รพ.จุฬาภรณ์ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพหัวใจ USE ♥ KNOW ♥ ใช้ใจรู้หัวใจตัวเอง เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759944

รพ.จุฬาภรณ์ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพหัวใจ USE ♥ KNOW ♥ ใช้ใจรู้หัวใจตัวเอง เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2566

รพ.จุฬาภรณ์ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพหัวใจ USE ♥ KNOW ♥ ใช้ใจรู้หัวใจตัวเอง เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2566

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ชวนคนไทยดูแลสุขภาพหัวใจ “USE ♥ KNOW ♥  ใช้ใจรู้หัวใจตัวเอง สร้างเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงไปด้วยกัน” เนื่องในวันหัวใจโลก ณ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 5 เขตหลักสี่ ด้วยสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation) กำหนดให้ทุกวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day) และในปี 2566 นี้เชิญชวนรณรงค์ภายใต้แนวคิด USE ♥ KNOW ♥  เพื่อให้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงอันตรายของโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทยและทั่วโลก โดยมี ศ.คลินิก นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และเปิดเวทีเสวนาให้ความรู้เรื่องโรค “หัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอันตรายเกินคาดเสี่ยงสมองขาดเลือด” แก่ประชาชน นำทีมโดย นพ.ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย นพ.ธารา เรืองวีรยุทธ และ พญ.ชนกพร ลักขณานุรักษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ อนุสาขาสรีระไฟฟ้าหัวใจฯ ดำเนินรายการโดย ดีเจ ดาด้า วรินดา ดำรงผล

ภายในงานยังได้จัดบริการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และร่วมรณรงค์ใช้ใจรู้หัวใจตัวเองเพื่อที่จะสามารถดูแลหัวใจของตัวเองและคนที่เรารักได้ดีขึ้นกับนิทรรศการ “รู้จักหัวใจกันให้มากขึ้น” รู้ภารกิจ 4 ห้องหัวใจ รู้ถึงปัจจัยเสี่ยงต่อหัวใจจากสัญญาเตือนของร่างกายและพฤติกรรมการดำเนินชีวิต รู้สมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดด้วยการเข้าถึงการตรวจเช็กสุขภาพหัวใจตามคำแนะนำของแพทย์และรู้จังหวะอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อวางแผนฟื้นฟูและการออกกำลังกายที่เหมาะสม และกิจกรรมฮิลใจสุดพิเศษ กับบทเพลงเพราะ ๆ จาก โตโต้-ธนเดช โอภาสธัญกร และ Workshop สอนการปลูกต้นไม้ และชวนผู้ร่วมกิจกรรมออกกำลังกายสร้างเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงไปด้วยกันกับ พญ.พรภา เลิศอุตสาหกูล แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และทีมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอดและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้จัดตั้งศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขึ้นเมื่อปี 2561 เพื่อให้บริการผู้ป่วยในทุกสิทธิการรักษาแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การตรวจวินิจฉัย การรักษาทางห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ การผ่าตัดไฮบริดรักษากลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีศักยภาพในการทำหัตถการได้อย่างครอบคลุม รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพเครือข่ายและพัฒนานวัตกรรมบริการสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่เป้าหมายให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

โดยในปี 2566 นี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ได้เล็งเห็นความสำคัญถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ( Atrial Fibrillation ) หรือ AF เนื่องจากพบได้บ่อยทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากหัวใจห้องบนซ้ายเต้นผิดจังหวะที่มีความน่ากลัว ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ แต่เป็นสาเหตุความเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน เพราะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว จะทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจห้องบนซ้าย จากนั้นจะถูกส่งมาที่หัวใจห้องล่างซ้ายที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

ดังนั้น ถ้าลิ่มเลือดนี้ออกไปอุดในอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะในสมองก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ และการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา อีกทั้งภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ยังบั่นทอนและลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วยอาการที่หลากหลาย โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว มักพบในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดัน นอนกรน หลอดเลือดหัวใจตีบ ไตเรื้อรัง และพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ น้ำหนักตัวมาก เป็นต้น

ด้วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว จะมีส่วนน้อยมากที่รู้ตัวเพราะมีอาการชัดเจน เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม นอนหลับไม่เพียงพอ ส่วนคนที่ไม่รู้และไม่ได้คัดกรองก็จะไม่รู้ตัว อาจรู้ตัวอีกทีตอนที่มีภาวะของโรครุนแรงแล้ว เช่น การเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งการรักษาก็จะยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วสามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีแนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี รวมทั้งการดูข้อมูลการเต้นของหัวใจในสมาร์ทวอช หากมีการแจ้งเตือนว่ามีภาวะ AF ก็ให้รีบไปพบแพทย์ ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือนี้ก็มีความน่าเชื่อถือถึง 80% และหมั่นวัดความดันด้วยเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ซึ่งมีคุณสมบัติวัดอัตราการเต้นหัวใจด้วย

การรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งภาวะนี้มีหลายชนิดทั้งชนิดชั่วคราว ชนิดเป็นนานและชนิดถาวร แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาต่างกันออกไป ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยา เช่น ยาป้องกันเลือดแข็งตัวหรือที่รู้จักกันว่า ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งการให้ยาจะช่วยลดโอกาสเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และการเสียชีวิต ซึ่งจะต้องทานไปตลอดชีวิตและมีส่วนน้อยเท่านั้นที่หยุดยาได้ โดยส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มที่เป็นถาวร รวมทั้งมีนวัตกรรมการรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นวิทยุที่ทำให้เกิดความร้อน (Radiofrequency Ablation) เพื่อลดอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย แต่การจี้ด้วยความร้อนก็จะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้เล็กน้อย ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาใช้การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยความเย็น (Cryoablation) ซึ่งทั้งสองวิธีเป็นวิธีการรักษาที่ได้มาตรฐานสากล อันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถลดอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้ สามารถฟื้นฟูสภาพการบีบตัวของหัวใจในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ รวมถึงยังสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคนิคการจี้ไฟฟ้าด้วยความร้อนหรือเย็นนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาด้วย โดยศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้เห็นถึงความสำคัญในการรักษากลุ่มผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว จึงได้พัฒนาศักยภาพการให้บริการด้วยวิธีการรักษาให้ได้เท่าเทียมระดับสากล รวมถึงยกระดับมาตรฐานการรักษาโดยนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาเพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพหัวใจที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี นายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และองค์ประธานผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดให้บริการตรวจรักษากลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ณ ชั้น 2 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 5 เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมบริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษา รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมปฏิบัติงาน โดยมีศักยภาพในการทำหัตถการได้อย่างครอบคลุม พร้อมยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้สู่ประชาชนในทุกมิติ “USE ♥ KNOW ♥  ใช้ใจรู้หัวใจตัวเอง สร้างเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงไปด้วยกัน” โดยมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

-(016)

‘MAHAGANAPATI THE MUSICAL’ กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งในเทศกาลคเณศจตุรถี และมหกรรมพิฆเนศศาสตร์ ครั้งที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759942

‘MAHAGANAPATI THE MUSICAL’ กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งในเทศกาลคเณศจตุรถี และมหกรรมพิฆเนศศาสตร์ ครั้งที่ 2

‘MAHAGANAPATI THE MUSICAL’ กลับมาสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งในเทศกาลคเณศจตุรถี และมหกรรมพิฆเนศศาสตร์ ครั้งที่ 2

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.21 น.

ร่วมเฉลิมฉลองปีที่ 2 ของมหาคณปติคเณศจตุรถี ในธีมงาน The Musical ที่ผสานศิลปะการแสดงไทยและดนตรีนานาชาติ กับการแสดงสุดอลังการที่นำนักแสดง นักดนตรี และทีมงานกว่า 100 ชีวิต มาร่วมเฉลิมฉลองในวันสิริมงคลอันทรงคุณค่าทั้งทางด้านพิธีบูชาพระพิฆเนศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งศาสตร์ไทยและอินเดียโบราณ พร้อมเปิดตัวงานศิลปะในรูปแบบของคชาปองถึง 4 คอลเลคชั่น ตั้งแต่วันที่ 26-30 กันยายน 2566 ณ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ พระราม9 

การเฉลิมฉลองพิธีคเณศจตุรถี เทศกาลยิ่งใหญ่ที่สุดของการประกอบพิธีบูชาพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ท่านเสด็จลงมาเพื่อประทานพรและความสิริมงคลให้แก่ผู้บูชาในช่วงเวลานี้ของทุกปี พบกับพิธีกรรมเสริมดวง 4 วัน ตลอดเทศกาล ที่จะตอบโจทย์การเสริมดวงและรับพรจากพระพิฆเนศที่สุดแห่งปี 

อุ่นเครื่องกันด้วยพิธีปลุกเสก สีผึ้งมหาคณปติ เสริมการเจรจาพาที มีเสน่ห์ ทำมาค้าขึ้น พิธีกรรมเสริมดวง ” ขจัดหนี้ ขจัดอุปสรรค ” โดย หลวงพ่อเดชา อาภาธโร หรือ หลวงพ่อเก๊า วัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี  ก่อนเปิดงานมหกรรมฯ อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 28 กันยายน 2566 กับผู้นำพิธีชื่อดัง อาจารย์ ธงชัย สถิตศรีสกุล จาก ไอยราเทวาลัย พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นพิธีกรรมส่งเสริมด้าน การเงิน การงาน และความสำเร็จ 

คุณชัยวัฒน์ เอมวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารฟอร์จูนทาวน์ กล่าวว่า “พิธีคเณศจตุรถีที่เป็นการบูชาอันยิ่งใหญ่ ปีนี้เรายังได้รับความร่วมมือจากทีม มหาคณปติ  ผู้นำศาสตร์แห่งศิลปะและพระพิฆเนศมาสร้างสรรค์ผลงาน คชาปอง (Kachapon) และเปิดตัว  คชาปอง โลกสนเทศคณปติ คเณศแห่งการสื่อสาร เป็นงานร่วมมือกันระหว่าง มหาคณปติ X เดอะมูมาสเตอร์ (The Mu Master) หรือ คชาปอง ปาง พ้นปัญหา ด้วยปัญญา ประทานพร เป็นคอลเลคชั่นที่ร่วมมือระหว่าง มหาคณปติ x หมอวั้ง วรางคณา อัชชะกิจ บุนนาค หรือหมออินดี้ และพิเศษสุดๆกับ คชาปอง The Musical ดีด สี ตี เป่า เป็นงานร่วมมือกันของ มหาคณปติ x ธชย โดยถือเป็นคอลเลคชั่นตามธีมงานของคเณศจตุรถีในปีนี้ “The Musical” ไฮไลท์หลักของปีนี้คือการเปิดตัวพระพิฆเนศปาง โลกสนเทศคณปติ คเณศแห่งการสื่อสาร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาคณปติ x เดอะมูมาสเตอร์ (The Mu Master) ออกแบบโดย คุณทองหยอด ยุทธนา พงศ์ผาสุก ศิลปินใหญ่แห่งมหาคณปติ คุณชัยวัฒน์ คฤหาสน์สุวรรณ ผู้ร่วมจัดงานและผู้กำกับองค์ประกอบศิลป์ คุณสุรศักดิ์ ภู่เอม ปฏิมากร คุณพิชิต สุขไผ่ตา เจ้าของเพจเดอะมูมาสเตอร์ และผู้จัดสร้างปางโลกสนเทศ คุณวสันต์ พัดทอง กรรมการบริหารเพจเดอะมูมาสเตอร์ ที่ปรึกษาด้านพิธีกรรมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกได้ว่าเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในทุกแขนงที่ต้องการขับเคลื่อนวงการศิลปะและพระพิฆเนศในประเทศไทย” 

วันปิดส่งท้ายกับพิธี คเณศวิสารชัน หรือ วันส่งพระพิฆเนศกลับสู่สรวงสวรรค์ วันที่ 30 กันยายน 2566 โดยพ่อครูเนตร อิศเรศวร ประสานการแสดงระบำ Darvar Seba Dance ที่เป็นการรำถวายเทพเพื่อขอพรต่างๆตามขนบธรรมเนียมโบราณจากอินเดียที่หาชมได้ยาก 

ภายในงานยังมีโซนทำนายโชคชะตากับโหราจารย์ไพ่ทาโร่ต์สายพระพิฆเนศกว่า 20 ท่าน ผ่านไพ่ MAHAGANAPATI ( The Positive Energy Tarocchi ) และไพ่สายเทพฮินดู ต่อด้วยการเสวนาศาสตร์แห่งโชคชะตาสายพระพิฆเนศกับ 3 โหราจารย์ชื่อดังในวงการ อาจารย์ คฑา ชินบัญชร – อาจารย์ กามล แสงวงศ์ – อาจารย์หมอวั้ง วรางคณา อัชชะกิจ บุนนาค 4 พิธีบูชา 4 คอลเลคชั่นคชาปอง งานนี้ศูนย์การค้าฟอร์จูน ทาวน์เปิดพื้นที่ลานฟอร์จูน สตรีท  พร้อมต้อนรับผู้ศรัทธา ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ มาร่วมโลดแล่นและปลดปล่อยพลังงานบวกไปพร้อมๆกัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ http://www.fortunetown.co.th,  FB : fortunetown  , IG : fortunetown   , Youtube : fortunetown , Line : FortuneTown หรือ https://lin.ee/tNWLAG , Application : Fortune Town

-(016)

Holiday Pastry ปั้น ‘The One & Only’ ต่อยอดโมเดล ‘Creative Dining Destination’ สู่ Food Retail

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759941

Holiday Pastry ปั้น 'The One & Only' ต่อยอดโมเดล ‘Creative Dining Destination’ สู่ Food Retail

Holiday Pastry ปั้น ‘The One & Only’ ต่อยอดโมเดล ‘Creative Dining Destination’ สู่ Food Retail

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.13 น.

Holiday Pastry ร้านขนมและ All Day Dining สุดฮอตย่านเจริญนคร ตอกย้ำความเป็น ‘Creative Dining Destination’ แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย กางแผนธุรกิจพร้อมต่อยอดความสำเร็จ ครั้งใหม่พร้อมก้าวสู่ผู้นำร้าน Dessert & Restaurant ด้วยกลยุทธ์ปั้นแบรนด์ให้แตกต่างสไตล์  “The One & Only”  ในทุก สาขา ปูพรมขยายพื้นที่ร้านสาขาแรก Holiday Pastry ที่โครงการ  Ours เจริญนคร เป็นแฟล็กชิพสโตร์ขนาดใหญ่ กว่าเดิม 3 เท่า มีพื้นที่รวม 400 ตารางเมตร และรุกขยายอีก 2 สาขาใหม่เข้าศูนย์การค้าใจกลางกรุง ประเดิมด้วยศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ซอฟท์โอเพนนิง กันยายนนี้ ตามด้วยโครงการ ดิเอ็มสเฟียร์ ปลายปี 66 คาดยอดขายปีนี้แตะ 100 ล้านบาท จับตาขึ้นแท่นเชนร้านอาหารมาแรง แบรนด์ดังระดับเอเชีย-ระดับโลกจ่อเปิดตัวร่วมงานเพียบ ตั้งเป้าเติบโต 300% ภายใน 3 ปี 

วสุวัส คูหาเปรมกิจ Co-Founder และ Brand Director บริษัท เดอะ ฮอลิเดย์ จำกัด กล่าวว่า Holiday Pastry สร้างชื่อจากร้านขนมออนไลน์ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน จากการเล็งเห็นช่องว่างของตลาดร้านขนม ในประเทศ ไทย ที่ยังมีผู้เล่นหลักๆ ไม่กี่ราย และยังขาดความหลากหลาย เมื่อเทียบกับนิวยอร์ก ลอนดอน โซล และซิดนีย์ ที่สำคัญ ร้านขนม ที่มีส่วนใหญ่ยังเป็นร้าน Specialty ที่เน้นขายเฉพาะขนมอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงมีไอเดียว่า อยากปั้นแบรนด์ ร้านขนมที่เป็น The One and Only นำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย 

“เราเริ่มต้นจากการเปิดร้านออนไลน์ เน้นขายผ่านเดลิเวอรี เพราะเปิดตัวในช่วงโควิด-19 พอดี แต่เรามีแผนธุรกิจ 5 ปี (2020-2025) ชัดเจน ตั้งแต่แรกว่าจะขยายธุรกิจดังนี้

2021 : เน้นการสร้าง Brand Awareness ให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และเน้นสร้างโฟลโลเวอร์และแฟนเบส ในช่องทาง ออนไลน์ เพื่อสร้างอีโคซิสเตมที่แข็งแรงให้กับแบรนด์ 

2022: เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ และ สร้างภาพจำให้แบรนด์ชัดและแข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ ในอนาคต จึงตัดสินใจเปิด Flagship Store โดยชูคอนเซปต์ที่ตอกย้ำความเป็น “The One & Only”พาทุกคนท่องเที่ยว ทั่วโลกผ่านจานอาหารและขนม รวมถึงธีมในการตกแต่งร้าน

2023 : เพิ่มทางเลือกเมนูที่หลากหลาย เสริมทัพอาหาร All Day Dining และขนมหวานกว่า 100 เมนู รวมทั้งขยายไปสู่บริการสั่งเค้กวันเกิด ขนมไหว้พระจันทร์ และ Catering อีกด้วย

2024 : ขยายสาขา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ Dining Destination รูปแบบใหม่ๆทั่วเมือง พร้อมกับ ไป Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก และแตกแบรนด์เพิ่ม

2025 : ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจ Food Retail พร้อมแตกแบรนด์ลูก และ ธุรกิจอื่นๆเพิ่มเติม

ด้านสาริน รณเกียรติ Co-Founder และ Creative Director บริษัท เดอะ ฮอลิเดย์ จำกัด กล่าวเสริมว่า นอกจากแผนธุรกิจที่วางแผนมาอย่างดีในระยะยาวแล้ว กลยุทธ์การตลาดของ Holiday Pastry ก็แน่นไม่แพ้กัน ทำให้ Holiday Pastry ได้รับการตอบรับอย่างดีตั้งแต่เปิดตัว รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดปีละ 100% โดยกลยุทธ์ที่เป็น แกนหลักของ Holiday Pastry  คือ กลยุทธ์ 3C ประกอบด้วย Customer Experiences – เน้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า , Care for the quality – ใส่ใจในคุณภาพทั้งในเรื่องคุณภาพและรสชาติ , Creativity & innovativeness – ชูความคิดสร้างสรรค์และนำนวัตกรรมมาต่อยอด

“เราไม่ได้เน้นแค่เรื่อง Customer Centric แต่เราให้ความสำคัญกับ Customer Obsession หรือสิ่งที่ลูกค้า ต้องการจริงๆ อย่างคอนเซ็ปต์ร้าน เราตั้งใจมอบประสบการณ์แบบ Full Experience ให้กับลูกค้า เริ่มตั้งแต่จุดเล็กๆ ตั้งแต่การรังสรรค์เมนูขนมและอาหาร ไปจนถึงการตกแต่งร้าน จาน ชาม ชุดพนักงานล้วนผ่านการออกแบบอย่างดี เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดและอรรถรสสูงสุดให้กับลูกค้า โดยเมื่อลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้าน จะได้กลิ่นหอมที่ เราคราฟต์ขึ้นมาเฉพาะ เสียงเพลงที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เข้ากับบรรยากาศร้านที่ดีไซน์ให้กลิ่นอายของช่วงเวลาแห่งการ พักผ่อน ใช้โทนสีเหลืองสะท้อนช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก เติมเต็มด้วยรสชาติของอาหารและขนมที่รังสรรค์อย่างดี ให้รสชาติอร่อยและมอบรสสัมผัสที่หลากหลาย มีเท็กเจอร์ที่มากกว่า 1 มิติในแต่ละเมนู 

นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็น ‘Creative Dining Destination’ ในแต่ละสาขา ยังตั้งใจออกแบบเพื่อนำเสนอ ประสบการณ์แบบ The One and Only อย่างแฟล็กชิฟสโตร์ ( โครงการ OURS เจริญนคร 10) ที่กำลังจะขยายในปลายปีนี้ 

“คอนเซปต์ที่เราวางไว้คือ เป็นการจำลองบรรยากาศ Hotel Lobby ในมหานครนิวยอร์ค ยุค Art Deco ที่มีการเล่นกับสีสันสะดุดตาราวกับหลุดไปอยู่ในหนังของผู้กำกับชื่อดัง Wes Anderson ภายในประกอบด้วยโซน Immersive Experience ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้เดินทางวาร์ปจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่โซน รับประทานอาหาร ที่เราตั้งใจออกแบบให้ความรู้สึกเหมือนล็อบบี้โรงแรม เพื่อสื่อถึงคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ที่เป็นจุดหมาย ปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สามารถมาดื่มด่ำกับอาหารและขนมที่ทุกเมนูรังสรรค์ด้วยความใส่ใจ ทั้ง รสชาติและคุณภาพ แถมยังใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกเมนู ซึ่งเรามีการเพิ่มไลน์อาหารจาก Brunch มาเป็น All Day Dinnerมีการปรับเพิ่มจากเมนูเดิมที่มีอยู่ 40 เมนู เป็น 100 เมนู โดยตั้งใจว่า ในแต่ละสาขา จะยังคงเมนู ยอดฮิตและซิกเนเจอร์ไว้ เพิ่มเติมคือ เมนูพิเศษที่เป็น The One and Only ของแต่ละสาขา ซึ่งเป็นเหมือนมิชชั่น ให้ลูกค้าต้องตามเก็บให้ครบ และยังมีโซนช็อปปิง สำหรับซื้อสินค้าหรือของที่ระลึกจาก Holiday Pastry”

สาริน ยังกล่าวด้วยว่า แม้จะเริ่มจากขายผ่านออนไลน์ แต่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญกับการบริการเป็นอย่างมาก “อย่างการตอบแชทลูกค้า ผมนำอินไซต์จากการรับออร์เดอร์ ตอบแชทลูกค้าเองในช่วง 2-3 เดือนแรกมาทำเป็นไบเบิ้ล เพื่อเทรนพนักงานเลยว่า  ต้องตอบคำถามลูกค้า อย่างไร จนตอนที่เปิดร้าน ก็ยังให้ความสำคัญกับ การให้บริการ ของพนักงานตั้งแต่การต้อนรับ พาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ”  

สำหรับความท้าทายของธุรกิจของอาหารและขนม สาริน กล่าวว่า “Food is Fashion” ธุรกิจอาหารก็เหมือน แฟชั่น มีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น นอกจากจะฟังเสียงลูกค้า เรายังต้องตามเทรนด์ให้ทันและมีมูฟเมนต์ใหม่ ที่ฉับไวเสมอ ทางร้านเองเคยร่วมงานกับแบรนด์ร้านอาหารด้วยกันมาแล้ว ต่อจากนี้ ก็มีโปรเจ็กต์ที่จะร่วมงานกับ แบรนด์ดังหลายแบรนด์ในทุกไตรมาสไปจนถึงปีหน้า ซึ่งเป็นแบรนด์ในวงการอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับเอเชีย ไปจนถึง แบรนด์ระดับโลก”

ปิดท้ายด้วยเป้าหมายในอนาคตของ Holiday Pastry วสุวัส กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าหลักของ Holiday Pastry เป็นคนไทย 60% ชาวต่างชาติ 40% โดยฐานลูกค้าหลักที่เรามองไว้ คือ กลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยว ดังนั้น แผนธุรกิจอีก 3 ปีข้างหน้าที่วางไว้ คือ อยากให้ Holiday Pastry เป็นมากกว่าแบรนด์ร้านอาหารและขนม แต่เป็น Food Retail ที่พร้อมต่อยอดธุรกิจในกลุ่มอาหารและขนมไปสู่การแตกแบรนด์ใหม่ พร้อมนำเข้าแบรนด์อาหาร หรือขนมจาก ต่างประเทศมาเปิดในไทย ไปจนถึงการแตกไลน์สินค้าภายใต้ Holiday Pastry โดยคาดว่า ปี 2566 จะทำยอดขายแตะ 100 ล้านบาท และตั้งเป้าว่า ธุรกิจจะเติบโต 300% ภายใน 3 ปี และในอนาคตสามารถ เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจอาหาร และขนม

-(016)

เต็ดตรา แพ้ค เปิดโลกนวัตกรรม ‘INNOVATION STARTS HERE’ ปูทางสู่อนาคตแห่งอุตสาหกรรมอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759939

เต็ดตรา แพ้ค เปิดโลกนวัตกรรม 'INNOVATION STARTS HERE' ปูทางสู่อนาคตแห่งอุตสาหกรรมอาหาร

เต็ดตรา แพ้ค เปิดโลกนวัตกรรม ‘INNOVATION STARTS HERE’ ปูทางสู่อนาคตแห่งอุตสาหกรรมอาหาร

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.08 น.

เต็ดตรา แพ้ค ผู้นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารชั้นนำของโลก จัดงานสัมมนาภายใต้ธีม “Innovation Starts Here” นำเสนอนวัตกรรมเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่  ตอกย้ำความเป็นผู้นำทางความคิดและโซลูชันนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มผู้นำในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่อนาคตอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย

ภาคธุกิจอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตราว 5.25% (ในช่วง พ.ศ. 2566-2571) ซึ่งจะส่งผลให้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2571 ยิ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้นวัตกรรมในการสนับสนุนและขับเคลื่อนภาคธุรกิจนี้ รายงานชิ้นล่าสุดยังระบุด้วยว่า ผู้บริโภคต่างแสวงหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีความยั่งยืน และคำนึงถึงสุขภาพผู้คนมากขึ้น

ข้อมูลของ McKinsey ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการจัดการระดับโลก ระบุว่าการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

งาน “Innovation Starts Here” จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้นำอุตสาหกรรมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พัฒนาแนวคิดด้านความยั่งยืน และรักษาความเชื่อมั่นในการควบคุมคุณภาพซึ่งเป็นแกนหลักของการดำเนินงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค  ในระหว่างการจัดงาน เต็ดตรา แพ้ค ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอนาคตของอาหารผ่านเครือข่ายความเชี่ยวชาญทั่วโลกแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมการสาธิตโซลูชันหลักในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าของนวัตกรรมแบบครบวงจร

งานครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการกระตุ้นแรงบันดาลใจโดย  นางสาวรัตนศิริ ติลกสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้เน้นย้ำถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกรวมถึงความท้าทายในอนาคตอันใกล้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงปี พ.ศ. 2573

“นวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค หมายถึงการเสริมศักยภาพให้กับลูกค้าของเราให้บรรลุเป้าหมายในมาตรฐานระดับสูงด้านความปลอดภัยของอาหาร และมีความพร้อมในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพให้กับผู้คนทั่วโลก ซึ่งเราภูมิใจที่ได้สนับสนุนให้ลูกค้าเลือกโซลูชันที่เหมาะสมและตอบโจทย์ธุรกิจ ซึ่งภายในงานครั้งนี้ เราได้เห็นแล้วว่าอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารได้เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ผลิตมากมาย และเรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมและลูกค้าของเราในประเทศไทยเพื่อคว้าโอกาสการเติบโตร่วมกัน เราทุ่มเทเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และร่วมสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าแต่ละรายเพื่ออนาคตที่ดีกว่าต่อไป” นางสาวรัตนศิริ กล่าว

ภายในงานยังมีช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจาก บริษัทเอเจนซีชื่อดัง ได้แก่ Ipsos, Kantar, Mintel, และ NielsenIQ ที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างมาก เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและนวัตกรรมในอนาคตเหล่านี้ที่จะสามารถพลิกโฉมภาคธุรกิจของประเทศไทยได้

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเต็ดตรา แพ้ค ที่มุมกิจกรรมทั้ง  3 ส่วนและโซนต่างๆ เพื่อรับทราบถึงข้อมูลสำคัญและประสบการณ์ตรงเพิ่มเติม ดังนี้ Innovate for Growth (การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโอกาสการเติบโต): นำเสนอข้อมูลโซลูชันที่สามารถช่วยพัฒนาอาหารและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่ไอศกรีมไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ในการสร้างโอกาสและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาด ยกตัวอย่างเช่น ระบบการตกแต่งผลิตภัณฑ์ไอศกรีมซึ่งมอบทางเลือกในการแต่งหน้าไอศกรีมที่แตกต่างกันได้ถึง 8 รูปแบบ

ในขณะที่ระบบการสกัดของเต็ดตรา แพ้ค (Tetra Pak® Extraction System) สำหรับผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์อาหารแบบเกล็ดและธัญพืช สร้างรสชาติที่ยอดเยี่ยมสำหรับวัตถุดิบประเภทถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ข้าว และถั่วต่างๆ พร้อมทั้งยังพูดถึงเครื่องบรรจุความเร็วสูง Tetra Pak® E3/Speed Hyper และเทคโนโลยี eBeam สำหรับการฆ่าเชื้อบนวัสดุบรรจุภัณฑ์โดยใช้ลำแสงอิเล็กตรอน ช่วยให้ลูกค้ามีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำ ถือเป็นนวัตกรรมที่คุ้มค่าด้านราคาและยังสร้างความได้เปรียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น 

Design for Sustainability (การออกแบบโดยยึดหลักความยั่งยืน) : เรียนรู้เพิ่มเติมถึงโซลูชันของเต็ดตรา แพ้ค ที่สามารถส่งเสริมความยั่งยืนในการดำเนินการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การลดขยะอาหารในระหว่างการผลิต ไปจนถึงการเพิ่มการใช้วัสดุจากทรัพยากรทดแทนได้ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับวัสดุหมุนเวียนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ พร้อมแนวทางสนองตอบความต้องการที่แตกต่างของลูกค้า รวมไปถึงการสร้างการหมุนเวียนวัสดุที่มั่นคงปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอโซลูชันกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ทั้งในเรื่องการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การประหยัดพลังงาน และการรักษาพลังงานความร้อน ตลอดจนการมองโจทย์ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาพรวม พร้อมยกตัวอย่างถึงโซลูชันอุปกรณ์ Tetra Pak Processing Key Components ที่เป็นตัวพลิกเกมการผลิตด้วยคุณสมบัติเด่นในการเพิ่มผลผลิตและลดการใช้พลังงาน

Connect for the Future (การเชื่อมต่อเพื่ออนาคต) : เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถยกระดับศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน เพิ่มความคล่องตัว รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพและกำลังการผลิต ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติแบบบูรณาการ มีการนำเสนอภาพรวมของระบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงงานสู่ระบบดิจิทัล การใช้ One Remote Support สนับสนุนจากระยะไกล ระบบ Asset Health Monitoring ที่ช่วยมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักร และ Connected workforce ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากระบบอย่างง่ายดาย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและการดำเนินงานของโรงงานการผลิตได้ ผู้เชี่ยวชาญของเต็ดตรา แพ้ค ยังแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถช่วยสนับสนุนผู้ผลิตในการดำเนินงานเชิงรุกบนแนวคิดที่ยั่งยืนได้จริง

งานสัมมนา “Innovation Starts Here” ครั้งนี้ ของเต็ดตรา แพ้ค ตอกย้ำถึงสถานะของบริษัทในฐานะผู้จัดหาโซลูชันแบบครบวงจรในด้านนวัตกรรมสำหรับภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งนวัตกรรมโซลูชันของเต็ดตรา แพ้ค สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและส่งเสริมความยั่งยืน ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าจะสร้างความโดดเด่นและเติบโตได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

“ในนามของทีมงานเต็ดตรา แพ้ค เราขอขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรทุกท่าน ที่มาร่วมสำรวจอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยไปพร้อมกับเรา เราคาดหวังว่าบทสนทนาที่เริ่มต้นกันในวันนี้จะถูกนำไปต่อยอด เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมและนำมาซึ่งประโยชน์แก่ผู้บริโภคชาวไทยต่อไป” นางสาวรัตนศิริ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

การท่องเที่ยวเฉิงตู แนะสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รองรับนักท่องเที่ยวไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759937

การท่องเที่ยวเฉิงตู แนะสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รองรับนักท่องเที่ยวไทย

การท่องเที่ยวเฉิงตู แนะสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รองรับนักท่องเที่ยวไทย

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.00 น.

การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานแถลงข่าวส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเฉิงตู แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นเมืองที่มีความสุขสูงสุดหนึ่งของประเทศจีน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ทั้งนี้ประเทศไทยและประเทศจีนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก ด้วยความแตกต่างของการท่องเที่ยวระหว่างภูมิประเทศที่ชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ มีความสนใจในการเดินทางการท่องเที่ยวระหว่างกัน เมืองเฉิงตู เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นเมืองที่มีความสุขสูงสุดหนึ่งของประเทศจีน ดังนั้น เพื่อการประชาสัมพันธ์ 20 แหล่งท่องเที่ยวของเมืองเฉิงตูเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เราหวังอย่างยิ่งว่าด้วยกิจกรรมนี้สร้างเข้าใจประทับใจเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำคัญของเฉิงตู ยังช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ตอบสนองตามความต้องการของคนไทย กระตุ้นศักยภาพการใช้จ่ายของประชาชนทั้งสองประเทศให้ได้รับประโยชน์สูงสุค ร่วมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศต่อไป

นายรณรงค์ ชีวินสิริอำนวย นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า ในงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเฉิงตู ปี2566 ณ ประเทศไทยว่านอกจากมาตรการฟรีวีซ่าจีน อยากให้รัฐบาลไทยประชาสัมพันธ์เรื่องการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้เข้มข้นขึ้น เพราะช่วงที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของไทยถูกนำเสนอเรื่องทุนจีนสีเทา การจับคนจีนเรียกค่าไถ่ในไทยค่อนข้างมาก    สำหรับมาตรการฟรีวีซ่าให้กับจีน มั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นคนจีนมาเที่ยวไทยได้ แม้เศรษฐกิจจีนจะยังชะลอตัวแต่กลุ่มที่มีกำลังซื้อและต้องการมาเที่ยวไทยมีมาก อีกทั้งความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น /จีน-เกาหลี ที่ไม่ดีนัก เป็นแรงผลักให้นักท่องเที่ยวจีนหันมาเที่ยวไทยมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกลุ่มคุณภาพ ใช้จ่ายเฉลี่ย 5-6 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป 6 วัน นอกจากนี้อยากให้ภาครัฐสนับสนุนภาคเอกชนให้เพิ่มเที่ยวบินตรงหรือชาเตอร์ไฟลท์กับเมืองรองจีนมากขึ้น ซึ่งจีนเองก็คาดหวังว่าหากมีชาเตอร์ไฟลท์จะทำให้มีคนไทยไปเที่ยวจีนอย่างน้อย 10% ของจำนวนคนจีนที่มาเที่ยวไทย รวมถึงเตรียมความพร้อมเรื่องมัคคุเทศก์ไทยภาษาจีนที่ถูกกฎหมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะชัดเจนในต้นปีหน้า เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนมัคคุเทศก์และป้องกันมัคคุเทศก์เถื่อน

ด้านนายโสพนา บุญสวยขวัญ นายกสมาคมรถโดยสารไม่ประจำทาง และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเฉิงตู ปี 2566 ณ ประเทศไทย กลับมาจัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อแนะนำ 20 แหล่งท่องเที่ยวในเมืองเฉิงตู และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างไทยจีนระหว่างกัน หลังไทยดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าจีน  มั่นใจว่ามาตรการฟรีวีซ่าจีน จะทำให้ไทยเข้าใกล้เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 30 ล้านคนมากขึ้น แต่รัฐบาลต้องเร่งดูแลด้านซัพพลายควบคู่ เช่น รถให้บริการท่องเที่ยว ที่ตอนนี้ต้องจอดคาอู่อยู่ถึง 40,000 คัน ตั้งแต่ช่วงโควิดแพร่ระบาด แม้จะอยากกลับมาวิ่งรถรับนักท่องเที่ยวก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขาดเงินทุนในการซ่อมแซม เฉลี่ย 500,000 บาทต่อคัน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี จึงอยากขอให้รัฐบาลมีโครงการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นตัวได้ ป้องกันปัญหาขาดแคลนรถบริการที่อาจเกิดขึ้นหากนักท่องเที่ยวมามากกว่านี้ และในระยะถัดไปอยากให้รัฐบาลมีโครงการสนับสนุนรถไฟฟ้าให้บริการท่องเที่ยวให้ผู้ประกอบการในราคามิตรภาพ หรือให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลดมลภาวะจากการทำธุรกิจภาคท่องเที่ยว

นายไพศาล ซื่อธรนุวงศ์กรรมการสมาคมมัคคุเทศ์อาชีพแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศจีนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก ด้วยความแตกต่างของการท่องเที่ยวระหว่างภูมิประเทศที่ชัดเจน ทำให้นักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ มีความสนใจในการเดินทางการท่องเที่ยวระหว่างกัน เมืองเฉิงตู เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นเมืองที่มีความสุขสูงสุดหนึ่งของประเทศจีน ดังนั้น เพื่อการประชาสัมพันธ์ 20 แหล่งท่องเที่ยวของเมืองเฉิงตูเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

เราหวังอย่างยิ่งว่าด้วยกิจกรรมนี้สร้างเข้าใจประทับใจเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สำคัญของเฉิงตู ยังช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวให้ตอบสนองตามความต้องการของคนไทย กระตุ้นศักยภาพการใช้จ่ายของประชาชนทั้งสองประเทศให้ได้รับประโยชน์สูงสุค ร่วมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศต่อไป

-(016)

ส่งมอบความสุขก่อนอำลา ต่อบุคลากรทางการเเพทย์ รพ.ตำรวจ-ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759934

ส่งมอบความสุขก่อนอำลา ต่อบุคลากรทางการเเพทย์ รพ.ตำรวจ-ประชาชน

ส่งมอบความสุขก่อนอำลา ต่อบุคลากรทางการเเพทย์ รพ.ตำรวจ-ประชาชน

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.44 น.

Smart handy นวัตกรรมการฆ่าเชื้อ ผลงานคนไทย ที่ ผบ.ตร. สนับสนุนให้ความสำคัญ ต่อความปลอดภัย โดยได้รับมอบเครื่องฆ่าเชื้อจากบริษัท เอชเคแมเนจเมนท์ แอนด์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด เพื่อส่งต่อให้ รพ.ตำรวจ นำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ผบ.ตร. เป็นประธานการรับมอบเครื่องฆ่าเชื้อโรค Smart handy นวัตกรรมการฆ่าเชื้อที่คิดค้นพัฒนาขึ้นโดยคนไทยเพื่อ คนไทย มูลค่า กว่า 1.6 ล้านบาท จากบริษัท เอชเคแมเนจเมนท์ แอนด์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด โดย พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์  กิตติประภัส  ผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ เป็นผู้รับมอบ พร้อมคณะ โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ พตร. ,พล.ต.ท.บุณยรัสน์ พุกกะเวส นายแพทย์ (สบ8) รพ.ตร. , พล.ต.ต.วัชรินทร์  พิภพมงคล นายแพทย์ (สบ7) รพ.ตร. , รศ.พล.ต.ต.กิตติ์ธนทัต เลอวงศ์รัตน์ รอง พตร.
พล.ต.ต.สรวุฒิ เหล่ารัตนวรพงษ์ รอง พตร. , พล.ต.ต.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ รอง พตร. และ พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน ผบก.อก.รพ.ตร. พร้อมคณะเเพทย์ พยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมรับมอบ เครื่องSmart handy จาก ตัวแทนของ คุณจิรัฏฐ์ณิชชา หุวะนันทน์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท เอชเค แมเนจเมนท์ แอนด์ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด  

สำหรับความพิเศษ ของเครื่องนี้ คุณจิรัฏฐ์ณิชชา หุวะนันทน์ เป็นผู้ออกเเบบ เเละทำ R&D โดยคณะอาจารย์เเละนักศึกษาคณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีการทดสอบการฆ่าเชื้อ วิจัยการประสิทธิภาพ จากคณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย ทั้งนี้เพื่อเข้าถึงประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ และประโยชน์ในการฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับผิวสัมผัส เช่นกระเป๋า ถุง สิ่งของต่างที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุการติดต่อเเผ่เชื้อโรค 
 อีกทั้งยังประสบผลสำเร็จในการวิจัย พบความโดดเด่นของเครื่อง ที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี มีผลการรับรองการวิจัยว่าสามารถลดการระบาดเเพร่เชื้อจากสิ่งของสู่คนด้วยระยะเวลารวดเร็ว
เป็นการฆ่าเชื้อด้วยเเสง UVC ความยาวคลื่นที่ 254 นาโนเมตร โดยสายพานลำเลียง ที่ส่มารถฆ่าเชื้อได้ภายในระยะเวลา15วินาที สามารถฆ่าเชื้อได้ทั้งไวรัส เชื้อเเบคทีเรีย ที่มีความเข้มเเข็งถึง 4 เท่าของไวรัส
ด้วยกระบวนการ Preventive ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้นกับการลดเชื้อที่ติดมากับสิ่งของทั้งยังปลอดภัย ต่อ มนุษย์เเละสิ่งเเวดล้อม

โดยมูลค่าของเครื่องฆ่าเชื้อ Smart handy ถือเป็นอีกหนึ่งนวตกรรมการฆ่าเชื้อ โดยคนไทยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น
เพื่อประโยชน์ต่อบุคลากรทางการเเพทย์ ผู้ป่วย เเละประชาชน. ทั่วไป ได้เข้าเเละออกรพ. อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคติดกลับไปยังครอบครัว คนรัก ชีวิตจะมีความสุขยั่งยืน ด้วย  innovation life by Smart handy. เป็น 1ในเทคโนโลยีที่ คนไทยทำ เพื่อคนไทย

-(016)

โครงการ‘7 สี ปันรักให้โลก’ส่ง‘อ๊อฟ-กานต์-ปุ้ม-กฤษ’ นำทีมคนดังช่อง 7HD ร่วมรณรงค์ ปลุกหัวใจรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759966

โครงการ‘7 สี ปันรักให้โลก’ส่ง‘อ๊อฟ-กานต์-ปุ้ม-กฤษ’  นำทีมคนดังช่อง 7HD ร่วมรณรงค์ ปลุกหัวใจรักษ์โลก

โครงการ‘7 สี ปันรักให้โลก’ส่ง‘อ๊อฟ-กานต์-ปุ้ม-กฤษ’ นำทีมคนดังช่อง 7HD ร่วมรณรงค์ ปลุกหัวใจรักษ์โลก

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ช่อง 7HD ยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างต่อเนื่องภายใต้ โครงการ 7 สีปันรักให้โลกล่าสุดเนื่องในโอกาสวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากลและวันโอโซนโลก จึงได้ส่งนักแสดงและทีมผู้ประกาศข่าว เข้าร่วมกิจกรรมลงพื้นที่รณรงค์ รักษ์ต้นไม้ รักษ์น้ำรักษ์อากาศ รักษ์พลังงานร่วมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และประชาชนหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันคนละไม้คนละมือดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เริ่มจาก โครงการ 7 สีปันรักให้โลก นำทีมพระ-นางสุดฮอต อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา, กานต์-ณัฐชารัตน์ ชยางคานนท์ และคนข่าวชื่อดัง เปรมสุดาสันติวัฒนา และ กฤษดา นวลมีร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน กลุ่มปริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง, บริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง เครือข่ายชุมชน, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเทศบาลตำบลปากน้ำประแสเก็บขยะชายหาดในระยะทาง 1.5 กิโลเมตร และปลูกต้นโกงกาง จำนวน 400 ต้น บริเวณปากน้ำประแส อำเภอแกลงจังหวัดระยอง เนื่องในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อช่วยดูแลทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ลดปริมาณขยะ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาไมโครพลาสติกที่อาจตกค้างสะสมในห่วงโซ่อาหาร และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เนื่องในวันโอโซนโลกยังส่งนักแสดงสุดแนว บอส-ชนกันต์พูนศิริวงศ์, แอนน่า กลึคส์, ดรีม-ปุณณฤกษ์ อาศัยป่า และ อ้น-อัครวัฒน์จุมพลวิวัฒน์ พร้อมคนข่าวจากคอลัมน์กรีนรีพอร์ต บอย-ธนพัต กิตติบดีสกุลและบี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย บุกไปหาน้อง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ในกิจกรรม Tero Music Campus Tour : Music Callingร่วมแจกกล้าไม้จากกรมป่าไม้จำนวน 1,000 ต้น เพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ต่างๆ

โดย อ๊อฟ-ชนะพล เป็นตัวแทนเผยถึงการร่วมรณรงค์นี้ว่า “ดีใจมากครับที่มีโอกาสร่วมกิจกรรมรณรงค์เกี่ยวกับการดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ชวนทุกๆ คนเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง มาร่วมกันสร้างวินัยในการทิ้งขยะมูลฝอยให้เป็นที่เป็นทาง รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือแม้แต่ช่วยกันปลูกต้นไม้หรือไม่รุกพื้นที่ป่าตัดต้นไม้ และเติมพื้นที่สีเขียวให้กับผืนป่าผืนดินซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ที่เราสามารถช่วยกันดูแลลดโลกร้อนได้นะครับ” สามารถติดตามข่าวสารและรายการต่างๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X (Twitter), TikTok, YouTube : Ch7HD  เว็บไซต์ www.ch7.com

‘อู๋,มาร์ค,ภวิน,วิว,จูน,ฟอร์ด’ชวนแฟนนักอ่านมากระทบไหล่ แบบใกล้ชิดในงาน‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759970

‘อู๋,มาร์ค,ภวิน,วิว,จูน,ฟอร์ด’ชวนแฟนนักอ่านมากระทบไหล่  แบบใกล้ชิดในงาน‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28’

‘อู๋,มาร์ค,ภวิน,วิว,จูน,ฟอร์ด’ชวนแฟนนักอ่านมากระทบไหล่ แบบใกล้ชิดในงาน‘มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28’

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดใหญ่เอาใจคนรักการอ่าน ละลานตาไปกับหนังสือมากกว่า 1 ล้านเล่ม หนังสือเปิดใหม่กว่า 3,000 ปก จาก 340 สำนักพิมพ์ บนพื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตรในงาน “มหกรรมหนังสือระดับนานาชาติ ครั้งที่ 28” (Book Expo Thailand 2023)

งานนี้พบกับ 6 นักแสดงสุดฮอต ตัวตึงคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการอ่าน “อู๋” ธนบูรณ์ เกียรตินิรันดร์, “มาร์ค” ปาหุณ จิยะเจริญ, “ภวิน”ภวินท์ กุลการัณยวิชญ์, “วิว” เบญญาภาจีนประสม, “จูน” วรรณวิมล เจนอัศวเมธีและ “ฟอร์ด” อรัญญ์ อัศวสืบสกุล ที่จะมาร่วมแจกความสดใส พร้อมให้แฟนๆ ได้กระทบไหล่แบบใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 12-23 ตุลาคม 2566 นี้ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ย้ำกันว่าไม่อยากให้พลาด! เพราะขนาด 6 นักแสดงดังจาก GMM TV “อู๋-มาร์ค-ภวิน-วิว-จูน-ฟอร์ด” ก็ปักหมุดรอไปจอยในงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28” ครั้งนี้เช่นกัน เพราะด้วยคอนเซ็ปต์งานภายใต้แนวคิด “Book Dreams” หนังสือในฝันที่ทุกคนตามหา ยิ่งชวนให้น่าไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง และงานนี้ยังเป็นการรวมพลคนดังจากหลากหลายวงการ ทั้งบันเทิง กีฬา และนักเขียนชื่อดัง ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสะบัดปลายปากกา แจกลายเซ็นให้แฟนๆ ภายในงานกันทุกวัน

สำหรับไฮไลท์ภายในงานที่นอกจากจะได้กระทบไหล่คนดังหลากหลายวงการแล้ว ยังจะได้พบกับการเปิดตัวหนังสือปกใหม่มากมายกว่า 3,000 ปก พบหนังสือน่าอ่านกว่า1 ล้านเล่ม และกิจกรรมการเสวนากับคนดังที่จะมาแชร์ประสบการณ์ให้บรรดานักอ่านได้เพลิดเพลิน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตลอดงาน และที่โดดเด่นอีกหนึ่งกิจกรรมกับโครงการ The Book Teller ภายใต้แนวคิด “Dream of Speech” นี่สิ! หนังสือในฝันของฉัน”ครั้งแรกของการประกวดทอล์กโชว์เลือกหนังสือ 1 เล่ม ที่เป็นหนังสือในฝันมาบอกเล่า แบ่งปัน ด้วยการนำเสนอที่ดึงดูดความสนใจแบบสุดๆ ด้วยวิธีใดก็ได้ เพื่อให้ผู้ฟังอยากอ่านหรือทำความรู้จักหนังสือในฝันของพวกเขา รูปแบบการแข่งขันเริ่มตั้งแต่เปิดรับออดิชั่นผ่านทาง TikTok และผู้เข้ารอบจะมาแบทเทิ่ล ขึ้นเวทีแข่งขันประชันกันสุดมันส์ สวมบทบาทนักขาย นักป้ายยาหนังสือที่ยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุด! ลดสูงสุด 80% จากสำนักพิมพ์และร้านหนังสือชั้นนำ, โค้ดส่วนลดจาก MarketPlace ชั้นนำทั้ง Shopee, Lazada, ThaiBookFair.com, LINEMAN, TikTok Shop ฯลฯ พร้อมบริการขนส่งหนังสือด้วยมาตรฐาน EMS ภายในประเทศกับ “ไปรษณีย์ไทย” ในราคาพิเศษ เป็นต้น

ห้ามพลาด! พบกันในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 (Book Expo Thailand 2023)อย่างยิ่งใหญ่ ในระหว่าง วันที่ 12-23 ตุลาคม 2566 รวม 12 วัน ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Thai Book Fair

ได้เวลาของ ‘เซย่า’ Lil’ Brat Records (ลิต‘ แบรท เรคคอร์ด) ลุยงานซิงเกิ้ลแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759973

ได้เวลาของ ‘เซย่า’ Lil’ Brat Records (ลิต‘ แบรท เรคคอร์ด) ลุยงานซิงเกิ้ลแรก

ได้เวลาของ ‘เซย่า’ Lil’ Brat Records (ลิต‘ แบรท เรคคอร์ด) ลุยงานซิงเกิ้ลแรก

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ค่ายเพลง Lil’ Brat Records” โดยการบริหารงานของ “พีท-เจง วิไลลักษณ์ ทองเจือ”หลังจากที่ปล่อยเพลง “MiNi HEART” และ“Get Like Me” ของ “มิย่า-พิชชา ทองเจือ”ออกมาเป็นศิลปินเบอร์แรก วันนี้ถึงเวลาของ“เซย่า-ณิชฎา ทองเจือ” จากการไปออกรายการ“ร้องข้ามกำแพง” The Wall Song ที่ร้องเพลงคู่กับ เจฟ ซาเตอร์ พีท ทองเจือ ได้โพสต์ข้อความ “It’s your time, bae” และวันนี้ก็มาถึงวันของ “เซย่า” เพลงแรกของเซย่า น่าจะออกมาให้ได้ฟังกันเร็วๆ นี้ การทำเพลง เขียนเพลง เข้าห้องอัดต่างๆ อยู่ในขั้นตอนที่พร้อมเกือบ 90 ٪ ส่วนที่เหลือ 10% คือรายละเอียดต่างๆเรื่องภาพ เรื่องของลุค มู้ดแอนด์โทน การถ่ายภาพที่จะนำมาใช้เพื่อโปรโมทพร้อมๆ กับเพลงแรกเพลงนี้ วันนี้ไปฟัง “พีท-เจง” เล่าถึงการทำงานครั้งนี้

ค่าย Lil’ Brat Records (ลิต(เติล) แบรท เรคคอร์ด) ที่ทำอยู่ กี่ปีแล้วครับ ตอนนี้การทำงานเป็นอย่างไรบ้างครับ ?

คุณพีท“ค่ายเราเปิดมาได้ 4 ปีแล้วครับ เริ่มจากมิย่าที่เราได้ปล่อยเพลง “MiNi HEART” (ซิงเกิ้ลแรก) และ “Get like me” (ซิงเกิ้ลที่ 2) ที่เราทำเพราะน้องๆ ทั้งสองคนเขาชอบ รัก ในการร้องในการเต้น ทั้งคู่เรียนร้องเพลงเรียนเต้นตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ตอนที่เรียนไปเขาก็ได้ลงในโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ พอตอนอายุ 11-12 เขาก็เริ่มมีเพื่อนๆ มีคนติดตามเขาเยอะขึ้นและได้เห็นพัฒนาการต่างๆ เราจึงเริ่มที่จะมาๆทำเพลงให้เขากัน และบวกกับเราได้โปรดิวเซอร์ที่เก่ง ทีมงานที่ดี เราจะทำฟังกันเองก็ไม่ได้แล้ว ทำกันแบบจริงจังกันเลยดีกว่า”

คุณเจง “ตอนนั้นตัวเซย่าเองก็อยู่ที่เกาหลีด้วยคะ การคิด การดีไซน์ ไอเดียต่างๆ เขาคิดให้น้องเสร็จ เขาก็จะออนไลน์ ส่งงานต่างๆ คุยกันประชุมกัน ทำงานกันข้ามประเทศมาเลยคะ แล้วอีกคนที่เป็นญาติเจงที่ทำงานด้านกราฟิกคอมพิวเตอร์ ก็จะคอยประสานงาน และทำงานร่วมกันที่ไทยคะ คือทำงานกันผ่านโน้ตบุ๊ค 3 คนผ่านกันคนละเครื่องทำงานไปด้วยกัน เซย่า,มิย่า และอีกคนค่ะ ซึ่งมันเหมือนพรสวรรค์ก็ว่าได้ตอนที่เซย่า 9 ขวบ เขาก็เริ่มตัดต่อวีดีโอ ชิ้นงานอะไรง่ายๆ ของเขาได้แล้วค่ะ ตามประสาเด็ก ถ่ายน้องๆ ทำเป็นคลิปวีดีโอสั้นๆ มาตัดลงเสียงเองทำเอง แล้วก็เอาไปลงในออนไลน์ ที่เห็นคลิปต่างๆ ที่น้องคัฟเวอร์เพลง คลิปอะไรต่างๆ ก็คือฝีมือเซย่าเองทั้งหมดค่ะ”

พี่พีทเองในฐานะคนที่อยู่ในวงการบันเทิง ที่ทำงานทั้งเรื่องการแสดงมาทั้งชีวิต รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นลูกๆ เขามาอยู่ ณ จุดนี้ครับ ?

คุณพีท “จริงๆ ถ้าถามผมผมไม่ได้อยากให้เขาทำงานในวงการ หรือมาทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานบันเทิงเลยนะครับ เพราะว่าคนที่ทำงานบันเทิงมันเหนื่อยครับ ตัวผมเองเราก็ผ่านตรงนั้นมาแล้ว เรารู้ว่ามันเหนื่อย ต้องทุ่มเท ต้องมีระเบียบวินัย ต้องฝึกฝนและพัฒนาตัวเราเองตลอดเวลา แต่พอมาเห็นว่านี่คือสิ่งที่เขาชอบเขารักที่อยากจะทำ มีความสุขที่ได้ทำมัน และก็ถึงเวลาของพวกเขาเราก็พร้อมสนับสนุนเขาเต็มที่ครับทั้ง มิย่า และ เซย่า อย่างเซย่าเมื่อตอนที่เขาได้โอกาสไปหาประสบการณ์ที่เกาหลีเราก็บอกให้เขาทำให้เต็มที่ และเมื่อเขากลับมาเราก็คุยกันเรามาโฟกัสเรื่องเรียนกันก่อน เดี๋ยวค่อยไปว่ากันในเรื่องของงานเพลง งั้นเราก็ลองมาทำมาเรียนด้านนี้ให้มันออกมาให้เต็มที่ออกมาดีที่สุด พอปริญญาโทค่อยไปเรียนด้านงานการบริหารก็ได้ คุณจะได้แข็งแรงในสายงานอาชีพของคุณ ตอนนี้เขาก็เรียนที่ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ อายุ 19 เรียนอยู่ปี 3 แล้วครับผลการเรียนก็ออกมาดี ดีมากด้วยครับ ส่วนในเรื่องของงานเพลงเซย่าก็ยังมีคัฟเวอร์มีร้องมีทำคอนเทนต์กับมิย่า ร้องเล่นๆ มาตลอด ไม่ได้ทิ้งในสิ่งที่รักไปก็หาทิศทางจังหวะที่เหมาะสมที่สุด คือค่ายเราก็ไม่ได้ทำเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งก็มาลงตัวในช่วงนี้ว่าเราจะมีงานซิงเกิ้ลแรกสำหรับเซย่า”

คือเป็นช่วงจังหวะที่ดี ได้เวลาของ ‘เซย่า’แล้ว สำหรับการมีเพลงแรกเป็นของตัวเอง ?

คุณเจง “คือจริงๆ แล้วบางทีอาจจะมีคนมองว่า การเป็นลูกพี่พีท การเป็นลูกดารา นักแสดง คนจะคิดว่าน่าจะได้อะไรมาง่ายๆ ทั้งโอกาส ทั้งการทำงาน แต่สำหรับตัวเซย่าเองแล้ว กับเด็กในวัยอายุ 15 ในตอนนั้นตอนที่เขาต้องไปเก็บตัวที่เกาหลีเขาต้องผ่านอะไรมาเยอะๆ มากเลยนะมีน้อยคนมากๆ ที่จะได้เจอกับเหตุการณ์แบบนี้เขาเองก็ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด จนมาถึงวันนี้ตัวเจงเองก็ลุ้น เอาใจช่วยเขาว่าวันนี้วันที่เป็นช่วงเวลาของเซย่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ พยายามที่จะให้เขากลับมาทำในสิ่งที่เขารัก ซึ่งก่อนหน้านี้เจงเห็นว่าน้องคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ป่วย น้ำหนักขึ้น การถูกปลูกฝังจนกลายเป็นมายเซ็ตว่าการจะเป็นนักร้องต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เจงเข้าใจนะว่าเด็กเขาคิดเขารู้สึกอย่างไรบ้าง มีความกดดันอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง เราก็ทั้งห่วงใยและต้องเข้าใจเขาในขณะเดียวกันและพร้อมที่จะให้พลัง ให้การสนับสนุน ให้เขากลับมาทำในสิ่งที่รักที่ชอบให้ได้ในที่สุดค่ะ”

การทำงานเพลงๆ แรกของเซย่า มีขั้นตอนยังไงบ้างครับ ?

คุณเจง “พอดีพี่โปรดิวเซอร์ที่ทำงานให้เซย่า คือคนที่เราเคยคุยกันตั้งแต่ก่อนที่น้องจะไปเกาหลีคะ ตอนนั้นเราเตรียมเพลงที่จะทำอะไรให้น้องแล้ว แต่น้องเองต้องเดินทางไปเกาหลี เราเลยจึงหยุดตรงนั้นไว้ก่อนและเก็บงานตรงนั้นไว้ และเมื่อน้องกลับมาแล้ว และพร้อมที่จะมาทำเพลงกันก็เลยมาคุยกันอีกครั้ง แล้วก็นำงานที่เราเคยคิดกันคุยกัน มาพัฒนากันอีกครั้งคะ กับเซย่าเราก็คุยกันว่ามันถึงเวลาที่เราจะมาตามฝันของเรากันได้แล้วมาทำงานเพลงกัน แล้วเราก็เริ่มทำงานกับพี่โปรดิวเซอร์คนเดิมของเรากันค่ะ”

พี่พีทได้โพสต์ถึงเซย่า ‘ถึงเวลาแล้วลูก’ (iTS YOUR TIME, BAE) ?

คุณเจง “จริงๆ แล้วกับคำว่าถึงเวลา ได้เวลาแล้ว ตัวเซย่าเองตั้งแต่แรกควรจะถึงเวลาในการมีงานเพลง มีซิงเกิ้ล ก่อนน้องๆ แต่บังเอิญว่าตัวเขาเองมีเส้นทางที่ต้องไปทำไปฝึกในการเป็นศิลปิน และเมื่อกลับมาก็คือพวกเราก็คุยกันและให้เขาพัก ดูแลตัวเอง แล้วก็รอเวลาที่มันเป็นช่วงที่ดีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขาคะ ตัวน้องสาว มิย่าก็มีผลงานออกมาแล้ว น้องโรเตอร์ก็มีอาชีพเป็นนักแข่งรถ ทำในสิ่งที่เขารักแล้ว ไปแข่งในระดับต่างประเทศซึ่งอนาคตของตัวเขาๆ รู้แล้วว่าเขาอยากเป็นอะไร และทำได้ดีด้วยอย่างที่ฝึกซ้อม ทุ่มเท ตั้งใจ พยายามทำมันให้ดีที่สุด ที่นี่ตัวเซย่าเราทุกคนมองว่านี่แหละคือช่วงเวลาที่ดีที่เหมาะสมที่สุด เรื่องร่างกาย จิตใจ ความพร้อมทุกๆ อย่างมันลงตัว เซย่าพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ตัวเขารักที่สุดแล้ว เพราะว่าเรื่องการร้องเพลงการได้คิดได้สร้างสรรค์อะไรที่เกี่ยวกับงานเพลง พ่อกับแม่ ได้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เราพาเขาไปเรียนร้องเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบรักมัน อยากทำมัน ร้องแล้วมีความสุขทุกๆ ครั้งตั้งแต่เด็กเราเห็นสิ่งนี้มาโดยตลอดค่ะ มันคือสัญญาณที่บอกเราเสมอมาว่านี่คือความฝันของเขาที่ไม่เคยหายไปเลย และวันนี้นี่คือเวลาของเซย่าแล้วค่ะ”

คาดหวังกับการทำงานครั้งนี้ การปล่อยซิงเกิ้ลเพลงนี้ยังไงบ้างครับ ?

พี่พีท “จริงๆ แล้วผมอยากให้เขาทำให้เต็มที่ที่สุด ความสำเร็จของเราคือ การที่เซย่าได้มีซิงเกิ้ลแรกของตัวเอง มาสเตอร์ทำเสร็จ เอ็มวีถ่ายเสร็จตัดต่อเรียบร้อย ผลงานเป็นที่น่าพอใจ เป็นตัวเขามากที่สุด เขาผ่านอะไรมาเยอะแล้วการได้ทำงานครั้งนี้ออกมามันเหมือนเราได้ขยับเซย่าขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งของชีวิตเขาแล้วครับ นี่คือการเดินทางของตัวเขาเองกับแฟนๆ เพลง คนที่รักเขา คนที่ให้การสนับสนุนเขา เฝ้าดูติดตาม ที่รอเขาอยู่ ทุกๆ คนที่ซัพพอร์ตเขาจะเป็นคนพาเขาออกไปสู่ความฝัน ไปสู่ในสิ่งที่เขารัก และให้กำลังใจเขาครับ”

ดาราพาเที่ยว : ‘น้อย-เจอร์รี่’ซอกแซกตรอกซอย เที่ยวเสน่ห์บางลำพู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759968

ดาราพาเที่ยว : ‘น้อย-เจอร์รี่’ซอกแซกตรอกซอย เที่ยวเสน่ห์บางลำพู

ดาราพาเที่ยว : ‘น้อย-เจอร์รี่’ซอกแซกตรอกซอย เที่ยวเสน่ห์บางลำพู

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทริปนี้ “น้อย-เจอร์รี่” ชวนกันมาตามหาเสน่ห์บางลำพู เริ่มจากที่ พิพิธบางลำพู ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมธนารักษ์ตั้งอยู่บน ถ.พระอาทิตย์ ริมคลองบางลำพูใกล้กับป้อมพระสุเมรุ มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอาคารจากกรมศิลปากรเมื่อปี 2543

ภายในมีนิทรรศการกรมธนารักษ์ ประวัติความเป็นมา และบทบาทหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ในการดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน และยังจัดแสดงเรื่องราวของเหรียญกษาปณ์ รวมไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดสรรดูแลที่ราชพัสดุอีกด้วย และยังมีนิทรรศการชุมชนบางลำพู ย่านบางลำพูเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ด้านการค้า ความบันเทิง และวิถีชีวิตมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่รังสรรค์และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน จากนั้นไปสัมผัสบรรยากาศจริงของชุมชนบางลำพู กับไกด์เจ้าถิ่นอย่างน้องไกด์เด็กบางลำพู ที่พาตะลอนซอกแซกเข้าซอยนี้ทะลุซอยโน้น…แวะบ้านศิลปินแห่งชาติ ที่บ้านดุริยประณีต สำนักดนตรีเก่าแก่ที่อนุรักษ์ดนตรีไทย ศิลปะการแสดงแบบไทยๆ ที่อยู่คู่กับบางลำพูมายาวนาน ต่อด้วยกินโรตีสายไหม ร้านเปาะเปี๊ยะ ที่อยู่คู่บางลำพูมา 60 กว่าปี ภายในชุมชนยังมีศาลเจ้าพ่อหนู เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวบางลำพูมากว่า 40 ปี และไม่พลาดปิดท้ายกับกินขนมหวานของชาวจีนไหหลำอย่าง โบ๊กเกี้ย ที่ร้านโบ๊กเกี้ย นี่แค่ส่วนหนึ่งของเสน่ห์บางลำพู ที่นี่ยังมีเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรมอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชุดโขน รวมถึงยังมีอาหารคาวหวานขึ้นชื่ออีกหลายที่อย่างขนมไทยแม่งามจิตต์ เป็นขนมไทยขึ้นชื่อที่ได้ส่งเข้าวังด้วย

ตามติดทริปนี้ได้ใน เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ อาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม เวลา 05.05 น. ทางช่อง 3 กด 33ดูทีวี กด 33 ดูมือถือกด 3 Plus