กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อ้าง โดนแฮกเกอร์จีนเจาะระบบ “เวิร์กสเตชัน”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อ้าง โดนแฮกเกอร์จีนเจาะระบบ “เวิร์กสเตชัน”

31 ธ.ค. 2567 06:16 น.

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อ้าง โดนแฮกเกอร์จีนเจาะระบบ “เวิร์กสเตชัน”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผย ถูกแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน เจาะระบบเวิร์กสเตชัน และเข้าถึงข้อมูลบางส่วน เช่นเอกสารที่ไม่เป็นความลับ

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาในวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค. 2567 ว่า แฮกเกอร์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน เจาะระบบแทรกซึมเข้าสู่เวิร์กสเตชันของกระทรวงการคลัง พร้อมเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “เหตุการณ์ร้ายแรง” (major incident)

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ร่อนจดหมายถึงคณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภา ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากบริษัทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์บุคคลที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2567 ว่ามีแฮกเกอร์ใช้กุญแจเข้าระบบี่ถูกขโมยไป เจาะระบบทางไกลเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของเวิร์กสเตชัน และเอกสารที่ไม่เป็นความลับ

“จากข้อบ่งชี้ที่มีในตอนนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของแฮกเกอร์ผู้เป็นภัยคุกคามต่อเนื่องขั้นสูง (APT) ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน” อาดิตี ฮาร์ดิการ์ ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายการบริหารของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุไว้ในจดหมายฉบับเดียวกัน

ด้านโฆษกกระทรวงการคลังระบุในแถลงการณ์ถึง ซีเอ็นเอ็น ว่า บริการที่ถูกโจมตีถูกปิดเข้าสู่ภาวะออฟไลน์แล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังทำงานร่วมกับตำรวจ และสำนักงานความมั่นคงทางโครงสร้างและความมั่นคงไซเบอร์ เพื่อสืบสวนเรื่องนี้

โฆษกยืนยันด้วยว่า ตอนนี้ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ใด้ว่า คนร้ายยังคงสามารถเข้าถึงระบบหรือข้อมูลของกระทรวงการคลังได้หรือไม่ โดยยังไม่ชัดเจนว่า มีเวิร์คสเตชัน กี่เครื่องที่ถูกแทรกซึม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซอร์เบียสั่งจำคุก พ่อแม่มือปืนวัย 13 กราดยิงโรงเรียนเบลเกรด 10 ศพ

เซอร์เบียสั่งจำคุก พ่อแม่มือปืนวัย 13 กราดยิงโรงเรียนเบลเกรด 10 ศพ

31 ธ.ค. 2567 04:51 น.

เซอร์เบียสั่งจำคุก พ่อแม่มือปืนวัย 13 กราดยิงโรงเรียนเบลเกรด 10 ศพ

พ่อแม่ของเด็กชายผู้ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนในกรุงเบลเกรด จนมีผู้เสียชีวิต 9 ศพเมื่อปีก่อน ถูกตัดสินจำคุก โทษฐานทำให้สังคมตกอยู่ในอันตราย

จากกรณีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 เด็กชายซึ่งตอนนั้นมีอายุ 13 ปี ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถม วลาดิสลาฟ ริบนิการ์ ในกรุงเบลเกรด จนมีเด็กเสียชีวิต 9 ศพ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิตอีก 1 ศพ

ล่าสุดในวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค. 2567 นายวลาดิเมียร์ เคชมาโนเวียช พ่อของเด็กผู้ก่อเหตุ ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 14 ปีครึ่ง จากความผิดข้อหา ปล่อยปละละเลยผู้เยาว์, เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ ด้วยการสอนให้ลูกชายยิงปืน และล้มเหลวในการเก็บรักษาปืนที่เขาเป็นเจ้าของตามกฎหมาย

ขณะที่นาง มิลยานา เคชมาโนเวีย แม่ของเด็ก ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี โทษฐานปล่อยปละละเลยผู้เยาว์ แต่พ้นผิดข้อหา ครอบครองอาวุธและเครื่องกระสุนผิดกฎหมาย

ส่วนเด็กชายผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีการเผยเพียงชื่อย่อว่า เคเค (KK) กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถาบันจิตเวชนับตั้งแต่ถูกจับหลังก่อเหตุโจมตี

เมื่อเดือนตุลาคม 2567 เคเคถูกพามาขึ้นศาลในฐานะพยาน เนื่องจากเขายังไม่สามารถถูกดำเนินคดีได้ เนื่องจากมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์อายุความรับผิดชอบทางอาญา และได้ตอบคำถามของอัยการ, ทนายความฝ่ายจำเลยและทนายความของครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยเคเคอ้างว่า เขาเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่อธิบายว่าแรงจูงใจของเขาคืออะไร

ทั้งนี้ นาย เนมานยา มารินโควิช ครูฝึกของชมรมยิงปืน “ปาร์ติซาน” (Partizan) ซึ่งสอนการใช้ปืนให้ เคเค ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี กับ 3 เดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-ยูเครน แลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกกว่า 300 คน แต่ยังถูกจับอีกนับพัน

รัสเซีย-ยูเครน แลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกกว่า 300 คน แต่ยังถูกจับอีกนับพัน

31 ธ.ค. 2567 04:04 น.

รัสเซีย-ยูเครน แลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกกว่า 300 คน แต่ยังถูกจับอีกนับพัน

รัสเซียกับยูเครนดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกจำนวนหลายร้อยคน ตามข้อตกลงซึ่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นตัวกลางเจรจา

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2567 กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่า พวกเขาดำเนินการแลกเปลี่ยนตัวทหารยูเครน 150 คน ที่พวกเขาจับตัวเอาไว้ กับทหารรัสเซียจำนวนเท่าๆ กัน ขณะที่นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า มีชาวยูเครนได้กลับบ้าน 189 คน

นี่นับเป็นการแลกเปลี่ยนเชลยศึกระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นครั้งที่ 59 แล้ว นับตั้งแต่เกิดสงครามเต็มรูปแบบในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

ในฝ่ายยูเครน ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวรวมถึง ทหาร, เจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดน, กองกำลังพิทักษ์ชาติ และทหารเรือ, โดยมีหลายรายที่ถูกจับมานานกว่า 2 ปีครึ่ง และบางคนกลับมาพร้อมกับมีอาการป่วยหนัก หรือบาดเจ็บหนัก

เซเลนสกีเผยว่า ทหารที่ได้รับการปล่อยตัวรวมถึงเหล่าผู้ปกป้องโรงงานเหล็ก “อซอฟสตาล” (Azovstal) ในเมืองมาริอูโปล, โรงงานไฟฟ้าเชอร์โนบิล และหมู่เกาะงู นอกจากนั้นยังมีพลเรือน 2 คนได้รับอิสรภาพด้วย

ส่วนฝ่ายรัสเซีย กระทรวงกลาโหมระบุว่า ทหารรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัวตอนนี้อยู่ในเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรของรัสเซีย และกำลังได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ และได้โอกาสติดต่อหาครอบครัวด้วย

ทั้งนี้ นี่นับเป็นการแลกเปลี่ยนเชลยศึกระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นครั้งที่ 59 แล้ว นับตั้งแต่เกิดสงครามเต็มรูปแบบในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวยูเครนอีกหลายพันคนที่ถูกจับเอาไว้ในรัสเซีย หรือในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดไปแล้ว โดยยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด แต่คาดกันว่าอาจมีจำนวนมากกว่า 8,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหตุบิน เจจู แอร์ ตก ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถาม “ทำไมมีกำแพงที่ปลายรันเวย์”

เหตุบิน เจจู แอร์ ตก ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถาม “ทำไมมีกำแพงที่ปลายรันเวย์”

31 ธ.ค. 2567 02:10 น.

เหตุบิน เจจู แอร์ ตก ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถาม “ทำไมมีกำแพงที่ปลายรันเวย์”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินตั้งคำถาม ทำไมมีกำแพงคอนกรีตที่ปลายสุดรันเวย์ และมันเป็นปัจจัยที่ทำให้เหตุเครื่องบิน เจจู แอร์ ตก มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินโดยสาร เที่ยวบินที่ 7C2216 ของสายการบิน เจจู แอร์ ตกและมีผู้เสียชีวิตถึง 179 ศพ กำลังพิจารณาความสำคัญของกำแพงคอนกรีต ที่อยู่เลยจากปลายสุดของรันเวย์สนามบินมูอันไปประมาณ 250 ม.

ทั้งนี้ เนื่องจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า เครื่องบินโดยสารลำนี้ลงจอดโดยที่ล้อไม่กาง ทำให้เครื่องไถลครูดไปกับพื้น จนหลุดจากปลายสุดของรันเวย์ ก่อนจะไปชนกับกำแพงคอนกรีตดังกล่าว จนระเบิดไฟลุกท่วม

นายเดวิด เลียร์เมาท์ ผู้เชี่ยวชายด้านความปลอดภัยอากาศยาน กล่าวว่า หากสิ่งกีดขวางนี้ไม่อยู่ที่นั่น เครื่องบินอาจหยุดลงได้โดยที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ยังมีชีวิตอยู่

นายเลียร์เมาท์บอกอีกว่า เครื่องบินลำนี้ลงจอดได้ดีที่สุดเท่าที่การลงจอดแบบไม่ใช้แฟลบ (Flap) หรือปีกสร้างแรงยก และไม่ใช้ระบบล้อจะทำได้แล้ว ระดับปีกกับจมูกเครื่องบินไม่ยกสูงเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่วนหางเสียหาย และเครื่องบินก็ไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรงใดๆ ขณะไถลไปกับรันเวย์

“เหตุผลที่มีผู้เสียชีวิตมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะการลงจอดในลักษณะนั้น แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเพราะเครื่องบินไปชนกับสิ่งกีดขวางที่มีความแข็งมากที่เลยปลายสุดรันเวย์ต่างหาก” นายเลียร์เมาท์กล่าว

ด้านนาย คริสเตียน เบ็กเคิร์ต นักบินของสายการบินลุฟต์ฮันซา ที่เมืองมิวนิก ระบุว่า การมีกำแพงคอนกรีตที่หลายสุดรันเวย์แบบนั้น เป็นเรื่องไม่ปกติ

สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ รายงานว่า โครงสร้างคอนกรีตดังกล่าว มีระบบนำทางสำหรับในการลงจอดของเครื่องบินที่เรียกว่า “localiser” โดยกำแพงดังกล่าวมีความสูง 4 เมตร ปกคลุมด้วยดิน โดยที่ยกสูงขึ้นมาก็เพื่อรักษาระดับของ localizer กับรันเวย์ เพื่อทำให้แน่ใจว่า ระบบจะทำงานเป็นปกติ

ข่าวระบุก่อนหน้านี้ว่า นักบินแจ้งกับหอบังคับการบินว่า เครื่องบินชนนก ก่อนจะยกเลิกการลงจอดแบบปกติ และขอลงจอดจากทิศทางตรงกันข้ามแทน

ขณะที่กระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ ระบุว่า ที่สนามบินอื่นๆ ในประเทศ กับบางแห่งในต่างประเทศ ก็มีอุปกรณ์ติดตั้งเอาไว้ในโครงสร้างคอนกรีตลักษณะคล้ายกันนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่า โครงสร้างดังกล่าวควรสร้างจากวัสดุน้ำหนักเบา ที่สามารถแตกหักได้ง่ายเมื่อเกิดการปะทะหรือไม่

นายคริสต์ คิงส์วูด นักบินผู้มีประสบการณ์ยาวนานถึง 48 ปี และเคยขับเครื่องบิน โบอิ้ง 737-800 รุ่นเดียวกับเครื่องที่ตกมาแล้ว บอกกับ บีบีซี ว่า สิ่งกีดขวางภายในระยะห่างจากรันเวย์ในระดับหนึ่ง จำเป็นต้องแตกหักได้ง่าย เพื่อให้มันแตกเวลาเครื่องบินไปชน

“มันดูไม่ปกติที่มันเป็นของแข็งขนาดนั้น ตามที่ผมเข้าใจ เครื่องบินกำลังเดินทางด้วยความเร็วสูง ลงจอดบนรันเวย์จากระยะไกล ดังนั้นเครื่องจะไถลไปไกลจากปลายสุดของรันเวย์เป็นระยะทางไกลมาก แล้วเราควรจะตีเส้นไว้ตรงไหน? นั่นเป็นสอ่งที่ต้องมีการสืบสวน” นายคิงส์วูดกล่าว และเสริมว่า ต่อให้ไม่มีกำแพง ผลลัพธ์ก็อาจไม่ต่างกันก็ได้

“เครื่องบินไม่ได้เป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่ง พวกมันถูกออกแบบมาให้เบา เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบิน พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เอาท้องไถลไปด้วยความเร็วสูง ดังนั้นโครงสร้างใดๆ ก็สามารถทำให้ตัวเครื่องแตกออกแล้วเกิดหายนะได้”

“เชื้อเพลิงถูกเก็บไว้ที่ปีกดังนั้น เมื่อปีกฉีกขาด ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดไฟไหม้” นายคิงส์วูดกล่าว “ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่า ถ้าไม่มีกำแพงอยู่ตรงนั้น ผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

ขณะที่ น.ส.แซลลี เกตติน นักวิเคราะห์การบิน ตั้งคำถามว่า นักบินรู้หรือไม่ว่ามีกำแพงดังกล่าว เนื่องจากเครื่องบินลงจอดในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น เขาได้รับคำสั่งจากหอบังคับการบินให้ลงพยายามจอดรอบ 2 ในทางตรงกันข้ามหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะถูกเปิดเผยจากการตรวจสอบกล่องดำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เด็กอายุ 13 ร่วมกันฆ่าเพื่อนร่วมชั้น

ศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เด็กอายุ 13 ร่วมกันฆ่าเพื่อนร่วมชั้น

30 ธ.ค. 2567 23:54 น.

ศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เด็กอายุ 13 ร่วมกันฆ่าเพื่อนร่วมชั้น

ศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต เด็กชายอายุ 13 ปี โทษฐานร่วมกับเพื่อน ฆาตกรรมเพื่อนร่วมชั้นเรียน ก่อนนำเงินผู้ตายมาแบ่งกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลในประเทศจีน ตัดสินลงโทษเด็กชายวัยเพียง 13 ปี ให้จำคุกตลอดชีวิต โทษฐานร่วมมือกับเพื่อนอีกคน ฆาตกรรมเพื่อนร่วมชั้นแล้วชิงทรัพย์สินมาแบ่งกัน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเด็กที่ร่วมก่อเหตุ ถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 12 ปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในมณฑลเหอเป่ย โดยเด็กชายอายุ 13 ปี ซึ่งเปิดเผยแค่นามสกุลว่า จาง กับ หลี่ ร่วมมือกันฆาตกรรมเพื่อนร่วมชั้นเรียนแซ่ หวัง โดยหลังจากทั้งคู่โจมตี ด.ช.หวังด้วยพลั่ว พวกเขาก็นำร่างเด็กเคราะห์ร้ายไปฝังที่เรือนกระจกร้างแห่งหนึ่ง

ศาลระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค. 2567 ว่า วิธีการที่ จาง กับ หลี่ ใช้นั้น โหดเหี้ยมเป็นพิเศษ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชั่วร้ายอย่างยิ่ง จึงตัดสินให้จำคุก ด.ช.จาง ตลอดชีวิต และจำคุก ด.ช.หลี่ 12 ปี

คำตัดสินของศาลเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับคดีการใช้ความรุนแรง โดยคดีฆาตกรรม ด.ช.หวัง ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่วประเทศ ในตอนที่เรื่องราวถูกเปิดเผยออกมาเป็นครั้งแรก

ตามข้อมูลที่ปรากฏออกมา ด.ช.หวังถูกเพื่อนร่วมชั้น 3 คน ซึ่งได้แก่ ด.ช.จาง, ด.ช.หลี่ และ ด.ช.หม่า รังแกมาตลอด โดย ด.ช.หม่าก็อยู่ด้วยในวันเกิดเหตุ แต่เขาไม่ถูกลงโทษในคดีอาชญากรรม

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2567 ด.ช.จางพา ด.ช.หวัง ไปยังเรือนกระจกด้วยสกูตเตอร์ โดยมี ด.ช.หลี่กับ ด.ช.หม่า ขับสกูตเตอร์อีกคันตามไป ซึ่งระหว่างทางนั้น ด.ช.หลี่บอกกับ ด.ช.หม่า เรื่องที่ ด.ช.จางว่างแผนจะสังหาร ด.ช.หวัง

เมื่อทั้ง 4 คนไปถึงเรือนกระจก ด.ช.จางก็เริ่มทำร้าย ด.ช.หวัง ด้วยพลั่ว โดยมี ด.ช.หลี่คอยช่วยเหลือ ขณะที่ ด.ช.หม่า ตัดสินใจออกไปจากเรือนกระจก หลังเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

หลังจาก ด.ช.จางกับ ด.ช.หลี่ฝังร่าง ด.ช. หวัง ทั้ง 3 คนก็ขี่สกูตเตอร์ออกจากที่เกิดเหตุ ก่อนที่ ด.ช.จางจะใช้โทรศัพท์ของ ด.ช.หวัง โอนเงินจากบัญชีวีแชต (WeChat) ให้ตัวเองกับ ด.ช.หลี่ จากนั้นจึงนำซิมการ์ดออกจากโทรศัพท์ แล้วสั่งให้ ด.ช.หม่านำไปทำลาย

การหายตัวไปของ ด.ช.หวังทำให้ตำรวจเข้ามาสืบสวน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าสอบถามข้อมูลกับเด็กชายทั้ง 3 คน และเป็น ด.ช.หม่าที่เป็นคนพาตำรวจไปยังจุดเกิดเหตุ

ผู้พิพากษาระบุว่า ด.ช.จางเป็นคนร้ายหลักของคดีนี้ เนื่องจากเป็นคนวางแผนก่ออาชญากรรม และยุยงให้ผู้อื่นเข้าร่วม และการกระทำของเขาคือสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ ด.ช.หวังเสียชีวิต

ขณะที่ ด.ช.หลี่ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดโดยตรง และแบ่งเงินกับ ด.ช.จาง ส่วน ด.ช.หม่า ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แต่ไม่ได้ร่วมก่อเหตุโดยตรง จะถูกส่งเข้ารับการ “อบรมและดัดนิสัย” (correction and education) ซึ่งเป็นวิธีการทั่วไปที่จีนใช้ลงโทษผู้เยาว์ที่ก่อเหตุอาชญากรรม

คำตัดสินของศาลในวันจันทร์ ได้รับการชื่นชมบนโลกออนไลน์ แต่ก็มีบางคนมองว่าโทษที่เด็กกลุ่มนี้ได้รับนั้น เบาเกินไป

“เด็กที่ถูกจำคุกแค่ 12 ปี จะกลายเป็นชายหนุ่มตอนที่ได้ออกจากคุก หวังว่าเขาจะไม่ลงมือล้างแค้นสังคมตอนที่เขาออกมานะ” ข้อความของหนึ่งในผู้ใช้งานเว่ยป๋อระบุ โดยอ้างถึงเหตุโจมตีประชาชนในจีนที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยปีนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 63 ศพ บาดเจ็บอีก 166 คน มากกว่าปีก่อนเกือบ 4 เท่า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บิน “เจจู แอร์” อีกลำ ต้องบินกลับ ระบบล้อมีปัญหาแบบเดียวกับเครื่องที่ตก

บิน “เจจู แอร์” อีกลำ ต้องบินกลับ ระบบล้อมีปัญหาแบบเดียวกับเครื่องที่ตก

30 ธ.ค. 2567 22:37 น.

บิน “เจจู แอร์” อีกลำ ต้องบินกลับ ระบบล้อมีปัญหาแบบเดียวกับเครื่องที่ตก

เครื่องบินของ เจจู แอร์ อีกลำ ต้องบินวกกลับ หลังพบปัญหาที่ระบบล้อ แบบเดียวกับเครื่องลำที่ตกเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คน 179 ศพ

สำนักข่าว ยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 7C101 ของสายการบิน เจจู แอร์ ซึ่งออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค. 2567 ต้องบินกลับมาที่ท่าอากาศยานนานาชาติ คิมโพ หลังพบปัญหาที่ระบบล้อ (landing gear) แบบเดียวกับเครื่องบินอีกลำของ เจจู แอร์ ที่ตกเมื่อวันอาทิตย์ จนมีผู้เสียชีวิต 179 ศพ

เที่ยวบิน 7C101 ออกเดินทางจากสนามบิน คิมโพ มุ่งหน้าไปยังเกาะเจจูในเวลา 6.37 น. วันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น แต่ลูกเรือตรวจพบปัญหาที่ระบบล้อหลังจากขึ้นบินไปได้ไม่นาน กัปตันจึงแจ้งผู้โดยสารทั้ง 161 คนถึงเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้น และตัดสินใจนำเครื่องกลับไปลงจอดที่สนามบินคิมโพในเวลา 7.25 น.

การลงจอดประสบความสำเร็จด้วยดี ผู้โดยสารถูกส่งไปขึ้นเครื่องบินของ เจจู แอร์ อีกลำ ซึ่งเป็นรุ่น โบอิ้ง 737-800 เช่นเดียวกัน และได้ออกเดินทางในเวลา 8.30 น. อย่างไรก็ตาม มีผู้โดยสาร 21 คน ตัดสินใจไม่เดินทางต่อ เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

ตามการเปิดเผยของนาย ซง คยองฮุน หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนการบริหารของ เจจู แอร์ กัปตันของเที่ยวบิน 7C101 ติดต่อกับหอบังคับการบิน หลังจากตรวจพบว่าระบบล้อมีปัญหา

“ถึงแม้อุปกรณ์ลงจอดจะได้รับการยืนยันว่าทำงานได้เป็นปกติ หลังจากใช้มาตรการเพิ่มเติม แต่กัปตันตัดสินใจนำเครื่องบินกลับเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย” นาย ซง คยองฮุน กล่าวในงานแถลงข่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ธ.ค. ที่ผ่านมา เครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน 7C2216 ของ เจจู แอร์ ซึ่งใช้เครื่องบิน โบอิ้ง 737-800 เช่นกัน ตกที่ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 ศพ รอดชีวิตเพียง 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ระบบล้อของเครื่องบินลำนี้ ล้มเหลวหมดทั้ง 3 ตัว

อนึ่ง เจจู แอร์ มีเครื่องบินทั้งหมด 41 ลำ ในจำนวนนี้ เป็นโบอิ้ง 737-800 ถึง 39 ลำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : yonhap

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบสายการบิน และโบอิ้ง 737-800 ทุกลำ หลังเกิดเหตุระทึกอีกรอบเกือบซ้ำรอยโศกนาฏกรรม

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบสายการบิน และโบอิ้ง 737-800 ทุกลำ หลังเกิดเหตุระทึกอีกรอบเกือบซ้ำรอยโศกนาฏกรรม

30 ธ.ค. 2567 14:37 น.

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบสายการบิน และโบอิ้ง 737-800 ทุกลำ หลังเกิดเหตุระทึกอีกรอบเกือบซ้ำรอยโศกนาฏกรรม

ทางการเกาหลีใต้สั่งผู้เชี่ยวชาญเร่งตรวจสอบสายการบินเจจู แอร์ และเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ทุกลำ หลังจากเกิดเหตุระทึกรอบใหม่ เครื่องบินจากกรุงโซลล้อไม่กาง แต่นักบินวกกลับไปลงจอดได้สำเร็จ ผู้โดยสารลูกเรือปลอดภัยทุกคน

วันที่ 30 ธันวาคม 2567 กระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้แถลงว่า จะดำเนินการตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ทุกลำในประเทศ หลังจากเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจจู แอร์ประสบเหตุไถลออกนอกรันเวย์ ที่ท่าอากาศยานมูอัน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซล ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 290 กิโลเมตร ทำให้มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิต 179 ศพ ตกเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยระบุว่ามีแผนที่จะทำการตรวจสอบพิเศษเครื่องบินโบอิ้ง รุ่น 737-800 ทุกลำ ซึ่งส่วนใหญ่ให้บริการโดยสายการบินภายในประเทศต้นทุนต่ำ โดยสายการบินเจจู แอร์ จัดซื้อเครื่องบินรุ่นนี้มาใช้เป็นจำนวนมากที่สุดถึง 39 ลำเพื่อให้บริการผู้โดยสารในเที่ยวบินต่างๆ

รองลงมาคือ T’way Air จำนวน 27 ลำ สายการบิน Jin Air จำนวน 19 ลำ สายการบิน Eastar Jet จำนวน 10 ลำ ตลอดจนสายการบิน Air Incheon จำนวน 4 ลำ และสายการบิน Korean Air จำนวน 2 ลำ

ทางด้านนายชเว ซัง ม็อก รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สั่งตรวจสอบความปลอดภัยฉุกเฉินของสายการบินทุกแห่งของประเทศ เพียงหนึ่งวันหลังจากเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศ และยังเกิดขึ้นในขณะที่เที่ยวบินอีกเที่ยวของสายการบินเจจู แอร์ ต้องวกกลับไปยังกรุงโซล ไม่นานหลังจากขึ้นบินเมื่อเนื่องจากมีปัญหาที่ล้อลงจอด

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระบุว่า คาดว่าสำหรับเหตุการณ์ที่สนามบินมูอัน ระบบลงจอดอาจจะล้มเหลว เครื่องบินจึงลงจอดโดยไม่มีล้อ ลื่นไถลออกจากรันเวย์ และพุ่งชนผนังด้านนอกของรันเวย์ ลำตัวเครื่องแตกออกจากกันและเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่ ซีอีโอของสายการบินเจจู แอร์ กล่าวในการแถลงข่าวว่า สายการบินไม่มีประวัติการเกิดอุบัติเหตุใดๆ เชื่อกันว่าอุบัติเหตุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพียงครั้งเดียวนับตั้งแต่สายการบินเริ่มเปิดให้บริการในปี 2548

คณะผู้สอบสวนเกาหลีใต้ ขอให้ออกหมายจับ “ยุน ซอกยอล”

คณะผู้สอบสวนเกาหลีใต้ ขอให้ออกหมายจับ "ยุน ซอกยอล"

30 ธ.ค. 2567 14:21 น.

คณะผู้สอบสวนเกาหลีใต้ ขอให้ออกหมายจับ “ยุน ซอกยอล”

คณะผู้สอบสวนร่วมเกาหลีใต้ เผยว่าได้ขอหมายจับประธานาธิบดียุน ซอก ยอล จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีที่ยังคงดำรงตำแหน่งคนแรก ที่อาจถูกหมายจับ

คณะผู้สอบสวนร่วมเกาหลีใต้ กล่าววันนี้ ว่าได้ขอหมายจับประธานาธิบดียุน ซอกยอล จากกรณีที่เขาประกาศกฎอัยการศึกเป็นระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีที่ยังคงดำรงตำแหน่งคนแรกคนแรกที่อาจถูกหมายจับ

คณะผู้สอบสวนร่วมกล่าวว่า ได้ขอหมายจับข้อหาก่อกบฏและใช้อำนาจในทางมิชอบ หลังจากที่นายยุนเพิกเฉยต่อหมายเรียก 3 ครั้ง เพื่อเข้ารับการสอบสวน คำร้องดังกล่าวถูกยื่นต่อศาลแขวงโซลตะวันตกเมื่อเที่ยงคืนวันอาทิตย์ ตามคำร้องของคณะสอบสวนที่ประกอบด้วยสำนักงานสอบสวนการทุจริตสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) ตำรวจ และหน่วยสอบสวนของกระทรวงกลาโหม

คณะผู้สอบสวนกล่าวว่า นายยุนเป็นผู้นำการก่อกบฏและใช้อำนาจในทางมิชอบ หลังจากเขาประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม และสั่งให้ทหารไปที่รัฐสภาเพื่อขัดขวางไม่ให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงคัดค้านการประกาศดังกล่าว

นายยุนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกล่าวว่าการประกาศกฎอัยการศึกของเขาเป็น “การกระทำเพื่อการปกครอง” เพื่อเตือนพรรคฝ่ายค้านเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าการใช้อำนาจนิติบัญญัติในทางมิชอบ

ยุน กั๊ป-กึน หนึ่งในตัวแทนทางกฎหมายของนายยุน กล่าวว่าพวกเขาจะยื่นเอกสารความเห็นต่อศาลเกี่ยวกับการขอหมายจับและแจ้งการแต่งตั้งทนายความในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ยุนให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเป็นทางการเพื่อตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของสำนักงานสอบสวนการทุจริต และกล่าวว่า “เป็นคำร้องของหน่วยงานที่ไม่มีอำนาจในการสอบสวนข้อกล่าวหาก่อกบฏ”

การประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน สร้างความตกตะลึงให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และสร้างความกังวลในระดับนานาชาติในหมู่ประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และคู่ค้าของเกาหลีใต้ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย

ศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มพิจารณาคดีว่าจะคืนตำแหน่งให้นายยุนหรือปลดเขาออกจากตำแหน่งอย่างถาวรหรือไม่ โดยศาลมีเวลา 180 วันในการตัดสินใจ.

ที่มา Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบความปลอดภัยทางอากาศทั้งประเทศ หลังโศกนาฏกรรมเจจูแอร์

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบความปลอดภัยทางอากาศทั้งประเทศ หลังโศกนาฏกรรมเจจูแอร์

30 ธ.ค. 2567 14:00 น.

เกาหลีใต้สั่งตรวจสอบความปลอดภัยทางอากาศทั้งประเทศ หลังโศกนาฏกรรมเจจูแอร์

ผู้นำรักษาการของเกาหลีใต้ สั่งตรวจสอบความปลอดภัยฉุกเฉินของสายการบินของประเทศทั้งหมด หนึ่งวันหลังจากที่มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ จากอุบัติเหตุเครื่องบินครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศ

ผู้นำรักษาการของเกาหลีใต้ สั่งตรวจสอบความปลอดภัยฉุกเฉินของสายการบินของประเทศทั้งหมด หนึ่งวันหลังจากที่มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ จากอุบัติเหตุเครื่องบินครั้งร้ายแรงที่สุดในประเทศ

เครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์ ระเบิดเป็นไฟขณะลงจอดที่สนามบินนานาชาติมูอัน ของเกาหลีใต้ ทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด ยกเว้นลูกเรือ 2 ราย โดยนายชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดี ได้ขอให้ผู้สืบสวนเหตุการณ์นี้เปิดเผยผลการค้นพบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตทราบโดยเร็ว

คำกล่าวของเขามีขึ้นในขณะที่เที่ยวบินของสายการบินเจจูแอร์ อีกเที่ยวหนึ่งต้องบินกลับกรุงโซล ไม่นานหลังจากขึ้นบินในวันนี้ (30 ธ.ค.) เนื่องจากมีปัญหาที่ล้อลงจอด ซึ่งไม่สามารถระบุได้ สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า เครื่องบินลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกิมโป เมื่อเวลา 06:35 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางกลับไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากตรวจพบว่ามีข้อบกพร่องทางกลไกที่เกิดจากปัญหาที่ล้อลงจอด 

ทั้งนี้ ชุดลงจอดของเครื่องบิน หมายถึง ชุดล้อและชิ้นส่วนอื่นๆ ของเครื่องบินที่ช่วยพยุงเครื่องบินขณะขึ้นบิน เคลื่อนที่ไปบนพื้นทางขับ และลงจอด

โดยเครื่องบินลำดังกล่าว เป็นเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง B737-800 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับเครื่องบินที่ประสบเหตุเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่เครื่องบิน 39 ลำ จากทั้งหมด 41 ลำ ในฝูงบินของสายการบินเจจูแอร์ เป็นเครื่องบินรุ่นนี้ หลังจากเกิดเหตุเครื่องบินตกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โบอิ้งได้แจ้งว่าได้ติดต่อกับสายการบินเจจูแอร์แล้ว และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป ผู้โดยสาร 179 คน บนเที่ยวบิน 7C2216 มีอายุระหว่าง 3 ถึง 78 ปี แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง 40, 50 และ 60 ปี ผู้เสียชีวิตเป็นชาวไทย 2 คน และที่เหลือเชื่อว่าเป็นชาวเกาหลีใต้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่องบินที่ประสบเหตุได้ลื่นไถลออกนอกรันเวย์หลังจากแตะพื้นและพุ่งชนกำแพงไม่นานหลังจากเวลา 09:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่คมนาคมของเกาหลีใต้กล่าวว่า เครื่องบินกำลังพยายามลงจอด แต่ต้องชะลอความเร็วลงหลังจากที่ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศได้ส่งสัญญาณเตือนการชนนก ซึ่งเป็นการเตือนความเสี่ยงของการชนกับนก ต่อมาศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศได้อนุญาตให้เครื่องบินลงจอดจากทิศทางตรงข้าม 

ผู้บริหารของสายการบินเจเจูแอร์ ได้โค้งคำนับ ขณะที่พวกเขากล่าวขอโทษต่อสาธารณชนในงานแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า “เราขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์” ขณะที่ราคาหุ้นของสายการบินเจจูแอร์ ลดลงประมาณ 8% ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์

อุบัติเหตุดังกล่าวถือเป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติสำหรับเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาทางการเมือง หลังจากรัฐสภาลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุน ซอก ยอล และฮัน ด๊อก-ซู รักษาการประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง

นายชเว ประธานาธิบดีรักษาการ ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งรักษาการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กล่าวว่าเขา “เสียใจ” กับอุบัติเหตุดังกล่าว “ถึงประชาชนผู้มีเกียรติของประเทศของเรา ในฐานะประธานาธิบดีรักษาการ หัวใจของผมเจ็บปวดที่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิดนี้ท่ามกลางความยากลำบากทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา”.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เครื่องบินเกาหลีใต้ชนฝูงนกเป็นสาเหตุโศกนาฏกรรมจริงหรือไม่

เครื่องบินเกาหลีใต้ชนฝูงนกเป็นสาเหตุโศกนาฏกรรมจริงหรือไม่

30 ธ.ค. 2567 13:30 น.

เครื่องบินเกาหลีใต้ชนฝูงนกเป็นสาเหตุโศกนาฏกรรมจริงหรือไม่

  • เหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินสายการบินเจจู แอร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบทั้งลำ หลังจากเครื่องบินลงจอดกระแทกแนวกั้นปลายรันเวย์ ขณะลงจอดที่สนามบินมูอัน เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นหายนะทางการบินที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษของเกาหลีใต้
  • เจ้าหน้าที่พบกล่องดำบันทึกข้อมูลการบินและเสียงในห้องนักบินซึ่งได้รับความเสียหายบางส่วน โดยได้มีการนำไปกู้ข้อมูลและวิเคราะห์หาสาเหตุกันต่อไป
  • ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า อาจเกิดจากการบินชนฝูงนก และสภาพอากาศเลวร้ายประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอุบัติเหตุครั้งนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายประการ รวมไปถึงการขัดข้องของเครื่องบินโบอิ้ง 737-800

รัฐบาลเกาหลีใต้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุ่มทรัพยากรทั้งหมด ในการสืบสวนหาสาเหตุการตกของเครื่องบินลำนี้อย่างละเอียด และจะเปิดเผยการค้นพบทั้งหมดแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและสังคมอย่างโปร่งใส
โดยโศกนาฏกรรมล่าสุดนับเป็นเหตุเครื่องบินตกที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของเกาหลีใต้ และเป็นเหตุเครื่องบินตกที่เกี่ยวข้องกับสายการบินของเกาหลีใต้ ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดลำดับที่ 3

เจ้าหน้าที่สอบสวนเร่งวิเคราะห์ข้อมูลในกล่องดำ

กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้แถลงว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนได้พบ “กล่องดำ” ทั้ง 2 กล่อง ได้แก่ “FDR” (Flight Data Recorder) ที่บันทึกข้อมูลการบิน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสูง ความเร็วอากาศ และทิศทาง และ “CVR” (Cockpit Voice Recorder) บันทึกการส่งสัญญาณวิทยุและเสียงในห้องนักบิน ของเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 เที่ยวบินที่ 7C2216 แล้ว

เจ้าหน้าที่จะเร่งกู้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินและเสียงสนทนาระหว่างทำการบินแล้ว เพื่อสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 

รายงานของสำนักข่าวยอนฮับ ระบุว่า โดยปกติแล้วการถอดรหัสอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินเพียงอย่างเดียวอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจะระบุสาเหตุที่แน่ชัดของอุบัติเหตุทางการบินที่มีความเสียหายร้ายแรงระดับนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่พบว่าหนึ่งในสองกล่องดำของเครื่องบินลำนี้ได้รับความเสียหายหนักบางส่วน ทำให้ในกรณีนี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้ามากขึ้นได้ 

เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสอบสวนกล่าวว่า กล่องดำอาจต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ ของสหรัฐฯเพื่อถอดรหัส ซึ่งในกรณีนี้กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานอย่างน้อย 6 เดือน

กล่องดำ “FDR” และ “CVR” จะทนต่อแรงกระแทกที่มากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกถึง 3,400 เท่า และอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส โดยจะอุปกรณ์นี้จะถูกติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายเครื่องบินเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุนกชนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งหรือไม่

เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 เที่ยวบิน 7C2216 ให้บริการโดยสายการบินเจจู แอร์ ซึ่งเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเกาหลี โดยตามไทม์ไลน์เครื่องบินออกจากกรุงเทพฯ ไปถึงสนามบินมูอันเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 7.00 น.เช้าวันอาทิตย์ ตามเวลาในไทย

เจ้าหน้าที่คมนาคมของเกาหลีใต้กล่าวว่า เครื่องบินกำลังพยายามลงจอด แต่จำเป็นต้องชะลอความเร็วลงหลังจากที่ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศออกคำเตือนเรื่องการบินชนนก ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่จะชนกับนก

ประมาณ 2 นาทีต่อมา นักบินได้เรียกขอความช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศได้อนุญาตให้เครื่องบินลงจอดจากทิศทางตรงข้าม โดยคลิปวิดีโอหนึ่งแสดงให้เห็นเครื่องบินกำลังลงจอดโดยที่ไม่ได้ใช้ระบบการลงจอด ล้อไม่ได้กางออก เครื่องบินจึงอยู่ในสภาพลื่นไถลไปตามรันเวย์และพุ่งชนกำแพงก่อนจะระเบิดเป็นไฟลุกท่วม เครื่องบินถูกไฟไหม้และมีควันพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า

ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่าในตอนนั้นพวกเขาได้ยินเสียง “ดังปัง” ตามมาด้วย “เสียงระเบิดดังสนั่นหลายครั้ง”

ด้านนายอี จองฮยอน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงมูอัน เปิดเผยในการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ว่า สามารถระบุส่วนหางเครื่องบินได้ แต่ไม่สามารถระบุชิ้นส่วนที่เหลือของเครื่องบินได้เลย เขากล่าวว่าการชนนกและสภาพอากาศเลวร้ายอาจเป็นสาเหตุของการตกของเครื่องบิน แต่สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยเครื่องบันทึกเสียงและข้อมูลการบินจากเครื่องบินลำนี้ได้รับการกู้ขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะได้รับความเสียหาย และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 1 เดือนในการถอดรหัส

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของเกาหลีใต้มีการรายงานข่าวประเด็นที่มีการแชร์ข้อความของผู้โดยสารคนหนึ่งบนเครื่องบินที่ได้ส่งถึงญาติโดยบอกว่ามีนก “ติดอยู่ในปีกเครื่องบิน” และเครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่าเครื่องบินได้ชนกับนกจริงหรือไม่ โดยหัวหน้าฝ่ายบริหารของสายการบินเจจู แอร์ ยังกล่าวว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก “ปัญหาการบำรุงรักษาเครื่องบิน” ตามที่มีการรายงานข่าว

ทางด้านกรมขนส่งของเกาหลีใต้กล่าวว่า กัปตันของเที่ยวบินนี้เป็นนักบินมาตั้งแต่ปี 2019 และมีประสบการณ์การบินมากกว่า 6,800 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นนักบินผู้มีประสบการณ์โชกโชนอย่างมาก

ขณะเดียวกันนายจอฟฟรีย์ โธมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินและบรรณาธิการของ Airline News เปิดเผยว่าสายการบินเกาหลีใต้ถือว่ามีแนวปฏิบัติดีที่สุดประเทศหนึ่งในอุตสาหกรรมการบิน และทั้งเครื่องบินและสายการบินต่างก็มีประวัติความปลอดภัยการบินที่ยอดเยี่ยม และเขามองว่า มีหลายอย่างเเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

เครื่องบินชนฝูงนกเกิดจากอะไร

หลายครั้งที่เราได้ยินข่าวเครื่องบินชนฝูงนก หรือมีการชนกันระหว่างเครื่องบินที่กำลังบินกับฝูงนก ซึ่งสำหรับคนที่อยู่ในแวดวงการบินจะรู้ดีว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยมาก สำนักข่าวบีบีซี เคยมีการรายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนที่ระบุว่า ในอังกฤษมีรายงานเครื่องบินชนนกมากกว่า 1,400 ครั้งในปี 2022 โดยมีเพียง 100 ครั้งเท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่อเครื่องบิน

หากย้อนไปในอดีต เหตุการณ์เครื่องบินนกชนที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อเครื่องบินแอร์บัสต้องลงจอดฉุกเฉินบนแม่น้ำฮัดสัน ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ หลังจากชนกับฝูงห่าน ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 155 คนรอดชีวิต

ศาสตราจารย์ดั๊ก ดรูรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินแห่ง CQ University ระบุว่า เครื่องบินของโบอิ้งมีเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน ซึ่งอาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการพุ่งชนของนก โดยบอกว่านักบินได้รับการฝึกให้ระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงเช้าตรู่ หรือพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นกมักจะบินอพยพไปมามากที่สุดของวัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินบางคนยังคงสงสัยว่า อุบัติเหตุเครื่องบินชนนกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินเจจู แอร์ ที่ท่าอากาศยานมูอัน หรือไม่ ขณะที่หลายคนเชื่อว่าโดยปกติแล้วการบินชนนกไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้เครื่องบินเสียหายแต่อย่างใดและพวกเขาไม่เคยเห็นกรณีที่เครื่องบินนกชนจนระบบการลงจอดเสียหาย ทำให้ไม่สามารถกางล้อลงจอดได้มาก่อน