ไข่ไก่เคจฟรี ผลิตภัณฑ์ปลอดคาร์บอนรายแรกของเอเชีย หนุนคนไทยบริโภคสินค้า ดีต่อสุขภาพ ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759821

ไข่ไก่เคจฟรี ผลิตภัณฑ์ปลอดคาร์บอนรายแรกของเอเชีย หนุนคนไทยบริโภคสินค้า ดีต่อสุขภาพ ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

ไข่ไก่เคจฟรี ผลิตภัณฑ์ปลอดคาร์บอนรายแรกของเอเชีย หนุนคนไทยบริโภคสินค้า ดีต่อสุขภาพ ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าพัฒนาไข่ไกสดคาร์บอนต่ำ สนับสนุนคนไทยได้บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ล่าสุด สมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ รับมอบประกาศนียบัตรการรับรองอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายคาร์บอนนิวทรัลผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ Cage Free แบรนด์ยูฟาร์ม จาก เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ส่งผลให้ เป็นไข่ไก่เคจฟรีของซีพีเอฟ เป็นไข่ไก่ปลอดคาร์บอนรายแรกของไทยและภูมิภาคเอเชีย ร่วมสร้างสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและมุ่งสู่ Net-Zero ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ กล่าวชื่นชมและขอบคุณซีพีเอฟเป็นภาคเอกชนชั้นนำที่ร่วมมือ อบก. ในการจัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานผลิตอย่างต่อเนื่อง พัฒนากระบวนการผลิตไข่ไก่ที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าและชดเชยจนเป็นไข่ไก่ปลอดคาร์บอน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมีส่วนสนับสนุนประเทศไทยก้าวสู่ Net-Zero และขอเชิญชวนภาคธุรกิจมาช่วยกันเพื่อสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

สมคิด วรรณลุกขี กล่าวว่า การที่ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่เคจฟรี แบรนด์ ยูฟาร์ม ได้รับรองเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดคาร์บอน เป็นความมุ่งมั่นของซีพีเอฟในการพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ เป็นอีกทางเลือกให้คนไทยได้บริโภคอาหารโปรตีนคุณภาพสูง มาจากห่วงโซ่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสัตว์ และยังมีส่วนช่วยรักษาโลกของเรา ปัจจุบัน ร้อยละ 90 ของผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ของซีพีเอฟเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรม และจากนี้ บริษัทมีแผนขยายการพัฒนาไข่ไก่คาร์บอนต่ำให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ รวมถึงเดินหน้าพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ต้นแบบที่ใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานฟาร์มทั้งหมด และไม่พึ่งพาพลังงานจากภายนอก (Renewable Energy Farm หรือ RE100 Farm) เพื่อร่วมสนับสนุนบริษัท ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050

ซีพีเอฟ โดยธุรกิจไก่ไข่ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการผลิตไข่ไก่ที่สะอาดถูกสุขอนามัย ปลอดภัย ปลอดยาปฏิชีวนะมีกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ การลำเลียงไข่ไก่ การล้าง การคัดไข่ไก่ จนถึงการบรรจุเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดการสูญเสียระหว่างการผลิต พร้อมนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิต ได้แก่ ก๊าซชีวภาพจากมูลไก่ และพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ น้ำหลังการบำบัดจะถูกหมุนเวียนกลับมาผสมกับมูลไก่ในระบบโดยไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอกและนำมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้ฟาร์ม

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟยังเพิ่มมูลค่าของเสียนำกากที่เกิดจากระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงไข่ที่เสียหายและเปลือกไข่ไก่ไปใช้ประโยชน์ทำเป็นปุ๋ยเพื่อแบ่งปันให้เกษตรกรใกล้เคียงใช้ปรับสภาพดินสำหรับการเพาะปลูกอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัท ยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ไข่ไก่ Cage Free ที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ของซีพีเอฟที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ เป็นทางเลือกให้คนไทยได้บริโภคสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและดีต่อใจ มีส่วนร่วมรักษาโลกให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป ปัจจุบัน นอกจากผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ Cage Free แบรนด์ยูฟาร์ม ที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แล้ว ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่อีก 23 รายการเป็นสินค้าที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน มีผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์รวม 832 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เนื้อไก่สด อาหารสัตว์บก ขณะที่ผลิตภัณฑ์ 56 รายการ อาทิ เนื้อหมูสด อาหารไก่เนื้อ ไข่ไก่ เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่ได้รับฉลากลดโลกร้อน

เรียนรู้ ‘ความทันสมัยแบบจีน’ ในโลกยุคใหม่ มุ่งสร้างสัมพันธ์ไทย ที่ไม่ตามรอย ‘ตะวันตก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759789

เรียนรู้ ‘ความทันสมัยแบบจีน’ ในโลกยุคใหม่  มุ่งสร้างสัมพันธ์ไทย ที่ไม่ตามรอย ‘ตะวันตก’

เรียนรู้ ‘ความทันสมัยแบบจีน’ ในโลกยุคใหม่ มุ่งสร้างสัมพันธ์ไทย ที่ไม่ตามรอย ‘ตะวันตก’

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แน่นอนว่า “ประเทศจีน” คือหนึ่งในมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อระบบการค้าการลงทุน และในทุกๆ ทิศทางการขยับตัวของสังคมแดนมังกร ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงนานาประเทศไม่มากก็น้อย ดังนั้นความเข้าใจถึงแนวคิดและเป้าหมายที่ประเทศยักษ์ใหญ่รายนี้กำลังเดินหน้า ย่อมเป็นข้อมูลที่มีค่าให้เราสามารถนำไปเรียนรู้เพื่อตั้งรับและปรับตัว

ในการปาฐกถาพิเศษของ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย บนหัวข้อ “ความทันสมัยแบบจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคใหม่” เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2566 ซึ่งจัดโดยสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และมุมมอง โดยวรรคตอนถัดจากนี้คือคำบรรยายที่สามารถสรุปหลักคิดและทิศทางที่ประเทศนี้กำลังเดินหน้าได้เป็นอย่างดี

เขาเริ่มต้นบอกเล่าถึงนิยามคำว่า “ความทันสมัย” ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับที่คนจีนทั้งหมดได้ร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศในระบบสังคมนิยมที่ทันสมัยอย่างรอบด้าน แม้ความหมายหนึ่งของ“ความทันสมัย” คือการก้าวให้ทันการพัฒนาของยุค หรือในแง่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ก็คือการก้าวให้ทันประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคำจำกัดความ หรือมาตรฐานที่ชัดเจนในการชี้วัด “ประเทศที่พัฒนาแล้ว”

ทั้งนี้ โดยปกติแล้วเราอาจใช้ตัวเลขจีดีพีต่อหัว หรือตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น ระดับอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเกณฑ์ในการประเมิน ซึ่งทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่า 40 ประเทศที่ทั่วโลกยอมรับนั้น ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในฝั่งตะวันตก ส่วนซีกโลกตะวันออกมีเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์เท่านั้น

ฉะนั้น ในแง่หนึ่งแม้ว่าความทันสมัยที่ประเทศจีนต้องการบรรลุนั้น จะมีลักษณะที่เหมือนกันกับประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะยังคงความเอกลักษณ์ ซึ่งนั่นคือ “ความทันสมัยแบบจีน”

เพื่อขยายความสิ่งนี้ ท่านทูตจีนได้เล่าย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อารยธรรมชาติจีนที่ยาวนานกว่า 5,000 ปี ให้กำเนิดสิ่งประดิษฐ์และโครงการที่ยิ่งใหญ่มากมาย และจีดีพีของประเทศจีนก็เคยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของโลกมาอย่างยาวนาน โดยในทศวรรษ 1960 จีนได้มีการเสนอเป้าหมายใหญ่ของ “ความทันสมัย 4 ประการ” ได้แก่ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ

ภายหลังการปฏิรูปประเทศในปี ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา จีนได้เร่งพัฒนาความทันสมัยให้ครอบคลุมทุกด้าน สร้างอัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยสูงถึง 9.1% ต่อปี ในตลอดระยะเวลากว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่หาได้ยากในโลก จนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาด้วยการนำของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จีนได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้บรรลุถึง “ความทันสมัยขั้นพื้นฐาน” ภายในปี ค.ศ.2035 และบรรลุถึง “ความทันสมัยอย่างรอบด้าน” ภายในกลางศตวรรษนี้

เขากล่าวต่อถึงความสำเร็จของจีน ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยใน “ด้านเศรษฐกิจ” จีนกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดของโลก “ด้านนวัตกรรม” จีนมีสิ่งประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ ทั้งสถานีอวกาศ ยานสำรวจใต้ทะเลลึก เทคโนโลยีการสื่อสาร 5G ขั้นสูง “ด้านความเป็นอยู่” จีนได้สร้างระบบหลักประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานครอบคลุมประชาชน 1.36 พันล้านคน หรือใน “ด้านระบบนิเวศ”จีนมียุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงรุก ซึ่งให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางภายในปี ค.ศ.2060

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าจีนยังคงเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ที่มีปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่เต็มที่ ซึ่งเคยมีคนกล่าวไว้ว่า “แม้ความสำเร็จในการพัฒนาของจีนจะยิ่งใหญ่เพียงใด ตราบใดที่หารด้วยจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคน จำนวนที่ได้ก็จะน้อยมาก แต่ไม่ว่าปัญหาในจีนจะเล็กแค่ไหนหากคูณด้วยจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคนปัญหาก็จะใหญ่โตมหาศาล”

ขณะเดียวกัน แม้ว่าจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่หากคิดเป็นจีดีพีต่อหัว ก็จะถือเป็นเพียง 1/5 ของประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น เช่นเดียวกับช่องว่างของการพัฒนาระหว่างเมืองกับชนบท และการกระจายรายได้ที่ยังคงมีขนาดใหญ่

นั่นจึงทำให้ปี ค.ศ.2022 ในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 20 มีการเสนอว่าจีนจะส่งเสริมการฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ครั้งยิ่งใหญ่อย่างครอบคลุมด้วย “ความทันสมัยแบบจีน” ซึ่งแจกแจงออกมาได้ว่าเป็น

– ความทันสมัยแบบสังคมนิยมที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน

– ความทันสมัยที่มีประชากรมหาศาล

– ความทันสมัยที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกคน

– ความทันสมัยที่มีความกลมเกลียวกันระหว่างอารยธรรมทางวัตถุ และอารยธรรมทางจิตวิญญาณ

– ความทันสมัยที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน

– ความทันสมัยที่ดำเนินตามเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ

การเสนอ “ความทันสมัยแบบจีน” ออกมานี้ท่านทูตบอกว่าได้ทำให้ชาวจีนมีแผนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อปฏิบัติตาม โดยปัจจุบันผู้คนในชาติต่างทุ่มเทสามัคคีเพื่อสร้างและผลักดันการฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของประเทศบน “ความทันสมัยแบบจีน” ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่แตกต่างจากโมเดล “ความทันสมัยของตะวันตก” และเป็นอารยธรรมมนุษย์รูปแบบใหม่เอี่ยม ที่จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาโลกอย่างกว้างขวาง โดยแจกแจงได้คร่าวๆ ดังนี้

1. หากประชากรจีน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมดรวมกัน สามารถบรรลุเข้าสู่ความทันสมัย ก็จะมีบทบาทสำคัญระดับโลก และสร้างความมหัศจรรย์ที่ก้าวล้ำในประวัติศาสตร์การพัฒนามนุษย์

2. ความทันสมัยแบบจีน จะตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง อาศัยการทำงานหนัก ความสร้างสรรค์ของประชาชน และนโยบายที่เปิดกว้างเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันบนความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งแตกต่างกับเส้นทางที่ประเทศตะวันตกใช้ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั่นคือการรุกรานและการล่าอาณานิคม

“ไม่มีโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบตายตัวในโลก และไม่มีมาตรฐานของความทันสมัยที่บังคับใช้ในระดับสากล ความทันสมัยไม่เท่ากับความเป็นตะวันตก และความทันสมัยไม่เท่ากับการทำให้เป็นทุนนิยม ฉะนั้นความทันสมัยแบบจีนจะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในโลก ที่ต้องการเร่งการพัฒนา มุ่งหน้าสู่ความทันสมัย”ท่านทูตหาน ระบุ

เขาพูดต่อไปถึงความสัมพันธ์จีน-ไทยในยุคใหม่ ซึ่งในปีนี้นับเป็นวาระครบรอบ 48 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยหากมองย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์นี้ สามารถเรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จมากมาย ทั้งความไว้วางใจในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ความเคารพซึ่งกันและกันทางการเมือง สนับสนุนการดำเนินตามเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของประเทศของตน

นอกจากนี้ ประเทศจีนยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 ปี เฉพาะปีที่แล้วมีปริมาณการค้าทวิภาคีสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมีบริษัทจีนลงทุนในไทยโดยตรงอีก 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทยอีกครั้ง พร้อมกันนั้นยังมีความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ มาด้วยกัน รวมทั้งการท่องเที่ยวการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ที่ได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในอนาคตนั้น จีนยังหวังที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับที่สูงขึ้นในทุกด้าน บนการยึดมั่นในความถูกต้อง ความเป็นอิสระ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ขณะเดียวกันก็จะเสริมสร้างการเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์การพัฒนา การก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทคโนโลยีการสื่อสาร 5G การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นไฮไลท์ใหม่ตลอดจนส่งเสริมการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว

ในช่วงท้ายของการปาฐกถา ท่านทูตจีนยังได้กล่าวถึง “สมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในหอการค้าจีนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมากว่า 150 ปี ในฐานะสมาคมที่มุ่งมั่นส่งเสริมความสามัคคี ส่งเสริมการค้าจีน-ไทย ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย และเป็นคุณูปการในความสัมพันธ์จีน-ไทย ที่จะยังคงทำงานร่วมกันต่อไปเพื่ออนาคตที่กว้างไกลและสดใสของทั้งสองประเทศ

ทำมาหากิน แล้วอย่าลืมประเทศชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759841

ทำมาหากิน แล้วอย่าลืมประเทศชาติ

ทำมาหากิน แล้วอย่าลืมประเทศชาติ

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเราทำมาหากินด้วยความสุจริตบนแผ่นดินนี้แล้วก็ต้องไม่ลืมบุญคุณของแผ่นดิน ต้องช่วยกันดูแลและทำนุบำรุงบ้านเมืองของเรา ต้องภาคภูมิใจในแผ่นดินของเรา 

ไลฟ์ วาไรตี โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณไปสนทนากับ คุณขนงนาฏ ยิ้มศิริ ผู้บริหารเขียนสตูดิโอผู้ผลิตงานเซรามิกด้วยมือ (hand made) ที่ส่งขายไปทั่วโลก และเปิดโรงเรียนสอนงานศิลปะ

l เซรามิกที่ผลิต เน้นการส่งออกเป็นหลักใช่ไหมครับ ตลาดหลักอยู่ที่ไหนบ้างครับ

คุณขนงนาฏ : ใช่ค่ะ งานของเราเป็นงาน hand made ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราส่งของออกไปจำหน่ายในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไปในยุโรปตะวันตก คือเราส่งของไปให้ distributor แล้วเขานำสินค้าเราไปจัดแสดงในงานที่ Frankfurt Gift Fair ซึ่งเป็นใหญ่ระดับโลกซึ่งจัดที่ Frankfurt ประเทศเยอรมนี เมื่อนำของไปแสดงที่นี่ ก็หมายความว่าลูกค้าทั่วโลกที่สนใจงานเซรามิกก็จะได้เห็น และสั่งซื้อต่อไป ลูกค้าหลักๆ ของเราก็มักอยู่ในยุโรป และอเมริกา ส่วนภูมิภาคอื่นก็มีสั่งสินค้าเราบ้าง งานของเราเป็น handy craft เช่น ดอกไม้เซรามิก ทำเป็นที่วางเทียนไข หรือทำให้กับพวก Aroma พวกที่ต้องใช้กับเครื่องหอมต่างๆ ซึ่งเป็นของประดับบ้าน เป็นส่วนมาก เราทำสินค้าเป็นเสมือนของที่เป็นธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ใบไม้ เพื่อใช้ตกแต่งบ้าน ด้วยความที่เราเป็น handy craft ที่เป็น hand made เราก็ยังมีลูกค้าอยู่บ้าง แม้จะลดลงไปมากก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้สั่ง โรงงานเราเคยเป็นโรงงานใหญ่ มีคนงาน 300 คน ในยุคที่สินค้าของเราได้รับคำสั่งซื้อมากๆ แต่ปัจจุบันเหลือพนักงานประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้น เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น แต่ที่เรายังอยู่ได้ เพราะสินค้าของเรามีเอกลักษณ์ และประกอบกับปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีใครผลิตงาน hand made เพราะทำได้ช้า ไม่สามารถผลิตครั้งละเป็นแสนๆ ล้านๆ ชิ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผลิตแบบเรานั้น หลายคนบอกว่าไม่คุ้มค่ากับการผลิต เขาหันไปผลิตแบบ mass products คือผลิตได้ครั้งละหลายหมื่นชิ้นในเวลาเพียงสั้นๆ

l แต่สินค้า hand made ราคาแพงนะครับ และมีคุณค่ามากกว่าสินค้าที่ผลิตครั้งละมากๆ แต่ปัญหาคือหาแรงงานผลิตได้ยากขึ้นทุกวัน ใช่ไหมครับ

คุณขนงนาฏ : ใช่ค่ะ ราคาของ hand made มักจะแพงกว่าสินค้าที่ผลิตโดยโรงงานที่ผลิตได้ครั้งละมากๆ แต่มันแพงที่ขั้นสุดท้าย คือเมื่อคนขายคนสุดท้ายขายของให้กับลูกค้า แต่สำหรับผู้ผลิตแล้ว ได้ราคาไม่สูงมากนัก ราคาจากแหล่งผลิตไม่แพงมากนัก แต่ราคาจะถูกบวกเป็นทอดๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมือผู้ซื้อคนสุดท้าย นั่นแหละราคาจึงแพงมาก สาเหตุที่งานแบบนี้มีราคาแพงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ เป็นเพราะในบ้านของเขา ไม่มีใครผลิตสินค้าแบบนี้อีกแล้ว เขาไปผลิตอย่างอื่นที่ได้เงินมากกว่า งานแบบนี้มักผลิตจากเอเชียเป็นส่วนมาก เพราะค่าแรงยังถูก และยังมีวัตถุดิบให้ผลิตได้อีก มีอยู่ยุคหนึ่งเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว สินค้าจำพวกนี้เป็นที่ต้องการและขายดีมาก แต่ไม่ใช่ยุคนี้อีกแล้ว สำหรับพี่เองก็คิดว่า หากเราทำไมไหวก็ต้องเลิกทำ เคยพูดเล่นๆ กันว่า เอาเถอะ เมื่อหมดคนรุ่นเราแล้ว คือทั้งเจ้าของและคนงาน ก็คงเลิกผลิต เพราะหาคนทำต่อยากมาก ลูกๆ หลานๆ ของคนงานเหล่านี้ก็ไม่สานต่อ เขาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กันเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครสนใจงานแบบนี้มากนัก งานแบบนี้ต้องใช้ความอดทนสูง และต้องรักจริงๆ จึงจะทำได้ หากคิดว่าทำเพียงหาเงินเลี้ยงกระเพาะ เขาก็ไปทำงานอื่นกันหมด

l เมื่อสักครู่บอกว่าในยุคที่ผ่านมานั้น สินค้าแบบนี้ขายดีมาก แต่ปัจจุบันทำไมจึงขายไม่ดีครับ

คุณขนงนาฏ : ก็ยังพอขายได้นะคะ แต่ไม่ดีเท่ายุคที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดีด้วย สินค้าที่เราผลิตนั้นมันไม่ใช่สินค้าปัจจัย 4 มันจึงไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิต มันเป็นของที่จะขายได้ดีเมื่อเศรษฐกิจดี และคนมีกินมีใช้มากๆ แล้ว หากเศรษฐกิจไม่ดี ของแบบนี้ก็กลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย ตัวอย่างเข่น จานชามเซรามิกนั้นดูแล้วสวยดี แต่หากคนเราเศรษฐกิจไม่ดีก็กินข้าวด้วยจากพลาสติกก็ได้ เพราะกำลังซื้อของที่นอกเหนือปัจจัยสี่มีไม่เพียงพอ งานศิลปะต้องใช้เงินในการหล่อเลี้ยงและดูแล เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี งานศิลปะก็ไม่เฟื่องฟูดังนั้น คนที่มีกำลังซื้อเท่านั้น จึงจะสนใจและซื้อหา แต่ก็ขึ้นกับรสนิยมของบุคคลอีก บางคนมีเงินแต่อาจไม่ชอบของแบบนี้ก็ได้ เขาจึงไปซื้อของอื่นๆ แทน

l ในยุคที่โรงงานแห่งนี้มีคนงาน 300 คน ยุคนั้นถือว่าเป็นยุคทองของกิจการเลยใช่ไหมครับ

คุณขนงนาฏ : ก็ใช่นะคะ แต่ยุคทองที่ว่านั้นหมดไปแล้ว สำหรับพี่ พี่ไม่เคยเลิกจ้างคนงานนะคะ เราถึงว่าอยู่กันไปจนกว่าจะไปไม่ไหว ในสมัยก่อนเมื่อคนสั่งสินค้าของเรามากๆ คนงานมีงานทำ มีเงินดี แต่พอมายุคหนึ่ง ย่านวัชรพล (ที่ตั้งโรงงาน) มีความเจริญขึ้น ค่าหอพักแพงขึ้นที่ดินราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่งานที่เรากลับน้อยลง คนงานก็ค่อยๆ ทยอยกลับบ้านต่างจังหวัด เพราะสู้ราคาค่าครองชีพในเมืองไม่ไหว ทั้งๆ ที่บริเวณนี้ถือว่าอยู่ชานเมืองของกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่สามารถหนีปัญหาค่าครองชีพสูงได้ คนงานก็ลดลงไปเรื่อย ส่วนคนงานปัจจุบัน เป็นคนละแวกนี้ มีบ้านพักอยู่แถวๆ นี้ เขาไม่มีปัญหาค่าที่พัก เขาจึงทำงานกับเราได้ เพราะโรงงานอยู่ใกล้บ้าน เราก็จึงอยู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ อีกอย่างหนึ่งยุคนี้มีคู่แข่งมาก เช่น จีนเขาผลิตด้วยโรงงาน ผลิตทีหนึ่งเป็นแสนๆ ชิ้น เขาทำได้เยอะกว่า เราก็สู้เขายาก แม้เขาจะผลิตจากโรงงานก็ตาม แต่เมื่อราคาของเขาถูกกว่า คนก็หันไปซื้อของที่ถูกกว่าเป็นธรรมดา เขาไม่ได้มองเรื่อง hand made ร้อยเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป เน้นราคาถูกมากกว่า 

l คนงานในโรงงานนี้ สมัยที่มาเริ่มทำงานกับโรงงาน พี่ต้องสอนงานเขาก่อนไหม หรือเขามีทักษะการผลิตอยู่แล้ว

คุณขนงนาฏ : สมัยก่อนเรามีคนจบจากเพาะช่าง และจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คนเหล่านั้นก็ช่วยสอน ช่วยถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตให้ สอนจนทุกคนผลิตได้อย่างชำนาญ คนงานบางคนจบชั้น ป. 6 ไม่มีความรู้ด้านศิลปะมาก่อน แต่ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีฝีมือดีมาก เป็นเพราะเขาชอบงานนี้ จึงตั้งใจศึกษาและฝึกฝนจนชำนาญ งานแบบนี้ต้องทำด้วยใจรัก หากใจไม่รัก ก็ทำไม่ได้แน่นอน ส่วนเรื่องค่าแรงนั้น พี่ใช้หลักตกลงร่วมกัน พี่ถามคนงานว่าต้องการค่าแรงเท่าไร ตอบมาก หากให้ได้เราก็ไปด้วยกันต่อ แต่พี่จะบอกคนงานเสมอๆ เรากินข้าวหม้อเดียวกัน เราต้องไปด้วยกัน หากพี่ไปไม่ได้ ทุกคนก็จบพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้น ขอให้คิดว่าเราต้องไปด้วยกันให้ได้ เขาก็เข้าใจ เขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรจนเกินเหตุ พี่คุยเรื่องค่าแรงกับคนงานแบบเปิดอก แล้วเมื่อผลิตสินค้าได้ เราก็ไปต่อด้วยกันได้จนถึงทุกวันนี้ เรารู้ต้นทุนการผลิต แล้วเราก็ไปบวกกำไรจากการขายเอาเอง แต่เราให้ค่าแรงตามที่คนงานพอใจ แต่พี่ไม่เคยกดค่าแรงพี่โชคดีที่คนงานพูดภาษาเดียวกับพี่ จึงทำงานมาได้ทุกวันนี้

l ปัจจุบันมีคู่แข่งการผลิตสินค้าแบบที่เราทำ คือประเทศไหนครับ

คุณขนงนาฏ : ในแถบเอเชียใกล้ๆ บ้านเราก็จะมีเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย จีน เป็นต้น เขาก็มีฝีมือดีนะ แถมค่าแรงในประเทศดังกล่าวถูกกว่าบ้านเราพูดรวมๆ คือค่าแรงเขาถูกกว่าไทย และมีวัตถุดิบมากกว่าไทย งานฝีมือที่เป็น hand made มีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือค่าแรง หากค่าแรงแพง เราก็สู้คู่แข่งยาก 

l วัตถุดิบสำหรับการผลิตในยุคนี้ หายากกว่ายุคก่อนๆ มากไหมครับ

คุณขนงนาฏ : โดยรวมแล้วหายากกว่าเดิมมาก แต่ยังหาได้ค่ะ วัตถุดิบในการผลิตของเรานั้นมีทั้งจากในประเทศไทยและต้องนำเข้า เช่น จากไต้หวัน แต่ส่วนมากใช้วัตถุดิบในบ้านเราเป็นสำคัญ แต่ก็มีบางช่วงเหมือนกันที่สินค้าวัตถุดิบในบ้านเราขาดตลาด เช่น ต้องรอดิน ก็ทำให้
พี่คิดว่า เอ๊ะ! นี่เราผลิตสินค้าแล้วทำลายทรัพยากรของประเทศ และของโลกมากเกินไปหรือเปล่านี่ เพราะทำๆ ไปแล้วดินหมด ก็เคยคิดนะว่า เราทำลาย ทำร้ายประเทศหรือเปล่า เพราะพี่คิดเสมอว่าจะไม่ทำกิจการอะไรก็ตามที่ทำลายประเทศชาติ ไม่เคยคิดทำมาหากินด้วยการทำลาย ล้างผลาญประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอน

l งานศิลปะกับการช่วยเหลือสังคม ในมุมมองและการกระทำที่ผ่านๆ มาของพี่แก้วคืออะไรครับ

คุณขนงนาฏ : งานศิลปะคืองานที่ช่วยให้พี่และคนร่วมงานมีอาชีพ มีเงินใช้ เมื่อเรามีกินมีใช้แล้ว เราก็คิดตลอดเวลาว่า เราต้องทดแทนบุญคุณของแผ่นดิน และต้องช่วยเหลือคนและสัตว์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ กลุ่มเราคิดแบบนี้มาตลอด ส่วนตัวพี่เองเป็นคนรักหมารักแมว รักสัตว์ แรกๆ เราก็ช่วยเหลือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ช่วยหมาแมวจรจัดในเขตเมือง แล้วเราก็คิดว่าเราต้องช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยากด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เมื่อหลายปีก่อน พี่และเพื่อนๆ ไปช่วยงานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร แล้วก็ได้พบกับคุณแม่นกเงือก อาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ก็เข้าไปช่วยงานอนุรักษ์นกเงือก เพราะเห็นว่านกเงือกมีความสามารถช่วยปลูกป่าให้บ้านเราได้อย่างดี เพราะเขาบินไปไหนต่อไหนไกลแสนไกล จากใต้สุดไปเหนือสุด ไปทั่วประเทศ แล้วเขาก็ถ่ายออกมา โดยในมูลของเขามีเมล็ดต้นไม้สารพัดชนิด เขาไปถึงไหน เขาก็ปลูกป่าให้เราได้ทั่ว แต่เขามีปัญหาคือไม่มีโพรงสำหรับให้ลูกอ่อนได้อยู่อาศัย เพราะต้นไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งอาศัย และเป็นโพรงให้ลูกอ่อน ถูกตัดโค่นจนเกือบหมดแล้ว เราก็ไปช่วยกันสร้างโพรง หรือสร้างบ้านให้นกเงือก โดยการสร้างโพรงไม้แล้วนำไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่นกเงือกสามารถเข้าไปวางไข่ และฟักลูกอ่อนได้ จากงานนี้ก็ทำให้รู้จักคนในกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น ก็ร่วมงานกันไปเรื่อยๆ หลากหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มอนุรักษ์ห้วยขาแข้ง โดยรู้จักพี่คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของร้าน Booktopia ที่อุทัยธานีพี่เขาอนุรักษ์ห้วยขาแข้ง เมื่อเขามีกิจกรรมอะไรก็ตาม เราก็ไปช่วยกันอย่างแข็งขัน รู้จักใคร พี่ก็ชวนเข้าร่วมกลุ่ม แล้วก็ทำงานอนุรักษ์ป่าห้วยขาแข้งมาตลอด

l แล้วไปอย่างไรมาอย่างไร จึงได้เกิดกลุ่มศิลปะร่วมแซ่ซ้องชาติไทย

คุณขนงนาฏ : มันน่าจะมาจากการที่เราเห็นคนในบ้านเมืองของเราจำนวนหนึ่งเกิดความคิดแตกแยกทางการเมือง แบ่งเป็นพวก เป็นฝ่าย แล้วก็เกิดการโจมตีบ้านเมืองตัวเอง เราเห็นแล้วก็คิดว่าจะตีกันด้วยเรื่องการเมืองก็ตีกันไปเถอะ แต่ทำไมต้องทำร้ายประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง พี่เห็นแล้วไม่สบายใจ ก็เลยพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อบอกสังคมว่าประเทศไทยของเราดี บ้านเมืองของเราดี อย่าดูถูกบ้านเมืองประเทศชาติของเรา มาช่วยกันรักบ้านรักเมืองของเราดีกว่า พอดีไปเจองานของโรจน์ สยามรวย (ไพโรจน์ ธีระประภา) ซึ่งเป็นเพื่อนๆ กัน โรจน์เขามีฝีมือด้านงานกราฟิกดีไซน์ เราก็คุยกันว่าจะทำอะไรให้กับบ้านเมืองได้บ้าง โรจน์เขาออกแบบตัวอักษรได้สวยงาม เขาได้รับรางวัลเลขศิลป์ ศิลปาธร เราก็คิดกันว่านำเอาตัวอักษรภาษาไทยที่โรจน์ออกแบบไปทำอะไรดีหนอ แล้วก็มีผู้เสนอว่าทำเสื้อสิ ทำเสื้อพี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทย เสื้อรักเมืองไทยชูชาติไทย และประเทศกูดี เหล่านี้ แรกๆ ก็ไม่ได้คิดทำขาย แต่ทำเพื่อให้กลุ่มของเราเอง เพราะเราต้องการบอกว่าเรารักบ้านรักเมืองของเรา แต่เมื่อเรื่องนี้กระจายไปในสังคม ผู้คนต่างๆ ให้ความสนใจมาก ก็เลยกลายเป็นการรวมกลุ่มด้วยการแสดงออกผ่านงานศิลปะเรารักบ้านเมืองของเรา เราต้องการแสดงความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองด้วยวิธีการของเรา แล้วเราก็ได้รู้ว่าเราไม่ได้คิดเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียว แต่คนไทยอีกมากมายก็คิดแบบเรา ก็จึงเกิดกลุ่มก้อนขึ้นมา มันเป็นพลังที่มีความสำคัญ มันไม่ได้อยู่เงียบๆ อีกต่อไป แต่เรามีเครือข่ายทั่วประเทศ เราไม่ได้มองว่าคนในกลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่มาซื้อเสื้อที่เราผลิตขึ้น แต่เรามองว่าเขาคือเพื่อนร่วมแนวคิดของเรา เราติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา แล้วเราก็สื่อสารกันว่าเราต้องทำหน้าที่รักษา ทำนุบำรุงบ้านเมืองของเราไว้ ใครจะว่าบ้านเมืองของเราไม่ดี แต่เรายืนยันว่าบ้านเมืองของเรา ประเทศไทยของเราดี แล้วเราก็ยังทำกิจกรรมต่างๆ นานา เพื่อบ้านเพื่อเมืองของเรา นี่ก็มีเสียงเรียกร้องว่าใกล้ถึงวันที่ 13 ตุลาคมแล้ว เราต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา แม้พระองค์จะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่ก็ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของพวกเราไม่เสื่อมคลายก็คิดว่าจะทำเสื้อเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน 

l ถามว่าทำไมต้องทำเสื้อครับ 

คุณขนงนาฏ : ก็เพราะว่าเมื่อเราสวมเสื้อที่แสดงออกถึงสัญญะที่เราต้องการบ่งบอก ก็คือการแสดงให้สาธารณชนได้เห็น เพราะเสื้อเป็นสื่อที่ช่วยประกาศให้สาธารณชนเห็นได้ เมื่อเราสวมเสื้อที่แสดงสัญญะชัดๆก็คือการบ่งบอกว่าเรารักบ้านรักเมือง รักประเทศไทยรักพระเจ้าอยู่หัว เมื่อสวมเสื้อไปยังที่แห่งใด ก็มีคนเห็นได้ชัด ผิดกับแก้วน้ำหรือภาชนะอื่นๆ ที่มันต้องอยู่เฉพาะบนโต๊ะอาหาร โต๊ะทำงาน หรือในบ้านเท่านั้น พี่มองว่าเมื่อเรารักบ้านเมืองของเรา เราก็ต้องประกาศให้สังคมรับรู้ เพราะไม่ควรจะเก็บเงียบไว้ในใจ ในขณะที่อีกฝ่ายประกาศชัดเจนว่าไม่รักบ้านรักเมือง ไม่ศรัทธาในบ้านเมืองของเรา เราก็ต้องประกาศจุดยืนของเราให้ชัดออกไป แต่ไม่ได้ต้องการเผชิญหน้า หรือปะทะกันแต่อย่างใด แค่ต้องการบอกว่าเราภาคภูมิใจในบ้านเมืองของเรา 

l มีบางคนบอกว่า งานศิลปะไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมือง มองเรื่องนี้อย่างไรครับ

คุณขนงนาฏ : สำหรับพี่และกลุ่มพี่ไม่คิดแบบนั้นเพราะศิลปะกับชีวิตของมนุษย์มันเกี่ยวข้องกันตลอดเวลาในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น งานศิลปะในอาหารการกิน ในการแต่งตัว ในการแสดง ในงานพิธีกรรม และในวรรณกรรม แม้กระทั่งในเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมือง พี่มีเพื่อนๆ ที่เป็นอาจารย์สอนศิลปะ และทำงานด้านศิลปะกับการเมือง เช่น อาจารย์ป๊อปและชลิต นาคพะวัน คนกลุ่มนี้มีความชัดเจนในการนำเสนองานศิลปะกับการเมืองมาก เราเชื่อว่าศิลปะเกี่ยวข้องกับทุกภาคทุกตอนของชีวิตมนุษย์ เราไม่เคยกีดกันศิลปะออกจากการเมือง มนุษย์กับงานศิลปะแยกจากกันไม่ได้หรอก 

l งานศิลปะมีส่วนช่วยสังคมโดยรวม และช่วยมนุษยชาติอย่างไรบ้างครับ 

คุณขนงนาฏ : ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของโรงงานเซรามิกซึ่งเป็นการทำงานศิลปะแขนงหนึ่ง และในฐานะผู้เปิดโรงเรียนสอนงานศิลปะ เราทำงานศิลปะมาตลอด ตั้งแต่เด็กจนได้ไปเรียนที่นิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เราอยู่กับงานศิลปะเรื่อยมา เราเห็นชัดว่างานศิลปะช่วยให้คนมีงานทำ มีความสุข และช่วยแก้ปัญหาให้คนและสังคมได้ คนบางคนมีวิธีระบายความเครียดไม่เหมือนกัน บางคนออกกำลังกาย แต่บางคนใช้งานศิลปะเป็นตัวระบายความเครียด ได้ปลดปล่อยบ้างสิ่งที่มันอัดอยู่ในใจออกไป คนที่มีสมาธิกับการทำงานศิลปะจะลืมเรื่องทุกข์ร้อนไปได้ พี่ดีใจมากที่พ่อแม่พาลูกที่ติดเกม ติดโทรศัพท์มือถือมากๆ มารู้จักกับการทำงานศิลปะ พ่อแม่บอกว่าดีใจที่ลูกวางโทรศัพท์มือถือลงได้ เมื่อวาดรูป หรือได้ทำงานปั้น หรือได้เล่นดนตรี แต่พี่ก็บอกพ่อแม่เด็กๆ ว่าอย่าบังคับลูกให้ต้องมาเรียนรู้เรื่องงานศิลปะ หากเขาไม่ชอบ ก็อย่าฝืนเขา แต่ถ้าเขาชอบ เขาจะอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข ซึ่งก็จริง เพราะได้เห็นเด็กจำนวนไม่น้อยอยู่กับงานศิลปะแล้วมีความสุข อยู่ได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น แต่เด็กที่ไม่ชอบงานศิลปะ เช่น ไม่ชอบวาดรูป ไม่ชอบปั้น ก็อย่าไปฝืนเขา เขาอาจจะมีหัวด้านงานศิลปะในมุมอื่นๆ ก็ต้องค้นหาให้เจอ

l กลับมาปิดท้ายด้วยประเด็นศิลปะกับการแซ่ซ้องชาติไทยอีกทีครับ ทำไมจึงเกิดประเด็นนี้ขึ้นมาครับ ทั้งๆ ที่สมัยก่อนไม่มีเรื่องเหล่านี้ 

คุณขนงนาฏ : พี่ว่าเพราะบ้านเมืองมันเกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างหนักในหมู่ผู้คน เราก็จึงอยากให้แต่ละคนค่อยๆ หันมามองว่าบ้านเมืองของเรามีความสำคัญ เราไม่ควรทำลายบ้านเมืองแผ่นดินเกิดของเราเองจะแตกจะแยกกันก็ตามสบาย แต่อย่าทำลายบ้านเมือง เพราะหากเราทำลายบ้านเมืองของเราแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร เมื่อบ้านเมืองแตกแยก เราก็หาความสุขกายสบายใจไม่ได้ เมื่อเราเป็นคนไทยแต่เรากลับไม่เห็นความสำคัญของประเทศไทย แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดดูดีๆหากบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ใครเดือดร้อน เราคนไทยเดือดร้อนใช่ไหม เรามาร่วมกันรักบ้านรักเมือง มาร่วมกันแซ่ซ้องชาติไทยของเราด้วยกันเถอะ รักษาบ้านเมืองไว้ให้ยืนยงตลอดไป

คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น.ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

บพข. พร้อมผลักดันงานวิจัย-นวัตกรรมไทยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759817

บพข. พร้อมผลักดันงานวิจัย-นวัตกรรมไทยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

บพข. พร้อมผลักดันงานวิจัย-นวัตกรรมไทยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บพข. ประกาศความพร้อมเป็นตัวกลางผลักดันและเร่งรัดงานวิจัย-นวัตกรรมไทย ก้าวสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผนึกกำลัง 11 Accelerator Platforms 9 มหาวิทยาลัยและ 1 หน่วยงานวิจัย ร่วมลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงทางวิชาการ (Memorandum of Intent: MOI)

“หน่วยงานเร่งรัดงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก” หรือ “Deep Science and Technology Accelerators” ของ “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” หรือ บพข.ขันอาสาเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่โลกต้องการ หรือเทรนด์ของโลก เข้ากับความเชี่ยวชาญที่แต่ละมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยมีอยู่ ผ่านการบ่มเพาะจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ โซลูชั่น หรือบริการ และเข้าสู่กระบวนการเร่งขับเคลื่อนแบบก้าวกระโดด จนสามารถส่งผลงานออกสู่ตลาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า การลงนามดังกล่าวเป็นการลงนามข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน เพื่อ ลดการทำงานที่ทับซ้อน ซึ่งจะมีการแบ่งปันและเชื่อมโยงทรัพยากร เช่น โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างผลิตภัณฑ์ หรือบริการ แหล่งฝึกอบรมบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญรวมไปถึงผู้ประกอบการ ให้สามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึกจนได้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าสูง เสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ

3 ปีที่ผ่านมา บพข. ภายใต้แผนงานกลุ่ม Deep Science and Tech Accelerator Platform ร่วมมือกับ 9 มหาวิทยาลัย และ 1 หน่วยงานวิจัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เกิดเป็น 11 หน่วยงานเร่งรัดงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ 11 Accelerator Platforms ที่สามารถนำผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดไทยและตลาดต่างประเทศได้

จากเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ประมาณ 190 ล้านบาท ใน 3 ปี ผลงานที่เกิดขึ้น สามารถสร้างเทคโนโลยีเชิงลึก ทั้งนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ทางการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีอาหารมูลค่าสูงและอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัล ไอโอที (IoT)ขั้นสูง ทำให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพ มีผลิตภัณฑ์และบริการใหม่รวมทั้งมีการจดสิทธิบัตรและจดลิขสิทธิ์แล้วไม่ต่ำกว่า 100 รายการ อีกทั้ง ยังสามารถระดมทุนจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีเชิงลึกจาก 11 Accelerator Platforms จะสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้ถึงหนึ่งพันล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ล่าสุด บพข. ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงทางวิชาการ (Memorandum of Intent : MOI) ร่วมกับ 11 Accelerator Platforms เพื่อต่อยอดความร่วมมือและนำสิ่งที่เป็นองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของการเป็น Accelerator Platforms ภายใต้โครงการดังกล่าว นายพงศ์วราวุฑฒิหมื่นยุทธิ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเทคโนธานีฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ตัวแทนจาก“SUT Horizon” แพลตฟอร์มบ่มเพาะและเร่งสร้างเติบโตนวัตกรรมเชิงลึก เปิดเผยว่า SUT Horizon มุ่งพัฒนาความเข้มแข็งของงานวิจัยและสามารถช่วยทำให้บัณฑิตนักศึกษา คณาจารย์ สามารถนำงานวิจัยเหล่านี้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบของดีพเทคสตาร์ทอัพ ภายใต้แพลตฟอร์ม SUT Horizon มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงด้านสมาร์ทซิตี้ และอาศัยการทำงานในรูปแบบ “Venture Co-Creation” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อที่จะสามารถช่วยปั้นให้งานวิจัย หรือทีมนักศึกษา ผู้ประกอบการ ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจและสามารถเติบโตได้ในอนาคตนอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศพัฒนาการสรรหา CEO เพื่อตอบโจทย์การเป็นดีพเทคสตาร์ทอัพที่นักวิจัยมักประสบปัญหาในการหาค้นหา CEO เพราะต้องมีความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์เชิงลึก สามารถสื่อสารทั้งกับนักวิจัยหรือเจ้าของงานวิจัยรวมถึงนักลงทุน

“เพื่อทำให้งานวิจัยเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ SUT Horizon มีโปรแกรม “GOT Talent” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเยอรมนี โอมาน และไทย โดยเยอรมนีสามารถนำผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดเยอรมนีและยุโรปได้ง่ายขึ้น ส่วนโอมาน จะเป็นเหมือนเกตเวย์เข้าสู่ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ SUT Horizon ยังอยู่ภายใต้อีกหนึ่งแพลตฟอร์มก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสนครราชสีมา (Wellness corridor) ที่จะทำให้งานวิจัยต่างๆ สามารถที่จะทดสอบและใช้งานได้จริงภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและจังหวัดนครราชสีมา”

นอกจากนี้ Accelerator Platforms ของแต่ละหน่วยงานต่างนำเสนอผลงานและแผนงานความก้าวหน้าได้อย่างน่าสนใจ อาทิ แพลตฟอร์มเร่งการเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง หรือ Organic Tech Accelerator platform (OTAP) จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งปักหมุดที่พิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่าง โดยตั้งใจจัดสรรเทคโนโลยีเกิดจากคนในพื้นที่ อยู่ในพื้นที่ และสร้างเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ 2 ปีที่ผ่านมา มีการบ่มเพาะดีพเทคสตาร์ทอัพหลากหลายทั้งด้านไอที เครื่องมือทางวิศวกรรมและการแพทย์ วัสดุทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องของอาหารและอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้จะมุ่งเน้นที่สมุนไพร ซึ่งเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัย โดยมีระบบนิเวศนวัตกรรมที่มีความพร้อมทั้งเรื่องการปลูก โรงงานสารสกัดที่ได้มาตรฐาน การดูแลคุณภาพผลิตภัณฑ์ และมีโรงพยาบาลสำหรับทดสอบการใช้งาน ทำให้พร้อมที่จะผลักดันสมุนไพรไทยออกสู่ตลาดโลก

ขณะที่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และเร่งใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือ MIDAS Center จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งเน้นด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ สามารถสร้างผลงานการผลิตชุดทดสอบทางการแพทย์ ที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็ว มีการผลิตแขนเทียมเพื่อการฝึกปฏิบัติการเจาะเลือดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยใช้ซิลิโคนที่ทดสอบแล้วว่าเหมือนแขนมนุษย์มากที่สุด โดยใช้วัสดุจากในประเทศ ลดการนำเข้า และมีต้นทุนต่ำกว่าตลาดถึง 10 เท่า

ส่วน North Bangkok Robotic Accelerator (NB RAP) จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการผลักดันนวัตกรรมเชิงลึกออกสู่ตลาด และมีความร่วมมือกับภาคเอกชน นำร่องนวัตกรรมด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. มุ่งเน้นการบ่มเพาะให้เกิดนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านอาหาร นำแพลตฟอร์มเร่งรัดการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมอาหารที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก สามารถบ่มเพาะให้เกิดสตาร์ทอัพได้ไม่น้อยกว่า 40 บริษัท เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงลึกด้านอาหาร อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ และระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะไม่ต่ำกว่า 50 ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดสำเร็จ อาทิ เส้นไข่ขาวไร้แป้ง ไร้ไขมันเจ้าแรกของไทย เป็นต้น

ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและบ่มเพาะวิสาหกิจ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการพัฒนาเทคโนโลยีนำร่อง ระดับ TRL 4 ที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เช่น การพัฒนากระบวนการผลิตที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีระบุตำแหน่งและพฤติกรรมในอาคารเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ

ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านอุปกรณ์ดิจิทัล ระบบปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพการแพทย์ได้ในหลายโครงการ อาทิ ระบบติดตามในอุตสาหกรรมปศุสัตว์โคนม ปัญญาประดิษฐ์สำหรับงานเวชระเบียน ฯลฯรวมทั้งการบ่มเพาะสตาร์อัพทางการแพทย์ เช่น บริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม หรือ บริษัทแนบโซลูท เป็นต้น

ศูนย์เร่งการจัดการนวัตกรรม เทคโนโลยีและการวิจัย จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนารูปแบบ Holding Company โดยมี 4 โครงการนำร่อง ได้แก่ เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบมือถือด้วยเซ็นเซอร์หลากหลาย ชุดตรวจภูมิแพ้อย่างรวดเร็ว ชุดตรวจสอบไนโตรฟูแรนหรือยาปฏิชีวนะยับยั้งแบคทีเรียในสัตว์น้ำ และ โดมแสงธรรมชาติป้องกันรังสีตรงเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสภาพแวดล้อมที่ดีภายในอาคาร

อย่างไรก็ดีในปี 2565 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เข้ามาร่วมผลักดันให้เกิดแพลตฟอร์มการเร่งรัดนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก ด้าน ดิจิทัล โรบอติกส์และระบบอัจฉริยะ รวมไปถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพ เกษตรอาหาร และระบบการผลิตระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

บีทีเอส แจกต้นไม้ฟอกอากาศฟรี 4 วัน 4 สถานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759819

บีทีเอส แจกต้นไม้ฟอกอากาศฟรี 4 วัน 4 สถานี

บีทีเอส แจกต้นไม้ฟอกอากาศฟรี 4 วัน 4 สถานี

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วย สุมิตร ศรีสันติธรรมผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ พนา อังกาบผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และ นริศรา ศรีสันต์ที่ปรึกษากลยุทธ์สื่อสารองค์กร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำทีมพนักงานจัดกิจกรรม “แจกต้นไม้ฟอกอากาศ4,000 ต้น” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดคาร์บอนไดออกไซด์และลดมลภาวะโลกเดือด (Global Boiling) โดยเริ่มแจกต้นไม้จำนวน 1,000 ต้น ในวัน Car Free Day แก่ผู้โดยสารที่สถานีสยามเป็นสถานีแรก รวมถึงกิจกรรมแจกของที่ระลึกอีกมากมายเพื่อขอบคุณสำหรับการตอบรับเป็นอย่างดีของผู้โดยสารทุกคนที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะการโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส1 เที่ยว สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 231 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 24 ต้น กิจกรรมดังกล่าว จัดผ่านไปแล้ว 2 สถานี เวลา 12.00-14.00 น. ได้แก่ 26 กันยายน 2566 สถานีสำโรง (E15) ,28 กันยายน 2566 สถานีช่องนนทรี (S3) และ 3 ตุลาคม 2566 สถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9)

‘SIGHT STORY’ เรื่องเล่าผ่าน ‘สายตา’ รณรงค์ส่งเสริมดูแลสุขภาพสายตาในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759823

‘SIGHT STORY’ เรื่องเล่าผ่าน ‘สายตา’  รณรงค์ส่งเสริมดูแลสุขภาพสายตาในยุคดิจิทัล

‘SIGHT STORY’ เรื่องเล่าผ่าน ‘สายตา’ รณรงค์ส่งเสริมดูแลสุขภาพสายตาในยุคดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์เทคโนโลยีจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพสายตาในโครงการ อิสระกับการใช้ชีวิตแบบไร้กรอบ “SIGHT STORY” เรื่องเล่าผ่าน “สายตา” ที่เคลียร์ชัดทุกมุมมอง ร่วมรับฟังเสวนาให้ความรู้ด้านสุขภาพสายตา ในหัวข้อ “นวัตกรรมสุขภาพการแก้ไขสายตาผิดปกติด้วยเลสิกและภัยสุขภาพทางสายตาในยุคดิจิทัล” โดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการแก้ไขปัญหาสายตาด้วยนวัตกรรมเลสิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำทีมโดยนพ.ปัณณ์ธนารัช กะสีวัฒน์ หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีจักษุวิทยาฯ พร้อมด้วย นพ.ประธานปิยสุนทร และ พญ.ณัฐมน ศศิประภาแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยา อนุสาขากระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โดยมี เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

ภายในงาน เปิดให้ผู้ที่ร่วมลงทะเบียนร่วมงานจำนวน 30 ท่าน เข้ารับบริการปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาด้วยการทำเลสิก รับสิทธิ์ตรวจคัดกรองความผิดปกติทางสายตาเบื้องต้น 4 รายการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ Eventpass/Eventthai Pearkwan และจูนพากิน พาเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยีจักษุวิทยาผ่านช่องทาง TikTok Instagram Facebook IG Reel และ IG Story และยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมในรูปแบบไฮบริด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ศูนย์เทคโนโลยีจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหนึ่งในศูนย์การรักษาที่เปิดให้บริการตรวจรักษาแก่ผู้ป่วยจักษุของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยได้มีการพัฒนาขอบเขตการให้บริการรักษาจักษุวิทยามาอย่างต่อเนื่องทำให้ ณ ปัจจุบันมีศักยภาพในการให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยได้อย่างครบวงจร โดยเปิดให้บริการ ณ ชั้น 12 อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ครอบคลุมการให้บริการ อาทิ การทำเลสิก เพื่อรองรับผู้ที่มีความผิดปกติของค่าสายตา ห้องผ่าตัดจักษุ (0R) เพื่อรองรับการผ่าตัดทางจักษุทุกประเภทที่ไม่ต้องได้รับการดมยาสลบ คลินิกต้อกระจก เพื่อรองรับการทำผ่าตัดต้อกระจกที่ทันสมัยแบบครบวงจรและบริการฉีดยาเข้าวุ้นตา เพื่อรองรับการฉีดยาเข้าวุ้นตา คลินิกสายตาเลือนลาง(Low vision clinic) เพื่อรองรับผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็น คลินิกแก้ไขค่าสายตา (Refractiveclinic) เพื่อรองรับบริการวัดแว่นและคอนแทคท์เลนส์เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษานัดหมายโปรแกรมเลสิกที่เหมาะสมสำหรับคุณได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีจักษุวิทยา เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น.หรือลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษาได้ที่ www.chulabhornchannel.com/lasik-2/

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 30 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759788

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 30 กันยายน 2566

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 30 กันยายน 2566

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.02 น.

แมคโดนัลด์ ชวนชิม “แมคนักเก็ตสไปซี่” รสใหม่ล่าสุดเผ็ดจัดจ้าน ในราคาพิเศษ 6 ชิ้น เริ่มต้น 69 บาท เสิร์ฟพร้อมเฟนช์ฟรายส์และสไปรท์ซีโร เริ่มต้นชุดละ 119 บาท ถึง 14 พ.ย. ที่ ร้านแมคโดนัลด์

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนชิมความอร่อยฉลองความสำเร็จและยินดีกับบัณฑิตใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในแคมเปญ “MBK CENTER CU CONGRATS 2023” ถึง 8 ต.ค.โทร.1285

ชวนชิมเมนูอาหารคาว-หวาน พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ เทศกาลใบไม้เปลี่ยนสีในงาน “THE MALL LIFESTOREMOMIJI MATSURI” ถึง 8 ต.ค. ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

ชวนชิม

ชวนชิมอิ่มอร่อยและได้บุญร่วมสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใน “โครงการ Women Cancer 2023” กับ 10 ร้านอาหารในเครือซีอาร์จี ถึง 31 ต.ค. หรือเปลี่ยนคะแนน The 1 เป็นเงินบริจาค

เครือเฮอริเทจ ชวนชิมเมนูขนมหรรษา อร่อยดีมีประโยชน์ อาทิ Berries Smoothie Bowl, Dark Chocolate Almond Peanut Butter, Cheesecake Blueberries Popcorn ที่ ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

บจก.โฟร์ ฟูดส์ ชวนชิมผงปรุงรสลาบ – น้ำตก และผงปรุงรสน้ำยำ สูตรคลีน “GOOD A DAY” ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบซองใหม่ล่าสุด2 รสชาติ ซื้อได้ที่ ร้านใบเมี่ยง ร้านสบายใจ และช่องทางออนไลน์

ชวนช็อป

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนช็อปผ่านแอปพลิเคชั่น MBK PLUS ในแคมเปญ “ช้อปปั๊บ รับเลย”

ช็อปครบ 1,500 บาท รับคูปอง 1 DAY PASS ที่ OLYMPIC CLUB@โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ถึง 31 ต.ค.

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ชวนช็อปหนังสือ, เครื่องแปลภาษา, เครื่องเขียนสไตล์มินิมอล ฯลฯในงาน “CU Book Minimal Fair” ถึง 8 ต.ค.ที่ ลานกิจกรรม ชั้น 1 Siam Square One

โอซีซี ชวนใช้กางเกงชั้นในชาย SMILEY HOUND คอลเลคชั่นใหม่ THREE-D มีให้เลือก 2 สี และ 2 รูปแบบ ทรง TRUNK(ขาสั้น) 550 บาท และทรง BRIEF(ขาเว้า) 450 บาท ที่ Smileyhound สโตร์ 6 สาขา

 ชวนใช้

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนใช้คอร์สพัฒนาทักษะคุณหนูกว่า 250 สถาบันการศึกษาชื่อดัง ในแคมเปญ “The Little Campus 2023” ถึง 30 พ.ย. ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล24 สาขาทั่วประเทศ

ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ชวนสัมผัสวิถีชีวิตบ้านเมืองจีนโบราณในสมัยราชวงศ์ฉินในงาน “บัลลังก์มังกรฉิน”เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านนิทรรศการ “ยุทธการฉางผิง” ถึง 8 ต.ค.

โรงพยาบาลเจ้าพระยา ชวนใช้โปรแกรมสุขภาพชุดพิเศษ ตรวจสุขภาพท้าฝน “Rainy Promotion… Welcome Good Health” ราคาเริ่มต้น 5,699 บาท ถึง 31 ต.ค. โทร.02-4335666

ชวนชม

ชวนชมการแสดงลิเก เรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอน “แสงแห่งรัก” เพื่ออนุรักษ์ศิลปะไทยพื้นบ้านในวันศุกร์ที่ 6 ต.ค.เวลา 18.00-19.30 น.ที่ สวนชีวา โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ โทร.02-0959999

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอน “สล่าเจิง” ในวันเสาร์ที่7 ต.ค. เวลา 16.15-16.30 น. และสารคดี“ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “บ้านขนมปังขิง” ในวันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. เวลา 07.55-08.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมพระพุทธมหาสตินุสรณ์และพระไภษัชยคุรุไวฑูรย์ พร้อมสนับสนุนผลงานในงาน “นิทรรศการพุทธศิลปกรรม รุ่นที่ 2”เพื่อหาทุนการศึกษานักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ที่ ชั้น 8 ICONSIAM

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

‘WeTV’ เล่นใหญ่ ปูพรมต้อนรับ ‘จ้าวลู่ซือ’ และ ‘แจ็คสัน หวัง’ ประกาศไลน์อัปคอนเทนต์ 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759800

‘WeTV’ เล่นใหญ่ ปูพรมต้อนรับ ‘จ้าวลู่ซือ’ และ ‘แจ็คสัน หวัง’  ประกาศไลน์อัปคอนเทนต์ 2024

‘WeTV’ เล่นใหญ่ ปูพรมต้อนรับ ‘จ้าวลู่ซือ’ และ ‘แจ็คสัน หวัง’ ประกาศไลน์อัปคอนเทนต์ 2024

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อลังการงานสร้าง ฮือฮาทั้งประเทศกับความยิ่งใหญ่ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มวีดีโอสตรีมมิ่งที่สุดความบันเทิงคุณภาพแห่งเอเชีย ที่เสิร์ฟคอนเทนต์สดใหม่ให้แก่ผู้ชมมากว่า 4 ปีล่าสุด WeTV ขอประกาศความปัง จัดงานแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ “WeTV ALWAYS MORE 2024” เปิดตัวโกลบอล แบรนด์แอมบาสซาเดอร์นางเอกสุดฮอตร้อนฉ่า “จ้าวลู่ซือ”เมกะสตาร์จีน และซุป’ตาร์เขยไทย “แจ็คสัน หวัง” มารับหน้าที่เป็น “Lead Mentor” ในรายการไอดอลเซอร์ไววัลอย่าง “CHUANG ASIA” พร้อมประกาศตัวอย่างไลน์อัปคอนเทนต์ทั้งซีรี่ส์จีน ออริจินัลซีรี่ส์ ซีรี่ส์วายหลากหลายรสชาติ ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก

โดยภายในงานได้เนรมิต “Orange Carpet” ให้เหล่าดารา นักแสดงได้ร่วมเดินตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ออฟ-จุมพล, กัน-อรรถพันธ์,บลู-พงศ์ทิวัตถ์, นีโอ ตรัย, อังเปา-โอชิริส,ท็อปแท็ป-จิรกิตติ์, เฟม-ชวินโรจน์, แม็ค-ณัฐพัชร์, นิวเยียร์-นวพรรษ, เจ๋อ-วศิน, เบส-วิธวินท์, เซ้ง-วิชัย, เจ้านาย-จิรภัส, โนเกีย-ชินวัตร, ทีมดาราช่อง 8 โอห์ม-ฐิติวัฒน์, ภูมิ-ภูริพันธ์,ไกด์-กันตพล, อะตอม-ณฐาภพ, เปรม- ณพนัช, ชิปปี้-ศิรินทร์, เรเน่-เวโรนิก้า,เจสซี่-กิระนา, จัสมิน ชูว์เทอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ณ ยูเนียนฮอลล์ 1 ศูนย์การค้ายูเนียนมอลล์

ด้านผู้บริหารคนเก่ง กนกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความปัง พร้อมดัน WeTV มุ่งผลิตคอนเทนต์ไทยเพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก สำหรับโปรเจกท์เรือธงส่งท้ายปี 2023

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของ WeTV ในปี 2024 คือ การเปิดตัวเมกะโปรเจกท์เพื่อบุกเบิกรายการไอดอลเซอร์ไววัลระดับเอเชียครั้งแรกจากประเทศไทยกับรายการ CHUANG ASIA รายการไอดอลเซอร์ไววัลชื่อดังจาก Tencent Video เฟ้นหาศิลปินอินเตอร์เนชันแนลไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มแรกที่จะแจ้งเกิดจากประเทศไทย และเปิดเซอร์ไพรส์ในการร่วมงานครั้งแรกกับ “แจ็คสัน หวัง”ในบทบาท “Lead Mentor” อีกทั้งยังได้ค่าย RYCE Entertainment มารับหน้าที่ดูแลการเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปกลุ่มแรกจากรายการ นอกจากนี้ CHUANG ASIA ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ Have Fun Media,RYCE Entertainment, one31, GMMTV และ 411 Entertainment ที่เข้าร่วมเสริมความแข็งแกร่งในด้านการผลิตรายการ และการพัฒนาศักยภาพศิลปินที่ได้เดบิวต์ภายใต้มาตรฐานระดับโลก โดยรายการ CHAUNG ASIA จะเริ่มออกอากาศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2024 รับชมพร้อมกันทั่วโลกได้ทาง WeTV และออกอากาศทางโทรทัศน์ผ่านช่อง one31 รวมทั้งยังเตรียมออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ปิดท้ายที่ “จ้าวลู่ซือ” โกลบอลแบรนด์แอมบาสซาเดอร์แห่ง WeTV กล่าวว่า “ฉันรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณอย่างยิ่งค่ะที่ได้รับเลือกให้เป็น
โกลบอล แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ WeTV เนื่องด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและการสนับสนุนกันระหว่างฉัน และ WeTV ที่ดำเนินมา
อย่างยาวนาน ล่าสุดเมื่อต้นปีก็ได้รับรางวัล WeTV Best Actress ที่สุดนักแสดงนำหญิง จากทาง WeTV ประเทศไทยด้วย มากไปกว่านั้นซีรี่ส์ดาราจักรรักลำนำใจ (Love like the Galaxy) ที่ฉันได้ร่วมแสดงก็ติดอันดับเป็น No.1 Chinese Drama บน WeTV ที่มียอดรับชมสูงสุดของ
ปี 2022 ฉันขอขอบคุณสำหรับความรักและการสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่จากผู้ชมทุกท่านนะคะ ในฐานะโกลบอล แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ WeTV ฉันอยากเชื่อมโยง WeTV กับแฟนๆ ทั่วโลก ให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมบันเทิงจีนและประสบการณ์อันน่าทึ่งที่ WeTV นำเสนอให้มากยิ่งขึ้นค่ะ ดังนั้น ฉันจึงตั้งตารอที่จะได้นำเสนอผลงานอื่นๆ ให้ทุกคนได้รับชม โดยเฉพาะเรื่อง “The Last Immortal” ที่กำลังจะออนแอร์บน WeTV ในเร็วๆ นี้ค่ะ”

สร้างตำนานอีกครั้ง FC‘ตรี ชัยณรงค์’ มอบมาลัยเงินล้านที่สุดแห่งปี ฉลองวันเกิดอายุครบ 36

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759827

สร้างตำนานอีกครั้ง FC‘ตรี ชัยณรงค์’  มอบมาลัยเงินล้านที่สุดแห่งปี ฉลองวันเกิดอายุครบ 36

สร้างตำนานอีกครั้ง FC‘ตรี ชัยณรงค์’ มอบมาลัยเงินล้านที่สุดแห่งปี ฉลองวันเกิดอายุครบ 36

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เรียกได้ว่าสร้างตำนานบทใหม่ทุกปี สำหรับนักร้องขวัญใจแฟนคลับ “ตรี ชัยณรงค์” ที่ล่าสุดจัดงานวันคล้ายวันเกิดอายุ 36 ปีที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และมีแฟนคลับกลุ่ม“คนรักตรี” เข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยงานนี้ก็สร้างปรากฏการณ์มาลัยเงินล้านอีกครั้ง เพราะเหล่าแฟนคลับมอบพวงมาลัยน้ำใจกันจนล้นคอศิลปินอันเป็นที่รัก แต่ที่สร้างความฮือฮาคงเป็นปีกมาลัยลำแพนที่สูงและใหญ่จน “ตรี ชัยณรงค์”แทบจะแบกไม่ไหว เรียกได้ว่าเป็นมาลัยเงินล้านที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ ตรี ชัยณรงค์ เผยว่า

“ขอขอบคุณสำหรับของขวัญทุกชิ้น ดอกไม้ทุกช่อ มาลัยทุกพวงที่มอบให้ตรีในงานวันเกิดปีนี้นะครับ ขอบคุณที่ยังรักและและเอ็นดูตรีมาตลอด งานวันนี้เห็นแฟนคลับทุกคนมาร่วมงานและมีความสุขกันตรีก็มีความสุขมากๆ ขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ศิลปินที่มาร่วมงานวันนี้ด้วยครับ สำหรับมาลัยปีกในปีนี้ตรีเซอร์ไพรส์มากเลยครับ ไม่คิดว่าแฟนคลับจะทำมาอลังการขนาดนี้ เพราะก็ต้องยอมรับว่าตรีรู้จักกับแฟนคลับมาหลายปีแล้ว จนปีนี้แฟนคลับก็ยังคงมอบแต่สิ่งดีๆ ให้กับตรีมาตลอดเลย ขอบคุณแฟนคลับแฟนเพลงทุกๆ ท่านเลยไม่ว่าเราจะเคยเจอกันหรือไม่ แต่ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตรีได้มีโอกาสเป็นศิลปินและทำตามความฝัน ขอบคุณจากหัวใจจริงๆ ครับผม”

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/759809

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว  (Lost in the Stars)

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars)

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตอนแรกที่เห็นชื่อหนัง ชวนให้นึกถึงหนังรักใสๆ หนังแฟนตาซี หนังที่สร้างมังงะ หรือรีเมคมาจากหนังเกาหลี ญี่ปุ่น เป็นหนังจีนที่วอร์เนอร์ มาจัดจำหน่ายพอได้ดูตัวอย่างหนัง นึกไปก่อนเลยว่าต้องมาเจอหนังแนวจิตๆ ของคู่รัก แต่ก็ไม่ชวนให้สนใจหรือตามดูสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) ต้องลืมทุกสิ่งที่เคยคิดไว้ เป็นหนังจีนที่ทำออกมาได้โดนๆ แบบที่สุด

หลี่มู่ซือ ภรรยาของ เหอเฟย หายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างทริปฉลองวันครบรอบของพวกเขาที่เดินทางสู่บาลันเดีย ก่อนที่อีก 2 สัปดาห์ต่อมา หลี่มู่ซือ กลับมา แต่ เหอเฟย กลับบอกว่านี่ไม่ใช่เมียของเขา แม้ว่าทุกสิ่งจะบ่งชัดว่าคือเธอ เหอเฟยไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยไปขอให้ เฉินม่าย ทนายสาวชื่อดังมาช่วยค้นหาความจริงระหว่างที่ทำการค้นหาข้อมูล ความลับต่างๆ ที่ปิดซ่อนไว้ก็เริ่มเปิดเผยออกมา

หนังดัดแปลงจากบทละครเวทีปี 1960 เรื่อง Trap for a Lonely Man (Piege Pour un Homme Seul) ของ โรเบิร์ต โธมัสนักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่ง อัลเฟร็ด คิตช์ค็อก เคยจะเอามาสร้างเป็นหนังแต่สร้างไม่สำเร็จ เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุก มีการหักมุมไป-มาล่อหลอกให้หลงทาง เดาทางไม่ถูก ยิ่งบทสรุปบทสุดท้ายตอนเฉลยเรื่องราวทั้งหมดเล่นเอาอึ้งตัวหนังมีส่วนผสมในหนังหลายๆ แบบ ทั้ง พิศวาสฆาตกรรม ดราม่า เรื่องรัก การสืบสวนสอบสวน เขย่าขวัญ แอ๊กชั่นผจญภัย ซึ่งผสมกัน
ได้อย่างลงตัว

ต้องชม  รุ่ยกุ้ย และ หลิวเซียง สองผู้กำกับที่ทำงานชิ้นนี้ออกมาดูดีดูสนุก งานด้านโปรดักชั่นดีๆ งานด้านภาพที่สวยงามโดยเฉพาะใต้ภาพ ภาพบนท้องฟ้า หรือบรรยากาศบนเกาะ การตัดต่อที่กระชับ ใส่เพลงประกอบเพราะๆ เข้ามาคั่นแทรกมาตลอดเวลาแม้จะมีที่ทำให้สะดุดอยู่บ้าง คือ แอ๊กติ้ง การแสดงท่าทาง แอ๊กติ้งแบบหนังจีน หรือฉากแอ๊กชั่นไล่ล่า มันดูหลอกๆ ยังดูไม่ค่อยสมจริง ดูไม่ค่อยตื่นเต้นมากนัก รวมทั้งเรื่องเกิดที่เกาะบาลันเดีย เกาะทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตัวละครบนเกาะทุกคนพูดภาษาไทยทุกอย่างเป็นไทยหมด ชัดเจนหมด ชุดตำรวจก็คล้ายๆ ชุดตำรวจไทย(แค่คล้ายๆ) จนชวนให้นึกว่าทั้งคู่มาเที่ยวบนเกาะในไทย แต่ตัวหนังสือกลับเป็นตัวอักษรคล้ายอาหรับ รถก็พวงมาลัยซ้าย จริงๆ แล้วบอกชัดไปเลยก็ได้ว่าเป็นเกาะในประเทศไทย

จูอี้หลง ทำให้ เหอเฟ่ย เป็นตัวละครที่ดึงให้ตามดูหนังด้วยใจจดจ่อ ตามดูอยากรู้บทสรุป หล่อดูมีเสน่ห์ แถมยังดูมีปม ดูมีความลับซ่อนอยู่ เป็นตัวละครหลักที่เอาอยู่ แบกหนังเอาไว้ได้ทั้งเรื่อง หนีหนี่ในบท เฉินม่าย ดูสวย เก่ง คล่องแคล่ว ดูแล้วเชื่อว่าเป็นทนายสาวขาลุยจริงๆ

เจนิสม่าน-เหวินหย่งซาน สวยงามมีเสน่ห์ชวนหลงใหลดูลื่นไหลไปกับบท หลี่มู่ซือ เมียที่หายไป (แล้วกลับมา) โดยมี หวงซือฉีในบท หลี่มู่ซือ เมียผู้หายไป (ในภาพจำ) ของสามี ที่ออกมาแนวใสน่าทะนุถนอม

เมียผมหายในหมู่ดาว (Lost in the Stars) เป็นหนังจีนที่ดูสนุกชวนติดตาม ดูกันแบบเพลินๆ บทดี การแสดงเด่น ภาพสวย ซีจีเนียน เพลงเพราะ ตรึงให้อยู่ภาพบนจอได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และถ้าจะดูให้สนุก ควรหลบสปอยส์ ค่อยๆ ตามดูไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้เรื่องราวน้อยเท่าไหร่ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น ชอบๆ สนุกระดับ 8/10 ดวงดาว