Fin Lab ปลูกฝังเยาวชนไทย ‘หา-ใช้-ออม-ลงทุน-ปกป้อง’ ต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม

https://www.naewna.com/local/849681

Fin Lab ปลูกฝังเยาวชนไทย  ‘หา-ใช้-ออม-ลงทุน-ปกป้อง’  ต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม

Fin Lab ปลูกฝังเยาวชนไทย ‘หา-ใช้-ออม-ลงทุน-ปกป้อง’ ต่อยอดสู่โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่แสดงไอเดียธุรกิจด้านการเงิน การลงทุน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเทียบเท่าในการประกวดการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านการเงินการลงทุน (Capital Market Hackathon) ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า110,000 บาท พร้อมรับ E-Certificate ซึ่งเป็นการประกวดนี้ต่อยอดจากโครงการ“Fin Lab : คาราวานความรู้ตลาดทุนรุกสู่ภูมิภาค และบ่มเพาะต้นแบบคนรุ่นใหม่ (New Gen) เข้าสู่ตลาดทุน” โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 10,000 คน

สำหรับการประกวดการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านการเงินการลงทุน (Capital Market Hackathon) ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่16-17 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา มีเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายบ่มเพาะเชิงลึก (Bootcamp) กว่า 1,000 ราย ได้รับองค์ความรู้ในการ “หา-ใช้-ออม-ลงทุน-ปกป้อง” และต่อยอดไอเดียการเงินสู่การคิด และทำโปรเจกท์โมเดลธุรกิจการเงินเพื่อสังคม พร้อมพัฒนาโปรเจกท์ภายใต้คำแนะนำโดยทีมเมนเทอร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ความรู้เรื่องการเงินการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเยาวชนยุคนี้เริ่มหารายได้กันตั้งแต่ยังเรียน สามารถที่จะเก็บเงินออม มีการลงทุน ถ้าเค้ามีวินัยทางการเงิน มีความเข้าใจเรื่องตลาดเงิน ตลาดทุน ก็จะเป็นนักลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ในอนาคต

ด้าน จักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า “เราไม่ลังเลใจที่จะให้ทุนสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม onsite หรือ online เราคาดหวังว่าเด็กๆ จะได้รับรู้เรื่องการออม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับขยายผลในชุมชนของตัวเอง แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่มีโอกาสได้ลงทุน แต่เมื่อถึงวัยเขาก็จะมีพร้อม เพราะการบ่มเพาะที่ได้รับจะส่งผลให้การคิดวางแผนมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เมื่อถึงวัยที่เขาสามารถลงทุนได้ ฉะนั้นการบ่มเพาะตั้งแต่ต้นน้ำย่อมนำไปสู่ผลดีซึ่งในอนาคตเราก็มีแผนที่จะส่งเสริมคนในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ในเรื่องของการออม การลงทุน โดยนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้การกระจายความรู้ทั่วถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเน้น และยังมีการจัดการแข่งขันโดยร่วมกับภาคีด้านการเงิน ผลชนะ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เรื่องการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพยายามผลักดันเรื่องของการออม การลงทุนให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประถม นั่นคือแผนที่ทาง CMDF เตรียมไว้สำหรับปีหน้า”

ด้าน พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาความรู้ตลาดทุนและหัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า “ความรู้หลักๆ ที่เราเน้นส่งต่อให้กับน้องๆ มี 4 เรื่อง คือ รู้หา รู้เก็บรู้ใช้ รู้ขยายผล สำหรับในงานนี้จะมีพูดถึงเรื่องความเสี่ยงด้วย ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนการเงิน ของทุกคนและทุกวัย ซึ่งเด็กในวัยนี้จะรู้เรื่อง รู้เก็บ รู้ใช้ หากมีความเข้าใจ ทำให้เขาต่อยอด รู้หา หรือรู้ขยายผลได้ดี ทำให้วางแผนทางการเงินได้สอดคล้องกับวัยของแต่ละคนได้ นอกจากนี้ทาง SET ยังให้ความรู้กับข้อต่อที่สำคัญ เช่น คุณครู พี่เลี้ยงการเงิน ผ่านทางโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcampซึ่งคุณครูก็ได้นำความรู้ไปสอนนักเรียน และในวันนี้ก็ส่งนักเรียนและเข้ามาถึงรอบ Final ก็เป็นความภูมิใจของ SET เพราะคุณครูคือข้อต่อสำคัญ ที่อยู่กับเด็กๆ และรู้ว่าเด็กต้องการอะไร”

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในระดับมัธยมต้น เป็นผลงานของทีม “ออมคำ Project” จากโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับมัธยมปลาย เป็นของ ทีม “isave Application” จากโรงเรียนวิสุทธรังษี และโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้ทีมที่ชนะเลิศพร้อมด้วยรองอันดับ 1 และ 2 จะได้รับรางวัลจากคณะผู้จัดงาน และได้รับโอกาสเข้าไปศึกษาดูงาน และเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุน อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับนโยบายการเงิน และบทบาทของธนาคารกลางในระบบเศรษฐกิจ, อุทยานการเรียนรู้ TK Park ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นพื้นที่บ่มเพาะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์รวมถึง INVESTORY พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ศธ.-เครือเซ็นทรัล มอบของขวัญปีใหม่ 2568 เปิดกิจกรรม ‘เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส’ สนับสนุนพื้นที่ให้น้องๆ ‘ปล่อยของ’ อย่างสร้างสรรค์

https://www.naewna.com/local/849678

ศธ.-เครือเซ็นทรัล มอบของขวัญปีใหม่ 2568  เปิดกิจกรรม ‘เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส’  สนับสนุนพื้นที่ให้น้องๆ ‘ปล่อยของ’ อย่างสร้างสรรค์

ศธ.-เครือเซ็นทรัล มอบของขวัญปีใหม่ 2568 เปิดกิจกรรม ‘เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส’ สนับสนุนพื้นที่ให้น้องๆ ‘ปล่อยของ’ อย่างสร้างสรรค์

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน Kick off เปิดกิจกรรม “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” ของขวัญปีใหม่กระทรวงศึกษาธิการ กับเครือเซ็นทรัลพัฒนา โดยมี นายปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และ น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)พร้อมคณะผู้บริหารเซ็นทรัล ร่วมแถลงความร่วมมือ ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า สำหรับปีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล และเซ็นทรัลพัฒนา ในการดำเนินการด้านการศึกษาซึ่งซึ่งสอดรับกับแนว “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” มิติของการจับมือแล้วไปด้วยกัน จะทำให้เกิดพลังในการทำงานให้สัมฤทธิผลซึ่งในโอกาสเปิดกิจกรรมในช่วงปีใหม่นี้ ก็ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับน้องๆ นักเรียนที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้มอบให้ และเป็นสิ่งที่ศธ.อยากให้เกิดขึ้น

ด้าน น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า โครงการ “เรียนดีมีความสุข อนาคตที่สดใส” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล ภายใต้แนวคิด “เปิดเวที เปิดโลกเปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ” เริ่มต้นสนับสนุนเปิด “พื้นที่” จัดกิจกรรมแรกของโครงการ ฉลองคริสต์มาสที่แลนด์มาร์คใจกลางเมือง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แห่งแห่งนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดเวทีให้เยาวชนรุ่นใหม่จากโรงเรียนต่างๆแสดงศักยภาพโชว์การแสดงที่หลากหลายรวมถึงเวทีการประกวดต่างๆ และการสนับสนุนการจัดงานและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้น้องนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจัดซุ้มขาย เค้กปีใหม่ในโซน Food Park 19 สาขาสาขาทั่วประเทศ

นอกจากนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศยังพร้อมที่จะร่วมส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ให้น้องๆ เยาวชน อีก 3 กิจกรรม ได้แก่ เปิดโลกฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้แก่นักเรียนกลุ่มพิเศษ เปิดประสบการณ์เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทดลองลงสนามจริงเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต และเปิดเส้นทางเส้นทางอาชีพ ให้โอกาสได้ทดลองทำงานจริงมีรายได้จริงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทเซ็นทรัลพัฒนามุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยความสะดวกประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนตามวิสัยทัศน์ Imagining better futures for all เพื่ออนาคตที่ดีและยั่งยืนของทุกคน

สำหรับโครงการ “เรียนดี มีความสุขสู่อนาคตที่สดใส” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิดเปิดเวที เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ โดยเซ็นทรัลพัฒนา จะสนับสนุนพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เพื่อเป็นเวทีสร้างสรรค์ให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ได้แสดงศักยภาพทางด้านวิชาการ วิชาชีพ และการแสดงออกในทุกมิติ ผ่าน 4 ไฮไลท์ ได้แก่ 1.เปิดเวที ให้เยาวชนแสดงความสามารถ เช่น การแสดงดนตรีและเวทีประกวด 2.เปิดโลก ฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้กลุ่มนักเรียนพิเศษ 3.เปิดประสบการณ์ ทดลองขายสินค้าและบริการ พร้อมแข่งขันโชว์ผลงานและ 4.เปิดเส้นทางอาชีพ ทดลองทำงานจริง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน นับได้ว่าเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วประเทศอย่างแท้จริง

‘สิริพงศ์’ ปลื้มผลงานธุรกิจชนะเลิศอาชีวศึกษา หวังพัฒนาต่อยอดสู่…‘ธุรกิจเชิงพาณิชย์’

https://www.naewna.com/local/849676

‘สิริพงศ์’ ปลื้มผลงานธุรกิจชนะเลิศอาชีวศึกษา  หวังพัฒนาต่อยอดสู่...‘ธุรกิจเชิงพาณิชย์’

‘สิริพงศ์’ ปลื้มผลงานธุรกิจชนะเลิศอาชีวศึกษา หวังพัฒนาต่อยอดสู่…‘ธุรกิจเชิงพาณิชย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีปิดพร้อมกับมอบรางวัลชนะเลิศการแข่งขัน RRR Award 2024 ในงาน “R Carnival gift for you เรียนดี มีความสุขช้อปสนุก สุขใจ ผลิตภัณฑ์โดนใจจากอาชีวะ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ เครือเซ็นทรัลพัฒนา โดยมี นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมผลงานทางธุรกิจ ณ ห้างโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ศธ.ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจให้แก่ ผู้เรียนอาชีวศึกษาซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่เน้นพัฒนาด้านการสร้างผู้ประกอบการรายใหม่เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้ร่วมกับเครือเซ็นทรัลพัฒนา และธนาคารออมสิน จัดกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้น โดยกิจกรรรมนี้ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาและส่งเสริมผู้เรียนอาชีวศึกษาให้ได้มีประสบการณ์ในเชิงธุรกิจ ต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ และสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน ตลอดจนออกไปเป็นผู้ประกอบการในอนาคตได้ต่อไป

ด้าน นายสง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดแสดงผลงานธุรกิจรอบชิงชนะเลิศ (RRR Award 2024) จำนวน 20 ทีมธุรกิจ ภายใต้โครงการอาชีวะสร้างสรรค์ แปรฝันสู่ธุรกิจ ประจำปี 2567 เริ่มจากคัดเลือกทีมธุรกิจจากสถานศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 85 ทีม เข้ารับการอบรมในระยะที่ 1 และคัดเลือกให้เหลือ 20 ทีมธุรกิจ เข้ารับการอบรมระยะที่ 2 และมีคณะกรรมการให้คำแนะนำ (Coaching) ทั้ง 20 ทีมธุรกิจเพื่อปรับและพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์และบริการก่อนนำมาจัดแสดงผลงานธุรกิจรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องขอขอบคุณธนาคารออมสินที่สนับสนุนมอบเงินรางวัล จำนวน 245,000 บาท ในการแข่งขันให้กับทีมธุรกิจทั้ง 20 ทีม และเครือเซ็นทรัลพัฒนา และห้างโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน ที่สนับสนุนพื้นที่จัดงานในครั้งนี้

โดยผลการแข่งขัน มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศมี 3 รางวัล ได้รับเงินรางวัล รางวัลละ 30,000 บาท จากธนาคารออมสิน ได้แก่ 1.เครื่องประดับแห่งความศรัทธา MuYARA วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ 2.น้ำพริกสมุนไพรมะเขือมื่นฟรีซดราย วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง 3.ชุดครุยบวชนาค แบรนด์ winrawee วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 7 รางวัล ได้รับเงินรางวัล รางวัลละ 15,000 บาท จากธนาคารออมสิน ได้แก่ 1.น้ำพริกนางฟ้าไก่ฉีก ยี่ห้อ แซ่บเลย วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย 2.ธุรกิจ R-roi ผลิตภัณฑ์แซ่บซี๊ด นางตานี วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด 3.บ้าบิ่นกรอบ วิทยาลัยเทคนิค กระบี่ 4.Ricenola กราโนล่าข้าวไร่ดอกข่า (บี้ผ้างธัญพืช) วิทยาลัยการอาชีพท้ายเหมือง 5.ศรีพุนพิน วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 6. PK LipBalm วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง 7. น้ำพริกไชยาไข่ขาวเค็ม วิทยาลัยการอาชีพไชยา

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 10 รางวัลได้รับเงินรางวัล รางวัลละ 5,000 บาท จากธนาคารออมสิน ได้แก่ 1.พีบูก้าบอดี้โลชั่น วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล 2.JY Jelly Mask เจลมาส์กหน้าสารสกัดเปลือกสับปะรดและว่านหางจระเข้ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตรดิตถ์ 3.ขนมคุกกี้ UD Cookies Bar วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี 4.ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเพื่อการท่องเที่ยว ARUN ALIVE วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 5.ปั้นไม้มงคลสุโขทัย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย 6.เพ็ชร์ทอย ศิลปะหัตถศิลป์อาร์ตทอย เมืองเพชรบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี 7.ผ้าคิวบ์ วิทยาลัยการอาชีพฝาง 8.นํ้าพริกเผามังคุด วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี 9.น้ำพริกสละแผ่นอบกรอบ Salak Crispy Spicy วิทยาลัยการอาชีพพรหมคีรี 10.ทูยูสแนค ขนมข้าวไรซ์เบอร์รี่อบกรอบเสริมแคลเซียมจากปลาลูกเบร่ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน

‘ครูอุ้ม’เตรียมจูงใจเด็ก ม.3 สอบ O-NET นำผลสอบวิเคราะห์คุณภาพการเรียน

https://www.naewna.com/local/849630

'ครูอุ้ม'เตรียมจูงใจเด็ก ม.3 สอบ O-NET นำผลสอบวิเคราะห์คุณภาพการเรียน

‘ครูอุ้ม’เตรียมจูงใจเด็ก ม.3 สอบ O-NET นำผลสอบวิเคราะห์คุณภาพการเรียน

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.23 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 44/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่ฯทุกรุ่น จำนวน 245 เขต ขณะนี้ ลงทะเบียนทั้งหมด 164,065 คน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาทั้งหมด 445,624 คน และรายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ดำเนินการครบทั้ง 100% แล้ว เช่น สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และ สพป.เชียงใหม่ เขต 4 เป็นต้น นอกจากนี้ ได้รายงานการติดตามการใช้ชุดการพัฒนาความฉลาดรู้ใน 178 เขตพื้นที่ฯ พบว่า ยังมีโรงเรียนบางแห่งนำไปใช้เป็นกิจกรรมเสริม กำหนดให้ สพท.ติดตามรายงานผลออนไซต์และออนไลน์ เป็นรายสัปดาห์ ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2567 นี้ ได้มีการจัดการแข่งขัน PISA Gamification (PISA เกมมิฟิเคชัน) ในระดับเขตพื้นที่ฯ และเตรียมจัดแข่งขันระดับภูมิภาค ในวันที่ 17 มกราคม 2568

“ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้รับความร่วมมือจากทีมงานของพวกเราในการดำเนินการ ซึ่งจากผลที่ไปติดตามก็ได้รับข้อมูลหลายๆ อย่างที่มีประโยชน์มากที่จะนำมาพัฒนาในการดำเนินการต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA ในการนำเอกสารเล่ม 3 และแบบฝึกในเอกสารเล่ม 4 ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 และกานจัดทำแผนการขยายผลการอบรมและพัฒนาครูสร้างข้อสอบตามแนว PISA รูปแบบออนไลน์

“ผมได้เน้นให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา โดยเป้าหมาย ต้องไม่มีเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ของนักเรียน ชั้น ม.3 พร้อมได้กระตุ้นให้กำลังใจการขับเคลื่อนของพื้นที่อย่างเข้มข้น และจะติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่องต่อไป”

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งในที่ประชุมว่าอยากให้ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.เป็นหน่วยหลักในการจัดสอบ O-NET นักเรียนชั้น ม.3 จึงอยากให้จูงใจเด็กที่จะจบ ม.3 มาสอบให้ครบ 100% เพื่อจะได้ทดสอบกระบวนการของเราว่าเด็กมีความพร้อมในการสอบ PISA ทุกคน เพราะเราจะไม่สุ่มให้เด็กสอบ แต่จะให้เด็กทดสอบให้ได้มากที่สุดโดยไม่บังคับ แต่จะใช้วิธีจูงใจ โน้มน้าว เพื่อดูมาตรฐานการศึกษา เพราะถ้าผลสอบของ สทศ.ออกมา เราก็จะรู้ว่าเด็กของเราคุณภาพเป็นอย่างไร จะได้มาปรับขบวนการสอน และน้องๆที่ผ่านการทดสอบของ สทศ.แล้ว เราก็จะมีการติดตามไปเพิ่มคุณภาพให้น้องๆเพื่อให้มีมาตรฐานที่ดีที่จะเติบโตต่อไปในการทำงาน

รมว.ศธ.กล่าวว่า สำหรับโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหา “เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา และเด็กตกหล่น” ซึ่งสภาการศึกษา (สกศ.) ได้รายงานผลการดำเนินงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (Thailand Zero Dropout) พบข้อมูลเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (ระหว่างวันที่ 16 – 23 ธ.ค.67) ภาพรวมเพิ่มขึ้นจากเดิม จำนวน 21,756 คน แยกเป็น เด็กสัญชาติไทย จำนวน 17,705 คน เด็กต่างชาติ จำนวน 4,051 คน

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานผลการนำนักเรียนตกหล่น กลับเข้าสู่ระบบมากที่สุด ได้แก่ สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 1, สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1, สพป.สงขลา เขต 3, สพป.บุรีรัมย์ เขต 2, สพป.นครพนม เขต 2 และ สพป.นนทบุรี เขต 2 และรายงานผลการนำนักเรียนออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบมากที่สุด ได้แก่ สพม.บุรีรัมย์, สพม.นครราชสีมา, สพม.นครพนม และ สพป.ชลบุรี เขต 3

“ทั้งนี้ ก็ขอให้สำรวจให้ครบถ้วนว่าที่เด็กหลุดจากระบบไปอยู่ที่ไหน อย่างไร หรือไม่เข้ามาในระบบมีสาเหตุจากอะไร มีปัจจัยอะไรบ้าง ถ้ามาเรียนไม่ได้เราก็จะนำการศึกษาไปให้น้องๆ” รมว.ศธ.กล่าว

‘เพิ่มพูน’สั่ง สพฐ.-สอศ.ตรวจจุดเสี่ยง-สำรวจเครื่องเล่นในโรงเรียนให้ปลอดภัย

https://www.naewna.com/local/849629

‘เพิ่มพูน’สั่ง สพฐ.-สอศ.ตรวจจุดเสี่ยง-สำรวจเครื่องเล่นในโรงเรียนให้ปลอดภัย

‘เพิ่มพูน’สั่ง สพฐ.-สอศ.ตรวจจุดเสี่ยง-สำรวจเครื่องเล่นในโรงเรียนให้ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.20 น.

‘เพิ่มพูน’สั่ง สพฐ.-สอศ.ตรวจจุดเสี่ยง-สำรวจเครื่องเล่นในโรงเรียนให้ปลอดภัย

25 ธ.ค.2567 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 44/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting  กล่าวถึงกรณี นักเรียนชั้น ป.4 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต  ประสบอุบัติเหตุขณะโหนโกลฟุตบอลเล่น แล้วถูกโกลล้มทับศรีษะเสียชีวิต ว่า  ตนก็ได้ติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ประสานกับท้องถิ่น ให้นำช่างเข้าไปสำรวจอุปกรณ์ต่างๆให้มีความพร้อมและมีความปลอดภัย และมอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในพื้นที่เข้าไปช่วยดูแลอุปกรณ์เครื่องเล่นต่าง ๆของโรงเรียนให้มีความพร้อมด้วย

 รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนการเกิดอุบัติเหตุคนเมาขับรถชนตำรวจจราจรเสียชีวิตบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนขวาง จ.นครราชสีมา และรถยังเสียหลักพุ่งเข้าชนนักเรียนและผู้ปกครองที่รอกลับบ้านอยู่หน้าโรงเรียน ได้รับบาดเจ็บกว่า 10 รายนั้น ว่า ตนได้แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องประสานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมทางหลวง เพื่อหาทางป้องกัน อาจจะมีการติดป้ายเตือน  หรือตีเส้นชะลอความเร็ว บริเวณหน้าโรงเรียน  ส่วนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บทางกระทรวงศึกษาฯก็จะเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาและในช่วงปีใหม่นี้ตนก็จะแวะไปตรวจสอบด้วย 

“วันนี้ผมได้สั่งการให้ สพฐ.และ สอศ.ไปสำรวจดูว่าสถานศึกษาตรงไหนมีความเสี่ยง หรือสถานศึกษาที่อยู่ติดถนนใหญ่ ก็ให้ประสานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมทางหลวง ในการจัดทำเส้นชะลอความเร็ว สัญญาณไฟ หรือป้ายจราจรต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น“ รมว.ศธ. กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

https://www.naewna.com/local/849515

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม  อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Upskill – Reskill – Newskill ครั้งใหญ่กว่า 600 หลักสูตรครั้งแรกของประเทศ! คือ “ของขวัญปีใหม่ 2568” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การนำของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่
เรียนผ่านเกณฑ์ได้ใบรับรองใช้สมัครงานทันที โดยของขวัญปีใหม่ครั้งนี้ กระทรวง อว.ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยคนว่างงานให้ปรับเปลี่ยนทักษะกลับสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

“ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ดังนั้น เพื่อทำให้กำลังคนของประเทศสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทรวง อว.จึงได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ อว.เพื่อประชาชน ประจำปี 2568 ด้วยการเปิดให้คนไทยทุกคนได้เรียนฟรี กับหลักสูตร Upskill – Reskill – Newskill เพื่อขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่ ซึ่งเรารวบรวมมากว่า 600 หลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยหลักสูตรเหล่านี้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จะสร้างทักษะที่สอดคล้องกับยุคสมัยและอาชีพในปัจจุบันหรือรองรับการทำงานตามความถนัดและความสนใจได้หากเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบรับรองในการสมัครงาน คนที่ว่างงานก็จะสามารถปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อกลับสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง” น.ส.ศุภมาส กล่าว

สำหรับการ “Upskill – Reskill – Newskill กว่า 600 หลักสูตร” จะแบ่งเป็น หมวดต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ได้แก่ 1.หมวดดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เช่น การสร้าง AI : อุปกรณ์อัจฉริยะและระบบอัจฉริยะ Generative AI ที่ช่วยให้ First Jobber ทำงานง่ายขึ้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตด้วย Robotics and Automation สร้าง Mobile App. ด้วย React Native เส้นทางสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน, 2.หมวดธุรกิจและการบริหารจัดการ เช่น Steps เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของกิจการใน 7 วัน การระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพ การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์, 3.หมวดอาหารและโภชนาการ เช่น ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตแป้งทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โครงการความเป็นเลิศด้านอาหารไทย

4.หมวดสุขภาพและการแพทย์ เช่น การดูแล พยาบาล และฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรคต่างๆ การพยาบาลแบบประคับประคอง จิตวิทยาการปรึกษาสำหรับผู้เริ่มต้น สปาและโยคะเพื่อสุขภาพ, 5.หมวดเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรแบบดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ ศาสตร์แห่งการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเพื่อการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหาร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการ (นวัตกรรมขายได้), 6.หมวดภาษา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น ภาษาอังกฤษ-จีน-ญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสาร
ในทุกระดับ การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงช่างศิลป์ล้านนา “การสร้างสรรค์งานไม้แกะสลักและการตกแต่งงานไม้ร่วมสมัย” นักพัฒนาการท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนวัตกรรม, 7.หมวดผู้สูงวัย เช่น อี-คอมเมิร์ซเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุ งานยุคใหม่ของผู้สูงวัยและแรงบันดาลใจธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้า-บริการ การพัฒนาทักษะสำหรับผู้ดูแลในการสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุ, 8.หมวดทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง เช่น ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ การเจรจาต่อรองแบบ Win-Win การจัดการกับความไม่แน่นอน การพัฒนาตนเอง การผลักดันการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม และ 9.หมวดอื่นๆ เช่น กฎหมายพื้นฐาน กฎหมายทั่วไปสำหรับประชาชน งานซ่อมบำรุงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ เป็นต้น

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ขณะเดียวกันยังมีการเกิดขึ้นใหม่ของอาชีพที่หลากหลาย เราจึงจำเป็นต้องมองทักษะที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอาชีพในปัจจุบัน เกือบทุกอาชีพต้องอาศัยทักษะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ว่างงานไม่มีทักษะเหล่านี้หรือปรับตัวไม่ทัน ปัญหาที่ตามมา คือการไม่สามารถรับมือกับงานที่เปิดรับได้ เพราะเกือบทุกอาชีพต่อไปนี้จะต้องพัฒนาทักษะทันสมัยและสอดคล้องกับหมวดอาชีพที่มี หากสามารถปรับตัว ปรับทักษะพร้อมใช้ นอกจากจะเป็นที่ต้องการของนายจ้าง มีอาชีพที่มั่นคง ได้ค่าตอบแทนสูงแล้ว เรายังสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า

“กระทรวง อว.อาจไม่ได้มีงบประมาณมากมาย แต่เราคือกระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต เรามีองค์ความรู้มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม ที่จะนำมาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถไขว่คว้าโอกาสและกำหนดอนาคตด้วยมือของตนเองได้”

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถสมัครหรือดูรายละเอียดของหลักสูตรทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ http://www.mhesi.go.th

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

https://www.naewna.com/local/849514

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย  คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงาน ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมทีมผู้บริหาร และนักวิจัยจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมรับมอบประกาศเกียรติคุณและแสดงความยินดีกับทีมนักวิจัยที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพมหานคร

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 ปีเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้ส่งนักวิจัยและผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติ Seoul International Invention Fair 2024 (SIIF2024) ณ ศูนย์ประชุม COEX Convention & Exhibition Center ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2567 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี นับเป็นความภาคภูมิใจของ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อีกวาระหนึ่ง ในการนำความเชี่ยวชาญ เข้าไปตอบโจทย์ พัฒนาต่อยอดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ได้แก่ 1.รางวัลGold Prize ชื่อผลงาน CRA LungCheck : การใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากเทคโนโลยีอินเตอร์เนตของสรรพสิ่งเพื่อการคัดกรองและประเมินความผิดปกติของปอดพนักงานโรงงาน โดยทีมนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิริยะ มหิกุล, นายณฐนนท์ เทพตะขบ, นายไตรรัตน์ อารมฤทธิ์, นายภานุพงศ์ แก้วขาว, นางสาวญาณิศา เชื้อนพรัตน์ และ อาจารย์ ดร.แพทย์หญิงณัทญา ตรีภูริเดช, 2.รางวัล Gold Prize และ Special Prize : Korea Woman Inventors ชื่อผลงาน MammoPro Educator : หุ่นจำลองเต้านมสำหรับฝึกจัดท่าถ่ายเอกซเรย์เต้านมโดยทีมนักวิจัยสังกัดคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณิการ์ ขาววิเศษ, อาจารย์ ดร.ณภัทร ฤทธิ์ล้ำเลิศ, อาจารย์ ดร.สุทธิรักษ์ ตั้งเรืองเกียรติ และ นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.แคน กอมณี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรนันท์ คีรีสัตยกุล

3.รางวัล Gold Prize และ Special Prize : The Excellent invention จาก National Research Council of Thailand (NRCT) ชื่อผลงานอุปกรณ์ถ่างลิ้นสำหรับการตัดพังผืดใต้ลิ้นในทารกแรกเกิด (Disposable tongue retractor for neonatal frenotomy) โดย แพทย์หญิง ปวีวรรณ จิรวิสฐกุล นักวิจัยจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, 4.Bronze prize และ Special Award : The Excellent invention จาก National Research Council of Thailand (NRCT) ชื่อผลงาน CRA SkinSense AI : ระบบวัดประเมินความหนาของเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นนอกอัตโนมัติ สำหรับภาพถ่ายทางพยาธิภูมิคุ้มกันด้วยเทคโนโลยีการประมวลภาพดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์ โดยทีมนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญมณี ฉัตรศิริศุภชัย, นายไตรรัตน์ อารมฤทธิ์, นางสาวพรพิชญ์พัณ เนียมหอม, นางสาวพิทยาภรณ์มูสิกะ และ นายฌานเมธ อัครกิตติ สังกัด วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี

อนึ่ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีภารกิจส่งเสริมการทำวิจัยและการคิดค้นนวัตกรรมตลอดจนสิ่งประดิษฐ์เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและทิศทางการวิจัยของโลก การนำผลงานไปประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเวทีอันทรงเกียรติและได้รับความเชื่อถือจากนักวิจัยและนักประดิษฐ์ทั่วโลก จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อันจะเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพสูงต่อไปนอกจากนี้ เวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในระดับนานาชาติยังจะเป็นเวทีในการแสวงหาความร่วมมือสำหรับการวิจัยเชิงนวัตกรรมต่อไปด้วย

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

https://www.naewna.com/local/849513

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย  ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดงาน “Space Night Festival 2024” โดยมี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เป็นประธานและหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วมงาน ณ Space Inspirium ภายในอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ GISTDA อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

งาน Space Night Festival จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยเปิดให้ประชาชนที่หลงใหลในสีสันแห่งอวกาศยามค่ำคืนได้สัมผัสมุมมองประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ GISTDA ได้รังสรรค์ให้ผู้มาเยือนครั้งนี้ได้พบกับ Highlight การจัดงานภายใต้ธีม “Path to Artemis : Igniting the Next Era of Exploration” โดยมี 3 ฐานกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ 1.Lunar Gateway ซึ่งเป็นสถานีอวกาศแห่งแรกในวงโคจรรอบดวงจันทร์และเป็นโครงสร้างสำคัญสำหรับภารกิจส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ รวมถึงการมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารและเป้าหมายอื่นในระบบสุริยะ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญภายใต้โครงการ Artemis 2.Evolution เป็นครั้งแรกที่ Space Inspirium นำโมเดลจำลองดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของไทยมาจัดแสดงแบบเรียงต่อกัน จะได้เห็นถึงความแตกต่างในขนาดของดาวเทียม แต่ละฟังก์ชั่นการทำงานและศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ 3.GISTDA Gateway จะเป็นการเข้าร่วมในโครงการ Artemis ซึ่งเป็นโครงการสำรวจอวกาศที่หลายประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วม ปัจจุบันมีทั้งหมด 51 ประเทศ และไทยเราก็เป็น 1 ในนั้น เป็นนิทรรศการใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

https://www.naewna.com/local/849443

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.02 น.

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย-ทั่วโลก ต้อนรับศักราชใหม่ 2568

24 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นผู้เข้ารับการประทานไฟพระฤกษ์ให้กระทรวงวัฒนธรรมและถวายเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2568  

นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลาง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และประทานกล่องไม้ขีดไฟประทับตราสมเด็จพระสังฆราช (ออป.) เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรมดังกล่าว 

สร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ต้อนรับศักราชใหม่ 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ต้อนรับปีใหม่และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ได้เริ่มต้นปีด้วยความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ อันมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศอาเซียน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย นครพนม บึงกาฬ มุกดาหารศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย ตราด ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง สตูล สงขลา และนราธิวาส ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน อีกทั้ง กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีฯ ยังเป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย Soft Power สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand Creative Content Agency (THACCA) ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมในมิติศาสนา สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและแรงงานในท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้ประชาชนสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยดอกไม้ธูปเทียน และจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากร้านค้าชุมชนโดยรอบวัด ตลอดจนการเดินทางไปสวดมนต์ตามสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการในการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศในภาพรวมในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พุทธศักราช 2568

รมว.วธ. กล่าวทิ้งท้าย ว่า สำหรับประชาชนที่มาร่วมสวดมนต์ข้ามปี สามารถเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่ประดิษฐานบนมณฑป ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งเปิดให้ เข้ากราบสักการะ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ในปี 2568 เป็นกิจกรรมสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล ลดความเสี่ยงจากอบายมุขและอุบัติเหตุในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิตทั้งทางกาย ทางจิตและทางปัญญา ส่งท้ายปีเก่าด้วยธรรมะ ต้อนรับปีใหม่ด้วยศีล เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่เป็นสิริมงคลอันจะส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลตลอดทั้งปี รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาและมีประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ควรค่าแก่การสืบทอดอย่างต่อเนื่องให้เกิดความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

https://www.naewna.com/local/849255

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้  พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 50/2567 โดยนำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ตนได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เรื่องการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในภาคใต้ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,733 โรงเรียน ในพื้นที่ 10 จังหวัด 29 เขตพื้นที่ฯ และ 13 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โดยจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ (14 จังหวัด) และได้สั่งการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้มีการเยียวยาในเบื้องต้น ทั้งการจัดส่งถุงยังชีพให้กับนักเรียนและครูที่ประสบภัย การจัดสรรเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงอนุญาตให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมสามารถเปิดเป็นแหล่งพักพิงให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่ได้ โดยประสานงานกับทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนท้องถิ่นในการให้ความร่วมมือดูแลผู้ประสบภัย และหลังจากน้ำลดแล้วก็จะมีทีมฟื้นฟูลงไปเยียวยาช่วยเหลือ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในวันนี้กระทรวงศึกษาธิการนำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการเปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ทุกกรณี Teacher Rotation System (TRS) ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ฯเตรียมพร้อมบุคลากรที่จะรองรับในเรื่องการใช้งานระบบนี้ เพื่อให้การย้ายครูดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ รมว.ศธ. รวมถึงให้เขตพื้นที่และสถานศึกษา แจ้งให้ครูรับทราบว่ามีระบบ TRS แล้ว ขอให้ครูที่ประสงค์จะย้าย เข้ามาเรียนรู้การใช้งานระบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระครูได้ อยู่ที่ไหนก็สามารถยื่นคำร้องได้ ไม่ต้องเดินทางไปยังเขตพื้นที่ฯ ช่วยลดภาระในการเดินทาง และทำให้ระบบมีความโปร่งใส เป็นธรรมอีกด้วย

“สุดท้ายคือ การติดตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งในภาพรวมของ สพฐ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นกว่า 6 แสนคน โดยจากการรายงานในที่ประชุม พบว่า สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 สามารถดำเนินการติดตามได้ครบ 100% เป็นต้นแบบให้กับเขตพื้นที่อื่นๆ ในการเร่งรัดติดตามเด็กในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งขณะนี้ทุกเขตพื้นที่กำลังดำเนินการค้นหาเด็กที่ตกหล่นอย่างเข้มข้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล ซึ่งหากเด็กไม่กลับมาเรียน เราก็จะนำการเรียนไปให้น้อง เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว