แตกไลน์ธุรกิจน้องใหม่ก๋วยเตี๋ยวพรีเมียม ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น’ในเครือ ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/763117

แตกไลน์ธุรกิจน้องใหม่ก๋วยเตี๋ยวพรีเมียม 'ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น'ในเครือ ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ป

แตกไลน์ธุรกิจน้องใหม่ก๋วยเตี๋ยวพรีเมียม ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น’ในเครือ ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ป

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.18 น.

“ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น” ร้านอาหารที่จะเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าที่รักในการกินก๋วยเตี๋ยว กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ  เป็นธุรกิจร้านอาหารแบรนด์ที่ 2 ในเครือ ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ปบริษัทแม่ที่ก่อตั้ง ยูแอนด์ไอ (You & I) สุกี้พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์สร้างปรากฏการณ์สุกี้พรีเมี่ยมบุฟเฟต์ในประเทศไทยให้ได้เป็นที่รู้จักอย่างแท้จริง จากการเปิดประสบการณ์การกินสุกี้มือพิเศษสำหรับผู้ชื่นชอบการรับประทานสุกี้ที่แตกต่าง  จนเติบโตและแข็งแกร่งยืนหยัดอยู่คู่มืออร่อยกับคนไทยมากกว่า 10 ปี รวมกว่า 20 สาขา ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก ล่าสุด ยู แอนด์ ไอ กรุ๊ปพร้อมผลักดันธุรกิจร้านอาหารแบรนด์น้องใหม่ “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น”ให้เติบโตเคียงข้างกันอย่างเต็มสูบ กับสาขาแรก ที่ โครงการมาเช่ร์ทองหล่อชั้น 2

ด้วยวิสัยทัศน์ที่แบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น” เล็งเห็นและตั้งใจอยากที่จะยกระดับ เมนูที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนาน ทานได้ทุกวัย เข้าถึงคนได้ง่าย อย่างเช่น “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” มาทำให้พิเศษยิ่งขึ้น โดยสัมผัสแรกที่เห็นได้จากโลโก้ของ “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น”ที่สื่อถึงเรือยอร์ช ซึ่งนับเป็นตัวแทนของการยกระดับก๋วยเตี๋ยวเรือธรรมดา ให้ดูไม่ธรรมดา ทั้งในเรื่องของรสชาติอาหาร วัตถุดิบที่ใช้ปรุง รวมถึงบรรยากาศภายในร้านที่อบอุ่นและสดชื่นในเวลาเดียวกันโดยร้านได้นำวัตถุดิบที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัดในประเทศไทย มาเป็นส่วนผสม เป็นก๋วยเตี๋ยวเรือสมัยใหม่ในรูปแบบที่ยกระดับกว่าเดิม ภายใต้แนวคิด “ลายที่เนื้อ นุ่มที่เส้น เข้มที่ซุป” จึงทำให้เกิด “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น”ประกอบด้วยเนื้อลายสวยละลายในปาก เส้นเหนียวนุ่มอย่างพอดีด้วยวิธีการลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยอุณหภูมิน้ำและเวลาที่สัมพันธ์กัน น้ำซุปเข้มข้นรสชาติกลมกล่อม เป็นความสมดุลในทุกองค์ประกอบที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลอง โดยทาง “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น” โดดเด่นในเรื่องของเนื้อ ทางร้านใช้เนื้อวัวคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เฟ้นหาสุดยอดเนื้อวากิวสายพันธุ์ที่ดีจากประเทศออสเตรเลีย​ การันตีด้วยรางวัลเหรียญทอง Australian Wagyu Association 3 ปีซ้อน ใช้กรรมวิธีเลี้ยงด้วยธัญพืช (Grain-Fed) 350 – 400 วัน ทำให้เนื้อวัวมีคุณภาพ​ เนื้อลายสวย สัมผัสนุ่มละลาย และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่สายหมู ก็จะได้ลิ้มลองเนื้อหมูดำไอเบริโก เนื้อหมูสุดพรีเมียมจากคาบสมุทรไอบีเรีย ซี่งเลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างอิสระในทุ่งโล่งแบบเปิดบนเทือกเขาที่อุดมสมบูรณ์ กินลูกโอ๊กสด ๆ จากต้นเป็นหลัก ซึ่งเนื้อหมูที่ได้จะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อหมูนุ่มหอมฉ่ำกว่าเนื้อหมูทั่วไป พร้อมคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งคุณภาพอื่น ๆด้วยการผสมผสานเครื่องเทศไทย และเครื่องเทศนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 6 ชนิด คัดสรรจากแหล่งวัตถุดิบคุณภาพ น้ำส้มสายชูจากสับปะรด ที่ใช้เวลาการหมักถึง 6 เดือน, พริกแห้งจากศรีสะเกษ, น้ำตาลมะพร้าวบ้านแพ้ว, เต้าเจี้ยวถั่วเหลืองเมล็ดพิเศษจากเชียงใหม่, น้ำซุปที่ใช้เวลาเคี่ยวกว่า 4 ชั่วโมง และใช้เทคนิคการไล่ระดับของกลิ่น เพื่อให้ได้ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเรือ   “รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม ตั้งแต่คำแรกที่ได้ลิ้มลอง”

โดยมีเมนูครอบคลุมทั้งเมนูเนื้อและหมู ให้ลูกค้าได้เลือกรับประทานอย่างหลากหลาย โดดเด่นด้วยเมนูก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก, ก๋วยเตี๋ยวเรือแห้ง ในราคาเริ่มต้นที่ 160บาท ที่สามารถเลือกระดับความเผ็ด ได้ถึง 4 ระดับ ไม่เผ็ด, เผ็ดดั้งเดิม, เผ็ดมาก และเผ็ดปากเบิร์น ต่อจากนั้นเลือกชนิดเส้น ซึ่งมีเส้นเล็ก, บะหมี่, เส้นใหญ่, เส้นหมี่ ให้เลือกรับประทานแล้ว แต่ทางร้านยังมีไอเท็มพิเศษ เป็นวุ้นเส้นญี่ปุ่น และ เส้นผัก สำหรับคนที่ต้องการลิ้มรสวัตถุดิบที่แตกต่างอีกด้วย ต่อจากนั้นยังสามารถเลือกท็อปปิ้งเพิ่มจากเมนูจานหลัก ไม่ว่าจะเป็น ลูกชิ้น, เนื้อสดตุ๋น, ผ้าขี้ริ้ว, น่องลายตุ๋น, ลิ้นวัวตุ๋น, เอ็นตุ๋น, หมูตุ๋น, หมูสดนุ่ม ฯลฯ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ทาง “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น”พร้อมเปิดประสบการณ์การทานก๋วยเตี๋ยวเรือในรูปแบบหม้อไฟ น้ำซุปรสชาติที่เข้มข้น ทานคู่กับชุดครอบครัวหมู หรือครอบครัวเนื้อ ประกอบไปด้วย น้ำซุป, ชุดผัก, เนื้อ, ลูกชิ้น รวมถึงเส้นก๋วยเตี๋ยว ในราคาเริ่มต้นชุดละ 390-790 บาท ก็สามารถทานอิ่มได้ทั้งครอบครัว หรือจะเพิ่มเติมความอร่อยด้วยเมนูอื่น ๆ ก็สามารถเลือกได้ไม่มีเบื่อ กับเมนูลวกจิ้ม, ปีกไก่ทอดขี้เมา, ลูกชิ้นเนื้อปิ้ง, ลูกชิ้นหมูปิ้ง, เกี๊ยวหมูไข่เค็มนัว, เกี๊ยวกุ้งทรัฟเฟิล ฯลฯ ที่ทำสดใหม่ทุกจาน และถ้าหากใครเบื่อเมนูเส้นอยากทานเมนูข้าวบ้าง ทางแบรนด์ยังครีเอทเมนูใหม่พร้อมเสิร์ฟ กับเมนู ข้าวผัดก๋วยเตี๋ยวเรือ ที่เชื่อได้ว่ายังไม่มีแบรนด์ไหนได้เคยทำอย่างแน่นอน โดย “ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น” ได้นำข้าวหอมมะลิคัดพิเศษผัดกับซอสก๋วยเตี๋ยวเรือ เสิร์ฟคู่กับหมูนุ่มหรือเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยไข่ดองสูตรพิเศษ ให้ได้รับรสสัมผัสที่กลมกล่อมอร่อยลิ้นอย่างแน่นอน โดยมีเมนูข้าวผัด, กะเพราสุดพรีเมียม ไม่ว่าจะ ข้าวผัดมันเนื้อ เนื้อย่างถ่าน, ข้าวผัดกากหมูพริกสด,ข้าวผัดกะเพราหมูหรือเนื้อราดซอสลาวามันกุ้ง ฯลฯ  รับรองทานอย่างไรก็ไม่เบื่องานนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มและของหวานที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีให้ทุกคนได้รับความอร่อยอีกด้วย

โดยทาง“ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น”สาขา มาร์เช่ ทองหล่อ ชั้น 2 (สาขาแรก) ทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. พร้อมช่องทางการติดต่อต่าง ๆ FB : Linesen– ก๋วยเตี๋ยวเรือลายเส้น, IG : Linesen_TH, LINE : @linesen_noodleซึ่งทางแบรนด์ยังเตรียมดำเนินการขยายสาขาต่าง ๆ ให้ครอบคลุม กรุงเทพฯ  ต่อไป โดยจะขยายเพิ่มอีก 5 สาขาให้ได้โดยภายในปี 2567 โดยจะเน้นหาทำเลทองย่านธุรกิจและที่พักอาศัยโดยครอบคลุมในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน  เพื่อเปิดประสบการณ์การรับประทานถึงกลุ่มลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้น

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/763116

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมความเป็นกลางทางคาร์บอน

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.16 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน ภายใต้แนวทาง ESG ส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจก เดินหน้าเป็นรีเทลแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้ DEEP TECHNOLOGY หรือเทคโนโลยีขั้นสูง วัดผลปริมาณการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม  พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายสร้าง SUSTAINABLE ECOSYSTEM ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนส่งมอบคาร์บอนเครดิตจำนวน 200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าให้แก่ ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566

ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดกล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป Green Retail แห่งแรกของประเทศไทยและเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย  มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุสู่เป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน(CARBON NEUTRALITY) ในปี ค.ศ. 2050โดยดำเนินงานผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่ผืนป่าไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ที่อำเภอบ้านนาหวาย จ.น่าน เพื่อลดความแห้งแล้ง ซึ่งป่าจะช่วยดูดซับมลพิษ ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมสร้างแหล่งอาหาร สร้างรายได้แก่ชุมชน ให้อยู่ร่วมกันกับป่าอย่างยั่งยืน  อีกทั้งการดำเนินโครงการ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร พัฒนาให้ กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ในโครงการ “The First Bangkok Zero Waste Park” ต้นแบบสวนสาธารณะบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน แห่งแรกในประเทศไทย ณ อุทยานเบญจสิริ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการคัดแยกขยะในพื้นที่สาธารณะ เพื่อการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพแบบครบวงจร  ปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน  รวมทั้งยังได้ประกาศแนวคิดสานต่อวันสิ่งแวดล้อมโลกเดินหน้าเจตนารมณ์มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์มอบต้นไม้ 1 แสนต้น สนับสนุนโครงการ “ปลูกต้นไม้ล้านต้น” ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเป็นกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง ช่วยลดปัญหา PM2.5 ลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มโอโซนให้กับโลกและตอกย้ำความเป็น Green Innovation ในโครงการสินค้าฉลากคาร์บอน พร้อมผนึกความร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรทางธุรกิจในการสร้างเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม  โดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นรีเทลแห่งแรกที่ใช้ DEEP

TECHNOLOGY วัดผลปริมาณการลดคาร์บอนส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำด้วยหลัก ESG”

เดอะมอลล กรุ๊ป พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกอย่างยังยืน   เพื่อบรรลุสู่เป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน(CARBON NEUTRALITY) ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/themallshoppingcenter

‘รมว.อว.’ขอช่วยดันนักศึกษา‘เรียนดี-มีความสุข-มีรายได้’ หนุนเปลี่ยน‘งานวิจัย’ขึ้นหิ้งเป็น‘ขึ้นห้าง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763612

‘รมว.อว.’ขอช่วยดันนักศึกษา‘เรียนดี-มีความสุข-มีรายได้’ หนุนเปลี่ยน‘งานวิจัย’ขึ้นหิ้งเป็น‘ขึ้นห้าง’

‘รมว.อว.’ขอช่วยดันนักศึกษา‘เรียนดี-มีความสุข-มีรายได้’ หนุนเปลี่ยน‘งานวิจัย’ขึ้นหิ้งเป็น‘ขึ้นห้าง’

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 12.54 น.

‘รมว.อว.’มอบนโยบาย‘คกก.อุดมศึกษาฯ’ ขอช่วยดันนักศึกษา‘เรียนดี-มีความสุข-มีรายได้’ หนุนเปลี่ยน‘งานวิจัย’ขึ้นหิ้งเป็น‘ขึ้นห้าง’ตอบโจทย์ความต้องการสังคม

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2566 ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ชั้น 5 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบนโยบายแก่คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) พร้อมร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประเด็นเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา

โดยน.ส.ศุภมาส กล่าวว่า นโยบายของกระทรวง อว. จะแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก คือ “ด้านการอุดมศึกษา” และ “ด้านการวิจัยและนวัตกรรม” ตนต้องการผลักดันนโยบายที่ได้แถลงไว้ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริง และประสบความสำเร็จ โดยในด้านของการอุดมศึกษา กระทรวง อว. มุ่งเน้นให้ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นอกจากผู้เรียนจะมีความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว ยังต้องมีความมั่นคงในชีวิตและเศรษฐกิจด้วย สิ่งที่ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือ กระทรวง อว. ต้องการลดภาระให้นักศึกษาและผู้ปกครอง รวมถึงลดภาระอาจารย์ผู้สอนด้วย นอกจากนี้ ยังพยายามผลักดันให้เกิดความยืดหยุ่นในการลงทะเบียนเรียนในหลาย ๆ สถาบัน โดยนักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียนต่างคณะ ต่างสถาบันได้ และสามารถลงทะเบียนได้โดยไม่จำกัดในแต่ละภาคการศึกษา รวมถึงสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถหารายได้ระหว่างเรียนได้อีกด้วย ส่วนทางด้านการประเมินตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ นอกจากการประเมินผลงานทางวิชาการแล้ว ยังต้องการผลักดันให้มีการประเมินความสามารถทางการสอนและความสำเร็จของนักศึกษา และลดกรอบของเวลาการประเมินให้กระชับมากยิ่งขึ้นด้วย  

น.ส.ศุภมาส กล่าวอีกว่า ในด้านการวิจัยและนวัตกรรม กระทรวง อว. มุ่งเน้นงานวิจัย และนวัตกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญของประเทศ ได้แก่ Go Green, พอเพียง, ความยั่งยืน (Sustainabilty), ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) , พลังงานสะอาด, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจชีวภาพ ,เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ยังต้องการผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และได้รับประโยชน์จากงานวิจัยได้ โดยเปลี่ยนจากงาน “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” เป็น “งานวิจัยขึ้นห้าง” เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ รวมถึงตอบโจทย์ต่อความต้องการของประเทศต่อไปได้ —017

เปลี่ยนอีก! ‘ศธ.’ยกเลิกคำสั่ง ตั้ง‘ธนากร’รักษาการอธิบดีสกร.‘วิสาร’ ม้ามืดเสียบแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763572

เปลี่ยนอีก! 'ศธ.'ยกเลิกคำสั่ง ตั้ง‘ธนากร’รักษาการอธิบดีสกร.‘วิสาร’ ม้ามืดเสียบแทน

เปลี่ยนอีก! ‘ศธ.’ยกเลิกคำสั่ง ตั้ง‘ธนากร’รักษาการอธิบดีสกร.‘วิสาร’ ม้ามืดเสียบแทน

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.48 น.

เปลี่ยนอีก! ‘ศธ.’ยกเลิกคำสั่ง ตั้ง‘ธนากร’รักษาการอธิบดีสกร.‘วิสาร’ ม้ามืดเสียบแทน

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ย้าย ว่าที่ ร.อ.วิสาร ปัญญชุณห์ รองศึกษาธิการภาค 10 ไปดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)

นอกจากนี้ ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง (ที่ 2209/2566 สั่ง ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ซึ่งแต่งตั้งให้นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้) และแต่งตั้งให้ ว่าที่ ร.อ.วิสาร ปัญญชุณห์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

‘สสส.’ขับเคลื่อนหลักสูตร พัฒนาบุคลากรโรงพยาบาลรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763455

‘สสส.’ขับเคลื่อนหลักสูตร  พัฒนาบุคลากรโรงพยาบาลรัฐ

‘สสส.’ขับเคลื่อนหลักสูตร พัฒนาบุคลากรโรงพยาบาลรัฐ

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การเข้ารับบริการในโรงพยาบาลรัฐของประชาชนที่มีจำนวนมาก บางครั้งต้องใช้เวลาในการรอคิวตั้งแต่เช้ามืด จนเกิดเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์อยู่บ่อยครั้งว่าการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ ใช้เวลา 1 วันเต็ม

ซึ่งมีประเด็นเรื่องการสื่อสาร การให้บริการของเจ้าหน้าที่ ที่ตอบคำถามทุกคนได้ไม่ทั่วถึง เพราะนอกจากบุคลากรในโรงพยาบาลจะต้องคอยรับเรื่อง ตอบคำถามแล้ว ยังต้องทำหน้าที่หลักควบคู่ไปด้วย จากปัญหาที่เกิดขึ้น Thaihealth Academy จึงได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ Growth Mindset for Healthcare เพื่อพัฒนาจากความต้องการของสถานการณ์ที่ผู้อบรม
เผชิญจริง

ศ.ดร.นพ.นันทวัช กล่าวต่อไปว่า สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ เป็นหน่วยงานลักษณะพิเศษของ สสส. ตั้งใจให้เป็นสถาบันที่ยกระดับให้ทุกคนเป็นนักสร้างเสริมสุขภาวะมืออาชีพ ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ปัญหาด้านงานบริการในปัจจุบันด้วยการใช้แนวคิด Growth Mindset พัฒนาระบบบริการสุขภาพทั้งในระดับบุคคล หน่วยงาน องค์กร เป็นหลักสูตร 6 ชั่วโมง ประกอบด้วย การฝึกการทบทวนตนเอง การสื่อสาร งานบันดาลใจการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ จะมีให้กับหน่วยงานโรงพยาบาลภาครัฐ

พร้อมติดตามผล เพื่อต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคม โดยได้จัดอบรมให้กับการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สังกัดคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลหลวงแห่งแรกของไทย มีบุคลากรของโรงพยาบาลกว่า 35 คน เข้าร่วมการอบรม พร้อมขับเคลื่อนต้นแบบพัฒนาศักยภาพบริการของโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง มุ่งเป้าอบรมเพิ่ม 3 โรงพยาบาลภายในปีนี้

น.ส.ธชพร เทศะศิลป์ หัวหน้างานการพยาบาล งานการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า สำหรับงานพยาบาล จะมีการอบรมพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ความเข้าใจในสายอาชีพอยู่แล้ว แต่เรื่องการให้บริการ การสื่อสารต้องมีการพัฒนาให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยได้ Thaihealth Academy มาอบรมพัฒนากรอบแนวคิดเชิงบวกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในงานพยาบาล สร้างสมดุลในองค์กร

การอบรมช่วยปูพื้นฐานสำหรับพยาบาลให้เรียนรู้ และเข้าใจตัวเองว่ามีความถนัดด้านใดบ้างที่นอกเหนือจากวิชาชีพ ปรับวิธี แนวคิดการทำงาน กระบวนการทางความคิด สร้างผู้นำในหน่วยงาน พร้อมนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ติดตามผลการทำงานตามแบบแผนที่วางไว้ นำร่องการทำงานให้กับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไปได้ และการอบรมยังช่วยให้ได้ความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่นอกกรอบ เพื่อเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลรัฐมีศักยภาพที่ดียิ่งขึ้น

วอนผู้บริโภคใส่ใจที่มาสินค้า-บริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่แรงงานผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763456

วอนผู้บริโภคใส่ใจที่มาสินค้า-บริการ  เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่แรงงานผลิต

วอนผู้บริโภคใส่ใจที่มาสินค้า-บริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่แรงงานผลิต

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการเสวนาหัวข้อ “ฅนทำการผลิต (น่ะ) มีสิทธิ์ไหม?” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการ “ฅนทำการผลิตที่บ้าน (We’re Home-based workers)” โดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) เมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายบวร ทรัพย์สิงห์นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงการขับเคลื่อนประเด็นคนทำงานรับเหมาช่วง หรือคนรับงานไปทำที่บ้าน ให้ได้รับความเป็นธรรมในการจ้างงาน ว่า ด้านหนึ่งก็ต้องทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

“บริษัทแคร์ผู้บริโภคมากกว่าผู้ผลิตที่เป็นส่วนหนึ่งของเขา ดังนั้น ตัวผู้บริโภคเมื่อคุณมีความสำคัญกับห่วงโซ่ของการบริโภคขนาดนั้น พยายามใส่ใจผู้ผลิตมากกว่าผลิตภัณฑ์ พยายามใส่ใจกับที่มาของสิ่งที่คุณใช้ สิ่งที่คุณกิน สิ่งที่คุณบริโภคอยู่ ให้มากกว่าสนใจว่าสินค้านี้มันดีหรือเปล่า? มันสวยหรือเปล่า? มันเก๋หรือเปล่า? มันราคาถูกหรือเปล่า? เบื้องหลังความราคาถูกมันคือน้ำตาของชาวบ้านหรือเปล่า? อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามด้วย” นายบวร กล่าว

ด้าน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า พลังผู้บริโภคมีส่วนสำคัญอย่างมาก จึงอยากให้ทำงานร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยรณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ต้องนึกถึงความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นคนผลิตหรือคนที่ใช้แรงงาน ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภค เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 46 และตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 มีบทบาทหน้าที่ 1.คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคทุกคนทุกด้าน 2.เสนอแนะนโยบายและมาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค 3.สนับสนุนสมาชิก องค์กรของผู้บริโภค และผู้บริโภค ให้รักษาประโยชน์ของผู้บริโภค ให้ได้รับความเชื่อถือ 4.สร้างวัฒนธรรมและมุมมองใหม่ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายและ 5.สนับสนุนให้เกิดการบริโภคที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

‘ม.มหิดล’ แนะเสนอรูปลักษณ์ใหม่‘ยาปฏิชีวนะ’ สร้างความเข้าใจ..ช่วยห่างไกลปัญหา‘เชื้อดื้อยา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763453

‘ม.มหิดล’ แนะเสนอรูปลักษณ์ใหม่‘ยาปฏิชีวนะ’  สร้างความเข้าใจ..ช่วยห่างไกลปัญหา‘เชื้อดื้อยา’

‘ม.มหิดล’ แนะเสนอรูปลักษณ์ใหม่‘ยาปฏิชีวนะ’ สร้างความเข้าใจ..ช่วยห่างไกลปัญหา‘เชื้อดื้อยา’

วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเม็ดยาหรือกล่องยา รวมทั้งคำอธิบายการใช้ยาที่มีความชัดเจน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพของผู้ใช้ยาที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาใดๆ ที่เสนอการระบุรูปลักษณ์เฉพาะเพื่อให้เกิดการใช้ “ยาปฏิชีวนะ” อย่างสมเหตุผล ซึ่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการวิจัย การประเมินการระบุรูปลักษณ์ของยาปฏิชีวนะ ชนิดรับประทาน ซึ่งจะมีผลต่อการใช้ยาปฏิชีวนะของชุมชนอย่างเหมาะสมในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง

ทำการศึกษาใน 6 ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งแบ่งตามระดับรายได้ของประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ และโมซัมบิก (รายได้ต่ำ) กานา และ เวียดนาม (รายได้ปานกลางระดับต่ำ) แอฟริกาใต้ และไทย (รายได้ปานกลางระดับสูง) ระหว่าง พ.ศ. 2559 ถึง 2566 ภายใต้การสนับสนุนจาก The Wellcome Trust สหราชอาณาจักร โดยมี Prof.Dr.Heiman Wertheim จากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยRadboud ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นนักวิจัยหลัก

ข้อความที่ปรากฏบนซองยาสำคัญอย่างยิ่งต่อสวัสดิภาพผู้ใช้ยาน่าตกใจเมื่อพบว่า “ที่ผ่านมายังไม่เคยมีประเทศใดๆ ในโลก จัดทำสัญลักษณ์พิเศษบนซองยา” เพื่อระบุว่าเป็น “ยาปฏิชีวนะที่พึงใช้ด้วยความระมัดระวัง” โดย รศ.ดร.สุรีย์พร พันพึ่ง อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงบทความ ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “Lancet” https://www.thelancet.com/journals/langlo/article/PIIS2214-109X(23)00258-9/fulltext ที่ให้มุมมองถึงความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้ยา ผู้จ่ายยา/ขายยา

และบุคลากรด้านสาธารณสุข หากมีการระบุรูปลักษณ์ของยาปฏิชีวนะให้แตกต่างจากยาชนิดรับประทานประเภทอื่นๆ โดยปัจจุบัน มีการเรียกชื่อเพื่ออ้างถึงยาปฏิชีวนะอย่างหลากหลาย โดยที่ชื่อเหล่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์ภายนอกของยา เช่น แคปซูล สีดำ-แดง ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกนี้ส่งผลกระทบต่อการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ยา และผู้ดูแลสุขภาพ ทั้งในการจ่ายยา และการใช้ยาที่เหมาะสม

ก่อนเริ่มการลงพื้นที่ โครงการได้จัดเวทีหารือกับผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากองค์กรในระดับโลกภูมิภาคและประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก องค์กรเอกชนระดับโลก สำนักงานอาหารและยา เพื่อเป็นแนวทางในการวิจัย เรื่องการใช้รูปลักษณ์ภายนอกเป็นเครื่องมือในการสนับสนุน เพื่อกระตุ้นการรับรู้ และเกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีความรับผิดชอบ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ลงชุมชนของโครงการกาญจนบุรี เพื่อประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับการระบุรูปลักษณ์ใหม่ของยาปฏิชีวนะ ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม กับผู้ใช้ยาในชุมชน และสัมภาษณ์ระดับลึกกับผู้จ่ายยาและขายยา ซึ่งได้แก่ เภสัชกร พยาบาลเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากตัวอย่างจำนวน100 ราย ซึ่งผู้ใช้ยา ผู้จ่ายยาและบุคลากรด้านสาธารณสุข ส่วนใหญ่เห็นด้วย หากจะมีการระบุ สัญลักษณ์ เช่น “AB” บนเม็ดยา แผงยา หรือกล่องยาเพราะจะทำให้จำได้ง่ายขึ้น รวมทั้งจะช่วยระบุ และจำแนกยาปฏิชีวนะออกจากยากลุ่มอื่นๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งผู้จ่ายยา และผู้ใช้ยาในชุมชน กล่าวว่า การจำแนกยาปฏิชีวนะให้มีความชัดเจนนี้ อาจจะลดแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะลง หากผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบ และเหตุผลในการใช้ยาปฏิชีวนะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พบว่า “ผู้ใช้ยายังมีการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการอักเสบและการติดเชื้อ” ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาด หรือมีการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่เชื้อดื้อยา

นักวิจัยเสนอว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มการให้ความรู้สำหรับประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “การอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย”,“การอักเสบจากการติดเชื้ออื่นๆ” และ“การอักเสบจากการไม่ติดเชื้อ” ต่อไป!!!

นายกรัฐมนตรีเนปาล มอบรางวัลสื่อยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแก่ รัชพล ผู้นำด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763516

นายกรัฐมนตรีเนปาล มอบรางวัลสื่อยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแก่ รัชพล ผู้นำด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชนไทย

นายกรัฐมนตรีเนปาล มอบรางวัลสื่อยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแก่ รัชพล ผู้นำด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชนไทย

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.59 น.

นายกรัฐมนตรีเนปาล มอบรางวัลสื่อยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแก่ รัชพล ผู้นำด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชนไทย

หลังจากประสบความสำเร็จในการทำงานด้านสื่อมากว่า 30 ปี ล่าสุด รัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมและผู้ก่อตั้งศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ได้รับเกียรติให้เข้ารับรางวัล Asian Professional Achievement Award 2023 รางวัลสุดยอดผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย ปี 2023 รางวัล Media Professional Excellence Award มอบโดย Hon. Prime Minister Mr. Pushpa Kamal Dahal (Prachada) นายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาล

โดยการจัดงานพิธีมอบรางวัล Asian Professional Achievement Award 2023 รางวัลสุดยอดผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย ปี 2023 ได้จัดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 ณ โรงแรม Himalaya ประเทศเนปาล โดยมีผู้รับรางวัลประจำปีจากประเทศเนปาล และประเทศต่างๆ เช่น ประเทศจีน , ประเทศเกาหลีใต้ ,

ประเทศกัมพูชา ,ประเทศปากีสถาน , ประเทศเมียนมา ,ประเทศอินเดีย ,ประเทศมาเลเซีย , ประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาลจะมาเป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาประเทศ Hon.Minister of Urban Development Ms.Sita Gurung พร้อมแขกผู้มีเกียรติมากมาย เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.)เนปาล ,สมาชิกวุฒิสภา(สว.)เนปาล เป็นต้น

รัชพล สุวรรณโชติ ผู้ได้รับรางวัล Media Professional Excellence Award ประจำปีนี้ กล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจมากๆ ครับที่มีโอกาสนำชื่อเสียงสื่อเยาวชนจากประเทศไทยเข้ารับรางวัลระดับเอเชีย โดยเฉพาะได้รับจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ของประเทศเนปาล นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงอีกครั้งของผมนะครับ การทำงานด้านสื่อต่อเนื่อง 31 ปี (2535-ปัจจุบัน) มีผลงานการผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ สื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ที่ทุ่มเทมาตลอด ทั้งการผลิตรายการโทรทัศน์ที่เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมไปจนถึงการเป็นผู้ก่อตั้ง ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย 24 ปี (2542-ปัจจุบัน) ซึ่งทำให้ได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมให้กับเด็กๆ มาแล้วกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ และได้ขยายเป็น “ศูนย์ข่าวเด็กและเยาวชนอาเซียน” 10 ประเทศ เพื่อใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่อโซเซียลในการเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างมิตรภาพอันดีระหว่างเด็กเยาวชนใน 10 ประเทศอาเซียน และยังมีการดึงเยาวชนในประเทศอาเซียน+3 (+ญี่ปุ่น ,เกาหลี และจีน) มาร่วมในโครงการอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการทำโครงการะดับนานาชาติมากมาย โดยได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมโครงการ กิจกรรมต่างๆไปมาแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก การได้รับรางวัลระดับเอเชียครั้งนี้จึงนับเป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ ในการสานต่อการทำงานด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชน ที่ผมทุ่มเทมาตลอด 30 ปีครับ.

            สำหรับผลงานที่ได้รับการบรรยายในหนังสือประกาศเกียรติคุณของรางวัล Asian Professional Achievement Award 2023 รางวัลสุดยอดผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย ปี 2023 ได้ประกาศเกียรติคุณแสดงคุณสมบัติ ผลงานของรัชพล ด้านสื่อตลอด 31 ปีที่พิจารณาให้ได้รับรางวัล Media Professional Excellence Award 2023 มีดังนี้

รัชพล สุวรรณโชติ เจ้าของฉายา นักต่อสู้เพื่อเสียงเด็กไทย มีประสบการณในการทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ต่อเนื่องมากว่า 31 ปี (2535-ปัจจุบัน) ไม่เพียงแต่ทำงานสร้างสรรค์สื่อโทรทัศน์เพื่อเด็กเยาวชนเท่านั้น รัชพล ยังเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย 24 ปี(2542-ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม (Child Participation in Media) ในการคิด ผลิตสื่อที่จะมีผลต่อชีวิตของเขา ซึ่งนับเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ดำเนินการโครงการในลักษณะนี้และยังทำต่อเนื่องกว่า 24 ปีจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการตามแนวคิดการเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม ( Child Participation) หนึ่งในหัวข้อหลักของสิทธิเด็ก

(The Convention on the Rights of the Child) นั้นเอง ซึ่งโครงการศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ก่อตั้งโดยการสนับสนุนของหลายภาคส่วน เช่น องค์การยูนิเซฟ (องค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) , สำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ(สยช.) ,สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(สอ.ดย.)เป็นต้น โดยเปิดโอกาสให้นักข่าวเด็ก ได้รายงานข่าวที่จะมีผลต่อชีวิตและการเติบโตของพวกเขา โดยก่อนทำข่าว เด็กๆ จะได้เรียนรู้กระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ การผลิต และการเผยแพร่ เรียกว่าเด็กมีส่วนร่วมในเกือบทุกกระบวนการการทำข่าว จึงนับว่าเป็นมิติใหม่ในปีที่ก่อตั้ง(2542-ปัจจุบัน) ทำให้นักข่าวเด็กจากศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ได้มีโอกาสทำข่าวสัมภาษณ์ที่โดดเด่นมากมาย เช่น สัมภาษณ์สมเด็พระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี , นายกรัฐมนตรี (เกือบทุกสมัย) รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ สิ่งที่ รัชพล ได้ทำเป็นหลักสูตรในการสอนนักข่าวเยาวชนมาตลอด 24 ปี ไม่ใช่แค่การสอนการผลิตและการเท่าทันสื่อแก่เด็กๆ เท่านั้น แต่รัชพลยังเน้นการสอนเรื่อง “ทักษะชีวิต” (The Right Skills) เป็นหัวใจสำคัญในการสอน เพื่อสร้างเด็กเยาวชนให้เป็นคนคุณภาพ และเติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการช่วยพัฒนาประเทศและโลกของเราต่อไป

            รัชพล สุวรรณโชติ ได้ดำเนินการโครงการศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โดยเดินทางไปอบรม จัดกิจกรรมให้กับเด็กเยาวชนมาแล้วกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ และได้รับเชิญให้เดินทางเข้าร่วมโครงการ กิจกรรมต่างๆ มาแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

            นอกจากจะทำงานในด้านสื่อเพื่อพัฒนาเด็กเยาวชนแล้ว รัชพล ยังได้ทำงานในระดับนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานเฉพาะกิจส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเยาวชน สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี , คณะทำงานด้านสื่อสารออนไลน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ,

ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา เป็นต้น

            จากการทำงานด้านสื่อเพื่อเด็กเยาวชนมากว่า 31 ปี รัชพล ได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศ และในระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย เช่น รางวัลผู้ทำประโยชน์ต่อเยาวชน สาขาสื่อมวลชนเพื่อสังคม รางวัลพระราชทานโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร (กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) , รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของทวีปเอเชีย-แปซิฟิค รางวัลพิเศษเนื่องในวันโทรทัศน์และวิทยุเด็กโลก ณ ประเทศญี่ปุ่น , รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก รางวัล International EMMY Awards 2007 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา.

รางวัล Asian Professional Achievement Award 2023 รางวัลสุดยอดผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย จัดโดย บริษัท Season M Media ประเทศเนปาล แต่จะมีการเวียนการจัดในประเทศเจ้าภาพแตกต่างกันในแต่ละปี เช่น ปี 2019 จัด ณ ประเทศมาเลเซีย ,ปี 2022 จัด ณ ประเทศดูไบ , ปี 2023 ปีนี้ จัด ณ ประเทศเนปาล โดยมีนายกรัฐมนตรีของประเทศเนปาล มาเป็นประธานในการมอบรางวัลให้กับผู้ที่ได้รับรางวัลการยกย่องว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จแห่งเอเชีย ด้วยตนเอง.

‘สกสค.’เฟ้นหาครูต้นแบบปลดหนี้สำเร็จ-ถอดบทเรียนทำคลิปเผยแพร่บนโลกออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763364

'สกสค.'เฟ้นหาครูต้นแบบปลดหนี้สำเร็จ-ถอดบทเรียนทำคลิปเผยแพร่บนโลกออนไลน์

‘สกสค.’เฟ้นหาครูต้นแบบปลดหนี้สำเร็จ-ถอดบทเรียนทำคลิปเผยแพร่บนโลกออนไลน์

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.53 น.

‘สกสค.’เฟ้นหาครูต้นแบบปลดหนี้สำเร็จ-ถอดบทเรียนทำคลิปเผยแพร่บนโลกออนไลน์ สร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนครู พร้อมชง อว. เพิ่มความเข้มข้นสอนวินัยการเงิน-เศรษฐกิจพอเพียงให้นักศึกษาครู – จัดอบรมครูรุ่นใหม่ โดยไม่ทิ้งครูรุ่นเก่า
 

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2566 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดภาระครู สร้างขวัญกำลังใจให้ครูทั่วประเทศนั้น ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ร่วมเป็นกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเดินเคียงข้างกับ ศธ. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาโดยตลอด ซึ่งในระหว่างที่ ศธ.กำลังพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่เป็นนโยบายนั้น สิ่งที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.จะทำควบคู่ไปพร้อม ๆ กัน คือ ช่วย ศธ.จำแนกข้อมูลปัญหาหนี้สินครู กลุ่มสีแดงที่ลำบากถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดี เดือดร้อน ไม่สามารถดูแลตนเองได้ โดยช่วยประสานทีมไกล่เกลี่ยให้คำแนะนำปรึกษาด้านกฎหมาย และส่งเสริมสนับสนุนทำให้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มสีเหลือง คือ มีหนี้บ้างเล็กน้อย มีชีวิตความเป็นอยู่และขวัญกำลังใจที่ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มสีแดง ถือเป็นกลุ่มที่ปัญหาหนี้สินส่งผลต่อภาระหน้าที่การทำงานของครู ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเรียนการสอนของนักเรียน
 
นายพิเชฐ กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้มอบแนวทางไว้ว่าเรื่องดี ๆ ต้องนำเสนอให้ทุกคนเรียนรู้ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงาน สกสค.จังหวัด สำรวจค้นหาครูต้นแบบกลุ่มสีเขียว ครูที่มีสภาพคล่อง ซึ่งเป็นครูที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน หรือประเด็นอื่นๆ ในอดีต และปัจจุบันมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ปลดหนี้สำเร็จ โดยให้ถอดเป็นบทเรียนถ่ายทอดประสบการณ์ ว่าครูต้นแบบเหล่านี้มีวิธีคิด มีวิธีบริหารจัดการชีวิต มีวิธีปลดหนี้อย่างไร และทำเป็นคลิปวิดีโอหรือภาพยนตร์สั้น แล้วนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างหลากหลาย เช่น ยูทูป เว็บไซต์ของ ศธ. เว็บไซต์ของ สกสค. เฟชบุ๊กของ สกสค. เป็นต้น เพื่อจุดประกาย สร้างฝัน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ครูทั่วประเทศ โดยในเฟสแรกจะมีคลิปวิดีโอครูต้นแบบจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน จากนั้นจะขยายผลเพิ่มเป็นจังหวัดละ 2 คน และ 3 คนตามลำดับ โดยขยายผลไปเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนทุกพื้นที่เรียนรู้ไปพร้อมกันได้ทุกเวลา

“การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างยั่งยืน ลดปัญหากลุ่มสีแดง ให้มีแต่กลุ่มสีเหลือง และกลุ่มสีเขียว ครูมีขวัญกำลังใจ ในการทำงาน เด็กเรียนดีมีความสุข ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ 2 สายมาบรรจบกัน คือ 1. กลุ่มครูบรรจุใหม่ ต้องให้ความรู้เรื่องวินัยการเงิน การคลัง การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งครูรุ่นเก่า โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมให้ความรู้ ทั้งแบบออนไซต์  และออนไลน์ ผสมผสานกับการเผยแพร่ครูต้นแบบความสำเร็จปลดหนี้สินได้ และ 2. กลุ่มนิสิต นักศึกษา ที่เข้ามาเรียนครู ในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยต้องประสานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในการพิจารณาให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนด้านวินัยการเงิน การคลัง การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรามีเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกรรมการในบอร์ด สกสค. อยู่แล้ว ดังนั้น จะมีการนำเรื่องนี้เข้าไปหารือให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ รมว.ศธ. ‘จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน’ เมื่อครูมีขวัญกำลังใจ ก็จะส่งผลต่อการจัดเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ นักเรียนก็จะได้เรียนดีมีความสุข ตามนโยบายของ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ต่อไป” นายพิเชฐ กล่าว —017

‘33นักศึกษาไทย’ในอิสราเอล เดินทางกลับถึงไทยปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763350

‘33นักศึกษาไทย’ในอิสราเอล เดินทางกลับถึงไทยปลอดภัย

‘33นักศึกษาไทย’ในอิสราเอล เดินทางกลับถึงไทยปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 10.39 น.

‘33นักศึกษาไทย’ในอิสราเอล เดินทางกลับถึงไทยปลอดภัย ‘กระทรวงอุดมศึกษาฯ’ยันจะส่งไปฝึกงานต่อ จากนี้ต้องยึดความปลอดภัยเป็นหลัก

17 ตุลาคม 2566 พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษาฯ ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วยอธิการบดี และคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เดินทางมารอรับนักศึกษาฝึกงานในประเทศอิสราเอลด้วยตนเอง ที่เดินทางกลับมาถึงไทยแล้ว เมื่อช่วงค่ำของวันที่16ต.ค.ที่ผ่านมา สำหรับการเดินทางกลับมาของประชาชนชาวไทยทั้งหมด 244 คน จากประเทศอิสราเอล กลับมาประเทศไทยเส้นทางเทลอาวีฟ – สุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำพิเศษของสายการบิน El Al Israel Airlines ซึ่งออกเดินทางจากท่าอากาศยานเบนกูเรียน ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 21.05น. โดยเที่ยวบินนี้ มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์จำนวน 30 คน และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครจำนวน 3 คน โดยสารกลับมาด้วย

พญ.เพชรดาว กล่าวต่อว่า เพื่อความปลอดภัยจึงต้องการให้นักศึกษาเดินทางกลับมา โดยนักศึกษาที่เดินทางไปยังประเทศอิสราเอลไปเพื่อฝึกงานทางด้านของเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งถือว่าประเทศอิสราเอลมีนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพโดยนักศึกษาที่เดินทางไปเป็นรุ่นที่ 7 แล้ว โดยการส่งนักศึกษาไปฝึกงานหลังจากนี้จะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ด้าน ผศ.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า นักศึกษากลุ่มดังกล่าวไปฝึกงานด้านการเกษตร เมืองอราวา (Arava) ค่อนข้างห่างไกลจากภัยความไม่สงบ แต่เนื่องด้วยเห็นถึงความปลอดภัยของนักศึกษาจึงประสานให้เดินทางกลับ โดยนักศึกษากลุ่มนี้เป็นรุ่นที่ 7 ที่เดินทางไปฝึกงานที่ประเทศอิสราเอลทางด้านของเกษตร จากนี้จะดูเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก

ขณะที่นักศึกษาจาก ม.นราธิวาสราชนครินทร์รายหนึ่ง กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยขอขอบคุณกระทรวงอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยที่ช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตนเองยังอยากฝึกงานอยู่ แต่ก็คำนึงถึงความปลอดภัย หากมีโอกาสก็อยากฝึกงานด้านการเกษตรอีก ///////-005