บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2729250

ดร.สิริลักข์ ศัลยสิริ บริจาคเงินเพื่อนำไปจ่ายค่าไฟฟ้าของวัดหลากหลายแห่ง

1 ต.ค. 2566 05:01 น.

ดร.สิริลักข์ ศัลยสิริ บริจาคเงินเพื่อนำไปจ่ายค่าไฟฟ้าของวัดหลากหลายแห่ง

ผู้ใจบุญ  –  ดร.สิริลักข์ ศัลยสิริ จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิด พร้อมบริจาคเงินนำไปจ่ายค่าไฟฟ้าของวัดหลากหลายแห่ง โดยมี ศ.นพ.สมยศ คุณจักร, ดร.ปัทมาฆะ สุคนธมาน, สุจิตราภรณ์ ศิริวรรณพร และ จันทร์พร จันประเสริฐ มาร่วมอวยพรด้วย ที่เพชรรัตน์คลินิก วันก่อน.

เหลี่ยมเกมกฎหมาย คือเรื่องปกติของการเมือง หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2566

  • “ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน… ยังฟิตไม่หยุดสำหรับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หลังจากเพิ่งไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการมาหยกๆ ล่าสุด วันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมาเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เป็นประธานพิธีเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 (Satellite 1: SAT-1) ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และ กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ AOT ร่วมให้การต้อนรับ โดย นายกฯเศรษฐา ระบุว่า สนามบินสุวรรณภูมิก่อสร้างมาหลายสิบปีแล้วในสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โชคดีที่ได้สร้างอุโมงค์ไว้ก่อน ทำให้การต่อเติมเป็นไปได้ง่ายขึ้น ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทำให้ตอนนี้ประหยัดงบประมาณได้มาก ประจวบเหมาะกับเวลานี้เราเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
วันวิวาห์  –  ดร.อัศวิน อิงคะกุล และ สกล เตชะสถาพร เป็นประธานในงานวิวาห์ระหว่าง พิชญ์สินี ธรรศวรโชติกุล บุตรี สุวภัทร สรธัญลภัส กับ ธนานันท์ บุตร ทศชัย­–จินดา ไกรโชค ท่ามกลางความปลื้มปีติของผู้มาร่วมอวยพร ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น วันก่อน.
  • นอกจากนี้ นายกฯเศรษฐา ยังสำทับด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าอากาศยานทั่วประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย การพัฒนาสนามบินเพื่อรับนักท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยกระดับชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น เพราะการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญ สามารถกระจายสู่ภาคประชาชนได้อย่างรวดเร็ว การเปิดบริการ SAT-1 จะรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการเปิด รันเวย์ที่ 3 กลางปีหน้า รองรับผู้โดยสารที่จะมาจำนวนมาก ส่งเสริมการเป็น ฮับการบินในภูมิภาค รองรับ การค้าการลงทุน ในระยะยาว โดยผลักดันให้ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางนักท่องเที่ยวทั่วโลก และสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน…มุ่งมั่นเดินไปสู่ความหวัง ฟื้นเศรษฐกิจประเทศให้กลับมามั่งคั่งในเร็ววัน
มีโอกาส  –  ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ จัดงานสัมมนา “เปิดโอกาสการลงทุน…ฝ่าปัจจัยลบ” เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพและปริมณฑลจากผลสำรวจในช่วงครึ่งปีแรก โดยมี สมบูรณ์ วศินชัชวาล และ เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม มาร่วมสัมมนาด้วย ที่โรงแรมคาร์ลตัน วันก่อน.
  • ทางด้าน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ระบุว่าหลังจากนี้จะเร่งผลักดัน เส้นทางวิ่งหรือรันเวย์ที่ 3 ที่จะทำให้เครื่องบินไม่ต้องบินวนรอลงจอด โดยขณะนี้ได้เร่งรัดให้การสร้างทางวิ่งที่ 3 เสร็จภายในเดือน ก.ค.2567 หรือเร็วกว่านั้น…ระดับมือบริหารอาชีพกำกับเอง รับรองฉลุยแน่นอน
ของอร่อยมาก  –  ชลธี ยังตรง ผวจ.อุบลราชธานี เปิดงาน “ครัวคุณต๋อยยกทัพ” ชวนเลือกอร่อยกับร้านเด็ดร้านดังทั้งคาว หวานและของว่างจากทั่วประเทศ จัดถึง 8 ต.ค. โดยมี ไตรภพ ลิมปพัทธ์, ยอดสร้อย ปัญณะสมบูรณ์ และ ธมกร วิชาชัย มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล อุบลราชธานี วันก่อน.
  • อืม…จากกรณีที่ พรรคก้าวไกล มีมติขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ สส.พิษณุโลก ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล โดยอ้างเหตุที่ ปดิพัทธ์ แสดงความประสงค์ว่าต้องการทำหน้าที่ในฐานะ รองประธานสภาฯ ต่อไป ดังนั้น พรรคจึงมีมติขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้พรรคก้าวไกลทำหน้าที่ พรรคฝ่ายค้าน ได้อย่างสมบูรณ์…แน่นอนการเดินเกมขับ ปดิพัทธ์ ออกจากพรรคครั้งนี้ถือเป็นการเลี่ยงมุม กติการัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง ที่จะมาเป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต้องไม่มี สส.ของพรรค เป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น การที่ พรรคก้าวไกล จะเสนอชื่อ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้ามารับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ก็จำเป็นต้องมีมติขับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อเปิดทางให้ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ ระหว่าง พรรคเป็นธรรม กับ พรรคไทยสร้างไทย ภายใน 30 วัน เพื่อดำรงสถานะ สส. และรักษาเก้าอี้ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้อยู่กับ กลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่อไป ตามแผนที่ต้องการครองตำแหน่งทั้ง ผู้นำฝ่ายค้าน และ รองประธานสภาฯ เพื่อให้สามารถเดินเกมทำหน้าที่ ฝ่ายค้าน ในสภาฯได้สะดวกและเข้มข้น…งานนี้แม้จะต้อง เสียภาพลักษณ์ ในเรื่องการใช้แท็กติก ซิกแซ็กหาช่องกฎหมายแบบ นักการเมืองรุ่นเก่า แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการก็ต้องยอม ที่สำคัญตอนนี้ พรรคก้าวไกล คงรู้ซึ้งแล้วว่า การเมืองในอุดมคติ กับ การเมืองในชีวิตจริงมันหนังคนละม้วน
งานวิจัย  –  รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ เป็นประธานในพิธีลงนามแสดงเจตจำนงทางวิชาการด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อเร่งรัดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมี ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล และ รศ.ดร.สิรี ชัยเสรี มาร่วมในพิธีด้วย ที่โรงแรมพูลแมน จี วันก่อน.
  • ขณะที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก รองประธานสภาผู้แทน ราษฎร คนที่ 1 ออกมาแถลงชัดว่า ขอน้อมรับมติ พรรคก้าวไกล ที่ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้สมบูรณ์แบบ โดยขณะนี้ได้หารือกับ พรรคเป็นธรรม และ พรรคไทยสร้างไทย แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะไปสังกัดพรรคใด และการขับออกครั้งนี้ไม่ใช่สมคบคิดเพื่อประโยชน์ใคร ไม่มีเงื่อนงำใดๆ ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า พรรคก้าวไกล เล่นการเมืองแบบเก่า ไม่ใช่สร้างการเมืองใหม่ ขอให้ไปถามพรรคก้าวไกลเอง…ฮั้ว หรือไม่ฮั้ว คงรู้กันอยู่แก่ใจ จริงมั้ยจ๊ะ
เพื่อสตรี  –  ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี นายกสมาคมสตรีเพื่อสตรี จัดโครงการฝึกอบรมวิชาชีพให้แม่เลี้ยงเดี่ยว เพื่อหารายได้ในช่วงเทศกาลกินเจ โดยมี นิตยา ลักษณวิสิษฐ์ และ ดร.สุรภีร์ โรจนวงศ์ มาร่วมงานด้วย ที่ศูนย์การเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมวัดโตนด อ.บางกรวย นนทบุรี วันก่อน.
  • แต่ที่แน่ๆ…เสรี สุวรรณภานนท์ สว. ออกมาตอกย้ำว่าเรื่องการขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ตามหลักการควรเป็นเรื่องของความขัดแย้ง ที่สมาชิกไม่สามารถทำงานร่วมกับพรรคได้ แต่ในการขับออกครั้งนี้ เป็นการสมคบ ตกลงรู้เห็นร่วมกัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพื่อหลบเลี่ยงหาทางออกไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรอดูว่าจะมีผู้ที่ยังติดใจไปยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าขัดต่อข้อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่…โปรดติดตามห้ามกะพริบตา
ญี่ปุ่นดั้งเดิม  –  คาวามูระ มากิ เปิดงาน “THE MALL LIFESTORE MOMIJI MATSURI” ชวนสัมผัสเทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม จัดถึง 8 ต.ค. โดยมี ดวงตา พงษ์วิไลย์, วิรัช สิทธิวราภรณ์ และ สิริพร ใจสะอาด มาร่วมงานด้วย ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน วันก่อน.
  • สังคมทั่วไป …กระทรวงมหาดไทย จัดงาน OTOP Midyear 2023 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ปากเกร็ด จ.นนทบุรี งานจัดถึง 1 ต.ค.นี้
  • กรมทางหลวง จัดอบรม “โครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลด้านภูมิสารสนเทศ (GIS) กรมทางหลวง” และหลักสูตรการใช้งานระบบบูรณาการและให้บริการข้อมูลภูมิสารสนเทศ ของกรมทางหลวง รุ่นที่ 1 ที่ห้องแมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น 2 ต.ค. 08.30 น.
  • เกริ่นล่วงหน้า อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ธนินทร์ วโนธาดา และ วิทยา สิงห์อุบล แจ้งนัด รวมพลเพื่อนสามเสนวิทยาลัย รุ่น 24 พบปะสังสรรค์ ที่ร้านนาทอง รัชดาฯ 7 ต.ค. ตั้งแต่ 17.30 น.
  • พระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์กิตติคุณอำไพ สุจริตกุล วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน 4 ต.ค. 16.00 น.

“ธนูเทพ”

คู่แข่งคนสำคัญ หนุนจีน คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีมัลดีฟส์คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729467

คู่แข่งคนสำคัญ หนุนจีน คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีมัลดีฟส์คนใหม่

1 ต.ค. 2566 14:39 น.

คู่แข่งคนสำคัญ หนุนจีน คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีมัลดีฟส์คนใหม่

‘โมฮัมเหม็ด มูอิซซู’ คู่แข่งคนสำคัญ นิยมจีน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีมัลดีฟส์คนใหม่ หลังชูนโยบาย “อินเดียเอาต์” ต่อต้านการมีอิทธิพลของอินเดียเหนือมัลดีฟส์

สำนักข่าวต่างประเทศ วันที่ 1 ต.ค. 2566 รายงานผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของมัลดีฟส์รอบสอง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 30 ก.ย. 2566 ปรากฏว่า นายโมฮัมเหม็ด มูอิซซู นายกเทศมนตรีกรุงมาเล เมืองหลวงของประเทศ วัย 45 ปี ซึ่งนิยมจีน และชูนโยบาย “อินเดียเอาต์” ต่อต้านการมีอิทธิพลของอินเดียเหนือมัลดีฟส์ ได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งคนสำคัญประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด โซลีห์ ด้วยเสียงสนับสนุนถึง 54% ขณะที่ผู้นำคนปัจจุบันได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 46%

รายงานระบุ นายโซลีห์ ได้ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 46% และกล่าวแสดงความยินดีกับว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ โดยนายโซลีห์จะรักษาการตำแหน่งผู้นำประเทศจนกว่านายมูอิซซูจะเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พ.ย. 2566

สำหรับการเลือกตั้งรอบแรกถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2566 ซึ่งนายมูอิซซู ได้สร้างความประหลาดใจด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 46% สูงกว่าผู้นำคนปัจจุบันที่ได้เสียงสนับสนุนเพียง 39% อย่างไรก็ดี เสียงสนับสนุนของนายมูอิซซูก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้มัลดีฟส์ต้องจัดการเลือกตั้งรอบสองเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

อนึ่ง การเลือกตั้งวานนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีความสำคัญต่อทิศทางนโยบายการต่างประเทศของมัลดีฟส์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอินเดียมายาวนาน และประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างนายโซลีห์ วัย 61 ปี จากพรรคประชาธิปไตยมัลดีฟส์ (Maldivian Democratic Party: MDP) ก็ได้ดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ตัวเขาเรียกว่า “นโยบายอินเดียต้องมาก่อน” (India-First Policy) นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งในปี 2561 และประเทศมัลดีฟส์ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอินเดีย ในการเฝ้าสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวต่างๆ ในมหาสมุทรอินเดีย

ขณะเดียวกัน ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนสำคัญอย่างนายมูอิซซู วัย 45 ปี จากพรรคพันธมิตรก้าวหน้า (Progressive Alliance) และแนวร่วมฝ่ายค้าน กลับมีนโยบายการต่างประเทศเอนเอียงไปทางจีน และสนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์จีน-มัลดีฟส์ให้แนบแน่นขึ้น พร้อมชูสโลแกน “อินเดียออกไป” (India Out) ตลอดการหาเสียงเลือกตั้ง

นายมูอิซซู เคยมีบทบาทสำคัญในโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลชุดก่อน โดยเฉพาะการได้รับเงินทุนพัฒนาประเทศจากโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางของจีน (One Belt One Road) ซึ่งนายมูอิซซูเคยพบกับเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในการพบปะกันเมื่อปีที่แล้วว่า หากพรรคของนายมูอิซซูได้เป็นรัฐบาล เขาต้องการให้มัลดีฟส์และจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปยังมหาสมุทรอินเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาททางทหารในแถบภูมิภาคนี้ อีกทั้งจีนยังต้องการปกป้องเส้นทางส่งออก-นำเข้าพลังงานของตนจากตะวันออกกลางในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ชาติคู่แข่งอย่างอินเดียไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ส่งผลให้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียได้มอบเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็ก 1 ลำให้กับมัลดีฟส์ ก่อนที่ในปี 2564 อินเดียจะส่งทหารเข้าไปประจำการในมัลดีฟส์ 75 นาย เพื่อปฏิบัติการดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องบินที่อินเดียส่งมอบให้

อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้ทหารอินเดียเข้ามาประจำการในมัลดีฟส์นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้าน ชี้ว่าเป็นการปล่อยให้อินเดียเข้ามารุกล้ำอธิปไตยของประเทศ และเรียกร้องให้กองทัพอินเดียออกจากมัลดีฟส์.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา :BBC, France 24, Aljazeera 

สภาคองเกรสสหรัฐฯ โหวตผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉิวเฉียด เลี่ยง รบ.ถูกชัตดาวน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729406

สภาคองเกรสสหรัฐฯ โหวตผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉิวเฉียด เลี่ยง รบ.ถูกชัตดาวน์

1 ต.ค. 2566 12:26 น.

สภาคองเกรสสหรัฐฯ โหวตผ่านร่างกฎหมายงบประมาณฉิวเฉียด เลี่ยง รบ.ถูกชัตดาวน์

สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณอุดหนุนระยะสั้นแบบฉิวเฉียด เพื่อไม่ให้รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนถูก’ชัตดาวน์’จนต้องปิดหน่วยงานของรัฐบาล และส่งผลกระทบต่อพนักงานรัฐกว่าหมื่นคน

เมื่อ 1 ต.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในที่สุด วุฒิสภาสหรัฐฯซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 88 ต่อ 9 เสียง ผ่านร่างกฏหมายจัดสรรงบประมาณอุดหนุดระยะสั้น แบบฉิวเฉียด ที่จะทำให้รัฐบาลไบเดนมีงบประมาณสำหรับบริหารกิจการของรัฐต่อไปอีก 45 วัน จนถึงวันที่ 17 พ.ย.2566

จากนั้นได้มีการส่งร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณชั่วคราวฉบับนี้ให้ประธานาธิบดีไบเดน ลงนามรับรองออกเป็นกฎหมายได้ทันเวลา ก่อนถึงกำหนดเส้นตายในเวลา 00.01 น ของวันที่ 1 ตุลาคม 2566  ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ 

ก่อนหน้านี้ ไม่นานนัก นายเควิน แมคคาร์ธีย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯจากพรรครีพับลิกัน ได้ยอมหันมาสนับสนุนร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณอุดหนุนระยะสั้น ก่อนจะพ้นกำหนดเส้นตาย เพื่อทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่ต้องถูกชัตดาวน์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพนักงานรัฐกว่าหมื่นคน

จึงทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งจะจัดสรรงบประมาณให้แก่รัฐบาลจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ซึ่งไม่มีความช่วยเหลือใหม่สำหรับยูเครน ได้รับการอนุมัติในที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนฯไปด้วยคะแนนเสียง 335 ต่อ 91 เสียง

ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯถูกชัตดาวน์ จะทำให้พนักงานรัฐบาลกลางหลายหมื่นคนถูกพักงานโดยไม่รับค่าจ้าง และระงับบริการต่างๆ ของรัฐบาล มีกำหนดหลังเที่ยงคืนของวันที่ 30 ก.ย. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ต.ค. ตามเวลาในไทย

ความคืบหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้ กลุ่ม สส.สายแข็งในพรรครีพับลิกันที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ยอมรับร่างกฎหมายที่พรรครีพับลิกันเสนอ เพื่อให้รัฐบาลกลางมีงบประมาณรายจ่ายใช้ชั่วคราว นอกจากนั้นร่างกฎหมายนี้ยังมีแนวโน้มที่จะไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก เพราะเสนอตัดลดงบประมาณรายจ่ายลงอย่างมาก

การผ่านร่างกฎหมายครั้งนี้ซึ่งจะทำให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสามารถดำเนินการต่อไปอีก 45 วัน ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันมากถึง 90 คนลงคะแนนเสียงคัดค้าน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกระทบกระเทือนต่อกลุ่มพรรครีพับลิกันฝ่ายขวากลุ่มเล็กๆ ที่ได้จัดการเจรจาในสภาฯ โดยมีข้อเรียกร้องในการลดหย่อนการใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นที่จะหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ ข้อเรียกร้องหลักประการหนึ่งของฝ่ายต่างๆ คือการที่สหรัฐฯ จะไม่ให้เงินสนับสนุนยูเครนจากการรุกรานโดยรัสเซีย

การชัตดาวน์เกิดขึ้นเมื่อสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางประมาณ 30% ที่พวกเขาต้องอนุมัติก่อนเริ่มปีงบประมาณแต่ละปีในวันที่ 1 ตุลาคม และเนื่องจากพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมากในสภา และพรรคเดโมแครตถือเสียงข้างมากในวุฒิสภา ดังนั้นมาตรการระดมทุนใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย

ความพยายามในการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวในสภาฯ หลายครั้ง ถูกขัดขวางในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโดย สส.สายแข็งกร้าวในพรรครีพับลิกัน กลุ่มดังกล่าวได้คัดค้านมาตรการการใช้จ่ายระยะสั้น และผลักดันให้มีการปรับลดค่าใช้จ่ายโดยผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายระยะยาวพร้อมเงินออมเฉพาะหน่วยงาน แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านวุฒิสภาก็ตาม

นายเควิน แม็กคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนฯ จากรีพับลิกัน แสดงท่าทีลังเลอย่างมากในการขอคะแนนเสียงจากพรรคเดโมแครตในการผ่านร่างกฎหมายของสภาฯ จนถึงนาทีสุดท้าย เนื่องจากการทำเช่นนี้จะทำให้สมาชิกพรรคอนุรักษนิยมสายแข็งเหล่านี้ไม่พอใจ

แต่พรรคเดโมแครตไม่ได้รับทุกสิ่งที่ต้องการ แม้ว่าจะลงคะแนนเสียงเพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ และต้องละทิ้งความหวังที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมแก่ยูเครน โดยพวกเขาและพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนเงินทุนแก่ยูเครน จะยังคงเผชิญความกดดันในการหาเงินทุนเพิ่มเติมต่อไป แต่เจ้าหน้าที่ในคณะบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้เตือนว่าในระยะสั้น ความพยายามในการทำสงครามของยูเครนอาจหยุดชะงักได้

ฝ่ายนิติบัญญัติในวุฒิสภาคาดว่าจะรับร่างกฎหมายนี้อย่างรวดเร็ว และพยายามผ่านร่างกฎหมายให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่ประธานาธิบดีไบเดนจะลงนามเพื่อผ่านเป็นกฎหมาย

สมมติว่าวุฒิสภาปฏิบัติตามผู้นำของสภา และอนุมัติร่างกฎหมายระยะสั้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจะยังคงเปิดอยู่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ภาวะชัตดาวน์ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งใน 45 วัน เนื่องจากความขัดแย้งขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับระดับการใช้จ่าย และนโยบายของรัฐบาลระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต หรือในหมู่พรรครีพับลิกันเองที่ไม่ได้รับการแก้ไข.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: BBC, Reuter

ญี่ปุ่นใช้หุ่นยนต์หมาป่า ขับไล่ “หมี” ทำชาวบ้านเดือดร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729410

ญี่ปุ่นใช้หุ่นยนต์หมาป่า ขับไล่ "หมี" ทำชาวบ้านเดือดร้อน

1 ต.ค. 2566 09:12 น.

ญี่ปุ่นใช้หุ่นยนต์หมาป่า ขับไล่ “หมี” ทำชาวบ้านเดือดร้อน

ชาวญี่ปุ่นได้นำหุ่นยนต์หมาป่ามาใช้ในการขับไล่หมี ที่เริ่มบุกรุกพื้นที่ทำมาหากินและออกมาทำร้ายชาวบ้าน

เดิมทีหุ่นยนต์หมาป่าได้รับการออกแบบมาสำหรับการป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้บุกรุกเข้าไปยังพื้นที่การเกษตร แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ใช้หุ่นยนต์หมาป่าเพื่อป้องกันไม่ให้หมีเข้าไปในเขตเมืองและทำร้ายผู้คน

โมโตฮิโระ มิยาซากะ ประธานบริษัท “วูล์ฟ คามุอิ” (Wolf Kamuy) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ กล่าวว่า การติดตั้งหุ่นยนต์ในเมืองทากิคาวะ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2563 นับเป็นครั้งแรกที่หุ่นยนต์หมาป่าถูกนำมาใช้ขับไล่หมี และนับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งได้สั่งซื้อหุ่นยนต์หมาป่ามากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าการโจมตีของหมีไม่ใช่ปัญหาใหม่ในญี่ปุ่น แต่เหตุการณ์โจมตีของหมี ก็เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สาเหตุหลักคือผู้คนอพยพออกจากหมู่บ้านเกษตรกรรมในชนบท นั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว

ชินสุเกะ โคอิเกะ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ซึ่งมีศูนย์วิจัยเกี่ยวกับหมี ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศป่าไม้ กล่าวว่า “ประชากรในเมืองของญี่ปุ่นกำลังขยายตัว คนอายุน้อยไม่ต้องการอาศัยอยู่ในหรือใกล้ภูเขา”

หลายคนอพยพไปยังเมืองใหญ่ ทำให้หมู่บ้านหรือเมืองเริ่มหดตัวลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องมาจากจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น นายโคอิเกะ กล่าวว่า “พื้นที่เกษตรกรรมในชนบทบริเวณเชิงเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเขตกันชนระหว่างหมีกับมนุษย์ที่มีจำนวนเพิ่ม กำลังหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ”

ผลก็คือ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา บรรดาลูกหมีเริ่มเข้าไปในเขตป่ารกร้าง อาศัยอยู่ใกล้กับเมือง ทำให้พวกมันเริ่มชินกับแสงสว่างจ้าและเสียงดัง และไม่กลัวมนุษย์มากขึ้น พวกมันเดินทางเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัย เนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันได้ขยายจากภูเขาไปสู่พื้นที่ราบใกล้กับประชากรมนุษย์มากขึ้น

ในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการโจมตีของหมีมากกว่า 150 ครั้งในฮอกไกโด มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บ 10 รายในปี 2564 ซึ่งถือเป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

หมีสีน้ำตาลที่มีความดุร้ายมากกว่า สามารถพบได้ทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ขณะที่หมีดำเอเชียอาศัยอยู่ตามพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของญี่ปุ่น โดยสังเกตได้จากเครื่องหมายพระจันทร์เสี้ยวสีครีมบนหน้าอก และมีความก้าวร้าวน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้อันตรายน้อยกว่าด้วย

ประชากรหมีในญี่ปุ่นยังเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ประชากรมนุษย์ในญี่ปุ่นมีอายุมากขึ้นและหดตัวลง ข้อมูลของรัฐบาลประมาณการว่า มีหมีสีน้ำตาลประมาณ 12,000 ตัวในภูมิภาคฮอกไกโด ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า ประชากรหมีดำในเอเชียอยู่ที่ประมาณ 10,000 ตัว

การปรากฏตัวของหมีและเหตุการณ์ต่างๆ มักเกิดขึ้นประมาณเดือนเมษายน เมื่อหมีเริ่มตื่นจากการจำศีลเพื่อออกหาอาหาร และอีกครั้งในเดือนกันยายนและตุลาคม เมื่อพวกมันออกหากินเพื่อสะสมไขมันในช่วงฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม การโจมตีถึงขั้นเสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้ยาก

นายโคอิเกะ กล่าวว่า “ตามสถิติแล้ว หากจำนวนการโจมตีและการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น โอกาสที่มีผู้เสียชีวิตก็อาจจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน” 

สถานการณ์ยังเลวร้ายลง เนื่องจากผลผลิตลูกโอ๊กซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหมีลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยทั่วไปแล้วการเก็บเกี่ยวลูกโอ๊กจะเป็นไปตามวัฏจักรที่ขึ้นลง ฤดูใบไม้ร่วงที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตจำนวนมาก อาจหมายถึงผลผลิตที่ลดลงในปีต่อไป และปีที่เลวร้ายอาจแย่ลงได้อีก หากเกิดพายุรุนแรง ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำลายพืชผลทางการเกษตร.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

รถบรรทุกแอมโมเนียชนในอิลลินอยส์ สารหก 4,000 แกลลอน ตาย 5 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729403

รถบรรทุกแอมโมเนียชนในอิลลินอยส์ สารหก 4,000 แกลลอน ตาย 5 ศพ

1 ต.ค. 2566 06:30 น.

รถบรรทุกแอมโมเนียชนในอิลลินอยส์ สารหก 4,000 แกลลอน ตาย 5 ศพ

เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วงขนสารพิษหลายพันแกลลอนชนกับรถคันอื่นในรัฐอิลลินอยส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ และต้องอพยพประชาชนอีกหลายร้อย เนื่องจากมีสารพิษหกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถชนกันหลายคัน รวมถึงรถบรรทุกพ่วงที่ขนสารแอมโมเนีย แอนไฮดรัส (Ammonia anhydrous) มาราว 7,500 แกลลอน บนถนนหลวงหมายเลข 40 ใกล้เมืองตูโตโปลิส ในเขตเอฟฟิงแฮม เคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 29 ก.ย. 2566 ผ่านมา

รถบรรทุกพ่วงขนสารแอมโมเนีย แอนไฮดรัส (Ammonia anhydrous) ราว 7,500 แกลลอน ประสบอุบัติเหตุชนกับรถยนต์หลายคันบนถนนหลวงหมายเลข 40 ใกล้เมืองตูโตโปลิส ในเขตเอฟฟิงแฮม เคาน์ตี รัฐอิลลินอยส์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ โดยสำนักงานชันสูตรศพเขตเอฟฟิงแฮม เคาน์ตี เปิดเผยว่า ผู้เคราะห์ร้ายรวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบ 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 คนที่มาจากครอบครัวเดียวกัน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 5 คนถูกนักตัวส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมรัฐอิลลินอยส์ ระบุว่า เหตุการณ์นี้ยังทำให้มีแอมโมเนียหกรั่วไหลประมาณ 4,000 แกลลอน จนเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอพยพผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงในรัศมี 1 ไมล์ มีผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้ประมาณ 500 คน

ทั้งนี้ สำนักงานบริหารสุขภาพและความปลอดภัยทางอาชีพ เผยว่า แอมโมเนียด้วยตัวมันเองไม่ใช่พิษ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเรื้อรังต่อร่างกายหากสัมผัสเป็นเวลานาน แต่หากมันสะสมในอากาศแม้เพียงเล็กน้อย มันอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา, ลำคอ และทางเดินหายใจ ถึงขั้นสร้างความเสียหายรุนแรงต่อปอด.

ที่มา : reuters

ตร.เทกซัสจับกุมผู้ต้องสงสัย คดีฆาตกรรมอดีตผู้ช่วยดัชเชสแห่งยอร์กได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729396

ตร.เทกซัสจับกุมผู้ต้องสงสัย คดีฆาตกรรมอดีตผู้ช่วยดัชเชสแห่งยอร์กได้แล้ว

1 ต.ค. 2566 05:05 น.

ตร.เทกซัสจับกุมผู้ต้องสงสัย คดีฆาตกรรมอดีตผู้ช่วยดัชเชสแห่งยอร์กได้แล้ว

ตำรวจเทกซัสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมหญิงวัย 46 ปี อดีตผู้ช่วยส่วนตัวของดัชเชสแห่งยอร์กได้แล้ว และเตรียมตั้งข้อหาฆาตกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันเสาร์ที่ 30 ก.ย. ว่า ตำรวจในรัฐเทกซัสของสหรัฐฯ จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรม น.ส.เจนีน แชปแมน วัย 46 ปี ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยส่วนตัวของ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แล้ว

ศพของ น.ส.แชปแมน ถูกพบที่อพาร์ตเมนต์ห้องหนึ่งในย่านกลางเมืองดัลลัส เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยในวันอังคารเจ้าหน้าที่นิติเวชศาสตร์ดำเนินการชันสูตรพลิกศพ และลงความเห็นว่าเธอถูกฆาตกรรม

ตำรวจระบุอีกว่า ต่อมาในวันพุธ เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ และควบคุมตัว นายเจมส์ แพทริก วัย 48 ปี ในเมืองออสติน ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 200 ไมล์ ก่อนจะถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำเขตทราวิส เคาน์ตี และถูกเตรียมถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม

ตำรวจเมืองดัลลัสยังไม่ข้อสรุปว่าอะไรเป็นมูลเหตจูงใจที่ทำให้นายแพทริกสังหาร น.ส.แชปแมน และยังไม่เปิดเผยด้วยว่าผู้ตายกับผู้ต้องสงสัยรู้จักกัน หรือมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันหรือไม่ โดยจนถึงในวันเสาร์เขายังคงถูกควบคุมตัว โดยมีวงเงินประกันอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ น.ส.แชปแมน เคยเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ ซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก อดีตพระชายาในเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก เมื่อหลายปีก่อน และข่าวการเสียชีวิตของเธอก็ทำให้เฟอร์กูสันตกใจและเสียใจอย่างมาก โดยเธอยกย่องอดีตผู้ช่วยรายนี้ว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์, ขยัน, งดงาม และสนุกสนาน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รบ.ฝรั่งเศสรับปาก หาทางแก้ปัญหาตัว ‘เรือด’ หลังระบาดทั่วกรุงปารีส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729395

รบ.ฝรั่งเศสรับปาก หาทางแก้ปัญหาตัว ‘เรือด’ หลังระบาดทั่วกรุงปารีส

1 ต.ค. 2566 04:25 น.

รบ.ฝรั่งเศสรับปาก หาทางแก้ปัญหาตัว ‘เรือด’ หลังระบาดทั่วกรุงปารีส

กรุงปารีส ของฝรั่งเศส กำลังประสบปัญหาตัวเรือดระบาดในหลายสถานที่ ทำให้รัฐบาลต้องออกมาให้คำมั่นว่าจะหาทางแก้ปัญหา

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานเมื่อ 30 ก.ย. 2566 ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสออกมาให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการเพื่อรับรองความปลอดภัย และปกป้องสาธารณชนจากตัว ‘เรือด’ ที่กำลังแพร่กระจายอย่างหนักตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงปารีส

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่กับกลุ่มสหภาพการค้าในเมืองหลวงแห่งนี้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเคลื่อนไหว เนื่องจากมีผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอมากมายบนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นถึงตัวเรือดตามที่นั่งรถสาธารณะ และสถานที่อื่นๆ เช่น เก้าอี้ในโรงภาพยนตร์

นายเคลมองต์ โบเนอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เขาจะหารือกับผู้ให้บริการขนส่งเจ้าต่างๆ ในสัปดาห์หน้า เพื่อใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับรองความปลอดภัย และปกป้องสังคม จากแมลงดูดเลือดที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นมากชนิดนี้

ด้านนายเอ็มมานูเอล เกรกัวร์ รองนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ระบุว่า ตัวเรือดแพร่กระจายไปทั่ว “คุณต้องเข้าใจว่าในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครปลอดภัย แน่นอนว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง แต่ในความเป็นจริงคุณสามารถมีตัวเรือดติดได้จากทุกที่ และนำพวกมันกลับบ้านไปด้วย”

ทั้งนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มแคมเปญกำจัดตัวเรือด ได้ก่อตั้งเว็บไซต์ และสายด่วนสำหรับแจ้งข้อมูล เพื่อรับมือกับจำนวนแมลงที่เพิ่มขึ้น แต่นายเกรกัวร์ ระบุว่า แม้จะมีแผนการดังกล่าว แต่ทุกวันจะมีคนเดินทางเข้าสู่ปารีสถึง 3.6 ล้านคน ทำให้ตัวเรือดไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ชานเมือง

โจแฮนนา ฟิต ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการสุขภาพและอนามัยแห่งชาติ (ANSES) ของฝรั่งเศส ระบุว่า ปัญหานี้เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในฝรั่งเศส และเกือบทุกที่ในโลก สาเหตุหลักมาจากความเคลื่อนไหวของผู้คน, การเดินทาง และข้อเท็จจริงที่ว่าผู้คนอาศัยอยู่ในที่พักอาศัยระยะสั้น และนำตัวเรือดติดมากับกระเป๋า หรือสัมภาระของพวกเขาด้วย

เธอเสริมด้วยว่า สาเหตุที่ตัวเรือดที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็เพราะ พวกมันมีความต้านทานยาฆ่าแมลงมากขึ้น “เราพบตัวเรือดที่มีความต้านทานมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงไม่มีวิธีการปาฏิหาริย์ใดๆ ที่จะสามารถจัดการพวกมันได้ในทันที”

อย่างไรก็ตาม รองนายกเทศมนตรีปารีส ยืนยันว่าปัญหานี้จะไม่ส่งผลต่อการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ 2024 ที่กรุงปารีสจะเป็นเจ้าภาพ “ตัวเรือดมีอยู่มาก่อนแล้ว และมันจะคงอยู่ต่อไป” นายเกรกัวร์ เสริมและว่า การจัดโอลิมปิกจะเป็นโอกาสที่ทุกคนจะได้มาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มีหวังรอดชัตดาวน์ สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตผ่านกฎหมายงบประมาณระยะสั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729394

มีหวังรอดชัตดาวน์ สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตผ่านกฎหมายงบประมาณระยะสั้น

1 ต.ค. 2566 02:35 น.

มีหวังรอดชัตดาวน์ สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวตผ่านกฎหมายงบประมาณระยะสั้น

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตผ่านร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นแล้ว และตอนนี้กำลังรอวุฒิสมาชิกพิจารณา ก่อนถึงเส้นตายรัฐบาลชัตดาวน์ไม่กี่ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นแล้ว ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 334 เสียง และคัดค้าน 92 เสียง และตอนนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งไปให้วุฒิสมาชิกพิจารณาแล้ว โดยพวกเขาจะต้องผ่านกฎหมายก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วน หลังผ่านพ้นเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 ก.ย.นี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ นายเควิน แมกคาร์ธี ร่วมการประชุมกับ ส.ส.พรรครีพับลิกัน และประกาศร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นฉบับใหม่ ที่จะทำให้รัฐบาลมีเงินใช้จ่ายต่อไปอีก 45 วัน เพิ่มเวลาให้เหล่าสมาชิกสภาได้เจรจาเรื่องกฎหมายการใช้จ่ายสำหรับปีงบประมาณ 2567 ที่ยังไม่มีความคืบหน้า

ส.ส.เดโมแครตใช้เวลาทบทวนถ้อยคำในร่างกฎหมายฉบับนี้ก่อนจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบไปได้ แม้จะต้องการคะแนนเสียงเห็นชอบเกิน 2 ใน 3 เนื่องจากมันถูกนำเสนอขึ้นมาผ่านกระบวนการเร่งรัด โดยฝ่ายรีพับลิกันโหวตเห็นชอบ 126 เสียง คัดค้าน 90 เสียง

ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดรวมงบช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทำเนียบขาวต้องการได้ แต่ตัดเงินช่วยเหลือยูเครนมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ออกไปตามที่ฝ่าย ส.ส.รีพับลิกันเรียกร้อง นับเป็นการตีแสกหน้าประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ที่พยายามล็อบบี้สภาคองเกรสเพื่อขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในกลุ่ม ส.ส.รีพับลิกัน เป็นสาเหตุหลักที่ขัดขวางการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณของสภาคองเกรส โดย ส.ส.รีพับลิกันฝ่ายขวาปฏิเสธที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว หากปราศจากเงื่อนไขให้รัฐบาลลดการใช้จ่ายจำนวนมากลงไปด้วย ซึ่งหากยังหาทางออกไม่ได้ ความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะชัตดาวน์ก็ยังไม่หมดไป.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวอาร์เมเนียอพยพจากนากอร์โน-คาราบัค เกิน 100,000 คนแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729388

ชาวอาร์เมเนียอพยพจากนากอร์โน-คาราบัค เกิน 100,000 คนแล้ว

1 ต.ค. 2566 00:37 น.

ชาวอาร์เมเนียอพยพจากนากอร์โน-คาราบัค เกิน 100,000 คนแล้ว

ชาวอาร์เมเนียในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ของอาเซอร์ไบจาน อพยพออกจากดินแดนเกือบหมดแล้ว โดยมีผู้อพยพเดินทางถึงอาร์เมเนียแล้วมากกว่า 100,000 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอพยพจากดินแดนนากอร์โน-คาราบัค มากกว่า 100,000 คนแล้ว หรือเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมดที่มีราว 120,000 คน นับตั้งแต่อาเซอร์ไบจานมีปฏิบัติการสายฟ้าแลบ และยึดดินแดนแห่งนี้ได้สำเร็จ

นางนาเซลี บักห์ดาซาร์ยัน โฆษกหญิงของนายกรัฐมนตรีประเทศอาร์เมเนีย ระบุว่า จำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 100,417 คนแล้ว

ทั้งนี้ นากอร์โน-คาราบัค เป็นดินแดนแยกตัวที่อยู่ภายในประเทศอาเซอร์ไบจาน แต่ปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียมานานกว่า 30 ปี โดยได้รับความช่วยเหลือจากอาร์เมเนีย และรัสเซีย ซึ่งเป็นชาติพันธมิตร อย่างไรก็ตามนานาชาติให้การยอมรับว่าดินแดนแห่งนี้เป็นของอาร์เซอร์ไบจาน

แต่หลังจากอาเซอร์ไบจานมีปฏิบัติการโจมตีสายฟ้าแลบเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้มีทหารของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียเสียชีวิตมากกว่า 200 ศพ ขณะที่ทหารอาเซอร์ไบจานตายไปหลายสิบราย กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียจึงยอมตกลงหยุดยิงภายใต้เงื่อนไขว่าพวกเขาต้องวางอาวุธ และสลายกลุ่ม

อาเซอร์ไบจาน ระบุว่า พวกเขาต้องการรวมดินแดน และปฏิบัติต่อชาวอาร์เมเนียในคาราบัคอย่างเท่าเทียม แต่กลุ่มชาติพันธุ์ไม่เชื่อ และกังวลว่าจะถูกกวาดล้าง จึงตัดสินใจอพยพแห่ไปยังประเทศอาร์เมเนีย

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายซัมเวล ชาห์รามันยัน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอาร์ทซัค สาธารณรัฐที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ลงนามในกฤษฎีกายุบองค์กรและสถาบันทางการเมืองทั้งหมดของภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งจะถือเป็นการสิ้นสุดลงของสาธารณรัฐแห่งนี้.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759964

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีน (1 ต.ค.) ที่ผสานรวมกับวันหยุดเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์(29 ก.ย.) กลายเป็น “สัปดาห์ทอง”ระยะ 8 วัน (29 ก.ย.-6 ต.ค.)ที่ประชาชนชาวจีนจำนวนไม่น้อยพากันจับจองการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ซีทริป (Ctrip) บริษัทผู้ให้บริการจองบัตรโดยสารชั้นนำเปิดเผยว่า ปริมาณการจองผลิตภัณฑ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงไม่นานนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี ขณะความต้องการเดินทางช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวชาวจีนในฐานะแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความสำคัญของไทย ได้ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนไทยมากกว่า 10 ล้านคน ครองส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย

ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากทางการจีนกลับมาอนุญาตการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นาน ขอวีซ่าได้สะดวกรวดเร็ว และมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

จำนวนชาวจีนที่ยื่นขอวีซ่าเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง เผยว่าปริมาณการพิจารณาวีซ่าในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ความนิยมท่องเที่ยวไทยยังคงต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของจีน โดยข้อมูลจากยูมีทริป (Umetrip) ระบุว่ากรุงเทพฯ ครองอันดับ 3 ของจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยม 10 อันดับแรกในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.)

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางการไทยเริ่มต้นนโยบายฟรีวีซ่า ระยะ 5 เดือน แก่นักท่องเที่ยวจากบางประเทศ รวมถึงจีน โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสินของไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิด้วย

กัวตง ชาวเมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ผู้วางแผนท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีนปีนี้ มองว่านโยบายวีซ่าเป็นเหมือน “บังเหียน” ควบคุมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขาเข้าและขาออก เขายังกล่าวเสริมว่า นโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่เพียงเกื้อหนุนการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว แต่ยังประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ช่วยให้ชาวจีนอยากเดินทางไปเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดยาวที่จะถึงนี้

ด้าน หวังเซิน ผู้ดูแลเที่ยวบินเช่าเหมาลำประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตื่นเต้นกับนโยบายฟรีวีซ่านี้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30

ข้อมูลการจองแพ็กเกจการท่องเที่ยวในปัจจุบันบ่งชี้ว่าช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบแพ็กเกจเส้นทาง “กรุงเทพฯ+พัทยา+เกาะเสม็ด” เป็นจำนวนไม่น้อย

ไล่ จิ้นเผิง ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศในจีนและธุรกิจเอเจนซี่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มาหลายปี เล่าย้อนว่า ยุคก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ บริษัทของเขารับรองนักท่องเที่ยวเกือบ 15,000คนต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วงก่อนมีเที่ยวบินน้อยมาก ทำให้คนไม่ค่อยอยากมาเที่ยวไทย แต่นโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลไทยจะช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวที่ใกล้มาถึงนี้

ไล่เสริมว่า ผู้คนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างตื่นตัวหลังจากมีนโยบายฟรีวีซ่าเอเจนซี่ท่องเที่ยวและธุรกิจบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำในจีนบางส่วนเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำอีกครั้ง

ข้อมูลจากยูมีทริประบุว่าสายการบินในจีนให้บริการเที่ยวบินระหว่างจีน-ไทยมากกว่า 6,400 เที่ยวในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.) ซึ่งฟื้นตัวอยู่ที่ราวร้อยละ 54 ของช่วงเดียวกันในปี 2019 โดยค่าบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,800 หยวน (ราว 8,963 บาท)

เหลี่ยว เย่จิ่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของสายการบินไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส สาขากว่างซีกล่าวว่า ช่วงนี้ความต้องการเที่ยวบินจากหนานหนิงไปยังกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ขณะปัจจุบันความจุของเที่ยวบินจากหนานหนิงสู่กรุงเทพฯ อยู่ที่ร้อยละ 80

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างซี เชื่อว่า ความกระตือรือร้นและจำนวนชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหยุดยาวนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยชุดใหม่เร่งดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลากหลายรายการ ซึ่งรวมถึงนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจจากชาวจีน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศและมิตรภาพ

หรือ “จีนไทยพี่น้องกัน” นั่นเอง

เรียบเรียงจากข้อมูล สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี