‘พิธา’ วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565474

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ แถลงผลวิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ชื่นชม 2 เรื่องทำได้ดี ส่วนที่เหลือต้องปรับปรุง เหน็บปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ เป็นนายกฯจะเข้าไปดูสูตรคำนวณเอง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก การเมืองไม่มีเวลาโหมโรงและฮันนีมูน โดยเฉพาะวาระสำคัญ 100 วันแรกคือ การแสดงถึงความมุ่งมั่นรักษาสัญญาที่ให้กับประชาชนก่อนมาเป็นรัฐบาล , โรดแมพในการที่จะตามงานหรือสั่งงาน และ การบริหารความคาดหวังความเชื่อมั่นนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจว่ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาและงบประมาณแผ่นดิน 

จากการวิเคราะห์ผลงานรัฐบาลเศรษฐาประกอบ 5 คือ 

1.คิดดีทำได้  คือ การบริหารผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งต้องชื่นชมรัฐบาลและขอบคุณไปยังกระทรวงการต่างประเทศในการตั้งทีมเจรจา รวมถึงทีมเจรจาของทางรัฐสภาที่นำโดยอาจารย์วันนอร์ ที่ทำให้คนที่ถูกลักพาตัวไปได้รับการปล่อยตัว 23 คน การเยียวยาอนุมัติงบประมาณ 50,000 บาทต่อราย และการออกสินเชื่อเพื่อให้แรงงานไทยสามารถคืนถิ่นได้ 
.
แต่สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลให้ทำต่อ คือการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังอยู่กับฮามาสอีก 9 คน รวมถึงการอนุมัติเงินเยียวยาและการส่งต่อให้กับพี่น้องแรงงาน และหวังว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วนี่จะเป็นการถอดบทเรียน ในกรณีที่เกิดความรุนแรงในพื้นที่อื่นของโลกอีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในการอพยพ การขนแรงงานกลับประเทศ การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานในเรื่องเกี่ยวกับเงินทองค่าใช้จ่าย ก็หวังว่ารัฐบาลจะสามารถต่อยอดและทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ในภายภาคหน้า 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

2.คิดไปทำไป การปรับเปลี่ยนไปมา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน เทคโนโลยีที่ใช้ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายดิจิทัลวอลเลต และการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงเรื่องของโครงการแลนบริด ซึ่งในนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลตใช้งบประมาณภาษีกับประชาชน กว่า 5 แสนล้านบาท จะเป็นการใช้งบประมาณที่เราลูกหลานเราต้องมาชดใช้ในอนาคต รวมถึงเป็นการเบียดบังงบประมาณที่สามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นๆในระยะยาวต่อได้ มีการเปลี่ยนมาแล้ว 4 ครั้ง เทียบก่อนเลือกตั้งกับครั้งล่าสุด เช่น ก่อนเลือกตั้งบอกใช้ super app และบล็อกเชน ให้ 56 ล้านคน เริ่ม กพ. 67 แต่ตอนนี้บอกใช้แอพเป๋าตัง ให้ 50 ล้านคน เริ่ม พ.ค.67 

สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลคือต้องมีแผน 2 หากจะเอา wallet ไม่ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนอีกแล้ว แต่หากจะไม่เอาดิจิตอล wallet ก็จะต้อง มีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว 

3.คิดสั้นไม่คิดยาว เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าคมนาคม ลดรถไฟฟ้า 20 บาทตลอด มีแต่มาตรการระยะสั้นและยังไม่เห็นมาตรการการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เช่นเรื่องของการลดค่าไฟฟ้า ให้อยู่ที่ 3.99 บาท/ต่อหน่วย หรือลดค่าโดยสาร รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ตอนนี้ยังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นลม 

4. คิดใหญ่ทำเล็ก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ หรือการบริหารการท่องเที่ยวผ่านวีซ่าฟรี และการลดความเหลื่อมล้ำให้กับประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ดินสปก. และค่าแรงซึ่งเราเห็นนายกรัฐมนตรีมีสั่งการ เมื่อไม่ได้ตัวเลขที่ควรจะเป็น หรือตัวเลขที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ ซึ่งมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจ 

โดยสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี และมีความคล้ายคลึงกับนโยบายที่ก้าวไกลเคยเสนอไว้ ว่าคณะกรรมการซอฟพาวเวอร์ การเคาะงบประมาณ 5 พันล้านบาท สนับสนุน 11 อุตสาหกรรม หรือการทำเฟสติวัล Winter festival และสงกรานต์ตลอดเมษายน แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออยากเห็นการเสนอแก้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ เพิ่มเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการแก้กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อลดขั้นตอนขออนุญาตกองถ่ายหรือจัดเฟสติวัล หรือการสนับสนุนการรวมตัวของแรงงานฟรีแลนซ์ รวมไปแก้ถึงการแก้กฎกระทรวงสุราก้าวหน้า เป็นต้น

5.คิดอย่างทำอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเมือง เช่น ร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติที่มาของสสร. และไม่ชัดเจน เรื่องคำถามและจะมีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ การปฏิรูปกองทัพ ทั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่สภาสมัยที่แล้วในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยมีความคิดที่เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพรรคก้าวไกล แต่การกระทำตอนนี้ค่อนข้างตรงข้ามกับสิ่งที่เคยคิดไว้ 

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

สำหรับความคาดหวังการทำงานของรัฐบาลในปีหน้า ที่รัฐบาลควรมี Strategic Roadmap ที่ชัดเจน ต้องการเห็นโรดแมป 1 ปี ที่สะท้อนให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และแผนในการปฏิบัติคืออะไร โรดแมปที่ดีก็คือการมีแผนที่ชัดเจนในการทำงาน ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ มีเป้าหมาย KPI ที่ชัดเจน , มีกระบวนการทำงานที่เป็นมืออาชีพในการผลักดัน จะมีเป้าหมายอย่างไรและจะมีกระบวนการไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างไร , การทำงานของรัฐบาลผสมที่ต้องทำงานให้เป็นเอกภาพมากกว่านี้ , การศึกษาโครงการสำคัญๆ อย่างละเอียด เช่น เมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ต้องมีความชัดเจนและมีระยะเวลาที่ชัดเจน


ส่วนกระแสปีหน้า อาจมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายเศรษฐา ทวีสินเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และโครงการดิจิตอลวัลเลตจะไม่เกิดนั้น นายพิธา กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางน่าจะเหมาะสมมากกว่าการหาทางลง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ แต่ขอให้ปรับเปลี่ยนทิศทางมีเป้าหมายและมีความเป็นมืออาชีพ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆที่ดูแล้วเหมือนร้อนในปีหน้า ก็จะเบาบางลงได้และการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ควรให้โอกาสนายกรัฐมนตรีได้ทำงานก่อน ส่วนในอนาคตก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่เรื่อยๆแต่คงไม่เป็นสาระสำคัญในการแถลงวันนี้ 

ส่วนตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่ยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจน เนื่องจากนายเศรษฐาดูเหมือนไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่พอใจในตัวเลข นายพิธา กล่าวว่าเห้นอยู่แล้วเป็นการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี หากเป็นตนก็จะไปดูสูตรการคำนวณ ซึ่งนอกจากจะสั่งงานว่าเอาเป้าหมายอย่างไร แต่ส่งคนเข้าไปดูว่ากระบวนการเกิดขึ้นอย่างไรก็จะไม่มีเซอร์ไพรส์ออกมาในหน้าข่าว หากมีการตามงานภายใน ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงอยากเสนอแนะนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถสั่งการลงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที  เพราะการบริหารราชการแผ่นดินแตกต่างกับเอกชน ที่จะต้องมีกระบวนการในการบริหารงานและให้คนไปติดตามว่าสิ่งที่สั่งการนั้นเป็นไปได้ทางกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็จะต้องมีการปรับแก้อย่างไร

นโยบายทางด้านการเมืองของรัฐบาลชุดยังไม่ชัดเจน แต่เน้นการแก้เศรษฐกิจ นายพิธา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ส่วนใหญ่คาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงพอสมควร โจทย์หินของรัฐบาล คือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ GDP ที่ไม่แน่ใจว่าจะถึง 2% หรือไม่ เรื่องของดิจิตอลวาเล็ตที่อยู่ในกฤษฎีกา เรื่องของการท่องเที่ยวที่รายได้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาทตามเป้าหมาย แม้จะมีคนมาท่องเที่ยว 27 ล้านคนก็ตาม การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่คาดไว้ในระดับ60% ดังนั้นฟรีวีซ่าตรงนี้ ก็ไม่เพียงพอ คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล หากฟังประชาชนบ้าง เพื่อนนักการเมืองบ้างว่ามีความจำเป็นว่าจะต้องทำงานแบบมีโรดแมป

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง
'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565461

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

สัปดาห์หน้า ‘พิธา’ เตรียมขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้นITV มีเปิดหลักฐานเด็ดผู้จัดการมรดกที่ไม่เคยเปิดเผย ส่วนคดี 112 ของพรรคคก้าวไกล พร้อมเช่นกัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีถือหุ้นสื่อ ITV ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่า เตรียมดูคำถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและพร้อมที่จะขึ้นให้การไต่สวนพยาน ทั้งหลักฐานส่วนตัวการผู้จัดการมรดกหรือไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะมองเรื่องของรายได้ ลายเส้นที่ต้องขอจาก กสทช. ซึ่งกสทช.ได้ตอบกลับมาชัดเจนว่า ไม่มีลายเส้นการทำสื่อของ itv

ตรงนี้ก็พร้อมที่จะขึ้นบัลลังก์ในการต่อสู้ มั่นใจว่าจะไม่ถูกตัดสินหรือลงโทษ 100% ถ้ามีการเทียบฎีกาวินิจฉัยช่วงคดีที่ผ่านมา แต่ในเรื่องของผู้จัดการมรดก ก็มีหลักฐานที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหน ก็คงใช้ในการอธิบาย 

ส่วนไต่สวนพรรคก้าวไกล ในคดีมาตรา 112 วันที่ 25 ธันวาคม นายพิธา กล่าวว่า เอกสารเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 อัน เร็ววันนี้จะเดินทางไปยื่นกับศาลใน พร้อมที่จะไต่สวนในวันที่ 20 และ 25 และแน่นอนว่าไปด้วยตัวเอง

‘สมศักดิ์’ประสาน ศอ.บต.ช่วยเกษตรกรเลี้ยง‘ปลากะพงขาว’จังหวัดชายแดนใต้ด่วน เจอราคาตกต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775279

‘สมศักดิ์’ประสาน ศอ.บต.ช่วยเกษตรกรเลี้ยง‘ปลากะพงขาว’จังหวัดชายแดนใต้ด่วน เจอราคาตกต่ำ

‘สมศักดิ์’ประสาน ศอ.บต.ช่วยเกษตรกรเลี้ยง‘ปลากะพงขาว’จังหวัดชายแดนใต้ด่วน เจอราคาตกต่ำ

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 11.22 น.

‘สมศักดิ์’ประสาน ศอ.บต. ช่วยเกษตรกรเลี้ยง‘ปลากะพงขาว’ในจังหวัดชายแดนใต้ด่วน หลังเจอปัญหาราคาตกต่ำ พบมีการนำเข้าจากเพื่อนบ้านที่ถูกกว่า เร่งหารือแม็คโครช่วยรับซื้อ เผยตกค้างกว่า 80 ตัน

15 ธันวาคม 2566 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)ว่า มีกลุ่มเลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ ตนจึงได้มอบหมายให้ ศอ.บต. ลงพื้นที่ติดตามปัญหาราคาปลากะพงขาว ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในพื้นที่ หลังได้รับผลกระทบจากราคาปลากะพงขาวในพื้นที่ตกต่ำ โดยพบว่า มีการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีราคาถูกกว่าของชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงในช่วงนี้ เป็นฤดูฝนในภาคใต้ มีน้ำจืดเข้ามา ทำให้ปลากะพงที่เลี้ยงในกระชัง ช็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีการระบายออกสู่ตลาดอย่างเร่งด่วน ก็จะส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบขาดทุนเป็นอย่างมาก

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มีปลากะพงขาวตกค้าง กว่า 80 ตัน แบ่งเป็นขนาด 3 – 5 กิโลกรัม จำนวน 60 ตัน และขนาด 1 – 3 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัน ทำให้ทาง ศอ.บต. จึงต้องเร่งช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน ด้วยการร่วมกับสำนักงานประมง จ.ปัตตานี และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว เข้าหารือกับตัวแทนห้างสรรพสินค้าแม็คโคร โดยมีข้อสรุป 3 แนวทาง คือ 1. ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร จะเข้าไปรับซื้อปลากะพงขาวหน้ากระชังผ่าน supplier 2. เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว เป็นผู้ส่งให้กับห้างสรรพสินค้าแม็คโคร ในสาขาภาคใต้ ประกอบด้วย จ.สงขลา สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3. กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว จะนำปลากะพงขาวไปส่งให้กับศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้าแม็คโคร ที่อยู่มหาชัย

“ผมเข้าใจความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวเป็นอย่างดี จึงได้ประสานและกำชับให้ ศอ.บต.เร่งช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมวางแนวทางการแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย รวมถึงได้ประสานให้กรมราชทัณฑ์ พิจารณาให้เรือนจำในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยซื้อปลากะพงขาว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เพราะขณะนี้ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งเบื้องต้นทางเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ได้สรุปร่วมกันว่า ต้องการกระจายปลากะพงขาว ก่อนจำนวน 30 ตัน ไปยังศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้าแม็คโคร ที่อยู่มหาชัย ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม วันละไม่น้อยกว่า 2 ตัน โดยห้างสรรพสินค้าแม็คโคร จะนำข้อมูลเข้าสู่ที่ประชุมผู้บริหาร เพื่อหาข้อสรุปและแจ้งให้เกษตรกรทราบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกษตรกร ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายสมศักดิ์ กล่าว   ////-005

ข้าวเถื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775267

ข้าวเถื่อน

ข้าวเถื่อน

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.24 น.

ข้าวเถื่อน

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ด้วยความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ไทยนั้นส่งออกข้าวอยู่ในกลุ่ม “ท็อปทรี” 3 อันดับแรกของโลกมาช้านาน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าระยะหลังๆ “เวียดนาม” เขามาแรง กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ ตามที่มีข่าวว่าในบางช่วงเวียดนามส่งออกข้าวได้มากกว่าและราคาดีกว่าไทย ถึงกระนั้น “แข่งแพ้ต่างชาติก็อาจไม่น่าเจ็บใจเท่าคนภายในทำร้ายกันเอง” หลังมีข่าวกันมาได้สักพักแล้วว่า “ข้าวเวียดนามถูกลักลอบนำเข้ามาปลูกบนผืนแผ่นดินไทย” กันอย่างอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

พันธุ์ข้าวที่ว่านั้นคือ “ข้าวหอมพวง” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “จัสมิน 85 (Jasmine 85)” เริ่มปลูกในเวียดนามตั้งแต่ปี 2535 ด้วยคุณสมบัติเป็นข้าวอายุสั้น ใช้เวลาปลูกเพียง 90 – 100 วัน ให้ผลผลิตตั้งแต่ 800 – 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งด้วยความเป็นพันธุ์ข้าวที่ส่งออกได้ดี เลยทำให้ผู้ประกอบการโรงสีบางกลุ่มจ่ายเพิ่มเป็นพิเศษให้ชาวนา ยิ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้ปลูกเพิ่มขึ้นไปอีก แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายฝ่าย “ทักท้วงด้วยความเป็นห่วง” ว่านี่คือการ “ทำลายอัตลักษณ์ข้าวไทย” น่าตลกไหม? อยู่ประเทศไทยแท้ๆ แต่ดันไปช่วยส่งออกข้าวของเวียดนามเสียอย่างนั้น

ล่าสุดเห็นข่าวว่า มีคนบางกลุ่มนำโดย “สมาคมชาวนาไทย” ออกท่าออกทาง “ไม่พอใจ:” ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กรณี “ผู้กองธรรมนัส” ประกาศลั่น “ล้างบาง” ข้าวหอมพวงหรือข้าวเวียดนามที่ว่านี้ เลยต้องบอกว่า “ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กองและทางกระทรวงเกษตรฯ” เพราะท่านทำถูกแล้ว “ประเทศไทยมีชื่อเสียงเรื่องพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย จำเป็นแค่ไหนที่ต้องนำข้าวต่างชาติมาปลูกอีก” และคงต้องย้อนถามกลับไปเช่นกันว่า ตั้งชื่อสมาคมชาวนาไทยแต่ไม่ห่วงใยอัตลักษณ์ข้าวไทยกันบ้างหรือ?

ปลัดฯขับเคลื่อนโครงการฯ บริหารจัดการน้ำร่วมกับUNDP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775208

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการ (Project Board) ครั้งที่ 1 โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน (Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture) ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ร่วมกับผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : UNDP) ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบางในการลดความผันผวนของวิถีชีวิตอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง สร้างความสามารถในการวางแผนแบบบูรณาการ และคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศตลอดจนการหยุดชะงักด้านการผลิตของเกษตรกรรายย่อยซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) มีพื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 22 ตำบล 7 อำเภอใน จ.พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ (โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน) มีเป้าหมาย กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ 20,000 ครัวเรือนประชากร 62,000 คน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายคณะทำงานฯ 3 คณะ รับผิดชอบดำเนินการเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมายประกอบด้วย 1.ระบบบริหารข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการชลประทาน ได้แก่ การพยากรณ์น้ำฝนน้ำท่าและแผนการปลูกพืช 2.โครงสร้างพื้นฐานที่ผสมผสานมาตรการสิ่งก่อสร้างและมาตรการเชิงนิเวศ และ 3.การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกร ได้แก่Mobile App, Online Market Platform โดยการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแผนการดำเนินงานจาก 5 ปี เหลือ 4 ปี ปรับแผนการเบิกจ่ายงบประมาณรวมทั้งขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการและเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้

สำหรับโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน เริ่มตั้งแต่ปี 2558 โดยกรมชลประทาน ได้เสนอโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่านเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งตามคำเชิญชวนของ GCF กระทั่งคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ลงนามในเอกสารโครงการโดยได้มีการลงนามร่วมกับ UNDP และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

รองปลัดฯจับมือIFAD กระชับสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775209

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือร่วมกับนายกัวชี ฮู (Mr. Guoqi Wu) รองประธานฝ่ายบริการกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for AgriculturalDevelopment – IFAD) โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งมีการหารือถึงการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของ IFAD ในประเทศไทย โดยนายกัวชี ฮู เล็งเห็นว่า กทม.มีความพร้อมและเหมาะสมทั้งด้านโลจิสติกส์ ด้านเทคโนโลยี ด้านความปลอดภัย และด้านความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก นอกจากนี้ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 5 สำนักงานภูมิภาคของ IFAD จากทั่วโลก ซึ่งนายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่า ประเทศไทยยินดีให้ความร่วมมือกับ IFAD ในการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยภายหลังการคัดเลือกสถานที่ในประเทศไทยแล้ว จะต้องเข้าสู่กระบวนการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทั้งในหลักการ และการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในการสนับสนุนองค์การระหว่างประเทศ เช่น ค่าเช่าสำนักงาน การจัดทำเอกสิทธิทางการทูต เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เคยขอรับการสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) จากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of United Nations : FAO) ในคราวที่นางเบธ เบค-ดอล (Ms. Beth Bechdol) รองผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หารือร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566

ส.ป.ก.หนุนปัจจัยพื้นฐานด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775207

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการสัมมนาวิชาการ การพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตในที่ดิน ส.ป.ก.โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินงาน เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านมั่นคงชนบทในที่ ส.ป.ก.และหน่วยงานภาคีพัฒนา และร่วมกันออกแบบแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินทุกมิติ ซึ่งในส่วนการดำเนินการของ ส.ป.ก.นั้น ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับการจัดที่ดินแล้ว 4,768 ราย 41,265 ไร่ และได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสม สนับสนุนอาคารรวบรวมและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ จากการบูรณาการขับเคลื่อนภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 9 หน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนไปแล้วทั้งสิ้น 233 กิโลเมตร ก่อสร้างแหล่งน้ำ 269 โครงการ ขยายเขตไฟฟ้า 1,891 หลัง และในด้านการสนับสนุนบ้านพักอาศัย ซึ่งมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาร่วมบูรณาการขับเคลื่อน โดยสบทบทุนสร้างบ้านให้เกษตรกรไปแล้วกว่า 1,690 หลัง เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 70,120,000 บาท สามารถตอบสนองต่อปัจจัยขั้นพื้นฐานให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และมีการขยายผลการดำเนินงานเพิ่มเติมภายใต้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 16 หน่วยงาน ในกระบวนงานจัดผังที่ดินชุมชน สนับสนุนการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็ง พร้อมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ช่วยให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าถึงบริการของรัฐยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น

‘ไชยา’ร่วมหารือ แนวทางส่งเสริม ธุรกิจอาหารสัตว์ ทำปศุสัตว์สีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775205

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์และปศุสัตว์ไทย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย โดยมีนายอภัยสุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าปัจจุบันสถานการณ์กระแสตลาดอาหารสัตว์โลกได้ให้ความสำคัญต่อกระบวนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (ปศุสัตว์สีเขียว) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG และ Carbon Credit โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการภายในสังกัด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงพร้อมทั้งประสานหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม โรงฆ่าสัตว์ เพื่อการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ปศุสัตว์ต่อไป

‘กรมข้าว’ร่วมกับ’รมช.อนุชา’ เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775244

'กรมข้าว'ร่วมกับ'รมช.อนุชา' เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

‘กรมข้าว’ร่วมกับ’รมช.อนุชา’ เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.00 น.

กรมข้าว ร่วมกับ รมช.อนุชา เยี่ยม บ.รวมใจพัฒนาความรู้ หารือแนวทางวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าว ตอบโจทย์ตลาดและเกษตรกร

14 ธันวาคม 2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นาย ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นาย กฤษฎิน คำตัน ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว นางสาว กุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว นาย ขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสถานีวิจัยพันธุ์ข้าว บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จํากัด นำโดย นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหาร นายวุฒิชัย แตงทอง หัวหน้าสถานีวิจัย ให้การต้อนรับและนำเสนอการดำเนินงานของสถานีวิจัย ณ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ในวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติมาเยี่ยมชมพูดคุยหารือกัน โดยในด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวนั้น กรมการข้าวมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา และ บริษัท รวมใจพัฒนาความรู้ จํากัด ก็ได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าว เช่นกัน อีกทั้งมีความต้องการที่จะวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวและได้รับการรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ กับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่พร้อมจะให้บริการแก่ประชาชน พร้อมที่จะสนับสนุนหน่วยงานและภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ร่วมกันกับกรมการข้าว เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของพี่น้องเกษตรกร และตลาดที่มีความต้องการพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันให้ได้มากที่สุด

ทายาทสายสกุลลํ่าซำ จัดพิธีเททองหล่อ ‘พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775175

ทายาทสายสกุลลํ่าซำ จัดพิธีเททองหล่อ ‘พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก’

ทายาทสายสกุลลํ่าซำ จัดพิธีเททองหล่อ ‘พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก’

วันศุกร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทายาทจีนลํ่าซำ นำโดย ภูมิชาย ลํ่าซำ จัดพิธีเททองหล่อ “พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก” โดยได้รับความกรุณาจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงฺกโร)อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ พระธรรมวชิราธิบดี (ฉ่ำ ปุญฺญชโย) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เป็นประธานสงฆ์ โดยมีทายาทจีนลํ่าซำ จากสายสกุล ลํ่าซำ, ลัมะกานนท์ และเครือญาติ ร่วมพิธี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร

“พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก” จัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง “อึ้งเหมี่ยวเหงี่ยน” ที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ประกอบการค้าจนเจริญรุ่งเรือง โดยมีฉายาเรียกโดยทั่วไปว่า “จีนลํ่าซำ” เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาสถาปนาพระอารามวัดเบญจมพิตรฯ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2443 จีนลํ่าซำ จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลถวายไม้ขอนสักเพื่อใช้ในการพระราชกุศลดังกล่าว และในโอกาสเดียวกันนั้นทรงมีพระราชดำริให้จัดระเบียงคดวัดเบญจมพิตรฯ เป็นที่จัดแสดงพระพุทธรูปสำคัญของสยาม เพื่อเป็นมิวเซียม และประชาชนสามารถมาเที่ยวชมได้โดยไม่ลำบาก ในครั้งนั้น จีนล่ำซำก็ได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพจำลองพระพุทธรูปสมัยทวารวดีขนาดเล็ก ซึ่งพบที่ลำนํ้ามูล บ้านวังปลัด บริเวณพรมแดนระหว่างนครราชสีมากับบุรีรัมย์ เพื่อประดิษฐาน ณ ระเบียงคดวัดเบญจมบพิตรฯ ตามพระราชดำริ โดยพระพุทธรูปองค์จริงปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ทายาทจีนล่ำซำ มีศรัทธาสร้างพระบูชาและพระกริ่ง นามว่า “พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก” ตามแบบที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อรำลึกถึงความภักดีของบรรพชนต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของจีนล่ำซำที่ได้จำลองพระพุทธรูปสมัยทวารวดีประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงคดวัดเบญจมบพิตรฯ และเพื่อให้ทายาทรุ่นสืบต่อไปรำลึกถึง อึ้งเหมี่ยวเหงี่ยนจีนแซ่อู๋ ผู้เป็นต้นตระกูลล่ำซำ ซึ่งการสร้างครั้งนี้เพื่อให้ทายาทลูกหลานได้นำไปบูชาเท่านั้น มิได้มีไว้เพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566 นับเป็นเวลา 123 ปี 4 เดือน นับจากวันที่จีนลํ่าซำ กราบบังคมทูลถวายไม้ขอนสัก ทายาทจึงถือเป็นฤกษ์ดี จึงได้จัดพิธีเททองหล่อ “พระทวารวดีศรีเบญจ จีนล่ำซำรฤก” ขึ้นในวันนี้

พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก

พระทวารวดีศรีเบญจ จีนลํ่าซำรฤก