ผอ. WHO ช็อก อยู่ที่สนามบินเยเมนด้วย ตอนอิสราเอลโจมตีทางอากาศ

ผอ. WHO ช็อก อยู่ที่สนามบินเยเมนด้วย ตอนอิสราเอลโจมตีทางอากาศ

27 ธ.ค. 2567 05:06 น.

ผอ. WHO ช็อก อยู่ที่สนามบินเยเมนด้วย ตอนอิสราเอลโจมตีทางอากาศ

ผอ.องค์การอนามัยโลกเผย อยู่ที่สนามบินเยเมนตอนที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศด้วย ซึ่งลูกเรือของเครื่องบินที่เขาโดยสาร ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า เขากับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติอีกหลายคน อยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนด้วย ในตอนที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ธ.ค. 2567

ดร.เกเบรเยซุสระบุผ่านโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า เขากับเจ้าหน้าที่กำลังขึ้นเครื่องบิน ในตอนที่สนามบินกรุงซานาถูกโจมตีทางอากาศ ทำให้หนึ่งในลูกเรือของเครื่องบินที่พวกเขาจะโดยสารได้รับบาดเจ็บ และมีคนในสนามบินเสียชีวิต 2 ศพ

ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวของอิสราเอล ซึ่งโดนสถานีพลังงานกับท่าเรือเยเมนหลายแห่งด้วย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ตามการเปิดเผยของสื่อท้องถิ่น ซึ่งถูกกลุ่มกบฏฮูตีควบคุมเอาไว้ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนหรือเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ

แถลงการณ์ของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า เครื่องบินรบของพวกเขาโจมตีตามข้อมูลข่าวกรอง เข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงซานา รวมถึงสถานีพลังงานเฮซยาซ (Hezyaz) และ ราส คานาติบ (Ras Kanatib) กับเป้าหมายที่ท่าเรือ อัล-ฮูดายดาห์ (Al-Hudaydah), ซาลิฟ (Salif) และ ราส คานาติบ

ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า พวกเขาจะตัดแขนของกลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้ายของอิหร่านต่อไป จนกว่าเราจะทำงานนี้สำเร็จ และว่าพวกเขาแค่เพิ่งเริ่มต้นกับกลุ่มฮูตีเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฟินแลนด์ยึดเรือขนน้ำมันรัสเซียในทะเลบอลติก สงสัยทำเคเบิลใต้ทะเลขาด

ฟินแลนด์ยึดเรือขนน้ำมันรัสเซียในทะเลบอลติก สงสัยทำเคเบิลใต้ทะเลขาด

27 ธ.ค. 2567 04:04 น.

ฟินแลนด์ยึดเรือขนน้ำมันรัสเซียในทะเลบอลติก สงสัยทำเคเบิลใต้ทะเลขาด

ฟินแลนด์ยึดเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลบอลติก เชื่อเป็นต้นเหตุทำสายเคเบิลใต้ทะเลเสียหาย จนระบบไฟฟ้ากับอินเทอร์เน็ตในประเทศของพวกเขากับเอสโตเนียล่ม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 26 ธ.ค. 2567 เจ้าหน้าที่ของประเทศฟินแลนด์ยึดเรือลำหนึ่งซึ่งกำลังขนน้ำมันของรัสเซียในทะเลบอลติก เนื่องจากต้องสงสัยว่า เรือลำนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้สายเคเบิลพลังงานใต้ทะเลที่เชื่อมต่อกับฟินแลนด์กับเอสโตเนีย ล้มเหลวในการจ่ายไฟฟ้า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และทำให้สายอินเทอร์เน็ตเสียหาย 4 เส้นด้วย

เรือลำดังกล่าว จดทะเบียนกับทางการของหมู่เกาะคุก มีชื่อว่า “อีเกิล เอส” (Eagle S) แล่นผ่านสายเคเบิลเชื่อมระหว่างประเทศ “เอสต์ลิงก์ 2” (Estlink 2) เมื่อเวลา 10.26 น. วันพุธที่ 25 ธ.ค. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) ซึ่งตรงกับเวลาที่ฟินแลนด์ระบุว่าเหตุไฟดับเริ่มขึ้น

ในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของฟินแลนด์บุกขึ้นเรืออีเกิล เอส และยึดการควบคุมของเรือลำนี้ ก่อนจะพามันเดินทางเข้าสู่น่านน้ำของฟินแลนด์

“ในฝั่งเรา เรากำลังสืบสวนเรื่องการก่อวินาศกรรมร้ายแรง” โรบิน ลาร์บอต ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนแห่งชาติของฟินแลนด์ ระบุในงานแถลงข่าว “จากความเข้าใจของเรา สมอของเรือลำนี้คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่เรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน”

ด้านกรมศุลกากรของฟินแลนด์ระบุว่า พวกเขายึดสินค้าบนเรือลำนี้แล้ว พร้อมระบุว่า เรืออีเกิล เอส อาจเป็นส่วนหนึ่งใน “กองเรือเงา” (shadow fleet) ของรัสเซีย ซึ่งประกอบด้วยเรือบรรทุกน้ำมันอายุมาก เพื่อหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

ก่อนหน้านี้ “ทราฟิคอม” (Traficom) สำนักงานคมนาคมและการสื่อสารของฟินแลนด์เปิดเผยว่า สายเคเบิลไฟเบอร์ออปติกใต้ทะเล 2 เส้น ซึ่งเป็นของบริษัท “เอลิซ” (Elisa) ซึ่งเชื่อมต่อกับฟินแลนด์และเอสโตเนีย ขาด ส่วนสายที่ 3 ของบริษัท “ซิติก” (Citic) ของจีน ที่เชื่อมระหว่างทั้งสองประเทศ ได้รับความเสียหาย

ขณะเดียวกัน สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตของกลุ่มบริษัท “ซิเนีย” (Cinia) ที่เชื่อมระหว่างฟินแลนด์กับเยอรมนี ก็เชื่อว่าได้รับความเสียหายเช่นกัน

ด้านนาย มาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่ขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ระบุผ่าน X ว่า พวกเขากำลังติดตามการสืบสวนของเอสโตเนียกับฟินแลนด์ และเตรียมพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ประเทศแถบคาบสมุทรบอลติกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังระดับสูงมา หลังจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเริ่มขึ้นในปี 2565 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อวินาศกรรมกับสายเคเบิลพลังงาน, สายโทรคมนาคม และท่อส่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล

บริษัท “ฟินกริด” (Fingrid) ผู้ให้บริการไฟฟ้าในฟินแลนด์ระบุว่า การซ่อมแซมสายเคเบิล เอสต์ลิงก์ 2 ที่ได้รับความเสียหาย อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน และการล้มเหลวในการจ่ายกระแสไฟฟ้า จะเพิ่มความเสี่ยงแหล่งพลังงานในช่วงฤดูหนาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

มานโมฮัน ซิงห์ อดีตนายกฯ อินเดีย ผู้ปฏิรูปเศรษฐกิจ ถึงแก่อสัญกรรม

มานโมฮัน ซิงห์ อดีตนายกฯ อินเดีย ผู้ปฏิรูปเศรษฐกิจ ถึงแก่อสัญกรรม

27 ธ.ค. 2567 02:12 น.

มานโมฮัน ซิงห์ อดีตนายกฯ อินเดีย ผู้ปฏิรูปเศรษฐกิจ ถึงแก่อสัญกรรม

มานโมฮัน ซิงห์ อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย และผู้ปฏิรูปเศรษฐกิจคนสำคัญของประเทศ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ขณะมีอายุได้ 92 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มานโมฮัน ซิงห์ อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย ผู้ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจเสรีนิยมของประเทศ ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนกระทั้งเป็นนายกฯ ระหว่างปี 2547-2557 ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ในวันที่ 26 ธ.ค. 2567 ขณะมีอายุ 92 ปี หลังต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาลในกรุงนิวเดลี เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ลง

นายซิงห์เป็นหนึ่งในผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานที่สุดของอินเดีย โดยเขาเป็นผู้นำอินเดียคนแรกนับตั้งแต่นาย ชวาหะร์ลาล เนห์รู ที่ชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 หลังจากดำรงตำแหน่งสมัยแรกครบวาระ เขายังเป็นชาวซิกข์คนแรกที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของแดนภารตะด้วย

อย่างไรก็ตาม การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของเขาต้องมัวหมองด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชันมากมาย และเชื่อกันว่านี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พรรคคองเกรสของเขา พ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2557

ทั้งนี้ นายซิงห์เกิดในวันที่ 26 ก.ย. 2475 ที่หมู่บ้านโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดปัญจาบ ซึ่งขาดทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เขาตั้งใจศึกษาหาความรู้จนจบมหาวิทยาลัยปัญจาบ จากนั้นจึงเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

ระหว่างเรียนที่เคมบริดจ์ นายซิงห์ประสบปัญหาทางการเงิน เนื่องจากค่าเล่าเรียนของเขาตกปีละประมาณ 600 ปอนด์ แต่ทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปัญจาบที่เขาได้รับมีเพียงปีละ 160 ปอนด์เท่านั้น ทำให้เขาต้องพึ่งพาผู้เป็นบิดาสำหรับค่าใช้จ่ายที่เหลือ และต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดมาก

นายซิงห์ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญทางการเมืองในปี 2534 โดยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแลสภาพการเงินของประเทศที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย

แต่โครงการปฏิรูปอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอินเดียของนายซิงห์ อย่างการ ลดภาษี, ลดค่าเงินรูปี, ทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นเอกชน และกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวกลับมา, อุตสาหกรรมเติบโต, เงินเฟ้ออยู่ในการควบคุม และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงจนถึงตอนนี้

อย่างไรก็ตาม นายซิงห์ซึ่งขาดฐานสนับสนุนทางการเมือง พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2542 แต่ได้รับเลือกโดยพรรคคองเกรสของเขาให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา

ต่อมานปี 2547 นายซิงห์จับพลัดจับผลูได้เป็นนายกรัฐมนตรีอินเดีย หลังจากนาง โซเนีย คานธี ประธานพรรคคองเกรสปฏิเสธตำแหน่ง เนื่องจากกังวลว่า พรรคจะถูกโจมตีเนื่องจากเธอมีเชื้อสายอิตาลี แต่นักวิจารณ์เชื่อว่า เป็นนางคานธีนี้เองที่เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงอยู่เบื้องหลังนายซิงห์

ผลงานใหญ่สุดในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของนายซิงห์คือ การพาอินเดียออกจากการโดดเดี่ยวทางนิวเคลียร์ โดยทำข้อตกลงสำคัญให้อินเดียสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ แต่ต้องแลกด้วยการที่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่อต้านเรื่องดังกล่าว ถอนตัวออกจากรัฐบาล จนพรรคคองเกรสต้องหาเสียงสนับสนุนใหม่ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงินซื้อคะแนนเสียง

นายซิงห์ ถึงแม้จะได้รับความเคารพเรื่องสติปัญญาและความซื่อสัตย์ แต่เขาก็ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่อ่อนนุ่มเกินไปและไม่เด็ดขาด ทำให้การปฏิรูปของเขาล่าช้าและสูญเสียช่วงเวลาที่เหมาะสมไปในสมัยที่เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ในตอนที่นายซิงห์พาพรรคคองเกรสคว้าชัยในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปี 2552 เขาประกาศว่าพรรคจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ แต่ความคึกคักนั้นกลับหมดไปอย่างรวดเร็ว หลังรัฐมนตรีหลายคนของเขาตกเป็นข่าวอื้อฉาว และถูกกล่าวหาว่าทำให้ประเทศสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์

ขณะที่ในรัฐสภา การออกกฎหมายของเขาก็ถูกฝ่ายค้านขัดขวาง จนทำให้นโยบายสำคัญเป็นอัมพาต ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก

นาย แอล. เค. อัดวานี ผู้นำอาวุโสของพรรคคู่แข่งอย่างพรรคภารตียชนตา ขนานนามนายซิงห์ว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่อ่อนแอที่สุด แต่นายซิงห์กล่าวปกป้องเกียรติประวัติทางการเมืองของเขาว่า รัฐบาลของเขาทำงานด้วยความมุ่งมั่นและอุทิศตัวอย่างที่สุด เพื่อประเทศและสวัสดิภาพของประชาชน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝ่ายสนับสนุนอัสซาด ลอบโจมตี จนท.ความมั่นคงซีเรียดับ 14 ศพ เจ็บอื้อ

ฝ่ายสนับสนุนอัสซาด ลอบโจมตี จนท.ความมั่นคงซีเรียดับ 14 ศพ เจ็บอื้อ

27 ธ.ค. 2567 00:29 น.

ฝ่ายสนับสนุนอัสซาด ลอบโจมตี จนท.ความมั่นคงซีเรียดับ 14 ศพ เจ็บอื้อ

กองกำลังความมั่นคงของซีเรีย ถูกกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี อัสซาด ลอบโจมตี ที่เมืองทางตะวันตก จนมีผู้เสียชีวิต 14 ศพบาดเจ็บอีกนับสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลใหม่ของซีเรีย เปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ 26 ธ.ค. 2567 ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนาย บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีผู้ถูกโค่นอำนาจ ลอบโจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของกระทรวงมหาดไทย ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 14 ศพ บาดเจ็บอีก 10 นาย

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (24 ธ.ค.) ใกล้เมืองท่า ตาร์ตุส (Tartus) ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของชนกลุ่มน้อยชาว อลาวี (Alawite) ของนายอัสซาด โดยนี่นับเป็นการปะทะกันครั้งแรกระหว่างขั้วอำนาจใหม่และเก่า ท้าทายการปกครองของนาย อาหมัด อัล-ชารา ผู้นำโดยพฤตินัยของซีเรียในตอนนี้

ด้านสำนักข่าว SANA ของซีเรียรายงานว่า กองกำลังความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ถูกส่งไปปฏิบัติการที่เมืองตาร์ตุส ในวันพฤหัสบดี เพื่อฟื้นฟูความมั่นคง, เสถียรภาพ และความสงบกลับมา โดยจัดการกับกองกำลังที่หลงเหลืออยู่ของนายอัสซาดได้จำนวนหนึ่ง และกำลังไล่ตามคนที่เหลือ

รายงานระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ กองกำลังความมั่นคงถูกลอบโจมตีขณะพยายามจับกุมอดีตเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรือนจำ ซาอีดนายา (Saydnaya) อันฉาวโฉ่ในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย

ขณะที่กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) ระบุว่า มีชายติดอาวุธ 3 คน ถูกสังหารในการปะทะกันดังกล่าว ก่อนที่กองกำลังฝ่ายรัฐบาลจะนำกำลังเสริมเข้ามา

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลซีเรียบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิว ในเมืองฮอมส์ หลังมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นการโจมตีวิหารของชาวอลาวี ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจและเกิดการประท้วงรุนแรงในหลายเมือง รวมถึงตาร์ตุส, ลาตาเกีย และเมืองบ้านเกิดของอัสซาดอย่าง การ์ดาฮา จนมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย

กระทรวงมหาดไทยของซีเรียพยายามออกมาชี้แจงว่า วิดีโอดังกล่าวเป็นคลิปเก่าแล้ว ตั้งแต่ตอนที่กลุ่มกบฏบุกโจมตีเมืองอเลปโปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน และการโจมตีวิหารเป็นฝีมือของกลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียเตือนอย่าคาดเดา หลังลือหึ่ง บินอาเซอร์ไบจานถูกมิสไซล์ยิงตก

รัสเซียเตือนอย่าคาดเดา หลังลือหึ่ง บินอาเซอร์ไบจานถูกมิสไซล์ยิงตก

26 ธ.ค. 2567 22:35 น.

รัสเซียเตือนอย่าคาดเดา หลังลือหึ่ง บินอาเซอร์ไบจานถูกมิสไซล์ยิงตก

โฆษกรัฐบาลรัสเซียออกมาเตือนเรื่องการคาดเดาสาเหตุการตกของเครื่องบินอาเซอร์ไบจาน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ศพ หลังผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า เครื่องบินลำนี้ถูกมิสไซล์รัสเซียยิงตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลรัสเซียออกมาเตือนเรื่องการสนับสนุนทฤษฎีต่างๆ เรื่องสาเหตุการตกของเครื่องบินโดยสารของสายการบิน อาเซอร์ไบจาน แอร์ไลน์ส ในประเทศคาซัคสถานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และคร่าชีวิตผู้โดยสารไป 38 ศพ ระหว่างเดินทางไปรัสเซีย

สาเหตุการตกของเครื่องบินลำนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินบางคนออกมาตั้งสมมติฐานว่า เที่ยวบิน J2-8243 อาจถูกยิงโดยระบบป้องกันทางอากาศในสาธารณรัฐเชชเนีย ของรัสเซีย ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอาเซอร์ไบจานก็รายงานโดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่า เครื่องบินลำนี้ตกเพราะมิสไซล์ของรัสเซีย

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย กล่าวว่า “คงไม่ถูกต้องที่จะผลักดันทฤษฎีใดๆ ก่อนที่การสืบสวนจะมีข้อสรุป แน่นอนว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้น และไม่ควรมีใครทำแบบนั้น เราจำเป็นต้องรอจนกว่าการสืบสวนจะเสร็จสิ้น”

ทั้งนี้ เที่ยวบิน J2-8243 ออกเดินทางจากกรุงบากู เมืองหลวงของอาเซอร์ไบจานในเวลา 7.55 น. วันพุธตามเวลาท้องถิ่น เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองกรอซนี ในเชชเนีย พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือรวม 67 คน แต่เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะหมอกลงจัด โดยบินข้ามทะเลแคสเปียน ไปยังสนามบินที่เมืองอัคเทา ทางตะวันตกของคาซัคสถาน ซึ่งห่างจากจุดหมายไปทางตะวันออกถึง 450 กม.

ภาพจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินลำนี้พุ่งลงพื้นด้วยความเร็วสูง ขณะอยู่ห่างจากรันเวย์สนามบินเมืองอัคเทาราว 3 กม. ก่อนจะเกิดไฟลุกท่วม

เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 38 ศพ ขณะที่มีผู้รอดชีวิต 29 ราย โดยหนึ่งในผู้โดยสารบอกกับสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียว่า นักบินพยายามลงจอด 2 ครั้งเหนือเมืองกรอซนี ท่ามกลางหมอกลงจัด แต่ระหว่างความพยายามครั้งที่ 3 บางอย่างก็ระเบิด และผิวเครื่องบินบางส่วนหลุดออกไป

ทางการคาซัคสถานพบกล่องดำ หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินของเครื่อง “เอ็มบราเออร์ 190” ลำนี้แล้ว และกำลังสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยหลังจากเกิดเหตุไม่นาน สื่อของรัสเซียรายงานว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากการบินชนกับฝูงนก

แต่นาย ริชาร์ด อาบูลาเฟีย นักวิเคราะห์การบิน ตั้งข้อสังเกตว่า หากเครื่องบินชนกับฝูงนก นักบินก็ควรควบคุมเครื่องไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด ส่วนนายจัสติน ครัมป์ จากบริษัทจัดการความเสี่ยง “ซีบีลไลน์” (Sibylline) กล่าวว่า รูปแบบความเสียหายทั้งภายในและภายนอกเครื่องบิน ชี้ว่า ระบบป้องกันทางอากาศของรัสเซียที่เมืองกรอซนี อาจเป็นสาเหตุทำให้เครื่องตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ส.ส.ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ยื่นญัตติถอดถอนรักษาการประธานาธิบดี

ส.ส.ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ยื่นญัตติถอดถอนรักษาการประธานาธิบดี

26 ธ.ค. 2567 16:07 น.

ส.ส.ฝ่ายค้านเกาหลีใต้ยื่นญัตติถอดถอนรักษาการประธานาธิบดี

พรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ ได้ยื่นญัตติถอดถอนนายฮัน ด๊อก-ซู รักษาการประธานาธิบดี เพียง 2 สัปดาห์หลังการลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล

พรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ ได้ยื่นญัตติถอดถอนนายฮัน ด๊อก-ซู รักษาการประธานาธิบดี เพียง 2 สัปดาห์หลังการลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอกยอล การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่นายฮันกล่าวว่า เขาจะไม่แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าพรรคคู่แข่งจะประนีประนอมทางการเมือง

พรรคประชาธิปไตยให้คำมั่นว่าจะถอดถอนนายฮัน เว้นแต่รักษาการประธานาธิบดีจะอนุมัติการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสมัชชาแห่งชาติซึ่งควบคุมโดยพรรคฝ่ายค้าน จะลงมติเรื่องการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ

หากได้รับการแต่งตั้ง ผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งสามคนจะเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างในคณะตุลาการ 9 คนของศาล ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิพากษา 6 คน เพื่อพิจารณาคดีการถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล ตามกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 6 เสียงจึงจะเพียงพอต่อญัตติถอดถอนได้

พรรคประชาธิปไตย มีแผนที่จะเสนอญัตติดังกล่าวให้ลงมติในที่ประชุมสภาในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ ตามกฎหมาย ญัตติถอดถอนจะต้องได้รับการลงมติภายใน 24 ถึง 72 ชั่วโมงหลังจากที่รายงานไปยังที่ประชุมใหญ่สมัชชาแห่งชาติ และเพื่อให้ญัตติดังกล่าวประสบผลสำเร็จ ต้องมีสมาชิกรัฐสภา 151 คนจากทั้งหมด 300 คนลงคะแนนเสียงเห็นชอบ ปัจจุบัน พรรคประชาธิปไตยครองที่นั่งในรัฐสภา 170 ที่นั่ง จากทั้งหมด 300 ที่นั่ง โดยกลุ่มฝ่ายค้านครองที่นั่งรวมกัน 192 ที่นั่ง

นายพัก ชานแด หัวหน้าพรรคประชาธิปไตย กล่าวว่า “นายฮันเปิดเผยว่าตนเองเป็นรักษาการผู้ก่อกบฏ ไม่ใช่รักษาการประธานาธิบดี” ฝ่ายค้านยังกล่าวหานายฮันว่าให้การช่วยเหลือความพยายามใช้กฎอัยการศึกของนายยุนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ก่อนหน้านี้ นายฮันได้ขอโทษที่ไม่สามารถขัดขวางการลงมติดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ฮันยังใช้สิทธิ์ยับยั้งร่างกฎหมายหลายฉบับที่นำโดยฝ่ายค้าน รวมถึงฉบับที่เสนอให้มีการสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับการประกาศกฎอัยการศึกของยุนซึ่งมีผลบังคับใช้เพียงช่วงสั้นๆ

พรรคฝ่ายค้านต่างหวังว่านายฮันจะไม่ขัดขวางการทำงาน ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ และเขาจะยอมให้มีการผ่านร่างกฎหมายแต่เขากลับยืนกราน ส่งผลให้ความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. นายฮันได้สรุปการประชุมคณะรัฐมนตรีโดยไม่ได้พิจารณาร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่สนับสนุนโดยฝ่ายค้าน ซึ่งเรียกร้องให้มีการสอบสวนพิเศษเกี่ยวกับการประกาศกฎอัยการศึก และข้อกล่าวหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคิมกึนฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เขากล่าวว่าไม่ได้นำเรื่องเหล่านี้เข้าสู่วาระการประชุมเพื่อให้ฝ่ายปกครองและฝ่ายค้านมีเวลามากขึ้นในการหาข้อยุติร่วมกัน

แต่นายพัก ชานแด กล่าวโจมตีนายฮันว่าพยายามซื้อเวลาและยืดเวลาการก่อจลาจล “เราเตือนอย่างชัดเจนแล้วว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีฮัน ด๊อก-ซู โดยสิ้นเชิงว่าเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะบุคคลน่าละอาย เป็นหุ่นเชิดของยุน ซอก ยอล หัวหน้ากลุ่มกบฏ หรือเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติตามคำสั่งของประชาชนอย่างซื่อสัตย์”

ด้านพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวว่าการคุกคามของฝ่ายค้านได้ขัดขวาง “การใช้สิทธิอำนาจโดยชอบธรรม” ของนายฮัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานนายกรัฐมนตรี วิพากษ์วิจารณ์การคุกคามดังกล่าวว่า “น่าเสียดายอย่างยิ่ง”

นายฮันเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ หลังจากที่นายยุนถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนนี้ หากสมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนนายฮัน นายชเว ซังม็อก รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อไป.

ที่มา Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เอเชียร่วมรำลึก ครบรอบ 20 ปี สึนามิ

เอเชียร่วมรำลึก ครบรอบ 20 ปี สึนามิ

26 ธ.ค. 2567 12:21 น.

เอเชียร่วมรำลึก ครบรอบ 20 ปี สึนามิ

ทั่วเอเชียจัดพิธีรำลึกถึงผู้เสียชีวิตกว่า 226,000 คน จากเหตุการณ์คลื่นสึนามิที่ซัดถล่มหลายประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว บริเวณชายฝั่งรอบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 นอกชายฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มชายฝั่งของ 14 ประเทศ ตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียไปจนถึงประเทศโซมาเลียในทวีปแอฟริกา

ในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน มีการเปิดเสียงไซเรนดังขึ้นเป็นเวลา 3 นาที ที่มัสยิดไบตูร์เราะห์มาน ตามด้วยการสวดภาวนาแบบอิสลาม เพื่อเริ่มต้นพิธีรำลึกตามกำหนดการ โดยผู้ร่วมไว้อาลัยชาวอินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมพิธีฝังศพหมู่และพิธีสวดมนต์เย็นร่วมกันในเมืองบันดาอาเจะห์ ในขณะที่มีกำหนดการรำลึกถึงชายหาดและพิธีทางศาสนาในศรีลังกา อินเดีย และไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

เหยื่อของคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งบางจุดมีความสูงถึง 30 เมตร ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากที่เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส บนชายหาด ขณะที่คลื่นยักษ์ เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2 เท่าของรถไฟหัวกระสุน ข้ามมหาสมุทรอินเดียภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้าน EM-DAT ซึ่งเป็นฐานข้อมูลภัยพิบัติระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิรวม 226,408 ศพ เนื่องจากไม่มีการเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับคลื่นสึนามิ ทำให้มีเวลาอพยพไม่มากนัก แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่คลื่นซัดเข้าใส่ชายฝั่งของหลายประเทศห่างกันหลายชั่วโมงก็ตาม ส่วนในปัจจุบัน เครือข่ายสถานีเฝ้าระวังที่มีความซับซ้อน สามารถช่วยลดเวลาการเตือนลงได้

ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160,000 ศพ ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตรา ภัยพิบัติครั้งนี้ยังยุติความขัดแย้งเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่กินเวลานานหลายทศวรรษในจังหวัดอาเจะห์ได้สำเร็จ โดยข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มกบฏและรัฐบาลอินโดนีเซียเกิดขึ้นไม่ถึงปีถัดมา

ในศรีลังกา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 35,000 คน ผู้รอดชีวิตและญาติพี่น้องมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงเหยื่อราว 1,000 คน ที่เสียชีวิตจากคลื่นซัดรถไฟโดยสารตกราง โดยผู้ร่วมไว้อาลัยจะขึ้นรถไฟสายโอเชียน ควีน เอ็กซ์เพรส ที่ได้รับการบูรณะแล้ว และมุ่งหน้าไปยังเมืองเปราลิยา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่รถไฟถูกคลื่นซัดตกจากราง 

นอกจากนั้น ยังมีการจัดพิธีทางศาสนาสั้นๆ กับญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตที่นั่น ในขณะที่พิธีทางศาสนาพุทธ ฮินดู คริสต์ และอิสลามก็จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหยื่อทั่วประเทศศรีลังกา

ส่วนในประเทศไทย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คน และครึ่งหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีการจัดพิธีไว้อาลัยอย่างไม่เป็นทางการร่วมกับพิธีรำลึกของรัฐบาล ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา มีการจัดนิทรรศการสึนามิ การฉายสารคดี และการแนะนำมาตรการเตรียมพร้อมและการรับมือภัยพิบัติโดยหน่วยงานของรัฐบาลและสหประชาชาติ

นอกจากนั้น ยังมีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คนในประเทศในแอฟริกาอย่างโซมาเลีย รวมถึงมากกว่า 100 คนในมัลดีฟส์ และอีกหลายสิบคนในมาเลเซียและเมียนมา.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แจ็กพอตลอตเตอรี “เมกะ มิลเลียนส์” พุ่ง 39,000 ล้าน หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลวันคริสต์มาสอีฟ

แจ็กพอตลอตเตอรี "เมกะ มิลเลียนส์" พุ่ง 39,000 ล้าน หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลวันคริสต์มาสอีฟ

26 ธ.ค. 2567 10:44 น.

แจ็กพอตลอตเตอรี “เมกะ มิลเลียนส์” พุ่ง 39,000 ล้าน หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลวันคริสต์มาสอีฟ

ยอดรางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี “เมกะ มิลเลียนส์” ในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 1,150 ล้านดอลลาร์ หรือราว 39,332 ล้านบาท หลังจากไม่มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตในการจับรางวัลครั้งล่าสุด เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา

ยอดรางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี “เมกะ มิลเลียนส์” ในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 1,150 ล้านดอลลาร์ หรือราว 39,332 ล้านบาท หลังจากไม่มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตในการจับรางวัลครั้งล่าสุด เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา

ทำให้รางวัลแจ็กพอตดังกล่าว ซึ่งจะมีการจับรางวัลอีกครั้งในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ เป็นรางวัลใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการแจกในเดือนธันวาคม โดยหากผู้ถูกรางวัลเลือกรับเงินสด จะได้รับเงินก้อน 516.1 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,651 ล้านบาท

เมกะ มิลเลียนส์ ระบุว่านี่เป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ของบริษัท ที่รางวัลแจ็กพอตพุ่งสูงเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยทั้ง 6 รางวัลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีผู้ได้รับรางวัลแจ็กพอตที่รัฐเซาท์แคโรไลนาในปี 2018 รัฐมิชิแกนในปี 2021 รัฐอิลลินอยส์ในปี 2022 รัฐเมนและฟลอริดาในปี 2023 และรัฐนิวเจอร์ซีย์ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยที่รัฐฟลอริดา ถือเป็นรางวัลแจ็กพอตสูงสุดของเมกะ มิลเลียนส์ ที่ 1,602 ล้านดอลลาร์

หมายเลขที่ถูกรางวัลแจ็กพอตเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ได้แก่ 11, 14, 38, 45, 46 และหมายเลขเมกะบอล  3 แม้ว่าไม่มีลอตเตอรีใบใดที่ถูกรางวัลแจ็กพอต ซึ่งตรงกับหมายเลขทั้งหกตัวในการจับรางวัล แต่ลอตเตอรี 4 ใบก็ยังได้รับรางวัลใบละ 1 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากตรงกับหมายเลขห้าหลักแรก โดยลอตเตอรีเหล่านี้จำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนีย มิสซูรี ไวโอมิง และเพนซิลเวเนีย 

ทั้งนี้ มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตของเมกะ มิลเลียนส์ ครั้งล่าสุด คือเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งได้รับรางวัลมูลค่า 810 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้  มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตมูลค่า 552 ล้านดอลลาร์ ในรัฐอิลลินอยส์เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. และรางวัลมูลค่า 1,128 พันล้านดอลลาร์ ในรัฐนิวเจอร์ซีเมื่อวันที่ 26 มี.ค.

อย่างไรก็ตาม เมกะ มิลเลียนส์ประกาศขึ้นราคาลอตเตอรีในปีหน้า โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ลอตเตอรีจะมีราคา 5 ดอลลาร์ต่อใบ โดยบริษัทประกาศว่าจะมีการปรับปรุงในหลายเรื่อง รวมถึงอัตราต่อรองที่ดีขึ้น รางวัลแจ็กพอตที่บ่อยขึ้นและใหญ่ขึ้น และแจ็กพอตเริ่มต้นที่สูงขึ้น

ลอตเตอรีเมกะ มิลเลียนส์ มีจำหน่ายใน 45 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ โดยจะมีการจับฉลากในเวลา 23.00 น. ทุกวันอังคารและศุกร์ ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ปัจจุบัน ลอตเตอรีมีราคาใบละ 2 ดอลลาร์ และโอกาสถูกรางวัลแจ็กพอตอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 302.5 ล้าน.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แตกตื่นแท็กซี่พุ่งชนคนเดินเท้า ใกล้ห้างเมซีย์นิวยอร์ก

แตกตื่นแท็กซี่พุ่งชนคนเดินเท้า ใกล้ห้างเมซีย์นิวยอร์ก

26 ธ.ค. 2567 10:39 น.

แตกตื่นแท็กซี่พุ่งชนคนเดินเท้า ใกล้ห้างเมซีย์นิวยอร์ก

เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดรับวันคริสต์มาส ขณะที่ประชาชนจำนวนมากกำลังออกมาจับจ่ายซื้อของในย่านดาวน์ทาวน์ แมนฮัตตัน โดยรถแท็กซี่คันหนึ่งได้พุ่งเข้าชนคนเดินเท้าบาดเจ็บไป 6 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 9 ขวบรวมอยู่ด้วย

ผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายซื้อของใกล้กับห้างเมซีย์ ห้างชื่อดังในย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ต่างแตกตื่นตกใจ หลังมีรถแท็กซี่พุ่งเข้าชนคนเดินเท้า บริเวณจตุรัส เฮรัลด์ ในเวลา 16.00น.ตามเวลาในท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 9 ขวบและแม่ของเขาที่เข้าไปใต้ติดท้องรถ ทำให้พลเมืองดีต่างเข้าไปช่วยกันดับเครื่องรถและดึงตัวทั้งคู่ออกมา ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง โดยเด็กชายวัย 9 ขวบมีแผลฉีกขาดที่ขา หญิงวัย 41 ปี มีอาการบาดเจ็บที่ศรีษะ และหญิงวัย 49 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ขา ส่วนอีก 3 คนเป็นผู้หญิงอายุ 19, 37 และ 49 ปี ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง และปฏิเสธการรักษาต่อในโรงพยาบาล

ขณะที่ล่าสุดตำรวจเปิดเผยว่า คนขับรถแท็กซี่ที่ก่อเหตุเป็นชายวัย 58 ปี แต่ยังไม่ได้ระบุสาเหตุแน่ชัดว่า เป็นอุบัติเหตุ หรือการจงใจก่อเหตุ โดยเบื้องต้นสื่อท้องถิ่นรายงานว่า คนขับน่าจะมีอาการป่วยฉุกเฉินทำให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นฟุตบาธและชนคนดังกล่าว ซึ่งตำรวจจะมีการสอบสวนหาสาเหตุต่อไป แต่คาดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ.

ที่มา : newyorkpost

คลิกอ่านข่าว รถพุ่งชน

เวียดนามบังคับใช้กฎหมายอินเตอร์เน็ตฉบับใหม่ ส่อคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

เวียดนามบังคับใช้กฎหมายอินเตอร์เน็ตฉบับใหม่ ส่อคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

26 ธ.ค. 2567 09:51 น.

เวียดนามบังคับใช้กฎหมายอินเตอร์เน็ตฉบับใหม่ ส่อคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก

กฎหมายอินเทอร์เน็ตฉบับใหม่ของเวียดนาม ที่กำหนดให้ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ต้องยืนยันตัวตนและส่งมอบข้อมูลให้กับทางการ มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก

กฎหมายอินเทอร์เน็ตฉบับใหม่ของเวียดนาม ที่กำหนดให้ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ต้องยืนยันตัวตนและส่งมอบข้อมูลให้กับทางการ มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก โดยภายใต้ “พระราชกฤษฎีกา 147” บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทุกแห่งที่ดำเนินการในเวียดนาม จะต้องตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ หรือหมายเลขประจำตัวประชาชนของเวียดนาม และจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวร่วมกับชื่อ นามสกุล และวันเกิด

บริษัทเหล่านี้จะต้องให้ข้อมูลดังกล่าวแก่ทางการเมื่อได้รับการร้องขอ และลบเนื้อหาใดๆ ที่รัฐบาลถือว่า “ผิดกฎหมาย” ภายใน 24 ชั่วโมง

ด้าน VNExpress สื่อของรัฐบาล รายงานว่า กฎฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธที่ 25 ธ.ค. และระบุว่า เว็บไซต์โซเชียลมีเดียทั้งหมด จะมีเวลา 90 วัน ในการจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ “จำนวนการเยี่ยมชมปกติทั้งหมดในเวียดนาม” และจำนวนผู้ใช้ปกติต่อเดือนให้กับทางการ 

ดั่ง ธิ เว้ นักเคลื่อนไหวด้านการเมืองและปัญหาสังคม กล่าวผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเธอซึ่งมีผู้ติดตาม 28,000 คนว่า “พระราชกฤษฎีกา 147 จะถูกใช้เพื่อปิดกั้นผู้ที่มีมุมมองที่แตกต่างต่อสาธารณะ” ส่วน เล อันห์ หุ่ง อดีตนักโทษการเมือง กล่าวว่า พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็น “สัญญาณล่าสุดของการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน โดยมีเส้นแบ่งที่คลุมเครือระหว่างสิ่งที่ถูกกฎหมายและสิ่งที่ไม่ถูกกฎหมาย” “ไม่มีใครอยากติดคุก ดังนั้นแน่นอนว่านักเคลื่อนไหวบางคนจะระมัดระวังและหวาดกลัวพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มากขึ้น”

โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลเวียดนามจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างและจับกุมผู้วิจารณ์รัฐบาล โดยเฉพาะบนสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อเดือนตุลาคม นายเดือง หว่าน ไต บล็อกเกอร์ซึ่งมักไลฟ์สดเพื่อวิจารณ์รัฐบาล ที่มีผู้ติดตามบนยูทูบ เกือบ 120,000 คน ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลต่อต้านรัฐ

พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 147 ประกอบขึ้นจากกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ในปี 2018 ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และผู้สนับสนุนเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งกล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้เลียนแบบการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน

นอกจากนี้ พระราชกฤษฎีกายังระบุด้วยว่าเฉพาะบัญชีที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถทำการไลฟ์สดได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้คนที่หารายได้ผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ เช่นติ๊กต่อก ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นอกจากผลกระทบต่อบริษัทโซเชียลมีเดียแล้ว กฎหมายใหม่ยังรวมถึงการจำกัดการเล่นเกมสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อป้องกันอาการติดเกม คาดว่าบริษัทเกมจะบังคับใช้กฎการจำกัดเวลา 1 ชั่วโมง ต่อเซสชันเกม และไม่เกิน 180 นาทีต่อวันสำหรับเกมทั้งหมด ด้านบริษัทวิจัยข้อมูล Newzoo ระบุว่าประชากรเวียดนามมากกว่าครึ่งหนึ่งเล่นเกมเป็นประจำ

ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของเวียดนามยังใช้โซเชียลมีเดีย โดยกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสารเวียดนามประมาณการว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ประมาณ 65 ล้านคน ผู้ใช้ยูทูบ 60 ล้านคน และผู้ใช้ติ๊กต่อก 20 ล้านคน.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign