พนง.รถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษ ยุติผละงานประท้วงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749675

พนง.รถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษ ยุติผละงานประท้วงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

22 ธ.ค. 2566 07:31 น.

พนง.รถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษ ยุติผละงานประท้วงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

การนัดหยุดงานประท้วงแบบฉับพลันของพนักงานบริษัทยูโรทันเนล ผู้ให้บริการรถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษ ที่ส่งผลทำให้รถไฟยูโรสตาร์หลายสิบขบวนเป็นอัมพาต ได้สิ้นสุดลงหลังจากเริ่มต้นขึ้นเพียง 6 ชั่วโมง

การนัดหยุดงานประท้วงแบบฉับพลันของเจ้าหน้าที่บริษัทยูโรทันเนล (Eurotunnel) ผู้ให้บริการรถไฟข้ามช่องแคบอังกฤษ ซึ่งเชื่อมระหว่างสหราชอาณาจักรและทวีปยุโรป และส่งผลทำให้รถไฟยูโรสตาร์หลายสิบขบวนเป็นอัมพาต ได้สิ้นสุดลงหลังจากเริ่มต้นขึ้นเพียง 6 ชั่วโมง โดยบริษัทให้คำมั่นว่าจะกลับมาให้บริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

รถไฟโดยสารยูโรสตาร์จะเริ่มกลับมาให้บริการขนส่งผู้โดยสารในวันนี้ (22 ธ.ค.) ส่วนบริการรถไฟ “เลอชัตเติล” (LeShuttle) ซึ่งบรรทุกยานพาหนะและผู้โดยสาร ได้กลับมาให้บริการอีกครั้งตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี พร้อมด้วยรถไฟบรรทุกสินค้า

การหยุดงานประท้วงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ยูโรทันเนลระบุว่าได้รับโบนัสน้อยเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อนักเดินทางจากทั้งฝั่งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่ต้องการเดินทางเยี่ยมครอบครัวและเพื่อนฝูงในช่วงวันหยุดคริสต์มาส

ตัวแทนสหภาพแรงงานยูโรทันเนลในฝรั่งเศส ปฏิเสธการให้โบนัสสิ้นปี 1,000 ยูโร หรือราว 38,366 บาท และจัดการประท้วงหยุดงานเพื่อกดดันให้มีการเพิ่มโบนัสอีก 3 เท่า โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “การผละงานประท้วงส่งผลให้การบริการหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง และการปิดอาคารผู้โดยสารในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร” และระบุว่ารถไฟโดยสารของบริษัทยูโรสตาร์ จำนวน 30 ขบวนถูกยกเลิกการเดินทางออกจากกรุงลอนดอน ปารีส หรือบรัสเซลส์

เคลมองต์ โบน รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส เรียกการผละงานดังกล่าวว่า “ยอมรับไม่ได้” โดยยืนกรานถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

แถลงการณ์ของยูโรทันเนล ระบุว่า “เจ้าหน้าที่ยูโรทันเนลและตัวแทนสหภาพแรงงานสามารถบรรลุข้อตกลง” แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดใดๆ บริษัทกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถแลกเปลี่ยนตั๋วได้ฟรี หรือขอรับเงินคืนได้.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ยูเอ็นระบุชาวกาซากว่า 5 แสนกำลังอดอยากเนื่องจากสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749671

ยูเอ็นระบุชาวกาซากว่า 5 แสนกำลังอดอยากเนื่องจากสงคราม

22 ธ.ค. 2566 07:16 น.

ยูเอ็นระบุชาวกาซากว่า 5 แสนกำลังอดอยากเนื่องจากสงคราม

องค์การสหประชาชาติ เผยประชาชนมากกว่าครึ่งล้านในฉนวนกาซา หรือ 1 ใน 4 ของประชากร กำลังเผชิญความอดอยาก

รายงานของหน่วยงานองค์การสหประชาชาติ และหน่วยงานพัฒนาเอกชน 23 แห่ง ระบุว่าประชากรทั้งหมดของฉนวนกาซาจำนวน 2.2 ล้านคนตกอยู่ในภาวะวิกฤติด้านอาหารหรือแย่กว่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงวิกฤติด้านมนุษยธรรมที่เกิดจากการโจมตีและการปิดล้อมของอิสราเอลเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาส

รายงานพบว่าประชากรทั้งหมดของฉนวนกาซาจำนวน 2.2 ล้านคน ตกอยู่ในวิกฤติอาหารหรือแย่กว่านั้น โดย 478,000 คนอยู่ในระดับวิกฤติ 1.17 ล้านคนอยู่ในระดับฉุกเฉิน และ 577,000 คนอยู่ในระดับภัยพิบัติ ซึ่งหมายถึงระดับความอดอยาก

ตามตัวเลขในรายงาน ขอบเขตของความหิวโหยของประชากร มีความรุนแรงกว่าปัญหาความอดอยากในอัฟกานิสถานและเยเมนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงานยังเตือนถึงความเสี่ยงของภาวะอดอยากที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน โดยกล่าวว่าต้นเหตุของความหิวโหยเกิดจากความช่วยเหลือที่เข้าสู่ฉนวนกาซาที่ไม่เพียงพอ

อารีฟ ฮุสเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติกล่าวว่า “มันไม่ได้เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว เราไม่เคยเห็นความรุนแรงในระดับขนาดนี้ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซามาก่อน และด้วยความเร็วในระดับนี้”

อิสราเอลกล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธฮามาสออกจากฉนวนกาซาตอนเหนือ ขณะที่พื้นที่ทางใต้ยังคงเผชิญการต่อสู้อีกนานหลายเดือน

สงครามดังกล่าวมีสาเหตุจากการบุกจู่โจมอิสราเอลของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และการจับตัวประกันในอิสราเอล คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปเกือบ 20,000 ราย ชาวกาซาราว 1.9 ล้านคน หรือมากกว่า 80% ของประชากรทั้งหมด ต้องหนีออกจากบ้านเรือน และหลายคนต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงของสหประชาชาติ

ตามการระบุขององค์การอนามัยโลก สงครามยังส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของฉนวนกาซาล่มสลาย โดยสถานพยาบาลเพียง 9 แห่งจากทั้งหมด 36 แห่งยังคงเปิดให้บริการบางส่วน โดยทั้งหมดตั้งอยู่ทางตอนใต้ เมื่อวันพฤหัสบดี (21 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ขององค์การอนามัยโลกรายงานเหตุการณ์ที่น่าสลดใจในโรงพยาบาล 2 แห่งที่พวกเขาไปเยี่ยมทางตอนเหนือของฉนวนกาซา หลังพบผู้ป่วยล้มป่วยที่มีบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาร้องขอน้ำดื่ม แพทย์และพยาบาลที่เหลือเพียงไม่กี่คน ไม่มีเครื่องมือในการรักษา และศพจำนวนมากเรียงรายอยู่ในโรงพยาบาล

การทิ้งระเบิดและการสู้รบยังคงดำเนินต่อไปเมื่อวานนี้ แต่เนื่องจากอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารอื่นๆ ของฉนวนกาซาถูกตัดขาดเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้รายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรงล่าสุด ไม่สามารถยืนยันได้เป็นส่วนใหญ่.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ตร.เช็กได้ข่าวมือปืนก่อน 3 ชม.-อพยพคนล่วงหน้า แต่คนร้ายโจมตีอีกตึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749673

ตร.เช็กได้ข่าวมือปืนก่อน 3 ชม.-อพยพคนล่วงหน้า แต่คนร้ายโจมตีอีกตึก

22 ธ.ค. 2566 06:30 น.

ตร.เช็กได้ข่าวมือปืนก่อน 3 ชม.-อพยพคนล่วงหน้า แต่คนร้ายโจมตีอีกตึก

ตำรวจเช็กได้รับแจ้งเรื่องผู้ต้องสงสัยที่จะไปก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยในกรุงปรากก่อนเกิดเหตุกว่า 3 ชั่วโมง และทำการอพยพอาคารที่ชายคนนี้จะไปร่วมการบรรยาย แต่คนร้ายกลับก่อเหตุในอาคารอื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจของสาธารณรัฐเช็กยืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดในเหตุกราดยิงภายในอาคารคณะศิลปะ ของมหาวิทยาลัย ชาร์ลส์ ในย่านใจกลางกรุงปราก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ธ.ค. 2566 ไว้ที่ 14 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 ราย โดย 10 รายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายอาจเพิ่มขึ้นได้

ส่วนมือปืนถูกพบว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยรายงานเบื้องต้นชี้ว่า เขาจบชีวิตตัวเอง แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

นายมาร์ติน วอนดราเซค ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเช็ก กล่าวในงานแถลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนของคนร้ายอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากความสาหัสของบาดแผลที่เขาได้รับ แต่เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่าพวกเขารู้ว่าชายคนนี้คือ นักศึกษาวัย 24 ปีวิชาปรัชญาของมหาวิทยาลัย ชาร์ลส์ ผู้มีใบอนุญาตพกอาวุธ และครอบครองปืนหลายกระบอก

นายวอนดราเซคบอกอีกว่า ในเวลาประมาณ 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจได้รับเบาะแสว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้กำลังเดินทางจากเมืองโฮสโตน (Hostouň) มายังกรุงปราก เพื่อที่จะจบชีวิตตัวเอง ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาได้รับรายงานว่า ชายที่เชื่อว่าเป็นพ่อของผู้ต้องสงสัย ถูกพบเป็นศพในเมืองโฮสโตน ซึ่งห่างจากเมืองหลวงของเช็กราว 100 ไมล์

ต่อมาตำรวจก็สืบจนพบว่า ผู้ต้องสงสัยมีกำหนดการเข้าร่วมการบรรยายที่อาคารคณะปรัชญาในเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการอพยพอาคารดังกล่าว แต่ในเวลา 15.00 น. ตำรวจก็ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่อาคารคณะศิลปะ ซึ่งอยู่ห่างจากกันไม่มาก

ตำรวจต้องใช้เวลาสักพักในการอพยพนักศึกษาไปยังที่ปลอดภัย หลังจากเหตุกราดยิงเกิดขึ้น โดยมีบางคนขังตัวเองอยู่ภายในห้องเรียน หรือถึงขั้นปีนออกไปนอกหน้าต่างและอยู่บนขอบอาคารเพื่อหนีจากคนร้าย

ราว 20 นาทีหลังเหตุกราดยิงเริ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ก็พบศพของผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจยืนยันด้วยว่า ผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 14 คน ถูกยิงเสียชีวิตภายในอาคารคณะศิลปะ

ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุของผู้ต้องสงสัยรายนี้ แต่นายวอนดราเซคกล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์เลวร้าย และเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

ขณะที่นายวิต ราคูซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสาธารณรัฐเช็ก รีบออกมายืนยันว่า ไม่มีหลักฐานว่าเหตุกราดยิงครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายข้ามชาติ เพื่อคลายความกังวลของผู้คน เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

เจ้าหน้าที่ของเช็กบอกในการแถลงข่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริงของสมมติฐานที่ว่า มือปืนที่ก่อเหตุในวันนี้ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของชายคนหนึ่งกับเด็กทารกเพศหญิง ซึ่งถูกพบเป็นศพในป่าคลาโนวิคกี (Klanovicky forest) ใกล้กรุงปราก เมื่อสัปดาห์ก่อนหรือไม่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

สลด เหยื่อกราดยิง ม.กรุงปรากเพิ่มเป็น 14 ศพ-มือปืนฆ่าพ่อก่อนมาก่อเหตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749667

สลด เหยื่อกราดยิง ม.กรุงปรากเพิ่มเป็น 14 ศพ-มือปืนฆ่าพ่อก่อนมาก่อเหตุ

22 ธ.ค. 2566 03:35 น.

สลด เหยื่อกราดยิง ม.กรุงปรากเพิ่มเป็น 14 ศพ-มือปืนฆ่าพ่อก่อนมาก่อเหตุ

ผู้เสียชีวิตเหตุกราดยิงมหาวิทยาลัยในกรุงปรากเพิ่มเป็น 14 ศพแล้ว ขณะที่มือปืนซึ่งเป็นนักศึกษา เสียชีวิตแล้ว โดยตำรวจพบว่า เขาอาจสังหารพ่อตัวเองก่อนมาก่อเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัย ชาร์ลส์ ใจกลางกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ธ.ค. 2566 เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้อีก 25 ราย ในจำนวนนี้ 10 รายอาการสาหัส ส่วนมือปืนเสียชีวิตแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเป็นครั้งแรกในเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่อาคารคณะศิลปะของมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ใกล้จัตุรัส ยานพาลัค ในกรุงปราก ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมพื้นที่ และทำการอพยพนักศึกษากว่า 200 คนไปยังที่ปลอดภัย

ต่อมาตำรวจยืนยันว่า พวกเขาพบร่างไร้วิญญาณของมือปืนอยู่ภายในอาคาร ซึ่งผลการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ชายคนนี้คือนายเดวิด เค. อายุ 24 ปี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่พบว่าการกระทำของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่า พ่อของคนร้ายถูกพบเป็นศพในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ที่หมู่บ้านโฮสโตน (Hostouň) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงปรากประมาณ 20 กม. โดยตำรวจคาดว่า เป็นฝีมือของนายเดวิด

ทั้งนี้ นายเดวิดเคยเป็นนักศึกษาของสถาบันประวัติศาสตร์โลกของมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ซึ่งอยู่ที่อาคารคณะศิลปะ โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชายในชื่อเดียวกันเพิ่งคว้ารางวัลจากสถาบันโปลิชแห่งกรุงปราก จากผลงานวิทยานิพนธ์ของเขาเรื่อง เหตุการณ์ปฏิวัติในปี ค.ศ. 1846 ที่เมืองคราโคว และเมืองอื่นๆ ที่ปัจจุบันคือประเทศโปแลนด์

ในวันเกิดเหตุ เดวิดมีกำหนดการเข้าร่วมการบรรยายในช่วงบ่าย ที่อาคารอีกแห่งบนถนนเชเลตนา ซึ่งห่างจากอาคารคณะศิลปะเพียงเดินแค่ไม่กี่นาที ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังไปตามหาตัวเขา ก่อนจะเกิดเหตุกราดยิงขึ้น โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า เหตุใดเดวิดจึงไปที่อาคารคณะศิลปะแทนที่อาคารที่เขาต้องไปร่วมการบรรยาย

ด้านนายมาร์ติน วอนดราเซค หัวหน้าตำรวจท้องถิ่นเผยว่า เดวิดไปยังกรุงปรากเพื่อจบชีวิตตัวเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์เลวร้าย และเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

อนึ่ง ตำรวจไม่ระบุว่าเหตุการณ์ร้ายดังกล่าวคืออะไร แต่สื่อคาดว่าคือเหตุยิงกันที่เมืองบรียานสก์ ทางตอนใต้ของรัสเซียเมื่อ 7 ธ.ค. ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 14 ปี นำปืนลูกซองเข้าไปในโรงเรียนและสังหารเพื่อนร่วมชั้น 1 คน ก่อนที่เธอจะจบชีวิตตัวเอง

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสาธารณรัฐเช็กเปิดเผยในงานแถลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริงของสมมติฐานที่ว่า มือปืนที่ก่อเหตุในวันนี้ คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคน 2 คน ในป่าคลาโนวิคกี (Klanovicky forest) ใกล้กรุงปราก เมื่อสัปดาห์ก่อน และเชื่อว่านายเดวิดเลือกเหยื่อแบบสุ่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิม จอง อึน ขู่ พร้อมใช้นุกตอบโต้ หากถูกยั่วยุด้วยนิวเคลียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749666

คิม จอง อึน ขู่ พร้อมใช้นุกตอบโต้ หากถูกยั่วยุด้วยนิวเคลียร์

22 ธ.ค. 2566 03:10 น.

คิม จอง อึน ขู่ พร้อมใช้นุกตอบโต้ หากถูกยั่วยุด้วยนิวเคลียร์

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ออกโรงเตือนว่าพวกเขาจะใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีตอบโต้ หากถูกยั่วยุด้วยนิวเคลียร์ก่อน ขณะที่เกาหลีใต้กับพันธมิตร เรียกร้องให้เปียงยางมาเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ธ.ค. 2566 คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือออกโรงเตือนว่า เปียงยางจะไม่ลังเลในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตี หากพวกเขาถูกยั่วยุด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน ในขณะที่เกาหลีใต้กับชาติพันธมิตรเรียกร้องให้เกาหลีเหนือมาเจรจากันโดยไม่มีเงื่อนไข

เกาหลีใต้กับสหรัฐฯ เพิ่งหารือกันเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่องมาตรการป้องปรามทางนิวเคลียร์กรณีที่เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายเหนือ ซึ่งรวมถึงแผนการเชิงยุทธศาสตร์ โดยทั้งสองประเทศย้ำว่า การโจมตีด้วยนิวเคลียร์ใดๆ ของเกาหลีเหนือต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ จะส่งผลให้การปกครองของรัฐบาลเกาหลีเหนือสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม คิม จอง อึน บอกกับฝ่ายขีปนาวุธของกองทัพเกาหลีเหนือว่า อย่าลังเลที่จะโจมตีหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์ หากศัตรูยั่วยุด้วยนิวเคลียร์ก่อน หลังจากนั้นไม่นาน สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก็ออกแถลงการณ์ เรียกกร้องให้เกาหลีเหนือหยุดการยั่วยุ และตอบรับการเรียกร้องของพวกเขาให้เข้าร่วมการเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข

ทั้งนี้ สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือทางทหารระหว่างกันมากขึ้นอีก หลังรัฐบาลเปียงยางดำเนินการทดสอบอาวุธมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านทั้ง 3 ประเทศเพิ่งเปิดระบบแบ่งปันข้อมูลในเวลาจริง เกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือดำเนินการทดสอบมิสไซล์ ‘ฮวาซอง-18’ (Hwasong-18) ขีปนาวุธข้ามทวีปที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขา โดยระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณเตือนต่อฝ่ายวอชิงตันและชาติพันธมิตรที่มีพฤติกรรมเป็นภัยทางทหารอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : cna

แองโกลาเตรียมถอนตัวจาก โอเปก ขัดแย้งเรื่องกำลังผลิตน้ำมัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749665

แองโกลาเตรียมถอนตัวจาก โอเปก ขัดแย้งเรื่องกำลังผลิตน้ำมัน

22 ธ.ค. 2566 01:35 น.

แองโกลาเตรียมถอนตัวจาก โอเปก ขัดแย้งเรื่องกำลังผลิตน้ำมัน

แองโกลาตัดสินใจจะถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปก หลังโอเปกตัดสินใจจะลดกำลังผลิตน้ำมันลงไปอีกในปีหน้า เพื่อสนับสนุนตลาดน้ำมัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ธ.ค. 2566 ประเทศแองโกลา ประกาศจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก ‘องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก’ หรือ ‘โอเปก’ หลังจากเมื่อเดือนก่อน โอเปกตัดสินใจจะลดกำลังผลิตน้ำมันลงไปอีกในปี 2567 เพื่อพยุงราคาน้ำมันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แองโกลาประมาณการตัดสินใจถอนตัวจากโอเปกที่การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพฤหัสบดี โดยนายเดียมันติโน อาเซเวโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันและทรัพยากรแร่ธาตุ กล่าวหลังจากนั้นว่า “ณ ตอนนี้เรารู้สึกว่า แองโกลาไม่ได้อะไรจากการอยู่ในองค์กรนี้ต่อไป และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แองโกลาจึงตัดสินใจที่จะถอนตัวออกมา”

“หากเราอยู่ในโอเปกต่อไป … แองโกลาอาจถูกบีบให้ต้องตัดลดกำลังผลิตน้ำมันลงไปอีก และนั่นขัดแย้งกับนโยบายของเราที่จะหลีกเลี่ยงการลดกำลังผลิต และเคารพในสัญญาซื้อขาย” นายอาเซเวโดกล่าว

ทั้งนี้ หลังการบุกโจมตียูเครนของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้น

แต่ราคาน้ำมันลดกลับลงมาจนอยู่ที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคมปี 2566 ก่อนจะเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากประเทศผู้ผลิตพยายามจำกัดปริมาณการผลิต เพื่อสนับสนุนตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะหลังจากเกิดการโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง

อนึ่ง แองโกลาเป็น 1 ใน 2 ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา ร่วมกับไนจีเรีย โดยปัจจุบัน กำลังผลิตน้ำมันของพวกเขาอยู่ที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั้งหมด 30 ล้านบาร์เรลที่ชาติโอเปกผลิต ซึ่งการประกาศถอนตัวของแองโกลาทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันทีกว่า 1 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 78.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 12.50 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช

อย่างไรก็ตาม แองโกลา ผู้เป็นสมาชิกโอเปกมานาน 16 ปี ไม่ใช่ประเทศแรกที่ถอนตัวจากองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออกแห่งนี้ โดยเอกวาดอร์, อินโดนีเซีย และกาตาร์ ก็เคยทำมาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก มือปืนกราดยิงมหาวิทยาลัยในกรุงปราก ดับแล้ว 10 ศพ เจ็บอีก 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749659

ช็อก มือปืนกราดยิงมหาวิทยาลัยในกรุงปราก ดับแล้ว 10 ศพ เจ็บอีก 30

22 ธ.ค. 2566 00:02 น.

ช็อก มือปืนกราดยิงมหาวิทยาลัยในกรุงปราก ดับแล้ว 10 ศพ เจ็บอีก 30

เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่มหาวิทยาลัยในกรุงปราก ของสาธารณรัฐเช็ก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยที่มือปืนถูกสังหารแล้ว

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินในกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ว่า เกิดเหตุโจมตีด้วยอาวุธปืนที่อาคารวิชาปรัชญา ของมหาวิทยาลัย ‘ชาร์ลส์’ บริเวณจัตุรัส ยาน พาลัค ใจกลางกรุงปราก ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ธ.ค. 2566 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย

เหตุกราดยิงเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ยังคงมีการเรียนการสอน ก่อนจะเริ่มหยุดช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในวันที่ 23 ธ.ค.

ตำรวจในที่เกิดเหตุ ซึ่งดำเนินการปิดล้อมพื้นที่อย่างสิ้นเชิง บอกก่อนหน้านี้ว่า “คนร้ายถูกกำจัดแล้ว” แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ว่าบน X หรือชื่อเดิมคือ ทวิตเตอร์ ตำรวจอัปเดตว่า ความพยายามอพยพยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากยังมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่ขังตัวเองในห้องเรียน

ด้าน นายปีเตอร์ พาเวล ประธานาธิบดีเช็ก โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า เขารู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก และขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดและจริงใจต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

ขณะที่นายปีเตอร์ เฟียลา นายกรัฐมนตรีเช็ก กล่าวว่า เขายกเลิกกำหนดการนัดหมายในวันนี้ และกำลังเดินทางกลับกรุงปรากเพื่อติดตามสถานการณ์เหตุกราดยิง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รู้จัก เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ ‘JN.1’ มาแรง ทำยอดติดเชื้อพุ่งทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749511

รู้จัก เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ ‘JN.1’ มาแรง ทำยอดติดเชื้อพุ่งทั่วโลก

21 ธ.ค. 2566 19:43 น.

รู้จัก เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ ‘JN.1’ มาแรง ทำยอดติดเชื้อพุ่งทั่วโลก

  • นักวิทย์ทั่วโลกจับตา เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ‘JN.1’ มาแรง กำลังจะเป็นเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ทั่วโลก และเชื้อโควิด ‘JN.1’จะเข้ามาครองโลกถัดไปจากสายพันธุ์ XBB
  • องค์การอนามัยโลกจัดให้ โควิด-19 สายพันธุ์ JN.1 เป็นสายพันธุ์ที่ ‘ต้องให้ความสนใจ’ แล้ว หลังพบคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ ยุโรป จีน อินเดีย และไทย
  • เชื้อโควิด -19 สายพันธุ์ JN.1 เป็นรุ่นลูกของเชื้อโควิดโอมิครอน สายพันธุ์ BA.2.86 แต่พบการกลายพันธุ์ที่สไปก์โปรตีนเพิ่มขึ้น แค่ตำแหน่งเดียว ทว่ากลับทำให้มีความพอเหมาะพอดีมากขึ้นและติดเชื้อง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังช่วยในการหลบภูมิต้านทานของร่างกายมนุษย์

และแล้ว หน้าหนาวปีนี้ ชาวโลกยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 พบคนติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น เหมือนดั่งที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและโรคติดต่อ ย้ำมาตลอดว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 จะไม่หายไปจากโลก

แต่ที่น่าหวั่นใจคือ การระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ พบว่ามีเชื้อโควิดสายพันธุ์ น้องใหม่มาแรง อย่าง เชื้อโควิด ‘JN.1’ กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศทั่วโลก และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  (ในไทยพบผู้ติดเชื้อแล้ว 1 ราย จนถึง 21 ธ.ค.)  อีกทั้ง องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ประกาศให้เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ JN.1 เป็น‘สายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจ’ (Varient of Ineterest) แล้ว

ด้วยเหตุนี้ เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ JN.1 จึงกลายเป็นเชื้อโควิด-19 ที่ถูกเฝ้าจับตาเป็นพิเศษ ว่าจะมีฤทธิ์เดชขนาดไหน? และนี่คือสิ่งที่เหล่านักวิทยาศาสตร์รู้ เกี่ยวกับ เชื้อโควิด JN.1 

เป็นรุ่นลูกของ เชื้อโควิด BA.2.86

เชื้อโควิด JN.1 สืบสายมาจากเชื้อโอมิครอน BA.2.86 หรือมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘พิโรลา’ ( Pirola) ซึ่งเป็นรุ่นหลานของ BA.2 เจ้าของฉายา ‘โอมิครอนล่องหน’  โดยโควิดสายพันธุ์ BA.2.86 นี้เป็นสายพันธุ์ที่นักวิทย์ทั่วโลกจับตาช่วงฤดูร้อนในสหรัฐฯ หรือเดือนสิงหาคม ปี 2565 

เชื้อโควิด-19 BA.2.86 เป็นเชื้อโควิดที่มีการกลายพันธุ์ที่ สไปก์โปรตีน หรือโปรตีนหนาม (ใช้ในการจับกับ ACE2 recepter ของเซลล์ร่างกายมนุษย์) มากกว่า 30 ตำแหน่ง จนนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าการกลายพันธุ์ที่สไปก์โปรตีนเป็นจำนวนมากนี้ อาจทำให้โควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.86 มีศักยภาพในการหลบหนีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน และแอนติบอดีที่ใช้สู้กับโควิด-19 

โชคดีที่ความกังวลเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น แต่เชื้อโควิด BA.2.86 ก็ยังคงแพร่ระบาด และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในบางประเทศ รวมทั้งในสหรัฐฯ ซึ่งจากผลการศึกษาบางงาน ชี้ว่า การที่เชื้อโควิด BA.2.86 ไม่ทำให้พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะมันอาจสูญเสียความสามารถในการจับกับเซลล์ร่างกายของมนุษย์ก็เป็นได้

จนมาถึงรุ่นของสายพันธุ์ โควิด JN.1 ซึ่งนักวิทย์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียง ‘ตำแหน่งเดียว’ เมื่อเทียบกับรุ่น ‘พ่อ’ แต่ดูเหมือนกว่ากลับทำให้โควิด JN.1 มีความเหมาะสมมากกว่าเดิม และเป็นเชื้อโควิดที่แพร่ติดต่อได้เร็วขึ้น

กังวล เชื้อโควิด JN.1 แพร่ติดเชื้อเร็ว 

ขณะนี้พบคนติดเชื้อโควิด JN.1 ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้ง เดนมาร์ก สเปน เบลเยียม ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ และกำลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในออสเตรเลีย เอเชีย และแคนาดา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ(CDC) ประเมินว่า ความชุกของเชื้อโควิดJN.1 ที่จะทำให้มีผู้ติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปลายเดือนพ.ย.-ธ.ค. โดยมีรายงานว่าพบคนติดเชื้อโควิด สายพันธุ์ JN.1ในสหรัฐฯ แล้วประมาณ 15-29 % ส่วนที่สหราชอาณาจักร พบคนติดเชื้อโควิด สายพันธุ์ JN.1 อยู่ที่ประมาณ 7% ของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศ

จากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อโควิด JN.1 ทำให้หน่วยงานที่ติดตามการระบาดของโควิด-19 ชี้ว่า โควิด JN.1จะกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคนติดเชื้อมากที่สุดทั่วโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ด้านองค์การอนามัยโลกได้จัดให้ เชื้อโควิด JN.1เป็นสายพันธุ์ที่ต้องให้ความสนใจเมื่อ 19 ธ.ค.2566 แต่ยังคงระบุถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ยังอยู่ในระดับต่ำ

ผลการศึกษาพบหลบภูมิร่างกายของมนุษย์

ดร.ที.ไรอัน เกรกอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการของไวรัส ประจำมหาวิทยาลัย Guelph ในรัฐออนแทริโอ ประเทศแคนาดา บอกว่า เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ JN.1กำลังเป็นคู่แข่งที่เหนือชั้นกว่า โควิดสายพันธุ์ XBB ที่ยังอยู่ และจะทำให้โควิด สายพันธุ์ JN.1 จะครองโลกในลำดับถัดไป  

ดร.เกรกอรี กล่าวว่า การกลายพันธุ์ที่สไปก์โปรตีนของ เชื้อโควิด สายพันธุ์ JN.1 ดูเหมือนจะช่วยให้เชื้อไวรัสหลบหนีภูมิคุ้มกันของเรา 

ขณะที่ผลการศึกษาของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ และจีน ชี้ว่า ความสามารถของแอนติบอดีในร่างกายของมนุษย์ ในการต่อต้านกับโควิดสายพันธุ์ JN.1 ลดลงสองเท่า ถึงแม้จะไม่ได้ลดมาก แต่ก็สามารถทำให้เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในเร็วๆ นี้

เราจะป้องกัน โควิดสายพันธุ์ JN.1 ได้อย่างไร?

เว็บไซต์ Yalemedicine มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ชั้นนำของโลก ระบุว่า ในฤดูใบไม้ร่วง จนถึงฤดูหนาว เราต้องเผชิญกับทั้งเชื้อโควิด-19 เชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อไวรัส RSV แพร่ระบาดในเวลาเดียวกัน วัคซีนยังสามารถช่วยป้องกันอาการป่วยจากเชื้อไวรัสทั้งจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อโควิด-19 ให้แก่ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปได้

ขณะที่ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ(CDC) ระบุว่าวันที่ 9 ธันวาคม 2566 มีผู้ใหญ่มารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ล่าสุด แค่เพียง 18% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้ CDC จึงเรียกร้องให้แพทย์ทำงานกันหนักมากขึ้น เพื่อให้คนไข้ได้รับการฉีดวัคซีน และย้ำว่า ยังไม่สายเกินไปจากการได้รับประโยชน์จากวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ระบาดในฤดูนี้

ผู้เขียน: อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : BBCyalemedicine ,CNN

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดบ้านพักบริการทำหนังสือเดินทางรอบพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749501

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดบ้านพักบริการทำหนังสือเดินทางรอบพิเศษ

21 ธ.ค. 2566 15:19 น.

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดบ้านพักบริการทำหนังสือเดินทางรอบพิเศษ

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดบ้านพักกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์กในเขตเมืองควีนส์ บริการ ‘ทำหนังสือเดินทาง’ รอบพิเศษ มอบเป็นของขวัญปีใหม่ มีคนไทยที่อาศัยอยู่รอบนอกเมืองแมนฮัตตัน และรัฐใกล้เคียง มาใช้บริการตลอดวัน

เมื่อวันพุธที่ 20 ธ.ค. 2566 (ตามเวลาท้องถิ่น) ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก รายงานว่า ‘สมใจ ตะเภาพงษ์’ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เปิดบ้านพักกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ในเขตเมืองควีนส์ บริการ ‘ทำหนังสือเดินทาง’ รอบพิเศษ โดยมีผู้ลงทะเบียนมาใช้บริการเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน 

การเปิดบริการจากสถานกงสุลใหญ่ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ใช้บ้านพักกงสุลใหญ่เปิดให้บริการคนไทยที่อาศัยอยู่รอบนอกเมืองแมนฮัตตัน และรัฐใกล้เคียง ควบคู่ไปพร้อมกันกับสถานกงสุลใหญ่ในเมืองแมนฮัตตันในเวลาเดียวกัน โดยประสบความสำเร็จได้รับคำชมจากผู้มาใช้บริการถึงการทำงานที่ดี และการเดินทางมาได้อย่างสะดวกกว่าเดินทางไปในเมืองแมนฮัตตัน นอกจากให้บริการการทำหนังสือเดินทางแล้ว ยังให้คำปรึกษาในเรื่อง เอกสารเดินทางฉุกเฉิน นิติกรณ์ บัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนราษฎรด้วย

กงสุลใหญ่ สมใจ ตะเภาพงษ์ กล่าวว่า “การเปิดบริการทำหนังสือเดินทาง รอบพิเศษ ที่บ้านพักกงสุลใหญ่ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความสะดวกอีกทางหนึ่งของคนไทยที่อาศัยอยู่รอบนอกเมืองแมนฮัตตัน และจะเป็นการประเมินผลของการตอบรับจากผู้มาใช้บริการด้วย และถ้าเป็นผลที่น่าพอใจก็จะพิจาระณาดำเนินการเปิดบริการในเทศกาลพิเศษต่อไป และเป็นของขวัญปีใหม่ จากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ด้วย”.

โตโยต้าเรียกคืนรถกว่า 1 ล้านคันในสหรัฐฯ จากปัญหาถุงลมนิรภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2749490

โตโยต้าเรียกคืนรถกว่า 1 ล้านคันในสหรัฐฯ จากปัญหาถุงลมนิรภัย

21 ธ.ค. 2566 14:52 น.

โตโยต้าเรียกคืนรถกว่า 1 ล้านคันในสหรัฐฯ จากปัญหาถุงลมนิรภัย

โตโยต้าเรียกคืนรถโตโยต้า รวมถึงเลกซัส ที่ผลิตในช่วงปี 2020-2022 หลายรุ่น หลังพบปัญหาถุงลมนิรภัยทำงานไม่ปกติเวลาเกิดอุบัติเหตุ เสี่ยงเกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (20 ธ.ค.) บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประกาศเรียกคืนรถยนต์โตโยต้า รวมทั้งเลกซัสในสหรัฐอเมริกา ที่ผลิตในช่วงปี 2020-2022 หลายรุ่น หลังพบปัญหาถุงลมนิรภัยของที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าทำงานไม่สมบูรณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ขับขี่ให้ได้รับบาดเจ็บได้

โดยทางบริษัทตรวจพบว่าตัวระบบเซนเซอร์ OCS ที่อยู่ตรงที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้า อาจจะเกิดการลัดวงจร ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานถุงลมนิรภัยในยามฉุกเฉิน เพราะไม่สามารถตรวจจับตำแหน่งรวมทั้งน้ำหนักของผู้โดยสารได้

สำหรับการเรียกคืนดังกล่าวจะครอบคลุมถึงรถโตโยต้า และเลกซัสที่ผลิตในช่วงปี 2020-2022 ในรุ่นดังต่อไปนี้

โตโยต้า

รุ่นอวาลอน ไฮบริด ปี 2020-2021

รุ่นคัมรี่, คัมรี่ ไฮบริด ปี 2020-2021

รุ่นโคโรลา ปี 2020-2021

รุ่นไฮแลนเดอร์, ไฮแลนเดอร์ ไฮบริด ปี 2020-2021

รุ่นราฟ4, ราฟ4 ไฮบริด ปี 2020-2021

รุ่นเซียนนา ไฮบริด ปี 2021

เลกซัส

รุ่น ES250 ปี 2021

รุ่นES300H ปี 2020-2022

รุ่นES350 ปี 2020-2021

รุ่นRX350 ปี 2020-2021

รุ่น RX450H ปี 2020-2021

สำหรับการเรียกคืนครั้งนี้ ทางโตโยต้า และเลกซัส จะมีการตรวจสอบรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบให้ฟรี และจะเปลี่ยนตัวเซนเซอร์ที่เป็นปัญหาให้ โดยจะทยอยแจ้งไปยังเจ้าของรถทั้งหมดก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า โดยผู้ที่ไม่แน่ใจว่ารถตัวเองจะอยู่ในกลุ่มรถที่ถูกเรียกคืนหรือไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่ Toyota.com/recall หรือnhtsa.gov/recalls นับว่าครั้งนี้เป็นการเรียกคืนรถครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ของโตโยต้าในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนก็เพิ่งมีการประกาศเรียกคืนรถ RAV4 1.9 ล้านคันในสหรัฐฯ เนื่องจากแบตเตอรี่เกิดการเคลื่อนที่ได้ หากรถหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดไฟไหม้.

ที่มา : CBS