สุดสลด เหยื่อไฟไหม้อาคาร กลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ทะลุ 73 ศพแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721600

สุดสลด เหยื่อไฟไหม้อาคาร กลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ทะลุ 73 ศพแล้ว

31 ส.ค. 2566 16:50 น.

สุดสลด เหยื่อไฟไหม้อาคาร กลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ทะลุ 73 ศพแล้ว

ไฟไหม้อาคาร 5 ชั้น กลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ในแอฟริกาใต้ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอย่างน้อย 73 ศพแล้ว ขณะที่ทีมดับเพลิงเร่งค้นหาร่างเหยื่อเคราะห์ร้าย หลังควบคุมเพลิงให้สงบลงได้

เมื่อ 31 ส.ค. 2566 สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานความคืบหน้าโศกนาฏกรรมไฟไหม้อาคารสูง 5 ชั้นในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เมืองใหญ่ที่สุดในประเทศแอฟริกาใต้ ว่า เป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 73 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 52 ราย

ตามรายงานระบุว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงที่อาคาร 5 ชั้นแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ย่านมาร์แชลทาวน์ ในเขตใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันนี้ (31 ส.ค. 2566) ตามเวลาท้องถิ่น

หลังจากทีมพนักงานดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุ ได้รีบดำเนินการอพยพผู้คนที่อยู่ภายในอาคารแห่งนี้ทันที และสามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ทว่ายังคงมีกลุ่มควันลอยออกมาทางหน้าต่าง ในขณะที่อาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ขณะที่นาย Robert Mulaudzi โฆษกประจำสำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินเมืองโยฮันเนสเบิร์ก กล่าวว่า ขณะนี้ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังคงดำเนินอยู่ และสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 63 ศพ โดยสำนักข่าวเอพีรายงานหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเด็กอย่างน้อย 1 ศพ ขณะที่นาย Mulaudzi ยังเปิดเผยว่า อาคารหลังนี้ถูกพวกผู้อพยพและคนไร้บ้านมายึดครอง เพื่อพำนักอาศัยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพจากทวีปแอฟริกา.

ที่มา : Aljazeera

เพลิงไหม้อาคารกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตแล้วกว่า 63 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721565

เพลิงไหม้อาคารกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตแล้วกว่า 63 ศพ

31 ส.ค. 2566 14:34 น.

เพลิงไหม้อาคารกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เสียชีวิตแล้วกว่า 63 ศพ

เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร 5 ชั้นในเขตใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ

หน่วยฉุกเฉินของเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ รายงานว่า วันนี้ (31 ส.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคาร 5 ชั้นในย่านมาร์แชลทาวน์ ในเขตใจกลางเมือง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ

โรเบิร์ต มูเลาด์ซี โฆษกหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินเมืองโยฮันเนสเบิร์ก เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุเพลิงไหม้ ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพิ่มขึ้นเป็น 63 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 40 คน โดยบางส่วนได้สูดควันพิษเข้าไป และถูกนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่น

บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเทศบาลเมืองโยฮันเนสเบิร์ก โพสต์ข้อความระบุว่า “ภารกิจการค้นหา” ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่นักผจญเพลิงที่ถูกเรียกไปยังสถานที่เกิดเหตุ ได้เร่งดับไฟและการดำเนินการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตหรือผู้ที่ยังอาจติดอยู่ภายในอาคารทีละชั้นหลังสามารถควบคุมเพลิงได้เกือบหมดแล้ว แต่ยังคงมีกลุ่มควันลอยออกมาจากอาคาร พร้อมเสริมว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก และขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดทำให้เกิดเพลิงไหม้ซึ่งปะทุขึ้นในชั่วข้ามคืน ขณะที่ตำรวจปิดล้อมพื้นที่แล้ว

อาคารหลังนี้ซึ่งได้รับการอพยพออกไปแล้ว ตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้างซึ่งเคยเป็นย่านธุรกิจของเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ นายมูเลาด์ซีกล่าวว่า อาคารห้าชั้นแห่งนี้เป็นที่แหล่งที่พักอาศัยที่ไม่เป็นทางการ ภายในอาคารจึงมีโครงสร้างที่ไม่เป็นทางการจำนวนมาก และมีเศษข้าวของมากมาย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อาศัยหนีออกไปจากอาคารไม่ทัน

สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น “นิวส์รูม แอฟริกา” ระบุว่า อาคารหลังนี้เคยถูกทิ้งร้างมาก่อน แต่ยังคงมีคนอยู่อาศัยในช่วงที่เกิดเพลิงไหม้รายงานระบุว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพชาวแอฟริกัน รายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่า พื้นที่ที่อาคารตั้งอยู่เต็มไปด้วยอาคารที่ถูกยึดครองอย่างผิดกฎหมายโดยผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

สำนักข่าวท้องถิ่น ไทม์ส ไลฟ์ รายงานว่า อาคารแห่งนี้นับเป็น “อาคารเก่า” แห่งที่ 4 ที่เกิดเพลิงไหม้ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ชั้นบนสุดของอาคารแห่งหนึ่งในย่านโยวิลล์ ใกล้ย่านศูนย์กลางธุรกิจ และในเดือนมิถุนายน มีเด็ก 2 คนเสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ในย่านฮิลโบรว์ ส่วนในเดือนกรกฎาคม เกิดเพลิงไหม้ขึ้นหลังจากการระเบิดของท่อก๊าซใต้ดิน.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

นายกฯ ญี่ปุ่นกินอาหารทะเลจากฟุกุชิมะโชว์ หวังเรียกความเชื่อมั่นนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721536

นายกฯ ญี่ปุ่นกินอาหารทะเลจากฟุกุชิมะโชว์ หวังเรียกความเชื่อมั่นนานาชาติ

31 ส.ค. 2566 14:15 น.

นายกฯ ญี่ปุ่นกินอาหารทะเลจากฟุกุชิมะโชว์ หวังเรียกความเชื่อมั่นนานาชาติ

นายกฯ ญี่ปุ่นกินอาหารทะเลสดจากเมืองฟุกุชิมะโชว์ หวังเรียกความเชื่อมั่นนานาชาติ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเริ่มปล่อยน้ำที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายฟุมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และคณะรัฐมนตรี รับประทานอาหารทะเลที่มาจากเมืองฟุกุชิมะต่อหน้าผู้สื่อข่าวหลายสำนัก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและยืนยันว่าอาหารทะเลจากเมืองฟุกุชิมะนั้นปลอดภัย และไม่ได้รับผลกระทบจากการที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะเริ่มปล่อยน้ำบำบัดกัมมันตรังสีลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ณ เมืองฟุกุชิมะ เริ่มปล่อยน้ำบำบัดภายในโรงไฟฟ้าที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อปี 2554

อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ โดยเฉพาะจีน ที่ประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลสดทุกชนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีในอาหาร

นายยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม กล่าวว่า การรับประทานอาหารทะเลจากเมืองฟุกุชิมะก็เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับทั้งคนในประเทศและนานาชาติว่า อาหารทะเลจากทะเลรอบ ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะนั้นปลอดภัย  

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุ น้ำที่ญี่ปุ่นปลอดลงสู่ทะเลนั้นมีคุณสมบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยโลก และมีผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อมเพียงเล็กน้อย 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Nikkei Asia

42 ปีที่รอคอย ลูกชายเจอหน้าแม่ชาวชิลี หลังถูกขโมยไปตั้งแต่แรกเกิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721530

42 ปีที่รอคอย ลูกชายเจอหน้าแม่ชาวชิลี หลังถูกขโมยไปตั้งแต่แรกเกิด

31 ส.ค. 2566 13:43 น.

42 ปีที่รอคอย ลูกชายเจอหน้าแม่ชาวชิลี หลังถูกขโมยไปตั้งแต่แรกเกิด

แม่ชาวชิลีโผเข้ากอดลูกชายวัย 42 ปีเป็นครั้งแรก หลังลูกชายของเธอถูกพรากไปตั้งแต่แรกเกิด โดยเจ้าหน้าที่ทางรพ.โกหกว่าลูกชายของเธอเสียชีวิตและได้ทำลายศพไปแล้ว

จิมมี ลิพเพิร์ด ไทเดนท์ ชาวเวอร์จิเนียวัย 42 ปี ได้รับอ้อมกอดอันอบอุ่นจากแม่แท้ๆของเขาเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขาพยายามสืบเสาะและตามหาครอบครัวที่แท้จริงของเขามาตลอด โดยเขาถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวชาวอเมริกันตั้งแต่เล็ก โดยทราบจากเอกสารในการรับเป็นบุตรบุญธรรมเพียงว่าตัวเองไม่มีญาติที่ยังมีชีวิตอยู่

จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไทเดนท์ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับชาวชิลีที่ถูกรับเลี้ยงมา ที่ได้กลับไปพบหน้าญาติอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือจากองค์การไม่แสวงผลกำไร โนส บัสคามอสของชิลี เขาจึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไป และมีการตรวจดีเอ็นเอจนได้ข้อมูลว่า เขามีเชื้อสายชิลี จนตามเจอญาติของเขาที่มีประวัติการตรวจดีเอ็นเอไว้ จนนำไปเจอกับแม่แท้ๆ ของเขา

นายไทเดนท์เล่าว่า จากนั้นเขาก็ได้ทราบข้อมูลว่าเขาเกิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงซานติอาโกของชิลี โดยเขาต้องเข้าตู้อบ และทางโรงพยาบาลแจ้งให้แม่ของเขากลับบ้านไปก่อน แต่เมื่อแม่ของเขากลับมารับ ทางโรงพยาบาลกลับแจ้งว่าลูกชายตายไปแล้ว และได้กำจัดศพไปเรียบร้อยแล้วด้วย จากนั้นเขาจึงเริ่มได้เบาะแส และตามจนเจอครอบครัวของเขา และพบว่าไม่เพียงแต่แม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เขายังมีพี่ชายอีก 4 คนและมีน้องสาวอีก 1 คนด้วย

ไทเดนท์ไม่ใช่เหยื่อรายแรกของขบวนการค้ามนุษย์ โดยองค์การไม่แสวงผลกำไร โนส บัสคามอสของชิลีอ้างอิงเอกสารจากตำรวจหน่วยสอบสวนของชิลีพบว่า มีทารกนับหมื่นคนที่ถูกพรากจากครอบครัวชาวชิลีในช่วงระหว่างปี 1970 ถึง 1980 โดยเด็กมักถูกส่งไปต่างประเทศและไม่เคยได้กลับมา ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่ฐานะยากจน หรือชาวบ้านที่ไม่รู้ประสีประสา และไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ โดยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ทางองค์กรสามารถช่วยให้เด็กที่ถูกลักพาตัวไปได้กลับมาพบหน้ากับครอบครัวที่แท้จริงได้กว่า 450 คนแล้ว.

ที่มา : abcnews

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

หวิดสิ้นชื่อ สตันต์แมนรัสเซียโชว์ขับรถข้ามตึกแต่พลาดหล่นกระแทกพื้น (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721509

หวิดสิ้นชื่อ สตันต์แมนรัสเซียโชว์ขับรถข้ามตึกแต่พลาดหล่นกระแทกพื้น (คลิป)

31 ส.ค. 2566 12:36 น.

หวิดสิ้นชื่อ สตันต์แมนรัสเซียโชว์ขับรถข้ามตึกแต่พลาดหล่นกระแทกพื้น (คลิป)

เกิดเหตุผิดพลาดขณะสตันต์แมนชาวรัสเซีย โชว์ขับรถผาดโผน กระโจนข้ามระหว่างดาดฟ้าของตึก 2 ตึก แต่กลับผิดพลาดจนรถตกจากตึกกระแทกพื้นพังยับ

โลกโซเชียลเผยคลิปท้าความตายของเอฟเกนี เชโบตาเรพ สตันต์แมนชาวรัสเซียรายหนึ่ง ที่พยายามจะเสี่ยงตายขับรถตามแนวไม้ที่วางต่อกัน เพื่อกระโจนข้ามจากดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่ง แต่ปฏิบัติการกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะรถข้ามไม่พ้น ทำให้บริเวณกระจกหน้ารถกระแทกเข้ากับขอบตึกฝั่งตรงข้ามอย่างแรง ก่อนที่รถจะร่วงลงกระแทกพื้นจากตึก 5 ชั้นด้วยความสูงจากยอดอาคารราว 50 ฟุต หรือประมาณ 15 เมตรจนหน้ารถพังยับ ท่ามกลางความตกใจของเพื่อนร่วมทีมที่กำลังถ่ายคลิปในหลายมุม แต่นับว่าเคราะห์ดีที่สตันต์แมนหนุ่มรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ และปีนออกมาจากตัวรถได้ด้วยตัวเอง

โดยหลังเกิดเหตุทีมงานยังได้ถ่ายคลิปสภาพรถที่พังยับเยิน ขณะที่ตัวนายเชโบตาเรพไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่อย่างใด โดยเขาได้ไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลพร้อมยังโชว์ภาพฟิลม์เอกซเรย์ให้ดูว่าไม่มีกระดูกส่วนใดแตกหัก มีเพียงบาดแผลที่ขาเล็กน้อยเท่านั้น.

ที่มา : 9news

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

อาร์เจนตินากังวล ไข้หวัดนกระบาดหนัก ทำสิงโตทะเลตายเกลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721502

อาร์เจนตินากังวล ไข้หวัดนกระบาดหนัก ทำสิงโตทะเลตายเกลื่อน

31 ส.ค. 2566 12:27 น.

อาร์เจนตินากังวล ไข้หวัดนกระบาดหนัก ทำสิงโตทะเลตายเกลื่อน

ไข้หวัดนกระบาดไม่หยุด หลังอาร์เจนตินาเจอสิงโตทะเลเสียชีวิตจำนวนมาก ที่บริเวณชายฝั่งริมมหาสมุทรแอตแลนติก ผู้เชี่ยวชาญกังวลไข้หวัดนกอาจแพร่สู่คนได้

เมื่อ 31 ส.ค.2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศอาร์เจนตินาพบสิงโตทะเลเสียชีวิตจำนวนมากแถบบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก โดยสาเหตุการตายคาดว่ามาจากการติดเชื้อไข้หวัดนก ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 2564 และอัตราการระบาดจากสัตว์ปีกสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในครั้งนี้จะสามารถติดต่อสู่มนุษย์ง่ายขึ้น

หน่วยงานดูแลสัตว์ของอาร์เจนตินา แถลงว่า ทางการพบสิงโตทะเลเสียชีวิตจำนวนมากตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่ตอนใต้ของกรุงบัวโนสไอเรส ไปจนถึงเมืองซานตาครูซ ใกล้จุดใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ ทั้งนี้ ผลจากการชันสูตรสิงโตทะเล 50 ตัว พบว่ามีอาการสอดคล้องกับอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก 

ด้วยเหตุนี้ ทางการอาร์เจนตินาจึงประกาศให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเดินทางไปยังชายหาดต่างๆ ที่พบสิงโตทะลเสียชีวิต 

โดยปกติแล้ว ไข้หวัดนกเป็นโรคที่แพร่ระบาดตามฤดูกาล แต่ตั้งแต่ปี 2564 โรคไข้หวัดนกกลับระบาดทั่วทั้งปี และกระจายไปทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นี่คือการแพร่ระบาดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเทศเปรูก็พบการเสียชีวิตของสิงโตทะเลนับร้อยเช่นเดียวกัน อันเป็นผลของการที่ไข้หวัดนกระบาดไปทั่วทวีปอเมริกาใต้

องค์การอนามัยโลก ออกคำเตือนเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ถึงแม้โดยปกติไข้หวัดนกจะไม่แพร่กระจายสู่มนุษย์ แต่การที่ไข้หวัดนกเริ่มระบาดไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสายพันธุ์ เช่น ตัวมิงค์ และ แมว นี่อาจเป็นเพิ่มโอกาสทำให้เชื้อไข้หวัดนกสามารถกลายพันธุ์และติดต่อสู่มนุษย์

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังกังวลว่าไข้หวัดนกจะระบาดหนักขึ้นจนไปถึงทวีปแอนตาร์กติกา ทวีปที่สัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันเยอะเหมือนกับสัตว์ในบริเวณอื่นๆ ของโลก และนั่นอาจนำไปสู่หายนะได้.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AFP, The New York Times

พนง.ห้างญี่ปุ่นประท้วงนัดหยุดงานครั้งแรกในรอบ 60 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721513

พนง.ห้างญี่ปุ่นประท้วงนัดหยุดงานครั้งแรกในรอบ 60 ปี

31 ส.ค. 2566 12:26 น.

พนง.ห้างญี่ปุ่นประท้วงนัดหยุดงานครั้งแรกในรอบ 60 ปี

สหภาพแรงงานของห้างสรรพสินค้าชื่อดังของญี่ปุ่น นัดหยุดงานประท้วงในกรุงโตเกียว หลังบริษัทแม่ต้องการขายกิจการให้กับบริษัทลงทุนของสหรัฐฯ แม้พนักงานจะต่อต้านก็ตาม

พนักงานของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงโตเกียวนัดหยุดงานประท้วงในวันนี้ (31 ส.ค.) ภายหลังการเจรจากับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับแผนการขายกิจการประสบความล้มเหลว ถือเป็นการหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี

พนักงานราว 900 คนที่ห้างสรรพสินค้าเซบู ในย่านอิเคะบุคุโระ จัดการชุมนุมประท้วงแผนการขายบริษัท โซโก แอนด์ เซบู (Sogo & Seibu) ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เซเวน แอนด์ไอ (Seven & i) ให้กับกองทุนฟอร์เทรส อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป (Fortress Investment Group) ของสหรัฐฯ

กลุ่มพนักงานเรียกร้องให้บริษัทแสดงการรับประกันว่าพวกเขาจะยังคงมีงานทำต่อไป รวมถึงความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงแสดงความไม่พอใจต่อแผนการให้ผู้ค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลดราคาอย่าง “โยโดบาชิ โฮลดิงส์” (Yodobashi Holdings) เข้ามาครอบครองพื้นที่ในห้างประมาณครึ่งหนึ่ง ด้านบรรดานักวิจารณ์และเจ้าหน้าที่ในอิเคะบุคุโระ กล่าวแย้งว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ร้านบูติกหลายแห่งในห้าง จะทำให้ภาพลักษณ์ของห้างดูแย่ลงเช่นกัน

การนัดหยุดงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักในญี่ปุ่น โดยการเจรจาเรื่องค่าจ้างและสภาพการทำงานมักจะได้รับการตกลงกันภายใน การหยุดงานประท้วง 1 วันครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นในรอบ 61 ปี เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างฝ่ายบริหารของ โซโก แอนด์ เซบู และสหภาพแรงงาน นานหลายเดือน

ในช่วงเช้าวันนี้ พนักงานของเซบู ออกมาประท้วงบริเวณหน้าห้าง ในขณะที่สมาชิกของสหภาพแรงงานคนอื่นๆ แจกใบปลิว โดยมีสื่อมวลชนมาทำข่าวจำนวนมาก ด้านบริษัทเซเวน แอนด์ไอ ออกมาขอโทษสำหรับการนัดหยุดงาน และกล่าวว่าบริษัทในเครือจะยังคงเจรจากับสหภาพต่อไป ส่วนห้างสรรพสินค้าเซบู และโซโก สาชาอื่นๆ ยังเปิดให้บริการตามปกติ

กองทุนฟอร์เทรส อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขณะที่ตัวแทนของโยโดบาชิ โฮลดิงส์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของกองทุนฟอร์เทรสในข้อตกลงนี้ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ

ด้านแหล่งข่าวระบุว่า แม้จะมีการประท้วงหยุดงาน แต่เซเวน แอนด์ไอ วางแผนที่จะประกาศการขายอย่างเป็นทางการในวันนี้ ในราคาที่ต่ำกว่า 250,000 ล้านเยน หรือราว 60,000 ล้านบาท ที่กำหนดไว้ในตอนแรก เซเวนแอนด์ไอ กล่าวว่า ยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ

การนัดหยุดงานดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางตลาดแรงงานญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะตึงตัว ซึ่งพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่ ได้รับการขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ ในการเจรจาด้านแรงงานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างที่สูงขึ้นก็ได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 41 ปี และค่าจ้างที่แท้จริงยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

พนักงานของโซโก แอนด์ เซบู ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพแรงงานจากห้างสรรพสินค้าคู่แข่งอย่าง ทาคาชิมายะ, อิเซตัน มิตซูโคชิ, ไดมารุ มัตสึซากายะ และฮันคิว ฮันชิน ซึ่งเข้าร่วมงานแถลงข่าวเพื่อประกาศการนัดหยุดงาน

ตามรายงานของสื่อ ห้างสรรพสินค้าเซบู อิเคะบุคุโระ ถือเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่เป็นอันดับสามของญี่ปุ่น เมื่อพิจารณาจากยอดขาย แต่บริษัทโซโก แอนด์ เซบู ตกอยู่ในภาวะหนี้สินในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และมีหนี้ประมาณ 300,000 ล้านเยน หรือราว 72,000 ล้านบาท.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สุดคึกคัก งานเทศกาลปามะเขือเทศ เริ่มแล้วที่สเปน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721458

สุดคึกคัก งานเทศกาลปามะเขือเทศ เริ่มแล้วที่สเปน

31 ส.ค. 2566 09:25 น.

สุดคึกคัก งานเทศกาลปามะเขือเทศ เริ่มแล้วที่สเปน

ชาวสเปน และนักท่องเที่ยวกว่า 15,000 คน ร่วมงานเทศกาล “ปามะเขือเทศ” ที่เมืองบูโนล โดยปีนี้ปิดถนนสายหลักของเมืองปามะเขือเทศสดๆ กว่า 120 ตันปาใส่กันอย่างดุเดือด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2566 ที่ผ่านมา ชาวสเปนรวมไปถึงนักท่องเที่ยว กว่า 15,000 คน เข้าร่วมสงครามปามะเขือเทศ ในงานประจำปี “ลา โตมาตินา” (La Tomatina) ที่เมืองบูโนล ทางภาคตะวันออกของประเทศ โดยคนงานได้ใช้รถบรรทุกนำมะเขือเทศสุกกว่า 120 ตัน ไปวางบนถนนสายหลักของเมืองเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานขว้างปาใส่กัน 

การต่อสู้ด้วยมะเขือเทศบนท้องถนนดำเนินไปอย่างสนุกสนานคึกคัก ผู้เข้าร่วมงานต่างเปียกโชกไปด้วยสีแดงสดของมะเขือเทศ หลายคนต้องใส่แว่นตาว่ายน้ำเพื่อป้องกันน้ำมะเขือเทศเข้าตา และหลังจบงานทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย 

เทศกาลประจำปี “สงครามปามะเขือเทศ” จัดขึ้นในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ที่เมืองบูโนล ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมะเขือเทศขนาดใหญ่ของสเปน ซึ่งในอดีตเคยมีการต่อสู้แย่งชิงอาหารของเด็กๆ ในท้องถิ่นในปี 2488 และความสนใจของสื่อมวลชนในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้งานนี้กลายเป็นงานระดับชาติ และระดับนานาชาติ โดยดึงดูดผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลก.

สุดคึกคัก งานเทศกาลปามะเขือเทศ เริ่มแล้วที่สเปน ทั้งหมด 15 ภาพ

ชาวสเปน และนักท่องเที่ยวกว่า 15,000 คน ร่วมงานเทศกาล “ปามะเขือเทศ” ที่เมืองบูโนล โดยปีนี้ปิดถนนสายหลักของเมืองปามะเขือเทศสดๆ กว่า 120 ตันปาใส่กันอย่างดุเดือด ภาพ REUTERS และ AFP

สว.อาวุโส “มิตช์ แมคคอนเนลล์” ยืนนิ่งพูดไม่ได้อีกเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างแถลงข่าว (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721447

สว.อาวุโส "มิตช์ แมคคอนเนลล์" ยืนนิ่งพูดไม่ได้อีกเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างแถลงข่าว (คลิป)

31 ส.ค. 2566 09:16 น.

สว.อาวุโส “มิตช์ แมคคอนเนลล์” ยืนนิ่งพูดไม่ได้อีกเป็นครั้งที่ 2 ระหว่างแถลงข่าว (คลิป)

“มิตช์ แมคคอนเนลล์” วุฒิสมาชิกอาวุโสพรรครีพับลิกัน เกิดอาการยืนนิ่งพูดไม่ได้ ระหว่างการพูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่รัฐเคนทักกี นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เขาแสดงอาการแบบนี้ต่อหน้าสาธารณชน ทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขา

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2566 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายมิตช์ แมคคอนเนลล์ วัย 81 ปี ผู้นำวุฒิสภาเสียงข้างน้อย พรรครีพับลิกัน แสดงอาการป่วย ยืนนิ่ง พูดไม่ได้ เป็นเวลากว่า 30 วินาที ขณะยืนพูดคุยกับบรรดาผู้สื่อข่าว ที่งานแถลงข่าวในเมืองโควิงตัน รัฐเคนทักกี นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบกว่า 1 เดือนที่นายแมคคอนเนลล์แสดงอาการแบบนี้ต่อหน้าสาธารณชน ทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพและอาการป่วยของเขา

โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ในปี 2569 หรือไม่ แต่นายแมคคอนเนลล์ไม่ตอบและได้แต่ยืนนิ่ง จนผู้ช่วยได้เดินเข้ามา แล้วพยายามแจ้งเขา แต่เขาต้องใช้เวลาอีกหลายวินาทีจึงจะฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม นายแมคคอนเนลล์ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับผู้ช่วย

หลังเกิดเหตุการณ์นี้ ทางโฆษกส่วนตัวของนายแมคคอนเนลล์ได้ออกมาชี้แจงว่า นายแมคคอนเนลล์รู้สึกมึนศีรษะไปชั่วขณะและหยุดชะงักชั่วคราวระหว่างการแถลงข่าว โดยบอกว่าเขารู้สึกสบายดีแล้ว แต่ตัดสินใจที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนร่วมงานแถลงข่าวครั้งต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายแมคคอนเนลล์ เคยเกิดอาการหยุดชะงักพูดไม่ได้ ประมาณ 20 วินาที ก่อนที่จะถูกสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันพาออกไป ระหว่างงานแถลงข่าวที่ศาลาว่าการของรัฐ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาเขากลับมาและบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขา สบายดี และรู้สึกมึนศีรษะ

ทั้งนี้ นายแมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังได้รับบาดเจ็บสมองกระทบกระเทือนและกระดูกซี่โครงหัก ภายหลังจากล้มที่โรงแรมแห่งหนึ่งในวอชิงตัน เมื่อเดือนมีนาคม เขาถูกย้ายไปพักรักษาตัวที่สถานฟื้นฟู และกลับเข้าทำงานที่วุฒิสภาในช่วงกลางเดือนเมษายน.

เฮอริเคน ‘อิดาเลีย’ ถล่มฟลอริดาตาย 2-อ่อนกำลังเป็นโซนร้อนมุ่งสู่จอร์เจีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721424

เฮอริเคน ‘อิดาเลีย’ ถล่มฟลอริดาตาย 2-อ่อนกำลังเป็นโซนร้อนมุ่งสู่จอร์เจีย

31 ส.ค. 2566 04:30 น.

เฮอริเคน ‘อิดาเลีย’ ถล่มฟลอริดาตาย 2-อ่อนกำลังเป็นโซนร้อนมุ่งสู่จอร์เจีย

เฮอริเคน อิดาเลีย อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้วหลังขึ้นฝั่งรัฐฟลอริดา ทำให้เกิดฝนตกและน้ำท่วมหนัก มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังรัฐจอร์เจีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฮอริเคนอิดาเลีย อ่อนกำลังเป็นพายุโซสร้อนความเร็วลม 70 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้ว หลังจากเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันพุธที่ 30 ส.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น และกำลังออกจากพื้นที่ทางเหนือของฟลอริดามุ่งสู่รัฐจอร์เจีย และนอร์ทกับเซาท์ แคโรไลนา ในวันพฤหัสบดีนี้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) เตือนว่า พายุจะยังคงทำให้มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และลมกระโชกแรง ที่บางพื้นที่ของจอร์เจีย และนอร์ทกับเซาท์ แคโรไลนา

น้ำท่วมถนนของเมืองฮัดสัน รัฐฟลอริดา

ทั้งนี้ อิดาเลียขึ้นฝั่งรัฐฟลอริดาในฐานะเฮอริเคนระดับ 3 อิทธิพลของมันทำให้เกิดคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง หรือ สตอร์มเซิร์จ สูงสุดถึง 6.8 ฟุต สูงที่สุดในรอบ 7 ปีตามแนวชายฝั่งตะวันออก นอกจากนั้นยังทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ไฟดับกระทบประชาชนมากกว่า 300,000 คนในรัฐฟลอริดากับจอร์เจีย

ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับพายุลูกนี้แล้ว 2 ศพ รายแรกเป็นชายวัย 59 ปี จากเมืองเกนส์วิลล์ ขับรถกระบะโตโยต้าท่ามกลางฝนกระหน่ำ ในช่วง 06.00 น. ตามเวลาวันพุธท้องถิ่น ก่อนรถจะเสียหลักพุ่งลงข้างทาง ส่วนอีกรายเป็นชายวัย 40 ปีจากเมืองสปริง ฮิลล์ ขับรถกระบะมาด้วยความเร็วขณะฝนตก ก่อนจะเสียการควบคุมจนเกิดอุบัติเหตุ

ด้านรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน สั่งเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางมากกว่า 1,500 นาย กับเจ้าหน้าที่ทีมค้นหาและกู้ภัยส่วนภูมิภาคอีก 540 นายไปช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุแล้ว

รถยนต์ถูกน้ำท่วมที่เมืองซีดาร์ คีย์ รัฐฟลอริดา

ขณะที่ นายรอย คูเปอร์ ผู้ว่าการรัฐนอร์ท แคโรไลนา เรียกร้องให้ประชาชนกักตุนเสบียงอาหารรอรับมือเฮอริเคนอิดาเลียที่อาจจะเคลื่อนตัวมาถึง และสั่งการให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิกับทีมกู้ภัยทางน้ำเตรียมพร้อมออกปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ หลังจากในวันจันทร์เขาประกาศภาวะฉุกเฉินและเตือนภัยพายุโซนร้อนทั่วทั้งรัฐ

ท่าอากาศยานนานาชาติ ซาวานนาห์/ฮิลตัน เฮด ในรัฐจอร์เจีย ประกาศยกเลิกเที่ยวบินขาออกจากสนามบินทั้งหมดในวันพุธแล้ว ขณะที่ทางการท้องถิ่นระบุว่า อาคารรัฐบาลในเมืองซาวานห์นาจะปิดต่อไปในวันพฤหัสบดีเพื่อรอรับมือพายุอิดาเลีย โดยบริการฉุกเฉินสำคัญ ความปลอดภัยสาธารณะ, สุขอนามัย, ประปา, การจัดการน้ำฝน และวิศวกรรมจราจรจะปฏิบัติงานอย่างเต็มขีดความสามารถตามที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn