กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดโครงการ Market Fair ‘เรารู้ คุณทำได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754680

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  จัดโครงการ Market Fair ‘เรารู้ คุณทำได้’

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดโครงการ Market Fair ‘เรารู้ คุณทำได้’

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการอย่างเท่าเทียมทั่วถึง และเป็นธรรมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพและสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จึงได้จัดโครงการ Market Fair “เรารู้ คุณทำได้” โดยมีการจัดแสดงสินค้าและเปิดโอกาสในการจำหน่ายสินค้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยคนพิการและกลุ่มเป้าหมายของ พม. รวมถึงการจัดมหกรรมอาชีพคนพิการและนัดพบแรงงาน พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30-17.00 น. ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร B)

ภายในงานพบกับร้านค้ามากมายกว่า 250 ร้านค้า ทั้งอาหารคาวหวาน ผลิตภัณฑ์ของใช้ต่างๆ พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ แฟชั่นโชว์และการแสดงความสามารถจากน้องๆ คนพิการ ประกอบเพลงโดย การขับร้องเพลงจากคุณหยาดพิรุณ การแสดงความสามารถของกลุ่มเป้าหมายของ พม. อีกทั้งมีการจัดเวทีเสวนา “ทำอย่างไรให้คนพิการ มีงานทำอย่างยั่งยืน”, “ทิศทางการจัดสิทธิ สวัสดิการสังคม ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง”, “การพัฒนาศักยภาพสตรี, สตรีพิการ สู่การมีรายได้ที่ยังยืน” และไฮไลท์สำคัญของงาน มีการจัดหางานเพื่อคนพิการ จดทะเบียนทำบัตรประจำตัวคนพิการ และให้คำปรึกษาแนะนำการกู้ยืมเงินเพื่อประกอบอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อการสร้างโอกาสด้านอาชีพให้กับคนพิการ

‘วัฒนชีวา’ เผยสถิติคนไทยอายุยืนเกินค่าสถิติโลกและในเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754707

‘วัฒนชีวา’ เผยสถิติคนไทยอายุยืนเกินค่าสถิติโลกและในเอเชีย

‘วัฒนชีวา’ เผยสถิติคนไทยอายุยืนเกินค่าสถิติโลกและในเอเชีย

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) และจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึงร้อยละ 20 หรือมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี กว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2584

จากข้อมูล World Economic Forum คนไทยอยู่ติดอันดับอายุยืนเกินค่าเฉลี่ยโลกภายในปีพ.ศ.2050 โดยมีค่าเฉลี่ยอายุยืนที่ 82 ปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 77 ปี และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียซึ่งอยู่ที่ 79 ปี สำหรับภูมิภาคที่ประชากรอายุยืนยาวน้อยที่สุดคือแอฟริกาอยู่ที่ 68 ปี อายุเฉลี่ยของคนไทยอายุยืนขึ้นตามแนวโน้มของโลก ปัญหาที่อาจเกิดตามมาคือ ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และก็พบว่ามีอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการนอนติดเตียงสูงมากเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นหลักที่สำคัญสำหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวคือต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยตรงและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องในการดำรงชีวิต

การดูแลตนเองเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี นับว่าเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อสังคมและประเทศชาติ ที่จะช่วยให้สังคมมีความ แข็งแรงเติบโต ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าทำให้เรารู้ว่าควรดูแลสุขภาพอย่างไรเพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เสื่อมถอยไปตามอายุขัย ด้วยนวัตกรรม “วัฒนชีวา” สูตรที่ทำให้คนเรามีอายุยืนอย่างมีสุขภาพที่แข็งแรง คิดค้นโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์คนไทย โดยการไปเสริมสร้างความยาวของเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซม ทำให้ความยาวของเทโลเมียร์ (Telomere) คงไว้ไม่ให้สั้นเร็วถ้าสั้นเร็วก็จะแก่เร็ว และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต อัลไซเมอร์ หลอดเลือดสมอง เกาต์ เบาหวาน ต่อมลูกหมากโตกระดูกพรุน ต้อกระจก ต้อหิน และไต เป็นต้น ภาวะเสื่อมถอยนี้เกิดจากเทโลเมียร์ (Telomere) ที่สั้นลง

ปัจจุบัน “วัฒนชีวา” สามารถช่วยลดการเสื่อมถอยเหล่านี้ได้ด้วยการเพิ่มความยาวเทโลเมียร์ พร้อมกับลดอัตราเสี่ยงการเกิดเนื้อร้าย และเพิ่มภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ ไปพร้อมกัน โดยที่คุณสมบัตินี้ไม่มีในผลิตภัณฑ์อื่นที่ระบุว่าสามารถเพิ่มความยาวเทโลเมียร์ได้ ทั้งนี้ ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นวัตกรรม “วัฒนชีวา” เป็นงานวิจัยที่คิดค้นพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบโดยคนไทยที่ลงลึกถึงระดับโครโมโซมมีจุดเด่นคือผลิตจากพืชธรรมชาติไทย 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง ใบบัวบกที่ใช้รับประทานเป็นอาหารประจำวันอยู่แล้ว และมีข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อร่างกายชัดเจน เพราะฉะนั้นสามารถรับประทานได้ในปริมาณมากต่อเนื่องตลอดไปโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย พืชทั้ง 5 ชนิดจะเสริมฤทธิ์กันสร้างร่างกายให้มีสุขภาพดีขึ้นทำให้อ่อนเยาว์ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ย้อนวัย ชะลอวัย ส่งผลให้อายุยืน อีกทั้ง สร้างให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันและมีความสมดุล พร้อมกับมีสุขภาพที่ดีขึ้น เช่น ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด การนอนหลับ ระบบขับถ่าย สุขภาพผิว ผม เล็บ ดีขึ้น ทำให้ทุกเซลล์ในร่างกายแข็งแรงสามารถกำจัดเซลล์ร้าย เช่น เซลล์มะเร็งได้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมวัฒนชีวาคลิกอ่านได้ที่ www.mylife100club.comFaceBook : ชีวี 100 ปี มีสุข

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of America’ ชวนชิม ชวนช้อป วัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754715

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of America’  ชวนชิม ชวนช้อป วัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากอเมริกา

กูร์เมต์ มาร์เก็ต จัดงาน ‘Taste of America’ ชวนชิม ชวนช้อป วัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากอเมริกา

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กูร์เมต์ มาร์เก็ต ร่วมกับกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา (USDA) ประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา กรุงเทพจัดงาน “Taste Of America”ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกัน กับหลากหลายวัตถุดิบชั้นเลิศ ส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา งานจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้-
13 กันยายน 2566 ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาเอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์พร้อมส่งตรงความอร่อยถึงบ้าน เมื่อสั่งผ่านบริการช้อปออนไลน์ ที่ www.GourmetMarketThailand.com

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ.โกเดค เป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาสยามพารากอนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ภายในงาน กูร์เมต์ มาร์เก็ต ตอกย้ำความเป็นที่สุดของพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานระดับโลกรวบรวมของดี ของอร่อยที่คนไทยคุ้นเคย ส่งตรงจากอเมริกามาไว้ในงาน เพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองแห่งของอร่อยให้เหล่านักชิมได้ลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ อาทิ แคลิฟอร์เนีย อาร์ติซานชีส ชีสทำมือจาก Master Cheesemaker ส่งตรงจากแคลิฟอร์เนีย รสชาติเข้มข้นจากการบ่มนานถึง 14 เดือน มีกลิ่นหอมคล้ายถั่วรมควัน ได้รับรางวัลชีสยอดเยี่ยม, เนื้อริบอายอเมริกาเกรดไพร์ม เนื้อวัวสายพันธุ์แองกัส คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา มีความนุ่มเนื่องจากปริมาณไขมันแทรกสูง มีกลิ่นหอมของเนื้อ รสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์, เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอด เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอดในท้องทะเลลึกแถบอลาสก้า ปลาที่ได้รับการขนานนามว่ามีรสชาติดีที่สุด เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น รสชาติหวานละลายในปาก, องุ่นแดงกลิ่นลิ้นจี่ องุ่นแดงไร้เมล็ดกลิ่นลิ้นจี่ สายพันธุ์ Sweet Scarlet จากแคลิฟอร์เนียรสหวานฉ่ำ เปลือกบางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ, ล็อบสเตอร์ต้มสุก กุ้งมังกรล็อบสเตอร์ชายฝั่งทะเลแอตแลนติก ตัวโตกล้ามใหญ่เนื้อแน่นหวานอร่อย, นอร์ธเวสต์ เชอร์รี เชอร์รีคุณภาพดี ส่งตรงจากวอชิงตัน ผลใหญ่ เนื้อแน่น หวานฉ่ำ กรอบ อร่อย ฯลฯ

นอกจากนี้ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์แห่งความอร่อยสุด Exclusive พบบริการสุดพิเศษจากเคาน์เตอร์ “เชฟ เซอร์วิส” กับ 2 เมนู จาก You Hunt We Cook เอาใจสายเบอร์เกอร์และคนรักเนื้อต้องร้องว้าว! กับเมนู “ดับเบิ้ลเบอร์เกอร์เนื้อยูเอสและชีสแคลิฟอร์เนียลาวา”เบอร์เกอร์โฮมเมดเนื้อวัวบดส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ด้านนอกมีความกรอบเกรียม ด้านในคงความชุ่มฉ่ำเพิ่มเติมด้วยชีสลาวาที่ผสมผสานชีสหลากหลายชนิดจากแคลิฟอร์เนียหัวหอมทอด ตัดเลี่ยนด้วยแตงกวาดองเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบเหมือนได้รับประทานอยู่ที่ประเทศต้นตำรับและอีกหนึ่งเมนูพิเศษ เอาใจสายรักสุขภาพ กับเมนู ปลาอลาสก้าแบล็คคอดซอสวอชิงตันแอปเปิ้ล เนื้อปลาอลาสก้าแบล็คคอดราดด้วยแอปเปิ้ลซอสเนื้อซอสทำจากแอปเปิ้ลวอชิงตันทานคู่กับผักย่าง โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสของปลาที่นุ่มละมุนลิ้นตัดกับซอสรสชาติหวานอมเปรี้ยว เมนูที่สำหรับคนรักสุขภาพหรือลูกค้าที่ต้องการสัมผัสรสชาติความอร่อยและคุณภาพของวัตถุดิบชั้นเลิศจากสหรัฐอเมริกา สามารถเลือกวัตถุดิบมาให้เชฟรังสรรค์เมนูสุดพิเศษง่ายๆที่เคาน์เตอร์ You Hunt We Cook

ชวนลิ้มรสความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ได้ในงาน “Taste of America” ตั้งแต่วันนี้-13 กันยายน 2566 ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขา เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ พร้อมส่งตรงความอร่อยถึงบ้าน เมื่อสั่งผ่านบริการ Call To Order หรือช้อปออนไลน์ ที่ www.GourmetMarketThailand.com หรือสามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : GourmetMarketThailand

ยูทูบเบอร์ชื่อดังเผยเทคนิคปั้นแบรนด์ครองใจสาวยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754714

ยูทูบเบอร์ชื่อดังเผยเทคนิคปั้นแบรนด์ครองใจสาวยุคใหม่

ยูทูบเบอร์ชื่อดังเผยเทคนิคปั้นแบรนด์ครองใจสาวยุคใหม่

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สิ่งที่สาวๆ นักช้อปออนไลน์ต่างรอคอยคงหนีไม่พ้นเมกะแคมเปญที่ขนขบวนสินค้าหลากหลายมาพร้อมโปรโมชั่นจูงใจเต็มพิกัดในฝั่งของร้านค้าก็สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลของลาซาด้า ประเทศไทยระบุว่าจำนวนออเดอร์ในช่วงแคมเปญ 6.6 ที่ผ่านมา สูงกว่าช่วงเวลาปกติของปี 2566 ถึง 225%

ในช่วงเมกะแคมเปญไม่ได้มีเฉพาะแบรนด์ใหญ่ๆ เท่านั้นที่มีออเดอร์พุ่งสูงขึ้นแต่ร้านค้าของผู้ประกอบการไทยรายย่อยก็สร้างยอดขายที่โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยจำนวนร้านค้าบนลาซาด้ามีการเติบโตถึงกว่า 30% จากปีก่อนหน้าและหมวดหมู่สินค้าที่น่าจับตาคือ สินค้าเพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอางเห็นได้จากยอดสมาชิกใหม่ในLazBEAUTY ที่โตกว่า 120% ในช่วงครึ่งปีแรกเนื่องจากสินค้าในหมวดนี้มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ และหลายแบรนด์ยังใช้โอกาสจากเมกะแคมเปญในการดึงดูดลูกค้า จนสามารถปั้นยอดหลายแสนต่อเดือนได้

Bondi Jelly ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมรูปแบบเจลลี่ เป็นหนึ่งแบรนด์มาแรงในกลุ่มผู้หญิงยุคใหม่ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเพราะรับประทานง่าย เพียงฉีกซองแล้วทานได้เลย และยังมีถึง 7 สูตร แก้ปัญหาทั้งการนอนหลับ เสริมภูมิคุ้มกัน ดูแลผิวพรรณ และการขับถ่าย โดย Bondi Jelly ได้เปิดร้านบนลาซาด้ามาราว 2 ปีและสามารถทำยอดขายถึง 4-5 แสนบาทได้ภายใน 2 เดือนแรกเท่านั้น

บิว-วราภรณ์ ปิยะนันทสมดี เจ้าของแบรนด์ Bondi Jelly และยูทูบเบอร์ชื่อดัง เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ว่า “บิวเป็นคนใช้ชีวิตเต็มที่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าเลข 3 แล้ว ถึงรู้ว่าต้องเริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจังเสียทีและคิดถึงตัวช่วยอย่างผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วงแรกทดลองทำทานเองและแบ่งให้คนรอบข้าง ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี จึงพัฒนาเป็นแบรนด์ Bondi Jelly ขึ้นมาเราเห็นว่าลาซาด้าเป็นช่องทางออนไลน์ที่มีกลุ่มผู้ใช้จำนวนมากเป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบแฟชั่นความงาม ใส่ใจการดูแลตัวเอง ตรงกับกลุ่มลูกค้าของเรา และยังมีแคมเปญช่วยกระตุ้นยอดขายเป็นประจำ จึงคิดว่าน่าจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ จากเดิมที่มีเพียงกลุ่มที่ติดตามคอนเทนต์ของเราเป็นหลัก”

“แพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซอย่างลาซาด้ามีเครื่องมือที่ช่วยในการขายหลากหลาย บิวมองว่าเจ้าของร้านควรเลือกสิ่งที่เหมาะกับธุรกิจและลูกค้าของตัวเอง ร้าน Bondi Jelly ค่อยๆ เติบโตและมีการมองเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ใช้เครื่องมือโปรโมทสินค้าอย่าง Sponsored Discovery เป็นตัวช่วย ออเดอร์ก็เพิ่มขึ้นเร็วมากการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจึงตอบโจทย์ธุรกิจของเรามากๆ เพราะช่วยโปรโมทสินค้าให้ตรงกับความต้องการและความสนใจของลูกค้าอีกหนึ่งเครื่องมือที่บิวชอบมากคือ Flash Sales เพราะช่วยทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น”

อีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตาในหมวดบิวตี้ คือ SCLUXE แบรนด์ที่มีไอเทมสุดฮิตอย่างอายไลเนอร์หัวแสตมป์รวมถึงอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี แพ็กเกจจิ้งเรียบหรูและราคาที่เอื้อมถึง จนกลายเป็นขวัญใจนักช้อป และสามารถทำออเดอร์ในช่วงเมกะแคมเปญได้เฉลี่ยถึง 2-3 แสนบาทเลยทีเดียว

ปอ-ศรัญญา ชาตะนาวินเจ้าของแบรนด์ SCLUXE และยูทูบเบอร์ชื่อดัง เล่าถึงการหันมาสร้างธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ว่า“เรามีประสบการณ์จากการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้ได้ทดลองใช้สินค้าหลากหลาย และรู้ว่าอะไรที่ตลาดยังไม่มี จึงได้เริ่มสร้างแบรนด์ SCLUXE ขึ้นมาเพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เราอยากให้กลุ่มคนที่ติดตามเราได้ใช้ ปอเริ่มขายจากออนไลน์ก่อน เพราะมีฐานแฟนอยู่แล้ว และต้นทุนถูกกว่าการขายออฟไลน์ เหมาะกับแบรนด์ที่เพิ่งสร้างใหม่”

“ปัจจุบัน SCLUXE มีช่องทางการขายที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต่างกันไป ปอเริ่มขายบนลาซาด้ามาได้ปีกว่าๆ แม้ช่วงแรกจะไม่ได้โปรโมทเยอะเท่าไหร่ แต่ยอดคำสั่งซื้อก็ยังเข้ามาเรื่อยๆ และทีมงานจะคอยแนะนำว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง เราจึงหันมาบริหารจัดการร้านมากขึ้นและลองใช้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงเข้าร่วมแคมเปญก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ โดยเฉลี่ยแล้วยอดขายของ SCLUXE ในช่วงแคมเปญเพิ่มขึ้น 3 เท่าเลย เมื่อเทียบกับวันปกติ หรือเวลาเราใช้โปรแกรมส่งฟรี เราก็จะเห็นมูลค่าคำสั่งซื้อต่อคนเพิ่มขึ้นชัดเจน”

โดยแคมเปญ ลาซาด้า 9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์ ที่ลดราคาจัดเต็ม พร้อมแจกคูปองส่วนลดให้นักช้อปไม่อั้น เชิญชวนให้นักช้อปเข้ามากดสินค้าลงตะกร้า อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่จะช่วยให้ร้านค้าปัจจุบันเร่งยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ รวมถึงเพิ่มช่องทางการขายที่ตรงกลุ่ม
เป้าหมายให้กับร้านค้าใหม่อีกด้วยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเปิดร้านได้ที่ https://lzd.co/44cKNji

‘ซีไอดีไอ อาร์ต ธีสิส โชว์เคส 2023’ จุดประกายไอเดียนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754684

‘ซีไอดีไอ อาร์ต ธีสิส โชว์เคส 2023’  จุดประกายไอเดียนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับโลก

‘ซีไอดีไอ อาร์ต ธีสิส โชว์เคส 2023’ จุดประกายไอเดียนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับโลก

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (CIDI Chanapatana) ตอกย้ำการเป็นสถาบันปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ จัดงาน ซีไอดีไอ อาร์ต ธีสิส โชว์เคส 2023 ภายใต้ธีม “Action/ Reaction” หรือการกระทำ/ ปฏิกิริยา กล่าวคือปฏิกิริยาเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยพลัง แฝงไว้ซึ่งความไม่แน่นอน ความสับสนอลหม่าน แต่เมื่อผ่านพ้นไปจะเกิดการสร้างสรรค์และการกระทำใหม่ๆเพื่อก้าวไปข้างหน้าผ่านการถ่ายทอดแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ปี 2023 จำนวนกว่า 80 ชุด ผลงานจากนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่น (Fashion Design) ร่วมด้วยการแสดงผลงานการออกแบบของนักศึกษาสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ (Interior &Product Design) ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 21 ที่สำเร็จการศึกษา ณ คิว สเตเดียม ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

เถกิง ออศิริชัยเวทย์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมายการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ สถาบันฯก่อตั้งมากว่า 23 ปีผลิตบุคลากรระดับแนวหน้าของวงการออกแบบทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมาเป็นจำนวนมาก ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานที่มุ่งเน้นการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์เป็นสำคัญ งานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ของประเทศได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อไปอย่างยั่งยืน”

สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน สถาบันฯ กล่าวว่า “สถาบันฯได้เปิดหลักสูตรใหม่ “Top-Up Bridging Degree” เป็นครั้งแรกและแห่งแรกในประเทศไทย ขยายโอกาสให้นักเรียนของสถาบันด้วยวุฒิปริญญาตรีจากสถาบันออกแบบระดับโลก ทั้งสถาบัน NABA จากอิตาลี และ De Montfort University จากอังกฤษ พร้อมทั้งยกระดับหลักสูตรใหม่ Concentration Program เพิ่มความเข้มข้นในการเรียนตามความสนใจและเติมการเรียนนอกหลักสูตร ซึ่งงานซีไอดีไอฯในครั้งนี้จะสะท้อนศักยภาพด้านการออกแบบของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ทั้งในสาขาการออกแบบแฟชั่นและการออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ที่ได้ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนของสถาบันฯ พร้อมก้าวออกไปสู่โลกของอุตสาหกรรมการออกแบบต่อไป”

ภายในงานจัดแสดงแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ มีคอลเลคชั่นไฮไลท์ อาทิ “A Fusion of Gothic and Art Nouveau” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานอารมณ์ความมืดลึกลับของสไตล์ Gothic และเสน่ห์ที่น่าหลงไหลของ Art Nouveau การออกแบบโดยฉลุลวดลายจากศิลปะ Stained Glass การใช้เนื้อผ้าบางเบาและมองทะลุ ผสมผสานการใช้ความอ่อนโยนจากลวดลายดอกไม้และเถาวัลย์ด้วยผ้าลูกไม้ การปักและการใช้เทคนิคการรูดผ้าทำระบาย ภายใต้ความมืดมิดใช้สีในโทนดำเทาจับคู่เดรสระบายยาวกับเสื้อสูท, “Cottagecore” สัมผัสเสน่ห์อันงดงามในความเรียบง่ายและความคิดถึงของชีวิตในชนบทได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามของหมู่บ้านนิวซีแลนด์ บ้านสไตล์วินเทจ มวลดอกไม้ที่เบ่งบานใช้วัสดุทางธรรมชาติในการผลิตผ้าหลักที่ใช้คือลินินหรือฝ้าย และ “Black Diamond” ก้าวสู่โลกแห่งความเป็นหญิงที่มีพลังได้รับแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของวัสดุที่ยากที่สุดและสวยงามที่สุดในโลกความสง่างามของสีดำที่มีประกายระยิบระยับของเพชร ส่วนการแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาสาขาออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์นำเสนอผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ โต๊ะ ชั้นวาง โคมไฟ เป็นต้น อาทิ “Sugarplum (in The Nutcracker)” โคมไฟที่ได้แรงบันดาลใจจากนิทานในความทรงจำ การผจญภัยของตุ๊กตาไม้ Nutcracker และ Clara เด็กสาวธรรมดาๆ ที่ค้นพบ Sugarplum Princess นางฟ้าผู้กล้าหาญและสง่างาม ภายในจิตวิญญาณของเธอหยิบเอาเอกลักษณ์ความเป็นตุ๊กตาไม้ Nutcracker มาเป็นวัสดุหลักทำให้โคมไฟออกมาคลาสสิกเหนือกาลเวลา, “AviGather” คือการผสมผสานของคำว่า Avi ที่มาจากAviation ที่แปลว่าศิลปะและศาสตร์ในการบิน และ Gather รวมเข้าด้วยกันเรื่องราวโคมไฟของแอร์โฮสเตสที่ผันตัวมาเป็นนักออกแบบ หยิบเอาปีกของเครื่องบินมาเป็นองค์ประกอบในการดีไซน์เพิ่มลูกเล่นด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งตั้งพื้นตั้งโต๊ะหรือจะถือพกพาก็สะดวกทุกรูปแบบ เป็นระบบโมดูลาร์ที่สามารถถอด ใส่ ปรับ ขยับ ได้ตามใจ ใช้วัสดุเป็นไม้พร้อมคงสีของไม้เอาไว้เพื่อให้ดูคลาสสิกและใช้งานได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ และผลงานการออกแบบสำนักงาน “ECHO Inc.” สํานักงานเป็นเสมือนบ้าน แสดงตัวตนของผู้อยู่อาศัย ต้องการสื่อถึงความฉลาดแปลกใหม่มีวิสัยทัศน์ และปกป้องสิ่งแวดล้อมผ่านการออกแบบและสีที่ใช้ ความแปลกใหม่แสดงผ่านรูปร่างและเส้นโค้งซึ่งแตกต่างจากสํานักงานแบบดั้งเดิมได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อ ECHO หมายถึงชุดของเสียงที่เกิดจากการสะท้อนของคลื่นเสียงจากพื้นผิวกลับไปที่ผู้ฟัง เส้นโค้งของคลื่นความสูงของพาร์ทิชั่นที่แตกต่างกัน และรูปร่างของเฟอร์นิเจอร์นำมาใช้ในการออกแบบแสดงถึงความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม โดยใช้แสงธรรมชาติสูงสุด พร้อมกับแผ่นอะคูสติกและพรมจากวัสดุรีไซเคิล

คุณแหน : 6 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754716

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll มิตรสหายยินดีกับ วินิจ ศิลามงคล ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ วาระปี 2566-2569..

ll ภาสกร ชัยรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล และส่งเสริมการประกอบกิจการเหมืองแร่ ตามแนวอุตสาหกรรมวิถีใหม่ “เหมืองแร่ดีคู่ชุมชน”..

ll จีรานุช ภิรมย์ภักดี ด้วยเป็นแฟนพันธุ์แท้ เรือสำราญ Crystal Serenity พอเรือเริ่มกลับมาให้บริการใหม่หลังเปลี่ยนเจ้าของใหม่“คุณน้อง” ได้เป็นแขกไทยคนแรกที่มาใช้บริการเพื่อท่อง Iceland และหมู่เกาะแฟโร 9 วันได้เปลี่ยนบรรยากาศจากทะเลไทยและมัลดีฟส์ที่อยู่ประจำ..

ll รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี ปลื้มปีติมากที่สมาคมนักเรียนเก่าราชินีในพระบรมราชินูปถัมภ์ได้มอบเข็มศิษย์เก่าดีเด่นให้ แต่ที่ปลื้มมากกว่าคือเพื่อนฝูง ญาติมิตรมาร่วมกันแสดงความยินดีหลายคนก็เจอโดยมิได้นัดหมาย..

ll ยินดีกับ โชค-สู่ขวัญ บูลกุล ที่ได้รับรางวัล Friend of New Zealand จาก ฯพณฯ โจนาธานคิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย รางวัลสำหรับผู้อุทิศตนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการศึกษาของไทยและนิวซีแลนด์..

ll วิลาสินี พุทธิการันต์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญให้ รร.คนตาบอดและเด็กพิการของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ..

ll เพื่อนๆ ชาว BCC #129 ร่วมยินดีกับ พล.ร.ต.นพ.ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป..

ll ส่วนชาว CDA#2 ปลื้มใจกับ เสกสรรค์ จันทร์ขวาง ที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศ ในงานวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ครบรอบ 63 ปี..

ll ศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ Chief Learning Officer บจ.บียอนด์ เทรนนิ่ง เป็นวิทยากรจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง One Page Summary ตามคำเชิญของ นิติ เมฆหมอก ประธานกลุ่ม DM ของ Digital CEO#6..

ll อนุโมทนาบุญกับ ธีรเดช สินธพเรืองชัย ที่ได้บริจาคเงินเพื่อการปรับปรุงห้องพิเศษ ของรพ.สมเด็จพระยุพราช เดชอุดม จ.อุบลราชธานี โดยมี พญ.แคทรียา เทนสิทธิ์ ผอ.รพ.รับมอบ..

ll รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผอ.ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ(ศบช.)หรือ“สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600”จับมือ สปสช. เป็นหน่วยบริการร่วม ขอแพทย์-พยาบาล ชวนผู้ติดบุหรี่ให้เลิก ชี้จะช่วยให้คนไทยสุขภาพดีขึ้น ควันบุหรี่มือสองต้องหายไป แถมลดค่าใช้จ่ายการรักษาโรคจากบุหรี่ด้วย..ll



น้องใหม่

หญิงสูงวัยเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เทียบกับชายสูงวัยเกือบ 2 เท่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754711

หญิงสูงวัยเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เทียบกับชายสูงวัยเกือบ 2 เท่า

หญิงสูงวัยเสี่ยงภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย เทียบกับชายสูงวัยเกือบ 2 เท่า

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้หญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือนต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้า ทั้งจากการใช้ชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ซึ่งการได้รับโภชนาการที่ดีและปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตมีส่วนช่วยให้มีสุขภาพกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และกระดูกที่แข็งแรงได้การสร้างความเข้าใจว่าโภชนาการส่งผลต่อการสูงวัยอย่างไร สามารถช่วยให้ผู้หญิงออกแบบการดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงอายุ 45-55 ปี สุขภาพและร่างกายของผู้หญิงจะเริ่มแสดงอาการเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเร็วกว่าประมาณ 10 ปี หรือมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ชาย โดยจะเริ่มแสดงอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาทิ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ภาวะกระดูกอ่อนเสื่อม หรือแม้แต่การสูญเสียโปรตีน ซึ่งเป็นโครงสร้างของผิวหนัง เป็นต้น ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและการทำงานของกล้ามเนื้อที่ถดถอยไปตามอายุ มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการขยับร่างกายน้อย การขาดโภชนาการ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย

ในขณะที่ผู้หญิงส่วนมากไม่ทันสังเกตเห็นสัญญาณการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในระยะเริ่มต้น เพราะมวลกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ ทำให้คนส่วนใหญ่ละเลยสัญญาณการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าถึงช่วงเวลาที่ร่างกาย “แก่ตัวลง” ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว พละกำลังความแข็งแรงของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว

โภชนาการที่ครบถ้วนและเพียงพอ ถือหนึ่งในเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี เพราะสารอาหารต่างๆ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และผิวหนัง ซึ่งการที่จะดูแลร่างกายของเราให้มีสุขภาพที่ดี มีความสุขในทุกวัน ร่วมกับการได้รับโภชนาการครบถ้วนและเพียงพอ มีดังนี้ 1.โปรตีน สารอาหารที่สำคัญที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ปริมาณโปรตีนที่ผู้สูงอายุควรได้รับ คือ 0.8 ถึง 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำนวนมากมักได้รับปริมาณโปรตีนไม่เพียงพอในแต่ละวัน เนื่องจากร่างกายที่ถดถอยส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาเกี่ยวกับฟัน ต่อมรับรสทำงานผิดปกติ ปัญหาในการกลืน ฯลฯ รวมไปถึงอัตราการเผาผลาญที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายต้องการพลังงานที่ลดลง ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะขาดสารอาหารได้ เราสามารถดูแลสุขภาพมวลกล้ามเนื้อผ่านโภชนาการได้ โดยการเสริมโปรตีนที่มีไขมันต่ำในปริมาณที่เพียงพอจากสัตว์ปีก ปลา ผลิตภัณฑ์นม ถั่วเหลืองและพืชตระกูลถั่ว

2.เบต้า ไฮดรอกซี เบต้า เมทิลบิวไทเรต (HMB) สารอาหารสำคัญที่มาจากกรดอะมิโนลิวซีน ซึ่งพบได้ในอาหารจำพวก ไข่ อกไก่ อะโวคาโด และดอกกะหล่ำปรุงสุก โดยความสำคัญของ HMB คือ มีส่วนช่วยในการชะลอการสลายของมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งจากงานวิจัยที่ศึกษาผลของการเสริมโภชนาการแก่ผู้สูงอายุในชุมชนประเทศสิงคโปร์ หรือ SHIELD Study โดยแอ๊บบอต ร่วมกับ โรงพยาบาลชางงีเจเนอรัล (Changi General Hospital) และซิงเฮลท์โพลีคลินิค (Singhealth Polyclinic) พบว่า การบริโภคอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนในแต่ละวัน หรืออาหารเสริมทางการแพทย์ที่มี HMB (ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์) มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะการขาดโภชนาการได้ถึงสามเท่า และยังมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อแขน ขา แข็งแรงยิ่งขึ้นในผู้สูงอายุ หากแต่การที่จะได้รับ HMB ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายผู้สูงอายุจากอาหารเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก การเสริมด้วยอาหารเสริมทางการแพทย์ที่มีส่วนประกอบของ HMB จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมโภชนาการได้อย่างครบถ้วน

3.วิตามินดี ถือเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับผู้หญิงเมื่อมีอายุมากขึ้น เพราะมีส่วนช่วยในกระบวนการดูดซึมแคลเซียม และมีส่วนช่วยเสริมโครงสร้างและความแข็งแรงให้แก่กระดูกเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นจะมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินดีตามไปด้วย จึงควรเสริมการรับวิตามินดีเพิ่มเติมผ่านทางการได้รับผ่านแสงแดดธรรมชาติรวมไปถึงการเน้นทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดีอย่าง นม น้ำผลไม้ ไข่แดง และปลาที่มีไขมันสูงอย่าง ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน

4.แคลเซียม ถือเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญสำหรับการส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นไปตามปกติ และช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรง ซึ่งปริมาณแคลเซียมที่แนะนำในผู้หญิงอายุมากกว่า 51 ปีขึ้นไปจะอยู่ที่ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยอาศัยการรับประทานควบคู่ไปกับวิตามินดี ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียแร่ธาตุออกจากกระดูกหลังวัยหมดประจำเดือนในระยะยาว แคลเซียมสามารถพบได้ในอาหารอย่างผลิตภัณฑ์นม โดยการรับประทานนม 3 แก้วจะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำในแต่ละวัน ซึ่งนมแต่ละชนิดนั้นมีปริมาณสารอาหารไม่เท่ากัน การเสริมอาหารอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมหรือการเพิ่มวิตามินดีในแผนโภชนาการในแต่ละวันมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงจากการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกที่สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงได้

อย่างไรก็ตาม การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ อย่าง โปรตีน HMB แคลเซียม วิตามินดีและสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ จะมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุห่างไกลจากความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร และภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความแข็งแรงของมวลกล้ามเนื้อ พร้อมมีส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย

88 Sandbox ม.ธรรมศาสตร์ร่วมกับ OKMD บ่มเพาะความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754713

88 Sandbox ม.ธรรมศาสตร์ร่วมกับ OKMD  บ่มเพาะความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม

88 Sandbox ม.ธรรมศาสตร์ร่วมกับ OKMD บ่มเพาะความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

88 Sandbox ม.ธรรมศาสตร์ จับมือ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เปิดตัวโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจเริ่มต้นนวัตกรรมเพื่อสังคมด้านการศึกษา (LEARN LAB : OKMD X 88 Learnovation Program) ผนึกกำลังผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ สร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรม เพื่อสังคมด้านการศึกษา พร้อมคัดเลือก 20 ทีม (76 คน) จาก
ผู้ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการกว่า100 ทีม (237 คน) ตั้งเป้าบ่มเพาะความรู้ ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยงานเปิดตัวได้จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงความรู้อย่างกว้างขวางและรอบด้าน เพิ่มโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการเรียนรู้และการศึกษาให้กับประเทศไทย โดยการสร้างและส่งเสริมระบบนิเวศของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้และการศึกษาในสังคมให้มีความเข้มแข็งรวมทั้งการบ่มเพาะผู้ประกอบการทุกคนที่ต้องการสร้างไอเดีย จากศูนย์สู่ความสำเร็จ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับประเทศไทย

รศ.ดร.พิภพยังได้กล่าวถึง DMii, For Future Education Model ซึ่งเป็นโมเดลการจัดการเรียนรู้ในยุค “ความรู้อายุสั้น แต่คนอายุยาว” ด้วยว่ามีงานวิจัยบอกว่าความรู้จำนวนหนึ่งจะล้าสมัย และจะหายไปในทุกๆ18 เดือน แล้วจะมีความรู้ใหม่เกิดขึ้นมาส่งผลให้สิ่งที่เราเรียนรู้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอที่จะใช้ไปได้ตลอดชีวิต สถาบันการศึกษา ควรให้เด็กเรียนเฉพาะเรื่องที่จำเป็น โดยที่ไม่ต้องเรียนให้ครบทั้งหลักสูตร หากต้องการปริญญาก็สามารถเก็บสะสมเอาไว้เพื่อให้ครบตามเงื่อนไขของทางสถาบันฯ ซึ่งปริญญาในโลกอนาคตนั้นจะมีความหมายลดลง

การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตัวเองในโลกอนาคต หรือที่เรียกว่า DMii นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งประกอบไปด้วย1.Discover คือ ต้องหาให้เจอว่าตนเองถนัดหรือเก่งด้านใด 2.Master คือ การเดินหน้าพัฒนาทักษะให้มีความเชี่ยวชาญในระดับที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เป็นอย่างดี 3.Integrate คือ สามารถบูรณาการ การเรียนรู้ นำสิ่งที่ไม่รู้เข้ามาขยายโลกทัศน์ให้กับตัวเอง 4.Innovate คือการนำความรู้ไปต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือมองสถานการณ์เดิมด้วยวิธีการใหม่ขึ้นมา

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ได้เปิดเผยว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงานที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนานวัตกรรมและให้บริการความรู้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพด้านการเรียนรู้และการศึกษา รวมถึงเปิดโอกาสให้พัฒนาศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสามารถหาแนวทางแก้ปัญหาธุรกิจให้ตอบโจทย์และเข้าสู่ตลาดได้ และที่สำคัญคือสามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาให้กับประเทศไทย รวมทั้งทำให้เกิดวัฒนธรรมการ
เรียนรู้ และแนวคิดเชิงนวัตกรรมด้านการศึกษา ได้อีกด้วย”

ในงานนี้นอกจากพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ม.ธรรมศาสตร์ และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)แล้ว และยังมีกิจกรรมการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ Learnovation to Learnlab จากนวัตกรรมการศึกษา สู่พื้นที่แห่งการสร้างโอกาสด้านการศึกษาแห่งอนาคต โดย โตมร ศุขปรีชา Chief Creative Director OKMD, 88 SANDBOX พื้นที่ผลักดันขีดจำกัดการศึกษาไทย ให้มุ่งสู่ Better Life, Better Society, Discover the Future of Education

โดยโครงการเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม-5 ตุลาคม 2566 ในรูปแบบของ การ Training & Workshop เพื่อพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ รวมถึงการเพิ่มการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในการพัฒนาธุรกิจด้านการศึกษาของตนเอง

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ถวายเป็นพระกุศล 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช ณ จังหวัดสิงห์บุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754681

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ถวายเป็นพระกุศล  96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช ณ จังหวัดสิงห์บุรี

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ถวายเป็นพระกุศล 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช ณ จังหวัดสิงห์บุรี

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ครั้งที่ 27 มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับนักศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 9 (ปธพ.รุ่นที่ 9) แพทยสภา สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดสิงห์บุรี และโรงพยาบาลสิงห์บุรี จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระกุศลเนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566” เมื่อวันที่ 19-20 สิงหาคม 2566 ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จังหวัดสิงห์บุรี

ในการนี้ได้รับเกียรติจากพระธรรมวชิรกวี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร, พระปัญญาวิสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ธรรมยุต, พระครูนาคดิตถ์คณาภิรักษ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา, พลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ เลขาธิการแพทยสภาและผู้อำนวยการหลักสูตร ปธพ., พลตำรวจโท นายแพทย์วิฑูรย์ นิติวรางกูร ประธานนักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ 9 และคณะนักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ 9 ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง

พลอากาศโท นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ เลขาธิการแพทยสภาและผู้อำนวยการหลักสูตร ปธพ. กล่าวว่า “โครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลในครั้งนี้ นับว่าเป็นโครงการพิเศษ เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และจะนำไปสู่โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ในปี 2567 ณ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ได้เริ่มจัดทำโครงการถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2561 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) โดยคณะทำงาน ได้ขอประทานอนุญาตดำเนินโครงการต่อเนื่อง ซึ่งพระองค์ท่านได้อนุโมทนาและได้กล่าวว่าทำให้ครบ 9 วัด มูลนิธิฯ จึงได้ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตร ปธพ. จัดโครงการนี้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ได้ถวายการตรวจรักษาจำนวนกว่า 15,000 รายใน 26 วัด โดยการออกหน่วยครั้งนี้ได้ร่วมกับ ปธพ.รุ่นที่ 9 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 27 ในโอกาสนี้ขอขอบคุณแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จิตอาสา ทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ 9 ที่เป็นกำลังสำคัญในการจัดโครงการในครั้งนี้”

พลตำรวจโท นายแพทย์วิฑูรย์ นิติวรางกูร ประธานนักศึกษา ปธพ.รุ่นที่ 9 กล่าวว่า “โครงการนี้จัดขึ้นนอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพระกุศลแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แด่พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ตลอดจนการเสนอแนวทางในการเฝ้าระวังและป้องกันการเจ็บป่วย ที่เกิดจากการฉันภัตตาหาร อันอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และอีกหลายๆ ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นอีกทั้งเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนและเพื่อสร้างจิตอาสาให้กับบุคลากรในระบบสาธารณสุขไทย ในการบริการทางด้านสุขภาพกับประชาชน”

โครงการหน่วยแพทย์อาสาครั้งนี้ที่จังหวัดสิงห์บุรี มี แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จิตอาสา ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่มาร่วมปฏิบัติงานในโครงการหน่วยแพทย์อาสา กว่า 200 ท่าน ได้ให้บริการตรวจรักษาพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดลพบุรีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน1,200 คน ใน 13 คลินิก ซึ่งในครั้งนี้มีพระสงฆ์และประชาชนที่ได้รับรถเข็นพระราชทาน 111 คัน รวมมูลค่าอุปกรณ์รถเข็นพระราชทานจำนวน 1,306,549.28 บาทอีกทั้ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ยังได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจนอีก 10 เครื่องให้กับโรงพยาบาลสิงห์บุรี โดย นายแพทย์สุรัตน์ส่งวิรุฬห์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรีเป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754709

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

LIFE & HEALTH : เลือกน้ำมันพืชอย่างไรจึงจะดีต่อหัวใจ

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 05.45 น.

อาหารมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพหัวใจอย่างมาก การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดหนังและมัน, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน, ธัญพืช, ถั่ว, เมล็ดพืช,ผัก, ผลไม้, และนมไขมันต่ำ จะช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและลดการสะสมของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง, ของทอด, ของมัน, ของหวาน, ของเค็มจัด, และอาหารที่มีเนยหรือไขมันสัตว์ผสมอยู่ในปริมาณมาก เช่น หมูยอ, กุนเชียง จะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ และในทางตรงกันข้าม อาหารบำรุงหัวใจที่สามารถช่วยต้านโรคหัวใจได้ เช่น เมนูปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาทู,ปลาทูน่า, ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน เพราะน้ำมันจากปลาทะเลสามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้

ข้อมูลจาก รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี ของมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการปรุงอาหารที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการผัดหรือการทอด แต่น้ำมันพืชบางชนิดอาจเป็นตัวการทำร้ายหัวใจของเราได้ การเลือกน้ำมันพืชที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของเราและคนในครอบครัว การเลือกน้ำมันพืชในการประกอบอาหารที่ดีต่อหัวใจนั้นมีข้อควรทราบต่างๆ เช่น น้ำมันพืชทุกชนิดไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะคอเลสเตอรอลมีเฉพาะในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น น้ำมันพืชแต่ละชนิดมีปริมาณกรดไขมันจำเป็นที่แตกต่างกัน น้ำมันถั่วเหลืองมีกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ ไลโนเลอิกและไลโนเลนิกที่สูงกว่าน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว น้ำมันพืชที่ใช้บริโภคแต่ละชนิดมีปริมาณวิตามินอีและส่วนประกอบอื่นๆ แตกต่างกัน จากข้อมูลในปัจจุบันแนะนำให้กินอาหารที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) สูงกว่ากรดไขมันอิ่มตัว (SFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) เนื่องจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) จะช่วยลดระดับไขมันเลวในเลือด (Low density lipoprotein cholesterol : LDL-C) ที่มีส่วนทำให้เกิดการอุดตันในผนังหลอดเลือดและอาจเพิ่มระดับไขมันดีในเลือด (High density lipoprotein cholesterol : HDL-C) หลักการเลือกน้ำมันพืชให้ดีต่อหัวใจ ดังนี้

เลือกน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง (MUFA) โดยมีอัตราส่วนกรดไขมันอิ่มตัว (SFA) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) ต่อเท่ากับ 1 : 1.5 : 1 เป็นอย่างน้อย ในน้ำมันมะกอกและน้ำมันเมล็ดชาจะมีปริมาณของ MUFA มากที่สุดรองลงมา คือ น้ำมันคาโนล่า (Canola) น้ำมันรำข้าว ที่ง่ายในการเลือกคือเลือกซื้อน้ำมันที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ”

ตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดี ได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ สามารมองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ขวดผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช

คุณภาพของน้ำมันเมื่อเลือกในการทอดแล้ว น้ำมันเมื่อได้รับความร้อนจากการทอดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี มีผลทำให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพ มีสีดำ มีกลิ่นเหม็นหืน จุดเกิดควันต่ำลง มีฟอง เหนียวหนืด และก่อให้เกิดกลุ่มสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เรียกว่า “สารประกอบโพลาร์” นอกจากนี้ ในกระบวนการทอดอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำยังก่อให้เกิดสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ซึ่งเรียกว่า “สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons; PAHs)” อีกเช่นกัน ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับวิธีการปรุงประกอบและประเภทอาหารจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดีได้ การใช้น้ำมันปรุงอาหารจะต้องคำนึงถึงความร้อนที่ใช้ปรุงประกอบเป็นหลัก เพราะนอกจากจะทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยแล้วการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับชนิดและประเภทของการปรุงอาหารยังส่งผลให้มีสุขภาพดีได้เช่นกัน เช่น หากต้องการทำเมนูสลัดควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกธรรมชาติ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันข้าวโพด เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง หากต้องการปรุงเมนูทอดอาหารที่ต้องใช้น้ำมันมาก และใช้ความร้อนสูงในการประกอบอาหาร เช่น หมูทอด ไก่ทอด ไม่ควรใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง เพราะทำให้เกิดความหนืด เนื่องจากมีสาร “โพลิเมอร์” เกิดขึ้น น้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหาร คือ น้ำมันชนิดที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู เพราะนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษที่จะเกิดขึ้นจากการใช้น้ำมันผิดประเภทแล้ว ก็ยังได้อาหารกรอบอร่อย

เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อเลือกชนิดของน้ำมันที่ดีแล้ว จำเป็นจะต้องรู้ปริมาณของไขมันที่ควรได้รับ โดยในแต่ละวัน ไขมันในอาหารไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับกรดไขมันอิ่มตัวรวมกับกรดไขมันชนิดทรานส์ น้อยกว่าร้อยละ 10 กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวร้อยละ 10-15 และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนน้อยกว่าร้อยละ 10 โดยปฏิบัติ ดังนี้

l ลดการกินไขมันจากสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ โดยเลือกกิน เนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น อกไก่ หมูไม่ติดมัน กินปลา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ลดการกินผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง

l ถ้าดื่มนมได้ ให้เลือกชนิดพร่องมันเนย เพื่อลดกรดไขมันอิ่มตัว

l ลดการกินอาหารทอด เพราะส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวในการทอด

l ลดอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยแท้ และเนยเทียม เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ต่าง ๆ

l กินผักผลไม้ให้เพียงพอและหลากหลาย เพื่อให้ได้รับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ

ดังนั้น การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ จะช่วยให้คุณมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงและป้องกันโรคหัวใจได้ อย่าลืมว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขภาพหัวใจของคุณเช่นกัน

สำหรับผู้รักสุขภาพ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญร่วมกิจกรรมการกุศลก้าวไปด้วยใจ ก้าวไปด้วยกัน ในโครงการ “วิ่งวันหัวใจโลก” (World Heart Day) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสมทบทุนโครงการผ่าตัดหัวใจสำหรับผู้ยากไร้ ในวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย.นี้ ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร และสวนวชิรเบญจทัศ โดยมีทั้งหมด 3 ประเภท มินิมาราธอน 10 กม. ฟันรัน 5 กม. และ 2.5 กม. สนใจสมัครได้ที่ https://race.thai.run/สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-7166658, 02-7166843
 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ