตั้งอยู่ติดถนน ทางคู่ขนานถนนบรมราชนนี (ขาเข้า) สามารถเชื่อมต่อ ใจกลาง 3 เส้นทางหลัก ถนนบรมราชชนนีถนนกาญจนาภิเษก และทางด่วนพิเศษ ประจิมรัถยา เข้า-ออกเมืองได้อย่างง่ายดาย ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีบางขุนนนท์ เพียง 3 กม. ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก และสถานที่สำคัญต่างๆ อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งคอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล ฯลฯ

บ้านร่วมทางฝัน 6 พร้อมเปิดให้ชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ กำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการ 18 พ.ย 2566 พบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ห้องแต่งครบ Fully Furnished ราคาพิเศษ พร้อมร่วมลุ้นรางวัลต่างๆ ในงานมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1775 กด 99 หรือ sena .co.th

โครงการบ้านร่วมทางฝัน 6

โครงการบ้านร่วมทางฝัน 6

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์

ICONCRAFT ชวนแต่งบ้านในฝัน ด้วยงานฝีมือแบบไม่ซ้ำใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765329

ICONCRAFT ชวนแต่งบ้านในฝัน ด้วยงานฝีมือแบบไม่ซ้ำใคร

ICONCRAFT ชวนแต่งบ้านในฝัน ด้วยงานฝีมือแบบไม่ซ้ำใคร

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งงานฝีมือสุดสร้างสรรค์ของคนไทย ชวนทุกท่านเนรมิตบ้านในฝัน ไปกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งงานคราฟต์หลากดีไซน์ ในแคมเปญ “Craft Your Home & Living” ตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2566 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม และ ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ 

“Craft Your Home & Living” พร้อมนำพาทุกท่านเนรมิตบ้านในฝันให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งงานฝีมือสุดเก๋ไก๋ ไปกับ หลากแบรนด์คราฟต์คุณภาพจากช่างฝีมือทั่วประเทศไทย ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยที่ร่วมสมัยผ่านความประณีตและเทคนิคเฉพาะทางในการรังสรรค์ผลงานศิลปะที่ช่วยแต่งแต้มบ้านของคุณให้ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และบ่งบอกรสนิยมของคุณได้เป็นอย่างดี กับ 4 คอนเซ็ปต์สุดครีเอทที่จะทำให้คุณสุขสันต์ตลอดเวลาที่ได้สัมผัส 

Timeless Aesthetic ความเรียบง่ายที่งดงามเหนือกาลเวลาตกแต่งห้องด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ราวกับเป็นชิ้นงานศิลปะที่ควรค่าแก่การสะสม ออกแบบโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย อาทิ BREZZA DEE โต๊ะวางของไม้สัก, MERRYLIFE แจกันเซรามิกปากยาว, MANEE THAICRAFT กระเป๋ากระจูดสาน, ATHENTIGO ผ้าพันคอสีครามเข้ม, PISAMAI เก้าอี้หวายมินิมอลทรงโค้งมน และฉากกั้นไม้สัก 4 ตอน, APAUL ไม้กระจายกลิ่นอโรม่า, SUMPHAT GALLERY ผอบไม้ไผ่ทรงสูง, CHUANLHONG CERAMIC แจกันเซรามิกลายผ้ามัดย้อม ฯลฯ 

Into The Wild หลีกหนีความวุ่นวายของสังคมเมืองเข้าสู่บรรยากาศแห่งธรรมชาติที่ยั่งยืน ผ่านเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากความสมดุลระหว่าง “มนุษย์” กับ “ธรรมชาติ” จากแบรนด์ชั้นนำที่จะมารังสรรค์ห้องของคุณให้ดูดีเสมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้แก่ PAYA โคมไฟไม้สะเดาและพรมปูโต๊ะผ้าฝ้ายทอมือทำลายสีเขียวห่าม, SUNFUR Furniture ตู้โครงไม้มะค่าสานหวาย และโซฟาโครงไม้มะค่าสานหวาย, AYODHYA เสื่อต้นกกสีน้ำตาลดินเผา, MUSE DESIGN หินปะการังตกแต่งบ้าน ฯลฯ 

Dream Scape เปิดประตูสู่โลกแห่งความฝันและแรงบันดาลใจที่เป็นจริง สร้างสรรค์พื้นที่ห้องและบ้านของคุณด้วยความสดใสจากสีสันของชิ้นงานหัตถศิลป์หลากหลายรูปแบบที่มีเทคนิคและดีไซน์อันแปลกใหม่ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ BREZZA DEC โคมไฟห้อยเพดานทรงแหสีชมพูกลีบบัว จากวัสดุ Wood Ball ร้อยเป็นเส้น, YOTHAKA เก้าอี้นั่งสีพาสเทล โครงหวายเสริมด้วยเทคนิคสานเส้นจากพลาสติก PE, PAYA พรมผ้าทอลายสีเบจ, MERRY LIFE แจกันดอกไม้เซรามิกสีชมพูอมเบส ฯลฯ 

Soul & Spirit เติมเต็มทุกจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ กับชิ้นงานและเฉดสีสุดตระการตาที่จะพาคุณเข้าสู่โลกของไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการตกแต่งงานคราฟต์จากแบรนด์ยอดฮิต อาทิ YOTHAKA เก้าอี้บัลลังก์สูงของคุณย่าสีน้ำเงินจากหวายและเส้นพลาสติกสาน, PAYA ขันโตกไม้ไผ่โมเดิร์นทรงสูง, GUATE กระเป๋าหนังวัวสานสีแดง, LUCK YOU ผ้าถักแห่งความโชคดีใส่กรอบ, SUMPHAT GALLERY สตูลนั่งหุ้มเสื่อกกทรงมะเฟือง ฯลฯ 

สนใจแวะชมได้ที่ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม และ ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ และสามารถเลือกชมสินค้าเพิ่มเติมได้จากแอปพลิเคชั่น “ONESIAM SuperApp” หรือ www.iconsiam.com

ชวนช้อปสินค้าความยั่งยืนกว่า 30 แบรนด์ จากแนวคิดศาสตร์พระราชาที่ ‘พอแล้วดี MARKET’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765326

ชวนช้อปสินค้าความยั่งยืนกว่า 30 แบรนด์ จากแนวคิดศาสตร์พระราชาที่ ‘พอแล้วดี MARKET’

ชวนช้อปสินค้าความยั่งยืนกว่า 30 แบรนด์ จากแนวคิดศาสตร์พระราชาที่ ‘พอแล้วดี MARKET’

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการพอแล้วดี The Creatorรุ่นที่ 8 ที่เพิ่งจบการอบรมและการพัฒนานักธุรกิจไทยหัวใจเกื้อกูลภายใต้“ความพอดี” ตามแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy-SEP) อันนำไปสู่ความเข้มแข็งของธุรกิจ ที่ใส่ใจไม่เพียงแค่ผลกำไร แต่ยังใส่ใจชุมชน สังคม และโลกอีกด้วย จับมือกันกับรุ่นที่ 1-7 จัด “พอแล้วดี MARKET” ตลาดยั่งยืนที่นำเสนอสินค้า บริการที่บริหารธุรกิจแบบเกื้อกูล ตน ชุมชน และโลก ผ่านการออกร้านของเหล่า “พอแล้วดี The Creator” ทั้ง 8 รุ่น กว่า 30 แบรนด์ยั่งยืน ในบรรยากาศสบายๆ ตามสไตล์พอแล้วดี ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-17.00 น. ที่ชั้น 1 โรงแรมศิวาเทล เพลินจิต-วิทยุ กรุงเทพฯดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ๊ก : พอแล้วดี The Creator

โครงการ พอแล้วดี The Creator จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 โดยมีดร.สิริกุล เลากัยกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการเพื่อเป็นการสืบสานต่อยอดนำเอาศาสตร์พระราชา-ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง มาทำให้เป็นแนวคิดในการนำพาธุรกิจและสังคมไปสู่ความยั่งยืนด้วยกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าหากธุรกิจมีผู้นำที่พร้อมจะเกื้อกูลผู้เกี่ยวเนื่องในทุกส่วนให้เติบโตไปด้วยกัน เป็นธุรกิจที่เข้าใจคำว่า กำไรอย่างพอประมาณ ก้าวหน้าอย่างไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ธุรกิจนั้นจะเป็นธุรกิจที่ดีงาม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดไหน จะเล็กหรือใหญ่ ก็จะเป็นธุรกิจที่มีคุณค่าต่ออนาคต

โครงการ พอแล้วดี The Creator มุ่งเน้นการสร้าง “คน” ภายใต้คำว่า “The Creator” เพราะเราเชื่อมั่นว่า คน คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ทุกการเปลี่ยนแปลง ทุกการพัฒนา ต้องการคนที่จะเป็นผู้นำที่สามารถทำตัวเป็น “ผู้สร้าง”…สร้างโอกาส สร้างอนาคต สร้างการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ “ผู้สานต่อ” แนวคิดที่จะเกื้อกูลคนในสังคมให้มีอย่างพอประมาณ เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสพัฒนาตนอย่างสมฐานะตามแต่สถานภาพ

ทั้งนี้ แนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรของ โครงการ พอแล้วดี The Creator เราใช้แก่นของเศรษฐกิจพอเพียง ผสานกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Sufficiency Economy + Creative Economy) เพราะธุรกิจจะก้าวหน้าได้อย่างดียิ่งขึ้น ต้องรู้จักนำความคิดสร้างสรรค์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าเพิ่ม

โครงการนี้ เป็นโครงการแรกที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นำ อาทิ แฟชั่น โรงแรม คาเฟ่ ออกแบบ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปใช้ได้ต่อทุกอาชีพ มิใช่แค่เพียงการเกษตรดั่งที่หลายๆ คนเข้าใจ

หลักสูตรการอบรม โครงการพอแล้วดี The Creator ที่ผ่านมาถึงรุ่นที่ 8 ในขณะนี้ได้รับการออกแบบอย่างสอดคล้องตอบรับกับองค์ประกอบของปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การสอนเรื่องการสร้างแบรนด์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรู้จักตนประมาณได้ดีขึ้นในทุกการแข่งขัน การสอนเรื่องโครงสร้างของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ทำให้รู้จักการวางแผนอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น รวมถึงการสอนให้รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจผ่านเรื่องการจัดการทางการเงิน ผู้สอนทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับประเทศและมาร่วมแบ่งปันความรู้ด้วยจิตอาสา

เมื่อจบหลักสูตรการอบรม เหล่า“พอแล้วดี The Creator” ทุกรุ่นจะผนึกกำลังกันนำสินค้าและบริการที่บริหารธุรกิจแบบเกื้อกูล ตน ชุมชน และโลก ภายใต้แนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy-SEP) มาออกร้านในกิจกรรม “พอแล้วดี MARKET” หรือตลาดพอเพียงและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 13 ผลงานลิมิเต็ดน่าสะสม ฝีมือ13 กลุ่มศิลปินอาร์ตทอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765322

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 13 ผลงานลิมิเต็ดน่าสะสม ฝีมือ13 กลุ่มศิลปินอาร์ตทอย

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัว 13 ผลงานลิมิเต็ดน่าสะสม ฝีมือ13 กลุ่มศิลปินอาร์ตทอย

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขานรับกระแสป๊อปคัลเจอร์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จับมือ 13 กลุ่ม ศิลปินอาร์ตทอยดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เปิดตัว 13 ผลงานอาร์ตทอยคอลเลคชั่นพิเศษ ลิมิเต็ดน่าสะสม ในงาน “POSTiverse” 140 ปีไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566 ซึ่งจะจำหน่ายพร้อมกันภายในงานระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน-3 ธันวาคม 2566 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 140 ปีในการดำเนินกิจการไปรษณีย์ไทยนอกจากจะเป็นองค์กรที่สร้างงานบริการอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีเรื่องราวและความน่าจดจำซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในแบบที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นไปสู่คนไทย ล่าสุดไปรษณีย์ไทยจึงได้นำความคลาสสิกและภาพจำตลอด 140 ปีมาถ่ายทอดด้วยงานศิลปะป๊อปคัลเจอร์โดยได้ผนึก 13 นักออกแบบไทยรุ่นใหม่มาร่วมจัดทำอาร์ตทอยคอลเลคชั่นพิเศษโดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ถ่ายทอดความครีเอทีฟผ่านผลงานซิกเนเจอร์ และสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ตลอดจนช่วยเพิ่มมูลค่าสิ่งสะสมซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั้งในรูปแบบงานคราฟท์งานแฮนด์เมด ดิจิทัล ฯลฯ และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี

“เพื่อขานรับกระแสป๊อปคัลเจอร์ (Pop Culture) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยจึงนำกลยุทธ์ความร่วมมือ (Collaboration Marketing) จัดทำคอลเลคชั่นอาร์ตทอยเพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่ชื่นชอบงานศิลปะร่วมสมัย คนไทยที่มีความผูกพันกับไปรษณีย์ไทยให้มีมุมมองใหม่ๆ ต่อไปรษณีย์ไทยมากขึ้นและสะท้อนอัตลักษณ์ความหลากหลายของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นมากกว่าผู้ให้บริการสื่อสารและขนส่ง และเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีศักยภาพในแต่ละสาขานำอัตลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยไปต่อยอดเป็นสินค้าหรือบริการต่างๆ”

อย่างไรก็ตาม การจัดทำอาร์ตทอยคอลเลคชั่นพิเศษ 13 รูปแบบ รูปแบบละ 100 ชิ้น มีศิลปินที่ร่วมออกแบบ ได้แก่ A Little Monster Story, AkeStudio, Godswork Studio, Huuyaow,Korn Doll, Moon Day, Mossy Janny,NSP by Champ The Traveller,Tanimallittle Gods Studio, TAR 88TGU, TOM Moai, Ton Tabun Warrrrrr Studio และนอกจาก 13 ศิลปินแล้ว ยังมีทีม “ไปรฯ ดีมาดี”นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมแข่งขัน J-MAT Brand Planning Competition #2 มาร่วมครีเอทแรร์ไอเทม “Secret Collection” ผลงานชิ้นที่ 14”

ดร.ดนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คอนเทนต์ความบันเทิงและของเล่น เป็นกิจกรรมที่สร้างมูลค่ามหาศาล และยังมีการขยายกลุ่มเป้าหมายในจำนวนที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ซึ่งประเทศไทย รวมถึงไปรษณีย์ไทยมีความได้เปรียบในด้านวัฒนธรรม และหากมีการนำสิ่งเหล่านี้มารวมไว้ด้วยกันก็จะยิ่งช่วยดึงดูดความน่าสนใจให้กับคนที่ชื่นชอบได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถต่อยอดให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมีชื่อเสียงของประเทศ และเปิดประสบการณ์ความเป็นไทยในมุมมองใหม่ๆ ได้อย่างดีอีกด้วย

คอลเลคชั่นอาร์ตทอยทั้ง 13 แบบ จำนวนแบบละ 80 ชิ้น และ Secret Collection 1 แบบ จำนวน 14 ชิ้น มาในรูปแบบโมเดลกาชาปองแบบสุ่มขนาดเล็ก 1-2 นิ้ว ในราคาสุ่มละ 299 บาท และมีจัดจำหน่ายแบบครบชุด 14 ชิ้น จำนวนจำกัดเพียง 20 ชุดในราคา 5,399 บาท โดยจะเปิดจำหน่ายพร้อมกันภายในงาน POSTiverse : ส่งความสุขไปทุกเวิร์ส 140 ปีไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566 ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน- 3 ธันวาคม 2566 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpost

คอลเลกชั่น Winter 2023 ‘QUINN Art Academy’ แรงบันดาลใจจากผลงานของ ‘Joan Miro’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765414

คอลเลกชั่น Winter 2023 ‘QUINN Art Academy’ แรงบันดาลใจจากผลงานของ ‘Joan Miro’

คอลเลกชั่น Winter 2023 ‘QUINN Art Academy’ แรงบันดาลใจจากผลงานของ ‘Joan Miro’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.05 น.

QUINN (ควินน์) แบรนด์แฟชั่นสะท้อนตัวตนของผู้หญิงยุคใหม่ที่แสดงออกถึงภาพลักษณ์อันทรงพลัง เหนือกาลเวลา กล้าที่จะแตกต่างได้เปิดตัวไอเทมเสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรี่จากคอลเลกชั่น Winter 2023 ล่าสุด นำเสนอในคอนเซ็ปต์ QUINN Art Academy ที่จะพาสาวๆ มารับบทนักเรียนในสถาบันศิลปะกับไอเทมที่ถูกแต่งแต้มด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Joan Miro ศิลปินชาวสเปน ผสมผสานกับคีย์ลุคแบบเพร็พพี (Preppy) ที่ไม่เหมือนใคร 

คอลเลกชั่น QUINN Art Academy ได้หยิบเอาแม่สีที่โดดเด่นมาแต่งแต้มลงบนไอเทมทั้งเสื้อผ้าและกระเป๋าเพื่อสร้างลุคแบบคอนทราสต์ชวนมอง ผสมผสานกับเส้นสายแบบ Abstract ตามแบบฉบับของ Joan Miro ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตกึ่งเดรสสีน้ำเงินตัดกับแขนเสื้อสีขาวแบบสมาร์ทแคชชวล เดรสกระดุมหน้าทรงวินเทจในวัสดุผ้านิตสีขาวครีมแต่งลายเส้นสีน้ำตาลที่คอปก กางเกงคาร์โกสีเขียวสด และชุดเซตเบลเซอร์กับกางเกงขายาวในลายพิมพ์สีชมพูตาราง

การโลดแล่นของสีสันเปรียบได้กับชีวิตชีวาของฝีแปรงที่มีพื้นหลังเป็นแคนวาสในโทนสีคลาสสิคอย่างเทาและน้ำตาล ซึ่งถูกนำมาตีความร่วมกับไอเทมลายสก็อตในคัตติ้งและดีเทล ที่ได้เค้าโครงจากยูนิฟอร์มนักเรียนฝั่งสแกนดิเนเวีย ทั้งแจ็คเก็ตกระดุมหน้า เดรสผ้านิตที่เหมาะกับอากาศที่เย็นลง เสื้อเบลาส์คอโบว์ กระโปรงมินิสเกิร์ตลายสก็อต สีเทา ที่เข้ากันได้ดีกับรองเท้าคัทชูสไตล์นักเรียนไฮสคูลที่ถูกตกแต่งด้วยเข็มขัดและฮาร์ดแวร์สีทองขึ้นเงา 

นอกจากไอเทมเพร็พพี ที่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างมีสไตล์ คอลเลกชั่นนี้ยังตอบโจทย์ลุคสำหรับโอกาสพิเศษด้วยไอเทมสุดเก๋ที่โดดเด่นด้วยดีเทลอันอิสระภายใต้ซิลูเอตเรียบเท่ ไม่ว่าจะเป็นจั๊มป์สูทขาสั้นที่ให้ลุคเซอร์แบบไม่เหมือนใคร ผสานกับดีเทลแบบทบ (Wrap) เข้ารูปช่วงเอวดูปราดเปรียว หรือจะเป็นเสื้อปักเลื่อมพิมพ์ลายดิ้นระยิบระยับสำหรับปาร์ตี้ยามค่ำคืน ก่อนฟินิชลุคด้วยกระเป๋าสะพายในสีสันสะดุดตามาในเทคนิคเลเซอร์คัตเอาท์รูปตัว Q ดูมินิมอล ที่ถูกเย็บเข้ากับ O-Ring Grid ทั่วทั้งใบ หรือกระเป๋าทรงโฮโบ (Hobo Bag) หนังเรียบแต่ทรงเฉียบคมตัดกับฮาร์ดแวร์สีเงินและโลโก้ตัว Q คิวใหม่ที่ลดทอนให้ดูเรียบหรูขึ้นก็พร้อมเป็นกระเป๋ารุ่นไอคอนิกในฤดูกาลนี้

เชิญสาวๆ เข้ามาช้อปและชมงานศิลปะแห่งสไตล์แบบครบลุคทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋ากับ Winter 2023 Collection “QUINN Art Academy” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน QUINN ทุกสาขา และเว็บไซต์ http://www.iamquinn.com

‘Dr.TATTOF’ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Medical Tourism

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765413

‘Dr.TATTOF’ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Medical Tourism

‘Dr.TATTOF’ อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Medical Tourism

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.59 น.

ประเทศไทยนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางจากทุกมุมโลกแล้ว ประเทศไทยยังเป็นอีกจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นมาท่องเที่ยวควบคู่กับการดูแลรักษาสุขภาพ หรือที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” (Medical Tourism) โดยตลาดการท่องเที่ยวรูปแบบนี้จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับการประเมินของ Global Wellness Institute ได้ระบุไว้ว่า การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพจะกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปีนี้ไปอีกหลายปี โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 20.9 เปอร์เซ็นต์ และจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ประกอบกับล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 นับเป็นแรงสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับมาในช่วง High Season

นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์

นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ Dr.TATTOF กล่าวว่า “Dr.TATTOF ในฐานะผู้นำคลินิกเวชกรรมด้านการลบรอยสัก มาตรฐานระดับสากล ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านบริการสุขภาพ Dr.TATTOF พร้อมใช้ความรู้ ความสามารถการเป็นผู้นำอันดับ 1   ในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ด้านการลบรอยสักให้บริการกับผู้ที่ต้องการลบรอยสัก รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Medical Tourism ภายใต้ Concept ลบทุกรอยที่อยากลืม” 

Dr.TATTOF นอกจากจุดแข็งในการให้บริการลบรอยสักแล้ว Dr.TATTOF ยังให้บริการลบรอยแผลเป็น ลบรอยแตกลาย ลบรอยดำคล้ำ ลบรอยด่างขาว ลบปานดำ ปานแดง สลายไขมัน กำจัดขนถาวร และการลบรอยหลุมสิว ด้วยทีมแพทย์ที่มากประสบการณ์และเครื่องมือเลเซอร์ที่ปลอดภัยและทันสมัย ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประกอบกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ได้รวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม – สิงหาคม 2566 พบว่า ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 12 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีนมากถึง 2.7 ล้านคนจาก 12 ล้านคนในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิกฟิก

5 เหตุผลดันประเทศไทยตอบโจทย์นักท่องเที่ยว

จากข้อมูลของ Medical Tourism Index (MTI) 2020-2021 Global Destination ระบุชัดเจนว่า อุตสาหกรรม Medical Tourism ของประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการทางการแพทย์ โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 46 ประเทศ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ไทยมีความรู้ความสามารถได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ส่วนใหญ่ได้รับคุณวุฒิการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ และมีความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการรักษา

สถานพยาบาล ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมาตรฐาน American Accreditation Commission International (AACI) รับรองว่าสถานพยาบาลแห่งนั้น มีความปลอดภัยในเรื่องสิทธิของผู้เข้ารับบริการ ความปลอดภัยในการผ่าตัดหรือทำหัตถการ ความปลอดภัยในเรื่องการจ่ายยา รวมถึงมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มาตรฐาน AACI ยังเป็นการรับรองว่าองค์กรมีการพัฒนาและรักษามาตรฐานในการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ

ค่ารักษา มีค่ารักษาพยาบาลที่สมเหตุสมผล นักท่องเที่ยวมีกำลังในการใช้จ่ายได้

เทคโนโลยีการรักษา ประเทศไทยมีเทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย สามารถนำมาพัฒนาบริการและเกิดการใช้งานได้จริง

แหล่งท่องเที่ยว ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในการดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาภายในประเทศ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม รวมถึงภูมิทัศน์ที่สวยงามของทะเลและชายหาดบนผืนแผ่นดินไทย

Dr.TATTOF ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งพาไทยมุ่งสู่ การเป็น “Medical Tourism” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : @dr.tattof  เฟซบุ๊ก : Dr.TATTOF หรือเว็บไซต์ www.drtattof.com ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ชัช – ชัชวาล’ Leica Ambassador ประเทศไทย ถ่ายทอด Single Best Quality ของตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765395

‘ชัช - ชัชวาล’ Leica Ambassador ประเทศไทย ถ่ายทอด Single Best Quality ของตัวเอง

‘ชัช – ชัชวาล’ Leica Ambassador ประเทศไทย ถ่ายทอด Single Best Quality ของตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.12 น.

ชัช – ชัชวาล จันทโชติบุตร Leica Ambassador ประเทศไทย จับมือ Glenfiddich (เกลนฟิดิค) แบรนด์ซิงเกิลมอลต์พรีเมี่ยมระดับโลก ภายใต้บริษัท William Grant & Sons จำกัด ร่วมค้นหาและเปิดตัวคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดในตัวเอง หรือ ‘Single Best Quality’ ในภาคต่อของแคมเปญ “THE WHERE NEXT CLUB” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สามในประเทศไทย ในงาน “The Adventurous Life” งานที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตสุดพลิกผันของคุณชัชผ่านรูปถ่ายและเรื่องราวจาก 8 บุคคลสำคัญที่อยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณชัช ในนิทรรศการที่จัดขึ้น ณ Rimshot Bar โลเคชันสุดฮิต ใจกลางสุขุมวิท 22

Adventurous หรือการผจญภัย ซึ่งเป็น Single Best Quality ของ คุณชัช – ชัชวาล จันทโชติบุตร สะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในการถ่ายภาพเมื่อครั้งเยาว์วัยมาจนถึงการค้นพบตนเอง คุณชัชได้ให้คำนิยาม Single Best Quality ของตนเองว่า Adventurous’ หรือการผจญภัยของชีวิต แบ่งออกเป็นการผจญภัย 3 ช่วงที่ทำให้เขาได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ มากมาย ซึ่งหล่อหลอมมาเป็น ชัช – ชัชวาล จันทโชติบุตร ในวันนี้ และสู่ “Next” ที่ไม่รู้จบในแบบฉบับของเขาในวันข้างหน้า

เริ่มต้นจากช่วงเวลาแห่งการทดลองในวัยเด็ก ความ PASSIONATE ในการถ่ายภาพ ที่ต้องการยืนหยัดในความเชื่อของตนเองเพื่อให้สิ่งที่รักอย่างการถ่ายภาพกลายมาเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและพัฒนาศักยภาพในการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาด้วยช่วงของการค้นหาและท้าทายตนเอง ความ MYSTERIOUS มากมายในชีวิตที่เขาอยากจะค้นหา เปรียบเสมือนก้าวแรกในการก้าวข้าม comfort zone พร้อมจุดประกายความคิดใหม่ ๆ และคว้าโอกาสในการไปเรียนถ่ายภาพเพิ่มเติมที่ต่างประเทศ กระทั่งได้กลายมาเป็นหนึ่งใน Leica Ambassador ประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2016

จนมาถึงช่วงปัจจุบันกับการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง หรือ CLARITY ผ่านการค้นพบคำตอบของคำถามที่ว่า ความต้องการที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร ความสุขความทุกข์ของตัวเองคืออะไร จนได้พบคำตอบในสถานที่ใหม่ ณ เขาหลัก จังหวัดพังงา ภายใต้ชื่อ The Place Khaolak หรือ “The Place to meet new friends – เป็นสถานที่ได้พบเพื่อนใหม่” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้เซิร์ฟที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย เพราะผู้คนมากมายจากต่างถิ่น ต่างอาชีพ และต่างเส้นทางชีวิตแต่มีความรักในท้องทะเลและการเซิร์ฟ สามารถหลีกหนีความวุ่นวายจากชีวิตในเมือง เพื่อมาพบปะ พูดคุย แบ่งปันความรู้ ความชอบ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ไปด้วยกัน

ในนิทรรศการ The Adventurous Life” ได้แสดงให้เห็นเส้นทางชีวิตของคุณชัช ที่ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายของ 8 บุคคลสำคัญในแต่ละช่วงเวลาของการเดินทางในช่วงชีวิต ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดออกมา

“นิทรรศการนี้ เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกและคำขอบคุณ สำหรับบุคคลสำคัญ 8 คนเหล่านี้ในชีวิตของผม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง หรือแม้กระทั่งบุคคลที่ผมได้มีโอกาสรู้จัก ซึ่งล้วนแต่มีส่วนร่วมในการเดินทางที่ทำให้ผมได้มาถึงจุดนี้ ขอบคุณทั้งเรื่องดีและร้ายที่ทำให้ผมได้เผย Single Best Quality ของตัวเองออกมา และขอบคุณ Glenfiddich ที่เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันและสร้างสรรค์คอมมิวนิตี้ที่เปิดรับความท้าทายและความแปลกใหม่ เพื่อให้เราได้มาค้นหา พัฒนา และค้นพบช่วงต่อ ๆ ไปในชีวิตไปด้วยกัน” คุณชัช – ชัชวาล จันทโชติบุตร กล่าวภายในงาน

นอกจากนี้ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกใน 3 ห้วงเวลาของชีวิต คุณชัชยังได้ร่วมกับ Glenfiddich รังสรรค์เครื่องดื่มสุดพิเศษที่ถ่ายทอดคำว่า Adventurous ผ่านเครื่องดื่มทั้ง 3 แบบ ให้มีกลิ่นอายของการเดินทางและการผจญภัยของชีวิต เริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาของความ Passionate ที่สะท้อนออกมาในค็อกเทล Glenfiddich 15 ปี ที่โดดเด่นเรื่องความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ให้รสสัมผัสที่เด่นชัด เข้มข้น เหมือน passion ที่แรงกล้า พร้อมวัตถุดิบหลักอย่างเฮเซลนัท และใช้กรานิตาไวน์แดงเพื่อให้รสชาติมีความกลมกล่อมมากขึ้น ต่อด้วยช่วงที่สองของความ Mysterious ซึ่งถือเป็นช่วงของการค้นหาและอยากพัฒนาตัวเองให้สุด โดยช่วงเวลานี้ถูกถ่ายทอดผ่าน Glenfiddich 12 ปี ในค็อกเทลที่ดื่มง่าย ภายนอกอาจดูธรรมดาแต่รสชาติมีความซับซ้อน เปรียบเสมือนการค้นหาตัวตนที่ต้องการบาลานซ์ชีวิต ซึ่งค็อกเทลแก้วนี้ให้รสชาติของส้มจี๊ดและกลิ่นพีชไปพร้อม ๆ กับการผสมผสานกับกลิ่นใบเตยเผาและท็อปด้วย “ลูกชก” ผลไม้ของจังหวัดพังงา จบด้วยช่วงเวลาของความ Clarity ที่ใช้ Glenfiddich 18 ปี ที่ให้สัมผัสเข้มและนุ่มลึกเฉพาะตัว ผสมออกมาเป็นค็อกเทลที่มีกลิ่นของคาโมมาย และวิสกี้สโมคกี้ นอกจากนั้นเราจะได้กลิ่นซีทรัสที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนช่วงเวลาที่คุณชัชใช้ชีวิตที่เขาหลักอย่างชัดเจนและเรียบง่ายอย่างในปัจจุบัน

ร่วมค้นหากุญแจดอกสำคัญหรือ Single Best Quality ของคุณ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จหรือ NEXT ที่ไม่รู้จบของคุณ ภายใต้แคมเปญ “THE WHERE NEXT CLUB” กับ Glenfiddich แบรนด์กลุ่มวิสกี้ซิงเกิลมอลต์ระดับโลก ที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และผลักดันการก้าวข้ามขอบเขตของตนเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ได้แล้ววันนี้

อัพเดทข่าวสาร ข้อมูลของ Glenfiddich (เกลนฟิดิค) และ แคมเปญ Where Next Club ประเทศไทย ได้ทาง อินสตาแกรม @Valleyofthedeer.th

‘TBY Jeans’ โตไกล ยกระดับแฟชั่นสัญชาติไทยสู่กรุงปารีส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765383

‘TBY Jeans’  โตไกล ยกระดับแฟชั่นสัญชาติไทยสู่กรุงปารีส

‘TBY Jeans’ โตไกล ยกระดับแฟชั่นสัญชาติไทยสู่กรุงปารีส

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.13 น.

TBY Jeans (To Be Young Jeans) ผู้จัดจำหน่ายและส่งออกแฟชั่นกางเกงยีนส์ทั้งไทยและต่างประเทศ ส่งผ่านความชอบ ความหลงใหล ในกางเกงยีนส์ของครอบครัวต่อรุ่นสู่รุ่นด้วยความเชื่อที่ว่า “ความกระฉับกระเฉงเยาว์วัย คือ หัวใจของความสุขในทุกอายุ” ล่าสุดแบรนด์ TBY ครบรอบ 27 ปี จึงถือโอกาสรีแบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมปรับโฉมโลโก้ใหม่ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดย คุณย้ง-วัชรพงษ์ จรัสนิรัติศัย (CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TBY Jeans ทายาทรุ่นที่ 2 และ คุณแก้ว-แก้วกาญจน์ ไชยเชื้อ (Co-CEO) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม TBY Jeans รับหน้าที่บริหารงาน พร้อมยังเอาใจสายแฟชั่นส่ง 3 คอลเลคชั่นใหม่ของ TBY ได้แก่ 1.) Voyage Sans Fin  2.) Winter Collection  3.) Men Collection ไปเฉิดฉายในงาน MAISON & OBJET PARIS” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยดีไซน์เนอร์ คุณแพรวนภา จริตเอก และ คุณชาญธานินท์ ไชยเชื้อ เพื่อยกระดับแฟชั่นสัญชาติไทยสู่ตลาดโลก

วัชรพงษ์ จรัสนิรัติศัย

คุณย้ง-วัชรพงษ์ จรัสนิรัติศัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ TBY Jeans จนมีการรีแบรนด์ในครั้งนี้ว่า TBY เกิดจากครอบครัวของเราชื่นชอบกางเกงยีนส์ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ (คุณธงชัย จรัสนิรัติศัย) ถึงแม้ว่าปัจจุบันอายุ 85 ปีแล้วก็ยังสวมใส่กางเกงยีนส์อยู่ และส่งต่อมาถึงรุ่นผมซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่ผ่านมาเราไม่เคยหยุดพัฒนาคิดค้นกางเกงยีนส์ของเราให้มีความสวย ทันสมัย คงทน โดยการนำนวัตกรรมเข้ามาผสม ทั้งเทคโนโลยี Lycra สู่ตลาด Mass นอกห้างสรรพสินค้าเป็นครั้งแรกของไทย รวมถึงการนำผ้านวัตกรรม Anti-Bacteria และอื่น ๆ อีกมากมาย จนสามารถครองใจลูกค้ามายาวนานถึง 27 ปี

ปัจจุบัน TBY Jeans ได้รีแบรนด์ใหม่ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนโลโก้ใช้อักษรย่อ ตัว T” ผ่าน 3 พันธกิจได้แก่ Taste: รสนิยมที่สวยงามและเป็นสากล, Tough: ความทนทานใช้ได้นาน และ True: ตอบสนองความต้องการให้เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด นำมาประกอบเป็นตัว Y = Young เป็นอักษรตัวเดียว เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ To Be Young (TBY) และส่งต่อความตั้งใจให้ทุกคนที่สวมใส่กางเกงยีนส์ของเรา อีกทั้งยังตอบโจทย์ทุกช่วงวัยเอาไว้ดังนี้

วัย 20+ = Young Energy วัยสดใส เปี่ยมไปด้วยความฝัน

วัย 30+ = Young Spirit วัยที่รู้แนวทางที่เลือกเดิน เริ่มสนุกกับการสร้างตัวตน

วัย 50+ = Young at Heart วัยที่ชัดเจนในสิ่งที่ทำ แสวงหาความสุขผ่านความสัมพันธ์ และมีสุขภาพดี

เพื่อให้ผู้สวมใส่กางเกงยีนส์ของเราทุกวัย มีความมั่นใจ สวมใส่ด้วยความทะมัดทะแมง และเป็นตัวเองอย่างมีชีวิตชีวาครับ

แก้วกาญจน์ ไชยเชื้อ

ด้าน คุณแก้ว-แก้วกาญจน์ ไชยเชื้อ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม เล่าถึง 3 คอลเลคชั่นใหม่ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบของแบรนด์ว่า “ในปีนี้นอกจาก TBY ปรับโฉมแบรนด์ใหม่แล้ว เรายังออกแบบถึง 3 คอลเลคชั่น และมีโอกาสได้นำไปเปิดตัวถึงประเทศฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในงาน MAISON & OBJET PARIS โดยเฉพาะคอลเลคชั่นยีนส์ผสมผ้าไทย “Voyage Sans Fin” (โวยาจ ซอง ฟิน) หมายถึงการเดินทางค้นหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนการเดินทางของ TBY ที่ไม่หยุดสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าทุกคน ซึ่งผลงานที่เรานำไปนั้นได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ฟิลิปปินส์ รวมถึงชาวซาอุดีอาระเบีย โดยได้รับคำชมว่าดีไซน์ของเรามีความโดดเด่น ทันสมัย ผ้ายีนส์สวย ประณีต สวมใส่สบาย ครั้งนี้ได้ คุณแพรวนภา จริตเอก และ คุณชาญธานินท์ ไชยเชื้อ ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่มารังสรรค์ผ้ายีนส์ทั้ง 3 คอลเลชั่นใหม่ ดังนี้

Voyage Sans Fin Endless Exploration : เป็นการผสมผสานระหว่างผ้ายีนส์คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม กับผ้าไทยพื้นเมืองอย่างผ้าฝ้ายมัดหมี่ 100% ใช้ผ้าลายขอนาคเอกลักษณ์ของชาวอีสาน และผ้าขาวม้าลายหางกระรอกที่ทอมือผสมดิ้นทอง ในการตัดเย็บต้องใช้ความประณีตผลิตทีละตัว หลังจากนำผ้ายีนส์เข้าโรงฟอกแล้วต้องเลาะตะเข็บใหม่ ประกบกับผ้าไทยโดยวางลายให้ต่อเรียบเนียนด้วยช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูงเท่านั้น การดีไซน์คอลเลคชั่นนี้ต้องการให้ออกมาดูอินเตอร์และยูนิคไม่เหมือนใคร ผ่านการใช้ผ้าทอสวยงามของไทย โชว์ฝีมือช่างมากประสบการณ์ของแบรนด์ TBY ให้คุณภูมิใจสวมใส่ยีนส์ผสมผ้าไทยได้ทุกวัน

Winter Collection : เนื่องจาก TBY ปรับโฉมโลโก้ใหม่จึงนำแรงบันดาลใจมาจากตัว Y ที่แสดงความ “Young” มาออกแบบทรงให้ดูเด็กลงและทันสมัย เพื่อความคล่องแคล่ว แอคทีฟ โดยเลือกใช้ผ้าชนิดใหม่ให้มีความสนุกสนานเหมาะกับฤดูหนาวอย่าง Corduroy (ผ้าลูกฟูก) และ ผ้าให้สัมผัสเหมือนกำมะหยี่ แต่เป็น Cotton 100% ที่ยังคงความคลาสสิคเรียบโก้ไว้อย่างลงตัว โดยนำเทรนด์ที่มาแรงในซีซั่นนี้นำมาปรับให้เข้ากับ TBY DNA ทำให้คอลเลคชั่นวินเทอร์มีความเรียบ คลาสสิค แต่มีกิมมิคให้เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละแบบด้วย สำหรับคอลเลคชั่นนี้มีให้เลือกหลากหลายทรง ไม่ว่าจะเป็นกางเกงขาม้า กางเกงขาบาน กางเกงขาเดฟ และสกินนี คงความเป็นซิกเนเจอร์ของเรากับทรงคลาสสิคใคร ๆ ก็สวมใส่ได้

Men Collection : ที่ผ่านมา TBY Men ในอดีตเน้นคุณภาพของเนื้อผ้าและทรงสุดคลาสสิค แต่คอลเลคชั่นนี้เราเพิ่มความทันสมัย หรู เท่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์ของผู้บริหารอย่าง คุณย้ง-วัชรพงษ์ ชอบใส่กางเกงยีนส์ทรงแปลกใหม่ดูลุคคูลหลุดจากกรอบเดิม ๆ โดยคุณย้งได้มีส่วนร่วมออกแบบจากตัวตนรวมถึงความชอบส่วนตัว และนำเทคนิครวมถึงเนื้อผ้าพิเศษของแบรนด์ TBY มาผสมผสานให้มีกลิ่นอายความเป็นยีนส์คุณภาพในด้านการดีไซน์ที่ทันสมัย แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร สามารถสวมใส่อย่างมีสไตล์ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นกางเกงยีนส์ริมแดง ทรงบอลลูน ทรงสแลค เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และมาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงได้

หลังจากเรานำทั้ง 3 คอลเลคชั่นนี้ ไปเปิดตัวโชว์ที่ประเทศฝรั่งเศส เรามีความภูมิใจที่ได้นำแบรนด์ TBY สัญชาติไทยให้ได้รับการตอบรับอย่างดี รวมถึงคำชมเกี่ยวกับดีไซน์กางเกงยีนส์จากลูกค้าชาวต่างชาติ เราหวังว่าจะถูกใจลูกค้าชาวไทยเช่นกันค่ะ” คุณแก้วกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

สองผู้บริหารจาก TBY Jeans

สองผู้บริหารจาก TBY Jeans

ชาญธานินท์ ไชยเชื้อ ดีไซน์เนอร์

ชาญธานินท์ ไชยเชื้อ ดีไซน์เนอร์

แพรวนภา จริตเอก ดีไซน์เนอร์ TBY Jeans

แพรวนภา จริตเอก ดีไซน์เนอร์ TBY Jeans

อว. มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม Go Green ในงานครบรอบ 64 ปี วช. เพื่อรับมือปัญหา PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765350

อว. มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม Go Green ในงานครบรอบ 64 ปี วช. เพื่อรับมือปัญหา PM2.5

อว. มอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม Go Green ในงานครบรอบ 64 ปี วช. เพื่อรับมือปัญหา PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.08 น.

26 ตุลาคม 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการใช้ประโยชน์ด้าน Go Green  โดยมอบนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยระบบเซนเซอร์ (DustBoy) ให้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และมอบนวัตกรรมสวนบำบัดฝุ่น ให้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เนื่องในโอกาสสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 64 ปี ซึ่งทั้ง 2 ผลงาน เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ณ โถงชั้น 1 อาคาร สวทช. (โยธี) กระทรวง อว. กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า อว. ขอแสดงความยินดี กับ วช. เนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปี วช. กระทรวง อว. มีความเชื่อมั่นว่า วช. จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม องค์ความรู้ เทคโนโลยี กลไก ที่สามารถตอบสนองความท้าทายเร่งด่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางมิติสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป้าหมายที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่สุขภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ดี แก่ประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวง  อว. ให้ความสำคัญ ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ให้มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งได้กำหนดทิศทางการพัฒนา บนพื้นฐานของหลักการแนวคิดที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) แนวคิด Resilience คือการบริหารจัดการองค์กรที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่น  3) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และ 4) โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

“นโยบายของ อว. มุ่งเน้นในด้านการวิจัยและนวัตกรรม คือ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ได้แก่ Go Green, พอเพียง, ความยั่งยืน, ความเป็นกลางทางคาร์บอน, พลังงานสะอาด, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจชีวภาพ ,เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งประเด็นสิ่งแวดล้อม อว. ได้มุ่งเน้นการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ” นางสาวศุภมาส กล่าว

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนผลผลิตและผลสำเร็จจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จสู่การใช้ประโยชน์ โดยการสื่อสารและให้เห็นภาพการทำงานที่เกิดสาธารณประโยชน์แก่พี่น้องภาคประชาชน ซึ่งในขณะนี้ ปัญหาฝุ่นละออง หรือ ฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นทุกปี วช. เล็งเห็นถึงปัญหาที่ประชาชนได้รับ จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยระบบเซนเซอร์ จากโครงการ “การเฝ้าระวังและติดตามคุณภาพอากาศด้วยเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และ PM10 แบบเซ็นเซอร์ (DustBoy)” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นวัตกรรม “สวนบำบัดฝุ่น” จากโครงการ “การใช้ไม้ยืนต้นลดฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ด้วยรูปแบบโครงสร้างและลำดับชั้นต้นไม้แบบนิเวศป่าในเมือง” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กัญจน์ ศิลป์ประสิทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  

การมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม ในครั้งนี้ อว. มอบนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยระบบเซนเซอร์ จำนวน 500 เครื่อง เป็นหนึ่งในของขวัญปีใหม่ 2567 ที่ อว. มอบให้ประชาชนเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศ เพื่อการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนประชาชนให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ PM2.5 ได้อย่างทันท่วงที ลดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และ อว. โดย วช. จะดำเนินการจัดสวน ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเป็นสวนต้นแบบในการบำบัดฝุ่น ด้วยการจัดเรียงต้นไม้ที่เหมาะสม จะช่วยกำบังฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 20 – 60 ตามลักษณะพื้นที่ และปลูกพืชที่มีศักยภาพในการลดฝุ่น PM2.5 เช่น ใบขนาดใหญ่ ใบมีขน ใบมีความขรุขระ หรือ ใบมีแว็ก นอกจากนั้นความชื้นจากการคายน้ำของพืชบริเวณนั้น ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับฝุ่นละอองขนาดเล็กทำให้เคลื่อนที่ลดลง เพิ่มเวลาให้พืชช่วยดักจับฝุ่นขนาดเล็ก

นอกจากมีพิธีมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อการใช้ประโยชน์ Go Green ด้วยวิจัยและนวัตกรรมแล้ว วช. ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศด้วยระบบเซนเซอร์ (DustBoy) โมเดลสวนบำบัดฝุ่น กิจกรรมเสวนา กิจกรรมในพื้นที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ และผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยขายได้ ในบริเวณพื้นที่จัดงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 64 ปี” ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อีกด้วย

-(016)

รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ ผนึก ทรู ดิจิทัล เปิดตัว ‘หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน’ ยกระดับบริการทางการแพทย์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765334

รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ ผนึก ทรู ดิจิทัล เปิดตัว 'หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน' ยกระดับบริการทางการแพทย์ไทย

รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ ผนึก ทรู ดิจิทัล เปิดตัว ‘หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน’ ยกระดับบริการทางการแพทย์ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.38 น.

ครั้งแรกในไทย กับ หุ่นยนต์สนับสนุนการบริการเวชศาสตร์นิวเคลียร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ฯ ผนึก ทรู ดิจิทัล ดึงเทคโนโลยีสุดล้ำ ยกระดับบริการทางการแพทย์ของไทย เปิดตัว “หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน”

● เพิ่มความปลอดภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์ ลดปริมาณรังสีที่จะได้รับโดยตรงในการรักษาผู้ป่วย

● ให้บริการผู้ป่วยด้วยฟังก์ชันเด่น ทั้งขนส่งสารรังสีไอโอดีน อาหาร ยา และเวชภัณฑ์   การแพทย์ระยะไกล 

วัดสัญญาณชีพ  และตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสีในพื้นที่ให้บริการ

● สั่งการและควบคุมผ่านแท็บเล็ต เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G สื่อสารและส่งข้อมูลผลตรวจแบบเรียลไทม์

พร้อมจัดเก็บบนคลาวด์

● ผสาน Human-Tech Technology ในแนวคิด Humanize ด้วยลวดลาย สีสัน หน้าจอและเสียงที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน

26 ตุลาคม 2566 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป นำเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น พัฒนานวัตกรรมสนับสนุนการบริการในการรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นครั้งแรกของไทยในการนำหุ่นยนต์มาใช้ในงานด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน ที่สำคัญยังมีส่วนในการช่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ลดปริมาณรังสีที่จะได้รับโดยตรงในระหว่างให้การรักษาผู้ป่วย จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพ ตลอดจนลดความเสี่ยงและโอกาสที่อาจจะเกิดโรคจากการได้รับรังสีสะสมเป็นระยะเวลานานๆ  โดย “หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน” พัฒนาฟังก์ชันตามความต้องการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสารรังสีไอโอดีน อาหาร ยาและเวชภัณฑ์แก่ผู้ป่วย การแพทย์ระยะไกล วัดสัญญาณชีพ และตรวจวัดการเปรอะเปื้อนรังสีในพื้นที่ให้บริการหลังจากผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล ทั้งยังออกแบบโดยผสานความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน หรือ Human-Tech Technology ในแนวคิด Humanize มีดีไซน์หน้าจอและสีสันที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน มาพร้อมเสียงที่น่าฟัง ช่วยสร้างสัมผัสและปฏิสัมพันธ์แบบคล้ายมนุษย์ นับเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์และคุณค่าหลากหลายมิติสำหรับวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อำนวยความสะดวกและให้บริการผู้ป่วย ควบคู่กับการปกป้องดูแลสุขภาพของบุคลากรการแพทย์ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการดูแลและรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถต่อยอดฟังก์ชันของหุ่นยนต์ให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงกระตุ้นและขยายการใช้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการแพทย์ให้แพร่หลายและกว้างขวางมากขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทรู ผู้นำเทเลคอม-เทคคอมปานี ที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย สังคม และประเทศไทย

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป และทีมพัฒนาหุ่นยนต์ สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี ต่อยอดนวัตกรรมโดยนำหุ่นยนต์มาใช้อำนวยความสะดวกและให้บริการผู้ป่วยทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ และยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ให้ก้าวล้ำทันสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย อีกทั้งทำให้บุคลากรทางการแพทย์ลดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีโดยตรงในระหว่างที่ให้บริการรักษาแก่ผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ได้มากยิ่งขึ้น สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด

การนี้ ต้องขอขอบพระคุณผู้ร่วมสนับสนุนในด้านต่างๆ ที่ช่วยกันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสุดล้ำ หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน เราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนความก้าวหน้าของวงการแพทย์และยกระดับบริการทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทยต่อไป 

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงทีมพัฒนาหุ่นยนต์ สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ฝ่ายรังสีวิทยา และทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการรักษา การวิจัย รวมถึงช่วยกันสรรสร้างนวัตกรรมต่างๆ ทางการแพทย์ ให้มีความครอบคลุมก้าวล้ำทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยลดความเสี่ยง รวมถึงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และได้รับประโยชน์สูงสุดในด้านการรักษา 

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง ตลอดจนเสริมสร้างสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สะท้อนวิสัยทัศน์ของทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยี (Telecom-Tech Company) ซึ่งการพัฒนานวัตกรรม “หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน” ภายใต้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทรูที่ได้ต่อยอด นำประสบการณ์จากการทำงานและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับทีมแพทย์ของไทยมาอย่างยาวนาน ผสานความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีและระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจรของทรู เข้ากับองค์ความรู้ของแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ระดับแนวหน้าของประเทศ เพื่อยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ได้สำเร็จอีกครั้ง  ก่อเกิดนวัตกรรมในการให้บริการทางการแพทย์ในยุคดิจิทัลที่ก้าวล้ำมากกว่าที่เคยมีมา และเป็นครั้งแรกของไทยในการพัฒนาหุ่นยนต์สนับสนุนการให้บริการด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์  โดยหุ่นยนต์สามารถช่วยบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งการให้บริการผู้ป่วย ควบคู่กับการมีบทบาทสำคัญ คือ การเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ลดปริมาณรังสีที่จะได้รับโดยตรงจากการปฏิบัติงานประจำในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ จึงช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดโรคจากการที่ได้รับรังสีสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ ช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยได้จำนวนมากขึ้น ขณะที่ยังคงให้บริการได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชื่อมั่นว่า นวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของการให้บริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีนในประเทศไทย และทรู ดิจิทัล จะเดินหน้าต่อยอดความสามารถของหุ่นยนต์ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น รวมถึงสานต่อความร่วมมือ ขยายการใช้งานให้แพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของวงการการแพทย์และยกระดับบริการสาธารณสุขของไทย ตลอดจนเติมเต็มวิถีชีวิตในยุคดิจิทัล และสร้างคุณค่าต่อคนไทย เศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป

เปิดปฏิบัติการ “หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน”

หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน ถูกออกแบบโดยผสานความเป็นมนุษย์เข้ากับเทคโนโลยี Human-Tech Technology ออกแบบด้วยการผสานความเป็นมนุษย์ ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นมิตร เข้ากับเทคโนโลยี (Humanize) มีรูปลักษณ์ลวดลายสีสัน หน้าจอและเสียงที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เพิ่มสัมผัสและปฏิสัมพันธ์แบบคล้ายมนุษย์ สร้างรอยยิ้มและความพึงพอใจให้คนไข้ โดยสามารถสั่งการและควบคุมผ่านแท็บเล็ต เชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G รองรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ ที่ให้ทั้งความเร็วในการสื่อสาร ความเสถียร และความปลอดภัยสูงสุดของข้อมูล โดยมีฟังก์ชันที่โดดเด่น ดังนี้

● ส่งสารรังสีไอโอดีน ยา เวชภัณฑ์ และ อาหาร ให้แก่ผู้ป่วยในพื้นที่ให้บริการหรือห้องพักผู้ป่วย

● การแพทย์ระยะไกล ผ่านระบบวิดีโอคอลล์ อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างแพทย์ พยาบาลและผู้ป่วย เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำการดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

● วัดสัญญาณชีพของผู้ป่วยในระหว่างที่เข้ารับการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน โดยสามารถเชื่อมโยงส่งข้อมูลภาพและผลตรวจแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์

● ตรวจสอบการเปรอะเปื้อนรังสีในพื้นที่ให้บริการหรือห้องพักผู้ป่วย ภายหลังจากผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล โดยแสดงผลของปริมาณรังสีในรูปแบบ Heat Map ด้วยสีที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการเข้าดูแลพื้นที่ให้บริการหรือห้องพักผู้ป่วย ที่อาจมีการเปรอะเปื้อนรังสีอยู่ในปริมาณมาก

-(016)