ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759982

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วังบางขุนพรหม คือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุลบริพัตร) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี 

วังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวังของเจ้านายชั้นสูงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วังแห่งนี้ประกอบด้วยตำหนักสำคัญสององค์คือตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ (หมายถึงสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) 

วังบางขุนพรหมมีอาณาเขตเชื่อมต่อกับวังเทวะเวสม์ ที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ สำหรับตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม ในปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

วังแห่งนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ผสมผสานระหว่างเรเนอซองส์ บาโร้ค ร้อคโคโค และอาร์ตนูโว สถาปนิกผู้ออกแบบคือ นายคาร์ล ดอห์ริง ชาวเยอรมัน และในกาลต่อมาก็ได้มีสถาปนิกชาวตะวันตกเข้ามาออกแบบก่อสร้างพระตำหนักเพิ่มเติม คือ มาริโอ ตามัญโญ ชาวอิตาเลียน

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศวังแห่งนี้ยึดโดยผู้มีอำนาจรัฐในยุคสมัยนั้น แล้วใช้เป็นสถานที่ราชการ จนกระทั่งในปี 2488 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ย้ายเข้าไปใช้พื้นที่วังบางขุนพรหมเป็นที่ทำการ จนกระทั่งในปี 2525 ได้ปรับเปลี่ยนตำหนักบางขุนพรหมเป็นพิพิธภัณฑ์ สำหรับจัดแสดงเงินตราไทย ในยุคสมัยต่างๆ จนถึงยุคปัจจุบัน โดยผู้ให้แนวคิดก่อตั้งพิพิธภัณฑ์คือ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยุค 2502-2514 เดิมนั้นพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทยแห่งแรกอยู่ที่สำนักงานสุรวงศ์ แต่ปิดตัวลงเมื่อปี 2512 แล้วจึงมาเปิดพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทย และเงินตราของอาณาจักรต่างๆ ก่อนจะพัฒนามาเป็นราชอาณาจักรไทย ณ ตำหนักใหญ่วังบางขุนพรหมในกาลต่อมา โดยกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถพบิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2536

จุดเด่นที่น่าสนใจของตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหมคือ การออกแบบตำหนักในแนวขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาตัวตำหนักใหญ่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้และปูนปั้นสุดวิจิตร กรอบหน้าต่างมีความงดงามมาก ออกแบบเป็นแบบ palladian คือหน้าต่างที่แบ่งเป็นสามส่วน โดยส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าสองส่วนด้านข้าง และทำเป็นรูปโค้ง ประดับด้วยเสาปูนแบบคลาสสิก โถงกลางตำหนักใหญ่มีบันไดหินอ่อนทอดขึ้นไปสู่ชั้นสอง แล้วแบ่งเป็นสองทางคือซ้ายและขวา เป็นศิลปะแบบ ceremonial stair โดยฐานล่างมีความกว้างกว่าส่วนชั้นบน มีลักษณะสอบเข้าหากัน มีลักษณะแบบเดียวกับบันไดในโรง 0pera Garnier ในฝรั่งเศส 

เวลาเมื่อได้ไปชมตำหนักใหญ่ ขอให้ชมความวิจิตรของลวดลายปูนปั้นที่ประดับเหนือ และใต้กรอบหน้าต่างจะพบว่ามีองค์ประกอบมากมาย เช่น มีผลไม้ชนิดต่างๆ พรรณพฤกษานานาชนิด และมีตัวอักษร PN ซึ่งถูกตีความว่ามาจากคำว่า Prince of Nakorn Sawan

ส่วนตำหนักเล็กหรือตำหนักสมเด็จฯ ถูกก่อสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากตำหนักใหญ่ โดยเน้นศิลปะแบบอาร์ตนูโว ที่มีลักษณะเด่นคือภาพวาดปูนเปียก (freshcho) ผลงานของคาร์โล ริโกลิศิลปินชาวอิตาเลียน ผู้ที่วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกในพระที่นั่งอนันตสมาคม สถาปัตยกรรมที่ใช้ก่อสร้างตำหนักสมเด็จฯ มีความละม้ายกับพระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี เป็นอย่างมาก 

จุดเด่นอีกอย่างของวังบางขุนพรหมคือ อาคารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวัง บริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่ากระโจมแตร หรือศาลาแตร ใช้เป็นที่ซ้อมวงโยธวาทิตของทหารเรือ ทหารบก ใช้เป็นที่บรรเลงเพลงโดยเครื่องดนตรีแบบตะวันตก เมื่อมีงานเลี้ยงในวัง

สำหรับสาธารณชนสามารถจองเข้าชมวังบางขุนพรหมได้โดยผ่านระบบจองออนไลน์ ที่ website://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing โดยเมื่อจองผ่านแล้วจะรับสมาชิกในแต่ละรอบเพียง 40 คน โดยเข้าชมได้ในวันเสาร์และอาทิตย์ แบ่งเป็นสามรอบในเวลา 11.00-12.00 น. 13.30-14.30 น. และ 15.00-16.00 น. หรือโทรศัพท์จองได้ที่ หมายเลข02-3567766 แล้วกด 2 

ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหม และคุณสุมัยวดี เมฆสุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กรุณาพา Mr.Flower ชมความงามของตำหนักใหญ่และตำหนักสมเด็จฯ และให้ข้อมูลที่น่าสนใจ  

หมายเหตุ สำหรับสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวหน้าแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว ที่สนใจเข้าชมวังบางขุนพรหมเป็นหมู่คณะ โปรดติดต่อ 091-7233615 เพื่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าจะได้ทำเรื่องขอพาสมาชิกเข้าชมวัง ตามแต่ที่ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหมจะเห็นสมควรอนุมัติ

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759955

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

แหวกฟ้าหาฝัน : ย้อนอดีตไปดู 007 ที่สวิส

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปสวิส ทุกคนย่อมอยากขึ้นเขาเพื่อให้ได้ประสบการณ์พิเศษทั้งนั้น เขาแห่งหนึ่งที่ต้องขึ้นให้ได้โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดูภาพยนตร์ นั่นคือ Schilthorn เขานี้มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เจมส์ บอนด์ 007 ตอน On Her Majesty’s Secret Service ภาพยนตร์สายลับที่มีเนื้อหาจากนิยายของ Ian Fleming ตอนนี้ใช้ดารานำชื่อ George Lazenby เป็นพระเอกเนื่องจากพระเอกคนเดิม Sean Connery ที่หล่อและมีชื่อเสียงมากประกาศหยุดแสดงนำ Peter R.Hunt ผู้อำนวยการสร้างเลยต้องการเพิ่มมูลค่าให้เรื่องมีความสมจริงจึงเลือกถ่ายทำในสถานที่จริงซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Schilthorn

Piz Gloria ที่ต่อมากลายเป็นชื่อห้องอาหารในปัจจุบันที่หมุนรอบตัวเองทุกๆ45 นาทีนี้ ทำให้ Schilthorn กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส และเป็นสถานที่ในฝันของแฟนคลับภาพยนตร์ 007ที่ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต ยอดเขา Schilthornที่มีความสูง 2,970 เมตร จากน้ำทะเลนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขา Bernese Alps ระหว่างหุบเขาLauterbrunnen ซึ่งอยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน Murren นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป Schilthornด้วยตัวเองจำเป็นต้องสละเวลาศึกษาเส้นทางเสียก่อน เพราะที่นี่ไปถึงไม่ยากแต่ไม่ง่ายนัก นักท่องเที่ยวต้องวางแผนว่าจะไปวันไหนเวลาไหน ต้องใช้รถอะไร เดินทางจากเมืองไหนถึงเมืองไหนเพื่อชมวิวทิวทัศน์ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งต้องซื้อตั๋วอะไรบ้างราคาเท่าไหร่ และตั๋วรถไฟที่มีอยู่ใช้ฟรีหรือส่วนลดได้เท่าไหร่ การวางแผนเดินทางที่ดีจะทำให้ประหยัด ได้ดูทิวทัศน์ รวมทั้งท่องเที่ยวได้หลายแห่งมากที่สุดใน 1 วัน

เมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นเดินทางที่สะดวกที่สุดและเหมาะกับการเป็นเมืองฐานเพื่อเดินทางเที่ยวหลายๆ เมืองหรือหลายเขาก็คือ Interlaken หากใช้ Interlaken เป็นเมืองต้นทาง การเดินทางไป Schilthorn จะใช้เวลาเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ขึ้นกับการเลือก วิธีการที่ใช้เวลาไม่มากก็คือ เริ่มออกจาก Interlaken Ost ด้วยการนั่งรถไฟไป Lauternbrunnen ซึ่งระหว่างทางจะผ่านบริเวณที่มีลำธารและบ้านชาวบ้านตลอดทางที่สวยงามมาก แล้วค่อยนั่งรถบัสต่อไป Stechelberg เพื่อนั่งเคเบิลคาร์ต่อไปยัง Gimmenwald ก่อนต่อไปยัง Murren แล้วเปลี่ยนเคเบิลคาร์อีกรอบไปยัง Birg ก่อนจะถึงจุดหมายที่ Schilthorn

นักท่องเที่ยวที่อ่านแผนการท่องเที่ยวจากเว็บโดยไม่ดูแผนที่และไม่เคยเดินทางขึ้นเขาหลายต่ออาจกังวลว่าถึงเวลาเดินทางแล้วจะหลงหรือไม่ ไปทันหรือไม่ ต้องรอรถเมล์ รถบัส เคเบิลคาร์นานหรือไม่ แต่แท้ที่จริงแล้วการเดินทางขึ้นเขาของสวิสง่ายมาก เมื่อไปถึงสวิสเปิด google map จะพบว่า map จะสอนวิธีเดินทางทุกอย่าง พร้อมค่าใช้จ่าย รับรองไม่มีหลงเด็ดขาด สิ่งที่ควรทำก่อนไปก็คือdownload รูปภาพและวางแผนไว้ว่าควรจะเริ่มออกเดินทางกี่โมง จะขึ้นลงทางไหน จะไปด้วยอะไร แล้วทางเลือกจะมีให้ใน google map เลยส่วนค่าใช้จ่ายก็แล้วแต่จุดที่เลือกผ่านและบัตรรถไฟที่ซื้อไว้ซึ่งต้องคำนวณให้ดีว่าแบบไหนคุ้มค่าที่สุด ทางที่ดีที่สุดก็คือ นักท่องเที่ยวควรเลือกการเดินทางแบบขึ้นลงคนละทิศทาง และแวะแต่ละหมู่บ้านตามแต่จุดด้วย เพื่อให้คุ้มค่าตั๋วที่มีราคาค่อนข้างสูงให้มากที่สุด สิ่งสำคัญก็คือการเช็คเวลาเปิด-ปิดเคเบิลคาร์เพื่อมิให้ตกค้างอยู่ตามเขาหรือหมู่บ้านที่แวะ

เป้าหมายที่สำคัญสำหรับการเที่ยวยอดเขา Schilthorn นี้ ไม่เพียงแค่ได้ขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อชมทิวเขาแอลป์แบบพาโนรามา 360 องศา แต่ยังรวมถึงการไปรับประทานอาหารในห้องอาหาร Piz Gloria สถานที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 รวมทั้งการเดินบนBirg Thrill Walk อีกต่างหากด้วย นักท่องเที่ยวจึงไม่เพียงจะได้มีโอกาสเห็นวิวยอดเขามากถึง 200 ยอด รวมถึงยอดเขาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งสามยอดจาก Schilthorn นี้ด้วยนั่นคือ Eiger, Monch และ Jungfrau แต่ยังสามารถสนุกสนานกับเรื่องราวของภาพยนตร์ 007 และถ่ายรูปกับทัศนียภาพต่างๆ ชนิดที่ว่าลืมเวลาและความหนาวเลยทีเดียว

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’ เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759961

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’  เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

หนังสือเด่น : ดื่มด่ำความงดงามของการใช้ ‘คำ’ เรียนรู้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีบริหาร และการปกครอง

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

‘สามก๊ก’ ถือเป็น อมตวรรณกรรมจีน ที่แปลเป็นภาษาไทย ที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดของการพรรณนาโวหาร ที่มีการใช้ภาษาที่งดงาม เปรียบเสมือนเพชรยอดมงกุฏของงานร้อยแก้ว และก็ยังคงยืนยันว่าเป็นเช่นนั้นมาจนถึงทุกวันนี้  ผู้ที่อ่านสามก๊กอย่างเข้าใจและเข้าถึงจะเป็นการเติมองค์ความรู้ในเรื่องของ “คำ” ที่สามารถหยิบจับมาใช้ได้อย่างใจ คำที่ใช้ในเรื่องเต็มไปด้วยความหมายและทรงพลัง ทั้งยังสามารถรักษาความงามความถูกต้องของภาษาไทยเอาไว้อย่างไม่ตกหล่น และถือเป็นพรรณนาโวหารที่ใช้อย่างรู้จักกาละในสิ่งที่ต้องการนำเสนอ  “สามก๊ก” จึงเป็นเหมือน “คลังคำ” ของภาษาไทยที่เมื่อเราซึมซับในรสของคำแล้ว รสความก็จะตามมา

บางทีการที่โบราณให้อ่าน “สามก๊ก” มากกว่าหนึ่งครั้ง ก็คงหมายให้การอ่านครั้งแรกให้มุ่งไปที่การอ่านให้แตกอ่านให้คล่องจะได้ซึมซับรับรู้ความงามของคำในบทประพันธ์  ส่วนการอ่านครั้งที่สองคือการอ่านเอาเรื่อง เพราะว่า “สามก๊ก” มีลำดับเหตุการณ์ที่ซับซ้อน มีตัวละครมาก การอ่านในครั้งนี้จึงเข้าใจมากขึ้น และการอ่านครั้งที่สามเพื่อเป็นการอ่านแบบตั้งคำถามและนำมาวิเคราะห์ประยุกต์ใช้

ข้อเสนอแนะวิธีการอ่าน “สามก๊ก” ให้ครบ 3 ครั้ง  ย่อมหมายถึงว่าวรรณกรรมเรื่องนี้มิใช่เป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งอารมณ์ หรือเครื่องมือให้ความบันเทิงแก่สังคมเท่านั้น แต่โดยเนื้อหากลับเป็นเสมอ “ตำรานอกระบบ” ที่ผู้คนจะใช้ศึกษาเพื่อเอามาใช้กับชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำราชการเพราะ “สามก๊ก” เต็มไปด้วยยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ทั้งในเรื่อง การบริหาร การปกครอง และที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการทหาร

“สามก๊ก” จึงเป็นเหมือน “ตำราพิชัยสงคราม” ที่นักการทหารแต่โบราณของไทยศึกษาและนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาบ้านรักษาเมือง ซึ่งได้มีปรากฏหลักฐานอยู่ในวรรณคดีไทยหลายต่อหลายเรื่อง แม้ในทุกวันนี้ “สามก๊ก” ก็ยังคงมีความสำคัญในแง่ของการบริหารการปกครองคน ที่มักถูกหยิบยกเอามาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องเสมอมา  

อาจกล่าวได้ว่า หนังสือ “สามก๊ก” นี้มีบทบาทต่อสังคมไทยต่อเนื่องยาวนาน และเป็นหนังสือประจำบ้านที่สามารถหยิบจับเอาอ่านได้บ่อย ที่จะค่อยๆอ่านทีละเล็กละน้อย หรืออ่านแบบจริงจังก็ได้ทั้งสิ้น

สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)   เล่มนี้  คณะกรรมการวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ประกาศเกียรติคุณว่าเป็นยอดความเรียงเรื่องนิทาน ได้รับการยกย่องว่ามีสำนวนแปลดีกว่าพงศาวดารจีนเรื่องอื่นๆ และเป็นสุดยอดแห่งตำราพิชัยสงครามทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋น เป็นที่รวมของสรรพศาสตร์ กุศโลบาย เล่ห์เพทุบายในการทำศึก เป็นที่รวมแห่งความดีและความชั่วของมนุษย์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลให้เกิดสามก๊กฉบับต่างๆ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองอีกมากมาย ดำเนินเรื่องชวนคิด ชวนติดตามตลอดเล่ม

สามก๊ก  ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) (ปกแข็ง) (เล่ม 1-2 จบ) (บรรจุกล่อง : Book Set : 2 เล่ม)  ราคาชุดละ 950 บาท

เทคนิคและเคล็ดลับไปสู่ความสำเร็จ

แบบฉบับคุณหมอหมอนักวิจัย Harvard

“ไม่ต้อง “หัวดี” แค่รู้ “วิธี” ก็สำเร็จได้” ผู้เขียน Takenori Inomata  ผู้แปล ช่อลดา เจียมวิจักษณ์  ผู้เขียนเป็นนักเขียนดีกรีคุณหมอนักวิจัยแห่งห้องปฏิบัติการ Harvard Medical School และเจ้าของปริญญา Executive MBA จากมหาวิทยาลัยบอสตัน หนังสือได้มานำเสนอเทคนิคความสำเร็จ จากมุมมองและประสบารณ์ของหมอที่เก่งๆตามแบบฉบับคุณหมอ ในเล่มได้บอกถึง กลยุทธ์ในการพิชิตเป้าหมายของชีวิตหลายอย่าง และนำเสนอเทคนิคและเคล็ดลับของคนสำเร็จ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วิธีตั้งเป้าหมายของคนที่ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับเพิ่มพลังสมาธิและการบริหารเวลาของคนที่ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับการเรียนของคนที่ประสบความสำเร็จ กฎการบริหารเวลา เคล็ดลับเรียนและทำงานให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนเผยความลับที่ทำให้คนสำเร็จเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับทุกคนที่อยากจะเอาดีทั้งเรื่องงาน การเรียน ครอบครัว และด้านอื่น ๆ และประสบผลสำเร็จในทุกๆด้านในในเวลาเดียวกัน หนังสือราคา 245 บาท

ให้กำลังใจคนที่กำลังล้ม

ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเองต่อไป

“ล้มแล้วไง ไปต่อ Fuck up and Move on ” ผู้เขียน    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ นักเขียนเป็นที่รู้จัก มีผลงานมาแล้วกว่า 10 เล่ม มีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน     หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเป็นเหมือนเป็น “เพื่อนทางใจ” ที่จะชวนให้เราหยุดพักจากความเหนื่อยล้า มาอ่านเรื่องราวที่อาจจะพบเจอตัวเราเองอยู่ในหนังสือ อ่านหนังสือแล้ว อาจทำให้ได้มุมมองและแรงบันดาลใจไปใช้ชีวิตต่อไปได้ เนื้อหาแบ่งออกเป็น25 เรื่องราวของผู้คนที่เต็มไปด้วยบาดแผล คราบน้ำตา และหัวใจที่เคยแหลกสลาย แต่ทุกเรื่องมาพร้อมกับบทเรียนมีค่าที่ความล้มเหลวได้สอนพวกเขา อาทิ  การเดินทางของหัวใจที่เจ็บปวดจากการทำงาน ความล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรกของอดีต CEO Disney มันยาก…แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ เรารักกันได้เพราะมองเห็นข้อดี แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะยอมรับข้อเสีย  4 วิชาที่ทำให้เด็กหน้าใหม่ได้ไปต่อ แด่มนุษย์วัย 30 ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงวันของเราเสียที ยอมให้ตัวเองอ่อนแอได้ก็คงไม่เหนื่อยขนาดนี้ เป็นต้น หนังสือราคา 285 บาท

เทคนิคพูดจับประเด็นและให้เข้าใจง่าย

การันตีโดยชาวออฟฟิศกว่า 500,000 คน

“พูดแบบไหน สะกดใจคน (ฟัง) I Speak Simply” เล่มนี้ นำเสนอเทคนิคการพูดจับประเด็นให้ฟังเข้าใจง่าย การันตีโดยชาวออฟฟิศกว่า 500,000 คน ผลงานของ “Rhee Dongwoo” กูรูทฤษฎีสรุปความ เจ้าของรายการฮิต “อ่าน 10 นาทีกับ Rhee Dongwoo” อันดับ 1 คลิปเสียงหมวดธุรกิจ 3 ปีซ้อน บนแพลตฟอร์มยอดนิยม Naver ซึ่งได้รวบรวม 57 หัวข้อ หลากหลายสุดยอดเทคนิคโดยการยกปัญหาขึ้นมาและแก้ไขและแนะนำเทคนิคไปด้วยพร้อมกัน  อาทิ กฎการพูด 10 ข้อที่สะกดใจคนฟัง เคล็ดลับการพูดคล่องโดยไม่ต้องดูโพย เหตุใดบริบทจึงสำคัญ รีเซ็ตสมอง หาเวลาใช้ความคิด จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจดบันทึก 1,000 ชั่วโมง ลองทำตัวเหมือนมนุษย์โลกอื่นดูบ้าง เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จ และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้คุณสรุปเนื้อหาเก่งและพูดโดนใจคนฟัง หนังสือเล่มนี้ เป็นสุดยอดหนังสือดีเด่นแห่งปี 2019 โดย Publication Industry Promotion Agency of Korea หนังสือราคา 220 บาท

รักษาความเจ็บป่วยของร่างกาย

โดยใช้ธรรมชาติบำบัด ไม่ใช้ยา

“รักษาอาการเจ็บป่วย โดยไม่ใช้ยา” ผู้เขียน นิดดา หงส์วิวัฒน์  เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความเกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยสันติวิธีตามที่ผู้เขียนเรียก คือ ต้องไม่ใช้ยาซึ่งเป็นสารประดิษฐ์เคมีใด ๆ เลย แต่ใช้วิธีธรรมชาติบำบัดเข้าช่วย ความจริงแล้วมีหลากหลายวิธีน่ารัก ๆ และเป็นมิตรกับร่างกายในการรักษาอาการเจ็บไข้ ที่ทำให้ไม่เห็นความจำเป็นของการกินยา ซึ่งหากกินมากกินบ่อยก็รังแต่จะสร้างผลเสียต่อร่างกาย แต่สิ่งใกล้ตัวเรา อย่างเช่น แสงแดดอ่อนยามเช้า หรือน้ำสะอาด นั้นมีอานุภาพในการรักษาโรคได้ดีนักเชียวล่ะ เนื้อหาในเล่มจึงเปรียบเหมือนคู่มือสำหรับพิชิตทุกสรรพโรคด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เป็นมิตรแท้ ให้ทุกท่านหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่ต้องใช้ยาใดๆ ทำให้ทุกท่านสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง จิตใจเบิกบานกันทุกคน  เนื้อหาในเล่ม อาทิ โยคะรักษาหมอนรองกระดูกคอปลิ้น ป้องกันมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ด้วยการอาบน้ำ ถูตัว ขัดผิว รักษาโรคผิวหนัง ด้วยการอาบน้ำ ถูตัว ขัดผิว กระเพาะปัสสาวะอักเสบให้ดื่มน้ำขับพิษ ฯลฯ หนังสือราคา 160  บาท

เครือ รพ.พญาไท-เปาโล จับมือ จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร Season 5 Hybrid Learning

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759975

เครือ รพ.พญาไท-เปาโล จับมือ จุฬาฯ  เปิดตัวหลักสูตร Season 5 Hybrid Learning

เครือ รพ.พญาไท-เปาโล จับมือ จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร Season 5 Hybrid Learning

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล นำโดย อัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นิรุธ ศรีพวาทกุล ผู้อำนวยการสายพัฒนาคุณค่าธุรกิจและเพิ่มพูนการเรียนรู้ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมลงนาม MOU ด้านวิชาการ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ เปิดตัวหลักสูตร Season 5 Hybrid Learning บนแอปพลิเคชั่น CILA ศูนย์กลางการจัดการองค์ความรู้สำหรับบุคลากร เครือ รพ.พญาไท-เปาโล โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พร้อมด้วย รศ.ดร.ดนุพล หุ่นโสภณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ นับเป็นปีที่ 5 ในการต่อยอดความสำเร็จสู่การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ตอกย้ำภาพผู้นำธุรกิจเฮลท์แคร์ที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐานไปสู่สังคมวงกว้าง

ความร่วมมือกันครั้งนี้ เป็นการยกระดับความรู้เชิงธุรกิจ เพิ่มศักยภาพแก่บุคลากรของโรงพยาบาลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในยุค Digital transformation ด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ในรูปแบบ Hybrid Learning ภายใต้ในแนวคิด “Strategic Action in Healthcare Battlefield” นอกจากนี้ บน CILA ยังมีหลักสูตรการเรียนรู้ทั้งศาสตร์ด้านการแพทย์ พยาบาล และการพัฒนาตนเองอื่นๆ อีกกว่า 300 หลักสูตร มีการจัดกิจกรรมอบรมตลอดทั้งปี เพื่อให้บุคลากรคิดต่อยอดในการวางแผนเพื่ออนาคตและก้าวทันสถานการณ์ความเป็นไปทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าใช้งานแล้วกว่า 2.7 ล้านครั้ง เครือ รพ.พญาไท-เปาโล มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าขยายผลหลักสูตร Hybrid Learning ส่งต่อความรู้ให้แก่เครือ BDMs บนความเชื่อมั่นว่า การสร้าง “คน” คือ การสร้างนวัตกรรมที่ล้ำค่าที่สุดของเครือ รพ.พญาไท-เปาโล

Science Update : บอกลายานสำรวจดวงจันทร์อินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759958

Science Update : บอกลายานสำรวจดวงจันทร์อินเดีย

Science Update : บอกลายานสำรวจดวงจันทร์อินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักข่าวเพรสส์ทรัสต์ออฟอินเดียรายงานว่า นายเอส. โสมนัธ ประธานองค์การวิจัยอวกาศอินเดียหรืออิสโร (ISRO) เผยว่า ยานสำรวจปรัชญาณ (Pragyan) ยานสำรวจดวงจันทร์ของอินเดีย ได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้แล้ว หลังจากเริ่มการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม

ยานสำรวจปรัชญาณลงจอดใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์สำเร็จเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ทำให้อินเดียเป็นชาติที่ 4 ของโลกที่ส่งยานอวกาศไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ อิสโรเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หวังว่าจะสามารถติดต่อกับยานสำรวจปรัชญาณและยานลงจอดวิกรม (Vikram) ได้อีกครั้ง โดยคาดหวังว่า จะขยายอายุภารกิจด้วยการเดินเครื่องยานสำรวจปรัชญาณที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์อีกครั้ง ทันทีที่ดวงจันทร์ได้รับแสงอาทิตย์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณใดๆ การเข้าสู่กลางคืนบนดวงจันทร์จะกินเวลาเท่ากับ 14 วันบนโลกเนื่องจากเวลา 1 วันบนดวงจันทร์เท่ากับเวลา 1 เดือนบนโลก

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759953

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหกรรมน้องหมาว่ายน้ำในอังกฤษ

ไปส่องกิจกรรมสุนัขว่ายน้ำ หรือเรียกกันว่า “Dogtember” จัดขึ้นใน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอดทั้ง 4 สัปดาห์ของเดือนกันยายน ที่สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ในซอลท์เดียน ลิโด คอมเพล็กซ์ เมืองไบรท์ตัน ของอังกฤษ บรรดาเจ้าของสุนัขจากทั่วประเทศจะพาน้องหมาตัวโปรดมาร่วมกิจกรรมว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน เป็นกิจกรรมส่งท้ายฤดูร้อนก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง

ว่ากันว่า Dogtember เป็นกิจกรรมน้องหมาว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ คาดว่ากิจกรรมในปีนี้จะมีสุนัขจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานราว 8,000 ตัว

คุณแหน : 1 ตุลาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759974

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล โรงพยาบาลศิริราช เมื่อ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา..

ll ๑๓ ตุลาคมนี้ พระราชทานชื่อวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ เป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคต ครบ ๗ ปี เรียกว่า สัตตมวรรษ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้..

ll “ความเป็นผู้นำนั้นต้องมองไปข้างหน้า เตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ว่าคลื่นนั้นจะน้อยหรือใหญ่ โดยยึดหลักมั่นอยู่ตลอดเวลาว่าต้องไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอดีตนายกรัฐมนตรี..

ll สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ ภูมิใจไทย วอนนายกฯและรมว.คลัง เศรษฐา ทวีสิน เร่งพิจารณาการเปิดกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าผลประโยชน์จากส่วยสินบนและธุรกิจที่ผิดกฎหมาย..

ll อ่าน ตำแหน่งมี แต่ตำรวจเมิน ของ เปลว สีเงิน ลงท้ายด้วยตำแหน่งผู้รับใช้ประชาชนยังว่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งคงทน ส่วนตำแหน่ง ผบ.ตร.นั่นน่ะ มันมายา ใครมาก็รวย แลก“เสียงด่า”กลับไปแทบทุกราย..

ll คารม พลพรกลาง โควตาของพรรคภูมิใจไทย มาดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ คงจะช่วยงานของโฆษกสัตวแพทย์ ชัย ให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น..

ll สำหรับวัยเกษียณโดยเฉพาะซึ่งแปลมาจากภาษาต่างประเทศมีทั้งหมด หนึ่งโหล(๑๒ ข้อ)ก่อนวัยกลางคนไม่มีอะไรจะต้องกลัว หาความสุขให้ชีวิตเมื่อคุณยังมีความสามารถอยู่ เมื่อเรายังมีโอกาสหาเวลาร่วมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน สหายรักเพื่อนเก่า(แก่)ฯลฯ ทุกๆ วัน คุณต้องยิ้มและหัวเราะให้ได้..

ll ขออนุญาต ประกายสำนึก พ.กิ่งโพธิ์ กรรมนิยม คาร์ลจุงนักจิตวิทยาชาวสวิส กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์น่าศึกษา พุทธสมบูรณ์ที่สุดในโลกา ทฤษฎีก้าวหน้าวิวัฒนาการ เรื่องกรรม นำสู้เป็นผู้สร้างไม่อยู่ล่าง ร้องขอ รอกล่าวขานเราเป็นพระผู้สร้างผู้ประทาน จิตวิญญาณบริสุทธิ์คือพุทธแท้..ll

น้องนิ่ง….นิ่ง…

Health News : ไข้หวัดนกทำแมวน้ำ-สิงโตทะเลอุรุกวัยตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759959

Health News : ไข้หวัดนกทำแมวน้ำ-สิงโตทะเลอุรุกวัยตาย

Health News : ไข้หวัดนกทำแมวน้ำ-สิงโตทะเลอุรุกวัยตาย

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมอุรุกวัยเผยว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ มีการพบซากแมวน้ำและสิงโตทะเลประมาณ 400 ซากบนชายหาดในกรุงมอนเตวิเดโอบริเวณริเวอร์เพลต (River Plate) ซึ่งเป็นชะวากทะเลที่เกิดจากแม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกันแล้วไหลออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ทางกระทรวงฯ กำลังติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และว่าเจ้าหน้าที่ได้ฝังซากไปแล้ว 350 ซากเพื่อหยุดยั้งเชื้อไวรัสแพร่ระบาด

จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่คร่าชีวิตแมวน้ำและสิงโตทะเลจำนวนมากดังกล่าว แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าโรคนี้ไม่สามารถควบคุมได้ ทำได้เพียงรอให้สัตว์มีภูมิคุ้มกัน แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และขอให้ผู้ไปเที่ยวชายหาดหลีกเลี่ยงการสัมผัสซากสัตว์ เพราะถึงแม้การติดเชื้อจากสัตว์สู่คนเกิดขึ้นยากแต่ก็เกิดขึ้นได้

อุรุกวัยเป็นประเทศในทวีปอเมริกาใต้ มีแมวน้ำและสิงโตทะเลประมาณ 315,000 ตัว

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เหล่าตั๊กลัก-อัมพวา’ ตลาดน้ำเก่ายลวิถีชุมชนริมน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759957

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เหล่าตั๊กลัก-อัมพวา’ ตลาดน้ำเก่ายลวิถีชุมชนริมน้ำ

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เหล่าตั๊กลัก-อัมพวา’ ตลาดน้ำเก่ายลวิถีชุมชนริมน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จาก โครงการ ๑๐ ตลาดบก ๖ ตลาดน้ำของ กระทรวงวัฒนธรรม โดย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารนั้น ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ตลาดเก่าที่มีแต่เดิมนั้น กลับมาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างของวิถีวัฒนธรรมเพื่อเป็นจุดขายการท่องเที่ยวเสริมกระแสเที่ยวชุมชนยลวิถี และทำให้ตลาดบกตลาดน้ำที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาลนั้นมีความสำคัญเด่นชัดต่อชุมชนมากขึ้น นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความสนใจและเชื่อว่าตลาดเหล่านั้นจะสร้างมูลค่าเป็นรายได้กลับคืนมาและมีนักท่องเที่ยวสนใจเที่ยวกันมากขึ้น ดังนั้นในวันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมานั้น จึงได้มีพิธีเปิดตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก จังหวัดราชบุรี และตลาดน้ำอัมพวา สมุทรสงคราม ทั้งสองแห่ง ตลาดเหล่าตั๊กลัก นั้นเป็นชุมชนชาวจีนมาตั้งแต่ครั้งการขุดคลองดำเนินสะดวก ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่พ.ศ.๒๔๐๙-๒๔๑๑ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยงค์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองขุดคลอง เมื่อขุดเสร็จแล้ว จึงมีพิธีเปิดคลองนี้เมื่อวันจันทร์เดือน ๗ ขึ้น ๔ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๑๑) ส่วนชาวจีนที่เป็นแรงงานหลักในการขุดคลองนั้นจะได้รับอนุญาตให้มีบ้านเรือนอยู่ริมสองฝั่งคลองเป็นการตอบแทน ตลาดน้ำแห่งนี้เป็นตลาดน้ำริมวิถีชาวจีนคลองดำเนินสะดวกดั้งเดิม ก่อนมีการขยายตัวสร้างตลาดน้ำต่อเชื่อมคลองดำเนินสะดวก โดยย้ายจากบริเวณปากคลองลัดพลีไปยังตลาดน้ำที่สร้างแห่งใหม่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวอย่างหนาแน่นในทุกๆ วันจนตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก ตลาดเก่าดั้งเดิมแห่งนี้ซบเซาลง แต่ด้วยความเป็นบ้านเรือนริมคลองดำเนินสะดวกมาแต่เดิมแบบวิถีชาวจีน จึงยังมีเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มพากันย้อนอดีตวิถีชาวจีนริมน้ำแบบเดิม

พิธีเปิดด้วยประเพณีแบบจีน

ด้วยเหตุที่คลองดำเนินสะดวกนี้ถูกขุดให้เป็นคลองที่ต่อเชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ยาวประมาณ ๓๒ กิโลเมตรจึงทำให้มีเส้นทางสามารถเข้าถึงคลองอัมพวาสมุทรสงครามได้อีกแห่ง ซึ่งมีชุมชน ตลาดน้ำอัมพวา อยู่บริเวณปากคลองอีกแห่งหนึ่ง แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ริมน้ำ ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถและเกี่ยวข้องกับประวัติมาตลอด จึงเป็นชุมชนสำคัญเดิมนั้นเรียกว่า “บางช้าง” มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสวนไม้ผลและพืชผักจนเรียกขานติดปากว่า “บางช้างสวนนอกบางกอกสวนใน”เป็นสวนผลไม้คู่กันของบางช้างและบางกอกมาแต่สมัยอยุธยา ดังนั้น ชุมชนริมคลองอัมพวาจึงเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ของความเป็นสวนนอก ที่ต่างนำสินค้าลงเรือมาแลกเปลี่ยนกันภายหลังจึงได้มีการขุดคลองเชื่อมสองแม่น้ำดังกล่าวให้ถึงกันคือคลองดำเนินสะดวกที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ ๔ ชุมชนตลาดน้ำอัมพวาแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางค่อนมาทางใต้ของสมุทรสงคราม มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านทิศตะวันตกในแนวเหนือใต้ โดยคลองอัมพวานั้นได้แยกจากแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านกลางชุมชนแล้ว ยังมีคลองแยกมาจากแม่น้ำแม่กลองและเชื่อมกับคลองอัมพวาอีกหลายสายทำให้มีความสะดวกสบายในการคมนาคมทางน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัญจรทางเรือ จนเรียกว่า เวนิสตะวันออกช่วงสุดท้ายต่อจากบางกอกที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เวนิสตะวันออก มาก่อน (คือบริเวณบางกอกเขตธนบุรี) ส่วนบริเวณที่อยู่ใต้กรุงศรีอยุธยานั้นคือบริเวณโดยรอบปากอ่าวไทย ซึ่งมีเมืองนนทบุรี,เมืองนครชัยศรี, เมืองราชบุรี, เมืองสมุทรสงคราม, เมืองสมุทรสาคร และเมืองสมุทรปราการ นั้น เรียกว่า “ปักษ์ใต้”ด้วยความที่อัมพวาเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มี ค่ายบางกุ้ง ป้อมเมืองแม่กลองวัดอัมพวันเจติยาราม ที่สร้างขึ้นสืบจากหลวงยกกระบัตร เมืองราชบุรี (ทองด้วง)ที่ได้แต่งงานกับ นาค ธิดาคหบดีมอญตระกูลบางช้าง แห่งอัมพวา เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐มีบุตรชายชื่อ ฉิม เมื่อบิดาคือหลวงยกระบัตร (ทองด้วง) ซึ่งภายหลังเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริยศึก ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์จึงทำให้บุคคลในสายตระกูลบางช้าง แห่งอัมพวา พระญาติของ สมเด็จพระอัมรินทราราชชนนี (นาค) นั้นได้เป็นราชนิกุล เรียกกันว่า “ราชนิกุลบางช้าง” ตลาดอัมพวาแห่งนี้จึงเป็น ถิ่นตำรับอาหารในวังกรุงรัตนโกสินทร์…ที่ชวนให้ใครต่อใครไปย้อนอดีตหากินได้ที่นี่

แกงรัญจวนอัมพวา

แกงรัญจวนอัมพวา

เรือนแถวเก่าของชาวจีน สมัยรัชกาลที่ ๔

เรือนแถวเก่าของชาวจีน สมัยรัชกาลที่ ๔

ภาพเก่าตลาดคลองดำเนินสะดวก

ภาพเก่าตลาดคลองดำเนินสะดวก

พิธีเปิดตลาดน้ำอัมพวา

พิธีเปิดตลาดน้ำอัมพวา

ตลาดน้ำอัมพวายามค่ำ

ตลาดน้ำอัมพวายามค่ำ

ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก

ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก

ชาวต่างประเทศนิยมล่องเรือเที่ยว

ชาวต่างประเทศนิยมล่องเรือเที่ยว

ของจิ๋วจากอัมพวา

ของจิ๋วจากอัมพวา

ขนมไทยกับเสียงเพลงอัมพวา

ขนมไทยกับเสียงเพลงอัมพวา

ย้อนรอยการเดินทาง 20 ปี ของ‘มิสเตอร์พี’(Mr. P) เด็กทะลึ่งอารมณ์ดีที่แค่เห็นก็อมยิ้มแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759977

ย้อนรอยการเดินทาง 20 ปี ของ‘มิสเตอร์พี’(Mr. P)  เด็กทะลึ่งอารมณ์ดีที่แค่เห็นก็อมยิ้มแล้ว

ย้อนรอยการเดินทาง 20 ปี ของ‘มิสเตอร์พี’(Mr. P) เด็กทะลึ่งอารมณ์ดีที่แค่เห็นก็อมยิ้มแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สาธิต กาลวันตวานิช หรือ 4 “พี่แก่”

ถ้าใครรู้จัก “มิสเตอร์พี” (Mr. P) คาแร็กเตอร์ เด็กทะลึ่งขี้อายแต่กล้าโชว์อวัยวะเพศ ที่ปรากฏอยู่ในของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่เคยเห็นหุ่น Mr. Pขนาดยักษ์เกือบ 5 เมตร ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าสยาม เซ็นเตอร์ บอกได้ทันทีว่าคนคนนั้นไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เพราะ “มิสเตอร์พี” (Mr. P) คือตัวการ์ตูนคาแร็กเตอร์สัญชาติไทยแท้ที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปี ในปีหน้านี้แล้ว

สาธิต กาลวันตวานิช หรือ “พี่แก่” นักคิดนักสร้างสรรค์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฟีโนมีนา จำกัดโปรดักชั่น เฮ้าส์แถวหน้าของคนไทยและยังเป็นผู้ก่อตั้งพร็อพพาแกนดา (Propaganda) เล่าว่า หลังจากที่พร็อพพาแกนดาได้ทำแบรนด์สินค้าเครื่องใช้ที่ใส่ไอเดียสนุกและสร้างสรรค์ได้ประมาณ 10 ปีนักออกแบบของแบรนด์ ซึ่งในตอนนั้นคือ ตุ๊ด-ชัยยุทธ์ พลายเพ็ชร์ (รางวัลศิลปาธรสาขาการออกแบบ2557) ก็นึกสนุกอยากออกแบบคาร์แร็กเตอร์ที่สะท้อนความเป็นตัวตน ในปี พ.ศ. 2547 Mr. Pจึงได้กำเนิดขึ้นจากอารมณ์ขันแบบไทยๆ กลายเป็นคาร์แร็กเตอร์เด็กทะลึ่ง แต่ขี้อาย ซึ่งอุทิศอวัยวะของตัวเองให้เป็นฟังก์ชั่นใช้งาน เพื่อสะท้อนการใช้งานแบบ Emotional Approach

สินค้าตัวแรกเป็น Mr. P Lamp หรือ One Man Shy สะท้อนความขี้อาย แต่ก็อยากโชว์ทำหน้าที่เป็นโคมไฟในร่างเด็กผู้ชายเปลือยกายล่อนจ้อนมีเพียงฝาครอบที่ศีรษะ โดยมีสวิตช์เปิด-ปิดอยู่ที่อวัยวะเพศซึ่งใช้วัสดุเป็นยางให้เกิดความนุ่มเวลาสัมผัส หลังจากเปิดตัวเพียง 1 ปี โคมไฟ Mr. PLamp ก็กลายเป็นสินค้ายอดฮิต และถูกส่งออกไปขายไม่ต่ำกว่า 40 ประเทศทั่วโลก จนเกิดเป็นไลน์สินค้าอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแท่นตัดสก็อตช์เทป (Tape Dispenser) หรือแก้วกาแฟ (Mug Lick) และสินค้าอีกกว่า 50 รายการ ที่ได้มีการเพิ่มลูกเล่นและดีไซน์ แต่ยังคงความน่ารัก ความตลกและความสุข ความทะเล้น ทำให้ Mr. P เข้าไปอยู่ในใจของคนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และทำให้แบรนด์ไทยอื่นๆ เริ่มสร้างสรรค์ผลงานออกมามากมายด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีถูกไม่มีผิด หากคิดจะนอกกรอบหรือไม่เหมือนใคร และที่สำคัญเชื่อมั่นในสไตล์ของตัวเอง

จุดเริ่มต้นของ Mr. P

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี Mr. P โด่งดังจนทำให้ ร้าน Propaganda สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ กลายเป็นเดสติเนชั่นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยี่ยมชมและช้อปปิ้ง หนังสือแนะนำแหล่งท่องเที่ยว (Guidebook) เกือบทุกเล่มของทุกประเทศแนะนำว่า Propaganda คือที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาให้ได้!!!!

ในปี พ.ศ.2556 จึงได้ถือกำเนิด “มิสเตอร์พี แอ็บโซลูทสยาม” (Mr. P Absolute Siam) ขึ้นบริเวณสยามเซ็นเตอร์ โดยได้รับการออกแบบให้เป็นตัวหุ่นสีขาวไฟเบอร์กลาสขนาดประมาณ 5 เมตร ที่กำลังเพลิดเพลินกับการฟังเพลงโปรด สวมหูฟัง ทำท่าเดินอย่างมีความสุข ในขณะที่เส้นทางข้างหน้ามีก้อนอุจจาระสีเหลืองกองอยู่ตรงหน้าสะท้อนถึงประสบการณ์จริงว่าการเดินทางของชีวิตมนุษย์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะในบางครั้งเราอาจพบเจออุปสรรค แต่เราจะเห็นจะว่า Mr. P เดินอย่างสบายใจ พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่ง ทั้งความสุข ความทุกข์และอุปสรรค และเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถก้าวข้ามไปได้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นไอคอนนิคและเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ดึงดูดทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาถ่ายรูป และโด่งดังจนได้เคยปรากฏภาพบนจอที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก มาแล้ว ในขณะที่บริเวณหน้าร้านพร็อพพาแกนดา ก็มี Mr. P Sleep นอนอยู่หน้าร้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและใกล้ชิดกับเจ้าเด็กหน้าทะเล้นกันมากขึ้น ซึ่งต่อมาได้รับการติดต่อเพื่อนำไปจัดแสดงไว้ที่ China Design Center ประเทศจีนอีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงหนึ่งที่บริเวณด้านหน้าสยามเซ็นเตอร์ ฝั่งพาร์ค พารากอน หลายคนอาจจะได้เห็น Mr. P Water ซึ่งเป็น Mr.P เด็กชายอารมณ์ดีขนาดยักษ์จำนวน 3 ตัว ที่มีความสูงกว่า 4 เมตร 3 เมตร และ 2 เมตร ตามลำดับ เป็นหุ่นไฟเบอร์กลาสที่ขึ้นรูปด้วยมือและมีขนาดใหญ่ที่สุด อวดโฉมเด่นตระหง่านในท่าทางคุกเข่า แลบลิ้นอย่างอารมณ์ดี มีน้ำไหลออกมาจากปาก สะท้อนถึงความเชื่อเกี่ยวกับศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยที่เชื่อว่าการตั้งจุดน้ำไหลบริเวณหน้าบ้าน จะเสริมสิริมงคลให้บ้านนั้นๆ สินค้าคาแร็กเตอร์ Mr. P ยังได้ไปปรากฏในระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์ต่างประเทศ รวมถึงเป็นไอเทมประดับบ้านของคริสติน่าอาร์กีเลร่า นักร้องนักแสดงชื่อดัง รวมถึงเคยถูกนำไปติดตั้งเป็นวินโดว์ดิสเพลย์ของร้าน Paul Smith แฟลกชิปสโตร์สาขาแรกในย่าน Covent Garden ใจกลางกรุงลอนดอนอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ Mr. P

ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เราไม่ได้เห็นการต่อยอดคาแร็กเตอร์สนุกๆ ของ Mr. Pไปสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เท่าไหร่นัก แต่ใครที่เป็นแฟนของเจ้าเด็กหน้าทะเล้น ที่กำลังเติบโตเป็นหนุ่มขี้เล่นตัวนี้ ก็จะได้มีโอกาสได้เห็น Mr. P กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ภายใต้โปรเจกท์ความร่วมมือของ Mr. P และ A49 เรากำลังจะได้อมยิ้มไปกับ Sculpture หุ่น Mr. P ในท่วงท่า อากัปกิริยาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ภายในส่วนต่างๆ ของอาคารคิงบริดจ์ ทาวเวอร์ “KingBridge Tower” โดยเครือสหพัฒน์ ซึ่งถูกตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้คนที่ทำงานในตึกนี้มีความสุขเป็น Happiness Tower ซึ่งพื้นที่ Communal Space ที่ทำให้คนที่เข้ามาใช้รู้สึกว่า “ตึกนี้ใจดีจังเลย” และเติมเต็มให้ความสุขให้สมบูรณ์ด้วยอารมณ์ขัน ความทะลึ่ง และท่าทางต่างๆ ของ Mr. P ที่แค่ได้เห็นก็ยิ้มแล้ว โดยอาคาร “KingBridge Tower” จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2024ที่จะมาถึงนี้ และหากเรานับอายุนับตั้งแต่วันที่ Mr. P ก่อกำเนิดแล้ว ปี 2024 ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็จะเป็นปีที่เขามีอายุครบ 20 ปีพอดี เตรียมตัวมาอมยิ้มและเฉลิมฉลอง 20 ปี ของ Mr. P ไปด้วยกัน

แลนด์มาร์คแห่งสยาม

แลนด์มาร์คแห่งสยาม

Mr. P ปรากฏภาพบนจอที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก

Mr. P ปรากฏภาพบนจอที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก

ตัวอย่าง Sculpture Mr. P ในท่วงท่าอากัปกิริยาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน

ตัวอย่าง Sculpture Mr. P ในท่วงท่าอากัปกิริยาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน