ไอคอนสยาม คว้ารางวัล ‘ICONIC THAI BRAND AWARD – Blue by Alain Ducasse’ คว้า Top 100 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย จาก Tatler Asia

https://www.naewna.com/lady/845436

ไอคอนสยาม คว้ารางวัล 'ICONIC THAI BRAND AWARD - Blue by Alain Ducasse' คว้า Top 100 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย จาก Tatler Asia

ไอคอนสยาม คว้ารางวัล ‘ICONIC THAI BRAND AWARD – Blue by Alain Ducasse’ คว้า Top 100 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย จาก Tatler Asia

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.22 น.

ไอคอนสยามตอกย้ำที่หนึ่งจุดหมายปลายทางระดับโลก  คว้ารางวัล ICONIC THAI BRAND AWARD และ Blue by Alain Ducasse คว้า Top 100 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย จาก Tatler Asia

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ ICONIC THAI BRAND AWARD และ Blue by Alain Ducasse ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสตาร์ ติดอันดับ Top 100 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย ในงานประกาศรางวัล Tatler Best 2024 จัดโดย Tatler Asia สื่อลักซ์ซูรี่ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย

รางวัลนี้ สะท้อนถึงความสำเร็จของไอคอนสยาม ในการเป็นที่หนึ่งในใจของผู้คนทั้งในและต่างประเทศ ด้วยจุดยืนการนำสิ่งที่ดีที่สุดของไทยมาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้ครบทุกมิติ รวมทั้ง Blue by Alain Ducasse ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งสุดหรู ที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวติดต่อกัน 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2021-2024 ที่ไอคอนสยาม เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ตอกย้ำการมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมาย และความตั้งใจที่จะตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงเรื่องอาหารที่เยี่ยมยอดแห่งหนึ่งของโลก

ไอคอนสยาม หนึ่งในโครงการสำคัญของกลุ่มสยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าพรีเมียมระดับโลก ภายใต้การร่วมทุนกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)  และ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ (MQDC) ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการบุกเบิกแนวคิดใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์เหนือความคาดหมายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยรางวัลจากเวทีสำคัญระดับโลกกว่า 38 รางวัลในระยะเวลาเพียง 6 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง สะท้อนการเป็น Global Destination สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา   และเป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงการที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ของความล้ำเลิศ เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันเศรษฐกิจไทย สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ Tatler Asia และไอคอนสยามยังได้ร่วมมอบประสบการณ์ความพิเศษด้วยการนำ 2 สุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารระดับโลก เชฟวิลฟริด  ฮอคเกต์ผู้ได้รับ 1 ดาวมิชลิน จากร้าน Blue by Alain Ducasse และเชฟ Joris Rousseau จากร้านอาหาร Feuille รางวัล 1 ดาวมิชลินและรางวัล Green Star  จากฮ่องกง มาร่วมกันรังสรรค์หลากหลายเมนูรสชาติที่แปลกใหม่ผสมผสานอาหารระดับพรีเมี่ยมของฝรั่งเศสเข้ากับความหรูอันโอชะของท้องถิ่น เพื่อให้บริการกับแขกคนสำคัญและลูกค้าที่สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์ที่สุดของไทยและโลก ณ ร้าน Blue by Alain Ducasse ไอคอนสยามอีกด้วย   

งาน Tatler Best 2024 จัดโดย Tatler Asia สื่อลักซ์ซูรี่ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและยกย่องความเป็นเลิศด้านการบริการและแวดวงอาหารของเอเชีย ซึ่งประกอบด้วยโรงแรม 100 แห่ง ร้านอาหาร 100 แห่ง และ บาร์ 100 แห่ง รวมทั้ง Best in Class Awards เป็นรางวัลที่มอบให้กับโรงแรม ร้านอาหารและบาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย ทั้งหมด 27 รางวัล 

ไอคอนสยาม – ICS จัดงาน ‘ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024’ เปิดดินแดนแห่งของขวัญ

https://www.naewna.com/lady/845435

ไอคอนสยาม - ICS จัดงาน 'ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024' เปิดดินแดนแห่งของขวัญ

ไอคอนสยาม – ICS จัดงาน ‘ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024’ เปิดดินแดนแห่งของขวัญ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.19 น.

ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส ร่วมกับพันธมิตร จัดงาน “ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024” เปิดดินแดนแห่งของขวัญ มหัศจรรย์ของการให้ ส่งต่อความสุขผ่านต้นคริสต์มาส Upcycle ยกขบวนของขวัญมาให้เลือกสรรนับล้านชิ้น พร้อมอัดแน่นความบันเทิงต้อนรับเทศกาล ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 5 มกราคม 2568

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ร่วมกับพันธมิตร จัดงาน “ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024” ฉลองความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการให้ เปิดพื้นที่เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม และ Event Space ชั้น M ไอซีเอส เป็นดินแดนแห่งของขวัญ ให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของการให้ พบกับตลาดของขวัญที่ยกขบวนมาให้เลือกส่งความสุขนับล้านชิ้น ตื่นตากับต้นคริสต์มาส Upcycle ที่ได้มาจากข้าวของที่เคยเป็นความทรงจำอันมีค่าของคนทั่วประเทศ พร้อมเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมความบันเทิงหลากหลายที่จะมอบความอิ่มเอมใจให้กับทุกคน ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 5 มกราคม 2568

งาน “ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024” จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดินแดนแห่งของขวัญ มหัศจรรย์ของการให้” เพื่อสานต่อแนวคิดการส่งต่อความสุขผ่านการแบ่งปันและร่วมเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลแห่งการให้ซึ่งเป็นความสุขร่วมกันของผู้คนทั่วโลก ไฮไลต์ของงานคือการสร้างสรรค์ต้นคริสต์มาส Upcycle จากของใช้ที่ยังอยู่ในสภาพดีที่ได้รับบริจาคมาจากทั่วประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Gifts to Give” ซึ่งออกแบบและสร้างสรรค์โดยศิลปิน Social Activist Artist ชั้นแนวหน้า วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เจ้าของแบรนด์ “WISHULADA” ซึ่งหลังจากนั้นจะนำของทุกชิ้นส่งต่อให้น้อง ๆ เยาวชนที่ขาดแคลนในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนโดยรอบไอคอนสยาม เพื่อแบ่งปันความสุขในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ อีกทั้งยังมี Gift Market ตลาดของขวัญที่รวมสินค้าของขวัญของฝากเอาไว้ครบครัน ตั้งแต่งานแฮนด์เมดแสนเก๋ไปจนถึงของแต่งบ้านสุดชิค ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมบริการห่อของขวัญ ให้ลูกค้าไอคอนสยามได้เสือกสรรไปเป็นของแทนใจมอบแก่คนพิเศษ 

โดยพิธีเปิดงานจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 พร้อมด้วยการแสดงขบวนพาเหรด และบัลเลต์ชุดพิเศษ “รอยยิ้ม จินตนาการ ความสุขที่ไม่สิ้นสุด” ที่สร้างความคึกคักในกับบรรยากาศภายในงาน โดยมีคณะผู้บริหารไอคอนสยาม พันธมิตร และนักแสดงหนุ่ม อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง ร่วมกันเปิดไฟต้นคริสต์มาส Upcycle ในคอนเซ็ปต์ “Gifts to Give … ดินแดนแห่งของขวัญ มหัศจรรย์ของการให้” ท่ามกลางหิมะจำลองที่โปรยปราย ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม ก่อนจะจัดกิจกรรม Christmas of Giving มอบของขวัญ ของเล่น แก่โรงเรียนในพื้นที่โดยรอบไอคอนสยาม ในวันที่ 24 ธันวาคม 2567

นอกจากนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเพื่อส่งความสุขให้ทุกคนอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการจัดงานในวันที่ 20 – 28 ธันวาคม 2567 ไอคอนสยามและไอซีเอสยังมอบความสุขผ่านมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ ซี พฤกษ์ – นุนิว ชวรินทร์, ไอซ์ ศรัณยู, มีน พีรวิชญ์ – เอส ศุภ – วิลเลียม วง Lykn, หางนกยูง, PJ Martin, PiXXiE, Three Man Down, New Country และพลาดไม่ได้กับโค้งสุดท้ายแห่งการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วันที่ 29-31 ธันวาคม 2567 และ 1 มกราคม 2568 พบกับการแสดง Juggling มายากล และการแสดงวงดนตรี ที่จะสร้างสีสัน และมอบความสุขให้กับทุกคนในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ทั้งบริเวณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม และ Event Space ชั้น M ไอซีเอส

มาร่วมดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสุขและการให้ในงาน “ICONSIAM MIRACLE OF GIFTS 2024” ได้ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 5 มกราคม 2568 ที่ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม และ Event Space ชั้น M ไอซีเอส สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ http://www.iconsiam.com และ Facebook: ICONSIAM, ICS

ยูโอบี จัดโปรโมชันสุดคุ้มปลายปี ‘50% Weekend Surprise’ กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว

https://www.naewna.com/lady/845434

ยูโอบี จัดโปรโมชันสุดคุ้มปลายปี '50% Weekend Surprise' กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว

ยูโอบี จัดโปรโมชันสุดคุ้มปลายปี ‘50% Weekend Surprise’ กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.17 น.

ยูโอบี จัดโปรโมชันสุดคุ้มปลายปี “50% Weekend Surprise” กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกร้านอาหารใน 7 ศูนย์การค้าชั้นนำใจกลางเมือง

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จับมือกับ 7 ศูนย์การค้าชั้นนำใจกลางเมือง ได้แก่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เซ็นทรัลเวิลด์ เอ็มควอเทียร์ เอ็มโพเรียม เอ็มสเฟียร์ เกสร วิลเลจ และสยามพารากอน จัดโปรโมชันแคมเปญสุดพิเศษ “50% Weekend Surprise”  กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว แลกรับเครดิตเงินคืน 50% ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกร้านอาหารในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Card Payment and Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ยูโอบีตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เราจึงจัดแคมเปญ 50% Weekend Surprise ที่ทำร่วมกับ 7 ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพที่รวบรวมร้านอาหารชั้นนำหลากหลายสไตล์เอาไว้มากมาย เพื่อให้ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีเพลิดเพลินกับความอร่อยไปพร้อมๆ กับความคุ้มค่าในการรับประทานอาหารกับคนที่คุณรักในช่วงใกล้ปีใหม่นี้”

ลูกค้าบัตรเครดิต UOB (เฉพาะบัตรที่ร่วมรายการ) สามารถลงทะเบียนผ่าน SMS เพื่อรับสิทธิ์ได้ในทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. พิมพ์ WKS เว้นวรรคตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย (ไม่ต้องเว้นวรรคระหว่างหมายเลข) ส่งมาที่ 4545111 (ค่าส่งตามแพ็กเกจโทรศัพท์) โดยลูกค้าธนาคารยูโอบีที่ถือบัตรเครดิตภายใต้แบรนด์ซิตี้ สามารถเข้าร่วมโปรโมชันนี้ได้ และจำกัดสิทธิ์รวมกัน

ร่วมอิ่มอร่อย สุดคุ้ม เปิดประสบการณ์สุดพิเศษ ในช่วงปลายปี กับโปรโมชัน “50% Weekend Surprise” กินเท่าไหร่ จ่ายครึ่งเดียว แลกรับเครดิตเงินคืน 50% ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกร้านอาหารในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน – 29 ธันวาคม 2567

เกาหลีใต้ เปิดศูนย์ KTSC ในไทยเชื่อมโยงนวัตกรรม Travel Tech

https://www.naewna.com/lady/845433

เกาหลีใต้ เปิดศูนย์ KTSC ในไทยเชื่อมโยงนวัตกรรม Travel Tech

เกาหลีใต้ เปิดศูนย์ KTSC ในไทยเชื่อมโยงนวัตกรรม Travel Tech

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.14 น.

กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ผนึกกำลังกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) เปิด “ศูนย์ส่งเสริมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวเกาหลี” หรือ Korea Tourism Startup Center (KTSC) แห่งที่ 3 ณ อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 กรุงเทพมหานคร มุ่งขยายธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเทคโนโลยี AI, IoT, Deep Learning และ Big Data

นายคิม กึนโฮ อธิบดีกรมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกที่เกิดจากเทคโนโลยี ICT ทำให้มีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีการท่องเที่ยวในประเทศและการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีจึงได้ใช้เครือข่ายในต่างประเทศที่มีอยู่เป็นพื้นฐานในการจัดตั้ง KTSC ในต่างประเทศขึ้น พร้อมทั้งวางระบบเพื่อส่งเสริมและพัฒนาบริษัทด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสำหรับการเข้าสู่ตลาดโลกอย่างเข้มข้น”

แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่สู่นักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) ที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มีความยืดหยุ่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการการเชื่อมโยงที่ราบรื่นระหว่างบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ที่พัก และกิจกรรมการท่องเที่ยว นำไปสู่การรวมกันอย่างล้ำลึก (hyper-convergence) ของบริการแต่ละประเภท KTSC ได้สนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวมากกว่า 1,600 บริษัทในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มโครงการนำร่องในปี 2554 และขยายโครงการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 โดยข้อมูลจาก Statista คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด Travel Tech จะเติบโตจาก 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เป็น 8.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 หรือเติบโตถึง 93%

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี และมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่คึกคัก เป็นตลาดที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเหมาะสำหรับการขยายธุรกิจและทดสอบนวัตกรรมของสตาร์ทอัพ การจัดตั้ง KTSC กรุงเทพฯ จึงมีเป้าหมายในการสนับสนุนสตาร์ทอัพเกาหลีให้สามารถพัฒนาและทดสอบโซลูชันในตลาดไทย ก่อนขยายไปสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายและค้นหาโอกาสทางธุรกิจระดับโลก

นายคิม ดงอิล รองประธานอาวุโส KTO กล่าวว่า “KTSC แต่ละประเทศมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน โดยสิงคโปร์เน้นการดึงดูดการลงทุน โตเกียวเน้นความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น ส่วนกรุงเทพฯ จะเน้นการส่งเสริมความร่วมมือกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” พร้อมเสริมว่า “ศูนย์ KTSC กรุงเทพฯ จะมีบทบาทสำคัญไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญในการขยายเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยเรามีแผนที่จะสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวที่มีนวัตกรรมของเกาหลีให้สามารถตั้งหลักในตลาดไทยได้อย่างรวดเร็ว และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

ในงานเปิดตัว มีสตาร์ทอัพชั้นนำจากเกาหลี 10 บริษัทร่วมนำเสนอนวัตกรรม โดยมี DOWHAT ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ปฏิวัติการบริหารจัดการโรงแรมด้วยการผสานเทคโนโลยี IoT, AI และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านระบบอัตโนมัติ ทั้งการเช็คอินไร้สัมผัส การจัดการงานแม่บ้าน และการควบคุมสินค้าคงคลัง พร้อมสร้างรายได้เพิ่มผ่าน digital signage และ smart upselling อีกทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน

นายคิม จูยอง ซีอีโอ DOWHAT กล่าวว่า “เราพัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระหว่างพนักงานโรงแรมผ่านระบบรวมศูนย์ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถแชร์ข้อมูลและติดตามงานได้แบบเรียลไทม์ พร้อมปรับแต่งโซลูชันให้เข้ากับความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่”

อีกหนึ่งบริษัทที่โดดเด่นคือ LaLastation ผู้นำด้าน Global Contents Commerce ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI, big data, AR และ deep learning ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม K-entertainment shopping ที่ผสานคอนเทนต์เกาหลีกับการไลฟ์สตรีม บริษัทได้ร่วมมือกับ SAHA Group พัฒนาโครงการ SAHA Digital Ecosystem โดยใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลลูกค้า 18 ล้านราย และแบรนด์กว่า 1,000 รายการ พร้อมขยายตลาดผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง Lazada, YouTube, Tmall และ Tiki

นายอี ชอลโฮ ซีอีโอ LaLastation กล่าวว่า “บริษัทฯเริ่มต้นโครงการ Beta Open Event ร่วมกับ SAHA Group ในงาน Saha Group Fair 2024 ใช้เทคโนโลยี Virtual Influencers และการตลาดหลายภาษา พร้อมจัดตั้งบริษัทสาขาในไทยภายในปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมการช้อปปิ้งผ่านการไลฟ์สด”

นอกจากนี้ยังมีบริษัทนวัตกรรมอื่นๆ ประกอบด้วย GroundK, Gadget Korea, Media & Art, Star Secret Korea, ONDA, VEStellaLab, UniqueGoodCompany และ Soobak ที่นำเสนอโซลูชันหลากหลายตั้งแต่ระบบขนส่ง แพลตฟอร์มโรมมิ่ง ไปจนถึงการพัฒนาคอนเทนต์ท่องเที่ยวด้วย NFT

KTSC กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนชั้น 32-33 อาคารอินเตอร์เชนจ์ 21 พร้อมให้บริการสนับสนุนครบวงจรแก่สตาร์ทอัพที่เข้าร่วม ประกอบด้วย พื้นที่สำนักงานแบบ Co-working Space บริการให้คำปรึกษาด้านการจัดตั้งธุรกิจและกฎหมาย การจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรท้องถิ่น การดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนท้องถิ่น การสนับสนุนด้านการวิจัยและทดลองตลาด รวมถึงการช่วยเหลือด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาด โดยมีระบบการวัดความสำเร็จที่ครอบคลุมทั้งการเติบโตของรายได้ การสร้างงาน การขยายตลาด และผลกระทบระยะยาวต่ออุตสาหกรรม

ในอนาคต ศูนย์ KTSC กรุงเทพฯ มีแผนเชิงรุกในการขยายเครือข่ายพันธมิตรกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐของไทย เพื่อผลักดันนวัตกรรมในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างเกาหลีและไทย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากศูนย์ KTSC สิงคโปร์เพื่อดึงดูดการลงทุน และศูนย์ KTSC โตเกียวเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความร่วมมือกับท้องถิ่น โดยมุ่งหวังให้ความร่วมมือระหว่างไทยและเกาหลีเป็นต้นแบบในการพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไลสตริทส์ฯ ประกาศพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอากาศยานไทย พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จครั้งใหม่

https://www.naewna.com/lady/845432

ไลสตริทส์ฯ ประกาศพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอากาศยานไทย พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จครั้งใหม่

ไลสตริทส์ฯ ประกาศพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอากาศยานไทย พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จครั้งใหม่

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

บริษัท ไลสตริทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ประกอบการในธุรกิจอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน สัญชาติเยอรมัน มีความเชี่ยวชาญ ในการผลิตใบพัดคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องยนต์ของเครื่องบินหลากหลายแบรนด์ อาทิเช่น Rolls-Royce, Pratt & Whitney และ GE Aerospace ครอบคลุมรุ่นต่างๆ เช่น V2500, Trent1000-TEN, Trent XWB, CFM LEAP ทุกขั้นตอนการผลิตล้ำสมัย แม่นยำ ด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูงมีความทนทานอย่างสมบูรณ์แบบ และในวันนี้ บริษัทฯมีความพร้อมในทุกๆด้าน ที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นต่อคุณภาพ ความแม่นยำ ไร้ขีดจำกัดและความท้าทายเพื่อพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จใหม่ๆ  และอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมการบิน 

นายชลัช  คงสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลสตริทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554  ตั้งอยู่ใจกลางนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 1 จังหวัดชลบุรี และเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดของกลุ่มไลสตริทส์ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2555 ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการส่งมอบชิ้นส่วนอากาศยานคุณภาพเยี่ยม โดยเริ่มต้นด้วยการผลิตและส่งมอบใบพัดคอมเพรสเซอร์ให้กับ Senior Aerospace Thailand เพื่อเข้าสู่กระบวนการกัด CNC ที่ละเอียดถี่ถ้วน และได้รับการรับรองจากหนึ่งในแบรนด์อากาศยานชั้นนำของโลกอย่าง Rolls-Royce ด้วยการรับรองจาก Rolls-Royce ประเทศอังกฤษ และการรับรองมาตรฐานจาก NADCAP สำหรับอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งบริษัทฯรับประกันว่าทุกใบพัดที่ผลิตมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานระดับโลก

ทั้งนี้  ด้วยกระบวนการผลิตที่ล้ำสมัย โดยเริ่มต้นจากการจัดการและตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ผ่านเทคนิคการเตรียมพื้นผิวขั้นสูง  และเข้าสู่กระบวนการขึ้นรูปร้อนที่แม่นยำ(Precision Hot Forging) ทั้งยังปรับปรุงความแข็งด้วยกระบวนการอบชุบด้วยความร้อน (Heat treatment) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ช่วยให้ใบพัดแต่ละชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นมีความถูกต้อง แม่นยำและความทนทานอย่างสมบูรณ์แบบ  โดยเครื่องจักรสำหรับขึ้นรูปร้อนทางบริษัทเลือกใช้เครื่องสกรูเพลส (Screw Press) และใช้เตาอบชุบระบบสูญญากาศ (Vacuum Furnace) สำหรับเพิ่มความแข็งให้ใบพัด ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่มีคุณภาพสูงนำเข้าจากประเทศเยอรมนีและประเทศอื่นๆในยุโรป ทั้งยังผลิตแม่พิมพ์สำหรับขึ้นรูปร้อนได้เองด้วยเครื่องซีเอ็นซีแบบ 5 แกน ที่มีประสิทธิภาพสูงที่จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการผลิตโดยรวม ซึ่งทำให้บริษัท ไลสตริทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการสร้างใบพัดที่มีความแม่นยำ รวดเร็ว  และน่าเชื่อถือด้วยมาตรฐานคุณภาพในระดับโลก   ถือเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริง 

นอกจากนี้  บริษัท ไลสตริทส์ (ไทยแลนด์) ยังมุ่งมั่นควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต โดยทดสอบ และตรวจสอบทุกชิ้นส่วนที่ผลิตอย่างเข้มงวดด้วยอุปกรณ์ทันสมัย  เช่น เครื่องวัดสามมิติ CMM และเครื่อง Multi-probe Sigma สำหรับการควบคุมขนาด เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนที่ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์  ตลอดจนการวัดโครงสร้างของวัสดุ, ความแข็งแรงด้วย Tensile, hardness นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์ทางโครงสร้างทางจุลภาค ด้วยพนักงานที่เชี่ยวชาญ มีความรู้และประสบการณ์ สำหรับกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ด้วยเครื่องจักรที่ล้ำสมัย เพื่อให้มั่นใจว่าใบพัดแต่ละชิ้นตรงตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานอากาศยาน การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และทักษะฝีมือที่เชี่ยวชาญนี้เองเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จของบริษัท

ก้าวต่อไปที่สำคัญของกลุ่มไลสตริทส์ คือแผนการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบัน บริษัท ไลสตริทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด มีแผนการพัฒนาการผลิต-ออกแบบชิ้นส่วนอากาศยานของกลุ่มไลสตริทส์  เพราะที่นี่ถือเป็นแหล่งรวมนวัตกรรม ความแม่นยำ และความเป็นเลิศที่สามารถสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมอากาศยาน ด้วยบุคลากรที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะความสามารถ  อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐและเอกชนช่วยผลักดัน สนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้บริษัทฯ วางแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตใบพัดคอมเพรสเซอร์ให้ได้สูงถึง 1.5 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งเป็น 2 เท่าจากที่เคยผลิตได้ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ในปีที่ผ่านมา นอกไปจากนี้ยังมีแผนการเป็นศูนย์กลางการพัฒนา และต่อยอดของกลุ่มธุรกิจของอีกหลายบริษัทสมาชิกกลุ่มไลสตริทส์ในอีกหลายๆประเทศ จากการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนถึง 35 ล้านยูโร หรือกว่าหนึ่งพันล้านบาท สำหรับโรงงานแห่งใหม่นี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการก้าวไปสู่การพัฒนาองค์กรให้เติบโตสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความเป็นสากลอันเป็นเป้าหมายที่ได้วางไว้

-(016)

‘BETTER GROUP’ จัดกิจกรรม CSR ฟื้นฟูทัศนียภาพโรงเรียนใน จ.สระบุรี

https://www.naewna.com/lady/845431

'BETTER GROUP' จัดกิจกรรม CSR ฟื้นฟูทัศนียภาพโรงเรียนใน จ.สระบุรี

‘BETTER GROUP’ จัดกิจกรรม CSR ฟื้นฟูทัศนียภาพโรงเรียนใน จ.สระบุรี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.08 น.

“BETTER GROUP” จัดกิจกรรม CSR ฟื้นฟูทัศนียภาพให้แก่โรงเรียนในจังหวัดสระบุรี กับโครงการ “แต้มสีเติมฝัน” และโครงการ “ขยะแลกกล้า”

 กลุ่มบริษัท “เบตเตอร์ กรุ๊ป” โดย บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) “BWG” และ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) “ETC” จัดกิจกรรม CSR ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียน และปลูกต้นไม้ ภายใต้โครงการ “แต้มสีเติมฝัน” และโครงการ “ขยะแลกกล้า” ณ โรงเรียนวัดเขาลาดวนาราม (พิพัฒน์คีรีเขต) ตำบลห้วยแห้ง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โดยมีนายวิรุฬห์  สิทธิวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานเปิดงาน

นางสาวณัฐพรรณ เหลืองวิริยะ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ และสื่อสารองค์กร บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับกลุ่มบริษัท “เบตเตอร์ กรุ๊ป” โดย บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ “BWG” และ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ETC” ได้จัดกิจกรรมปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียน และปลูกต้นไม้ ภายใต้โครงการ “แต้มสีเติมฝัน” ต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 และโครงการ “ขยะแลกกล้า” ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3  โดยทั้งสองโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างจินตนาการในการเรียนรู้นอกห้องเรียน ตระหนักถึงความสำคัญของ ทรัพยากรธรรมชาติ และเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน โดยครั้งนี้ กลุ่มบริษัท “เบตเตอร์ กรุ๊ป” ได้ร่วมกับหน่วยราชการ จิตอาสา และภาคเอกชน จังหวัดสระบุรี ในการจัดกิจกรรมทาสีปรับภูมิทัศน์โรงเรียนวัดเขาลาดวนาราม (พิพัฒน์คีรีเขต) และกิจกรรมปลูกต้นไม้ และแจกกล้าไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจน ให้แก่ชาวจังหวัดสระบุรี อันจะส่งผลด้านคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง และบริเวณชุมชนโดยรอบ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ด้านนายศุภวัฒน์  คุณวรวินิจ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ETC” กล่าวว่า “ในปีนี้โครงการ “ขยะแลกกล้า” ได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ และแจกกล้าไม้ใน จำนวน 2,000 ต้น ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างให้เยาวชน และประชาชน ได้รู้จักการนำสิ่งของเหลือใช้ หรือ “ขยะไร้ค่า” นำมาสร้างประโยชน์ให้มีคุณค่า สามารถนำมาแลกเป็นกล้าไม้ เพื่อช่วยลดภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เยาวชน และประชาชนในการคัดแยกขยะ เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการช่วยลดภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ตลอดจนเพื่อฟื้นคืนสมดุลให้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

สำหรับการปลูกต้นไม้ครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากหน่วยงานราชการ บุคลากรในสังกัดต่างๆ องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ประชาชนในพื้นที่  ตลอดจนความร่วมมือจากสถานีเพาะชำกล้าไม้ จังหวัดสระบุรี – กรมป่าไม้ ในการสนับสนุนพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จำนวนกว่า 10 ชนิด ได้แก่ ต้นสัก ยางนา  ขนุน มะนาว ตะแบก กันเกรา พิกุล พะยูง ทองอุไร จามจุรี  ขี้เหล็ก กระถิน เป็นต้น ทั้งปลูก และแจกกล้าไม้ รวมจำนวน 2,000 ต้น

เรียกได้ว่าคืนความชุ่มชื้น เติมออกซิเจนให้กับธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชาวจังหวัดสระบุรี เกิดประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพทางกาย และจิตใจ ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เชื่อมสัมพันธ์ทางสังคม ชุมชน เพื่อเกิดความยั่งยืนสืบไป”

-(016)

กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง LBM เดินหน้าสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/lady/845430

กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง LBM เดินหน้าสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง LBM เดินหน้าสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.05 น.

กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง LBM หรือ Light Building Materials ในเครือบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือปูนอินทรี ประกอบไปด้วยหน่วยธุรกิจอินทรีมอร์ตาร์ บริษัท อินทรีซุปเปอร์บล๊อกจำกัด และบริษัท คอนวูด จำกัด ได้ร่วมกันจัดงาน “INSEE Xclusive Dinner Talk by LBM” ภายใต้คอนเซ็ปต์ INSEE Low Carbon Society หรือ อินทรี…สร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ณ โรงแรม เดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร

กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง LBM ได้ให้ความสำคัญด้านการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเล็งเห็นถึงปัญหาสภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่แปรปรวน สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมสร้างองค์กรให้ตอบรับกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืนในทุกกระบวนการทำงาน โดยพยายามลดการสร้างขยะ ลดการใช้พลังงานเกินความจำเป็น และนำสิ่งต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ ได้แก่

Waste Heat – นำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ โดยใช้ลมร้อนที่เกิดจากการผลิตในโรงงานไปปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งนำไปใช้เป็นพลังงานในกระบวนการผลิตขั้นต่อไปได้ ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการสร้างมลภาวะในอากาศ

Waste Management – นำระบบการจัดการอุตสาหกรรมการผลิตพัฒนาและปรับลดเศษวัสดุที่เหลือใช้จากกระบวนการผลิต  และนำเศษวัสดุมาใช้ใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดปริมาณขยะ

Wet Pulp – นำเยื่อไฟเบอร์บริสุทธิ์จากกระดาษมาแปรรูปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมวัตถุดิบ ลดการใช้น้ำ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ภายใต้เครือปูนอินทรีได้รับหนังสือรับรองด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉลากเขียว อุตสาหกรรมสีเขียว การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) เป็นต้น

ภายในงาน INSEE Xclusive Dinner Talk by LBM ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนอย่าง คุณท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร Eco Designer เจ้าของแพลตฟอร์ม ECOLIFE บริษัท คิด คิด จำกัด ให้มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการและพัฒนาองค์กรไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อเน้นย้ำว่าการจะดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ได้นั้น ต้องเริ่มที่วิสัยทัศน์ที่ดีขององค์กรที่ส่งต่อถึงพนักงานทุกฝ่าย เพราะยิ่งสร้างจิตสำนึกในตัวบุคคลมากเท่าไหร่ สังคมก็จะน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น

-(016)

evian® ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีกับ MICHELIN Guide ในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม

https://www.naewna.com/lady/845429

evian® ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีกับ MICHELIN Guide ในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม

evian® ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีกับ MICHELIN Guide ในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.02 น.

evian® ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีกับ MICHELIN Guide ในประเทศไทยเพื่อเฉลิมฉลองประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม

สองแบรนด์ดังระดับไอคอนผนวกกำลังเพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารชั้นเลิศ: น้ำแร่พรีเมียมพร้อมการรับประทานอาหาร fine dining เอเวียง น้ำแร่ธรรมชาติระดับพรีเมียมจากขุนเขา ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีในวันนี้กับ MICHELIN Guide ผู้กุมมาตรฐานระดับโลกด้านการรับประทานอาหารระดับหรูหรา เพื่อนำเสนอให้เป็นน้ำแร่ธรรมชาติและน้ำแร่อัดก๊าซอย่างเป็นทางการของ MICHELIN Guide Thailand รวมถึงเอเวียงยังเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ MICHELIN Guide ในแคนาดา เกาหลีใต้ และไต้หวันอีกด้วย

เมื่อนึกถึงมื้ออาหารชั้นเลิศ น้ำดื่มนั้นมีบทบาทสำคัญที่มักถูกมองข้ามด้วยขวดแก้วที่หลากหลายของเอเวียง – ที่ตอนนี้รวมถึงเอเวียง สปาร์คกลิ้ง® ใหม่ในรูปแบบขวดแก้ว การร่วมมือครั้งนี้จะเน้นความสำคัญของน้ำในพิธีกรรมการรับประทานอาหาร ทำหน้าที่เป็นตัวทำความสะอาดรสสัมผัส ช่วยเสริมรสชาติของแต่ละจาน เพิ่มประสบการณ์การรับประทานอาหารสำหรับผู้บริโภคที่มีรสนิยมแห่งการค้นหาที่สุดแห่งอรรถรสในทุกมุมมองของมื้ออาหารของพวกเขา

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งต่อความเป็นเลิศและประสบการณ์ระดับพรีเมียม การให้เกียรติแก่มรดกทางวัฒนธรรมฝรั่งเศสที่เรามีร่วมกัน และสนับสนุนความหลงใหลในคุณภาพและนวัตกรรมของชุมชนการทำอาหาร” กล่าวโดย คอนราด โควาลิก ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฝ่ายเครื่องดื่ม (evian) ที่ดาโนเน่

evian และ MICHELIN Guide ร่วมกันสนับสนุนและเฉลิมฉลองความสามารถพิเศษที่ยกระดับอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก

“เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับเอเวียงในประเทศไทย ในการร่วมมือกัน เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของทุกรายละเอียดในการรับประทานอาหาร เป็นการเฉลิมฉลองความทุ่มเทและความหลงใหลที่ใส่ลงไปในการสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ เราสนับสนุนการไขว่คว้าคุณภาพและนวัตกรรมของชุมชนการทำอาหาร” กล่าวโดย ทานัญญา นิมาสดาวุฒิ รองประธานฝ่ายไลฟ์สไตล์ของมิชลิน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก, โอเชียเนีย, แอฟริกา, อินเดีย และตะวันออกกลาง”

สำหรับเอเวียง การเดินทางเริ่มต้นในเทือกเขาแอลป์ของฝรั่งเศส ที่ซึ่งน้ำแร่ธรรมชาติเดินทางผ่านชั้นหินน้ำแข็งเป็นเวลา 15 ปี จนกลายเป็นน้ำที่ถูกกลั่นกรองตามธรรมชาติ กระบวนการนี้ทำให้เกิดองค์ประกอบแร่ธาตุที่เป็นเอกลักษณ์ของเอเวียง ซึ่งช่วยให้มีรสชาติที่เย็นและกรอบ เช่นเดียวกัน ดาวที่เป็นที่ต้องการของมิชลินแสดงถึงร้านอาหารที่คู่ควรกับการเดินทางพิเศษ ซึ่งการจัดหาวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างช่วงเวลาการรับประทานอาหารที่น่าจดจำ evian และ MICHELIN Guide จึงร่วมผลักดันส่งเสริมคุณค่าของความเป็นธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ และความมีชีวิตชีวา ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยการจิบน้ำที่สดชื่นหรือการรับประทานอาหารที่เอร็ดอร่อย

-(016)

‘อะตอมคลินิก’ จัดโปร ลดด่วน ยกขบวนส่งท้ายปี

https://www.naewna.com/lady/845427

‘อะตอมคลินิก’ จัดโปร ลดด่วน ยกขบวนส่งท้ายปี

‘อะตอมคลินิก’ จัดโปร ลดด่วน ยกขบวนส่งท้ายปี

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.58 น.

อะตอมคลินิก (atom clinic) “สถาบันดูแลความงามครบวงจร” (Aesthetic Beauty Clinic) ที่ให้บริการด้านผิวพรรณความงาม และสุขภาพที่ดีที่สุด มาพร้อมกับแคมเปญลดสุดคุ้มส่งท้ายปี ภายใต้ธีมงาน “BEAUTY STATION” ลดด่วน ยกขบวนส่งท้ายปี กับโปรแรงๆ ที่ไม่ควรพลาด ลดทุกโปรแกรม ลดทุกขบวน ลดสูงสุด 50% ยังสนุกไปกับ Lucky Box ลุ้นของขวัญสุดพิเศษ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย บอกเลยว่าใครมาก่อนมีสิทธิ์ก่อน

สำหรับรายละเอียดโปรโมชั่น “BEAUTY STATION” มีดังต่อไปนี้  โปรแกรมแรก ลด 25%

• โปรแกรมต่อไปจับคูปองลุ้นส่วนลดสูงสุด 50%

• และลุ้นของรางวัลอีกมากมาย

Lucky Box

•             เมื่อลูกค้าซื้อครบ ทุก 2,000 ใบ ได้รับสิทธิ์จับคูปอง ลุ้นรางวัล 1 ใบ

•             และสำหรับลูกค้าเก่ามีสิทธิจับเพิ่มอีก 1 สิทธิ์

ขบวนที่ 1 ซื้อครบ 10,000 บาท รับของแถม รวมมูลค่า 2,500 บาท

•             Body white 1 ครั้ง

•             Facial Care 1 ครั้ง

•             กำจัดขน 1 ครั้ง (รักแร้/หนวด)

ขบวนที่ 2 ซื้อครบ 30,000 บาท รับของแถม รวมมูลค่า 11,000 บาท

•             Hi-Fusion 200 shot

•             Aqua Shine 1 ครั้ง

•             กำจัดขน 1 ครั้ง (รักแร้/หนวด)

ขบวนที่ 3 ซื้อครบ 50,000 บาท รับของแถม รวมมูลค่า 16,100 บาท

•             Hi-Fusion 200 shot

•             Botox ริ้วรอย (30U)

•             Re-Aura 1 ครั้ง

•             Body white Deluxe 1 ครั้ง

WOW สุดคุ้มแบบเหมาทุกขบวน!! ซื้อ Member 100,000 ใช้ได้ 150,000 บาท

รับของแถม รวมมูลค่า 16,100 บาท

•             Hi-Fusion 200 shot

•             Botox ริ้วรอย (30U)

•             Re-Aura 1 ครั้ง

•             Body white Deluxe 1 ครั้ง

กิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเพียงโพสรูป Display ภายในร้านอะตอมคลินิกทุกสาขา ลงในสื่อช่องทาง ONline ช่องทางใดก็ได้ เปิดสาธารณะ และแท็กมาที่ IG : @atomclinicofficial / Tiktok : @atomclinic / FB : Atomclinic อะตอมคลินิก พร้อม #AtomBeautystation #Atomclinic #อะตอมคลินิกลดอลังส่งท้ายปี รับฟรี!! ไปเลยของขวัญสุดพิเศษ

ย้ำ!! โปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 1 – 30  ธ.ค. 67 เท่านั้น  โดยอะตอมคลินิกจะเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 20.30 น. ( 5 สาขา ได้แก่ สาขาเลียบทางด่วนเอกมัย – รามอินทรา, สาขาสุขุมวิท 19, สาขานครราชสีมา, สาขาบุรีรัมย์, สาขาขอนแก่น ) ***สิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ โปรโมชั่นลดพิเศษสูงสุด 50% ได้ทุกช่องทางของอะตอมคลินิก ได้ที่ https://www.atomclinicofficial.com เพจ Facebook Atomclinic อะตอมคลินิก / IG : atomclinicofficial / Tiktok : Atomclinic และทุกแพลตฟอร์มของอะตอมคลินิก หรือ โทร 02-539-0199

-(016)

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทยการรวมพลดีไซเนอร์ไทย ปลุกอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

https://www.naewna.com/lady/845424

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทยการรวมพลดีไซเนอร์ไทย ปลุกอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทยการรวมพลดีไซเนอร์ไทย ปลุกอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.49 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทยการรวมพลดีไซเนอร์ไทยครั้งสำคัญ ระดมไอเดียธุรกิจ พลิกเกมธุรกิจแฟชั่นไทย  ปลุกอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย           

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธาน เปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย (Federation of Thai Fashion Designers – FTFD) โดยมีเป้าหมายให้สมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน พร้อมพัฒนาวงการแฟชั่น เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งทออย่างครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล

กิจกรรมเปิดตัวสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย จัดขึ้นภายในงาน Silk Festival 2024 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 6 – 7 เมืองทองธานี โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย ได้แก่ นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย, นายฐากูร พานิชกุล ดีไซเนอร์ไทยผู้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ  ซึ่งเป็นสมาชิกของ CFDA (Council of Fashion Designers of America) และได้รับรางวัลจาก Vogue/CFDA Fashion Fund รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อจาก CFDA ให้เข้าชิงรางวัล Swarovski Award for Best Emerging Womenswear Designer ในปี 2006, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย และนางโสภาวดี เพชรชาติ Marketing Director Club 21 (Thailand) Co., Ltd. ดำเนินกิจกรรมเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้การออกแบบแฟชั่นผ้าไทยสู่สากล

นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย กล่าวว่า สมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย จะเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เข้มแข็งยั่งยืนผ่านการให้ความรู้ ทักษะ เพื่อยกระดับคุณภาพวงการแฟชั่น เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งทอ พร้อมผลักดันให้ตลาดอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเข้มแข็ง ศักยภาพและสามารถแข่งขันกับตลาดสากล อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับภาครัฐ สื่อมวลชน และกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรอง อันจะนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดและการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ตลอดจนเป็นหน่วยงานกลางในการสร้างเครือข่ายหรือคอมมิวนิตี้ให้หมู่ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทำให้ระบบโครงสร้างของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นสมาคมฯ ยังจะมีบทบาทสำคัญในการฝึกอบรมและให้ความรู้ ทั้งผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่มีแบรนด์อยู่แล้ว ให้มีทักษะและมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มีจุดแข็งทางการตลาด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเน้นความร่วมมือระหว่างสมาชิก ในการมีส่วนร่วมถ่ายทอดและพัฒนาความรู้และประสบการณ์ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และสาธารณชนในกลุ่มต่างๆทั่วประเทศ”

“สมาคมฯ เกิดขึ้นจากแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงงานที่ต่างประเทศ และทรงผลักดันแบรนด์ไทยไปต่างประเทศเป็นระยะเวลานาน จึงมีพระประสงค์นำเอาความรู้ที่ทรงงานในต่างประเทศมาแบ่งปันดีไซเนอร์คนไทย ขณะที่ดีไซเนอร์ไทยนอกจากจะนำความรู้มาผลักดันแบรนด์ตัวเอง ยังมีหน้าที่นำความรู้ที่มีไปช่วยต่อยอดให้กับชุมชนต่างๆ ให้หมู่บ้านงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ต่างๆ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยแบบคู่ขนานกัน”

นายพลพัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากพลังของความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ สมาคมฯ ยังมีความมุ่งมั่นที่จะบ่มเพาะนิสิตนักศึกษาที่มีภาควิชาเกี่ยวกับแฟชั่นเข้ามามีส่วนร่วมผ่านโครงการประกวดต่างๆ เพื่อให้มีโอกาสสัมผัสกับโลกธุรกิจจริงๆ ยกตัวอย่างการทำ Incubation Center เนื่องจากแฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบ เท่านั้น แต่การทำธุรกิจแฟชั่นนั้นต้องอาศัยหลายตัวแปรในการต่อยอดแบรนด์อย่างยั่งยืน

 “ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับเป็นนายกกิตติมาศักดิ์ของสมาคมฯ และมีพระปณิธานว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะพัฒนาวงการแฟชั่นไทย ผมเชื่อว่าจะทำให้สมาคมฯ สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยและเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างแน่นอน”

นายพลพัฒน์ เสริมว่า สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเป็นสมาชิกฯ ต้องเป็นธุรกิจที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือ มีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง และมีการจัดทำคอลเลกชั่นติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง มีผลงานไม่ต่ำกว่า 5 คอลเลกชั่น ทั้งนี้ จากภาพรวมของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่หดตัวต่อเนื่อง จากข้อมูล ttb analytics พบว่าในปี 2565 อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยสร้างเม็ดเงินสูงถึง 4.17 แสนล้านบาท มีการจ้างงาน 4 แสนตำแหน่ง หรือ 10% ของแรงงานในภาคการผลิต แต่ในปี 2566 มูลค่ากลับลดลง 5.9% เหลือ 3.92 แสนล้านบาท และปี 2567 ล่าสุดหดตัวลง 1.42% อยู่ที่ 3.86 แสนล้านบาท

ด้านนายฐากูร พานิชกุล ดีไซเนอร์ไทยผู้สร้างผลงานในระดับนานาชาติ ผู้เป็นสมาชิกของ CFDA (Council of Fashion Designers of America) และได้รับรางวัลจาก Vogue/CFDA Fashion Fund รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อจาก CFDA ให้เข้าชิงรางวัล Swarovski Award for Best Emerging Womenswear Designer ในปี 2006 กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ Thakoon ในปี 2005 และได้ร่วมเป็นสมาชิกของ CFDA ซึ่งเป็นการช่วยต่อยอดการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งในกลุ่มดีไซเนอร์ ผู้ผลิต การทำการตลาดและการทำสื่อ ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีการก่อตั้งสมาคมนักออกแบบแฟชั่นไทย โดยเฉพาะ Incubation Center หรือ ศูนย์บ่มเพาะดีไซเนอร์เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ในการส่งเสริมให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้มีเวทีในการแสดงออกและเปิดประสบการณ์

“สิ่งที่ประทับใจ หลังจากไม่ได้ชมผลงานแฟชั่นไทยมา 7 ปี คือ ผลงานของดีไซเนอร์วันนี้แตกต่างจากในอดีต มีการออกแบบที่ทันสมัยขึ้น ทั้งการออกแบบแพทเทิร์น ลวดลาย การนำแฟชั่นแบบสตรีตเข้ามาผสมผสาน การจับคู่วัสดุหรือเนื้อผ้าที่ใช้ รวมถึงการเลือกใช้สีสัน ที่ช่วยยกระดับผ้าไทยที่มีความโดดเด่นเรื่องงานฝีมือให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สามารถต่อยอดและพัฒนางานฝีมือต่อไปเรื่อยๆ”  

ขณะที่นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี ผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟชั่น และบรรณาธิการบริหารนิตยสาร โว้ก ประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของสื่อมวลชนกับการผลักดันวงการแฟชั่นไทยสู่ระดับสากลว่า ที่ผ่านมาสื่อทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการเป็นกระบอกเสียง เพื่อนำเสนองานฝีมือของคนไทยไปยังสายตาชาวโลก มองว่าการมีสมาคมฯ จะทำให้การร่วมมือมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวมากขึ้น

“ก่อนหน้านี้เมื่อมีหน่วยงานต่างประเทศติดต่อมา ประเทศไทยยังไม่ได้มีเจ้าภาพหรือตัวกลางที่จะเชื่อมต่อทุกภาคส่วน แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ เมื่อมีการก่อตั้งสมาคมฯ ทำให้ประเทศไทยมีเสาหลัก ที่จะเข้ามาเป็นสื่อกลางในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยไปสู่หนทางที่ดีที่สุดสำหรับดีไซเนอร์ไทย พร้อมกับมีการสนับสนุนให้เกิด Incubation Center ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะค่อยๆ ลองผิดลองถูกเอง เพราะธุรกิจแฟชั่นไม่ใช่ธุรกิจที่ง่าย ต้องมีคนคอยแนะนำและจูงมือไปตลอดทาง

ปิดท้ายด้วยนางโสภาวดี เพชรชาติ Marketing Director Club 21 (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า แบรนด์ไทยมีความโดดเด่นไม่แพ้แบรนด์ไหนในโลก สิ่งที่เป็นความท้าทายของแบรนด์แฟชั่นไทย คือ จะทำอย่างไรให้แบรนด์อยู่รอด เพราะคุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องสามารถขายได้ด้วย

“การมีสมาคมฯ ที่มีตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีประสบการณ์ในการทำการตลาดจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ได้อย่างดี ที่ผ่านมา Club 21 เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมแบรนด์ไปหาลูกค้าเข้าด้วยกัน ทาง Club 21 ก็เริ่มมีการทำงานร่วมกับแบรนด์ไทย โดยจะคัดเลือกแบรนด์ที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อ คือ เรื่องราว (Story) การสร้างแบรนด์ (Branding) และคุณภาพที่ดี เพราะส่วนตัวเชื่อว่าแบรนด์ไทยไม่แพ้ใคร แต่จะทำอย่างไรเพื่อทำให้ผ้าไทยเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ใส่ได้และชาวต่างชาติก็ชื่นชอบ สามารถทำให้เป็นเหมือนผลงานศิลปะบนตัวผู้สวมใส่”

สำหรับงาน Silk Festival 2024 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 6 – 7 เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับกิจกรรมและองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผ้าไทยผ่านนิทรรศการโซนต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จากทั่วประเทศกว่า 200 บูท และอาหารชวนชิมกว่า 50 ร้านค้า

-(016)