สหรัฐฯ กลับมาแจกชุดตรวจโควิดฟรีอีกรอบ หลังยอดติดเชื้อพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726882

สหรัฐฯ กลับมาแจกชุดตรวจโควิดฟรีอีกรอบ หลังยอดติดเชื้อพุ่ง

21 ก.ย. 2566 08:55 น.

สหรัฐฯ กลับมาแจกชุดตรวจโควิดฟรีอีกรอบ หลังยอดติดเชื้อพุ่ง

สหรัฐอเมริกาเตรียมแจกชุดตรวจโควิดฟรีให้ประชาชนอีกรอบ หลังยอดผู้ติดเชื้อเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา

นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 25 กันยายนนี้ ประชาชนชาวอเมริกันจะสามารถขอรับชุดตรวจโควิด-19 ฟรีได้อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกโปรแกรมแจกชุดตรวจฟรีไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังสิ้นสุดสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรง โดยได้ดำเนินการแจกชุดตรวจโควิด-19ไปแล้วมากกว่า 755 ล้านชุดผ่านทางเว็บไซต์ Covidtests.gov

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพบแนวโน้มการกลับมาระบาดอีกครั้งในระยะนี้ กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐ (HHS) จึงต้องพิจารณากลับมาเริ่มโปรแกรมแจกชุดตรวจตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนนี้เป็นต้นไป โดยแต่ละครัวเรือนจะสามารถขอรับชุดตรวจฟรีได้ ครัวเรือนละ 4 ชุด

นายซาเวียร์ บีเซอร์รา รัฐมนตรีกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์สหรัฐฯ ระบุว่าทางกระทรวงได้เตรียมสต๊อกชุดตรวจโควิดเพิ่มเติมเอาไว้แล้ว เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาด โดยคาดว่าจะมีปริมาณเพียงพอไปจนถึงสิ้นปีนี้ พร้อมระบุว่าชุดตรวจโควิดส่วนใหญ่ยังสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าที่ระบุวันหมดอายุเอาไว้บนกล่อง

นอกจากนี้ทาง HHS และคณะกรรมการวางแผนกลยุทธ์เตรียมความพร้อมและรับมือ ยังประกาศที่จะใช้งบประมาณราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นทุนสนับสนุนให้แก่โรงงานผู้ผลิตชุดตรวจโควิด-19 ในประเทศ จำนวน 12 แห่งในนิวเจอร์ซีย์ แคลิฟอร์เนีย เทกซัส วอชิงตัน แมรีแลนด์ เพนซิลเวเนีย และเดลาแวร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และจะมีการจัดซื้อชุดตรวจโควิดด้วยตัวเองด้วยงบประมาณราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้ในหน่วยงานของรัฐบาลกลาง

ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการแอดมิตเข้าโรงพยาบาลมากขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 เดือนก่อน โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่าจนถึงวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา สหรัฐฯมีผู้ป่วยแอดมิตเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 20,500 คน ซึ่งนับว่าสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 8 เปอร์เซ็นต์.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “โควิด-19“

ทูตจีนย้ำ จีนพร้อมร่วมงานกับ รบ. เศรษฐา ในโอกาสฉลองวันชาติครบรอบ 74 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726878

ทูตจีนย้ำ จีนพร้อมร่วมงานกับ รบ. เศรษฐา ในโอกาสฉลองวันชาติครบรอบ 74 ปี

21 ก.ย. 2566 08:24 น.

ทูตจีนย้ำ จีนพร้อมร่วมงานกับ รบ. เศรษฐา ในโอกาสฉลองวันชาติครบรอบ 74 ปี

บรรยากาศฉลองครบรอบ 74 ปี วันชาติจีนเป็นไปอย่างชื่นมื่น บุคคลสำคัญแห่แหนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยเอกอัครราชทูตจีนย้ำ จีนพร้อมร่วมงานกับรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อความมั่นคงและเดินหน้าพัฒนาประเทศร่วมกันสืบไป

วานนี้ (20 ก.ย.66) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้จัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 74 ปี วันสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่โรงแรมแชงกรี-ลา โดยมีนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และภริยาเป็นประธานในงาน โดยนางสาวจิตสุภา วัชรพล เจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี และนายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการ เป็นตัวแทนของเครือไทยรัฐ เดินทางไปร่วมแสดงความยินดี และมอบกระเช้าดอกไม้แด่ นายอู๋ จืออู อุปทูตของสถานเอกอัครราชทูตจีนด้วย

ทั้งนี้ ในระหว่างกล่าวเปิดงาน นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนได้กล่าวย้ำว่า จีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่นำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาของประเทศซึ่งกันและกัน ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นกล่าวอวยพรให้จีนประสบกับความเจริญก้าวหน้า โดยไทย-จีน จะร่วมพัฒนาภูมิภาคด้วยความสัมพันธ์อันดี เพื่อประโยชน์สุขของทั้งสองประเทศสืบไป

โดยบรรยากาศในงานปีนี้เป็นไปอย่างชื่นมื่น มีแขกเข้าร่วมงานจำนวนมาก ทั้งคณะทูตานุทูต รวมทั้งบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองไทย อย่าง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

แกลลอรีสหรัฐฯ ตั้งราคา 9.85 ล้านดอลลาร์ ภาพแรกที่ “บ็อบ รอสส์” วาดสดในรายการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726884

แกลลอรีสหรัฐฯ ตั้งราคา 9.85 ล้านดอลลาร์ ภาพแรกที่ "บ็อบ รอสส์" วาดสดในรายการ

21 ก.ย. 2566 09:37 น.

แกลลอรีสหรัฐฯ ตั้งราคา 9.85 ล้านดอลลาร์ ภาพแรกที่ “บ็อบ รอสส์” วาดสดในรายการ

แกลลอรีสหรัฐฯ ตั้งราคาแบบไม่อยากขาย 9.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาพวาดทิวทัศน์ด้วยสีน้ำมันชิ้นแรกที่ “บ็อบ รอสส์” จรดพู่กันวาดสาธิตในตอนแรกของรายการ The Joy of Painting ซึ่งทำให้เขากลายเป็นไอคอนด้านวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และฝึกฝนศิลปะให้กับผู้คนทั่วโลก

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า แกลลอรีศิลปะ “Modern Artifact” ในเมืองมินนิอาโปลิส ในรัฐมินิโซตา ของสหรัฐฯ ผู้ครอบครองผลงานศิลปะหลายชิ้นของ “บ็อบ รอสส์” จิตรกรชาวอเมริกัน ผู้สอนศิลปะทางโทรทัศน์ชื่อดัง เปิดเผยว่า ภาพวาดสีน้ำมัน “A Walk in the Woods” ซึ่งเป็นภาพแรกที่บ็อบ รอสส์ วาดสาธิตใน EP1 ของรายการสอนศิลปะ “The Joy of Painting” ที่ออกอากาศทางช่อง PBS เมื่อปี 2526 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน จะมีราคาสูงถึง 9.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 356 ล้านบาท  

ไรอัน เนลสัน เจ้าของแกลลอรีเปิดเผยว่า ภาพนี้ถูกวาดในอีพี 1 ของซีซั่น 1 ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 และหลังจบรายการได้ถูกอาสาสมัครคนหนึ่งซื้อไปราคาที่ไม่เปิดเผย แล้วนำภาพนี้ไปแขวนอยู่ที่บ้านเป็นเวลานานเกือบ 4 ทศวรรษ ก่อนที่จะมีการติดต่อมายังแกลลอรี 

นายเนลสัน เล่าว่า ตัวเองเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับงานศิลปะผ่านรายการของรอสส์ และรู้สึกชื่นชอบภาพวาดของเขา โดยไม่ได้คาดหวังว่าภาพ A Walk in the Woods จะขายได้เร็วๆ นี้ เมื่อพิจารณาจากการตั้งราคาที่สูง ซึ่งเขามองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้แสดงภาพวาดให้กับผู้ชมจำนวนมากขึ้น

ทั้งนี้ โรเบิร์ท นอร์แมน รอสส์ หรือรู้จักกันในนาม บ็อบ รอสส์ เป็นจิตรกร ผู้สอนศิลปะ และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน ผู้สร้างสรรค์และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ “The Joy of Painting” ที่ออกอากาศมาอย่างยาวนาน ทางช่องพีบีเอส ในช่วงปี 2536-2537 ในสหรัฐฯ แคนาดา ลาตินอเมริกา และยุโรป

ในแต่ละตอนเขาจะพูดคุยกับคนดูโดยตรงด้วยน้ำเสียงที่นุ่มเป็นเอกลักษณ์ สนับสนุนให้ทุกคนวาดภาพไปพร้อมๆ กับเขา โดยในแต่ละตอน ในขณะที่ภาพวาดของเขาเป็นฉากทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงาม ที่มีทั้ง ลำธาร ภูเขา ต้นไม้และน้ำตก ตลอดจนกระท่อมและโรงสีแบบเรียบง่าย.

เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นช่วงปลายปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726874

 เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นช่วงปลายปีนี้

21 ก.ย. 2566 08:23 น.

เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นช่วงปลายปีนี้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่อัตราเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด แต่ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นช่วงปลายปีนี้ ส่วนทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2566 นายเจอร์โรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของระบบธนาคารกลางสหรัฐ มีมติคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่กรอบ 5.25%-5.50% ซึ่งเป็นอัตราเดิมไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด

อย่างไรก็ตาม นายพาวเวลงสัญญาณถึงโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ โดยระบุว่า ที่ประชุมประเมินว่ามีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าลง 0.25% จากเดิมที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ย 1% ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ประธานเฟดระบุถึงทิศทางเงินเฟ้อ ว่าทางเฟดประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงมาที่ 3.3% ภายในสิ้นปีนี้ และ 2.5% ในปีหน้า พร้อมทั้งคาดว่าในช่วงปลายปี 2568 อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯจะลดลงมาที่ระดับ 2.2% และคาดว่าระดับเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะขยับเข้ามาในระดับเป้าหมายเงินเฟ้อของเฟดที่ 2% ได้ในปี 2569

นอกจากนี้ เฟดยังประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 2.1% ในปีนี้ ขณะที่อัตราการว่างงานคงที่ 3.8% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ในช่วงปลายปีนี้.

ฮือฮา ทีมสำรวจพบสิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่สุดในโลกที่แซมเบีย อายุเกือบ 5 แสนปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726861

ฮือฮา ทีมสำรวจพบสิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่สุดในโลกที่แซมเบีย อายุเกือบ 5 แสนปี

21 ก.ย. 2566 06:58 น.

ฮือฮา ทีมสำรวจพบสิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่สุดในโลกที่แซมเบีย อายุเกือบ 5 แสนปี

ทีมนักโบราณคดีขุดค้นพบสิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบในแซมเบีย มีอายุเกือบ 5 แสนปี แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของมนุษย์มีสติปัญญาสูงกว่าที่เราเคยคิดเอาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักโบราณคดีเปิดเผยในวันพุธที่ 20 ก.ย. 2566 ว่า พวกเขาขุดค้นพบสิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา โดยมีอายุย้อนกลับไปเกือบ 5 แสนปีก่อน บ่งชี้ว่า บรรพบุรุษของเราอาจมีความก้าวหน้ามากกว่าที่เราเคยคิดกัน

สิ่งปลูกสร้างไม้ซึ่งถูกคงสภาพเอาไว้อย่างดี ถูกพบบริเวณน้ำตก คาลัมโบ ในแคว้นรุควา ทางเหนือของประเทศแซมเบีย ใกล้กับชายแดนประเทศแทนซาเนีย โดยมีอายุย้อนกลับไปอย่างน้อย 476,000 ปี ซึ่งนานก่อนการวิวัฒนาการของมนุษย์โฮโม เซเปียนส์ ซึ่งคาดกันว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อราว 300,000 ปีก่อนมาก

โครงสร้างไม้ดังกล่าวมีรอยตัดที่แสดงให้เห็นว่า มีการใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเพื่อเชื่อมต่อท่อนไม้ขนาดใหญ่ 2 ท่อนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่พวกเขาเชื่อว่าอาจเป็น แท่น, ทางเดิน หรือไม่ก็ยกพื้น เพื่อให้บรรพบุรุษของเราอยู่เหนือน้ำ ทีมสำรวจยังพบเครื่องมือไม้ เช่น ลิ่ม และแท่งขุด ในพื้นที่แห่งนี้ด้วย

อนึ่ง เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ใช้เครื่องมือไม้กันแล้วในช่วง 400,000 ปีก่อน แต่เชื่อกันว่าพวกเขาใช้อย่างจำกัดมาก เช่นเพื่อจุดไฟ หรือล่าสัตว์เท่านั้น

นายแลร์รี บาร์แฮม นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และผู้นำเขียนรายงานการค้นพบครั้งนี้ บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า เท่าที่เขารู้ สิ่งปลูกสร้างไม้เก่าแก่ที่สุดที่เคยค้นพบก่อนหน้านี้ มีอายุย้อนกลับไปเพียงราวๆ 9,000 ปีเท่านั้น และการค้นพบครั้งล่าสุดเป็นการพบโดยบังเอิญ ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2562 ระหว่างการขุดค้นพื้นที่ใกล้ตลิ่งแม่น้ำคาลัมโบ เหนือน้ำตกสูง 235 ม.

การค้นพบโครงสร้างไม้โบราณแบบนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะไม้มักผุพังเหลือจนเหลือร่องรอยเพียงเล็กน้อย แต่เชื่อว่าน้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่สูงที่น้ำตกคาลัมโบ เป็นตัวช่วยคงสภาพสิ่งปลูกสร้างไม้นี้เอาไว้ตลอดหลายร้อยศตวรรษที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของนายบาร์แฮม สิ่งปลูกสร้างไม้นี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ โฮโม ไฮเดลเบอร์เกนซิส (Homo heidelbergensis) ญาติของโฮโม เซเปียนส์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีชีวิตอยู่ในช่วง 700,000-200,000 ปีก่อน โดยกระดูกของพวกเขาถูกขุดพบในภูมิภาคเดียวกันนี้ด้วย

นายบาร์แฮมบอกอีกว่า การค้นพบสิ่งปลูกสร้างไม้ล่าสุดนี้ เปลี่ยนความคิดของเขาที่มีต่อกลุ่มคนเหล่านี้ “พวกเขาเปลี่ยนสิ่งรอบตัวเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แม้จะเป็นเพียงการสร้างแท่นยกพื้นเพื่อนั่งริมแม่น้ำเพื่อทำกิจวัตรประจำวันก็ตาม” “พวกเขาใช้สติปัญญา, จินตนาการ และทักษะ เพื่อสร้างบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน บางสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่มาก่อน”

นี่แสดงให้เห็นถึงการมีความคิดในเชิงทฤษฎี หรืออาจถึงขั้นมีภาษาด้วย นายบาร์แฮมกล่าว

การค้นพบครั้งนี้ยังท้าทายแนวคิดที่ว่า บรรพบุรุษของมนุษย์มักจะเร่ร่อนไปยังที่ต่างๆ เพราะสิ่งปลูกสร้างที่พบนี้ ดูจะเป็นที่พักถาวรใกล้น้ำตก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทีมนักโบราณคดียังไม่ฟันธงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะโครงสร้างไม้ดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นมาใช้ตามฤดูกาล ไม่ใช่ถาวรก็เป็นได้

ที่มา : cna

‘นิวรัลลิงก์’ ของอีลอน มัสก์ รับสมัครคนเข้าทดสอบฝังชิปในสมองครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726856

‘นิวรัลลิงก์’ ของอีลอน มัสก์ รับสมัครคนเข้าทดสอบฝังชิปในสมองครั้งแรก

21 ก.ย. 2566 04:45 น.

‘นิวรัลลิงก์’ ของอีลอน มัสก์ รับสมัครคนเข้าทดสอบฝังชิปในสมองครั้งแรก

นิวรัลลิงก์ บริษัทเทคโนโลยีระบบประสาทของอีลอน มัสก์ เตรียมเริ่มการทดสอบทางคลินิก ฝังชิปในสมองมนุษย์ เป็นครั้งแรก โดยเริ่มเปิดรับอาสาสมัครแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท นิวรัลลิงก์ (Neuralink) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีระบบประสาทของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ เปิดเผยผ่านบล็อกของบริษัทว่า พวกเขาเตรียมดำเนินการทดสอบทางคลินิก ฝังชิปในสมองมนุษย์ เป็นครั้งแรก โดยเริ่มเปิดรับอาสาสมัครเข้ารับการทดสอบแล้วเมื่อวันอังคารที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ นิวรัลลิงก์เตรียมเริ่มทำการทดสอบฝังไมโครชิปในสมองผู้ป่วยอัมพาต โดยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ‘การต่อประสานคอมพิวเตอร์กับสมองด้วยการปลูกถ่ายโดยหุ่นยนต์อย่างแม่นยำ’ หรือ Precise Robotically Implanted Brain-Computer Interface ย่อว่า PRIME

ภาพจำลองการฝังชิปในสมองมนุษย์ของนิวรัลลิงก์

การศึกษาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประเมินทั้งเรื่องความปลอดภัยและการปฏิบัติการปลูกถ่าย โดยคนไข้จะได้รับการฝังชิปในสมองส่วนควบคุมความตั้งใจที่จะเคลื่อนไหว ซึ่งชิปจะบันทึกและส่งสัญญาณสมองไปยังแอปพลิเคชัน ด้วยเป้าหมายเบื้องต้นคือ มอบความสามารถในการควบคุมเคอร์เซอร์ หรือคีย์บอร์ดได้โดยใช้เพียงความคิดเท่านั้นแก่คนไข้

ผู้ป่วยเป็นอัมพาตแขนขาเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) อาจมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเข้าร่วมการศึกษาเป็นเวลา 6 ปี โดยทดลอง 18 เดือนที่บ้านและคลินิก ตามด้วยเยี่ยมเยียนติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ผ่านเว็บไซต์ของนิวรัลลิงก์

ทั้งนี้ อีลอน มัสก์ และนิวรัลลิงก์ พยายามไล่ตามเป้าหมายในการเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์มานานกว่า 5 ปีแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ บริษัทนิวรัลลิงก์ เคยทดลองแต่ในสัตว์เท่านั้น พวกเขายังเผชิญข้อครหา หลังจากลิงตัวหนึ่งตายระหว่างการทดลงเมื่อปี 2565 ระหว่างพยายามให้ลิงตัวนี้เล่นเกม Pong ซึ่งเป็นหนึ่งในวิดีโอเกมแรกๆ ของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินเดียเตือนพลเมืองในแคนาดาให้ระมัดระวัง หลังความสัมพันธ์ดิ่งเหว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726854

อินเดียเตือนพลเมืองในแคนาดาให้ระมัดระวัง หลังความสัมพันธ์ดิ่งเหว

21 ก.ย. 2566 03:34 น.

อินเดียเตือนพลเมืองในแคนาดาให้ระมัดระวัง หลังความสัมพันธ์ดิ่งเหว

ทางการอินเดียออกคำแนะนำใหม่ ให้พลเมืองในแคนาดาระมัดระวังตัว อ้างอาชญากรรมจากความเกลียดชังสูงขึ้น หลังความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศตกต่ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ย. 2566 กระทรวงต่างประเทศของอินเดีย ออกคำแนะนำการเดินทางฉบับใหม่ ระบุว่าพลเมืองของประเทศที่กำลังจะไปหรืออาศัยอยู่ในแคนาดาให้ระมัดระวังตัว หลังจากความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศพุ่งสูงถึงขั้นมีการขับไล่ทูตของอีกฝ่าย

กระทรวงต่างประเทศอินเดียระบุว่า พวกเขาออกประกาศดังกล่าว เนื่องจากมีการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมต่อต้านอินเดีย กับอาชญากรรมจากความเกลียดชังและอาชญากรรมความรุนแรงในแคนาดา

ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับอินเดีย ซึ่งระหองระแหงมาหลายเดือน ตกต่ำที่สุดเป็นประวัติกาล หลังจากแคนาดาออกมาบอกว่า พวกเขากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเชื่อมโยงรัฐอินเดียกับการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ ขณะที่ฝ่ายอินเดียออกมาปฏิเสธอย่างรุนแรง และว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไร้เหตุผล

ทั้งนี้ อินเดียมาตอบสนองอย่างรุนแรงต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ในชาติตะวันตก ที่ต้องการให้ก่อตั้ง คาลิสถาน หรือดินแดนบ้านเกิดของชาวซิกข์ในรัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งมีชาวซิกข์อยู่มากที่สุด โดยความเคลื่อนไหวคาลิสถานในอินเดียรุนแรงที่สุดในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งเกิดการจลาจลนองเลือดในรัฐปัญจาบ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกกองทัพอินเดียปราบปราม และตอนนี้เหลือความเคลื่อนไหวในอินเดียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ชาวซิกข์พลัดถิ่นในหลายประเทศเช่น แคนาดา, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ยังคงเรียกร้องเอกราชอยู่

แคนาดาเป็นประเทศที่มีจำนวนชาวซิกข์นอกรัฐปัญจาบมากที่สุด และเกิดการประท้วงเรียกร้องเอกสารมาแล้วหลายครั้ง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อินเดียเพิ่งยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อแคนาดา เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของทูตของพวกเขาซึ่งอยู่ที่นั่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นลด 67% หลังโตเกียวปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726850

จีนนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นลด 67% หลังโตเกียวปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเล

21 ก.ย. 2566 02:35 น.

จีนนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นลด 67% หลังโตเกียวปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเล

จีนนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นลดลงมากว่า 67% ในเดือนสิงหาคม และแดนอาทิตย์อุทัยเริ่มปล่อยน้ำปนเปื้อนจากโรงงานนิวเคลียร์ลงทะเลแปซิฟิก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศจีนซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าอาหารทหารจากญี่ปุ่นรายใหญ่ที่สุดในโลก มีการนำเข้าในเดือนสิงหาคม ลดลงจากเดือนก่อนหน้านั้นถึง 67.6% หลังจากรัฐบาลโตเกียวเริ่มการปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้ว จากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ลงมหาสมุทรแปซิฟิก

เมื่อปีก่อน จีนนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่าถึง 8.44 หมื่นล้านเยน หรือราว 2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังจากญี่ปุ่นประกาศแผนปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเล และเริ่มการปล่อยน้ำระลอกแรกในวันที่ 24 ส.ค. ทำให้ในวันเดียวกัน จีนก็ประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นทั้งหมด

กลุ่มอุตสาหกรรมประมงในญี่ปุ่นและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกก็ออกมาแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบต่อการปล่อยน้ำปนเปื้อน ที่อาจส่งผลแต่วิถีชีวิตของพวกเขา แม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะยืนยันว่า น้ำปนเปื้อนดังกล่าวผ่านการบำบัดจนอยู่ในระดับปลอดภัยแล้ว และได้รับความเห็นชอบจากทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) แล้ว

รัฐบาลโตเกียวยังย้ำด้วยว่า การปล่อยน้ำปนเปื้อนในลักษณะคล้ายกันนี้ ยังเกิดขึ้นเป็นปกติที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศจีนและฝรั่งเศส นอกจากนั้น ญี่ปุ่นยังจัดทำรายงานแสดงให้เห็นว่า น้ำทะเลใกลัเมืองฟุกุชิมะไม่มีกัมมันตภาพรังสีในระดับที่สามารถตรวจจับได้

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดว่า การนำเข้าอาหารทะเลของจีนที่ขาดหายไป ไม่น่าจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าหลักที่พวกเขาส่งออกไปให้จีนคือรถยนต์และเครื่องจักร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อาเซอร์ไบจานตกลงหยุดยิงแล้ว หลังกองกำลังคาราบัคยอมปลดอาวุธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726838

อาเซอร์ไบจานตกลงหยุดยิงแล้ว หลังกองกำลังคาราบัคยอมปลดอาวุธ

21 ก.ย. 2566 00:45 น.

อาเซอร์ไบจานตกลงหยุดยิงแล้ว หลังกองกำลังคาราบัคยอมปลดอาวุธ

กองทัพอาเซอร์ไบจานกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ชาวอาร์เมเนียในดินแดนพิพาท นากอร์โน-คาราบัค ตกลงหยุดยิงแล้ว โดยฝ่ายหลังยอมปลดอาวุธตามที่เรียกร้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพุธที่ 20 ก.ย. 2566 ว่า 24 ชั่วโมงหลังจากกองทัพอาเซอร์ไบจานเริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหม่ใน นากอร์โน-คาราบัค กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ชาวอาร์เมเนียซึ่งควบคุมพื้นที่ดังกล่าวก็ยอมตกลงหยุดยิงตามเงื่อนไขของรัสเซียแล้ว โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญคือ กองกำลังคาราบัคต้องปลดอาวุธอย่างสิ้นเชิง

อนึ่ง ดินแดนนากอร์โน-คาราบัค เป็นดินแดนแยกตัวภายในประเทศอาเซอร์ไบจาน ปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียซึ่งเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า สาธารณรัฐอาร์ทซัค (Artsakh) มีประชากรประมาณ 120,000 คน อย่างไรก็ตาม นานาชาติไม่ให้การยอมรับ และถือว่าดินแดนนากอร์โน-คาราบัค เป็นของอาเซอร์ไบจาน

ผู้นำของคาราบัคระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขาบรรลุข้อตกลงยุติความเป็นศัตรูอย่างสิ้นเชิงแล้วนับตั้งแต่เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเป็นต้นไป โดยมีกองกำลังรักษาสันติภาพของรัสเซีย ซึ่งถูกส่งเข้ามารักษาความสงบหลังเกิดสงคราม 44 วันเมื่อปี 2563 เป็นตัวกลางเจรจา

เจ้าหน้าที่ของคาราบัคยังเรียกร้องประชาชนให้อยู่แต่ในที่พัก อย่าพยายามไปที่สนามบินท้องถิ่นซึ่งอยู่ติดกับฐานของกองกำลังรักษาสันติภาพรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ฝูงชนจำนวนมากยังคงออกไปรวมตัวกันในพื้นที่ใกล้สนามบินภายในระยะเวลาไม่นาน

รัสเซียระบุก่อนหน้านี้ว่า กองกำลังรักษาความสงบของพวกเขาช่วยอพยพประชาชน 2,000 คน ออกจากหมู่บ้านต่างๆ ในคาราบัค หลังปฏิบัติการโจมตีของอาเซอร์ไบจานเริ่มขึ้น ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ของคาราบัคอ้างว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 ศพ เป็นพลเรือน 7 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 200 คน

ด้านสำนักงานประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจานระบุว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาจะพบกับผู้แทนจากกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในคาราบัค เพื่อหารือเรื่องการกลับมารวมกันอีกครั้ง ที่เมืองเยฟลาคห์ (Yevlakh) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ก.ย. โดยเมืองดังกล่าวอยู่ห่างจากเมือง คานเคนดี (Khankendi) หรือที่ชาวอาร์เมเนียเรียกว่า สเตปานาเคิร์ต (Stepanakert) เมืองเอกของดินแดนคาราบัค ราว 100 กม.

ขณะที่นาย นิโคล ปาชินยาน นายกรัฐมนตรีของประเทศอาร์เมเนีย ออกมายืนยันชัดเจนว่ารัฐบาลของเขาไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใดๆ ของข้อตกลงหยุดยิง และยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของรัสเซียต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในคาราบัคอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงหยึดยิง กองกำลังในคาราบัคต้องปลดอาวุธอย่างสิ้นเชิงและสลายกลุ่ม นอกจากนั้น กองกำลังอาร์เมเนียที่ประจำการที่นั่นต้องถอนกำลังกลับประเทศด้วย แม้ว่ารัฐบาลอาร์เมเนียจะปฏิเสธว่ามีทหารของพวกเขาอยู่ในคาราบัคก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ เศรษฐา บอกที่ประชุมสภาพอากาศ มุ่งคุมคาร์บอนภายในปี 2050

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726837

นายกฯ เศรษฐา บอกที่ประชุมสภาพอากาศ มุ่งคุมคาร์บอนภายในปี 2050

21 ก.ย. 2566 00:05 น.

นายกฯ เศรษฐา บอกที่ประชุมสภาพอากาศ มุ่งคุมคาร์บอนภายในปี 2050

นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ มุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

วันที่ 20 กันยายน 2566 เวลา 10.59 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit) ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 78 (UNGA78) โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนและร้ายแรงในปัจจุบัน ซึ่งช่วงเวลาผ่านมาได้มีโอกาสพบปะกับเกษตรกรของประเทศไทย และรับทราบโดยตรงถึงผลกระทบร้ายแรงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกร จึงเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไขปัญหาทันที ซึ่งไทยขอชื่นชมวาระเร่งด่วนของเลขาธิการสหประชาชาติที่ได้สนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) ให้ใกล้เคียงกับปี ค.ศ. 2050 มากที่สุด พร้อมนำเสนอแผนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน รวมถึงการเลิกใช้ถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2040 และเตรียมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น ฉบับปรับปรุง (Nationally Determined Contributions : NDCs) สำหรับปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ทั้งหมด

ไทยพยายามอย่างที่สุดที่จะร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งคำนึงถึงการดำเนินการตามกระบวนการภายใน การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรทางการเงินและการสร้างขีดความสามารถ โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UNFCCC COP ครั้งที่ 26 ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาที่สำคัญและมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเราได้เพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (NDC) จาก 20% เป็น 40% ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งมีการดำเนินการที่มีผลเป็นรูปธรรม สะท้อนได้จากยุทธศาสตร์การพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระยะยาว โดยประเทศไทยได้ทำงานอย่างหนักเพื่อจะบรรลุภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้

รัฐบาลใช้เป้าหมายเหล่านี้ในการร่างแผนพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงในภาคการขนส่ง การเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการเตรียมการที่จะยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

ไทยได้ดำเนินโครงการนำร่องโดยใช้แนวความคิดจากเกษตรกรรมยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประสบความสำเร็จพร้อมต่อยอดโครงการ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศอีกด้วย

รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และการวัดไฟฟ้าแบบสุทธิ (net-metering) เพื่อจูงใจการผลิตพลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2037

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังได้ส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) อย่างแข็งขันผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสามารถระดมเงินได้ในจำนวน 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลไกนี้ ไทยจะออกธนบัตรเชื่อมโยงกับความยั่งยืน กระตุ้นการเติบโตของพันธบัตรสีเขียว เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรต่างๆ จะได้รับแรงจูงใจในการบรรลุเป้าหมาย SDG

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ล่าสุดได้จัดตั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment) ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ และเพื่อดำเนินการตามพันธกรณีที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ เพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยยังคงเร่งดำเนินการต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะบรรลุเป้าหมายและเอาชนะวิกฤตการณ์นี้