สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

https://www.naewna.com/local/849771

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กว่า 40 ปี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่ 8,500 ไร่ ที่เป็นป่าเสื่อมโทรมให้คืนสู่ความสมบูรณ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ทำหน้าที่ศึกษาทดลองและจัดทำแปลงสาธิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง

ปัจจุบันประสบความสำเร็จพร้อมขยายเครือข่ายการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สนับสนุนและประสานงาน ภายใต้แนวทาง “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง ระหว่างทางคือเกษตรกรรม” มีหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่น 32 หลักสูตร ใน 5 ด้าน ประกอบด้วย ดิน น้ำ ป่าไม้ พืช และประมง ในปี 2567 มีจำนวนผู้เข้าอบรมกว่า 662 คน และศึกษาดูงานกว่า 16,744 คน และยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ 23 แห่ง มีเกษตรกรขยายผลที่ประสบความสำเร็จ 192 ราย

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการกปร. เปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 80 แห่ง ซึ่งผ่านเกณฑ์ประเมินกระจายอยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย ประชาชนและเกษตรกร 43 แห่ง สถานศึกษา 25 แห่ง องค์กรภาครัฐ 7 แห่ง ศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส 2 แห่ง ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 2 แห่ง และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน 1 แห่ง เช่น ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายสุริยะ วงศ์คำ ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบเกษตรผสมผสาน ตามบริบทและความเหมาะสมของพื้นที่ มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ มีการเลี้ยงไก่ไข่ไก่ประดู่หางดำ กบนา ปลานิล ปลาดุก ผลิตอาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ผัก ก้อนเชื้อเห็ด ปัจจุบันมีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ยในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2566 ที่ 113,800 บาทต่อปี

“เริ่มต้นจากพื้นที่ 9 ไร่ เลี้ยงสัตว์ปลูกพืชให้ผล เช่น มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง ผักเชียงดา ส่งขายตลาดในชุมชนมีรายได้ประจําวันเป็นพืชผัก รายสัปดาห์เป็นมะพร้าว กล้วย ส่วนรายได้รายปีเป็น ปลา ข้าว โดยจะวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการถ่ายทอดให้ผู้สนใจโดยเน้นทำกินแบบลงทุนตามกำลังที่มีขอขอบคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานพระราชดําริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ แห่งนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ นำมาสร้างอาชีพทำให้มีกินมีใช้ มีเก็บ สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข” นายสุริยะ วงศ์คำ กล่าว

ส่วนศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายบุญฤทธิ์ ไชยยอง หมู่ที่ 11 ตำบลหนองยวง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาดูงานหลากหลาย เช่น การเลี้ยงปลาดุกการแปรรูปสัตว์น้ำ ปลูกและแปรรูปผักเชียงดา มีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลัง (พ.ศ.2564 – 2566) 116,667 บาทต่อปี ที่ปัจจุบันมีผู้สนใจเดินทางเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ มีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่าย การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงาน กปร. ซึ่งปัจจุบันได้นำผลการศึกษา วิจัย และสาธิตทดสอบ รูปแบบการพัฒนาด้านต่างๆ นอกเหนือจากการช่วยให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับการยกระดับ
คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังมีการขยายผลสู่การดำเนินงานในหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ภาคเหนือ อีกด้วย อาทิ ศูนย์เรียนรู้ประเภทหน่วยงานภาครัฐ เรือนจําชั่วคราวสังกัดเรือนจํากลางเชียงราย ในส่วนของเรือนจําชั่วคราวดอยฮาง และสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมงาน’รมว.เกษตรฯ’แถลงผลสำเร็จกระทรวงเกษตรฯ ‘1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร’

https://www.naewna.com/local/849694

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมงาน'รมว.เกษตรฯ'แถลงผลสำเร็จกระทรวงเกษตรฯ '1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมงาน’รมว.เกษตรฯ’แถลงผลสำเร็จกระทรวงเกษตรฯ ‘1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.05 น.

วันพุธที่ 25 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงาน รมว.เกษตรฯ แถลงผลสำเร็จกระทรวงเกษตรฯ “1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร” โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2567 (มกราคม – ธันวาคม 2567) และแผนงานสำคัญปี 2568 พร้อมส่งมอบของขวัญปีใหม่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งให้เกษตรกรไทยมีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง ในงาน 1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารระดับสูงทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘นฤมล’แถลงผลงานกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าปี 68 ลุยมอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ให้ครบ 22 ล้านไร่

https://www.naewna.com/local/849642

'นฤมล'แถลงผลงานกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าปี 68 ลุยมอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ให้ครบ 22 ล้านไร่

‘นฤมล’แถลงผลงานกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าปี 68 ลุยมอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ให้ครบ 22 ล้านไร่

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.26 น.

‘นฤมล’แถลงผลงานกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าปี 68 ลุยมอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ให้ครบ 22 ล้านไร่ เล็งจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่ม 2,500 แห่ง ครอบคลุมเกษตรกร 255,000 ครัวเรือน พร้อมผลักดัน’ชาวนาอาสา’ช่วยยกระดับศักยภาพชาวนาไทย

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2567 และแผนงานสำคัญปี 2568 พร้อมส่งมอบของขวัญปีใหม่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งให้เกษตรกรไทยมีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง ในงาน 1 ปีจุดพลังเกษตรไทย 2568 ก้าวต่อไปเพื่อเกษตรกร

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการเกษตร เช่น เกษตรแม่นยำ หรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง การจัดการที่ดินทำดินให้เกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำ ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้ของเกษตรกร ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
 
นางนฤมล ยังกล่าวต่อว่า การดำเนินการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯที่สานต่อจากอดีตรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือ การจัดที่ดินทำกินแก่เกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร 1,066,643 แปลง ให้เกษตรนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 333,897 ฉบับ (95%) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3.5 ล้านไร่ โดยตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ในปี 68-69

ในส่วนของกรมการข้าวได้ทำงานร่วมกับพี่น้องกับเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการผลิตข้าวด้วย ตนเอง ให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืน ปัจจุบันมีศูนย์ข้าวชุมชนแล้วทั้งสิ้น 4,985 แห่ง ครอบคลุมเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จำนวน 200,000 ตัน ซึ่งในปี 68 จะมีการเพิ่มศูนย์ข้าวชุมชนอีก 2,500 แห่ง จะสามารถครอบคลุมเกษตรกร 255,000 ครัวเรือน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการผลักดันให้เกิดชาวนาอาสา ที่เปรียบเสมือนอาสาสมัครเกษตรที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือแนะนำเกษตรกร เกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตข้าว และช่วยเหลืองานของกรมการข้าว โดยมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหรือโครงการของกรมการข้าวให้ประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชนเข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งประสานงาน ช่วยเหลือ และให้ข้อเสนอแนะแก่กรมการข้าว รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาด้านข้าวของเกษตรกรในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้น  

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังมีความสำเร็จในการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น สินค้าสัตว์ปีก เนื้อเป็ดปรุงสุก และโคมีชีวิต เป็นต้น ส่งผลให้มีมูลค่าส่งออกสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นประมาณ 1,230 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (ด้านพืช ปศุสัตว์ หม่อนไหม และบัญชี) รวม 27,824 ราย ส่งเสริมการสร้างพลังในชุมชน ด้วยการถ่ายทอดความรู้ 33,022 ราย ส่งเสริมองค์ความรู้และสนับสนุนสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ธุรกิจชุมชน และวิสาหกิจชุมชน รวม 14,368 แห่ง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรยังได้ดำเนินการในเรื่อง ๆ ต่าง อีกมากมาย เช่น กรมประมง ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนทั้งพืช ประมง ปศุสัตว์ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดเพิ่มสูงขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มรวม 18,498.66 ล้านบาท อาทิ ยางพารา ข้าว และทุเรียน เป็นการเสริมสร้างโอกาสให้ประเทศไทย แะพัฒนาความร่วมมือด้านเกษตรต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในต่างประเทศ
 
อย่างไรก็ตาม แผนงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2568 จะยังคงสานต่อ 9 นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ และพร้อมจับมือกับทุกภาคส่วนเกี่ยวข้องขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการเกษตร เช่น เกษตรแม่นยำ หรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง การจัดการที่ดินทำดินให้เกษตรกร และการบริหารจัดการน้ำ ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้ของเกษตรกร

‘อิทธิ’สั่งทำฝนหลวงบรรเทาฝุ่นPM2.5

https://www.naewna.com/local/849657

‘อิทธิ’สั่งทำฝนหลวงบรรเทาฝุ่นPM2.5

‘อิทธิ’สั่งทำฝนหลวงบรรเทาฝุ่นPM2.5

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ต่างๆ ได้มอบหมายให้นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ด้านปฏิบัติการลงพื้นที่ไปยังหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มปฏิบัติภารกิจบรรเทาหมอกควันและสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือบริเวณ กทม.และปริมณฑล ซึ่งภายหลังปฏิบัติการพบว่า ภาพรวมพื้นที่ กทม.มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Aqi) ดีขึ้นจาก 154 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ) ลดลงเหลือ 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับปานกลาง)

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ขึ้นบินปฏิบัติการเช่นเดียวกัน มีพื้นที่เป้าหมายบริเวณ จ.เชียงใหม่ ภายหลังปฏิบัติการพบว่าพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Aqi) ดีขึ้น จาก 84 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงเหลือ 83 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ด้านนายราเชน กล่าวว่า จากผลปฏิบัติการมีแนวโน้มที่ดีจึงวางแผนปฏิบัติการเชิงรุก และปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยจากการติดตามค่าคุณภาพอากาศ พบว่าพื้นที่ภาคเหนือบริเวณ อ.แม่แอน จ.เชียงใหม่ มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ 155 และ 159 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ) จึงให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ วางแผนช่วยบรรเทาในพื้นที่ดังกล่าว ส่วน กทม.และปริมณฑล ได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนบินปฏิบัติการช่วยบรรเทาฝุ่นละอองเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับพี่น้องประชาชน ผ่านการก่อเมฆ เพื่อดูดซับฝุ่นละอองและการสเปรย์น้ำเย็นในอากาศ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และการปฏิบัติการฝนหลวงโดยใช้เทคนิค การดัดแปรสภาพอากาศ 3 เทคนิค

‘นฤมล’ยกระดับหม่อนไหม ดันSoft Powerเพิ่มมูลค่า-รายได้

https://www.naewna.com/local/849661

‘นฤมล’ยกระดับหม่อนไหม  ดันSoft Powerเพิ่มมูลค่า-รายได้

‘นฤมล’ยกระดับหม่อนไหม ดันSoft Powerเพิ่มมูลค่า-รายได้

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และการยกระดับสินค้าและบริการมูลค่าสูง ของกรมหม่อนไหม ที่เจ.ที.ฟาร์มซิลค์สันกำแพง ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่ากรมหม่อนไหม ได้บริหารจัดการด้านหม่อนไหมครบวงจร มีศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ 25 ศูนย์ โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ มีภารกิจในการอนุรักษ์ วิจัยและพัฒนา ผลิตพันธุ์หม่อนและไข่ไหมพันธุ์ดี เพื่อให้บริการ รวมทั้งส่งเสริมและดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ครอบคลุมพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน สำหรับ จ.เชียงใหม่ มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
ทั้งสิ้น 97 ราย พื้นที่ปลูกหม่อน 205 ไร่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่เราพบคือเกษตรกรยังเข้าสู่อาชีพหม่อนไหมค่อนข้างน้อย และต้นทุนการผลิตในปีแรกค่อนข้างสูง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการมีความต้องการรับซื้อผลผลิตรังไหมจากเกษตรกร 5,000 ตันต่อปี แต่เกษตรกรผลิตรังไหมได้เพียง 2,000 ตันต่อปียังเป็นการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด กรมหม่อนไหม จึงดำเนินการตามแนวนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อแก้ปัญหาและสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร ได้เข้าสู่อาชีพหม่อนไหมเพิ่มมากขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนบูรณาการร่วมกันระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ ความร่วมมืองานวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ไหม เพื่อให้ได้ไหมพันธุ์ใหม่ที่มีความเหมาะสม การนำนวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อเพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าการถ่ายทอดองค์ความรู้และวางแผนการผลิตร่วมกัน ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้รับซื้อเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตรังไหมได้ 1.2 ตันต่อปี สร้างรายได้ 225,264 บาทต่อปี ปริมาณการผลิตใบหม่อนจำหน่าย 10 ตันต่อปี รายได้ 102,576 บาทต่อปี และยังคงเดินหน้าขยายผลไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพิ่มขึ้น

“ได้เน้นแนวคิดในการบริหารจัดการผลผลิตที่มีเป้าหมายให้เกษตรกร มีรายได้แน่นอน มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของตลาด วางแผนการผลิตร่วมกัน ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านนับว่าประสบความสำเร็จในการแปรรูปสินค้าผลิตภัณฑ์จากไหมที่ได้มาจากกลุ่มเกษตรกร และผลิตภัณฑ์โปรตีนจากรังไหมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและมีชื่อเสียง รวมถึงการนำโมเดล BCG มาใช้ในการผลิตทำให้เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ผลิตและแปรรูปสินค้าทางการเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ฝนหลวง : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เริ่มปฏิบัติภารกิจฝนหลวง ช่วยบรรเทาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เป้าหมายภาคเหนือ บริเวณ จ.เชียงใหม่ รวมทั้งในพื้นที่กทม.และปริมณฑล โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

รองปลัดฯถกแนวทางช่วย แก้ปัญหาด้านเกษตรภาคใต้

https://www.naewna.com/local/849658

รองปลัดฯถกแนวทางช่วย  แก้ปัญหาด้านเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกแนวทางช่วย แก้ปัญหาด้านเกษตรภาคใต้

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมแนวทางการช่วยเหลือและการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร (อุทกภัยภาคใต้) พร้อมด้วย น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ และนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ นายอภัย ได้เป็นประธานการประชุมแนวทางการช่วยเหลือและการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร (อุทกภัยภาคใต้) ร่วมกับหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว และ ผู้ตรวจราชการเขต 5 และ เขต 7 นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม และนายกฤษ อุตตมะเวทิน และ ผอ.สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ 8 จังหวัด ที่สำนักตรวจราชการ และประชุมออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom Meeting

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้จากสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ และรับทราบผลการปฏิบัติงานจากหน่วยงานในพื้นที่ ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ประธานการประชุมขอให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการ หากมีปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานขอให้แจ้งรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วนต่อไป

รมช.เกษตรฯร่วม ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ เทิดพระเกียรติร.9 ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

https://www.naewna.com/local/849660

รมช.เกษตรฯร่วม  ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’  เทิดพระเกียรติร.9  ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

รมช.เกษตรฯร่วม ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ เทิดพระเกียรติร.9 ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” โดยมี พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี ว่างานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเชิดชูเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่พระองค์ได้รับการสดุดีให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาดินอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน การจัดการดินอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน ตลอดจนแนวพระราชดำรัส “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำรงชีวิตที่มั่นคง

ด้าน พ.จ.อ.ประเสริฐ กล่าวว่า งานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” ในปีนี้ได้ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ นิทรรศการ “ภูมิพล ดลดิน” ที่แสดงถึงพระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร นำเสนอและถ่ายทอดภูมิปัญญาการจัดการดิน รวมทั้งการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการจัดการดินที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายในงานจัดให้เรียนรู้การผสมดินสูตรพิเศษของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นิทรรศการ “ผู้น้อมนำ ภูมิพลังแผ่นดิน” จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และนิทรรศการต่างๆ ที่น่าสนใจ

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เฝ้าฯรับเสด็จ’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

https://www.naewna.com/local/849488

'อธิบดีทวีศักดิ์'เฝ้าฯรับเสด็จ'สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เฝ้าฯรับเสด็จ’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.56 น.

“อธิบดีทวีศักดิ์”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 15.40 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลัย สักการะพระพุทธสิรินาคมุนินทร์ เจดีย์พระธาตุผาแดง จ.ตาก และเสด็จฯ ไปยังเรือนรับรองที่ประทับ ภายในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

จากนั้น อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมในพื้นที่ ณ บริเวณศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

– 006

รัฐบาลมอบ ‘ธนาคารที่ดิน’ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

https://www.naewna.com/local/849473

รัฐบาลมอบ 'ธนาคารที่ดิน' ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

รัฐบาลมอบ ‘ธนาคารที่ดิน’ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.26 น.

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เผยรัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและผู้ยากจนเรื่องที่ดินทำกิน โดยมอบหมายธนาคารที่ดิน ให้ดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

วันที่ 24 ธันวาคม 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธานพิธีเปิด และร่วมงานเสวนา เรื่อง “นโยบายรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยธนาคารที่ดิน” จัดโดย สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและ ผู้ยากจนเรื่องที่ดินทำกินมาโดยตลอด และได้ดำเนินการผ่านโครงการของหน่วยงาน รัฐต่าง ๆ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง ขายฝาก เพื่อให้เกษตรกรยังคงสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เต็ม ศักยภาพ ในการพัฒนาประเทศอย่ำงยั่งยืน

“ในเรื่องที่ดินทํากินของพี่น้องประชาชนนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มุ่งแก้ปัญหาที่ดินทํากิน โดยดําเนินการผ่านโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ สําหรับ ธนาคารที่ดิน เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ให้ดําเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ยากจน ในการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทํากิน และที่อยู่อาศัย การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน จากการจํานองขายฝาก ตลอดจน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”นายศึกษิษฏ์ กล่าวและว่า

สำหรับการยกร่างพระราชบัญญัติสถาบันบริหารจัดการที่ดิน และกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พ.ศ. …. ขึ้น เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ ธนาคารที่ดินที่มาจาการปฏิบัติงานจริงของธนาคารที่ดิน ซึ่งได้ถูกขัดเกลาด้วยการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ซึ่งมีการปรับรูปแบบและอำนาจหน้ำที่ให้มีความเหมาะสมและสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหา โดยยึดมิติทำงสังคมเป็นหลัก ไม่ใช่มิติด้านการเงินการธนาคารอย่างที่ผ่านมาโดยสอดรับกับภารกิจของ สคทช. ที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินภาพรวม ทั้งหมดของประเทศ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า จากการดำเนินงานของธนาคารที่ดินผ่านโครงการต่างๆตลอดหลายปีที่ผ่านมาปิดการสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธนาคารที่ดินในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมและผู้ยำกจน ลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องที่ดินทำกินของประเทศตลอดจนให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการมีที่ดินทำกินป้องกันและแก้ไขปัญหาสูญเสียสิทธิในดินทำกินของเกษตรกร รักษาที่ดินเกษตรกรรมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มศักยภาพเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันที่ดินช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกินไปแล้ว 1,890 ครัวเรือน รวมเนื้อที่ 7,064 ไร่

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อํานวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 มีแผน ดําเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนรายกลุ่มผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน อีก 15 พี้นที่ งบประมาณ 470.4 ล้านบาท ช่วยเหลือรายปัจเจค ผ่านโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินทํากิน จากการจํานอง ขายฝาก หรือถูกบังคับคดี งบประมาณ 16.8ล้านบาท ผ่านโครงการตัวกลางที่ดิน งบประมาณ 2.09 ล้านบาท ผ่านโครงการบูรณาการทํางานร่วมกับกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม บริหารจัดการที่ดินซึ่งเป็น ทรัพย์ค้างขายทอดตลาด งบประมาณ2.9 ล้านบาท โครงการความร่วมมือกับ สคทช.สนับสนุนทุนส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาที่ดิน 45 พื้นที่ งบประมาณ 12.9 ล้านบาท 

“สำหรับกระบวนการช่วยตั้งแต่ต้นน้ำเริ่มจากพี่น้องประชาชนมีความต้องการที่ดินแต่ขาดเงินก็จะมาแจ้งธนาคารที่ดิน ไปซื้อที่ดินจากเอกชน โดยเราจะออกเงินซื้อที่ดินให้ก่อนประชาขนผ่อนชำระกับเราคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี จากนั้นเราจะอบรมการทำเกษตรพอเพียง ห้ามทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยกลุ่มเร่งด่วนที่เราจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่มาลงทะเบียนไว้กับธนาคารที่ดิน คือ กลุ่มเกษตรกรที่มีข้อพิพาทกับรัฐ หากไม่ช่วยเหลือจะถูกดำเนินคดี และกลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหาเดือดร้อน เช่น ที่ดินติดจำนอง จะถูกขายทอดตลาดแล้ว”นายกุลพัชร กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานเสวนา เรื่อง “นโยบายรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยธนาคารที่ดิน” มีผู้แทนทั้งภาคส่วนราชการ สมาชิกรัฐสภา ภาคประชาชนภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน กลุ่มเกษตรกรและภาคเอกชน ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง ยกทัพช่วยเหลือ น้ำท่วมในภาคใต้ เยียวยาเกษตรกร

https://www.naewna.com/local/849293

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง  ยกทัพช่วยเหลือ  น้ำท่วมในภาคใต้  เยียวยาเกษตรกร

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง ยกทัพช่วยเหลือ น้ำท่วมในภาคใต้ เยียวยาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอิทธิ ศิริลัทยากร พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัยในจ.นราธิวาส เพื่อสำรวจข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย พร้อมมอบถุงยังชีพกว่า 2,000 ชุด ได้แก่ ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ข้าวสาร ปัจจัยการผลิตด้านเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และให้กำลังใจเกษตรกรกว่า 1,500 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนราชการจังหวัด ให้การต้อนรับ ที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเบื้องต้น ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร จ.นราธิวาส และกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร และประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำบางนรา ลุ่มน้ำโก-ลก และลุ่มน้ำสายบุรี เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พร้อมทั้งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดต่างๆ เสริมกระสอบทรายในพื้นที่เสี่ยง บริหารจัดการน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัยโดยเร็ว ในส่วนกรมประมง ได้ดำเนินการประสานให้ความช่วยเหลือชาวประมงที่เรือจม ตรวจสอบ ซ่อมแซมกระชัง และประชาสัมพันธ์ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือ กรณีเหตุจำเป็นเร่งด่วน และกรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าแห้ง เสบียงอาหารสัตว์พระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย