“โซฟี เทอร์เนอร์” ยื่นฟ้องอดีตสามี “โจ โจนาส” หน่วงเหนี่ยวลูกๆ ไม่ยอมให้กลับอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727232

"โซฟี เทอร์เนอร์" ยื่นฟ้องอดีตสามี "โจ โจนาส" หน่วงเหนี่ยวลูกๆ ไม่ยอมให้กลับอังกฤษ

22 ก.ย. 2566 09:22 น.

“โซฟี เทอร์เนอร์” ยื่นฟ้องอดีตสามี “โจ โจนาส” หน่วงเหนี่ยวลูกๆ ไม่ยอมให้กลับอังกฤษ

โซฟี เทอร์เนอร์ นักแสดงหญิงชาวอังกฤษ ยื่นฟ้องโจ โจนาส อดีตสามี ขอให้เขาส่งลูกสองคนกลับไปอังกฤษ หลังทั้งคู่ประกาศหย่าร้างกันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 ทนายความของโซฟี เทอร์เนอร์ นักแสดงหญิงชื่อดังชาวอังกฤษ เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องทางกฎหมาย ฟ้องร้องนายโจ โจนาส นักร้องดังแห่งวง “โจนาส บราเธอร์ส” ซึ่งเป็นอดีตสามีของลูกความ โดยอ้างถึง “การกักขังโดยมิชอบ” ไว้ที่บ้านพักนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ไม่ยอมส่งตัวลูกทั้ง 2 คนกลับไปอยู่กับมารดาที่อังกฤษ ซึ่งเป็น “ที่อยู่อาศัยตามปกติ” ของเด็กทั้งสองคน 

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้คู่รักคนดังได้ประกาศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า พวกเขากำลังหย่าร้างกันหลังจากแต่งงานกันมานานกว่า 4 ปี โดยเทอร์เนอร์ วัย 27 ปี และโจนาส วัย 34 ปี ได้บรรยายถึงความแตกแยกในขณะนั้นว่าอยู่ในสถานะเป็นมิตรต่อกัน ขณะที่ตามคำร้องทางกฎหมายของเทอร์เนอร์อ้างว่า ที่ผ่านมาทั้งคู่ได้พยายามทำให้อังกฤษเป็นบ้านถาวร และยังระบุว่า โจนาสอ้างอย่างไม่ถูกต้องในใบคำร้องการหย่าว่า เด็กทั้งสองคนถือสองสัญชาติ อาศัยอยู่ในฟลอริดาเป็นเวลา 6 เดือนแล้วก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องหย่า ต่อมาในเดือนสิงหาคม ทั้งสองคนเห็นพ้องกันว่าเด็กๆ จะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช่วงที่โจนาสอยู่ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ต ซึ่งคำร้องระบุว่าเป็นเพียง “ข้อตกลงชั่วคราว” เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ โจ โจนาส ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน เคยระบุว่า กำลังมองหาวิธีการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขาร่วมกัน ได้แก่ วิลลา ซึ่งเกิดในปี 2563 และลูกคนที่สองของพวกเขาที่เกิดเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่ถูกเปิดเผยชื่อต่อสาธารณะ นอกจากนี้ ทั้งคู่พบกันเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วเพื่อหารือเกี่ยวกับการหย่าร้าง โดยในระหว่างนั้นเทอร์เนอร์ได้ย้ำถึงแผนการที่ตกลงกันของพวกเขาสำหรับเด็กๆ เพื่อกลับบ้านในอังกฤษ อย่างไรก็ตาม โจนาสปฏิเสธที่จะคืนหนังสือเดินทางและส่งลูกๆ ไปยังอังกฤษ

ทางด้านตัวแทนของโจนาส ออกมาตอบโต้ว่า การพบหารือกันของทั้งคู่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างจริงใจ และพวกเขาทำความเข้าใจตรงกันว่า จะร่วมมือกันในฐานะมิตรที่ดีต่อกันเพื่อเลี้ยงลูกทั้งสองคน อย่างไรก็ตามเด็กๆ เกิดในสหรัฐฯ และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ทำให้พวกเขาเป็นพลเมืองอเมริกัน โดยโจนาสขอให้อดีตภรรยาทบทวนการดำเนินการทางกฎหมายที่รุนแรง และก้าวไปข้างหน้าในลักษณะที่สร้างสรรค์และเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยความกังวลเพียงอย่างเดียวของเขาคือความเป็นอยู่ที่ดีของลูกๆ

ทั้งนี้ โซฟี เทอร์เนอร์ โด่งดังจากบทบาทซานซา สตาร์กในซีรีส์มหากาพย์ Game of Thrones และยังได้ปรากฏตัวในซีรีส์ดราม่าเรื่อง The Staircase และแฟรนไชส์ภาพยนตร์ X-Men เมื่อต้นสัปดาห์นี้ เธอถูกถ่ายภาพขณะกำลังรับประทานอาหารค่ำกับ เทย์เลอร์ สวิฟต์ นักร้องดังซึ่งเคยเดตกับโจ โจนาส เมื่อปี 2551. 

เกิดอะไรขึ้น? โปแลนด์หยุดส่งอาวุธให้ยูเครน หวั่นเป็นโดมิโน่ลามทั่วยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727224

เกิดอะไรขึ้น? โปแลนด์หยุดส่งอาวุธให้ยูเครน หวั่นเป็นโดมิโน่ลามทั่วยุโรป

22 ก.ย. 2566 09:00 น.

เกิดอะไรขึ้น? โปแลนด์หยุดส่งอาวุธให้ยูเครน หวั่นเป็นโดมิโน่ลามทั่วยุโรป

  • โปแลนด์ หนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครนในสงครามกับรัสเซียมากที่สุด ประกาศจะหยุดส่งอาวุธให้แก่กองทัพเคียฟแล้ว หลังความตึงเครียดของทั้งสองประเทศพุ่งสูง
  • ยูเครนกับโปแลนด์เริ่มมีปัญหากันหลังจาก รัฐบาลวอร์ซอห้ามนำเข้าธัญพืชของเคียฟ เพราะกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรครัฐบาล ในขณะที่การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา
  • หลายฝ่ายกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เรื่องอาจบานปลายจนทำให้บางประเทศในยุโรป รู้สึกกดดันเรื่องการส่งอาวุธให้ยูเครนน้อยลง และเจริญรอยตามโปแลนด์

โปแลนด์ นึ่งในประเทศที่ใกล้ชิด และส่งเสียงเรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลือยูเครนมากที่สุด ตอนนี้ออกมาประกาศว่า พวกเขาจะหยุดการส่งอาวุธให้แก่รัฐบาลเคียฟแล้ว เป็นการพลิกผันนโยบายครั้งใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบถึงยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยุโรปมีต่อยูเครน ซึ่งกำลังรับมือการรุกรานของรัสเซีย

การตัดสินใจของโปแลนด์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่นักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า เป็นเรื่องคาดเดาได้ว่ามันจะเกิดขึ้น หลังจากเกิดความตึงเครียดกันมานานหลายเดือน จากการที่หลายประเทศในสหภาพยุโรป ห้ามนำเข้าธัญพืชจากยูเครน ในขณะที่โปแลนด์กำลังจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งใหญ่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้อาจกระทบต่อความพยายามของยูเครน ในการผลักดันกองทัพรัสเซียออกจากภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศ ในปฏิบัติการโต้กลับที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และคืบหน้าน้อยกว่าที่คาดหวังเอาไว้ และอาจส่งผลเป็นโดมิโน่ล้มไปยังท่าทีของประเทศอื่นๆ ในยุโรป เรื่องการส่งอาวุธให้แก่ยูเครน

โปแลนด์หยุดส่งอาวุธให้ยูเครน

เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ย. 2566 นายกรัฐมนตรี มาเตอุซ โมราเวียชคี แห่งประเทศโปแลนด์ ประกาศอย่างตรงไปตรงมาในแถลงการณ์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “เราจะไม่ส่งอาวุธให้แก่ยูเครนแล้ว เพราะตอนนี้เรากำลังติดอาวุธให้โปแลนด์”

นายโมราเวียชคี กล่าวเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ด้วยว่า ตอนโปแลนด์จะมุ่งเน้นจัดหาอาวุธที่ทันสมัยที่สุดเพื่อจุดประสงค์ของตัวเองเท่านั้น “หากคุณต้องการป้องกันตนเอง คุณก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างสำหรับใช้ป้องกันตนเอง” ผู้นำโปแลนด์กล่าวสำทับ

นี่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ของโปแลนด์ หลังจากเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา พวกเขาเป็นชาติสมาชิกนาโตแห่งแรก ที่ส่งเครื่องบินรบไอพ่นให้แก่ยูเครน ขณะที่สหรัฐฯ ผู้เป็นหัวหอกเบอร์ 1 เรื่องการช่วยเหลือรัฐบาลเคียฟ เพิ่งตกลงเมื่อเดือนก่อนว่าจะอนุมัติส่งมอบเครื่องบินรบ F-16 ให้ยูเครนในระหว่างการฝึกฝนนักบินยูเครนเสร็จสิ้น

ก่อนหน้านั้น โปแลนด์ยังส่งรถถังยุคโซเวียตกว่า 200 คันให้แก่ยูเครน และยุทโธปกรณ์กับเสบียงส่วนใหญ่จากชาติตะวันตกก็ถูกส่งถึงยูเครนผ่านดินแดนของโปแลนด์ แต่ในวันพฤหัสบดี นายปิโอเตอร์ มุลเลอร์ โฆษกรัฐบาลโปแลนด์ยืนยันว่า ตอนนี้พวกเขาทำแค่ส่งเสบียงกับอาวุธและเครื่องกระสุนให้ยูเครนตามการตกลง ที่เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลวอร์ซอจะตัดสินใจหยุดการส่งอาวุธเท่านั้น

นายมุลเลอร์ย้ำว่า ยูเครนมีถ้อยแถลงกับท่าทีทางการทูตที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิงหลายครั้ง และโปแลนด์ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้

ฝ่ายยูเครนพยายามสมานรอยร้าวในวันพฤหัสบดี โดยรัฐมนตรีกระทรวงไร่นาและที่ดิน ระบุว่า เขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีของโปแลนด์แล้ว และออกแถลงการณ์ระบุว่า ทั้งคู่หารือกันเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กับเรื่องข้อเสนอของยูเครนเพื่อแก้ไขมัน และตกลงจะหาทางออกที่พิจารณาผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ

พวกเขายังตกลงกันเรื่องการจัดตั้งระบบซื้อขายธัญพืชกับสโลวาเกีย ที่อาจทำให้การแบนนำเข้าธัญพืชจากยูเครนถูกยกเลิกได้ด้วย

ภาพเมื่อ 20 ก.ย. 2566 ธัญพืชของยูเครนจำนวนมากยังคงติดค้างอยู่ที่สถานีรถไฟโดโนฮัสก์ บริเวณชายแดนยูเครน-โปแลนด์ เนื่องจากฝ่ายหลังห้ามนำเข้าธัญพืชจากยูเครน

ชนวนเหตุ ห้ามนำเข้าธัญพืช

เมื่อช่วงต้นปี 2566 หลายประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าธัญพืชจากยูเครน เพื่อปกป้องวิถีชีวิตของเกษตรกรในประเทศของตัวเอง ที่กังวลว่าผลผลิตของพวกเขาจะถูกธัญพืชของยูเครน ซึ่งมีราคาถูกกว่ามาก ขายตัดราคา และความตึงเครียดกับยูเครนก็สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ก่อน สหภาพยุโรปประกาศเผยระงับการห้ามนำเข้าธัญพืชดังกล่าว แต่มีชาติสมาชิก 3 ประเทศได้แก่ โปแลนด์, ฮังการี และสโลวาเกีย ยืนยันจะฝืนมติและแบนธัญพืชต่อไป ทำให้เกิดการประท้วงจากฝ่ายยูเครน และในสัปดาห์นี้ รัฐบาลเคียฟก็ได้ยื่นฟ้องร้องทั้ง 3 ประเทศในเรื่องปัญหานี้

ที่ผ่านมา ยูเครนมักถูกเรียกว่า “อู่ข้าวอู่น้ำของยุโรป” เนื่องจากผลิตธัญพืชได้ปริมาณมาก แต่การปิดกั้นท่าเรือแถบทะเลดำของรัสเซียหลังเปิดฉากสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทำให้ยูเครนส่งออกผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไม่ได้ จนเกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารโลก

คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปพยายามหาแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า “เส้นทางสามัคคี” (solidarity lanes) ในเดือนพฤษภาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้การส่งออกธัญพืชของยูเครน ด้วยการยกเลิกภาษีนำเข้าและการจำกัดโควตาทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ทำให้ให้ธัญพืชราคาถูกของยูเครนไหลไปทั่วทวีปยุโรป

อย่างไรก็ตาม ธัญพืชที่ราคาถูกกว่าปกติกลับส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรท้องถิ่นในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในโปแลนด์ที่เกิดการประท้วงของกลุ่มชาวไร่ชาวนาในเดือนพฤษภาคม ทำให้ความตึงเครียดระหว่างโปแลนด์กับยูเครนสะสมมาเรื่อยๆ จนปะทุอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากทั้ง 3 ประเทศยืนยันไม่ยกเลิกการแบนนำเข้า

สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ตำหนิทั้ง 3 ประเทศกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์กเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่า “น่าตกใจที่เห็นบางประเทศในยุโรป บางประเทศที่เป็นเพื่อนของเราในยุโรป แสดงความเห็นหนึ่งเดียวบนเวทีการเมือง สร้างเรื่องเขย่าขวัญจากธัญพืช”

เซเลนสกีบอกอีกว่า ประเทศที่เกี่ยวข้องอาจกำลังเล่นตามบทบาทของตัวเอง แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขากำลังช่วยจัดฉากให้แก่นักแสดงมอสโก ทำให้ฝ่ายโปแลนด์ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์ทันที และกระทรวงต่างประเทศก็เรียกตัวเอกอัครราชทูตยูเครนเข้าพบ เพื่อแสดงการประท้วงอย่างรุนแรง

มาเตอุซ โมราเวียชคี นายกรัฐมนตรีโปแลนด์

การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา

การที่โปแลนด์เป็นตัวตั้งตัวตีในการช่วยเหลือยูเครนในสงครามครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลประชานิยมของพวกเขาได้รับการยกย่องอย่างมากจากชาติยุโรป และทำให้พวกเขากลายเป็นตัวละครสำคัญของฝ่ายชาติตะวันตกในการตอบโต้การรุกรานของรัสเซีย

โปแลนด์ยังรับผู้อพยพชาวยูเครนเข้าไปในประเทศมากกว่า 1.5 ล้านคน และให้อีก 15 ล้านคนเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อหนีจากการต่อสู้ พวกเขากับยูเครนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของมอสโกมานานหลายสิบปีแล้ว และวอร์ซอก็เตือนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องหลุมพรางของการซื้อพลังงานจากรัสเซีย

แต่ความตึงเครียดกลับเพิ่มพูนขึ้นในช่วงไม่กี่เดินที่ผ่านมา และไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องการนำเข้าธัญพืชเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกตั้งใหญ่ของโปแลนด์ที่กำลังจะมาถึงด้วย

พรรคกฎหมายและความยุติธรรม (PiS) พรรครัฐบาลฝ่ายประชานิยมของโปแลนด์ กำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 15 ต.ค. นี้ แต่โพลสำรวจความคิดเห็นกลับบอกว่า พวกเขาอาจสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงที่แข็งแกร่งของพวกเขาเอง อย่างชนบททางตะวันออกของประเทศ ที่การเกษตรเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

PiS กำลังสูญเสียฐานเสียงให้แก่พรรคสมาพันธรัฐ (Confederation party) พรรคฝ่ายขวาจัดที่หาเสียงโดยต่อต้านเรื่องการเสียงบประมาณของประเทศไปกับการช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน และโจมตีรัฐบาลว่า ให้ความสำคัญกับยูเครนมากกว่าชาวโปแลนด์ไปเสียแล้ว

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ PiS จึงลดการสนับสนุนยูเครนลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวมากขึ้น เช่น ในเดือนสิงหาคม วอร์ซอเรียกตัวเอกอัครราชทูตยูเครนเข้าพบ หลังจากที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของโปแลนด์กล่าวหาเคียฟว่า กำลังเนรคุณโปแลนด์ที่ช่วยเหลือเรื่องการส่งออกธัญพืชของพวกเขา

รถถังเลพเพิร์ด 2 ของเยอรมนีที่ส่งให้ยูเครน

หวั่นเป็นโดมิโน่ลามทั่วยุโรป

นักวิเคราะห์มองว่า หากยังหาทางแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ เคียฟอาจต้องกังวลว่า การตัดสินใจหยุดส่งอาวุธของโปแลนด์อาจกระจายไปทั่วยุโรป

อย่างที่ระบุไปข้างต้น โปแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการส่งอาวุธให้ยูเครนมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของสงคราม และพยายามผลักดันชาติอื่นๆ ในยุโรปและสหรัฐฯ ให้ร่วมมือกับพวกเขา

เมื่อเดือนมกราคม ตอนที่เยอรมนีกำลังคิดหนักว่าจะส่งรถถัง เลพเพิร์ด 2 ให้ยูเครนดีหรือไม่ โปแลนด์ก็ดำเนินการส่งรถถังให้เคียฟก่อนเป็นตัวอย่าง จนในที่สุดเยอรมนีก็ยอมตกลง และหลายชาติในยุโรปก็เริ่มทำตาม

รัฐบาลวอร์ซอยังออกมาพูดอย่างเปิดเผย เรื่องความต้องการของพวกเขาที่จะทำยานรบไฮ-เทคไปยังแนวหน้าการปะทะในยูเครน โดยยืนยันว่าพวกเขาจะทำโดยไม่สนว่าชาติอื่นๆ ในยุโรปจะเอาด้วยหรือไม่

ความกระตือรือร้นของโปแลนด์มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพวกเขากังวลว่า เป้าหมายต่อไปของรัสเซียถัดจากยูเครนจะเป็นพวกเขาเอง แต่ความกังวลนั้นหดหายไปเรื่อยๆ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากกองทัพรัสเซียยังคงติดแหง็กอยู่ในภาคตะวันออกของยูเครน และกำลังขาดแคลนอย่างหนักทั้งในด้านกำลังพลและแม่ทัพ ความเป็นไปได้ที่มอสโกจะโจมตีชาตินาโตอย่างโปแลนด์ จึงเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของโปแลนด์อาจทำให้ยูเครนและชาติพันธมิตรของพวกเขาต้องกังวล เรื่องการส่งอาวุธให้กองทัพเคียฟในอนาคต ชาติยุโรปที่ยังคงลังเลอยู่อาจรู้สึกกดดันน้อยลงที่จะบริจาคอาวุธ จนกลายเป็นโดมิโน่เอฟเฟกต์ให้ประเทศอื่นๆ ในยุโรปเจริญรอยตามโปแลนด์ก็เป็นได้


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cnn , bbc

นายกฯพบหารือเลขาธิการยูเอ็น ย้ำความร่วมมือในทุกมิติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727220

นายกฯพบหารือเลขาธิการยูเอ็น ย้ำความร่วมมือในทุกมิติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

22 ก.ย. 2566 08:30 น.

นายกฯพบหารือเลขาธิการยูเอ็น ย้ำความร่วมมือในทุกมิติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติเป็นครั้งแรก ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 78 โดยย้ำว่ารัฐบาลชุดใหม่ของไทย พร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับสหประชาชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนายอันโตนิโอ กูเตียเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA78 High-level week) โดยนับเป็นการพบหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งคู่


โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) พร้อมย้ำความมุ่งมั่นของไทยที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับสหประชาชาติในทุกมิติ และข้อริเริ่มในเรื่องต่างๆ ของเลขาธิการสหประชาชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเร่งขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งได้แสดงความหวังที่จะเห็นคนไทยดำรงตำแหน่งระดับสูงในสหประชาชาติมากขึ้น


ทางด้านเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสหประชาชาติ และบทบาทแข็งขันของไทยในฐานะสถานที่ตั้งของหลายหน่วยงานสหประชาชาติในภูมิภาค.

สาวอ้างโดน รัสเซลล์ แบรนด์ โชว์ของลับ แถมไปคุยโวในรายการบีบีซี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727208

สาวอ้างโดน รัสเซลล์ แบรนด์ โชว์ของลับ แถมไปคุยโวในรายการบีบีซี

22 ก.ย. 2566 05:22 น.

สาวอ้างโดน รัสเซลล์ แบรนด์ โชว์ของลับ แถมไปคุยโวในรายการบีบีซี

หญิงคนหนึ่งออกมากล่าวหา รัสเซลล์ แบรนด์ นักแสดงตลกชื่อดัง ว่าโชว์ของลับให้เธอดู ก่อนไปพูดคุยและหัวเราะเรื่องนี้กับพิธีกรอีกคนในรายการวิทยุของบีบีซี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 21 ก.ย. 2566 ว่า หญิงสาวซึ่งเปิดเผยเพียงชื่อว่า โอลิเวีย ระบุว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2551 เธอทำงานในตึกเดียวกันสตูดิโอรายการของสำนักข่าว บีบีซี ในนครลอสแอนเจลิส โดยเธอได้พบกับ รัสเซลล์ แบรนด์ นักแสดงตลกชื่อดัง แต่เขากลับแสดงของลับให้เธอดูทำให้เธอตกใจมาก

โอลิเวียเล่าอีกว่า ตอนนั้นเธอไปห้องน้ำเพื่อหายาโรคไซนัส แต่ระหว่างนั่งยองๆ ค้นในตู้ยา เธอก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ด้านหลัง พอหันกลับไปเธอก็พบกับหว่างขา ทำให้เธอตกใจ พอยืนขึ้นจึงรู้ว่าผู้ที่มาคือรัสเซลล์ แบรนด์

หลังจากนั้นทั้งคู่ได้พูดคุยกันเล็กน้อย โดยแบรนด์พูดว่า เขาจะทำมิดีมิร้ายเธอ ซึ่งโอลิเวียพูดกลับไปว่า “ไม่ คุณไม่ทำหรอก” แต่จากนั้น แบรนด์ก็ควักองคชาตออกมาอยู่ในมือ ทำท่าเหมือนจะเสิร์ฟให้เธอเหมือนบริกรเสิร์ฟอาหาร โอลิเวียบอกว่าตอนนั้นเธอรู้สึกเหมือนติดกับเพราะห้องน้ำเป็นพื้นที่ปิด และเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

อย่างไรก็ตาม โอลิเวียระบุว่า หลังจากนั้นแบรนด์ก็เก็บของลับของเขากลับไปในกางเกง และเธอได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตู น่าจะเป็นคนในทีมของแบรนด์มาตามเขา ทำให้แบรนด์จากไป

ส่วนโอลิเวียกลับไปที่โต๊ะของเธอแล้วส่งข้อความหาลูกจ้างบีบีซีคนหนึ่งเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่ลูกจ้างรายนี้ตอบกลับมาว่า เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะแบรนด์พูดถึงเรื่องนี้ในสตูดิโอ

หลังเกิดเหตุไม่กี่นาที แบรนด์ก็ไปบันทึกเทปรายการ ‘Russell Brand Show’ และคุยเล่นหัวเราะเรื่องนี้กับ แมต มอร์แกน เพื่อนพิธีกร ซึ่งพูดว่า “25 นาทีผ่านไปแล้วนับตั้งแต่แบรนด์โชว์ของลับของเขาให้ผู้หญิงดู” โดยการสนทนาดังกล่าวถูกนำไปออกอากาศในช่อง ‘เรดิโอ 2’ ของบีบีซี ในวันที่ 21 มิ.ย. 2551 ด้วย

นี่นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ถูกกล่าวหาเรื่องการประพฤติผิดทางเพศ และมีบันทึกการสนทนาถึงเรื่องดังกล่าว และยังทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อ บีบีซี ว่า เหตุใดช่วงเวลาดังกล่าวของโชว์ซึ่งมีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า จึงได้รับอนุญาตให้ออกอากาศได้

อย่างไรก็ตาม หญิงรายดังกล่าวไม่ได้แจ้งความอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทีมผู้จัดการของ บีบีซี ได้รับแจ้งเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ในปี 2562 แต่ก็ไม่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเป็นทางการใดๆ

ล่าสุด บีบีซี ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาเสียใจที่ได้ยินเรื่องข้อกล่าวหาดังกล่าว และจะทำการสืบสวนร่วมกับการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงที่แบรนด์ทำงานกับ บีบีซี

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาล่าสุดของแบรนด์เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจาก ผู้หญิง 4 คนออกมากล่าวหาดาวตลกวัย 48 ปี ว่า ล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนพวกเธอในปี 2549 และ 2556 ซึ่งแบรนด์ปฏิเสธข้อกล่าวหา และว่าความสัมพันธ์ของเขาเป็นการเห็นชอบทั้งสองฝ่ายทุกครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหารแอฟริกาใต้ ถูกคลื่นซัดตกเรือดำน้ำ ดับ 3 ศพ อาการวิกฤติอีก 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727207

ทหารแอฟริกาใต้ ถูกคลื่นซัดตกเรือดำน้ำ ดับ 3 ศพ อาการวิกฤติอีก 1

22 ก.ย. 2566 04:35 น.

ทหารแอฟริกาใต้ ถูกคลื่นซัดตกเรือดำน้ำ ดับ 3 ศพ อาการวิกฤติอีก 1

เกิดอุบัติเหตุเจ้าหน้าที่เรือดำน้ำของกองทัพแอฟริกาใต้ ถูกคลื่นซัดตกทะเลระหว่างอยู่บนดาดฟ้าเรือ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บอีก 4 นายหนึ่งในนี้อาการวิกฤติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมแห่งประเทศแอฟริกาใต้ประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 21 ก.ย. 2566 ว่า เกิดอุบัติเหตุกับเรือดำน้ำของกองทัพในทะเลนอกชายฝั่งเมืองเคปทาวน์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กองทัพเรือเสียชีวิต 3 นาย และมีเจ้าหน้าที่อาวุโสอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ตามการเปิดเผยของกระทรวงกลาโหม ลูกเรือของเรือดำน้ำ ‘เอสเอเอส มันธาตีซี’ (SAS Manthatisi) กำลังดำเนินการขนส่งเสบียงในแนวดิ่ง จากเฮลิคอปเตอร์ ลิงซ์ (Lynx) ของกองทัพอากาศ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมา (20 ก.ย.) ก่อนที่คลื่นสูงจุดซัดเข้าใส่ พัดเจ้าหน้าที่เรือดำน้ำ 7 นายที่อยู่บนดาดฟ้าเรือตกทะเล

เจ้าหน้าที่จากสถาบันกู้ภัยทางทะเลแห่งชาติ (NSRI) พบเจ้าหน้าที่ทั้ง 7 คนที่ตกลงไปในทะเล แต่น่าเศร้าที่ 3 นาย เสียชีวิต และอีก 1 หนึ่งนายอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ ส่วนที่เหลือกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล กระทรวงกลาโหมระบุด้วยว่า ปฏิบัติการกู้ภัยได้รับผลกระทบจากสภาพท้องทะเลอันเลวร้าย

หนึ่งในเจ้าหน้าที่เรือดำน้ำ เอสเอเอส มันธาตีซี ที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิต คือนาวาตรี กิลเลียน เอลิซาเบธ เฮกเตอร์ ต้นหนเรือดำน้ำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้ที่ขึ้นไปถึงยศนาวาตรี โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายคุ้มครองครู จากการถูกผู้ปกครองบูลลี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727193

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายคุ้มครองครู จากการถูกผู้ปกครองบูลลี่

22 ก.ย. 2566 02:42 น.

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายคุ้มครองครู จากการถูกผู้ปกครองบูลลี่

รัฐบาลเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายใหม่ เพิ่มความคุ้มครองครูจากการถูกร้องเรียนจากผู้ปกครอง หลังเกิดการกลั่นแกล้งหนักข้อถึงขั้นมีครูจบชีวิตตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ก.ย. 2566 รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายใหม่ เพิ่มความคุ้มครองครูโรงเรียนจากการถูกร้องเรียนจากผู้ปกครองมากขึ้น หลังจากครูทั่วประเทศออกมารวมตัวประท้วงต่อเนื่องถึง 9 สัปดาห์ เรียกร้องสิทธิภายในห้องเรียนของพวกเขา

เหล่าครูผู้ออกมาประท้วงระบุว่า ผู้ปกครองใช้ประโยชน์จากกฎหมายสวัสดิภาพเด็กที่บังคับใช้ในปี 2557 ซึ่งกำหนดว่า ครูที่ถูกกล่าวหาว่าทารุณกรรมเด็กจะถูกพักงานโดยอัตโนมัติ ทำให้พวกเขาถูกบรรดาผู้ปกครองกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง ทั้งร้องเรียนพวกเขาอย่างมีประสงค์ร้าย ในข้อหาทารุณกรรมเด็ก เพื่อให้พวกเขาถูกไล่ออกจากตำแหน่ง

ครูบางคนบอกอีกว่าพวกเขาเคยถูกร้องเรียนเพราะลงโทษนักเรียนที่ใช้ความรุนแรง หรือถูกตำหนิที่ต่อว่านักเรียน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งมีชื่อว่า ‘กฎหมายฟื้นคืนสิทธิครู’ (Teacher Rights Restoration Bill) ครูจะไม่ถูกพักงานทันทีหลังจากถูกร้องเรียนเรื่องการทารุณกรรมเด็กแล้ว แต่ต้องมีการสืบสวนและหาหลักฐานเพิ่มเติมก่อน นอกจากนั้นจะมีการช่วยเหลือทางการเงินแก่ครูที่ต้องต่อสู้ทางกฎหมาย และครูใหญ่จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นในการปกป้องครูคนอื่นๆ

ทั้งนี้ การประท้วงของบรรดาครูในเกาหลีใต้ปะทุขึ้นหลังจากจบชีวิตตัวเองของครูโรงเรียนประถมวัยเพียง 23 ปี ซึ่งถูกร้องเรียนอย่างหนักจากเหล่าผู้ปกครอง โดยครูผู้ประท้วงระบุว่า วัฒนธรรมการร้องเรียนอย่างมีประสงค์ร้ายทำให้พวกเขาไม่สามารถสอนหรือลงโทษนักเรียนได้

สหภาพสหพันธ์ครูเกาหลีออกมาแสดงความยินดีกับการผ่านกฎหมายฉบับใหม่นี้ ระบุว่า กฎหมายนี้ทั้งขยายสิทธิในการสอนและปกป้องสิทธิของนักเรียนในการเรียนรู้ พวกเขายังแสดงความขอบคุณบรรดาครูที่ออกมาเดินขบวนประท้วงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้มาจากพลังของพวกเขา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้และหน่วยงานปกครองท้องถิ่นมีมาตรการหลายอย่างเพื่อปกป้องครู และทำให้พวกเขาทำงานง่ายขึ้น แต่ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และกำหนดเงื่อนไขว่า ครูสามารถไล่นักเรียนที่มีพฤติกรรมก่อกวนออกจากห้องเรียนได้ และสามารถลงโทษพวกเขาได้หากจำเป็น

นอกจากนั้น สำนักงานการศึกษาแห่งกรุงโซลประกาศในสัปดาห์นี้ว่า อาจใช้มาตรการบันทึกการสนทนาทั้งหมดระหว่างครูกับผู้ปกครอง และติดตั้งแชตบอตทำหน้านี้เป็นแนวป้องกันแรกจากการร้องเรียนของผู้ปกครอง

แต่ครูบางคนมองว่ากฎหมายใหม่นี้ยังไม่เพียงพอ เช่น นายคิม ยอง-ซแ ประธานสหภาพสหพันธ์ครูเกาหลี บอกว่ากฎหมายใหม่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการปกป้องครูและนักเรียน แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพัฒนา และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้กฎหมายสวัสดิภาพเด็ก เนื่องจากไม่ควรนิยามการลงโทษทางวินัยต่อนักเรียน ว่าเป็นการทารุณกรรมเด็ก

ครูบางคนอยากให้ผู้ปกครองที่กล่าวหาครูอย่างไม่เป็นความจริง เรื่องการทารุณกรรมเด็ก ต้องถูกลงโทษด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ลงจากตำแหน่ง ปธ.Fox และ News Corp

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727189

เจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ลงจากตำแหน่ง ปธ.Fox และ News Corp

22 ก.ย. 2566 00:50 น.

เจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ลงจากตำแหน่ง ปธ.Fox และ News Corp

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อชาวอเมริกันผู้มีอิทธิพลในวงการข่าวสารทั่วโลก ประกาศจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานของบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของเขา และให้ลูกชายเข้ารับตำแหน่งแทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าพ่อสื่อฝ่ายขวาผู้ควบคุมหนึ่งในอาณาจักรสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประธานในวันพฤหัสบดีว่า เขาจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งสองของเขาอย่าง ‘ฟ็อกซ์ คอร์เปอเรชัน’ (Fox Corporation) และ ‘นิวส์ คอร์เปอเรชัน’ (News Corporation)

“ตลอดชีวิตการทำงานของผม ผมมีส่วนร่วมกับข่าวและความคิดต่างๆ เป็นประจำทุกวัน และเรื่องนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง” นายเมอร์ด็อกวัย 92 ปี ระบุในเมโมที่ส่งถึงพนักงานบริษัท “แต่ถึงเวลาแล้วที่ผมจะรับบทบาทหน้าที่ใหม่ เนื่องจากรู้ว่าเรามีทีมที่มีความสามารถจริงๆ หลากหลายทีม”

นายเมอร์ด็อกบอกอีกว่า ลาชลาน ลูกชายวัย 52 ปี ของเขา จะเป็นผู้รับตำแหน่งประธานของทั้ง 2 บริษัทต่อจากเขา โดยการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน

“บริษัทของเรายังสุขภาพแข็งแรงดี เช่นเดียวกับผม โอกาสของเรายังมีมากมายกว่าความท้าทายด้านการพาณิชย์” นายเมอร์ด็อกระบุในเมโม “เรามีทุกเหตุผลที่จะมองโลกในแง่บวกในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ผมมั่นใจและตั้งใจที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อมีส่วนร่วมกับมัน”

พ่อลูก ลาชลาน กับ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ร่วมงาน TIME 100 Gala ที่นครนิวยอร์ก เมื่อ 21 เม.ย. 2558

ทั้งนี้ นายเมอร์ด็อกในฐานะผู้นำของอาณาจักรสื่อ ฟ็อกซ์ และ นิวส์ คอร์ป ซึ่งตีพิมพ์สื่อกระแสหลักมากมาย เช่น วอลล์สตรีทเจอร์นัล และแทบลอยด์ นิวยอร์ก โพสต์ ทำให้เขามีอิทธิพลอย่างมากในพรรครีพับลิกันมานานหลายสิบปี มีไม่กี่คนที่สามารถเทียบเคียงได้

การเกษียณอายุของเขายังเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ไปยังบริการสตรีมมิ่งด้วย

นักวิเคราะห์มองว่า การก้าวลงจากตำแหน่งของนายเมอร์ด็อกจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกการเมืองของสหรัฐฯ ในขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี 2024 กำลังเป็นไปอย่างดุเดือด

ด้านลาชลาน เมอร์ด็อก ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ฟ็อกซ์ และบริษัท โนวา เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ระบุในแถลงการณ์ว่า พ่อของเขาจะยังคอยให้คำปรึกษาอันล้ำค่าแก่ทั้ง 2 บริษัท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

‘คิงชาร์ลส์’ มีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาฝรั่งเศส ทรงย้ำถึงวิกฤติภาวะโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727039

'คิงชาร์ลส์' มีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาฝรั่งเศส ทรงย้ำถึงวิกฤติภาวะโลกร้อน

21 ก.ย. 2566 19:33 น.

‘คิงชาร์ลส์’ มีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาฝรั่งเศส ทรงย้ำถึงวิกฤติภาวะโลกร้อน

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ มีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาฝรั่งเศส ขณะเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ ทรงย้ำถึงความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างสองประเทศ และความท้าทายที่คงอยู่ของโลก คือการเผชิญกับวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ


เมื่อ 21 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ มีพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์ต่อวุฒิสภาของฝรั่งเศส ในวันนี้ (21 ก.ย. 2566) ในโอกาสที่พระองค์ และราชินีคามิลลา พระชายา เสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ย. เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศ หลังจากต้องทรงเลื่อนกำหนดการเยือนอย่างกะทันหันเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากเกิดการประท้วงรุนแรงต่อต้านระบบปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส 

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษมีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาฝรั่งเศส เมื่อ 21 ก.ย.2566 ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งนับเป็นพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษพระองค์แรกที่มีพระราชดำรัสต่อวุฒิสภาของฝรั่งเศส ได้ตรัสถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นใกล้ชิดระหว่างสหราชอาณาจักร (UK) และฝรั่งเศส รวมถึงความสำคัญของการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากลายทางชีวภาพของโลก

โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้ตรัสถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อประเทศฝรั่งเศส และทรงให้คำมั่นสัญญาว่าเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรให้มากยิ่งขึ้น โดยการเสด็จเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้ นับเป็นการเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งที่ 35 ของพระองค์ แต่เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนในฐานะกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก

นอกจากนั้น กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ยังตรัสถึงวิกฤติการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่า ความท้าทายที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่นั้น ทั้งยิ่งใหญ่และลึก ‘ความท้าทายที่คงอยู่ของเรามากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาวะโลกร้อน และการทำลายธรรมชาติ’

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และราชินีคามิลลา เสด็จฯงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ณ พระราชวังแวร์ซาย โดยมีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงแห่งฝรั่งเศส และภริยา รับเสด็จฯ

ทั้งนี้ การเยือนฝรั่งเศสของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระชายาในครั้งนี้ ทรงร่วมงานเฉลิมฉลองกับ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ณ ประตูชัยฝรั่งเศส และเสวยพระกระยาหารค่ำที่พระราชวังแวร์ซาย โดยมีคนดังจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง เช่น ฮิว แกรนต์ นักแสดงชาวอังกฤษ มิก แจ็กเกอร์ ร็อกสตาร์ชาวอังกฤษจากวงโรลลิ่ง สโตนส์

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ และพระราชินีคามิลลา เสด็จฯเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ย.2566 โดยมีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงแห่งฝรั่งเศส และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา รับเสด็จฯ

อินเดียระงับออกวีซ่าให้ชาวแคนาดา หลังความสัมพันธ์ตึงเครียดหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727106

อินเดียระงับออกวีซ่าให้ชาวแคนาดา หลังความสัมพันธ์ตึงเครียดหนัก

21 ก.ย. 2566 19:13 น.

อินเดียระงับออกวีซ่าให้ชาวแคนาดา หลังความสัมพันธ์ตึงเครียดหนัก

อินเดียสั่ง “ระงับ” ให้บริการออกวีซ่าแก่พลเมืองแคนาดา หลังความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดหนัก จากกรณีสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์

วันที่ 21 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อินเดียสั่ง “ระงับ” บริการวีซ่าแก่พลเมืองแคนาดาโดยไม่มีกำหนด หลังความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศตึงเครียดมากขึ้น จากกรณีการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดงชาวซิกข์

หน่วยงานให้บริการวีซ่าของอินเดีย ประกาศวันนี้ว่า จะงดให้บริการออกวีซ่าให้กับพลเมืองแคนาดา ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้เหตุผลถึงการงดให้บริการว่าเป็น “ปัญหาด้านการปฏิบัติงาน”  

นักวิชาการมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและแคนาดาในตอนนี้ ถือว่าอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด ท่ามกลางความตึงเครียดกรณีการสังหาร นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดา ในรัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

โดยชนวนความตึงเครียดมาจากการที่แคนาดาออกมาบอกว่า พวกเขากำลังสืบสวนคดีการสังหารนายนีจาร์ โดยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเชื่อมโยงว่าหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวกับการสังหารนายนีจาร์

การประกาศระงับให้บริการออกวีซ่าแก่พลเมืองแคนาดา เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่ทางการอินเดียออกคำเตือนให้ชาวอินเดียที่อาศัย หรือกำลังจะเดินทางไปแคนาดา “ระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด” เนื่องจากมีกิจกรรมต่อต้านอินเดีย และอาชญากรรมจากความเกลียดชังทางการเมืองเพิ่มขึ้นในแคนาดา

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า หน่วยข่าวกรองของแคนาดากำลังทำการสืบสวนว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนายนีจาร์หรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียได้ประกาศว่านายนีจาร์คือผู้ก่อการร้ายในปี 2563

“การมีส่วนร่วมใดๆ ของรัฐบาลต่างประเทศในการสังหารพลเมืองแคนาดาบนดินแดนแคนาดา ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเราอย่างไม่อาจยอมรับได้” นายทรูโด กล่าวกับรัฐสภาแคนาดา เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566

ขณะที่อินเดียก็ตอบโต้ โดยการกล่าวว่า แคนาดากำลังพยายาม “เบี่ยงเบนความสนใจจากผู้ก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรงขาลิสถาน” ที่แคนาดาให้ที่พักพิง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2566 อินเดียยังได้ขับไล่ข้าหลวงใหญ่ของแคนาดาประจำกรุงนิวเดลี ออกจากอินเดียภายใน 5 วัน 

แคนาดาถือเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่มากที่สุดในโลกรองจากอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรราว 780,000 คน หรือมากกว่า 2% ของประชากรทั้งหมดในแคนาดา

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา :BBC

นายกฯ เศรษฐาให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก เตรียมยกเลิกกัญชาเสรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2727070

นายกฯ เศรษฐาให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก เตรียมยกเลิกกัญชาเสรี

21 ก.ย. 2566 17:20 น.

นายกฯ เศรษฐาให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก เตรียมยกเลิกกัญชาเสรี

นายกฯ เศรษฐา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐฯ รัฐบาลเตรียมผลักดันแก้ไขกฎหมาย และยุติการใช้กัญชาอย่างเสรี โดยให้คงไว้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ของสหรัฐฯ เปิดเผยบทสัมภาษณ์ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ประกาศว่าไทยจะยุติการใช้กัญชาอย่างเสรี โดยจะให้ใช้เฉพาะวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น หลังจากไทยถือเป็นชาติแรกในเอเชียที่ ‘ถอดกัญชา’ออกจากบัญชียาเสพติดอย่างไม่มีข้อจำกัดเมื่อปีที่ผ่านมา

นายเศรษฐา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษต่อนักข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ขณะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ว่า รัฐบาลจะพยายาม “แก้ไข” นโยบายกัญชา และควบคุมร้านค้าที่จำหน่ายกัญชาอย่างเสรี ภายในกรอบเวลา 6 เดือน  

ผู้นำของไทยย้ำว่า กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องกัญชาจะต้องถูกเขียนใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยจะอนุญาตให้กัญชาใช้ได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์เท่านั้น พร้อมเสริมว่า กัญชาจะต้องไม่ถูกใช้เพื่อการสันทนาการ

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ระบุว่า นโยบายกัญชาเป็นหนึ่งในข้อตกลงร่วมของ 11 พรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการจำกัดการใช้กัญชา อย่างไรก็ดียังไม่มีความชัดเจนถึงแนวทางของรัฐบาลต่อการจัดการดังกล่าว

ระหว่างการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม พรรคเพื่อไทย ได้ชูนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น และประกาศว่า การปราบปรามยาเสพติดจะต้องเห็นผลภายใน 1 ปี พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำกัญชากลับสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง 

ในส่วนของ พรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคที่ผลักดันให้กัญชาออกจากบัญชียาเสพติดได้สำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า พรรคฯ จะเดินหน้ารื้อฟื้นร่างพระราชบัญญัติกัญชา เพื่อให้มีการควบคุมการใช้กัญชาอย่างเคร่งครัด แต่ตัวพรรคฯ คัดค้านที่จะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องกัญชาในไทยถือว่ายังมีความคลุมเครือ นับตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขประกาศถอดออกจากชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2565 ซึ่งปัญหาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกฎหมายควบคุมการใช้กัญชา ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยมีร้านจำหน่ายกัญชาเกือบ 6,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้เกษตรกรไทยก็ยังได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้อย่างเสรี โดยต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศ

นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังสัมภาษณ์นายเศรษฐา กรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายเศรษฐาเชื่อว่า อดีตนายกฯ ทักษิณจะช่วยทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะเขาก็เคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถ้านายทักษิณได้รับอิสรภาพ นายเศรษฐา ก็คงจะต้องขอความเห็นจากเขาบ้าง ซึ่งถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็คงทำเช่นเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คือการกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศขนาดเล็กจำต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง นอกจากนี้ยังรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อเรื่องความขัดแย้งของสหรัฐฯ และจีน ที่ขยายวงกว้างไปมาก โดยนายเศรษฐาย้ำว่า ไม่อยากจะเห็นใครได้ประโยชน์จากความขัดแย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นในโลก โดยอยากให้ทั้งจีน และสหรัฐอเมริกา ได้รับประโยชน์จากการเปิดรับภาคธุรกิจของประเทศไทย พร้อมยอมรับว่าขณะนี้ไทยยังตามหลังเวียดนามอยู่.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Bloomberg,Yahoo News