หนุ่มอียิปต์ใช้เวลา 274 วันถึงญี่ปุ่น โดยไม่ขึ้นเครื่องบินแม้แต่ครั้งเดียว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826327

หนุ่มอียิปต์ใช้เวลา 274 วันถึงญี่ปุ่น โดยไม่ขึ้นเครื่องบินแม้แต่ครั้งเดียว

19 พ.ย. 2567 10:31 น.

หนุ่มอียิปต์ใช้เวลา 274 วันถึงญี่ปุ่น โดยไม่ขึ้นเครื่องบินแม้แต่ครั้งเดียว

โอมาร์ น็อค นักท่องเที่ยวผจญภัยชาวอียิปต์ คนดังในโซเชียลมีเดีย เดินทางข้ามประเทศถึงเมืองหลวงของญี่ปุ่นสำเร็จ หลังตั้งเป้าเดินทางไปยังญี่ปุ่นโดยไม่ใช้เครื่องบิน เป็นระยะทางรวม 46,239 กิโลเมตรใช้เวลารวม 274 วัน

โอมาร์ น็อค วัย 30 ปี ซึ่งมีผู้ติดตาม Instagram มากกว่า 750,000 คน ได้โพสต์ภาพความสำเร็จ หลังเดินทางข้ามประเทศกว่า 10 ประเทศ จนถึงประเทศญี่ปุ่นตามที่ตั้งใจไว้ โดยที่ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินแม้แต่เที่ยวเดียว โดยเขาใช้วิธีการเดินทางโดยรถ ซ้อนมอเตอร์ไซต์ ขึ้นเรือ ขี่อูฐ ขี่ม้า จนกระทั่งมาถึงจุดหมาย โดยใช้เวลารวม 274 วัน เปรียบเทียบกับการบินตรงจากกรุงไคโรไปโตเกียวใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมงเท่านั้น โดยที่ผ่านมาเขาได้บันทึกภาพตลอดการเดินทาง จนมาถึงกรุงโตเกียว ด้วยเส้นทางการเดินทางที่ยาวไกลถึง 46,239 กิโลเมตร

สำหรับน็อค ญี่ปุ่นคือจุดหมายปลายทางที่ไกลที่สุดที่เขาสามารถเดินทางถึงในเอเชียโดยไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน โดยเขามาถึงเมืองฟุกุโอกะทางเรือเมื่อเดือนที่แล้ว และจากนั้นก็ค่อยๆ เดินทางไปยังโตเกียวในวันที่ 7 พฤศจิกายน

ก่อนหน้านี้น็อคเคยเดินทางระยะยาวในยุโรปและอเมริกา มาแล้วแต่ไม่เคยเจอกับการเดินทางเช่นนี้

น็อคเล่าว่า วันแรกเป็นวันที่ยากที่สุด หลังพ่อของเขาพาเขาไปยังท่าเรือทะเลแดงในซาฟากา เพื่อขึ้นเรือขนส่งไปยังซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากเขากังวลที่จะต้องไปยังประเทศในเอเชียกลางที่เขาพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้และมีนักท่องเที่ยวไปไม่มาก แต่ด้วยคำพูดสนับสนุนจากพ่อของเขา เขาจึงก้าวขึ้นเรือไปและเดินหน้าต่อ

โดยเขาได้ผ่านเมืองเมกกะ ศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม นั่งกระดานทรายที่ทะเลทรายอิหร่าน ทเจอกับรถเสียในเทือกเขาทาจิกิสถาน และข้ามบางส่วนของคีร์กีซสถานและคาซัคสถานโดยขี่ม้าและอูฐ

ก่อนหน้านี้ น็อคเคยทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินให้กับแอมะซอน ในเยอรมนีและลักเซมเบิร์ก โดยเขาใช้เงินออมเพื่อการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์ ขณะที่การเดินผ่านอัฟกานิสถานนานถึง 2 สัปดาห์ของเขา มีค่าใช้จ่ายเพียง 88 ดอลลาร์

ตลอดการเดินทาง น็อคกล่าวว่าเขาไม่เคยรู้สึกถึงอันตราย เพราะมักจะได้รับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าที่ใจดี ทำให้น็อคมั่นใจว่าสันติภาพในโลกจะเกิดขึ้นได้ในที่สุด.

ที่มา : reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

ทรัมป์ลั่นจะใช้ทหาร เนรเทศผู้อพยพออกนอกประเทศครั้งใหญ่

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826304

ทรัมป์ลั่นจะใช้ทหาร เนรเทศผู้อพยพออกนอกประเทศครั้งใหญ่

19 พ.ย. 2567 09:36 น.

ทรัมป์ลั่นจะใช้ทหาร เนรเทศผู้อพยพออกนอกประเทศครั้งใหญ่

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ประกาศให้คำมั่นผ่านTruth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขาว่าเขาจะใช้กองทัพสหรัฐฯ ในการดำเนินการเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายจำนวนมากตามที่สัญญาไว้ ทันทีที่เขาขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าไปตอบข้อความของกลุ่มผู้สนับสนุนเขา ที่โพสต์ข้อความว่าทรัมป์จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติและใช้กองทัพเพื่อดำเนินการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายในวงกว้าง หากเขาชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2025 โดยเขาเข้าไปพิมพ์ตอบว่า “TRUE!!!” ซึ่งแปลว่า “จริง” ลงไป เป็นการยืนยันว่าเขาจะดำเนินการตามนั้นจริง

โดยในระหว่างการหาเสียง ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะระดมกำลังของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติเพื่อช่วยเหลือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา หรือICE ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่รับผิดชอบในการเนรเทศ โดยทรัมป์ได้กล่าวว่าจะเริ่มดำเนินการเนรเทศตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งก็คือวันที่ 20 มกราคม 2025

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนที่ดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย แต่ก็มีคำถามเกี่ยวกับวิธีการที่ทรัมป์จะสามารถดำเนินการตามแผนนี้ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคทางด้านโลจิสติกส์จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ICE มีเจ้าหน้าที่เพียง 20,000 คน ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการติดตามและจับกุมผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายหลายล้านคน และยังต้องใช้ต้นทุนทางการเงินที่สูงอีกด้วย

โดยความเคลื่อนไหวล่าสุด จะเห็นว่าทรัมป์ได้เลือกผู้ที่รู้จักใกล้ชิดหลายคนให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล เช่น คริสติ โนเอ็ม ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และ ทอม โฮแมน อดีตผู้อำนวยการ ICE ซึ่งจะรับหน้าที่เป็น “border tsar” หรือผู้ดูแลนโยบายชายแดน

นอกจากนี้ ทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาวางแผนที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถส่งกองทัพไปปฏิบัติการบนแผ่นดินสหรัฐฯ ได้

ในขณะเดียวกันองค์กรไม่แสวงผลกำไร สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ได้ยื่นฟ้อง ICE เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเนรเทศนี้ และมีแผนที่จะยื่นฟ้องเพิ่มเติมเพื่อคัดค้านแผนการเนรเทศจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในสมัยที่ทรัมป์ได้ขึ้นบริหารประเทศรอบที่แล้ว เขาได้เนรเทศและส่งกลับผู้คนประมาณ 1.5 ล้านคน ในขณะที่รัฐบาลของ นายโจ ไบเดน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ก็มีการเนรเทศผู้อพยพประมาณ 1.1 ล้านคน ซึ่งคาดว่าเมื่อหมดวาระตัวเลขน่าจะมีความใกล้เคียงกัน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าว ทรัมป์

ช็อก มือมีดแทงคนในแมนฮัตตัน ดับแล้ว 2 ศพ อาการวิกฤติอีก 1 ราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826294

ช็อก มือมีดแทงคนในแมนฮัตตัน ดับแล้ว 2 ศพ อาการวิกฤติอีก 1 ราย

19 พ.ย. 2567 06:25 น.

ช็อก มือมีดแทงคนในแมนฮัตตัน ดับแล้ว 2 ศพ อาการวิกฤติอีก 1 ราย

เกิดเหตุคนร้ายใช้มีดแทงคนในแมนฮัตตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอาการวิกฤติอีก 1 ราย ส่วนมือมีดถูกตำรวจจับกุมตัวได้แล้ว

เมื่อ 18 พ.ย. 2567 สำนักงานตำรวจนิวยอร์กเปิดเผยว่า พวกเขาจับกุมผู้ต้องสงสัยวัย 51 ปี หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายคนโดยไม่มีการยั่วยุก่อน ใน 3 สถานที่ทั่วเมืองแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอาการอยู่ในขั้นวิกฤติอีก 1 ราย

ผู้เคราะห์ร้าย 2 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิต ส่วนเหยื่อรายที่ 3 เป็นผู้หญิง ถูกแทงใกล้กับสำนักงานองค์การสหประชาชาติ และตอนนี้ยังมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ตามการเปิดเผยของนาย เอริค อดัมส์ นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก คนร้ายเป็นชายไร้บ้าน ที่เพิ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาชญากรรมเมื่อไม่นานมานี้ โดยเขามีปัญหาสุขภาพจิตและต้องได้รับการตรวจสอบ และสอบถามว่าเหตุใด เขาจึงมาอยู่ตามท้องถนน และแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคืออะไร

“จนถึงตอนนี้ การโจมตีดังกล่าวยังดูเหมือนกับการกระทำโดยไม่มีการยั่วยุ เขาแค่เดินเข้าไปหาเหยื่อ แล้วเริ่มใช้มีดทำร้ายพวกเขา” นายโจเซฟ เคนนี หัวหน้าตำรวจสืบสวนของสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก กล่าว

นายเคนนีบอกด้วยว่า ผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นชายอายุ 26 ปี เป็นคนงานก่อสร้าง ซึ่งยืนอยู่ใกล้พื้นที่ก่อสร้างที่เขารับผิดชอบ ส่วนรายที่ 2 เป็นชายวัย 68 ปี กำลังตกปลาอยู่ริมแม่น้ำ อีสต์ ริเวอร์ ในตอนที่เขาถูกคนร้ายโจมตี ส่วนเหยื่อรายที่ 3 เป็นหญิงอายุ 36 ปี โดยคนขับรถแท็กซี่เห็นตอนเธอถูกทำร้ายพอดีจึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทีมทรัมป์โวย ไบเดนให้ยูเครนใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย ทำลายแผนยุติสงคราม

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826293

ทีมทรัมป์โวย ไบเดนให้ยูเครนใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย ทำลายแผนยุติสงคราม

19 พ.ย. 2567 04:45 น.

ทีมทรัมป์โวย ไบเดนให้ยูเครนใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย ทำลายแผนยุติสงคราม

คนใกล้ชิดและทีมงานของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตี โจ ไบเดน ที่อนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซียได้ ชี้บ่อนทำลายแผนสันติภาพ

ข่าวที่ว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ อนุญาตให้ยูเครนใช้ “ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีกองทัพ MGM-140” หรือ “ATACMS” โจมตีภายในดินแดนของรัสเซียได้แล้วนั้น สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ทีมงานและคนใกล้ชิดของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และกำลังจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมกราคมปีหน้า

ตัวนายทรัมป์เองยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขาให้คำมั่นเอาไว้ระหว่างหาเสียงว่า จะยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งสหรัฐฯ ทุ่มเททรัพยากรมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยยูเครน และนำเงินภาษีมาใช้เพื่อพัฒนาชีวิตของชาวอเมริกันแทน

นายโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายของนายทรัมป์ เป็นหนึ่งในสมาชิกรีพับลิกันที่ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่า “ดูเหมือนว่ากลุ่มอุตสาหกรรมการทหาร จะต้องการทำให้แน่ใจว่า พวกเขาจะทำให้สงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นก่อนที่พ่อของผมจะมีโอกาสสร้างสันติภาพและช่วยชีวิต”

ขณะที่ น.ส.มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน สมาชิกสภาคองเกรส และผู้สนับสนุนนายทรัมป์ตัวยง ก็ออกมาประณามไบเดนเช่นกัน ว่า “ชาวอเมริกันได้สั่งการเมื่อ 5 พ.ย. ว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจล่าสุดของอเมริกา และไม่ต้องการให้เงินหรือต่อสู้กับสงครามในต่างประเทศ เราต้องการแก้ไขปัญหาของเราเอง”

ส่วนนาย เฟรด ฟลีตซ์ อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในรัฐบาลชุดก่อนของนายทรัมป์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีไบเดนกำลังบ่อนทำลายแผนการของนายทรัมป์ ที่จะหยุดสงครามนี้ ด้วยการอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีดินแดนรัสเซีย

“เรารู้ดีว่านายทรัมป์ต้องการการหยุดยิงและเจรจาสันติภาพอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องนี้จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น และสร้างความไม่พอใจให้รัสเซีย” นายฟลีตซ์บอกกับสถานีวิทยุของ บีบีซี “ผมสามารถสรุปได้เพียงว่า ไบเดนกำลังพยายามบ่อนทำลายความพยายามสร้างสันติของนายทรัมป์ เพราะเขาไม่ต้องการการเจรจาสันติภาพที่ทรัมป์เป็นผู้ผลักดัน”

นายเจมส์ กิลมอร์ ซึ่งเคยเป็นทูตองค์กรเพื่อความร่วมมือและความมั่นคงในยุโรป ของนายทรัมป์ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ในการตัดสินใจล่าสุดของไบเดนคือ มันเกิดขึ้นช้าเกินไปมาก และบอกด้วยว่า เขาไม่รู้ว่านายทรัมป์จะตัดสินใจเรื่องยูเครนอย่างไร หลังจากเขารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 ม.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม นาย แมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกนักข่าวถามว่า เป็นเรื่องปกติแค่ไหนที่ประธานาธิบดีซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งเหลือเพียงไม่กี่เดือน จะมีการตัดสินใจด้านนโยบายที่สำคัญขนาดนี้ ซึ่งนายมิลเลอร์ตอบว่า “ไบเดนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง 4 ปี ไม่ใช่ 3 ปีกับอีก 10 เดือน”

“เราจะใช้เวลาทุกวันในวาระของเรา เพื่อไล่ตามนโยบายที่เราเชื่อว่า เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน” นายแมทธิวกล่าว และเสริมว่า “หากรัฐบาลชุดถัดไปมีนโยบายที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียลั่นตอบโต้แน่ ถ้ายูเครนใช้มิสไซล์พิสัยไกลของสหรัฐฯ โจมตีดินแดน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826292

รัสเซียลั่นตอบโต้แน่ ถ้ายูเครนใช้มิสไซล์พิสัยไกลของสหรัฐฯ โจมตีดินแดน

19 พ.ย. 2567 03:05 น.

รัสเซียลั่นตอบโต้แน่ ถ้ายูเครนใช้มิสไซล์พิสัยไกลของสหรัฐฯ โจมตีดินแดน

รัสเซียประกาศจะตอบโต้อย่างเหมาะสม หากยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สหรัฐฯ มอบให้ โจมตีดินแดนของพวกเขา และมีข่าวว่าไบเดนอนุญาตให้ทำได้

หลังจากที่สื่อในสหรัฐฯ พากันรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. ว่าอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐฯ ว่า โจ ไบเดน ประธานาธิบดีอเมริกัน ตัดสินใจอนุญาตให้ยูเครนใช้ “ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีกองทัพ MGM-140” หรือ “ATACMS” โจมตีภายในดินแดนของรัสเซียได้แล้ว จนเกิดกระแสต่างๆ นานาจากบรรดาผู้นำโลกนั้น

ล่าสุด โฆษกกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย ออกมาเตือนว่า มอสโกจะมีการตอบสนองอย่างเหมาะสม หากยูเครนใช้มิสไซล์ของสหรัฐฯ โจมตีดินแดนรัสเซีย

“หากเคียฟใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีดินแดนของเรา มันจะเท่ากับการมีส่วนร่วมโดยตรงของสหรัฐฯ และประเทศบริวารของพวกเขา ในการเป็นปรปักษ์กับรัสเซีย รวมถึงเป็นความเปลี่ยนแปลงแก่นและธรรมชาติของความขัดแย้งนี้ด้วย”

“การตอบสนองของรัสเซียต่อกรณีเช่นนี้ จะเป็นไปอย่างเหมาะสมและชัดเจน” แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศรัสเซียระบุ

ก่อนหน้านี้ โจ ไบเดน กล่าวในที่ประชุมผู้นำประเทศ G20 ที่ริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่เขาไม่พูดถึงการตัดสินใจเรื่องมิสไซล์โดยตรง

ขณะเดียวกัน ผู้นำโลกยังคงมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของฮังการี กับนายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ต่างออกมาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ ส่วนอิตาลีแสดงความไม่เห็นด้วย ขณะที่ฝรั่งเศสกับสหราชอาณาจักร ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนจุดยืนเรื่องการห้ามยูเครนใช้อาวุธของพวกเขาโจมตีดินแดนรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ เรียกคืนแครอทออร์แกนิกทั่วประเทศ หลังอีโคไลระบาด ดับแล้ว 1 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826291

สหรัฐฯ เรียกคืนแครอทออร์แกนิกทั่วประเทศ หลังอีโคไลระบาด ดับแล้ว 1 ศพ

19 พ.ย. 2567 02:08 น.

สหรัฐฯ เรียกคืนแครอทออร์แกนิกทั่วประเทศ หลังอีโคไลระบาด ดับแล้ว 1 ศพ

สหรัฐฯ เรียกคืนแครอทและเบบี้แครอทออร์แกนิกจากร้านค้าทั่วประเทศ หลังเชื้ออีโคไลระบาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ล้มป่วยอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 พ.ย. 2567 อ้างข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ ว่า จนถึงตอนนี้ มีการระบาดของเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ซึ่งมีต้นตอจาก แครอทและเบบี้แครอทออร์แกนิก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ มีผู้ป่วย 15 คนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล และพบผู้ติดเชื้ออีก 39 รายใน 18 รัฐ

แครอทและเบบี้แครอทออร์แกนิกที่ถูกเรียกคืนเป็นสินค้าที่ “กริมม์เวย์ ฟาร์มส์” ขายให้แก่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ตอนนี้สินค้าที่ได้รับผลกระทบถูกนำออกจากร้านค้าหมดแล้ว แต่อาจยังเหลืออยู่ตามบ้านเรือนประชาชนที่อาจซื้อไปก่อนหน้านั้น จึงแนะนำให้ทิ้งหรือนำสินค้าไปคืนร้านค้าเพื่อขอรับเงินคืนหากเป็นไปได้

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้ออีโคไลส่วนใหญ่เป็นผู้อาศัยอยู่ในรัฐนิวยอร์ก, มินนิโซตา และรัฐวอชิงตัน ตามด้วยรัฐแคลิฟอร์เนีย และโอเรกอน

CDC ระบุว่า แครอทออร์แกนิกที่ถูกเรียกคืนไม่มีฉลากกำกับว่าควรใช้งานก่อนวันที่เท่าใดบนบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นของที่ขายตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. ถึง 23 ต.ค. ส่วนเบบี้แครอทออร์แกนิกที่ถูกเรียกคืน เป็นสินค้าที่มีฉลากกำกับว่าควรใช้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. ถึง 12 พ.ย.

เชื้ออีโคไล O121 จะทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหลายอย่างตั้งแต่ ปวดท้องรุนแรง, ท้องร่วง อาเจียน โดยมักแสดงอาการหลังจากกินเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไป 3-4 วัน

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถหายป่วยได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษา แต่บางรายอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับไตอย่างรุนแรง และต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล

อนึ่ง สหรัฐฯ เพิ่งเผชิญกรณีการระบาดของเชื้ออีโคไลที่มีต้นตอจาก หัวหอมหั่น ในร้านแมคโดนัลด์บางสาขา ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยแล้วถึง 104 ราย โดย 1 รายในจำนวนนี้เสียชีวิตเมื่อเดือนตุลาคม ขณะที่ 34 ราย ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด หนุ่มนักบัลเลต์ระดับโลกชาวรัสเซีย ตกตึกชั้น 5 เสียชีวิต

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826289

สลด หนุ่มนักบัลเลต์ระดับโลกชาวรัสเซีย ตกตึกชั้น 5 เสียชีวิต

19 พ.ย. 2567 00:12 น.

สลด หนุ่มนักบัลเลต์ระดับโลกชาวรัสเซีย ตกตึกชั้น 5 เสียชีวิต

วลาดิเมียร์ ชคลียารอฟ นักบัลเลต์ชื่อดังระดับโลกชาวรัสเซีย ตกตึกเสียชีวิตในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ขณะมีอายุ 39 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วลาดิเมียร์ ชคลียารอฟ นักบัลเลต์ชื่อดังระดับโลกชาวรัสเซีย พลัดตกจากชั้น 5 ของอาคารเสียชีวิต เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ขณะมีอายุเพียง 39 ปี โดยทางการรัสเซียกำลังดำเนินการสืบสวน ซึ่งผลเบื้องต้นชี้ว่าเหตุการณ์นี้ เป็นอุบัติเหตุ

“เขาเสียชีวิตด้วยสาเหตุธรรมชาติ นี่ไม่ใช่อาชญากรรม” แหล่งข่าวในหน่วยฉุกเฉินของรัสเซีย บอกกับสำนักข่าว RIA Novosti

โรงละคร มาริอินสกี เธียร์เตอร์ (Mariinsky Theater) ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งนายชคลียารอฟสังกัดอยู่และเป็นนักเต้นระดับสูงสุดของที่นั่น เป็นผู้เปิดเผยข่าวร้ายดังกล่าว และว่า “นี่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับทีมโรงละคร มาริอินสกี เธียร์เตอร์ ทั้งหมด”

นายชคลียารอฟเสียชีวิตเพียง 2 วันก่อนที่เขาจะเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังซึ่งมีความซับซ้อนสูง หลังอาการบาดเจ็บทำให้เขาต้องทานยาแก้ปวดฤทธิ์แรงมาสักพักแล้ว

น.ส.เดียนา วิชเนวา เพื่อนนักบัลเลต์ของนายชคลียารอฟ ที่ โรงละคร มาริอินสกี เธียร์เตอร์ กล่าวว่า การเสียชีวิตของนายชคลียารอฟ คือโศกนาฏกรรมของโลกบัลเลต์ พร้อมกับชื่นชมนักบัลเลต์หนุ่มรายนี้ว่า เขาได้รับความรักมากมายจากผู้ชม และเป็นคู่เต้นที่นักบัลเลต์หญิงจำนวนมากชื่นชอบ

ทั้งนี้ วลาดิเมียร์ ชคลียารอฟ เกิดที่เมืองเลนินกราด หรือชื่อปัจจุบันคือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เรียนบัลเลต์ที่โรงเรียนดังอย่าง สถาบันบัลเลต์แห่งรัสเซีย “วากาโนวา” (Vaganova) ก่อนจะจบการศึกษาในปี 2546 และเข้าเป็นสมาชิกโรงละคร มาริอินสกี เธียร์เตอร์ ในปีเดียวกัน โดยได้เป็นนักเต้นหลัก ซึ่งเป็นตำแหน่งนักเต้นระดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2554

ตลอดเส้นทางอาชีพนานกว่า 20 ปีของเขา นายชคลียารอฟร่วมแสดงบัลเลต์มากมาย ทั้ง สวอนเลค (Swan Lake), โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Sleeping Beauty), โรเมโอกับจูเลียต (Romeo and Juliet) และ ดอน กีโฮเต (Don Quixote) และไปเป็นศิลปินรับเชิญนอกรัสเซียทั้งที่ รอยัล บัลเลต์ ในกรุงลอนดอน และ อเมริกัน บัลเลต์ เธียเตอร์ ในนิวยอร์กด้วย

ชคลียารอฟยังได้รับรางวัลมากมายจากการเต้นบัลเลต์ของเขา รวมถึงรางวัล “Léonide Massine” ในปี 2551 และถูกบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศของศิลปินรัสเซียในปี 2563

เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านสงคราม ในตอนที่รัสเซียยกทัพบุกโจมตียูเครน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไบเดนยัน สหรัฐฯ หนุนอธิปไตยยูเครน หลังให้เคียฟใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826286

ไบเดนยัน สหรัฐฯ หนุนอธิปไตยยูเครน หลังให้เคียฟใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย

18 พ.ย. 2567 23:18 น.

ไบเดนยัน สหรัฐฯ หนุนอธิปไตยยูเครน หลังให้เคียฟใช้มิสไซล์ยิงรัสเซีย

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันที่การประชุม G20 ว่าสหรัฐฯ สนับสนุนอธิปไตยของยูเครน หลังมีข่าวว่าเขาตัดสินใจอนุญาตให้เคียฟใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซียแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 พ.ย. 2567 ว่า โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเห็นครั้งแรก หลังมีข่าวว่าเขาตัดสินใจอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล “ATACMS” โจมตีดินแดนรัสเซียได้แล้ว โดยเขาย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ไม่พูดถึงการตัดสินใจเรื่องมิสไซล์โดยตรง

“เราทุกคนต้องทำงานเพื่อยุติความขัดแย้งและวิกฤติ ที่กัดเซาะกระบวนการเพื่อพัฒนาความมั่นคงทั่วโลก” นายไบเดนกล่าวที่การประชุม G20 ที่ริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล “สหรัฐฯ สนับสนุนอธิปไตยกับบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครนอย่างยิ่ง และในความคิดของผม ทุกคนที่ร่วมโต๊ะประชุมนี้ ก็ควรทำเช่นกัน”

ทั้งนี้ คำพูดของนายไบเดนเกิดขึ้นหลังจาก สื่อในสหรัฐฯ พากันรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ย. ว่าอ้างเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีอเมริกันรายนี้ ตัดสินใจอนุญาตให้ยูเครนใช้ “ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีกองทัพ MGM-140” หรือ “ATACMS” ขีปนาวุธพิสัยไกลของอเมริกัน โจมตีภายในดินแดนของรัสเซียได้แล้ว

ถึงแม้ว่าจนถึงตอนนี้จะยังไม่มีการออกมายืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ก็ไม่มีการปฏิเสธเช่นกัน ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง

ในวันจันทร์ นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ ว่า การตัดสินใจใดๆ ของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ยูเครนยิงขีปนาวุธเมริกันลึกเข้ามาในดินแดนของรัสเซียได้ จะหมายความว่า สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมกับความขัดแย้งโดยตรง

“หากการตัดสินใจเช่นนั้น เกิดขึ้นและส่งมอบให้แก่รัฐบาลยูเครน นั่นจะกลายเป็นความตึงเครียดรอบใหม่และสถานการณ์แบบใหม่ ในด้านความเกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งนี้” นายเปสคอฟกล่าว และเสริมว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แสดงจุดยืนของรัสเซียเอาไว้ชัดเจนแล้วเมื่อเดือนกันยายน

ทั้งนี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเคยเตือนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนว่า หากตะวันตกให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธของตะวันตกยิงเข้าใส่ดินแดนของรัสเซีย มอสโกจะถือว่า นาโตเข้าร่วมความขัดแย้งโดยตรง และนั่นหมายความว่า ชาติสมาชิกนาโต รวมถึง สหรัฐฯ และชาติยุโรป กำลังต่อสู้กับรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , aljazeera

รวบผู้ประกาศข่าวรุ่นเก๋าชาวออสซี่ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้ชาย 8 คน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826207

รวบผู้ประกาศข่าวรุ่นเก๋าชาวออสซี่ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้ชาย 8 คน

18 พ.ย. 2567 13:40 น.

รวบผู้ประกาศข่าวรุ่นเก๋าชาวออสซี่ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้ชาย 8 คน

อลัน โจนส์ ผู้ประกาศข่าวอาวุโสชาวออสเตรเลียและอดีตโค้ชทีมรักบี้วอลลาบีส์ ถูกจับกุมหลังจากการสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดทางเพศผู้ชาย 8 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยรุ่นชายอายุ 17 ปี 1 คน

นักสืบจากหน่วยสืบสวนการทารุณกรรมเด็กรัฐนิวเซาท์เวลส์บุกเข้าจับกุมนายอลัน โจนส์ ผู้ประกาศข่าวอาวุโสวัย 83 ปี ที่อพาร์ตเมนต์ในย่านเซอร์คูลาร์คีย์ของซิดนีย์ในช่วงเช้าวันจันทร์ และตรวจยึดอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์หลายรายการ

นายโจนส์เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดในวงการสื่อของออสเตรเลีย โดยเขาเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาการทารุณกรรม ที่ถูกเปิดโปงครั้งแรกโดย The Sydney Morning Herald ในปี 2023 โดยตอนนี้เขาถูกตั้งข้อหา 24 ข้อหา เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศและการสัมผัสร่างกายผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสมในช่วงระหว่างปี 2001 ถึง 2019 รวมทั้งอีก 11 ข้อหาการล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง ในจำนวนนี้มี 2 ข้อหาที่เกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย ซึ่งเหยื่อบางรายรู้จักกับนายโจนส์เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และหนี่งในนั้นเป็นลูกจ้างของนายโจนส์ ส่วนคนอื่นๆ ถูกล่วงละเมิดตั้งแต่เจอกันครั้งแรก

ด้านผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์คาเรน เว็บบ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานอย่างต่อเนื่องในการสอบสวนที่ซับซ้อนและจะดำเนินการอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเธอหวังให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อกล้าออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากในคดีประเภทนี้มักจะมีผู้เสียหายอื่นๆ ที่ไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัว

ล่าสุดมีรายงานว่านายโจนส์ได้รับการประกันตัวแบบมีเงื่อนไข และจะต้องขึ้นศาลในวันที่ 18 ธันวาคมนี้

ทั้งนี้ นายโจนส์เคยเป็นครูและเคยทำหน้าที่โค้ชทีมรักบี้แห่งชาติของออสเตรเลียระหว่างปี 1984 ถึง 1988 ก่อนที่จะหันไปประกอบอาชีพในวงการวิทยุทางสถานี 2GB มานานหลายทศวรรษ โดยเขาทำงานทั้งในวิทยุและการคอมเมนต์ในโทรทัศน์ ก่อนที่จะเกษียณจากงานประจำเต็มเวลาในปี 2020 โดยอ้างถึงปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ เขายังเคยทำงานเป็นผู้เขียนสุนทรพจน์และที่ปรึกษาให้กับบุคคลในพรรคเสรีนิยม รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม ฟรีเซอร์ และเคยลงสมัครรับเลือกตั้งหลายครั้งเพื่อเป็นตัวแทนของพรรคในการเมืองทั้งระดับรัฐและระดับชาติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ.

ที่มา : BBC 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ล่วงละเมิดทางเพศ

ห่วงสุขภาพเด็ก อินเดียสั่งปิดรร.ในเมืองหลวงหนีหมอกควันพิษ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826191

ห่วงสุขภาพเด็ก อินเดียสั่งปิดรร.ในเมืองหลวงหนีหมอกควันพิษ

18 พ.ย. 2567 12:27 น.

ห่วงสุขภาพเด็ก อินเดียสั่งปิดรร.ในเมืองหลวงหนีหมอกควันพิษ

นิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย สั่งให้ทุกโรงเรียนปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นการเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายนเป็นต้นไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เนื่องจากภาวะหมอกควันที่เป็นพิษย่ำแย่ลง หวังบรรเทาวิกฤตสุขภาพที่เกิดขึ้นในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ระดับของ PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่มีขนาดเล็ก และก่อให้เกิดมะเร็งในกรุงนิวเดลีของอินเดีย วัดได้สูงถึง 57 เท่าของค่ามาตรฐานสูงสุดขององค์การอนามัยโลก เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วงเช้าวันจันทร์ ค่า PM2.5 อยู่ที่ประมาณ 39 เท่าของค่ามาตรฐาน โดยมีหมอกควันหนาทึบและมีกลิ่นฉุนปกคลุมเมือง

โรงเรียนประถมได้ถูกสั่งให้หยุดการเรียนการสอนที่โรงเรียน หรือแบบออนไซต์ ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีการออกข้อจำกัดเพิ่มเติมในวันจันทร์ รวมถึงการจำกัดการเดินรถของรถบรรทุกที่ใช้ดีเซลและการก่อสร้างโดยหวังว่าจะช่วยทำให้เด็กๆปลอดภัย และจะลดปริมาณรถที่ต้องออกมารับส่งเด็กๆ เพื่อลดการปล่อยฝุ่นควันพิษลงด้วย

โดยทางการได้เรียกร้องให้เด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจอยู่แต่ในบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งนี้ นิวเดลีและพื้นที่มหานครรอบๆ ซึ่งมีประชากรกว่า 30 ล้านคน มักติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดในโลกในช่วงฤดูหนาว จากการเผาเศษฟางของเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเตรียมที่ดินสำหรับการไถ รวมถึงจากการปล่อยมลพิษจากโรงงานและการจราจร โดยอุณหภูมิที่เย็นลงและลมที่เคลื่อนตัวช้า ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะมันจะจับมลพิษที่เป็นอันตรายไว้ในพื้นที่ ซึ่งมักเกิดขึ้นตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมจนถึงมกราคม ขณะที่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ ไม่สามารถจะจัดหาซื้อเครื่องฟอกอากาศได้ และบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถป้องกันมลพิษจากอากาศที่มีกลิ่นเหม็นได้ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบ และล้มป่วย หรือเสียชีวิตจำนวนมาก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย