ญาติยืนยัน เด็กสาวชาวอังกฤษเสียชีวิตแล้ว หลังสูญหายตั้งแต่ฮามาสถล่มอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733569

ญาติยืนยัน เด็กสาวชาวอังกฤษเสียชีวิตแล้ว หลังสูญหายตั้งแต่ฮามาสถล่มอิสราเอล

17 ต.ค. 2566 19:01 น.

ญาติยืนยัน เด็กสาวชาวอังกฤษเสียชีวิตแล้ว หลังสูญหายตั้งแต่ฮามาสถล่มอิสราเอล

ญาติยืนยัน เด็กสาวชาวอังกฤษ วัย 13 ปี เสียชีวิตแล้ว หลังมีรายงานว่าสูญหายตั้งแต่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่แม่ของเด็กสาวได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ในส่วนของพ่อและพี่สาวยังสูญหาย

สำนักข่าวบีบีซีรายงาน ญาติของยาเฮล (Yahel) เด็กสาวเชื้อสายอังกฤษ-อิสราเอล วัย 13 ปี ที่มีรายงานว่าสูญหายหลังจากที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีคิบบุตซ์ เบเอรี (ฟาร์มเกษตรในเมืองเบเอรี) ทางตอนใต้ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ยืนยันวันนี้ (17 ต.ค.) ว่ายาเฮลได้เสียชีวิตแล้ว ขณะที่พี่สาวและพ่อยังคงสูญหาย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตชาวอังกฤษจากการสู้รับในอิสราเอลอยู่ที่ทั้งหมด 7 ศพ

ญาติของเหยื่อวัย 13 ปี ระบุว่า ครอบครัวของเด็กหญิงยาเฮล ประกอบด้วยแม่ “ลีแอนน์” ชาวอังกฤษ พ่อ “เอลิ” ชาวอิสราเอล พี่สาว “โนอิยา” วัย 16 ปี และยาเฮล โดยพวกเขาอาศัยอยู่ในคิบบุตซ์ เบเอรี ทางตอนใต้ของอิสราเอล ใกล้กับชายแดนฉนวนกาซา ซึ่งในวันที่เกิดเหตุกลุ่มฮามาสจู่โจมอิสราเอลอย่างเหนือความคาดหมาย แม่ของเด็กหญิงยาเฮล ได้ส่งข้อความไปแจ้งเหล่าญาติที่อังกฤษถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะขาดการติดต่อไป

และต่อมาก็มีรายงานว่า สมาชิกครอบครัวทั้ง 4 คน ได้สูญหายไปตั้งแต่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ดี เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) ญาติของยาเฮลออกมายืนยันว่า นางลีแอนน์ แม่ของยาเฮลถูกฆาตกรรมระหว่างการโจมตีของกลุ่มฮามาส ขณะที่ นายเอลิ สามี และโนอิยา บุตรสาวคนโตยังคงสูญหาย 

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีริชี ซูแน็ก แห่งอังกฤษ กล่าวว่า เขาได้รับรายงานว่ามีชาวสหราชอาณาจักรอย่างน้อย 6 ราย เสียชีวิตจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส และสูญหายอีก 10 คน ซึ่งรัฐบาลกังวลว่าผู้สูญหายบางส่วนอาจถูกสังหารระหว่างการโจมตี

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

Cr.ภาพ: BBC

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศหนุนฮามาส แม้เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733534

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศหนุนฮามาส แม้เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก

17 ต.ค. 2566 17:40 น.

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศหนุนฮามาส แม้เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก

นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ประกาศตัวชัดเจน ให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสและชาวปาเลสไตน์ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก พร้อมเรียกร้องอิสราเอลยุติการโจมตีฉนวนกาซา และเปิดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านบัญชีอย่างเป็นทางการของตนในโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊กและ X หรือทวิตเตอร์เดิม เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (17 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ประกาศยืนยันการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการทิ้งระเบิดโจมตีฉนวนกาซาทันที และจัดตั้งเขตปลอดภัยจากการสู้รบที่เมืองราฟาห์ ซึ่งมีจุดผ่านแดน ‘ด่านราฟาห์’ จากกาซาไปอียิปต์ เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) เขาโทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายอิสมาอิล ฮานิเยะห์ ผู้นำกลุ่มฮามาส เพื่อแสดงการสนับสนุนอย่างแน่วแน่ของมาเลเซียต่อชาวปาเลสไตน์ 

“เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายมากในฉนวนกาซา ผมจึงขอเรียกร้องให้ยุติการทิ้งระเบิดทันที พร้อมจัดตั้งระเบียงมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor) (เขตปลอดภัยจากการสู้รบ ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการอพยพพลเรือน) นอกพื้นที่สู้รบ ที่เมืองราฟาห์” นายอันวาร์ กล่าว 

นายกฯ อันวาร์ยังเรียกร้องให้อิสราเอลละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองผ่านการแย่งชิง (Politics of Dispossession) และดำเนินการตามสันติวิธีเพื่อยุติความขัดแย้งนี้

นอกจากนี้ นายอันวาร์ได้ให้คำมั่นว่าจะมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะอาหาร และยารักษาโรค เพื่อบรรเทาความทุกข์ของเหยื่อจากการสู้รบนี้

ทางการมาเลเซียได้เปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแรงกดดันจากชาติตะวันตกให้ออกมาประณามการบุกโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาส ซึ่งนายกฯ อันวาร์ ก็ได้กล่าววานนี้ว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการกดดันจากชาติตะวันตก อีกทั้งมาเลเซียก็มีความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาสมาตั้งนานแล้ว และประเทศจะคงความสัมพันธ์กับกลุ่มฮามาสต่อไป 

ทั้งนี้ มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มฮามาส และให้การสนับสนุนชาวปาเลสไตน์มาเป็นเวลานาน อีกทั้งมาเลเซียก็ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : The Straits Times, Reuters

Cr.ภาพ: ANWAR IBRAHIM/X

คนร้ายกราดยิงในบรัสเซลส์ ฆ่าคนตาย 2 ศพ โดนตร.เบลเยียมยิงปลิดชีพแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733538

คนร้ายกราดยิงในบรัสเซลส์ ฆ่าคนตาย 2 ศพ โดนตร.เบลเยียมยิงปลิดชีพแล้ว

17 ต.ค. 2566 16:39 น.

คนร้ายกราดยิงในบรัสเซลส์ ฆ่าคนตาย 2 ศพ โดนตร.เบลเยียมยิงปลิดชีพแล้ว

คนร้ายก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในกรุงบรัสเซลส์ ทำแฟนบอลชาวสวีเดนเสียชีวิต 2 ศพ ถูกตำรวจเบลเยียมยิงเสียชีวิต หลังบุกจับกุมในร้านกาแฟ

วันที่ 17 ตุลาคม 2566 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานผู้ก่อเหตุโจมตีบรัสเซลส์ถูกยิงเสียชีวิตแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (17 ต.ค. 2566) ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างตำรวจบุกเข้าจับกุมคนร้ายที่เขตสคาร์เบค ในกรุงบรัสเซลส์ ภายหลังได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่า คนร้ายกำลังอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเขตสคาร์เบค หลังก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญ จนทำให้ชาวสวีเดนเสียชีวิต 2 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน

นาย Abdesalem Lassoued

เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ มีการยิงต่อสู้กัน และคนร้าย ต่อมาทราบว่าชื่อนาย Abdesalem Lassoued (อับเดซาลาม ลาสซูเอด) ได้ถูกยิงเสียชีวิต จากนั้นตำรวจยังพบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ในสวนสาธารณะเล็กๆ ใกล้กับร้านกาแฟ โดยตามข้อมูลแหล่งข่าวเผยว่า นาย Abdesalem Lassoued ได้รับบาดเจ็บสาหัสกระสุนเข้าที่หน้าอก และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนจะเสียชีวิต

แฟนบอลชาวสวีเดนเสียใจหลังทราบข่าวร้ายเกิดเหตุกราดยิงใกล้สนามฟุตบอลคิง โบดวง ในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงเบลเยียม เป็นเหตุให้ชาวสวีเดนเสียชีวิต 2 ศพ ก่อนที่ทีมฟุตบอลสวีเดนจะลงแข่งกับทีมเบลเยียม ในศึกยูโร 2024 รอบคัดเลือก เมื่อค่ำวันที่ 16 ต.ค.

ตามรายงานระบุว่า คนร้ายที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญในเบลเยียมครั้งนี้ ชื่อว่า Abdesalem Lassoued อายุ 45 ปี เชื้อสายตูนิเซีย มีคดีค้ามนุษย์ มีคดีความมั่นคง ลักลอบอยู่เบลเยียมอย่างผิดกฎหมาย ถูกสั่งให้ออกนอกประเทศเบลเยียมในปี 2021 แต่หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ทั้งนี้ เกิดเหตุสะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุกราดยิงที่ปลาสแซงต์เตเรท ถนนอิปป์ กลางกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงเบลเยียม เมื่อเวลาประมาณ 19.15 น. ของวันที่ 16 ต.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 00.15 น. ของวันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาในประเทศไทย โดยจุดเกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญครั้งนี้ ห่างจากสนามกีฬาฟุตบอลคิง โบดวง เพียงประมาณ 5 กิโลเมตร และเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 2 ขั่วโมง ก่อนที่ทีมฟุตบอล ฉายา ‘ปิศาจแดง’ ของเบลเยียม จะฟาดแข้งกับทีมสวีเดน ในการแข่งขันฟุตบอล ‘Euro 2024’ (ยูโร 2024) รอบคัดเลือก

หลังเกิดเหตุกราดยิง ผู้ก่อเหตุได้เผยแพร่ข้อความวิดีโอบนเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม IS (รัฐอิสลาม) และอวดอ้างว่าได้สังหารคนนอกศาสนา เพื่อล้างแค้นให้กับชาวมุสลิม และเรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อศาสนาของเรา

ต่อมา ศูนย์วิกฤติในเบลเยียม (Crisis Center Belgium) ได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยสูงสุดที่ระดับ 4 ในเขตภูมิภาคเมืองหลวงบรัสเซลส์ทันที โดยระบุว่า “เหตุก่อการร้ายมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นสูงมาก”

ทั้งนี้ จากการเพิ่มระดับการเตือนภัยจึงเป็นหน้าที่ของนายกเทศมนตรีทุกเขตของกรุงบรัสเซลส์ เพื่อหามาตรการป้องกันการเกิดเหตุร้ายและหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่จะมีคนมารวมตัวกันมากกว่าปกติ

ศาลสูงอินเดียปฏิเสธคำร้องให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมาย-อ้างไม่มีอำนาจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733505

ศาลสูงอินเดียปฏิเสธคำร้องให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมาย-อ้างไม่มีอำนาจ

17 ต.ค. 2566 15:54 น.

ศาลสูงอินเดียปฏิเสธคำร้องให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมาย-อ้างไม่มีอำนาจ

ศาลฎีกาของอินเดีย ปฏิเสธคำร้องให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนับเป็นการทำลายความหวังของชาว LGBTQ หลายล้านคนที่แสวงหาความเท่าเทียม

ศาลสูงของอินเดียระบุว่า ไม่สามารถทำให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยหัวหน้าผู้พิพากษาของศาลฎีกากล่าวว่า การออกกฎหมายดังกล่าวเป็นอำนาจของรัฐสภา

คณะผู้พิพากษา 5 คน ที่นำโดย นายธนันชยา เยชวันต์ จันทราฉัตร หัวหน้าผู้พิพากษาแห่งอินเดีย ได้รับฟังคำร้อง 21 คำร้องในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา จากคู่รักเพศเดียวกันและนักเคลื่อนไหวที่กล่าวว่า การไม่สามารถแต่งงานได้ ทำให้พวกเขาเป็น “พลเมืองชั้นสอง” และได้แถลงคำตัดสินในวันนี้ (17 ต.ค.) โดยนายจันทราฉัตร กล่าวว่า การตัดสินประเด็นนี้อยู่นอกขอบเขตอำนาจของศาล และรัฐสภาควรเป็นผู้เขียนกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานเพศเดียวกัน

“ในการใช้อำนาจการพิจารณาคดีของศาล จะต้องหลีกเลี่ยงประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อนโยบาย ซึ่งอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม นายจันทราฉัตร กล่าวว่า รัฐควรให้ความคุ้มครองทางกฎหมายบางประการแก่คู่รักเพศเดียวกัน โดยโต้แย้งว่า การปฏิเสธ “สิทธิประโยชน์และบริการ” ที่มอบให้กับคู่รักต่างเพศ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา และกล่าวว่า “การเลือกคู่ชีวิตเป็นส่วนสำคัญในการเลือกแนวทางชีวิต”

“บางคนอาจถือว่านี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา สิทธินี้ไปถึงรากฐานของสิทธิในการมีชีวิตและเสรีภาพ ภายใต้มาตรา 21 ตามรัฐธรรมนูญของอินเดีย”

นายจันทราฉัตร กล่าวว่า รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่ม LGBTQ จะไม่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการจัดตั้งสายด่วนและบ้านพักปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง และยุติกระบวนการทางการแพทย์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศ หรือรสนิยมทางเพศ

คำตัดสินของศาลฎีกาเกิดขึ้นหลังจากการตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2561 เมื่อศาลอินเดียสั่งยกเลิกกฎหมายที่มาจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษตั้งแต่เมื่อราวมากกว่า 150 ปีที่แล้ว ที่ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษจำคุก 10 ปี ถึงแม้ว่ากฎหมายนี้แทบจะไม่ได้นำมาบังคับใช้ แต่ก็มักจะถูกนำมาใช้รังแกและคุกคามชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในอินเดีย

โดยในขณะนี้มีเพียงไต้หวันและเนปาลเท่านั้นที่อนุญาตให้มีการแต่งงานเพศเดียวกันในเอเชีย ซึ่งค่านิยมแบบอนุรักษนิยมส่วนใหญ่ยังคงครอบงำการเมืองและสังคม

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี คัดค้านคำร้องดังกล่าว โดยเรียกผู้ที่ยื่นคำร้องว่า “มุมมองของชนชั้นสูงในเมือง” และระบุว่า รัฐสภาเป็นเวทีที่เหมาะสมในการอภิปรายและออกกฎหมายในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า การแต่งงานดังกล่าวไม่สามารถ “เทียบได้กับแนวคิดครอบครัวชาวอินเดียที่มีสามี ภรรยา และลูกๆ”.

อิสราเอลไม่รามือ ถล่มฉนวนกาซาไม่ยั้งทั้งคืน ชาวปาเลสไตน์ตายอีก 71 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733459

อิสราเอลไม่รามือ ถล่มฉนวนกาซาไม่ยั้งทั้งคืน ชาวปาเลสไตน์ตายอีก 71 ศพ

17 ต.ค. 2566 14:47 น.

อิสราเอลไม่รามือ ถล่มฉนวนกาซาไม่ยั้งทั้งคืน ชาวปาเลสไตน์ตายอีก 71 ศพ

อิสราเอลเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มฉนวนกาซา รวมทั้งเมืองราฟาห์ ทางใต้ ทำให้ชาวปาเลสไตน์สังเวยชีวิตอีก 71 ศพ บาดเจ็บหลายร้อยคน ขณะที่สงครามอิสราเอล-ฮามาส 10 วัน ทำให้เด็กชาวปาเลสไตน์ ตายนับพันศพแล้ว

เมื่อ 17 ต.ค. 2566 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานความคืบหน้าสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่ระดมโจมตีทางอากาศตอบโต้กันอย่างดุเดือด ขณะกองทัพอิสราเอลเตรียมพร้อมรอเวลาที่จะบุกภาคพื้นดินเข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อปราบกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก หลังจากกลุ่มฮามาสได้บุกโจมตีอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบ เมื่อ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลนับ 1,300 ศพ จนถือเป็นการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในอิสราเอลภายในวันเดียว ในรอบ 75 ปีนั้น

มีรายงานว่า กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ระดมโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วง ถล่มพื้นที่ทางใต้ของฉนวนกาซา ทั้งเมืองราฟาห์ และข่านยูนิส ตลอดคืนวันที่ 16 ตุลาคม เข้าสู่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 จนทำให้มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตอีก 71 ศพ โดยในจำนวนนี้ มีเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคนด้วย

กองทัพอิสราเอลยังได้โจมตีพื้นที่ใกล้ด่านราฟาห์ ทางภาคใต้ของฉนวนกาซา ซึ่งมีพรมแดนติดกับอียิปต์ และเป็นทางออกหลักเพียงทางเดียวของชาวปาเลสไตน์ที่ไม่ต้องผ่านอิสราเอล ในขณะที่มีชาวต่างชาติและชาวปาเลสไตน์จำนวนมากกำลังรอที่จะให้อียิปต์เปิดด่านราห์ฟา เพื่อจะได้อพยพออกจากฉนวนกาซาเพื่อหนีภัยสงคราม

ด้าน นายมาร์ติน กริฟฟิธส์ รองเลขาธิการฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานด้านการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของสหประชาชาติ กล่าวด้วยความวิตกกังวลว่า ขณะนี้ระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลต่างๆ ในฉนวนกาซากำลัง ‘พังทลาย’ เนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกอิสราเอลโจมตีเป็นจำนวนมากจนล้นโรงพยาบาล 

ทั้งนี้ สงครามอิสราเอล-ฮามาสที่ดำเนินมา 10 วัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 4,100 ศพ โดยในอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ และจากการที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา เพื่อล้างแค้นกลุ่มฮามาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 2,700 ศพ โดยเฉพาะมีรายงานว่าเด็กๆ ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,000 ศพ 

เผยคำพูดสุดท้ายของเด็กชายมุสลิมที่ถูกแทงเสียชีวิตในสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733473

เผยคำพูดสุดท้ายของเด็กชายมุสลิมที่ถูกแทงเสียชีวิตในสหรัฐฯ

17 ต.ค. 2566 14:32 น.

เผยคำพูดสุดท้ายของเด็กชายมุสลิมที่ถูกแทงเสียชีวิตในสหรัฐฯ

เด็กชายชาวมุสลิม วัย 6 ขวบ ที่ถูกแทงเสียชีวิตในเหตุต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในสหรัฐฯ ได้กล่าวคำพูดสุดท้ายว่า “แม่ ผมสบายดี”

ลุงของเด็กชายชาวมุสลิม วัย 6 ขวบ ที่ถูกแทงเสียชีวิตในเหตุต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยว่า เด็กชายได้กล่าวคำพูดสุดท้ายก่อนเสียชีวิตว่า “แม่ ผมสบายดี” ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาร่วมพิธีศพของเด็กชาย ที่เมืองบริดจ์วิว ใกล้กับนครชิคาโก ของสหรัฐฯ โดยผู้ไว้อาลัยมาจากทั่วทุกพื้นที่ บางส่วนมาจากที่ไกลออกไปมาก เพื่อแสดงความเสียใจและโกรธเคืองต่อการสังหารครั้งนี้

ตำรวจกล่าวว่า ด.ช.วาเดีย อัล-ฟายูม ถูกทำร้ายเพราะเขาเป็นชาวมุสลิม งานศพของเขาถูกจัดขึ้นในขณะที่เจ้าของที่พักที่ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ ปรากฏตัวในศาลในข้อหาฆาตกรรมเด็กชาย เนื่องจากนายโจเซฟ ซูบา ผู้ต้องหาวัย 71 ปี รู้สึกไม่พอใจกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส

นางฮานาน ชาฮิน วัย 32 ปี แม่ของเด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถเข้าร่วมงานศพของลูกชายได้ ในขณะที่เธอพักฟื้นในโรงพยาบาล ขณะที่โรงเรียนในท้องถิ่นได้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเหตุการณ์ในอิสราเอลและฉนวนกาซา โดยผู้ไว้อาลัยหลายคนกล่าวหาผู้นำรัฐบาลและองค์กรสื่อว่ามีอคติต่อชาวปาเลสไตน์และส่งเสริมบรรยากาศแห่งความเกลียดชัง

ยูเซฟ ฮันนอน ลุงของเด็กชาย กล่าวว่า ก่อนการสังหาร “ไม่มีสัญญาณของสิ่งผิดปกติ” ระหว่างผู้ก่อเหตุและเหยื่อ เด็กชายและแม่ของเขาอาศัยอยู่ในห้องเช่า 2 ห้องในบ้านของนายซูบา ซึ่งเพิ่งมางานวันเกิดของหญิงมุสลิมรายหนึ่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

นายฮันนอน กล่าวว่า “เขาเป็นมิตรกับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับเด็กชายที่เขาปฏิบัติเหมือนหลานชาย เขายังนำของขวัญและของเล่นมาให้เด็กชายด้วย” และกล่าวว่า ด.ช.วาเดีย เป็นเด็กที่รักโรงเรียน รักครู และรักแม่ เขาเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ ธรรมดาๆ ที่มีรอยยิ้มอยู่เสมอ”

ส่วนนายมาห์มูด ยูเซฟ ลุงอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า “ตอนที่วาเดียถูกแทง คำพูดสุดท้ายของเขากับแม่คือ ‘แม่ ผมสบายดี’ คุณรู้อะไรไหม เขาสบายดี เขาได้อยู่ในที่ที่ดีกว่าแล้ว”

อัยการคนหนึ่งกล่าวในศาลว่า เจ้าของบ้านรู้สึกโกรธแม่ของวาเดีย “สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม” เธอตอบเขาว่า “มาสวดภาวนาเพื่อสันติภาพกันเถอะ” จากนั้นนายซูบาก็โจมตีเธอด้วยมีด”

อัยการกล่าวว่า นายซูบาเคยฟังรายการพูดคุยทางวิทยุที่มีเนื้อหาเชิงอนุรักษนิยม และรู้สึกหวาดระแวงมากขึ้นเกี่ยวกับการมีครอบครัวชาวปาเลสไตน์-อเมริกันอยู่ในบ้านของเขา วาเดียเกิดที่สหรัฐฯ หลังจากที่แม่ของเขาเดินทางมายังประเทศนี้เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

ตามเอกสารของศาล ภรรยาของนายซูบาบอกกับตำรวจว่า สามีของเธอกลัวว่าจะถูกโจมตีโดยคนเชื้อสายตะวันออกกลาง และด้วยความกังวลว่าเหตุร้ายจะกระทบต่อระบบไฟฟ้าของสหรัฐฯ และได้ถอนเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์จากธนาคารแห่งหนึ่ง

ในเช้าวันเสาร์ ตำรวจได้รับแจ้งให้ไปที่บ้านของเขาในเมืองเพลนฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ ห่างจากชิคาโกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 64 กม. และจากข้อความที่ครอบครัวส่งให้กับสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม นายซูบาพยายามบีบคอนางสาวชาฮิน และกล่าวว่า “พวกเจ้ามุสลิมจะต้องตาย”

นายซูบาปรากฏตัวในศาลเมื่อวันจันทร์ในข้อหาฆาตกรรม พยายามฆ่า ใช้อาวุธร้ายแรง และก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง 2 กระทง เขาถูกควบคุมตัวโดยไม่ได้รับการประกันตัว และถูกสั่งไม่ให้ติดต่อกับนางสาวชาฮิน เขาพูดเพียงสั้นๆ เพื่อยืนยันว่าเขาจำเป็นต้องมีทนายสาธารณะตามคำสั่งศาล และเขาเข้าใจข้อกล่าวหาของเขา ก่อนที่เขาจะถูกใส่กุญแจมือ และถูกนำตัวกลับไปที่เรือนจำในท้องถิ่น.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไบเดน เตรียมเยือนอิสราเอล ย้ำจุดยืนสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลปราบกลุ่มฮามาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733451

ไบเดน เตรียมเยือนอิสราเอล ย้ำจุดยืนสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลปราบกลุ่มฮามาส

17 ต.ค. 2566 13:37 น.

ไบเดน เตรียมเยือนอิสราเอล ย้ำจุดยืนสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลปราบกลุ่มฮามาส

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ เตรียมเดินทางเยือนอิสราเอลวันพุธนี้ เพื่อตอกย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อการให้การสนับสนุนอิสราเอลในการปราบกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก หลังก่อเหตุโจมตีอิสราเอลช็อกโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยวันนี้ (17 ต.ค.) ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐฯ เตรียมเดินทางมาเยือนอิสราเอล ในวันพุธที่ 18 ต.ค. 2566 เพื่อแสดงการสนับสนุนอิสราเอลท่ามกลางวิกฤติสงครามกับกลุ่มฮามาส และหารือกับ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เกี่ยวกับเป้าหมาย และยุทธศาสตร์การทำสงครามของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาส รวมถึงประเด็นการให้ความช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา

นายบลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ แจ้งข่าวประธานาธิบดีไบเดนเตรียมมาเยือนอิสราเอล ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือกับนายกฯ เนทันยาฮู ที่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อช่วงเช้าวันนี้ พร้อมทั้งยังระบุว่า ประธานาธิบดีไบเดน จะเดินทางมาเยือนอิสราเอลตามคำเชิญของ นายกฯ เนทันยาฮู เพื่อรับฟังว่าอิสราเอลจะดำเนินการอย่างไรในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส และหารือว่ารัฐบาลอิสราเอลจะปฏิบัติการรูปแบบใดเพื่อลดการสูญเสียของพลเรือน และการเปิดให้มีการส่งความช่วยเหลือไปสู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา 

นอกจากนี้ นายบลิงเคน ยังกล่าวว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังต้องการย้ำจุดยืนของวอชิงตันต่อการปกป้องความมั่นคงของอิสราเอล “ประธานาธิบดีไบเดนจะรับฟังอิสราเอลถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการในการปกป้องประชาชนของตน และทางการสหรัฐฯ จะไปพูดคุยกับสภาคองเกรสต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของอิสราเอล” นายบลิงเคน กล่าวกับสื่อมวลชน

สำหรับการมาเยือนอิสราเอลของประธานาธิบดีไบเดน ถือเป็นการแสดงการสนับสนุนอย่างชัดเจนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล ชาติพันธมิตรสำคัญที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากที่กลุ่มฮามาสได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. และสังหารพลเรือนไปมากถึง 1,300 ศพ จนนับว่าเป็นการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลภายในวันเดียวจำนวนมากที่สุดในรอบ 75 ปี

มีรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อประธานาธิบดีไบเดนเสร็จสิ้นภารกิจเยือนอิสราเอลแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดการจะไปเยือนกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน เพื่อพบกับ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 ของจอร์แดน ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ของอียิปต์ และประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาส แห่งปาเลสไตน์

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่าการเยือนอิสราเอลของผู้นำสหรัฐฯ เป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยง ในขณะที่พวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามขยายตัวสู่สงครามระดับภูมิภาค และไม่ต้องการให้อิหร่านเข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามนี้ แต่การที่สหรัฐฯ ประกาศชัดพร้อมหนุนหลังอิสราเอล ก็เหมือนเป็นการเชื้อเชิญให้อิหร่านเข้าร่วมศึก.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters, BBC

สลด มือปืน IS กราดยิงเบลเยียม แฟนบอลสวีเดนดับ 2 ศพ มาเชียร์แข่ง EURO 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733420

สลด มือปืน IS กราดยิงเบลเยียม แฟนบอลสวีเดนดับ 2 ศพ มาเชียร์แข่ง EURO 2024

17 ต.ค. 2566 11:11 น.

สลด มือปืน IS กราดยิงเบลเยียม แฟนบอลสวีเดนดับ 2 ศพ มาเชียร์แข่ง EURO 2024

เผย มือปืนอ้างเป็นสมาชิกกลุ่ม IS กราดยิงในกรุงบรัสเซลส์ ทำให้แฟนบอลชาวสวีเดนสังเวย 2 ศพ ขณะมาเชียร์ศึกฟุตบอลยูโร 2024 ระหว่างทีมสวีเดน-เบลเยียม รอบคัดเลือก

16 ตุลาคม 2566 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานความคืบหน้าเกิดเหตุกราดยิง ที่ปลาสแซงต์เตเรท ถนนอิปป์ กลางกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงเบลเยียม เมื่อเวลาประมาณ 19.15 น. ของวันที่ 16 ต.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 00.15 น. ของวันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาในประเทศไทย ว่า จุดเกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญครั้งนี้ ห่างจากสนามกีฬาฟุตบอลคิง โบดวง เพียงประมาณ 5 กิโลเมตร และเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 2 ขั่วโมง ก่อนที่ทีมฟุตบอล ฉายา ‘ปิศาจแดง’ ของเบลเยียม จะฟาดแข้งกัยทีมสวีเดน ในการแข่งขันฟุตบอล ‘Euro 2024’ (ยูโร 2024) รอบคัดเลือก

แหล่งข่าวเชื่อถือได้ระบุว่า มีคนถูกยิงที่โถงทางเข้าอาคาร ได้รับบาดเจ็บหนึ่งคน และอีกสองคนถูกยิงเสียชีวิตบนรถแท็กซี่ และผู้เสียชีวิตทั้งสองคนมีสัญชาติสวีเดน ที่มาเชียร์ทีมฟุตบอลสวีเดนในคืนนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยบริการฉุกเฉินของเบลเยียมได้รีบรุดมาถึงสถานที่เกิดเหตุ พร้อมกั้นกำหนดขอบเขตห้ามเข้า

หนังสือพิมพ์ Walloon Sudinfo รายงานว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในกรุงบรัสเซลส์ตะโกนว่า “อัลลอฮุ อักบัร” สวมหมวกกันน็อกและเสื้อกั๊กเรืองแสง โดยได้กราดยิงด้วยอาวุธปืน คล้ายกับปืนคาลาชนิคอฟจากรถจักรยานยนต์ ทำให้เหยื่อทั้งสองคน ซึ่งสวมเสื้อแข่งทีมฟุตบอลสวีเดน เสียชีวิต จึงคาดว่าน่าจะเป็นกองเชียร์ทีมฟุตบอลสวีเดนที่จะลงแข่งขันกับทีมปิศาจแดงเบลเยียมคืนนี้

คลิปวิดีโอที่ถ่ายโดยผู้พบเห็นเหตุการณ์ แสดงให้เห็นนาทีที่มีชายคนหนึ่งสวมแจ็กเกตสีส้มเรืองแสง และหมวกกันน็อกสีขาว พร้อมอาวุธสงครามอยู่ในมือ ขี่รถจักรยานยนต์แล้วขับออกไป โดยชายคนนั้นได้ยิงใครบางคนในโถงทางเข้าก่อน แล้วจึงยิงคนสองคนบนรถแท็กซี่

การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 รอบคัดเลือกระหว่างทีม เบลเยียม-สวีเดน เริ่มต้นที่สนามฟุตบอลคิง โบดวง กรุงบรัสเซลส์ เมื่อเวลา 20.40 น. โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน มีการเปิดเพลงชาติสวีเดน ตามด้วยเพลง Brabançonne เพลงชาติเบลเยียม ขณะที่นักฟุตบอลทั้งสองทีมได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยให้แก่เหยื่อกราดยิงชาวสวีเดนสองคนที่เสียชีวิต เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น

หนังสือพิมพ์ Walloon Sudinfo รายงานว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงได้เผยแพร่ข้อความวิดีโอบนเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม IS (รัฐอิสลาม) และอวดอ้างว่าได้สังหารคนนอกศาสนา “ในการปราศรัยที่รุนแรงมากของเขา เขากล่าวว่าเขาได้ยิงคนสองคนเพื่อ ‘ล้างแค้นให้กับชาวมุสลิมและเรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อศาสนาของเรา’” คำแถลงระบุ

ด้านหน่วยงานความมั่นคงของเบลเยียมได้มีการยกระดับการเตือนภัยสูงสุดที่ระดับ 4 ภัยคุกคามที่ร้ายแรงและน่าจะเกิดขึ้น ขณะที่พื้นที่อื่นทั่วประเทศเบลเยียม ระดับการเตือนภัยจากเหตุก่อการร้ายที่ระดับ 2 หมายถึง ภาวะภัยคุกคามที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น หลังเหตุกราดยิง นายกรัฐมนตรีเบลเยียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางไปยัง Crisis Center เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่กำลังเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ในฉนวนกาซา.

เครดิตภาพ Belga

แรงงาน นักศึกษา หนีสงครามอิสราเอล ชุดที่ 5 กลับถึงไทยอีก 244 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/central/2733390

แรงงาน นักศึกษา หนีสงครามอิสราเอล ชุดที่ 5 กลับถึงไทยอีก 244 คน

17 ต.ค. 2566 08:47 น.

แรงงาน นักศึกษา หนีสงครามอิสราเอล ชุดที่ 5 กลับถึงไทยอีก 244 คน

แรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามชุดที่ 5 กลับถึงประเทศไทยแล้ว 244 คน มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ด้วย 30 คน หนุ่มไทยเล่าประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม เสียงปืนดังทั้งวันทั้งคืน เพื่อนคนงานที่แคมป์ใกล้กันโดนยิงตาย 7-8 คน

เวลา 22.00 น. คืนวันที่ 16 ต.ค. 2566 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.บุณยวีร์ ไขว้พันธุ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน, นายสมบัติ โพธิวัฒน์ ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน, น.ส.ทิพวรรณ ธงศรี ผู้เชี่ยวชาญฯ รักษาการผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พร้อมทีมงานกองทุนเพื่อการช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมญาติพี่น้องให้การต้อนรับแรงงานไทยซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามออกมาจากพื้นที่อันตรายในประเทศอิสราเอล ชุดที่ 5 จำนวน 244 คน โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 30 คน ร่วมเดินทางกลับมาด้วย ถึงประเทศไทยด้วยสายการบิน El Al Israel Airlines เที่ยวบินที่ LY085 ออกเดินทางจาก กรุงเทลอาวีฟ เวลา 08.46 น. ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 16 ตุลาคม 2566 เวลา 21.05 น. 

นายศักดิ์สิทธิ์ วิจิตรธงชัย อายุ 28 ปี ชาวนครราชสีมา เล่าว่า ตนทำงานอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 30 กม. ได้ยินทุกอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง เสียงปืนดังสนั่นตลอด พวกตนหวาดกลัวกันทุกคน แม้แต่เวลานอนยังต้องพกมีดไว้ป้องกันตัว รวมทั้งเพื่อนๆ ในแคมป์ก็ต้องพกอาวุธไว้ป้องกันตัวตลอดเวลา เนื่องจากเพื่อนคนงานที่แคมป์ใกล้กันโดนยิงตายไป 7-8 คน โดยในแคมป์อยู่กันประมาณ 60 คนแต่ไม่มีใครเป็นอะไร เพราะอพยพออกมาได้ก่อน 

สำหรับในวันที่ 17 ต.ค. 2566 มีแรงงานไทยซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามในประเทศอิสราเอลลงทะเบียนเดินทางกลับจำนวน 250 คน โดยเที่ยวบิน LY085 ถึงประเทศไทยเวลา 19.05 น. และในวันที่ 18 ต.ค. 2566 มีผู้โดยสารที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 280 คน เที่ยวบินที่ TG 8951 กำหนดถึงประเทศไทยเวลา 03.30 น.

กินเนสส์บุ๊กรับรองแล้ว “PepperX” ขึ้นแท่นพริกเผ็ดที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2733393

กินเนสส์บุ๊กรับรองแล้ว "PepperX" ขึ้นแท่นพริกเผ็ดที่สุดในโลก

17 ต.ค. 2566 08:44 น.

กินเนสส์บุ๊กรับรองแล้ว “PepperX” ขึ้นแท่นพริกเผ็ดที่สุดในโลก

กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด รับรองสถิติอย่างเป็นทางการให้พริก “เปปเปอร์ เอ็กซ์” เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ที่ระดับ 2.693 ล้านสกอวิลล์ เผ็ดแซงหน้าพริกสายพันธุ์แคโรไลนา รีเปอร์ เจ้าของสถิติเดิมถึงเกือบสองเท่า

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด รับรองสถิติอย่างเป็นทางการให้พริก “เปปเปอร์ เอ็กซ์” (PepperX) เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ที่ระดับ 2.693 ล้านสกอวิลล์ (Scoville Heat Units) ซึ่งเป็นหน่วยวัดระดับความเผ็ด โดยเผ็ดแซงหน้าพริกสายพันธุ์แคโรไลนา รีเปอร์ เจ้าของสถิติเดิม ซึ่งมีความเผ็ดที่ระดับ 1.64 ล้านสกอวิลล์

รายงานข่าวระบุว่า พริกเปปเปอร์ เอ็กซ์ ได้รับการดัดแปลงสายพันธุ์และปลูกขึ้นโดย นายเอ็ด คูร์รีย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท พัคเกอร์บัตต์ เปปเปอร์ ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกพริกที่มีความเผ็ดระดับโลก และเป็นเจ้าของสายพันธุ์พริกแคโรไลนา รีเปอร์ ที่เคยคว้าสถิติพริกเผ็ดที่สุดในโลกเมื่อ 10 ปีก่อน

ทั้งนี้ พริกฮาลาปิโน มีความเผ็ดที่ระดับ 5,000 สกอวิลล์ และพริกฮาบาเนโร ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว มีความเผ็ดที่ระดับ 100,000 สกอวิลล์ โดยนายคูร์รีย์เปิดเผยว่า ในการทดสอบโดยตัวของเขาเองพบว่า พริกเปปเปอร์ เอ็กซ์ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกได้ถึงความเผ็ดร้อนในปากอยู่เป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งถึงจะหาย. 

Cr ภาพ : Guinness World Records