สเปนช่วยสัตว์ 400 ตัว จากแก๊งค้าสัตว์เลี้ยงเถื่อน จับอีก 13 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733934

สเปนช่วยสัตว์ 400 ตัว จากแก๊งค้าสัตว์เลี้ยงเถื่อน จับอีก 13 คน

19 ต.ค. 2566 05:15 น.

สเปนช่วยสัตว์ 400 ตัว จากแก๊งค้าสัตว์เลี้ยงเถื่อน จับอีก 13 คน

สเปนจับกุมเครือข่ายค้าสัตว์เลี้ยงผิดกฎหมาย โดยจับผู้ต้องสงสัยได้ 13 ราย และช่วยเหลือสัตว์หลากชนิดที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศได้มากกว่า 400 ตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศสเปนเปิดเผยในวันพุธที่ 18 ต.ค. 2566 ว่า เมื่อเดือนก่อนตำรวจสนธิกำลังดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกเครือข่ายลักลอบนำเข้าสัตว์เลี้ยงผิดกฎหมายได้ 13 ราย พร้อมทั้งช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกลักลอบนำเข้าประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแมวและสุนัข ได้มากกว่า 400 ตัว

เจ้าหน้าที่สเปนระบุว่า คนกลุ่มนี้เป็นผู้ต้องสงสัยว่า นำสัตว์เข้ามาในสเปนอย่างผิดกฎหมาย จากประเทศแถบยุโรปตะวันออก ผ่านประเทศอันดอร์รา ก่อนจะนำไปขายเพื่อทำกำไร นอกจากนั้น พวกเขายังถูกกล่าวหาด้วยว่า ปลอมแปลงเอกสาร เพื่อระบุว่า สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดีพอจะขาย ทั้งที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

ผู้ถูกจับกุมทั้ง 13 คนถูกตั้งข้อหาหลายอย่าง รวมถึง ทารุณกรรมสัตว์, ฉ้อโกง และฟอกเงิน ส่วนสัตว์ต่างๆ ซึ่งถูกเก็บไว้ในสภาพย่ำแย่ กำลังได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์

“องค์กรอาชญากรรมนี้รวมถึงสัตวแพทย์หญิง 1 ราย ซึ่งใช้ความรู้และลายเซ็นของเธอเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในการรับประกันว่า สัตว์ที่ถูกขายมีสุขภาพดี” เจ้าหน้าที่สเปนระบุ สัตวแพทย์คนนี้ยังให้คำแนะนำอื่นๆ แก่องค์กร รวมถึงวิธีซ่อนหรือปลอมแปลงบันทึกระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หรือราว 3 ปีหลังจากเจ้าหน้าที่ในบาร์เซโลนาได้รับแจ้งความหลายครั้ง ว่าร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมือง ดูแลสัตว์ในสภาพย่ำแย่มาก ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก็พบสุนัขป่วยถึง 33 ตัว

ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธของทางการสเปน สัตว์ที่ได้รับความช่วยเหลือ มีหลายตัวเป็นสายพันธุ์ราคาแพงที่คนกลุ่มนี้ซื้อมาอย่างผิดกฎหมายผ่านโลกออนไลน์ ส่วนตัวอื่นๆ ถูกเพาะพันธุ์ในศูนย์ต่างๆ ที่กลุ่มผู้ต้องสงสัยดูแลอยู่ โดยตัวเมียจะถูกบังคับให้มีลูกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่สนใจสุขภาพของพวกมัน

สัตว์หลายตัวถูกขนส่งมาทางถนน ในภาพที่อยู่กันอย่างแออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ เดินทางเป็นระยะทางไกล บางครั้งมากกว่า 2,000 กม. ทำให้บางตัวเกิดอาการติดเชื้อและเป็นโรคติดต่อ ก่อนจะกระจายไปยังตัวอื่นๆ รวมถึงสัตว์ที่ถูกขายออกไปด้วย

อนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน สเปนเพิ่งผ่านกฎหมายเพิ่มความเข้มงวดในการขายและการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งรวมถึงการห้ามร้านขายสัตว์เลี้ยงขายสัตว์ขนาดเล็กอย่าง สุนัข, แมว และเฟอร์เร็ต ขณะที่การทารุณกรรมสัตว์สามารถมีโทษจำคุก 1 ปี ถึง 36 เดือนในกรณีที่สัตว์เลี้ยงเสียชีวิต และปรับเงินตั้งแต่ 500-200,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับประเภทของการกระทำผิด

ที่มา : bbc

เมืองหลวงกินี-บิสเซาโดนตัดไฟ ค้างจ่าย บ.ตุรกี 15 ล้านดอลลาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733933

เมืองหลวงกินี-บิสเซาโดนตัดไฟ ค้างจ่าย บ.ตุรกี 15 ล้านดอลลาร์

19 ต.ค. 2566 04:18 น.

เมืองหลวงกินี-บิสเซาโดนตัดไฟ ค้างจ่าย บ.ตุรกี 15 ล้านดอลลาร์

กินี-บิสเซา หนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก ถูกตัดไฟในเมืองหลวง เนื่องจากค้างจ่ายค่าไฟฟ้าบริษัทต่างชาติเป็นเงินถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงบิสเซา เมืองหลวงของประเทศกินี-บิสเซา ถูกตัดพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดมาตั้งแต่ช่วงเช้าวันอังคาร (17 ต.ค.) เนื่องจากทางการยังค้างชำระค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากบริษัท คาร์พาวเวอร์ชิป (Karpowership) ของประเทศตุรกี เป็นเงินอย่างน้อย 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 546 ล้านบาท) ทำให้เมืองแห่งนี้ตกอยู่ในความมืด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวกรุงบิสเซา ซึ่งมีมากกว่า 400,000 คน อย่างหนัก โรงพยาบาลต้องใช้เครื่องปั่นไฟเพื่อให้กำเนิดไฟฟ้าสำหรับการผ่าตัด แต่ไม่มีน้ำประปาเพราะไฟฟ้าไม่เพียงพอ ขณะสถานีวิทยุก็ไม่สามารถกระจายเสียงได้

นายสุเลมานี เซดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของกินี-บิสเซา ออกมายอมรับเรื่องการค้างชำระดังกล่าว และว่า จะจ่ายบิลส่วนใหญ่ได้ภายใน 15 วัน

อนึ่ง คาร์พาวเวอร์ชิปเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงงานไฟฟ้าลอยน้ำรายใหญ่ที่สุดในโลก และขายพลังงานให้แก่ชาติแอฟริกาหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเขาเข้มงวดมากกับลูกค้าที่ผิดนัดชำระเงิน โดยเมื่อเดือนก่อน พวกเขาก็เพิ่งตัดการจ่ายพลังงานให้กรุงฟรีทาวน์ เมืองหลวงของเซียร์ราลีโอน ซึ่งค้างชำระค่าไฟ 40 ล้านดอลลาร์

บริษัทตุรกีรายนี้ยังทำสัญญาขายไฟฟ้าให้แก่แอฟริกาใต้ ในปริมาณคิดเป็น 5% ของไฟฟ้าทั้งหมดที่แอฟริกาใต้ต้องใช้ แต่สำหรับกินี-บิสเซา พวกเขาต้องพึ่งพาพลังงานจากคาร์พาวเวอร์ชิปเต็ม 100% มาตั้งแต่ปี 2562

โฆษกของ คาร์พาวเวอร์ชิป ระบุว่า โรงไฟฟ้าลอยน้ำของพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้แล้ว เนื่องจากการค้างชำระเงินเป็นเวลานาน และพวกเขากำลังทำงานแข่งกับเวลา ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกินี-บิสเซา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้ และเริ่มการผลิตไฟฟ้าอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ กินี-บิสเซา เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และเผชิญปัญหาความไม่แน่นอนมาตลอด นับตั้งแต่เป็นอิสระจากโปรตุเกสเมื่อ 49 ปีก่อน

นายอิซุฟ บัลเด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกินี-บิสเซา ระบุว่า รัฐบาลจ่ายค่าไฟ 6 ล้านจากทั้งหมด 15 ล้านไปแล้ว แต่สำหรับประเทศเล็กๆ และยากจนอย่างกินี-บิสเซา การจ่ายเงินระดับ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น จำเป็นต้องใช้เวลา และพวกเขากับคาร์พาวเวอร์ชิปต้องเจรจาเรื่องค่าไฟกันใหม่ เนื่องจากราคาสูงขึ้นเกือบ 2 เท่านับตั้งแต่เริ่มทำสัญญา ไปสู่ระดับที่กินี-บิสเซา รับมือไม่ไหวอีกต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลเปิดทางส่งเสบียงเข้ากาซา ไบเดนไม่เชื่อทัพยิวโจมตีโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733932

อิสราเอลเปิดทางส่งเสบียงเข้ากาซา ไบเดนไม่เชื่อทัพยิวโจมตีโรงพยาบาล

19 ต.ค. 2566 02:22 น.

อิสราเอลเปิดทางส่งเสบียงเข้ากาซา ไบเดนไม่เชื่อทัพยิวโจมตีโรงพยาบาล

ไบเดนเผย อิสราเอลตกลงเปิดทางส่งเสบียงเข้าสู่กาซาผ่านประเทศอียิปต์แล้ว ขณะที่กล่าวด้วยว่า เหตุโจมตีโรงพยาบาลในกาซา ไม่น่าใช่ฝีมือกองทัพอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เปิดเผยในวันพุธที่ 18 ต.ค. 2566 ว่า อิสราเอลตกลงเปิดทางให้อาหาร, น้ำ และยา จากประเทศอียิปต์เข้าสู่ฉนวนกาซาได้แล้ว โดยการขนส่งจะต้องผ่านการตรวจสอบ และความช่วยเหลือต้องไปถึงมือพลเรือน ไม่ใช่กลุ่มติดอาวุธฮามาส

“ผมเข้าใจ ชาวอเมริกันมากมายเข้าใจ” นายไบเดนกล่าว พร้อมเปรียบเทียบการโจมตีของกลุ่มฮามาสต่ออิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา กับเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ในสหรัฐฯ “คุณไม่สามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ แล้วไม่กรีดร้องหาความยุติธรรมได้ แต่ขณะที่คุณรู้สึกถึงความโกรธนั้น อย่าถูกมันครอบงำ”

ขณะเดียวกัน ไบเดนส่งคำเตือนไปถึงกลุ่มฮามาสด้วยว่า หากฮามาสเบี่ยงเบนเส้นทาง หรือขโมยความช่วยเหลือนี้ ก็เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า พวกเขาไม่สนใจสวัสดิภาพของชาวปาเลสไตน์เลย

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่กาซา และเขตเวสต์แบงก์ ด้วย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ถูกกลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,400 ศพ อิสราเอลก็โจมตีเข้าใส่ฉนวนกาซาอย่างหนัก และปิดล้อมชายแดนตัดเส้นทางส่งอาหาร, เชื้อเพลิง, และน้ำเข้าสู่กาซาทั้งหมด หลายฝ่ายพยายามเจรจาเพื่อเปิดทางส่งเสบียงให้ประชาชน, เจ้าหน้าที่ และโรงพยาบาล ที่กำลังขาดแคลนของใช้จำเป็นและอุปกรณ์ต่างๆ

เหตุโจมตีโรงพยาบาล อัล อาห์ลี อาหรับ (Al Ahli Arab) เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (17 ต.ค.) คาดกันว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 ศพ และซ้ำเติมวิกฤติการขาดแคลนของโรงพยาบาลอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าวก็กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ในกาซากล่าวโทษอิสราเอลว่าเป็นผู้ลงมือ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธความเกี่ยวข้อง และเผยแพร่คลิปวิดีโอทั้งภาพและเสียง กับข้อมูลอื่นๆ ที่อ้างว่า เป็นหลักฐานชี้ว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ถูกโจมตีโดยมิสไซล์ของกลุ่มอิสลามิก ญิฮาด กลุ่มติดอาวุธขนาดใหญ่อีกกลุ่มในกาซา แต่ฝ่ายอิสลามิก ญิฮาด ปฏิเสธ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน ระหว่างการเยือนอิสราเอลในวันพุธ โดยระบุว่า ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมของเขาแสดงให้เห็นว่า เหตุโจมตีดังกล่าวไม่น่าจะเป็นฝีมือกองทัพอิสราเอล “จากที่ผมเห็น ดูเหมือนว่านี่เป็นฝีมือของฝ่ายอื่น ไม่ใช่คุณ” ไบเดนบอกกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า แต่มีคนมากมายข้างนอกนั่น ที่ไม่แน่ใจว่าอะไรคือสาเหตุการระเบิด ซึ่งจุดประกายให้เกิดการประท้วงไปทั่วตะวันออกกลาง

ขณะที่โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติโพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ในเวลาต่อมาว่า การวิเคราะห์ภาพมุมสูง, การดักฟัง และข้อมูลจากแหล่งข่าว แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงพยายามรวบรวมหลักฐานอื่นๆ ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ap

สหรัฐฯ วีโต ขวางมติ UNSC จี้ อิสราเอล-ฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733931

สหรัฐฯ วีโต ขวางมติ UNSC จี้ อิสราเอล-ฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม

19 ต.ค. 2566 00:35 น.

สหรัฐฯ วีโต ขวางมติ UNSC จี้ อิสราเอล-ฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม

สหรัฐฯ วีโต ขวางการผ่านร่างมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งประชาชาติ ซึ่งจะประณามเหตุความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับฮามาส และเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 18 ต.ค. 2566 สหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ วีโต (Veto) ขวางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ไม่ให้ผ่านร่างมติ ซึ่งมีข้อความประณามเหตุรุนแรงทุกรูปแบบ รวมทั้งเรียกร้องให้อิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธ ฮามาส ในฉนวนกาซา หยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม ขอให้ปล่อยตัวประกัน และเปิดทางส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา

การผ่านมติดังกล่าวซึ่งร่างโดยบราซิล ล่าช้ามาแล้วหลายวัน ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามเป็นตัวกลางเจรจากับอิสราเอลเพื่อเปิดทางส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซา จนกระทั่งในวันพุธ ชาติสมาชิก UNSC 12 จาก 15 ประเทศ จะโหวตผ่านมติ ขณะที่รัสเซีย กับสหราชอาณาจักร งดออกเสียง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรสิทธิ์ วีโต ขวางการผ่านมติ

นางลินดา โธมัส-กรีนฟีลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวในที่ประชุม UNSC หลังการโหวตว่า “เราอยู่ในพื้นที่และกำลังทำงานด้านการทูตอย่างหนัก” “เราเชื่อว่าเราต้องปล่อยให้กระบวนการทางการทูตนั้นดำเนินต่อไปจนสำเร็จ”

“ใช่ มติเป็นสิ่งสำคัญ และใช่ คณะมนตรีนี้ต้องส่งเสียงออกมา แต่การกระทำที่เราทำต้องมาจากข้อเท็จจริงในพื้นที่ และสนับสนุนความพยายามทางการทูตโดยตรง สิ่งนั้นจะช่วยชีวิตมากมาย คณะมนตรีฯ จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง” นางโธมัส-กรีนฟีลด์ กล่าว

ด้านนาย วาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ออกมาโจมตีสหรัฐฯ ทันที ระบุว่า “เราได้เป็นสักขีพยานอีกครั้งถึงความเสแสร้ง และ 2 มาตรฐานของเพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันของเรา”

ส่วนนาย จาง จวิ้น เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ ก็กล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ทำให้สมาชิก UNSC หลงเชื่อว่า ร่างมติดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบได้ ด้วยการไม่ยอมแสดงความเห็นหรือแสดงความคัดค้านใดๆ เลยระหว่างการเจรจา “ผลลัพธ์สุดท้ายของการโหวตเป็นสิ่งที่แทบไม่น่าเชื่อ”

อนึ่ง ร่างมติดังกล่าวยังเรียกร้องให้อิสราเอล ถอนคำสั่งให้พลเมืองและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติในฉนวนกาซาอพยลงใต้ โดยไม่ระบุชื่ออิสราเอล และประณามการโจมตีก่อการร้ายของกลุ่มฮามาส

อย่างไรก็ตาม นางโธมัส-กรีนฟีลด์ ระบุว่า สหรัฐฯ ผิดหวังที่ร่างมติดังกล่าวไม่ระบุถึงสิทธิ์ของอิสราเอลในการป้องกันตนเอง และเธอกล่าวโทษกลุ่มฮามาสว่า เป็นต้นเหตุทำให้เกิดวิกฤติมนุษยธรรมในกาซา

“เรากำลังทำงานกับอิสราเอล, ประเทศเพื่อนบ้าน, สหประชาชาติ และหุ้นส่วนอื่นๆ เพื่อหาทางแก้วิกฤติมนุษยธรรมในกาซา มันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่อาหาร, ยา, น้ำ และเชื้อเพลิงต้องเริ่มถูกส่งเข้าสู่กาซาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นางโธมัส-กรีนฟีลด์ “ขอพูดให้ชัดเจน เป็นการกระทำของฮามาสเองที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น วิกฤติด้านมนุษยธรรมร้ายแรงในกาซานี้”

ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงปิดล้อมฉนวนกาซาและโจมตีเข้าใส่อย่างหนัก โดยพวกเขาประกาศกร้าวว่าจะทำลายกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก หลังกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดเข้าใส่อิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,400 ศพ และส่งนักรบติดอาวุธเข้ามาจับตัวประกันไปนับร้อยคน ทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ

ฝ่ายเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า การโจมตีของฮิสราเอลอย่างต่อเนื่องหลังจากทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 3,000 ศพ บาดเจ็บอีกหลายพันราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมียหนุ่มม้งเหยื่อฮามาส ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกชาย ตามที่สามีเคยสัญญาไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/north/2733923

เมียหนุ่มม้งเหยื่อฮามาส ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกชาย ตามที่สามีเคยสัญญาไว้

18 ต.ค. 2566 23:26 น.

เมียหนุ่มม้งเหยื่อฮามาส ซื้อของขวัญวันเกิดให้ลูกชาย ตามที่สามีเคยสัญญาไว้

ภรรยาหนุ่มชาวม้ง ซื้อของขวัญให้ลูกชายวัย 2 ขวบบอกลูกว่าเป็นของขวัญจาก “พ่อ” ที่สัญญาว่าใจะให้ของขวัญวันเกิด ไม่อยากให้ลูกมีภาพจำว่าพ่อโกหก ทั้งที่สามีถูกฮามาสยิงตายไปแล้ว 

วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ที่จ.น่าน ที่บ้านของนายธวัชชัย หรือเช้ง แซ่ว้าง แรงงานไทย ที่ถูกยิงเสียชีวิตในอิสราเอลในวันเกิดลูกและก่อนตายได้วิดีโอคอลพูดคุยกับลูก สัญญาว่าจะซื้อของขวัญให้ในวันเกิดครบรอบ 2 ขวบ ก่อนที่จะไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนคนงาน แล้วถูกกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสบุกโจมตีที่พักแรงงานไทย ในนิคมเกษตรกรรม ประเทศอิสราเอล โดยบุกเข้ามาปาระเบิดและยิง นายธวัชชัย ถูกที่ขา และสะโพกยังไม่เสียชีวิต แต่ถูกลากไปจ่อยิงหัวจนเสียชีวิต


นางสาวสุนิตา คงพิรินันท์ ภรรยา นายธวัชชัย เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อวานนี้เงินสงเคราะห์บุตรออก จึงพาลูกชายวัย 2 ขวบไปซื้อของเล่นเนื่องในวันเกิด ตามคำสัญญาของพ่อเด็กที่ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งทางครอบครัวเพิ่งจะหมดหนี้ ทุกเดือนสามีจะส่งเงินกลับบ้านทุกวันที่ 9 แต่เดือนนี้เกิดเหตุการณ์ในวันที่ 7 จึงไม่ได้ส่งมา และทางบ้านไม่มีเงินเหลือ เงินสงเคราะห์ตามสิทธิต่างๆก็ยังไม่ได้รับ ได้รับเพียงเงินบริจาคเพียงเล็กน้อย พอดีเงินสงเคราะห์บุตรออกเลยพาลูกชายไปซื้อของเล่น เพื่อไม่อยากให้ลูกมีภาพจำที่ไม่ดีกับพ่อ ว่าพ่อโกหก (พ่อบอกจะซื้อของขวัญวันเกิดให้)  โดยลูกชายวัย 2 ขวบเลือกของเล่นเป็นเครื่องบินเด็กเล่น บอกกับแม่ว่า “ให้พ่อขี่กลับ” และเลือกเอารถของเล่น บอกว่า “ไปรับพ่อ” ซึ่งเด็กไร้เดียงสาวัย 2 ขวบสื่อสารเป็นคำพูดที่เป็นประโยคทยาว ๆ ไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าลูกหมายถึงอะไร

“ไปซื้อที่ปัวมาค่ะ ก็เอาเงินสงเคราะห์บุตรไปซื้อ บอกลูกว่าเป็นของพ่อนะ เขาชอบมาก เอาไปกอดนอนเลย บางครั้งก็เอาของเล่นไปเล่นที่ห้องนอน เล่นจนเหนื่อยก็หลับไป ตื่นมาก็ร้องหาของเล่นของพ่อ จริงๆ คือแม่ซื้อเอง”นางสาวสุนิตา กล่าว


ด้าน นางพา มารดาของนายธวัชชัย กล่าวว่า อยากฝากวิงวอนถึงภาครัฐ อยากให้รีบดำเนินการส่งศพผู้เสียชีวิตมาโดยเร็ว อย่างน้อยก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ทางญาติจะทำเพื่อผู้ตายได้ ตอนนี้สอบถามไปหน่วยงานไหนก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน สอบถามไปที่กรมแรงงานก็ได้คำตอบว่าต้องรอส่งคนรอดชีวิต 7,000 กว่าคนกลับมาก่อนถึงค่อยส่งศพกลับมา แม่ก็ไม่เข้าใจ ส่งเครื่องบินไปรับคนไทยตั้งหลายเที่ยว ไม่มีที่ว่างใต้เครื่องให้ร่างไร้วิญญาณกลับมาบ้างหรือ ทุกวันดูข่าวทางทีวีเห็นภาพเขากอดเขาดีใจกันที่ญาติเจอหน้ากัน ก็ร้องไห้และน้อยใจที่ลูกเราตายแล้วยังไม่รู้ว่าศพอยู่ไหนเป็นยังไง คนที่รอดกลับมารัฐก็ประกาศว่าช่วยเหลืออย่างนั้นอย่างนี้ ชดเชยและสิทธิต่างๆ แต่ลูกเราตายแล้วมาให้กำลังใจแค่ 2-3 วัน แล้วหายไปติดตามติดต่อก็ไม่ได้ การชดเชยก็แจ้งว่ารอศพกลับมา โยนคำตอบกันวนไปวนมา คิดถึงหัวอกคนเป็นญาติบ้างที่ต้องมานั่งดูข่าวหน่วยงานต่างๆ ให้การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตกลับมา แต่ลูกเราตาย ไคำตอบแค่เรื่องศพจะได้มาเมื่อไหร่ ก็ไม่มีความชัดเจนอะไรเลย 

ร่ำไห้ระงม ญาติคนไทยเหยื่อสงครามอิสราเอลรายที่ 30 วอนช่วยนำศพกลับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2733915

ร่ำไห้ระงม ญาติคนไทยเหยื่อสงครามอิสราเอลรายที่ 30 วอนช่วยนำศพกลับ

18 ต.ค. 2566 22:23 น.

ร่ำไห้ระงม ญาติคนไทยเหยื่อสงครามอิสราเอลรายที่ 30 วอนช่วยนำศพกลับ

ครอบครัวของหนุ่มชาว อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ที่ไปขายแรงงานในอิสราเอล ร่ำไห้แทบขาดใจ หลังทราบข่าวร้ายจากกรมการจัดหางาน ว่าคนไทยที่เสียชีวิตรายล่าสุด จากเหตุการณ์สู้รบในอิสราเอล เป็นบุคคลในครอบครัวของตน พร้อมวอนขอให้หน่วยงานภาครัฐช่วยนำศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนา

วันที่ 18 ต.ค. 66 น.ส.สายชล ชาติกุญชร อายุ 38 ปี พร้อมด้วยนางเอมอร เรียงไข อายุ 59 ปี ภรรยาและแม่ ของนายจักรพันธ์ เดี่ยวไธสง อายุ 37 ปี แรงงานไทยชาว ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ที่ไปทำงานประเทศอิสราเอล และเป็นเหยื่อสงครามการสู้รบ พร้อมญาติพี่น้องได้จุดธูปเรียกดวงวิญญาณของนายจักรพันธ์ ให้กลับบ้านเกิดทั้งน้ำตานองหน้า หลังทราบข่าวจากทางกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ยืนยันว่านายจักรพันธ์ สามีของ น.ส.สายชล ได้เสียชีวิตจากเหตุสู้รบกันที่ประเทศอิสราเอลแล้ว 

โดยทางครอบครัวของนายจักรพันธ์ แรงงานไทยเหยื่อสงครามอิสราเอล กับกลุ่มฮามาส ได้เรียกร้องขอให้ทางการช่วยนำศพนายจักรพันธ์ กลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด และขอให้ช่วยเหลือครอบครัวด้วย ซึ่งลำพังเงินจะจัดงานศพยังไม่มี เพราะนายจักรพันธ์ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว แม่ก็ไม่มีรายได้อะไร ส่วนภรรยาก็ป่วยเป็นมะเร็ง ทำงานหนักไม่ได้ ได้แต่รอความหวังจากนายจักรพันธ์ ที่ไปทำงานต่างประเทศเท่านั้น  

น.ส.สายชล ภรรยาของนายจักรพันธ์ แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ได้แต่กอดรูปถ่ายของสามีร้องไห้ตลอดเวลา พร้อมเล่าทั้งน้ำตานองว่า ทำใจไม่ได้ที่ต้องมาสูญเสียสามี ที่ได้อยู่กินกันมาเกือบ 20 ปี ทั้งรักและผูกพัน ที่สามีตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เพราะอยากมีรายได้มาดูแลครอบครัว เนื่องจากตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็ง ทำงานหนักไม่ได้ ส่วนลูกชายก็กำลังเรียน และย่าอายุมากแล้ว 

โดยช่วงที่สามีทำงานที่อิสราเอล ตนเองก็ไลน์คุยกันทุกวัน กระทั่งขาดการติดต่อช่วงที่เกิดเหตุสู้รบเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 66 ได้แต่ภาวนาขอให้สามีรอดชีวิต แต่พอได้ยินข่าวร้ายว่าสามีเสียชีวิตแล้ว มันทำใจไม่ได้  ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อยังไง ไหนจะภาระหนี้สินอีกหลายแสนบาท แต่ก็บอกกับรูปถ่ายสามีว่า จะเข้มแข็งจะพยายามหางานทำ เพื่อดูแลลูกชายกับย่าที่เป็นแม่สามี ไม่ต้องเป็นห่วง แต่อยากให้ทางการช่วยเหลือได้นำศพสามีกลับบ้านเกิด เพื่อมาประกอบพิธีทางศาสนา หากไม่สามารถนำศพกลับมาได้ ก็ขอแค่เถ้ากระดูกมาทำบุญก็ยังดี และอยากให้ช่วยเหลือเยียวยาด้วย  

ด้าน นางเอมอร เรียงไข แม่ของนายจักรพันธ์ แรงงานที่เสียชีวิตบอกว่า หลังจากได้รับการยืนยันจากทางการว่าลูกชายเสียชีวิต จากเหตุสู้รบที่อิสราเอลเป็นรายล่าสุด ทางครอบครัวต่างช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำใจไม่ได้ ได้แต่กอดคอกันร้องไห้ เพราะก่อนหน้านี้ตนกับเมียของลูก ก็เพิ่งได้วิดีโอคอลคุยกัน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุขึ้นวันแรก แต่ระหว่างคุยวิดีโอคอลกับลูกชาย ก็บอกกับแม่และภรรยาว่าแค่นี้ก่อนนะ ทหารมาแล้ว จากนั้นสายก็ตัดไป ซึ่งที่ผ่านมาครอบครัวพยายามไลน์ และเฟซติดต่อหาลูกชายตลอด แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ซึ่งตอนแรกคิดว่าอาจจะแค่ถูกจับเป็นตัวประกัน หรืออาจจะปิดมือถือเพื่อหลบซ่อนตัว จึงภาวนาขอให้ปลอดภัยมาตลอด และที่ผ่านมาแม่ก็ไปดูหมอตามความเชื่อหลายที่ ส่วนใหญ่ก็บอกว่าลูกชายยังมีชีวิต ทำให้ยังมีความหวังแต่พอวันนี้ได้ทราบข่าวร้ายก็ทำใจไม่ได้

ระทึก 6 สนามบินทั่วฝรั่งเศสสั่งอพยพคนด่วน หลังโดนขู่วางระเบิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733865

ระทึก 6 สนามบินทั่วฝรั่งเศสสั่งอพยพคนด่วน หลังโดนขู่วางระเบิด

18 ต.ค. 2566 20:30 น.

ระทึก 6 สนามบินทั่วฝรั่งเศสสั่งอพยพคนด่วน หลังโดนขู่วางระเบิด

เกิดเหตุระทึกขวัญในฝรั่งเศสอีกครั้ง 6 สนามบินทั่วประเทศ มีคำสั่งอพยพคนโดยด่วน หวั่นเกิดเหตุร้าย หลังโดนขู่วางระเบิด 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน 6 สนามบินทั่วประเทศฝรั่งเศส มีคำสั่งอพยพประชาชนโดยด่วน เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ (18 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังได้รับคำเตือนขู่วางระเบิด ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 วัน พระราชวังแวร์ซาย สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของฝรั่งเศส ก็เพิ่งโดนขู่วางระเบิดครั้งที่ 2 ในรอบ 4 วัน

รายงานระบุ สนามบินที่มีคำสั่งอพยพ ได้แก่ สนามบินในเมืองลีล ลียง น็องต์ นีซ ตูลูส และโบเวส์ ใกล้กรุงปารีส โดยทั้ง 6 สนามบินต่างไดัรับคำเตือนขู่วางระเบิดในช่วงเที่ยวของวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีกระเป๋าเดินทางถูกลืมทิ้งไว้ในสนามบินทั้ง 6 แห่ง จึงต้องทำการอพยพด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมกู้ภัยเข้าไปตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี โฆษกสำนักงานการบินพลเรือนฝรั่งเศส ยืนยันว่าสนามบินทั้ง 6 แห่งมีคำสั่งอพยพจริง แต่สนามบินที่ได้รับคำเตือนขู่วางระเบิดมีเพียง 4 สนามบิน คือ สนามบินในเมืองลีล ลียง ตูลูส และโบเวส์ ทั้งนี้ พวกเขายังไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้

และต่อมา สนามบินแต่ละแห่งก็ได้ทยอยออกประกาศ กลับมาให้บริการอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเสร็จสิ้น

ปัจจุบัน ฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายสู่ขั้นสูงสุด และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สั่งการให้ทหาร 7,000 นาย เข้าตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ หลังจากเกิดเหตุคนร้ายถือมีดบุกเข้าโรงเรียนมัธยมในเมืองอาร์รัส และได้สังหารครูในโรงเรียนเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ก่อเหตุต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย และมีความกังวลว่าเหตุการณ์นี้ จะเชื่อมโยงกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างกองทัพอิสราเอล และกลุ่มฮามาส

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Le Monde

วิเคราะห์จุดจบของสงคราม “อิสราเอล-ฮามาส” เมื่อโรงพยาบาล กลายเป็นสุสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2733881

วิเคราะห์จุดจบของสงคราม "อิสราเอล-ฮามาส" เมื่อโรงพยาบาล กลายเป็นสุสาน

18 ต.ค. 2566 20:10 น.

วิเคราะห์จุดจบของสงคราม “อิสราเอล-ฮามาส” เมื่อโรงพยาบาล กลายเป็นสุสาน

วิเคราะห์การช่วยเหลือตัวประกันชาวไทย ทางออกของสงคราม “อิสราเอล-ฮามาส” เมื่อโรงพยาบาลในฉนวนกาซาถูกโจมตี จนกลายเป็นสุสาน

วันที่ 18 ต.ค. 2566 ใน “NewsRoom” รายการทอล์กคุยข่าวใหญ่ ทางไทยรัฐออนไลน์ ดำเนินรายการโดย คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค และ กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ วันนี้เป็นการพูดคุยกับ พล.ท.ดร.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ จากกรณีที่โรงพยาบาลในฉนวนกาซาถูกโจมตีในภัยสงความ และมีแรงระเบิดเกิดขึ้น

พล.ท.ดร.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า อันนี้มาจากอนุสัญญาเจนีวา ที่ว่าด้วยเรื่องโรงพยาบาล และศาสนสถาน จะต้องไม่ถูกโจมตี ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบ หากทางอิสราเอลทำ ต่อไปนี้การก่อการร้ายจะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง ก็จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งต้องไปตรวจสอบ

หากฮามาสทำก็เสมอตัวที่บอกว่าจรวดมีปัญหา มันไม่มีอะไร แต่ก็หวังว่ามันจะมีข้อพิสูจน์ออกมา แต่ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางซุนนีคือเขามาแนวทางสันติ พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น เขาก็หยุดเลย เหมือนเป็นการเล่นเกมกัน ซึ่งอิสราเอลต้องระวังเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะถ้าเกินไปกว่านี้ อิสราเอล จะหมดความชอบธรรม และไม่ได้รับการสนับสนุนระหว่างชุมชน และระดับประเทศ

เมื่อพูดถึงเรื่องการตัดเสบียง พล.ท.ดร.พงศกร กล่าวว่า เป็นการชิงความได้เปรียบ แต่ต้องมีการดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งตนเชื่อว่าอิสราเอลคงตัดได้อีกไม่นาน เพราะมันเป็นการละเมิดสิทธิ์ หากจะบุกก็บุกไปเลย และค่อยมาดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน

สำหรับในเรื่องของการโจมตีโรงพยาบาลนั้น จะพิสูจน์ต้องเอาข้อมูล และเอาข่าวสารมาโชว์ ซึ่งมันจะเป็นเครื่องมือในการต่อรองเจรจายุติสงสงครามได้ สำหรับใครจะเป็นคนตัดสินนั้น ต้องวัดด้วยวิทยาศาสตร์ ต้องดูคลิป และกล้องวงจรปิด เพราะในพื้นที่กาซาก็อาจจะมีกลุ่มอื่นรวมอยู่ด้วย ที่เชี่ยวชาญวิธีการรบแบบกองโจร ซึ่งเรียกว่ากลุ่มพิทักษ์อิสลาม ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องเอากล้องวงจรปิดมาดู 

เมื่อถามว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาไหมนั้น พล.ท.ดร.พงศกร เผยว่า แต่ก่อนฮามาส อิสราเอลก็จะยิงจรวดตลอดเวลา ซึ่งทางฮามาสเขาก็จะเอาเด็กผู้หญิงมาวางไว้ในจุดที่จะมีการปล่อยระเบิด ซึ่งมันก็มีแบบนี้มานานแล้ว แต่ถ้าถามว่าเหตุการณ์นี้จะลุกลามไหมนั้น ก็ต้องใช้เวลาคุยกัน แต่ปัญหาคือเรายังไม่รู้ว่าใครทำ หากเรื่องนี้ถูกตีออกไป แล้วทางอิสราเอลแพ้เรื่องข้อมูลข่าวสาร มันก็จะกลายเป็นเรื่องบานปลาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ 

สำหรับกรณีที่ไบเดนไปเยือน กรุงเทลอาวีฟ ตนเชื่อว่าเขาคงพูดอยู่ 2 เรื่อง คือ เขาจะอยู่ข้างยิวนะ และต้องพูดแรงๆ ย้ำไปว่า ทหารอิสราเอลอย่าละเมิดเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ความสงบกับคนอิสราเอล เพราะมันควรจะมีสันติสุข แต่เมื่อถามว่าจะมีการเปลี่ยนผู้นำ เพื่อนำไปสู่จุดจบของสงครามหรือไม่ ตนเชื่อว่าคนอิสราเอลคงจะไม่เอาคนเดิมแล้ว แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่คนออกมาเยอะ อย่าเพิ่งตกใจ พอสงครามมันจบ เราก็จะมองออกได้เองว่ามันจะไปทางไหน แต่ในเรื่องนี้ต้องมองให้ได้ก่อนว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นใครเป็นคนทำ 

สำหรับการเปิดด่านพรมแดนในประเทศอียิปต์ คนที่ต่อต้านคืออียิปต์ ที่ไม่ต้องการให้ปาเลสไตน์เข้าไป แต่ตนเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องของมนุษยชน สำหรับท่าทีของสหประชาชาติ ก็ต้องสร้างความพยายามให้มากหน่อย ส่วนการตัดสินจะเป็นเรื่องของ 2 ฝ่าย

แต่ตนเชื่อว่ายังไงอิสราเอลก็บุก และจะมีการรบหนัก คือใต้อุโมงค์ที่ยาว 500 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งทางอิสราเอลก็รู้มีอุโมงค์ตรงไหนบ้าง แต่ปัญหาคือมันเยอะมาก มีทางออกเต็มไปหมด จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ประกาศให้ประชาชนออกจากพื้นที่ และตนเชื่อว่าเขาจะรีบเข้าตีฮามาสทุกด้าน โดยใช้กล้องตรวจจับอุณหภูมิ ให้รู้ว่าใครเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งเขาก็พูดชัดเจนว่าฮามาสทุกคนต้องตาย 

เมื่อถามในแง่จิตวิทยาทางการทหาร ที่ทางสหรัฐฯ ได้มีการส่งกำลังเสริมเข้ามา พล.ท.ดร.พงศกร กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอิสราเอล และป้องปรามอิหร่าน โดยดูว่ามีการรบตามแบบไหม ซึ่งเราก็รู้กันทั่วโลกว่าอิหร่านมีการสนับสนุนฮามาส หากจะให้ประเมินสถานการณ์ของตัวประกัน ตนกังวล เพราะมันควรที่จะคุยก่อนมีการรบภาคพื้นดิน และเชื่อตัวประกันยังปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอเมริกันกับคนไทย ก็หวังว่าจะจัดการได้ แต่หากอิสราเอลเขาบุกตรงนั้นที่มีตัวประกัน ก็อีกเรื่องแล้ว เพราะเขาจะลงไปรบกันที่อุโมงค์ แล้วจะรื้อระบบทุกอย่าง 

เมื่อถามถึงกรณีที่ฮามาสบุกโจมตี ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าสู้ไม่ได้ พล.ท.ดร.พงศกร เผยว่า ตนมองว่ามาจากเรื่องซาอุฯ กำลังจับมือกับอิสราเอล ซึ่งสะเทือนกับภูมิศาสตร์และภูมิภาค นักก่อการร้ายก็คงไม่ยอม จึงอาจจะเป็นแนวทางที่วางแผนลึกซึ้ง และอีกอันหนึ่งคือเหมือนฮามาสถูกใช้เป็นเบี้ย เพื่อลุยให้มีความรุนแรง ให้พอมีเรื่อง  แต่มันกระะทำเกินกว่าเหตุไป 

สำหรับการช่วยตัวประกันให้ปลอดภัย ซึ่งมันก็ 2 วิธีการ คือ ใช้สหรัฐฯ ให้ไปช่วยเจรจา ซึ่งตนก็ยังกังวลที่เราไม่ได้ไปร่วมยืนคุยกับเขา เพราะในการรบตัวประกันมีความเสี่ยงสูง หากมีโอกาสที่ดีฮามาสจะจนมุม อาจจะมีการนำตัวประกันออกมาต่อรอง แต่ประเด็นคือเราก็ไม่รู้ว่าทางอิสราเอลจะบุกอย่างไร แต่ยังไงก็ตามทางอิสราเอลเขารับประกันแล้ว ว่าจะส่งหน่วยรบปฏิบัติการพิเศษไปชิงตัวประกันออกมา ซึ่งเขาเห็นทุกคน และน่าจะเดาได้ว่าตรงไหนคือจุดของตัวประกัน

โดยหากดูจากคลิป และข่าวที่ผ่านมา จะเห็นว่าคนไทยเป็นเป้าหมาย เพราะ 1 คนไทยเป็นแรงงานตรงนั้นเยอะ ซึ่งอาจจะไปแย่งงานเขาไหม และ 2 เขามองว่าคนไทยคือนักรบรับจ้างให้กับอิสราเอล ซึ่งการที่เขาฝึกภาษาไทย ก็เหมือนว่าเขาเจาะจงคนไทย ซึ่งมันเป็นอันตรายมาก ต้องเอาคนไทยออกมาสู่ที่ปลอดภัยโดยเร็ว ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลตั้งรัฐบาลส่วนหน้า และตั้งเป็นศูนย์จัดการวิกฤติ และต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของนายกฯทั้งหมด จะใช้แค่กระทรวงต่างประเทศคงไม่พอ 

สำหรับเรื่องของตัวประกัน ตนว่าทางรัฐบาลควรจะดีกว่านี้ ผู้นำของไทยควรจะไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น แต่เราใช้นโยบายเกรงใจผู้ก่อการร้าย มากกว่าเกรงใจคนไทย สำหรับการที่จะบินอ้อมนั้น ควรให้คนของรัฐบาลไปคุยทำเหมือนไบเดนที่ส่งเรือสำราญไปรับคน เพราะออกจากทะเลก็ปลอดภัยแล้ว ซึ่งวันเดียวไปที่ไซปรัสก็ถึง ขอให้พ้นออกจากอิสราเอลก็ปลอดภัยแล้ว

สำหรับท่าทีของตะวันตก ที่มีการฉายธงอิสราเอล อันนี้เป็นเรื่องน่าเสียใจของผู้ลี้ภัยชาวตะวันออกกลาง เพราะการที่ฮามาสไปสังหารต่างชาติเยอะ เขาก็ขึ้นเลย เพราะเหมือนเขาสนับสนุนมาตั้งนาน แต่กลับถูกทรยศฆ่าคนในชาติเขา ทั้งที่เปิดประเทศและต้อนรับ ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็คงจะไม่ชอบ 

สำหรับสงครามรอบนี้ หลักการการใช้กำลังทางทหาร เขาต้องเข้าเร็วออกเร็ว อยู่นานไม่ได้ ตนคิดว่าไม่เกิน 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 เพราะเป็นการใช้กำลังรบ แต่ที่จะบานปลายนี้คือสิ่งที่วัดไม่ได้ ว่ามันมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขนาดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนของปาเลสไตน์เขาก็จะซึมซับความรุนแรงเข้าไป

เมื่อถามว่ามีโอกาสไหมที่คนในพื้นที่ฉนวนกาซา จะกลับไปใช้ชีวิตปกติหลังสงคราม พล.ท.ดร.พงศกร กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสำหรับฮามาสคงเป็นเรื่องยาก เพราะเขาอยากได้ประเทศของเขาเอง เพราะเราเชื่อว่าอิสราเอลคงไม่ยอม ซึ่งทางสหประชาติต้องเข้ามาพูดคุย และสุดท้ายแล้วอียิปต์คงต้องยอมเฉือนประเทศให้เขาไป ซึ่งในอนาคต อิสราเอลกับอียิปต์ก็คงจะไม่มีปัญหา เพราะเขามาในแนวทางสันติ แต่คงเป็นไปได้ยากที่อียิปต์จะยอม อาจจะย้ายไปที่ซีเรียที่มีพื้นที่เยอะเหลืออยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการพูดคุยเจรจากันหลังจากจบสงครามอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ติดตาม “NewsRoom” สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ 18.30-19.30 น. ทางยูทูบไทยรัฐออนไลน์ และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์.

ช็อก บริตนีย์ สเปียร์ส เปิดหมดใจ เคยทำแท้ง ตอนคบกับจัสติน ทิมเบอร์เลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733869

ช็อก บริตนีย์ สเปียร์ส เปิดหมดใจ เคยทำแท้ง ตอนคบกับจัสติน ทิมเบอร์เลก

18 ต.ค. 2566 19:35 น.

ช็อก บริตนีย์ สเปียร์ส เปิดหมดใจ เคยทำแท้ง ตอนคบกับจัสติน ทิมเบอร์เลก

บริตนีย์ สเปียร์ส นักร้องหญิงคนดัง เปิดความลับมานานนับ 20 ปีในหนังสือเล่มใหม่ ‘The Woman in Me’ เผยต้องทำแท้ง ขณะคบหากับจัสติน ทิมเบอร์เลก เพราะฝ่ายชายยังไม่พร้อมจะเป็นพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน บริตนีย์ สเปียร์ส นักร้องหญิงคนดัง ชาวอเมริกัน วัย 41 ปี ซึ่งเคยถูกขนานนามว่า ‘เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อป’ เปิดเผยความลับที่เก็บมานานนับ 20 ปี ในหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ ‘The Woman in Me’ ว่า เธอต้องทำแท้ง ระหว่างคบหาเป็นแฟนกับจัสติน ทิมเบอร์เลก นักร้องชายชาวอเมริกันคนดัง อดีตสมาชิกวง เอ็นซิงก์ เนื่องจากฝ่ายชายในขณะนั้นมีความชัดเจนว่า ยังไม่ต้องการที่จะเป็นพ่อ

บริตนีย์ สเปียร์ส เขียนในหนังสือเล่มใหม่ที่จะวางจำหน่ายในวันที่ 24 ตุลาคม ว่า ‘สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่โศกนาฏกรรม ฉันรักจัสตินมาก ฉันหวังว่าเราจะได้มีครอบครัวด้วยกันในวันหนึ่ง แต่เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ฉันคาดหวังไว้มาก’

ภาพหวานในอดีตของ จัสติน ทิมเบอร์เลก กับบริตนีย์ สเปียร์ส สองนักร้องเพลงป๊อบคนดัง ขณะคบหาเป็นแฟนกัน

บริตนีย์ สเปียร์ส ซึ่งคบหาเป็นแฟนกับจัสติน ทิมเบอร์เลก ในช่วงปี 2542-2545 ยังเปิดเผยในหนังสือว่า ตอนนั้น เธอไม่รู้ว่าจะตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างไร ฉันคงไม่เลือกที่จะทำแท้ง ถ้าทางเลือกนั้นเธอต้องตัดสินใจคนเดียว

‘จัสตินไม่มีความสุขเกี่ยวกับเรื่องบริตนีย์ตั้งท้อง’ เนื้อหาบางส่วนในหนังสือที่ถูกนำมาตีพิมพ์ลงใน People Magazine โดยบริตนีย์ยังเผยว่าจัสตินได้พูดว่า ‘พวกเรายังไม่พร้อมจะมีลูก’

จัสติน ทิมเบอร์เลก กับบริตนีย์ สเปียร์ส

สำหรับเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มใหม่ ‘The Woman in Me’ ของบริตนีย์ สเปียร์ส นั้น นักร้องหญิงเพลงป๊อปคนดัง ซึ่งมีลูก 2 คนกับอดีตสามี เควิน เฟเดอร์ไลน์ ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเธอที่อยู่ภายใต้การพิทักษ์ดูแลของเจมี สเปียร์ส ผู้เป็นพ่อ ทั้งในเรื่องชีวิตส่วนตัวและการเงินมานานนับ 13 ปี ก่อนที่พ่อจะยอมยุติการต่อสู้คดีเป็นผู้ดูแลเธอ เมื่อกันยายน 2564 หลังถูกบริตนีย์ สเปียร์ส พยายามยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลออกคำสั่งให้เธอได้รับอิสระจากพ่อมาหลายปี 

ต่อมา บริตนีย์ สเปียร์ส ได้แต่งงานกับแซม แอสการี แฟนหนุ่มรุ่นน้องที่คบหาดูใจกันมา 5 ปี แต่แล้ว แซม แอสการี ได้ยื่นฟ้องหย่า เมื่อ 16 ส.ค. 2566 ด้วยเหตุผล ‘ทัศนคติไม่ตรงกัน’ ปิดฉากชีวิตคู่ 14 เดือน 

ที่มา : BBC

สหรัฐฯ โชว์คลิป โดนเครื่องบินรบจีน “คุกคาม” เหนือทะเลจีนใต้ กว่า 180 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733802

สหรัฐฯ โชว์คลิป โดนเครื่องบินรบจีน "คุกคาม" เหนือทะเลจีนใต้ กว่า 180 ครั้ง

18 ต.ค. 2566 18:48 น.

สหรัฐฯ โชว์คลิป โดนเครื่องบินรบจีน “คุกคาม” เหนือทะเลจีนใต้ กว่า 180 ครั้ง

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่วิดีโอ เหตุการณ์เครื่องบินรบจีนบินคุกคามการบินของเครื่องบินรบกองทัพอากาศสหรัฐฯ มากกว่า 180 ครั้ง เหนือทะเลจีนใต้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กล่าวหากองทัพจีนมีพฤติกรรมการบินที่เสี่ยงอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ (17 ต.ค.) เผยแพร่ภาพและวิดีโอ เครื่องบินรบของกองทัพสหรัฐฯ ถูกเครื่องบินรบของจีนคุกคามมากกว่า 180 ครั้ง ขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้าสากล บริเวณทางตะวันตกของมหาสมุทรแฟซิฟิก หรือบริเวณทะเลจีนใต้ อันเป็นพื้นที่ข้อพิพาทของหลายประเทศ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 

นายเอลี แรตเนอร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ดูแลปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ พบพฤติกรรมการบินของเครื่องบินรบจากจีน ที่เสี่ยงอันตรายและมีลักษณะข่มขู่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในน่านฟ้าสากล เหนือทะเลจีนใต้

ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีเครื่องบินรบของกองทัพจีนบินด้วยความเร็วมากกว่าหลายร้อยไมล์ต่อชั่วโมง มาตีคู่บินอยู่ข้างเครื่องบินของสหรัฐฯ ขณะบินอยู่ในน่านฟ้าสากลเหนือทะเลจีนใต้ นานมากกว่า 15 นาที โดยรักษาระยะห่างจากเครื่องบินของสหรัฐฯ แค่ประมาณ 9 เมตร 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่หน่วยบัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคอินโดแปซิฟิก กล่าวหาว่ากองทัพจีนได้ขับเครื่องบินอย่างไม่ปลอดภัยระหว่างสกัดกั้นเครื่อง RC-135 ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจตามปกติเหนือทะเลจีนใต้

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การกระทำของนักบินของกองทัพจีนในลักษณะเช่นนี้สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเป็นอัตรายได้ อีกทั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่ได้ตั้งใจ

ชมภาพและวิดีโอ: ที่นี่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ทางการแคนาดาก็เพิ่งเปิดเผยว่า เครื่องบินรบของกองทัพแคนาดาได้เผชิญเหตุการณ์เครื่องบินรบของจีนบินเข้าใกล้ในระยะ 5 เมตร ขณะบินเหนือน่านน้ำสากลใกล้เกาหลีเหนือ ซึ่งบิล แบลร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการกระทำดังกล่าวว่า “อันตรายและประมาทเลินเล่อ”

โดยกองทัพจีนได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของแคนาดาว่า เครื่องบินของแคนาดาบุกรุกน่านฟ้าเหนือหมู่เกาะเตียวหยูของจีนอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี หมู่เกาะนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างจีน และญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่นเรียกหมู่เกาะนี้ว่า เซ็งกากุ

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Aljazeera

Cr. ภาพ: U.S. Department of Defense