Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775181

Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ  ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม เปิดไอเดียแต่งต้นคริสต์มาส ด้วย“ต้นคริสต์มาสสด” หรือ “ต้นสนสด”สายพันธุ์ Balsam Fir Plants ที่มีกลิ่นหอมที่สุด ของเหล่าเซเลบริตี้คนดัง เติมเต็มความสุขในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น

เริ่มกันที่ คุณแม่คนเก่ง เนย-โชติกา วงศ์วิลาศ ที่ชวนลูกๆ อย่าง น้องอคิณและน้องลลิณ มาช่วยกันเนรมิตต้นคริสต์มาสสดสายพันธุ์ Balsam Fir Plants จากประเทศแคนาดาและมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยลูกบอลสีแดงสลับทอง เพิ่มความสดใสเบิกบานต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลอง เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่ใครเห็นต้องเอ่ยชมว่าน่ารักเป็นที่สุด

คุณแม่ลูก 3 อย่าง เมย์-มาริษา ฮอร์น โหลทอง ในเทศกาลเฉลิมฉลองคริสต์มาสแบบนี้ก็ไม่พลาดจูงมือลูกๆ มาประดับตกแต่งต้นสนสดของไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม แบบฟูลออฟชั่น ด้วยรูปทรงเป็นพุ่มสวยงาม ฟูฟ่อง ลำต้นทั้ง 4 ด้าน และกิ่งก้านแข็งแรงเหมาะแก่การห้อยเครื่องประดับตกแต่งแบบจัดเต็ม ทั้งลูกบอลเล็กใหญ่ถุงเท้า ลูกสน และตุ๊กตาน่ารักๆนำมาตั้งไว้ที่ห้องนั่งเล่นกลางของบ้าน เชื่อเลยว่าคริสต์มาสนี้ต้องเต็มไปด้วยความสุขอย่างแน่นอน

ตามด้วย คุณพ่อ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ชวนลูกๆ มาตกแต่งต้นสนสดสายพันธุ์ Balsam Fir ที่ให้สวยแบบจัดเต็ม นอกจากจะได้ความสวยงามแล้ว ยังปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัว เพราะต้นสนสด จากไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติแบบออร์แกนิค ปลอดภัยจากสารเคมี ป้องกันเด็กๆ สัตว์เลี้ยงและทุกคนในบ้านจากการเกิดอาการแพ้จากสารเคมี ซึ่งถือว่าปลอดภัยกับทุกคนในครอบครัวจริง

ครอบครัวน่ารัก แถมขี้เล่นของ บี-ปิติภัทร สารสิน ที่ชวนเหล่าลูกๆ มาจัดต้นคริสต์มาส เปลี่ยนบรรยากาศห้องนั่งเล่นในบ้านให้มีสีสัน อบอุ่น และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของ “ต้นสนคริสต์มาสสด” จากไทวัสดุ และ บีเอ็นบีโฮม ที่เป็นสายพันธุ์ Balsam Fir ที่หอมที่สุดในโลก ประดับประดาไปด้วยลูกบอล ลูกตุ้มสีแดง สีทองสุดอลังอีกทั้งยังมีของแต่งบ้านธีมคริสต์มาสที่เข้ากันอีกด้วย ซึ่งสามารถตามพิกัดมาช้อปได้ที่ไทวัสดุและบีเอ็นบี โฮม เพราะมีครบจบที่เดียวจริงๆ

ปิดท้ายด้วย เวิร์กกิ้งวูแมนสาวหน้าหวานหุ่นเป๊ะ โอ๋-อภิชญา ไกรฤกษ์ ที่มาพร้อมคุณสามี และลูกชาย ก็ไม่พลาดชวนเด็กๆ มาร่วมตกแต่งต้นคริสต์มาสสด จากไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ทั้งกล่องของขวัญ ลูกบอล กระดิ่ง และดาวสีทองโดดเด่นที่ยอดต้นสนที่สูงเกือบ 3 เมตร เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมครอบครัวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่นและความสนุกสนาน

สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสกลิ่นหอมของต้นคริสต์มาสต้นสนสดของไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ที่การันตีความหอมที่สุดในโลกของสายพันธุ์ Balsam Fir Tree อิมพอร์ตส่งตรงมาจากประเทศแคนาดา ได้ที่ร้านคาเฟ่ชื่อดัง ได้แก่ Fran’s Brunch & Greens, Wallflower CAFÉ, Brioche from heaven, B-Story Garden Cafe & Restaurants และ Audrey Cafe & Bistro – ทองหล่อ 11 กับบรรยากาศสุดแสนประทับใจ รับเทศกาลคริสต์มาสภายในร้าน หรือสามารถสั่งซื้อได้แล้วที่ไทวัสดุ และบีเอ็นบี โฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ และสามารถสั่งจองผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.thaiwatsadu.com, Line : @thaiwatsadu, http://www.bnbhome.com, Line : @bnbhometh และ โทร.1308

คุณแหน : 15 ธันวาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775174

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สนง.การวิจัยแห่งชาติ ไปร่วมในพิธีมอบรางวัลและแสดงความยินดีกับนักประดิษฐ์นักวิจัยที่ได้รับรางวัลจากงาน“The 3rd Asia Exhibition of Innovations and Inventions Hong Kong” (AEII 2023)หน่วยงานที่ร่วมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ม.ธรรมศาสตร์,ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,ส.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,ม.ทักษิณ,ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ,รร.สาธิตจุฬาฯฝ่ายประถม,รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ ปทุมธานี,สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และ บจ.MT Natural Herb..

ll ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ แจ้งเปิดรับหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(Digital CEO)รุ่น 7 ไปจนถึง 22 ธ.ค.นี้ รายละเอียดที่ https://www.depa.or.th/th/digitalceo หรือโทร.083-1166581..

ll พ.ท.วรรธ อุบลเดชประชารักษ์ วันเกิดปีนี้ขอลูกๆ ทั้ง 3 คน ไปดินเนอร์กับคุณแม่คนสวยม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล อุบลเดชประชารักษ์แบบโรแมนติกสองต่อสอง..

ll ยามนี้ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอ บมจ.นอร์ทอีสรับเบอร์ (NER) เดินหน้าก่อสร้างโรงงานยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 กำลังการผลิตกว่า 3 แสนตัน เพื่อรองรับลูกค้ารายใหม่..

ll อนุโมทนาบุญกับ ชัชพล ประสพโชค ที่ บมจ.ยูเอซี โกลบอล(UAC)ช่วยสนับสนุนเรื่องการดูแลซ่อมแซมระบบไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ให้ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..

ll ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ต้อนรับ ดร.ปรีสาร รักวาทิน พร้อมชาวคณะหลักสูตร DJS#1 กว่า 50 คน ที่มาศึกษาดูงานที่ บจ.กูเกิล (ประเทศไทย)..

ll ชื่นชม วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์ ซีอีโอ บมจ.แอดวานซ์ เว็บ เซอร์วิส ก้าวไปอีกขั้นโดยได้ส่งตู้ HAKO SOFT CREAM ตู้จำหน่ายไอศกรีมสดเกรดพรีเมียมอัตโนมัติเจ้าแรกในประเทศภายใต้แบรนด์ Advance Vending ร่วมงานวันกาชาด 100 ปี ภายในบูธโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา วันนี้-18 ธ.ค.นี้ ณ สวนลุมพินี 11.00-22.00 น. ..

ll ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ ล่าสุดได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร..

ll ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา บิ๊กบอส The Cloud แจ้งจัด 2 งานใหญ่“Thailand Coffee Fest“Year End”2023”มีร้านกาแฟกว่า 200 ร้าน โซนแข่งคั่วกาแฟนานาชาติ และการกลับมาของแคมป์ล้อมวงคุยภาษากาแฟ และงานเทศกาลข้าวน้องใหม่“Thailand Rice Fest 2023”กิจกรรมเกี่ยวกับข้าวหลากหลายรูปแบบทั้งกินชิม ช้อป ชม ทำ และคุยเรื่องข้าวกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง 14-17 ธ.ค. 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 6..

ll สวดพระอภิธรรม จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ มารดา รศ.ปรีชญา สิทธิพันธุ์, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. ที่ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง ถึง 15 ธ.ค. 18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 17 ธ.ค. 17.00 น. เมรุหน้า..ll

น้องใหม่

LUSH เปิดตัว Perfume Library แห่งแรกในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775180

LUSH เปิดตัว Perfume Library แห่งแรกในประเทศไทย

LUSH เปิดตัว Perfume Library แห่งแรกในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

LUSH Thailand (ลัช ประเทศไทย) เปิดตัว Perfume Library แห่งแรกใน South East Asia และแห่งที่ 9 ของโลก ที่สาขาสยามเซ็นเตอร์เพื่อเป็นพื้นที่ให้ LUSH Perfumers ได้แสดงความสามารถ แรงบันดาลใจ อิสรภาพในการตีความ และความเชี่ยวชาญในการปรุงกลิ่น ผ่านน้ำหอมคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่หาได้แค่ใน LUSH Perfume Library เท่านั้น และยังตั้งใจสร้างให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่ต้องการค้นหาความเป็นตัวเอง ผ่านการดมกลิ่นน้ำหอมสุดพิเศษเหล่านี้ไปพร้อมกับพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของ ลัช

LUSH Perfume Library ได้รวบรวมและคัดสรรสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมคอลเลคชั่นสุดพิเศษโดยการรังสรรค์จากน้ำมันหอมระเหยคุณภาพสูง ผ่านการซื้อขายอย่างมีจริยธรรม นอกจากนี้ยังมีหนังสือ แผ่นเสียง เทียนหอม น้ำหอมสำหรับบ้าน หรือแม้กระทั่งเซตของขวัญ ลัช จัดรวมไว้แล้วในที่เดียว ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้ Perfume Library นี้เป็นชุมชนในอุดมคติ (Ideal Community) ของทุกคนที่สามารถเข้ามาค้นหาเอกลักษณ์ของตนเองผ่านการดมน้ำหอมสุดพิเศษ พูดคุย ปรึกษา เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Perfume Library กับพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของ LUSH ตามความเชื่อหลักของลัชที่ว่า All are welcome, always.

ภัสวิทย์ ณ ป้อมเพชร Retailers ของ ลัช ประเทศไทย กล่าวว่า “การปรุงน้ำหอมต่างๆ ของลัชนั้น นักปรุงน้ำหอมต่างได้รับแรงบันดาลใจมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ศิลปะ บทกวี ดนตรี การแต่งตัว อาหาร เครื่องดื่ม ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ประเด็นการเมือง หรือแม้กระทั่งกระแสสังคม โดยน้ำหอมเหล่านี้ถูกผสมโดยใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่ดีที่สุดในโลก ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอม The Smell of Weather Turning ที่ใช้ส่วนผสมที่คัดสรรโดยคำนึงจากวัตถุดิบที่จะสามารถหาได้ในประเทศอังกฤษเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ในช่วงที่อุณหภูมิอบอุ่นมากกว่าปัจจุบัน 2 องศามาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวประเด็นของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย”

Perfume Library ได้จัดแสดงน้ำหอมมากกว่า 43 กลิ่นสเปรย์น้ำหอมอเนกประสงค์ 15 กลิ่น เทียนหอมระเหย น้ำหอมแห้งและเครื่องหอมในบ้านที่สามารถใช้ในอ่างอาบน้ำได้ โดยแต่ละกลิ่นถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างพิเศษและพิถีพิถัน สำหรับการสร้างความตระหนักรู้และเปิดประสบการณ์ในการใช้กลิ่น เพื่อการเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน “เราให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระหว่างกลิ่นกับความทรงจำ นั่นคือเหตุผลที่เราอยากให้ทุกคนเข้ามารับคำปรึกษา และคำแนะนำสินค้าต่างๆ กับพนักงานผู้เชี่ยวชาญของเรา ใน Perfume Library พื้นที่และชุมชนของผู้ที่ชื่นชอบน้ำหอมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”

นอกจากนี้ ลัช ยังได้รวบรวมคอลเลคชั่นหนังสือที่เกี่ยวกับแรงบันดาลใจ วิธีการทำน้ำหอม คำวิจารณ์น้ำหอมจากนักวิจารณ์น้ำหอมชั้นนำ มาไว้ที่ Perfume Library รวมไปถึงหนังสือพิเศษที่เขียนขึ้นโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลัช นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาสำหรับลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญให้กับคนที่คุณรัก ด้วยของขวัญสุดพิเศษกับบริการห่อผ้า Knot Wrap ผลิตจากฝ้ายออร์แกนิค และผ้ารีไซเคิลจากขวดน้ำพลาสติกที่มีลวดลายสุดแสนพิเศษ เพื่อให้ของขวัญแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง รวมไปถึงยังเป็นผู้นำเทรนด์อีกด้วย

“เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ PerfumeLibrary ที่ร้าน ลัช สาขาสยามเซ็นเตอร์ จึงได้จัดให้มีมุมสำหรับปรึกษาพูดคุย โดยลูกค้าสามารถจองเวลาเพื่อเข้ามาทำ Private Consultation กับพนักงานผู้เชี่ยวชาญของเราได้ นอกจากนี้ เรายังมีไฮไลท์พิเศษ ซึ่งนั่นก็คือ Shower Room ที่เปิดให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนอาบน้ำด้วยน้ำหอมกลิ่นซิกเนเจอร์ของ ลัช ซึ่งภายในมี Photobooth ให้ทุกคนได้ถ่ายรูปน่ารักๆ เป็นที่ระลึก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม เพราะเราอยากให้ทุกคนที่เข้ามาใน Perfume Library ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และได้รู้จักตัวเองผ่านการดมน้ำหอมกับไปกับพนักงานผู้เชี่ยวชาญของเรา”ภัสวิทย์ ณ ป้อมเพชร กล่าวทิ้งท้าย

Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775178

Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

Iceland Spring รังสรรค์ดินเนอร์มื้อพิเศษ ชวนเซเลบฯ ดื่มด่ำรสชาติอาหารกับ Water Sommelier

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(ซ้าย) เจย์ และ จริยดี สเปนเซอร์, ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์ เศวตนันทน์, เฟย์-อรชุมา ดุรงค์เดช, ทิพย์วิภา ศรีวิกรม์, อลิสา และ ภูวนาท คุนผลิน

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ “The Exclusive Dinner with Water Sommelier by Iceland Spring” ดินเนอร์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ เฟย์-อรชุมา ดุรงค์เดช ผู้บริหารคนเก่ง ซึ่งมาพร้อมบทบาทใหม่ในฐานะWater Sommelier หรือ นักชิมน้ำเพื่อวิเคราะห์และแยกรสชาติของน้ำดื่มแต่ละประเภท โดยทั่วโลกมีเพียง 500 คน ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อชวนแขกคนสำคัญมาทดลองสวมบท “Water Sommelier” พร้อมร่วมดื่มด่ำดินเนอร์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ “เชฟวิชิต มุกุระ” โดยใช้น้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริง (Iceland Spring) เป็นส่วนประกอบสำคัญในทุกเมนู ณ ร้านรอยัล โอชา

ภายในงานมีเหล่าเซเลบริตี้คนดังมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ทิพย์วิภาศรีวิกรม์, จริยดี-เจย์ สเปนเซอร์, ภูวนาท คุนผลิน, อลิสา พันธุศักดิ์คุนผลิน, ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์ เศวตนันทน์,ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา จีระแพทย์ เป็นต้น ณ ร้านรอยัล โอชา

เฟย์-อรชุมา ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชทูโอ-ไฮโดร จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย “ไอซ์แลนด์ สปริง” น้ำแร่ที่เป็นน้ำด่างธรรมชาติ บอกเล่าถึงที่มาของการจัดงานดินเนอร์ในครั้งนี้ว่า ด้วยความที่ครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำอย่างครบวงจร ทำให้เธอลึกซึ้งกับเรื่องของน้ำอยู่แล้ว แต่หลังจากได้ไปเทกคอร์สด้าน Water Sommelier ที่สถาบัน Doemens Academy ประเทศเยอรมนี เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม และได้เป็น Water Sommelier 1 ใน 500 คนจากทั่วโลก ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า “น้ำเป็นมากกว่าน้ำ” เพราะนอกจากน้ำจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย ในต่างประเทศน้ำยังมีคุณสมบัติในเชิงการรักษา (Curative Water) มาตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน ที่สำคัญการเลือกน้ำดื่มที่มีคุณภาพยังส่งผลดีต่อร่างกาย เช่น การดื่มน้ำแร่ที่มีแร่ลิเทียมจะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม หรือ สำหรับใครที่เป็นสายออกกำลังกาย ควรเลือกน้ำแร่ที่มีแร่ธาตุอย่างแคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งน้ำแร่แต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบที่โดดเด่นไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำแร่ และแหล่งกำเนิด

“ในต่างประเทศคนที่เรียนจบด้าน Water Sommelier สามารถต่อยอดเป็นอาชีพ ด้วยการทำงานร่วมกับผู้ผลิตน้ำดื่มในการออกแบบรสชาติน้ำดื่ม หรือไปทำงานในสายอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการแนะนำการ Pairingน้ำดื่มกับอาหาร เหมือนเวลาที่จับคู่ไวน์กับอาหาร เพราะถ้าจับคู่น้ำดื่มกับอาหารผิดประเภท ก็อาจทำให้รสชาติของอาหารแย่ลงได้ เช่น หากเราดื่มน้ำแร่สปาร์กกิ้งกับอาหารที่มีรสเผ็ด จะยิ่งเพิ่มรสเผ็ดในปาก แต่ถ้าอยากปรับประสาทการรับรสของลิ้นให้เป็นกลาง ควรดื่มน้ำที่มีความด่างแทน เป็นต้น ส่วนตัวเฟย์เองไม่ได้คิดว่า จะต่อยอดในสายอาชีพ Water Sommelier แต่อยากนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันว่า น้ำเป็นมากกว่าน้ำ จึงตั้งใจจัดงานนี้ขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง”

บรรยากาศในงาน เริ่มต้นด้วยมินิคลาส ให้ทุกคนมาลองสวมบท “Water Sommelier” ลองเทสต์ความแตกต่างของรสชาติอาหารทั้ง 5 ได้แก่ รสหวาน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด หวาน และอูมามิ ด้วยการทดลองทานคู่กับน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริงและน้ำแร่สปาร์กกิ้ง เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของรสชาติด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่า น้ำแร่สปาร์กกิ้งจะเหมาะกับอาหารบางรสชาติ เช่น หากดื่มน้ำแร่สปาร์กกิ้งกับอาหารรสขม น้ำแร่สปาร์กกิ้งจะช่วยให้ลิ้นชาและลดความขม ขณะที่น้ำดื่มไอร์แลนด์ สปริง ซึ่งเป็นน้ำด่างธรรมชาติที่มีค่า pH สูงสุดในโลกถึง pH 8.88 จะช่วยปรับประสาทการรับรสของลิ้นให้เป็นกลาง ไม่ทำให้รสชาติเปลี่ยน และยังช่วยเสริมรสชาติอาหารให้ดีขึ้นด้วย

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาไฮไลต์ของงาน กับการดื่มด่ำอาหารมื้อพิเศษ ที่ เชฟวิชิต มุกุระ เชฟอาหารไทยและขนมหวานชื่อดังจากร้านรอยัล โอชา ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ โดยกล่าวว่า ประทับใจในความแตกต่างของน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริงอยู่แล้ว ทั้งในฐานะลูกค้าที่ดื่มเป็นประจำ และเคยนำน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริงมารังสรรค์เป็นเมนูชาชงเย็น (Cold Brew Tea) ที่นำใบชาชั้นดีมาแช่ในน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริง นานกว่า 24 ชั่วโมง จนได้ชาที่กลมกล่อม ครั้งนี้ จึงตั้งใจนำน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริง มาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ตั้งแต่การทำ Welcome Drink ซึ่งเชฟเลือกใช้ชาดอกอัญชันและมะลิสดแช่ในน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริงแบบ Infuse เป็นเวลา 1 คืน จนได้เป็น Welcome Drink ที่ดื่มแล้วสดชื่น

ในส่วนของ Main Course เชฟรังสรรค์เมนูเรียกน้ำย่อย อย่างยำหอยเชลล์เครื่องกรอบกับส้มโอ โดยนำหอยเชลล์ไปแช่ในน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริง เพื่อเจือความเค็ม แต่ยังสามารถรักษารสชาติแบบออริจินัลของตัวหอยเชลล์ไว้ได้อย่างดี จานถัดมา คือ ต้มหนวดปลาหมึกยักษ์กับส้มจี๊ดซุป ตามด้วยปลาเก๋าแดงทอดกับ Iceland Spring Saffron Sauce ปิดท้ายด้วยเมนูของหวาน เฉาก๊วยน้ำกับสาคูถั่วดำ ความพิเศษของเมนูนี้ คือ เชฟนำน้ำแร่ไอซ์แลนด์ สปริง ไปเซตตัวเป็นรูปโดม ทานคู่กับเฉาก๊วยในรูปแบบน้ำและถั่วบด ซึ่งเข้ากันได้ดีกับหยกมณีที่มีสาคูถั่วดำเป็นส่วนประกอบ แถมยังมีกิมมิกก้อนเมฆสำหรับใครที่ชอบทานหวาน เรียกได้ว่า เป็นเมนูของหวานที่จบคอร์สได้อย่างน่าประทับใจ

เชฟวิชิต มุกุระ

เชฟวิชิต มุกุระ

เปิดความสำเร็จ ‘Chiang Mai Design Week 2023’ ดัน ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ต่อยอดภาคเหนือสู่เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775237

เปิดความสำเร็จ 'Chiang Mai Design Week 2023' ดัน ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ต่อยอดภาคเหนือสู่เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

เปิดความสำเร็จ ‘Chiang Mai Design Week 2023’ ดัน ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ ต่อยอดภาคเหนือสู่เมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.00 น.

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาในหลากหลายประเทศทั่วโลก ต่างประสบปัญหาของภาวะเศรษฐกิจซบเซา การตระหนักถึงต้นทุนทรัพยากรทางธรรมชาติและแรงงานต้นทุนต่ำที่เริ่มจะขาดแคลนจากการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก ทำให้หลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ปรับโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยใช้เศรษฐกิจเชิงความคิดสร้างสรรค์ หรือ ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาประยุกต์ใช้ ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้ต้นทุนจากองค์ความรู้เดิม ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาต่อยอดและเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าและบริการเดิมที่มีอยู่ นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ผ่านการสนับสนุนระบบนิเวศสร้างสรรค์ทั้งบุคลากร ธุรกิจและด้านพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม ผ่านโครงการต่าง ๆ โดยหนึ่งในเทศกาลฯ ประจำปีของ CEA ได้แก่ เทศกาลงานออกแบบสร้างสรรค์ (CEA’s Design Festivals) โดยเทศกาลฯ ล่าสุด กับ “เทศกาลออกแบบเชียงใหม่ 2566” หรือ “Chiang Mai Design Week 2023” ครั้งที่ 9 ได้ปิดฉากไปอย่างสวยงาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยตลอดการจัดงานทั้ง 9 วัน ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชียงใหม่ ซึ่งจัดกิจกรรมทั้งหมดกว่า 238 โปรแกรม โดยนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน นักดนตรี และนักสร้างสรรค์หลากหลายสาขา กว่า 100 คน มีผู้เข้าร่วมเทศกาลฯ กว่า 181,553 คน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 294 ล้านบาท นอกจากนี้การจัดงานที่กระจายพื้นที่จัดทั้ง 77 จุดจัดแสดง ยังทำให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ของเมืองเชียงใหม่ จุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจให้กับพื้นที่นั้น ๆ ผ่านการใช้สินทรัพย์ของเมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการต่อยอดสินทรัพย์และผลผลิตทางวัฒนธรรมเดิมที่มีมาอย่างยาวนานและเริ่มที่จะสูญหายมาสร้างให้เกิดมูลค่าทางความคิดสร้างสรรค์ (Value Creation) ผนวกกับงานออกแบบที่ร่วมสมัยของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ร่วมกับช่างฝีมือ/ศิลปิน และสล่าในท้องถิ่น นำเสนอดีเอ็นเอของเชียงใหม่ได้อย่างร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่สวยงาม ทั้งอาหารท้องถิ่น (Local Food) งานฝีมือหัตถกรรมต่าง ๆ (Craft) งานออกแบบ (Design) และดนตรี (Music) ตามแนวคิด ‘Transforming Local: ปรับตัว ต่อยอด ท้องถิ่น เติบโต’ ในปีนี้ กระตุ้นรายได้การท่องเที่ยว สู่การเป็นทรัพยากร Soft Power ของประเทศไทย พร้อมดึงดูดคนสร้างสรรค์จากทั่วโลกเข้ามาเยี่ยมชมจังหวัดเชียงใหม่

ดร. ชาคริต พิชญางกูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่’ (Chiang Mai Design Week) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นระหว่างเทศกาลฯ รวมเป็นจำนวนสูงถึง 3,352 ล้านบาท โดยเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ นำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และศักยภาพของนัก
สร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ หน่วยงานจากภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงหน่วยงานความร่วมมือต่างๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการเป็นเมืองที่ชูมรดกทางด้านศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือ ที่ได้รับการยอมรับเป็นเมืองสร้างสรรค์ ในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN)
 
“เทศกาลฯ ในปี 2023 นี้จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เกิดการสร้างงาน การสร้างธุรกิจใหม่ การสร้างสรรค์ การออกแบบที่ทันสมัย ต่อยอดการค้าการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงในท้องถิ่นด้วยการใช้มูลค่าทางความคิดสร้างสรรค์ โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 294 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมเทศกาลฯ กว่า 181,553 คน”

เทศกาลฯ จัดอยู่ใน 2 พื้นที่หลัก เริ่มตั้งแต่ย่าน ‘กลางเวียง’ ที่ต้อนรับด้วยการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมสู่วิถีแห่งความร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงผลงานหัตถกรรมร่วมสมัย (Design Showcases) เวิร์กช็อปงานภูมิปัญญาพื้นบ้าน สู่ตลาดหัตถกรรมของผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ (Pop Market) การแสดงดนตรีของศิลปินท้องถิ่น หรือดนตรีเชียงใหม่เปิดหมวก (Chiang Mai Busking) ที่กระจายตัวบรรเลงเสียงเพราะ ๆ ไปจนถึงหลากหลายผลงานออกแบบแสงสว่าง (Interactive Lighting) อันตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนแวะเวียนมาชมกันอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนย่าน ‘ช้างม่อย-ท่าแพ’ ถูกเติมเต็มความสนุกปลุกพลังสร้างสรรค์ด้วยโปรเจ็กต์ทดลองความเป็นไปได้ใหม่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในย่านสร้างสรรค์ กับกิจกรรมพิเศษที่เหล่าผู้ประกอบการธุรกิจดั้งเดิม ธุรกิจสร้างสรรค์และนักสร้างสรรค์ประจำย่านรังสรรค์มาให้สนุกสนานกันแค่ปีละครั้ง นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมนำเสนอศักยภาพอุตสาหกรรมอีกหลายหลาก

ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร งานหัตถกรรม งานออกแบบ งานดนตรีและศิลปะ ให้ทุกคนร่วมกันมองหาโอกาสใหม่ (New Opportunities) ในการพัฒนาระบบนิเวศน์สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม โดยกิจกรรมไฮไลต์ที่ยังจัดอยู่คือ นิทรรศการ ‘หัตถกรรมร่วมรุ่น’ (Everyday Contem) นิทรรศการที่พยายามค้นหาทางเลือกในการฟื้นชีวิตชีวาแก่หัตถกรรมของช่างฝีมือในเชียงใหม่และภาคเหนือ ให้มีความร่วมสมัยและสอดรับไปกับวิถีชีวิตของผู้คน จากการพาไปสำรวจแนวคิดจากประเทศต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิม มาพัฒนาสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อันล้ำสมัยอย่างญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนิยามใหม่ให้กับศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน “มิงเก” (Mingei) หรือการเปรียบเทียบข้าวของเครื่องใช้ในยุคโชวะอย่าง “มิงกู” (Mingu) กับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์สินค้าที่ครองใจคนทั้งโลกในปัจจุบันอย่าง “มูจิ” (Muji) ควบคู่ไปกับการจัดแสดงผลงานและแนวคิดเบื้องหลังการสร้างสรรค์แบบคนญี่ปุ่น โดยนิทรรศการนี้จัดถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567 ที่ TCDC เชียงใหม่

“Chiang Mai Design Week 2023” ยังมีเป้าหมายจะเป็นสะพานเชื่อมผู้คนต่างวัยเข้าหากัน ดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านมาร่วมพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์ และตัวเทศกาลฯ ไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภาคเหนือ ส่งเสริมให้เมือง ‘น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าท่องเที่ยว’ นำไปสู่การเชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่ายความร่วมมือ สู่การขับเคลื่อน ‘เมืองสร้างสรรค์’ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเชิดหน้าชูตาในเวทีโลกต่อไป

-(016)

คาโอ จับมือ ‘SCGC-Dow’ มุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สู่ผู้นำด้านความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775147

คาโอ จับมือ 'SCGC-Dow' มุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สู่ผู้นำด้านความยั่งยืน

คาโอ จับมือ ‘SCGC-Dow’ มุ่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สู่ผู้นำด้านความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.39 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด (Kao) รุกตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจความยั่งยืน จับมือสองผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ระดับโลก ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (SCGC) และ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภคเพื่อความยั่งยืน เน้นบรรจุภัณฑ์คุณภาพที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำลงและรีไซเคิลได้ เตรียมนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของคาโอในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้สินค้าแบรนด์ดัง คู่ครัวเรือนคนไทยต่างๆ อาทิ แอทแทค บิโอเร ไฮเตอร์ มาจิคลีน ลอรีเอะ ฯลฯ ได้ปักหมุดพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจความยั่งยืน โดยเข้าร่วมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท SCGC และ Dow ณ สำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในอาคารทรูดิจิตัล พาร์ค เวสท์ โดยมีนายยูจิ ชิมิซึ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด นายพิสันติ์ เอื้อวิทยา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (SCGC) และนายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมลงนามในครั้งนี้

นายยูจิ ชิมิซึ ประธานกรรมการ บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “คาโอ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์อย่าง SCGC และ Dow ในการร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมสำหรับสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ตามหลัก 4R: Reduce, Reuse, Recycle และ Replace สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางด้าน ESG หรือ “Kirei Lifestyle Plan” (คิเรอิ ไลฟ์สไตล์ แพลน)

คาโอมีเป้าหมายที่จะบรรลุ Net Zero ในปี ค.ศ. 2040 เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินธุรกิจของคาโอ เราจึงใส่ใจในการจัดการพลังงานภายในโรงงานผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรอายุ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และตั้งเป้าหมายลดขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2040 หมายความว่าปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เราจำหน่ายออกไปจะต้องเท่ากับปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำกลับมารีไซเคิล นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คาโอต้องมีพันธมิตรที่เข้มแข็ง เชี่ยวชาญ และมีเป้าหมายร่วมกัน อย่าง DOW และ SCGC เพื่อสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

นายพิสันติ์ เอื้อวิทยา ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “แนวทางเพื่อความยั่งยืนที่ SCGC ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง คือ การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยพัฒนากรีนโซลูชัน (Green Solutions) ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของเจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อความยั่งยืน  สำหรับความร่วมมือกับคาโอในครั้งนี้  SCGC พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาขวดและถุงบรรจุภัณฑ์ ด้วยนวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลก จาก SCGC GREEN POLYMERTM  ซึ่งมี 4 โซลูชันหลัก ได้แก่ การลดใช้ทรัพยากร (Reduce) การออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้ (Recyclable) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable) เพื่อสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนให้กับผลิตภัณฑ์ภายใต้คาโอ รวมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม”

“Dow มุ่งมั่นในการสนับสนุนลูกค้าของเราในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน และลดขยะพลาสติกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน” นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าว “เราพร้อมสนับสนุน Kao ในการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบ Flexible packaging ที่ยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญจาก Dow ทั้งในประเทศไทย และ Dow Pack Studio สิงคโปร์ ผสานกับนวัตกรรมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษของ Dow เช่น INNATE, ELITE, DOWLEX และเม็ดพลาสติกผสมพลาสติกใช้แล้ว REVOLOOP เพื่อให้ถุงบรรจุภัณฑ์ของคาโอสามารถรีไซเคิลได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น และยังคงตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดี”

ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การออกแบบพัฒนาวัสดุใหม่ๆ และการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ให้กับสินค้าต่างๆ ภายใต้คาโอ ให้มีคาร์บอน ฟุตพรินท์ที่ต่ำลง และสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ทั้งบรรจุภัณฑ์ชนิดขวด และชนิดถุง โดยยังคงคุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ที่ดีในการปกป้องผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในและให้ความสะดวกกับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของคาโอในการเดินหน้าสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2593 สอดคล้องกับแนวทางของ SCGC และ Dow ที่มุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทย

-(016)      

เปิดเทรนด์การค้าจีนปี 2024 ‘ราคา-เมืองรอง-Pop Culture’ กับ S39 Digital Agency

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775146

เปิดเทรนด์การค้าจีนปี 2024 'ราคา-เมืองรอง-Pop Culture' กับ S39 Digital Agency

เปิดเทรนด์การค้าจีนปี 2024 ‘ราคา-เมืองรอง-Pop Culture’ กับ S39 Digital Agency

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.34 น.

เปิดเทรนด์การค้าจีนปี 2024 “ราคา-เมืองรอง-Pop Culture” กับ S39 Digital Agency “ตัวจริงเรื่องจีน” ครบทุกโซลูชั่นกลยุทธ์ตลาดจีนต้นน้ำ-ปลายน้ำ พร้อมดันแบรนด์ไทยทะยานสู่แบรนด์ชั้นนำในจีน

“ตลาดจีน” นับเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่สุดทั้งด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจและประชากร ด้วยจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทยถึง 20 เท่าตัว และล่าสุดจากการวิเคราะห์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2566 มีการขยายตัว 4.9% (YoY) เพิ่มมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4.6% (YoY)

และด้วยมูลค่าทางการตลาดและกำลังซื้ออันมหาศาลนี้เอง จึงไม่แปลกที่เหล่าผู้ประกอบการไทยหลายรายอยากเข้าไปจับจองโอกาสทางธุรกิจนี้ แต่การที่ผู้ประกอบการไทยจะก้าวข้ามความท้าทายเพื่อเข้าใจเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคจีน เพื่อสร้างยอดขายและเติบโตในตลาดจีนได้อย่างมั่นคงนั้นกลับ ไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตามโอกาสที่แบรนด์ไทยจะไปโตในตลาดจีนยังคงมีแนวโน้มที่ดี ด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

1.ศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งใกล้กับจีนเอื้อต่อการส่งออก 2.นโยบายภาครัฐไทยที่ยังสนับสนุนการส่งออกไปจีน 3.ตลาดสินค้าจีนในกลุ่มฟู้ดและคอสเมติกมีการขยายตัวสูงจนมีตัวเลขแซงหน้าตลาดเกาหลีจึงเป็นช่องทางที่แบรนด์ไทยเข้าไปทำตลาด 4.ความนิยมของซอฟต์พาวเวอร์ไทยในหมู่ชาวจีน ยังคงสร้างโอกาสทางการขายสินค้าไทยในจีน

แต่ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญ สำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการไปทำการค้ากับจีน คือภาพรวมของระบบอีคอมเมิร์ซของจีนเปลี่ยนไป ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่แต่ละประเทศทั้งโลกต้องรักษาเสถียรภาพของความมั่นคงทางการเงินของตัวเอง จีนก็เช่นกัน แม้จะเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะและระบบอีคอมเมิร์ซ มีการเติบโตต่อเนื่อง แต่ภาพรวมของจีนก็ทำอีคอมเมิร์ซแบบเดิมด้วยการตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ภาพรวมการทำการตลาดเพื่อการสื่อสารต้องเข้าถึงคนจีนทุกช่องทางที่มากกว่าอีคอมเมิร์ซ รวมไปถึงเรื่องกลยุทธ์การตั้งราคา

คุณเธียรศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ (นภ) CFO & Co-Founder S39 Digital Agency กล่าวว่า “การตั้งราคาสินค้าบนร้านค้าออนไลน์ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมากๆ ของการขายสินค้าออนไลน์ในจีน เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคจีนสามารถเช็คข้อมูลบนโลกออนไลน์ได้หมดจากทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ดังนั้น แบรนด์ต้องมีความชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร? เป็น B2B หรือ B2C ควรมีกลยุทธ์โปรดักซีซั่นนอลเมื่อไร, ควรมีการทำ Co-Brand อย่างไร เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างมาก”

ขณะที่ คุณปิยพนธ์ บูรณะศิลปกิจ (นัท) Sales & Marketing Director ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในช่วงปี 2024 ความต้องการของสินค้าในจีน จะเปลี่ยนไป เพราะแนวโน้มของผู้บริโภคจากปกติอยู่แต่ในเมืองใหญ่ๆ แต่ในอนาคตเมืองรองที่มีความหนาแน่นของประชากรจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากยิ่งขึ้น เช่นเมืองเฉิงตู และชานตง เป็นต้น เนื่องจากในจีนมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว แบรนด์จึงต้องให้ความสำคัญกับเมืองรองต่างๆ เหล่านี้”

“ไม่เพียงแต่เรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปี2024 เท่านั้น เทรนด์ที่กําลังมาแรงในการสร้างสรรค์ผลงานในจีนต่างๆ ก็เปลี่ยนไปที่เห็นได้เด่นชัดคือ การเสพ pop culture ของเด็กรุ่นใหม่ที่มีกําลังซื้อมากขึ้น เน้นการผลิตสื่อในประเทศ ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลงานอนิเมชั่นที่จีนผลิตคุณภาพสูสีกับฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่น การผลิตเกมดังรายได้อันดับ1อย่าง Genshin Impact และสินค้าของเล่นที่ทางจีนมีโรงงานผลิตของตัวเอง หา IP (Intellectual Property) มาอยู่ภายใต้ตัวเอง เช่นกรณีที่เห็นได้ชัดก็จะเป็นของเล่น cry baby ที่เป็นกระแสโด่งดัง ที่ทางเราได้เห็นกับตาคือที่คนจีนทะเลาะกันเพื่อแย่งซื้อสินค้า ซึ่งข้อสังเกตเหล่านี้คือแง่คิดที่สําคัญในการสื่อสารกับคนจีนให้ตรงประเด็นได้มากขึ้น” คุณณัฐ แสนชื่น (ณัฐ) Group Creative Director กล่าว

คุณเธียรศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ (นภ) CFO & Co-Founder S39 Digital Agency กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยประสบการณ์งานการตลาดจีนมากว่า 10 ปี ผนวกกับทีมงานที่มีการพัฒนากลยุทธ์ให้มีความก้าวหน้าเหนือคู่แข่งอยู่เสมอทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ทั้งองค์กรและแบรนด์ไทยชั้นนำในการบุกตลาดจีนมากมายกว่า 100  แบรนด์ อาทิ แลคตาซอย, ศรีจันทร์, ซุปไก่สกัดสก็อต, ออริจิ้น, ช่อง 3, ข้าวตราฉัตร, evisa Thailand, LET’S RELAX SPA เป็นต้น”

“สำหรับความแตกต่างของ S39 Digital Agency คือ การเป็น One Stop Service ดูแลครบวงจรของการทำธุรกิจในจีน เริ่มตั้งแต่การบริการครอบคลุมด้านการส่งออกไปจีน, การทำการตลาดจีนแบบออฟไลน์, ออนไลน์บนโซเชียลมีเดียจีน, การเปิดร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจีน, การจดทะเบียนการค้าในจีน เพราะ S39 Digital Agency มีสำนักงานสาขาอยู่ที่จีน รวมทั้งมีทีมงานที่เชี่ยวชาญครบทุกสาขาในการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้จริงในจีนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแบ่งรูปแบบการให้บริการตั้งแต่ Digital Marketing, E-Commerce Store Operations, Production, OTAs Management, Influencers Marketing พร้อมการผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อค้นหากลยุทธ์ที่จะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบทุกระดับ และทุกความต้องการของแบรนด์”

“พูดง่ายๆ ตามหลักการตลาดพื้นฐาน 4P เรามีบริการให้ลูกค้าครอบคลุม 3P ไปแล้ว ยกเว้นเรื่อง Product โมเดลเอเจนซี่ที่มีบริการครบรูปแบบนี้ ในไทยยังไม่ค่อยมีให้เห็น แต่ที่จีนโมเดลเอเจนซี่ครบวงจรรูปแบบนี้ถือเป็นโมเดลที่นิยมและประสบความสำเร็จอย่างมาก หัวใจสำคัญของ S39 Digital Agency คือเป็นคู่คิดธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาช่วยธุรกิจเพิ่มยอดขาย ยกระดับธุรกิจไทยให้เติบโตในตลาดจีนได้อย่างก้าวกระโดด” คุณเธียรศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ กล่าวสรุป

ในปี 2024 S39 Digital Agency จะมีบริการที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ Production ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอนเทนต์ที่โดนใจคนจีน วิดีโอที่เป็นที่นิยมในโลกปัจจุบัน และการ Live ขนาดเล็กไปถึงใหญ่ที่มีส่วนในการเพิ่มยอดขาย

สำหรับก้าวต่อไปของ S39 Digital Agency คือการตั้งเป้าผลักดันธุรกิจไทยให้ส่งออกไปตลาดจีนได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารไทย เพราะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพ และได้รับความนิยมในจีน พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ๆ ในจีนให้แข็งแกร่งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Tmall, tiktok, RedBook (หรือ Xiao Hong Shu แพลตฟอร์มที่รวมโซเชียลมีเดียและ e-Commerce) ตลอดจนเปิดช่องทางให้ความรู้ ด้าน     กลยุทธ์การตลาดจีนจากกูรูตัวจริง ผ่านช่องออนไลน์ต่างๆ อาทิ Facebook, Youtube, Podcast และการจัดงานสัมมนาต่างๆ เพื่อติดอาวุธให้ผู้ประกอบการไทย, นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการเปิดตลาดจีน รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจอีคอมเมิร์ช

S39 Digital Agency ดิจิทัลเอเจนซี่จีนในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “ตัวจริงเรื่องจีน” พร้อมปลดล็อคศักยภาพทางการตลาด ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและแบรนด์ไทยทุกระดับ ด้วยโมเดลการตลาดครบวงจรที่ประสบความสำเร็จในจีน สนใจรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 02 248 3068 หรือ http://www.s39digital.com, Facebook: S39DigitalAgency

-(016)

ไนท์แฟรงค์ฯ เปิดตัวแผนก ESG ตั้งเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775144

ไนท์แฟรงค์ฯ เปิดตัวแผนก ESG ตั้งเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2030

ไนท์แฟรงค์ฯ เปิดตัวแผนก ESG ตั้งเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2030

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.31 น.

ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) เปิดตัวแผนกความยั่งยืนธุรกิจ (ESG) เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความยั่งยืนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ พร้อมตั้งเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ “NET ZERO” ภายในปี 2030

บริษัทไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย มุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Good Governance) โดยบริษัทได้ชูกรอบความยั่งยืนกว่า 10 ด้าน เพื่อจุดประสงค์ความยั่งยืนครอบคลุมเครือข่ายไนท์แฟรงค์ทั่วโลก ประกอบด้วย 1) การตั้งเป้าหมายเป็น NET ZERO ภายในปี 2030 2) การพัฒนาพื้นที่สำนักงานให้มีความยั่งยืนและน่าอยู่ 3) การพัฒนาความมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศในการทำงาน 4) การเพิ่มขีดความสามารถพนักงานอย่างเป็นระบบ 5) การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินงานของบริษัท 6) การเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนที่ยั่งยืน 7) การลดการใช้กระดาษและทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญ 8) การเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน 9) การรักษาธรรมาภิบาลที่ดีภายในสถานที่ทำงานและมีการฝึกอบรมด้านจริยธรรมทางธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั้งหมด 10) การเพิ่มความเท่าเทียมของพนักงานผ่านทางระบบต่างๆ

นายณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสามารถในการพัฒนาความยั่งยืน จะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการสร้างความสำเร็จของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทได้พบว่า ในปี 2566 ผู้เช่าสำนักงานในเขตกรุงเทพและปริมณฑลมีความต้องการ “demand” กับการเช่าสำนักงานในอาคารที่มีมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของอาคารสามารถคืนทุนได้เร็วมากขึ้นคุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ ความต้องการในการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายณัฏฐา คหาปนะ กล่าวเสริมว่า ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยไปสู่ความยั่งยืนที่มากขึ้น เรายังเปิดแผนกความยั่งยืนธุรกิจ (ESG) เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการพัฒนาความยั่งยืนของคู่ค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตามโมเดลจากสาขาไนท์แฟรงค์ทั่วโลก ที่ดำเนินการไปแล้วประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในประเทศอังกฤษ สหภาพยุโรป และ ประเทศออสเตรเลีย โดยจุดประสงค์ของแผนก ESG จะมาช่วยคู่ค้าในด้านต่างๆดังนี้ 1) การเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาคารและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 2) การเป็นที่ปรึกษาด้านการตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) ของคู่ค้า 3) การเป็นที่ปรึกษาด้านการรับรองมาตรฐานอาคารต่างๆเช่น LEED WELL FITWEL และการรับรองมาตรฐานอาคารอื่นๆ 4) การเป็นที่ปรึกษาด้านการรายงานความยั่งยืนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรฐานไทย และ นานาชาติ  โดยมอบหมายงานนี้ให้นาย วีรวิทย์ กาญจนเทียมเท่า เข้ามาพัฒนากลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของบริษัทและให้บริการบริษัทคู่ค้าด้านความยั่งยืนโดยมีการใช้มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมาใช้ รวมถึงเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นที่จริงใจในการพัฒนาด้านศักยภาพของพนักงานและการส่งเสริมความสามารถจากภายในองค์กรเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ยังร่วมมือกับ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการพัฒนาโครงการ Web-Based Application  เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการและมุ่งหวังในการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรตามหลักวิชาการ ส่งเสริมความสามารถในการจัดการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ และสนับสนุนการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น Net Zero ภายในปี 2030 โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ในการที่จะรับรู้และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการมุ่งเน้นในการลดการผลิตก๊าซเรือนกระจกผ่านการทำงานในทุกขั้นตอนของบริษัท นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเปิดโอกาสในการพัฒนาและนำเทคโนโลยีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมของ พื้นที่อาคารและบริษัทที่ดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยต่อไป

ไฮเออร์ หนุน ‘Nitto ATP Finals’ ในฐานะ Gold Partner

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775143

ไฮเออร์ หนุน ‘Nitto ATP Finals’  ในฐานะ Gold Partner

ไฮเออร์ หนุน ‘Nitto ATP Finals’ ในฐานะ Gold Partner

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.29 น.

ไฮเออร์ แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 14 ปีซ้อน ได้เข้าร่วมเคียงข้างเป็นกำลังใจให้กับ 8 นักเทนนิสชื่อดังประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ ในฐานะ Gold Partner ของทัวร์นาเมนต์ Nitto ATP Finals ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ในระหว่างวันที่ 12 ถึง 19 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นการปิดฉากอันยิ่งใหญ่ของฤดูกาลเทนนิสในปีนี้ 

จากความยิ่งใหญ่ที่ได้เคยเกิดขึ้นแล้วทั้งใน โรม ปารีส บาร์เซโลนา และฮัมบูร์ก ในปีนี้ไฮเออร์เป็นพาร์ทเนอร์ของทัวร์นาเมนต์เทนนิสที่สำคัญระดับโลกนี้ โดยให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการให้แก่ผู้ชนะในการแข่งขัน อันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของ แบรนด์ กล่าวคือความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงเพื่อบรรลุความเป็นเลิศ และความใส่ใจอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดเพื่อก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในอันดับโลก ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ นักกีฬาต้องมีความแม่นยำ ความใส่ใจในละเอียด และสไตล์ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พบได้ทั้งในสุดยอดนักกีฬาและในโซลูชั่นที่เชื่อมต่อของไฮเออร์

“ไฮเออร์ คือเครื่องหมายของประสบการณ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยดีไซน์ระดับพรีเมียมเข้ากับการบริการที่ออกแบบตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค เพื่อสื่อสารคุณลักษณะเหล่านี้เราเลือกที่จะผนึกกำลังกับทัวร์นาเมนต์เทนนิสอันทรงเกียรติที่สุดในฤดูกาลนี้ รวมถึง Nitto ATP Finals ณ เมืองตูริน” นาย Arnaud Guillot ผู้อำนวยการแบรนด์ ไฮเออร์ยุโรป กล่าว “ความ

ร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อขยายแบรนด์ไปทั่วโลกเพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์โดยให้คนรุ่นต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วยความหลงใหลในคุณภาพและนวัตกรรมร่วมกัน ซึ่งเทนนิสนับเป็นกีฬาที่มีฐานแฟนมากที่สุดกีฬาหนึ่งของโลก อันเป็นกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ความทะเยอทะยาน และความปรารถนาที่จะเติบโต ซึ่งเหล่านี้สะท้อนถึงคุณสมบัติที่ทำให้ไฮเออร์แตกต่าง และยืนหยัดเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกสำหรับครัวเรือนขนาดใหญ่” 

ณ สนามการแข่งขัน ไฮเออร์เลือกใช้สื่อที่มีความโดดเด่นและดึงดูดเป็นพิเศษที่ข้างสนามและมีการจัดบูธเพื่อแสดงนวัตกรรม ที่ Fan Village ใน Pala Alpiture ณ เมืองตูริน ที่มาพร้อมกับโซลูชั่นไฮเทคและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับงานนี้ โดยผู้เยี่ยมชมจะได้ร่วมซึมซับบรรยากาศไปกับแขกคนพิเศษ รวมถึงผู้สนับสนุนงานและผู้ชมจากนานาประเทศที่รวมตัวกันเพื่อชมรอบชิงชนะเลิศนี้ ภายในพื้นที่ต้อนรับยังมีบริเวณรับรองพิเศษสำหรับลูกค้าที่จะมีการบรรยายเกี่ยวกับการแข่งขันและข่าวของแบรนด์อีกด้วย 

 ความร่วมมือระดับโลกของแบรนด์กับกีฬาเทนนิสนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของไฮเออร์อย่างมากในการเข้าถึงกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งก็คือผู้บริโภคที่ชื่นชอบการออกแบบที่หรูหรา การได้รับสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการมากที่สุด และการได้รับประสิทธิภาพระดับสูงสุดไปพร้อม ๆ กัน

 โดยในปี 2023 นี้ ไฮเออร์ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในรายการ ATP Tour และสหพันธ์เทนนิสฝรั่งเศส (FFT) สำหรับการแข่งขันแกรนด์สแลม Roland Garros, Nitto ATP Finals, ทัวร์นาเมนต์ทั้ง 2 รายการของ ATP Masters 1000 ที่ Internazionali BNL d’Italia และ Rolex Paris Masters และทัวร์นาเมนต์ ATP 500 ทั้ง 3 รายการที่ Barcelona Open Banc Sabadell, Cinch Championships, และ Hamburg European Open

-(016)

‘ดร.ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต’ ปลื้ม! รับโล่เกียรติคุณ ‘วันขอบคุณสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775130

‘ดร.ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต’ ปลื้ม! รับโล่เกียรติคุณ ‘วันขอบคุณสังคม’

‘ดร.ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต’ ปลื้ม! รับโล่เกียรติคุณ ‘วันขอบคุณสังคม’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.23 น.

ที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย เผย หลังเข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ “วันขอบคุณสังคม”  เน้นย้ำได้รับมอบนโยบายจาก รมช.“เกรียง กัลป์ตินันท์” ให้ทุกฝ่ายเดินหน้า “แก้หนี้ลดจน”  เล็งปรับปรุงองค์การตลาดรองรับสินค้าชุมชน

ภายในงาน “วันขอบคุณสังคม” ที่จัดโดย สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.) ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM)  ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมมอบโล่ ประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำความดีให้กับสังคม โดยมอบให้กับ ดร.ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต ที่ปรึกษารมช.มหาดไทย (ฯพณฯ เกรียง กัลป์ตินันท์)

ภายหลังพิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ดร.ธนันท์วรุตม์ กล่าวถึงการเข้ารับรางวัลในครั้งนี้ว่า “ต้องขอขอบคุณคณะผู้จัดงาน และสื่อมวลชนที่ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความพยายามในการกระทำความดีและสร้างประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งในเรื่องนี้เป็นนโยบายและเป็นแนวทางที่ได้รับจากท่านเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้มอบเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้ช่วยเหลือสังคมและดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด และการเข้ามาทำงานในส่วนนี้ (ส่วนของกระทรวงมหาดไทย) จะต้องพร้อมเสียสละให้กับสังคมและอุทิศตนเพื่อรับใช้ประชาชน

อย่างไรก็ตามนับจากนี้ก็คงจะต้องทำงานให้หนักขึ้นทั้งในเรื่องของภารกิจในงานและส่วนตัว เพื่อที่จะช่วยเหลือและดูแลสังคมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะภารกิจในงานของกระทรวงที่ได้รับมอบหมายโดยท่านรัฐมนตรีช่วย ท่านเกรียงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นงานในด้านการสนองรับกับนโยบายของรัฐบาล ทั้งในเรื่องการแก้จน และการปรับปรุงพัฒนาองค์การตลาด เพื่อให้สามารถใช้เป็นส่วนสนับสนุนเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งเป็นตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้หนี้ลดจน” ที่ปรึกษารมช.มหาดไทย กล่าว

-(016)