The StandardX, Bangkok Phra Arthit เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เน้นศิลปะและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของกรุงเทพฯ

https://www.naewna.com/lady/838221

The StandardX, Bangkok Phra Arthit เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่  เน้นศิลปะและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของกรุงเทพฯ

The StandardX, Bangkok Phra Arthit เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เน้นศิลปะและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

The StandardX เดินหน้าขยายสาขามายังเอเชีย โดยเปิดตัวโรงแรมที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่อ The StandardX, Bangkok Phra Arthit ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างยิ่งใหญ่ใน
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2024 นี้ ถือเป็นโรงแรมแห่งที่สองในโลก หลังจากการเปิดตัวแห่งแรกที่เมืองเมลเบิร์น เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยการออกแบบครั้งนี้มุ่งเน้นการผสมผสานเอกลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของกรุงเทพฯ สะท้อนผ่านการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ในห้องพักจำนวน 62 ห้อง พร้อมทั้งแกลเลอรี่ศิลปะหมุนเวียนและร้านอาหารที่โดดเด่น ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ใหม่และหลากหลายสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

แบรนด์ The StandardX สะท้อนถึงการท้าทายกรอบเดิมๆ ของโรงแรมทั่วไป พร้อมทั้งนำเสนอการเดินทางในสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มุ่งเน้นการให้บริการห้องพักที่ออกแบบอย่างมินิมอล กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ และการบริการที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้เข้าพัก จะไม่ถูกแยกออกจากสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น แต่จะได้รับโอกาสในการสำรวจและค้นพบสถานที่ลับๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แบรนด์ The StandardX ตั้งใจเลือกสถานที่ที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม แต่ไม่เป็นที่คาดคิดเสมอไป ในเมืองใหญ่ทั่วโลก เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำกับศิลปะ แฟชั่น และดนตรีของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

โรงแรมตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นสถาบันศิลปะชั้นนำของเมือง โรงแรมแห่งนี้ถูกรายล้อมไปด้วยแหล่งสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยคาเฟ่ บาร์ ร้านอาหาร และฉากดนตรีที่มีชีวิตชีวา The StandardX,Bangkok Phra Arthit ได้เชื่อมโยงแขกเข้ากับบรรยากาศทางศิลปะผ่าน 10 10 Art Space ซึ่งจัดแสดงทั้งนิทรรศการหมุนเวียนและคอลเลคชั่นถาวรจากศิลปินท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในระดับสากล โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงผลงานของ Gongkan และ MRKREME สองศิลปินมากความสามารถที่ได้รับมอบหมายให้ออกแบบลวดลายตกแต่งอาคารทั้งด้านริมถนนและริมแม่น้ำของโรงแรมด้วยผลงานที่เป็นเอกลักษณ์และสะดุดตา นอกจากนี้โรงแรมยังจะเปิดตัวโปรแกรมartist-in-residence ซึ่งจะเป็นศูนย์บ่มเพาะศิลปินหน้าใหม่ พร้อมด้วยการจัดเวิร์กช็อป อีเว้นท์ และการเสวนา ที่จะสร้างสรรค์การแลกเปลี่ยนทางศิลปะระหว่างแขกผู้เข้าพักและชุมชนท้องถิ่น

การออกแบบตกแต่ง เป็นความร่วมมือระหว่างทีมงานของ Standard International กับ Studio Freehand ภายในโรงแรมพบกับประสบการณ์กินดื่มกับ BANG ร้านอาหารไทย ตั้งอยู่บนชั้นล่างของโรงแรม นำเสนอเมนูอาหารไทยดั้งเดิมยอดนิยม มาตีความใหม่ผ่านการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ใกล้กันนั้นคือ The Box ร้านค้าปลีกสุดชิค เน้นจำหน่ายสินค้างานฝีมือ ตั้งแต่ของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มไปจนถึงสินค้าท้องถิ่น หนึ่งในสินค้าโดดเด่นคือ กาแฟ จากเมล็ดกาแฟสายพันธุ์คุณภาพ ปลูกอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่าง The StandardX,Bangkok Phra Arthit กับเกษตรกรในอำเภอปัว จังหวัดน่าน นับเป็นการสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น บนชั้นหกของโรงแรมยังมี The Roof บาร์รูฟท็อปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติอันจัดจ้านของเม็กซิโก พร้อมบรรยากาศที่แสนสบายริมสระว่ายน้ำ แขกจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The StandardX ได้ที่ www.standardx.com/bangkok

ALDO จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ALDO Bestie Shopping Day’

https://www.naewna.com/lady/838220

ALDO จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  ‘ALDO Bestie Shopping Day’

ALDO จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ALDO Bestie Shopping Day’

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ALDO (อัลโด้) ร่วมมือกับ เฟริสท์-ฉลองรัฐ ในกิจกรรมสุดพิเศษ “ALDO Bestie Shopping Day” โดยเฟริสท์รับหน้าที่เป็น Personal Shopper คอยแนะนำไอเทมเด็ดๆ จากแบรนด์ ALDO ให้กับทุกคน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความใกล้ชิดกับหนุ่มเฟริสท์อย่างเต็มที่ งานนี้นอกจากจะได้ใกล้ชิดกับเฟริสท์แบบเอ็กซ์คลูซีฟแล้ว แฟนๆ ยังได้อัพลุคสุดปังด้วยไอเทมจาก ALDO คอลเลคชั่นล่าสุด อีกด้วย

โดยคอลเลคชั่นล่าสุด อัลโด้ฉลองสไตล์ “WORK HARD, PLAY HARD STYLES” ด้วยเทคโนโลยี Pillow Walk สำหรับฤดูใบไม้ร่วง 2024 สำหรับผู้ชายและผู้หญิง โดยรองเท้าทุกสไตล์จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Pillow Walk ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรของแบรนด์ ได้แรงบันดาลใจจากพลังชีวิตและจิตวิญญาณที่มีสีสันของมหานครนิวยอร์ก คอลเลคชั่นนี้สะท้อนถึงความหมายของการทำงานหนักและใช้ชีวิตให้สนุกอย่างเต็มที่ด้วยไอเทมสไตล์แคชชวลที่สวมใส่ได้ทุกวันตั้งแต่รองเท้าส้นเตี้ยหนังเงา “LENNOXIE” สีแดงบอร์กโดซ์เข้ม ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เพรียวบางและสง่างาม รองเท้าผ้าใบแบบโลว์ท็อป “SWIFTFLY” สีเมทัลลิกที่ทันสมัยและสวมใส่สบาย และรองเท้าส้นสูงหัวแหลมแบบสลิงแบ๊ก “MARYSA” ที่มีส้นสีทองแบบสถาปัตยกรรม โชว์หลังเท้าแบบเปิด และสายรัดข้อเท้าพร้อมหัวเข็มขัดสีทอง ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงถึงดีไซน์ที่ทั้งสวยงามและใส่สบายทุกคู่

และสำหรับ แคมเปญนี้นำเสนอตัวละครที่มีความคล่องตัวท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน สวมใส่ในสไตล์ลำลองที่ยกระดับของอัลโด้ สร้างจากการใช้เทคโนโลยี CGI สินค้าที่ถูกเลือกในแคมเปญนี้ถูกนำเสนอในบริบทที่มีขนาดใหญ่เกินจริง กระตุ้นความสนใจและทำให้คนรู้สึกประหลาดใจ นอกจากนี้ ยังมีการซ่อน Easter eggs อย่างชาญฉลาดตลอดแคมเปญเพื่อเป็นการกระตุ้นความจำแบรนด์และนำเสนอเมือง ให้มีชีวิตชีวาคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วง 2024 ประกอบด้วยแฟชั่นที่หลากหลาย กระเป๋าถือที่เข้ากันมีตั้งแต่ “JAYME” สีทองแวววาวไปจนถึง “CHARLISA” สีดำสนิทที่โดดเด่นด้วยฮาร์ดแวร์ที่ปรับได้ สีน้ำเงินสดใสเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับคอลเลคชั่นนี้ ซึ่งสามารถพบได้ทั้งในรองเท้าส้นสูงและกระเป๋าที่สวยงาม สไตล์ผู้ชายมุ่งเน้นความอเนกประสงค์ด้วยรองเท้าผ้าใบพื้นหนา “ANDER” สีขาวสด และรองเท้าโลฟเฟอร์หนังแก้วมันเงา “NIKO” สีดำสนิท ทุกผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อความมีสไตล์และความสบายด้วยเทคโนโลยี Pillow Walk™ ของอัลโด้

สัมผัสประสบการณ์ได้ทั้งในร้าน ALDO ทุกสาขา เว็บไซต์ และบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ซัมซุงประกันชีวิตเดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร กับโครงการ Green Global Project…We love Thailand ครั้งที่ 13

https://www.naewna.com/lady/838210

ซัมซุงประกันชีวิตเดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร  กับโครงการ Green Global Project...We love Thailand ครั้งที่ 13

ซัมซุงประกันชีวิตเดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร กับโครงการ Green Global Project…We love Thailand ครั้งที่ 13

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ซัมซุง ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นำพนักงานจิตอาสาของซัมซุงประกันชีวิตประเทศไทยและพนักงานจิตอาสาของซัมซุงประกันชีวิตจากประเทศเกาหลี รวมกว่า 40 ชีวิต ร่วมปลูกป่าชายเลนถาวร ณ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 จ.เพชรบุรี ในโครงการ “Green Global Project…We love Thailand” ครั้งที่ 13

เนื่องจาก ซัมซุงประกันชีวิตประเทศเกาหลี และ ซัมซุงประกันชีวิตประเทศไทย เห็นถึงความสำคัญในการดำเนินกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ทั้งสองประเทศได้จัดกิจกรรมปลูกฝังจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในรูปแบบ “จิตอาสา” นำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยได้ดำเนินการปลูกป่าชายเลนถาวรในโครงการ “Green Global Project…We love Thailand” เพื่อรักษาและคืนความสมดุลแก่ระบบนิเวศป่าชายเลนของไทย และยังเป็นการรักษาพื้นที่ชายฝั่งทะเลและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำอีกทางหนึ่ง

“โครงการ Green Global Project…We love Thailand ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี แต่จำเป็นต้องเว้นวรรคในช่วงโควิดไประยะหนึ่ง ที่ผ่านมาโครงการนี้จัดขึ้นมาแล้ว 11 ครั้ง ได้ปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่างๆ ไปแล้วกว่า 11,600 ต้น สำหรับครั้งนี้ได้สานต่อโครงการฯ ให้กลับมาอีกครั้งซึ่งนับเป็นครั้งที่ 13 ของโครงการฯ แล้ว และได้มีการปลูกต้นโกงกางรวมอีกกว่า 1,500 ต้น ในพื้นที่รวม 2 ไร่ โดยมีพนักงานจิตอาสาจากซัมซุงประกันชีวิต ประเทศเกาหลี และซัมซุงประกันชีวิตประเทศไทยกว่า 40 คน ร่วมลงมือลงแรงกันอย่างเต็มที่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัดด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการฯ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนที่อยู่โดยรอบป่าชายเลนแห่งนี้ในระยะยาว

แม้ว่าโครงการที่เกิดขึ้น จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนของประเทศแต่ซัมซุงประกันชีวิตเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ในการสร้างจิตสำนึกร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างต่อเนื่องและเกิดผลที่ดีอย่างยั่งยืนสืบไป 

กรี๊ดรับฮาโลวีนแบบหลอนๆ ที่เดอะไนน์ฯ ติวานนท์

https://www.naewna.com/lady/838230

กรี๊ดรับฮาโลวีนแบบหลอนๆ  ที่เดอะไนน์ฯ ติวานนท์

กรี๊ดรับฮาโลวีนแบบหลอนๆ ที่เดอะไนน์ฯ ติวานนท์

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปลดปล่อยความกลัวและเปิดประตูสู่ความหลอน ณ ทุ่งบางกะดี เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค กับงาน Into The Woods กุ๊กกุ๊กกู๋ #ตำนานป่าอาถรรพ์ ณ ทุ่งบางกะดีในบรรยากาศสุดหลอนไปกับบ้านไม้สยองขวัญที่ชวนให้กุ๊กกุ๊กกู๋และเหล่าสัตว์ดำลึกลับกันได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 11.00-20.00 น.  ณ ลานไนน์ สแควร์ (Center Zone) ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์

พิเศษสำหรับสมาชิก MBK PLUS เพียงแสดงใบเสร็จในศูนย์การค้าฯ (ไม่จำกัดมูลค่า)+1 MBK Point รับสิทธิ์เข้าร่วมสัมผัสบ้านไม้สยองขวัญ รวมถึงห้องแมวดำกระชากวิญญาณ และอีกสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก MBK PLUS เพียงแสดงใบเสร็จในศูนย์การค้าฯ300 บาทขึ้นไป + 1 MBK Point สามารถล้วงโลงลุ้นโชค (จำกัด 50 สิทธิ์/วัน) หรือกิจกรรมWorkshop สร้างสรรค์สุดหลอน (ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 14.00 และ 17.00 น. / จำกัดวันละ 2 รอบ รอบละ 15 สิทธิ์) เตรียมใจให้พร้อม วอร์มเสียงกรี๊ดให้ดังแล้วหลอนๆ กันในงาน “Into the Woods กุ๊กกุ๊กกู๋ #ตำนานป่าอาถรรพ์ ณ ทุ่งบางกะดี” สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285

ปลุกมู้ดช้อปปิ้งต้อนรับฮาโลวีน

https://www.naewna.com/lady/838207

ปลุกมู้ดช้อปปิ้งต้อนรับฮาโลวีน

ปลุกมู้ดช้อปปิ้งต้อนรับฮาโลวีน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลฮาโลวีนที่คนรุ่นใหม่และคนทั่วโลกให้ความสำคัญ พร้อมสร้างมู้ดบรรยากาศชวนหลอนอย่างยิ่งใหญ่ หวังเป็นแม็กเนตดึงกำลังซื้อนักท่องเที่ยวออกมาจับจ่าย

นอกเหนือจากที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค, บางกะปิ เดอะมอลล์โคราช ที่ได้จัดกิจกรรมความบันเทิงสุดสะพรึงหลากรูปแบบ แม้หนึ่งปีจะมีเพียงแค่ 1 วัน ใน “กูร์เมต์ มาร์เก็ต” ก็ยังมีกิจกรรมพิเศษโดยให้พนักงานแต่งผีเต้นสร้างความครึกครื้น รวมถึงให้พนักงานโบกรถทุกสาขาแต่งกายด้วยเครื่องประดับในธีมฮาโลวีน เพื่อมาเป็นกิมมิคเพิ่มดีกรีความหลอน สร้างสีสันความครึกครื้นให้กับลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายอย่างคึกคัก

โดยกิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2567 ที่ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, เดอะมอลล์ โคราช,เอ็มดิสทริค (เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์) และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2567

https://www.naewna.com/lady/838239

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2567

คุณแหน : 30 ตุลาคม 2567

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● เพื่อนๆ ร่วมยินดีกับ ทวีศักดิ์ ทรงอยู่ ที่ได้เป็น รอง ผวจ.ยะลา..●● ชื่นชม สภาเภสัชกรรม ที่ได้รับรางวัลผลงานยอดเยี่ยม TRIUP 2024 การดูแลผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อยของร้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ปี 2567..

●● รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ นัดคณะอนุกรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมประชุมเพื่อจัดเตรียมกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ งานนี้ รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล,ภญ.วีรวรรณ เรืองนิวัติศัย,ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า,ผศ.ดร.สุวัฒน์ ศรีสรฉัตร์,ผศ.ดวงใจ มาลัย,สมศรี เตชะวรกุล,นัยนา สุรีย์ชัยนิรันดร์ ไม่พลาด..

●● ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช,ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล และ มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล มาร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตร Net Zero CEO ตามคำเชิญของ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล..

●● ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ(ITA)ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(สวพส.)ติด Top 3 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานประเภทองค์การมหาชน งานนี้ขอชื่นชม วิรัตน์ ปราบทุกข์ และทีมงานทุกคนที่มุ่งประโยชน์สุขเพื่อชุมชนบนพื้นที่สูง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต..

●● ชาว Digital CEO#7 ยินดีกับ ชัชฎา อภิชาสุทธากุล ซีอีโอคนเก่งของ บจ.ทัช เทคโนโลยี ที่ได้รับรางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2024 สาขาภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ (มสวท.) โดยมี พล.อ.อ.จอมรุ่งสว่าง เป็นประธานในพิธี..

●● ผศ.ดร.ภญ.ชนัตถา พลอยเลื่อมแสง คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหาสารคาม ต้อนรับ ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ พร้อมคณะอนุกรรมการตรวจเยี่ยมเพื่อรับรองสถาบันของสภาเภสัชกรรม รศ.ดร.ภญ.สุชาดา ชุติมาวรพันธ์,รศ.ดร.ภญ.โพยม วงศ์ภูวรักษ์,ผศ.ภญ.ฐิติมา ด้วงเงิน..

●● ข่าวน่ายินดีของ สมจิตร์ ฉัตรทนานนท์ที่หลานชายคนโต องอาจ ฉัตรทนานนท์ บุตร นพดล-วัชรี ฉัตรทนานนท์ จะฉลองมงคลสมรสกับ ณัฐณิชา พันธุวรกุล บุตรี คมสัน-ศิริรัตน์ พันธุวรกุล 9 พ.ย. 18.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม รร.แรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ..

●● เกศ อัศวทองกุล วันเกิดปีนี้ได้ไปตักบาตร ทานข้าวฉลองกับครอบครัวและมิตรสหาย..

●● สุเมธ สุรบถโสภณ พร้อมคณะกรรมการ BCC รุ่น 129 ร่วมเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของ ฐปณิช ปานประดับ มารดาของ ดุลยดล ศรียุกตศุทธ..

●● ข่าวดี กรมทางหลวงได้ขยายเวลาเปิดวิ่งฟรี “มอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี” ทุกศุกร์ถึงจันทร์ เริ่ม 18 ต.ค. เป็นต้นไป หลังมี ปชช.ใช้บริการมาก ปริมาณการใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง..●●

 

น้องใหม่

‘มิโด’ รุ่น ‘มัลติฟอร์ท ทีวี 35’ (Multifort TV 35)

https://www.naewna.com/lady/838219

‘มิโด’ รุ่น ‘มัลติฟอร์ท ทีวี 35’ (Multifort TV 35)

‘มิโด’ รุ่น ‘มัลติฟอร์ท ทีวี 35’ (Multifort TV 35)

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“มิโด” (MIDO) เปิดตัวนาฬิกาดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมในคอลเลคชั่นมัลติฟอร์ท ทีวี (Multifort TV) กับรุ่นที่ชื่อว่า “มัลติฟอร์ท ทีวี 35” (Multifort TV 35) เรือนเวลาหน้าปัดรูปทรงทีวีสุดคลาสสิกในเฉดสีโรสโกลด์สุดหรู มาในขนาด 35 มิลลิเมตร พร้อมขนาดตัวเรือนที่บางลงด้วยกลไกคาลิเบอร์ 72 (Caliber 72) ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องความบาง แต่ทรงพลัง พร้อมให้เหล่าหนุ่มสาวได้เลือกสรรพร้อมกันแล้ววันนี้

สำหรับเรือนเวลาดีไซน์ล่าสุด “มัลติฟอร์ท ทีวี 35” ได้นำเอาเอกลักษณ์ของเรือนเวลาดีไซน์สุดคลาสสิกที่นับได้ว่าเป็นมรดกของแบรนด์ ด้วยตัวเรือนที่มีกรอบรูปทรงสี่เหลี่ยมและโค้งมน สะท้อนถึงดีไซน์ของโทรทัศน์สไตล์วินเทจ ซึ่งมิโดได้ใช้กรอบเรือนเวลารูปทรงทีวีนี้มานับตั้งแต่ ปี ค.ศ.1973, 1980, 2000 และกลับมาอีกครั้งในปี 2023 โดยเรือนเวลาแห่งตำนานนี้ยังได้ถูกนำมาต่อยอดถ่ายทอดสู่รุ่น มัลติฟอร์ท ทีวี 35 ด้วยตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลด์ มาในขนาดที่มีความพอดีกับข้อมือ คือ 35 มม. x 34.2 มม. เพิ่มความสบายและความบางเบาขณะสวมใส่ ด้านหน้าปัดโดดเด่นด้วยดีไซน์ไล่เฉดสีน้ำตาลช็อกโกแลตไปจนเป็นสีดำเข้มบริเวณขอบ สร้างความคอนทราสต์ที่ดูงดงามและเข้ากันได้เป็นอย่างดีเพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งเพชรแท้จำนวน 8 เม็ด พร้อมการเคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา บนเข็มนาฬิกาทั้งเข็มชั่วโมงและนาที และหมุดบอกเวลาบริเวณตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกา ในโทนสีขาวที่จะเปลี่ยนเป็นแสงสีน้ำเงิน-เขียวเมื่อใช้อ่านค่าในเวลากลางคืนหรือบริเวณแสงน้อย ตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกา ถูกแทนที่ด้วยช่องบอกวันที่ พร้อมครอบทับหน้าปัดตัวเรือนด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ด้าน นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 72 (Caliber 72) ซึ่งเป็นกลไกที่ยอดเยี่ยม สามารถสำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง แข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทกและแรงสนามแม่เหล็กได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับความสามารถในการกันน้ำลึกได้ถึง 10 บาร์ หรือ 100 เมตร

สอนเด็กแยกให้ออก ‘มิตร’ หรือ ‘มิจ’ ก่อนตกหลุมพราง ‘ภัยไซเบอร์’

https://www.naewna.com/lady/838213

สอนเด็กแยกให้ออก ‘มิตร’ หรือ ‘มิจ’ ก่อนตกหลุมพราง ‘ภัยไซเบอร์’

สอนเด็กแยกให้ออก ‘มิตร’ หรือ ‘มิจ’ ก่อนตกหลุมพราง ‘ภัยไซเบอร์’

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ภัยไซเบอร์” เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน จากข้อมูลพบว่ากลุ่มเยาวชนที่ตกเป็นเป้าหมายมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 12-18 ปี ซึ่งคนร้ายอาจเป็นคนแปลกหน้า หรือคนใกล้ชิด ด้วยการสวมรอยเป็น หนุ่มสาวหน้าตาดี เอเจนซี ถ่ายแบบหาคนรีวิวสินค้า แมวมองดารา หรือแกล้งเป็นพลเมืองดี พูดคุยขายสินค้า หลอกให้โอนเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่ การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็ก แต่ปัญหาสำคัญ คือ เด็กๆ ยังขาดประสบการณ์ที่จะรับมือ และแยกไม่ออกระหว่าง “มิจ” หรือ “มิตร”

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ ศูนย์บริหารวิทยุกระจายเสียงภาคใต้และ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) “อบรมแกนนำนักเรียนในการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัยเพื่อป้องกัน การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็ก” โดยมีน้องๆ เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสงขลาร่วมอบรม ด้วยการแบ่งปันความรู้เรื่องภัยไซเบอร์นำสู่การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็ก กลวิธีการล่อลวงวิธีรับมือเมื่อตกเป็นผู้เสียหาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้รับมือจากการล่อลวงผ่านภัยไซเบอร์ได้

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท กล่าวว่า “เหยื่อที่ถูกล่อลวงจากภัยไซเบอร์ เป็นได้ทั้งเพศหญิงและชาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเตอร์เนตซึ่งคนร้ายจะมีเทคนิคและวิธีการล่อลวงเด็กในรูปแบบต่างๆ

โดยกลวิธีการล่อลวงของคนร้าย

-ผู้เสียหายที่เป็นเพศหญิงอาจถูกคนร้ายล่อลวงโดยการปลอมตัวเป็นแมวมอง ชวนเข้าวงการบันเทิง หลอกให้ทำงานถ่ายรูปรีวิวสินค้าแลกกับเงิน หรือการแสดงความรักและขอเป็นแฟน

-ผู้เสียหายที่เป็นเพศชาย อาจถูกคนร้ายล่อลวงโดยการปลอมตัวเป็นสาวสวยเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ชวนให้วีดีโอคอลช่วยตัวเอง ดึงเข้ากลุ่มลับ หรือหลอกลวงด้วยสิ่งของและ ไอเทมเกม

-ส่วนการล่อลวงให้โอนเงินผู้เสียหายต้องจำไว้เสมอว่า “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”

รับมือเมื่อตกเป็นผู้เสียหาย ห้ามลบข้อมูล-ห้ามบล็อก ข้อมูลการติดต่อกับคนร้าย-หยุดตอบโต้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม-เก็บหลักฐาน หากผู้เสียหายอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้รีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ซึ่งคนรอบตัวจะมีส่วนช่วยให้ผู้เสียหายรับมือต่อแรงกดดันต่างๆ ด้วยการอยู่เคียงข้าง ปกป้องให้กำลังใจ รับฟังด้วยความเข้าใจ

ด.ช.ฟาริด นิปะสิกิ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุ 14 ปีนักเรียนแกนนำฝ่ายกิจกรรมโรงเรียนสายยิดวิทยา จังหวัดสงขลา “สติ” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับ “มิจฉาชีพ” โดยเพื่อนๆที่โรงเรียนเคยถูกหลอกขายสินค้าออนไลน์ เมื่อเจอบุคคลที่สงสัยว่าอาจเป็นมิจฉาชีพมาล่อลวง ต้องจำไว้เสมอว่า “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ

น้องเจซี-ด.ช.สรสิช ศตชยานนท์ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีนครมูลนิธิ จังหวัดสงขลา “ภัยจากมิจฉาชีพทางออนไลน์มาในทุกรูปแบบ ถึงแม้จะเป็นเด็กก็ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะโดนล่อลวงได้เช่นกัน จึงต้องติดตามข่าวสารจะได้เท่าทันกลโกงมิจฉาชีพ เช่น การหลอกให้โอนเงิน, หลอกลวงว่ามีพัสดุตกค้าง ฯลฯ เป็นกลวิธีที่มิจฉาชีพยังใช้ในปัจจุบัน ไม่ควรหลงเชื่อใครง่ายๆซึ่งที่โรงเรียนพยายามปลูกฝังวิธีคิดและสอนในรายวิชาต่างๆ เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงการใช้ social mediaได้อย่างปลอดภัย”

จบกิจกรรมนี้เด็กๆ ได้ความรู้มากมาย พร้อม “เทคนิคจับมิจ” ไปบอกเพื่อนๆ เพื่อแยกแยะให้ออกว่า “มิจ” หรือ “มิตร” MCOT Cares อสมท ยังมุ่งเสริมสร้างคุณค่าทางสังคมด้วยการส่งมอบข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสังคมของสื่อในเครือ อสมท ทุกช่องทาง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ตามแนวทาง “สื่อดี สังคมดี”

หรือร่วมติดตามหนังสือเล่มใหม่“แคล้วคลาดขาดมิจ” ที่เหล่า“คนตื่นมิจ” ไม่ควรพลาด เขียนโดยพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้ดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์ และผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท ในราคาพิเศษ เพียง 180 บาท (จาก 225 บาท) ติดต่อซื้อได้โดยตรงที่ Page Facebook ชัวร์ก่อนแชร์ หรือ Line ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯให้ ‘นายประกอบ จันทร์เสถียร’ ประธาน บจก.พีพี คาร์โก้ฯ เข้ารับพระราชทานของที่ระลึก ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐินหลวง

https://www.naewna.com/lady/838215

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯให้ 'นายประกอบ  จันทร์เสถียร' ประธาน บจก.พีพี คาร์โก้ฯ เข้ารับพระราชทานของที่ระลึก ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐินหลวง

ในหลวง-พระราชินี โปรดเกล้าฯให้ ‘นายประกอบ จันทร์เสถียร’ ประธาน บจก.พีพี คาร์โก้ฯ เข้ารับพระราชทานของที่ระลึก ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐินหลวง

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.24 น.

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายประกอบ จันทร์เสถียร ” ประธาน ” บริษัท พีพี คาร์โก้ แอนด์ ชิปปิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐินหลวง วันที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ วัดราชโอรสารามและทรงรับการถวายความเคารพ ข้าพระพุทธเจ้าขอแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

His Majesty King Maha Vajiralongkorn Phra Vajiraklaochaoyuhua and Her Majesty Queen Suthida Bajrasudhabimalalakshana be kind enough to Mr. Prakob Chansathien Chairman & Executive Board of PP Cargo & Shipping International Group Co., Ltd . to receive commemorative gifts during the royal ceremony of offering the royal kathina on October 26, 2024, at Wat Ratchaorosaram. They also received the respectful homage

We love nation, religion, and The King & Queen…

“Long live The King & Queen”

3 เยาวชนคนเก่ง คว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

https://www.naewna.com/lady/838198

3 เยาวชนคนเก่ง คว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

3 เยาวชนคนเก่ง คว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.10 น.

3 เยาวชนคนเก่งจาก 3 ภูมิภาค สร้างสรรค์ผลงานตรงโจทย์ ตรงใจกรรมการ คว้ารางวัลไปครองได้สำเร็จจาก กิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ที่ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดขึ้นตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อบ่มเพาะทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สำหรับกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ประกอบด้วยการจัดอบรมให้ความรู้กับเยาวชน รุ่นใหม่อายุระหว่าง 13 – 25 ปี ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ และมุ่งมั่น สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรมในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จำนวน 101 ราย/ชิ้นงาน และมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 24 ราย/ชิ้นงาน โดยในการจัดกิจกรรมการประกวดรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องแอมเบอร์ 2-3 อาคารศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน โดยมี นายไพโรจน์ โสภาพร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ รวมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบ ดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการตลาดมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

หลังจากผ่านกระบวนการคัดเลือกและให้ความรู้อย่างเข้มข้น เพื่อนำเสนอชิ้นงานต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ นายวรายุทธ สมปาน จากจ.นครพนม เจ้าของผลงานผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าจากเส้นใยขวดน้ำพลาสติก รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ นางสาววาสนา ประชุมทอง สาวใต้จากจ.สตูล เจ้าของผลงานกระเป๋าไหมพรมที่ได้แรงบันดาลใจหม้อข้าวหม้อแกงลิง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ นายธนัชชา ทองเหมาะ หนุ่มเหนือจากจ.เพชรบูรณ์ เจ้าของผลงานผ้าไทหล่มที่มีนำเทคนิคการทอของภาคเหนือมาผสมผสาน

หนุ่มอีสาน ผู้มุ่งมั่นอยากสร้างสรรค์สิ่งทอที่ดีต่อโลก ดีต่อชุมชน​

นายวรายุทธ จากศูนย์ออกแบบและสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอ FTCDC เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีโจทย์ชัดเจนว่า ต้องการออกแบบสิ่งทอเหลือใช้ด้วยพลาสติกจากในชุมชน เพราะตนเองเป็นแกนนำในการกำจัดของเสียในชุมชน ซึ่งพบว่ามีขยะขวดน้ำพลาสติกอยู่จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมา ปลายทางของการแก้ปัญหาขวดน้ำพลาสติกมักจบลงที่การเก็บไปชั่งกิโลเพื่อขายต่อ ตนจึงอยากต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม Upcycling ในการแปลงร่างขวดพลาสติกใส PET ให้เป็นเส้นใย เพื่อทดแทนการใช้ฝ้ายในการนำมาทอผ้า​ โดยเฉลี่ยแล้ว ขวดน้ำพลาสติกประมาณ 19-25 ขวด จะสามารถ Upcycling เป็นเส้นใยได้ประมาณ 1 กิโลกรัม สามารถทอผ้าได้ประมาณ 6 เมตร สำหรับผลงานชิ้นนี้ ได้ใช้เส้นใยที่มาจากการ Upcycling ประมาณ 20 เมตร

นายวรายุทธ ยังเล่าถึงความน่าสนใจของเส้นใยที่ได้ว่า นอกจากจะได้ช่วยโลกลดของเสีย ลดต้นทุนในการผลิตไม่ต้องใช้ฝ้าย​ และตัดเย็บแบบให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด หรือ หากให้จำเป็นต้องเหลือ ก็นำมาใช้กุ๊นเพื่อตกแต่งเป็นลวดลายบนผ้าเพื่อดูมีมิติ ส่วนเส้นใยที่ได้ยังสามารถนำไปย้อมสีด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือการย้อมสีโดยไม่ใช้น้ำ แต่ใช้วิธีฉีดสีลงไปที่เส้นด้ายแทน

“ผมเลือกใช้สี Reactive ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ ในการย้อมเส้นใยก่อนจะนำไปทอเป็นผืนผ้า นำปรากฏการณ์ออโรรา (Aurora) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การเกิดแนวแสงสว่างสีต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืนมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ออกเป็นโทนสีเขียว น้ำเงิน ขณะเดียวกันยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นลูกหลานชาวอีสาน ด้วยการออกแบบลวดลายผ้า ให้เหมือนหนอนชาเขียว”

“การได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งความหวังไปไกลถึงขั้นว่าจะได้รางวัลด้วยซ้ำ แต่เห็นว่ากิจกรรมนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาให้ความรู้ นอกเหนือจากเรื่องการออกแบบ ยังมีความรู้เรื่องการตลาด เทรนด์ต่างๆ รวมถึงการพิชิตใจผู้บริโภค ทำให้ได้ความรู้ดีๆ นำไปปรับใช้เพื่อสานฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์ ที่นำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาผสานกับการนำนวัตกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนให้ไปไกลในระดับสากล”

กระเป๋าถัก ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงของแม่

มาถึงสาวใต้ นางสาววาสนา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เจ้าของผลงานกระเป๋าถัก ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่คุณแม่ซึ่งมีอาชีพกรีดยางชื่นชอบในรูปร่างที่แปลกตา ถึงขนาดเก็บมาเป็นของประดับบ้าน และยังชอบทำขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้รับประทาน จนทำให้เจ้าตัว รู้สึกคุ้นตาและคุ้นเคยกับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ให้มาร่วมกิจกรรมนี้ จึงตัดสินใจสร้างสรรค์ผลงานกระเป๋าถัก โดยใช้รูปทรงของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และไม่มีต้นแบบที่ไหน อาศัยลองผิดลองถูก แถมยังเพิ่มกิมมิกให้ชิ้นงานมีความโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคไหมปักไหม และการใช้สีของไหม เพื่อสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าทางใต้ ที่มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอยู่มาก เช่น สีเขียว เป็นตัวแทนของพืชที่กำลังเติบโต สีน้ำตาลเป็นตัวแทนของดิน และสีฟ้าเป็นตัวแทนของน้ำ เป็นต้น

“จุดเด่นของผลงานนี้ คือ ความแปลก คิดนอกกรอบ กว่าจะออกมาเป็นชิ้นงาน ทั้งแกะทั้งรื้ออยู่หลายรอบ เพราะเราทำตามจินตนาการ ไม่ได้มีแพทเทิร์นให้ทำตาม ซึ่งในอนาคต คิดว่า อยากจะต่อยอด ด้วยการลองนำวัสดุใหม่ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น เชือกกล้วยมาย้อมสีแล้วถักดู น่าจะเพิ่มความสนใจให้มากขึ้น”

สำหรับความประทับใจในการมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ นางสาววาสนาบอกว่า การได้รางวัลเป็นสิ่งที่เกินคาด แต่สิ่งที่คุ้มค่า คือ ความรู้และประสบการณ์​ โดยเฉพาะในเรื่องการทำตลาด การสร้างแบรนด์ ที่ประทับใจที่สุด คือ การได้เห็นว่าคณะกรรมการทุกท่านพร้อมเปิดกว้าง และยอมรับไอเดียใหม่ๆ

“ตอนที่ทำชิ้นงาน เรายังแอบคิดว่า ด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด กรรมการจะชอบไหม แต่กลายเป็นว่ากรรมการทุกท่านพร้อมเปิดรับ และยังให้คำแนะนำดีๆไปต่อยอด ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ และคิดว่า อยากจะกลับไปทำผลงาน เพื่อนำลองขายที่ศูนย์ OTOP นอกจากนี้อยากฝากบอกไปถึงคนที่อาจจะอยากสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ หรือไม่มั่นใจว่า ให้ก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน กล้าที่จะนำเสนอความเป็นตัวเอง และทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องกั๊ก เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าแปลกประหลาด อาจจะมีคนที่ชื่นชอบก็ได้”

ผ้าทอชาติพันธุ์กับการผสมผสานที่กลมกล่อม

ปิดท้ายด้วยนายธนัชชา ทองเหมาะ จากเฮือนธนัชชาจังหวัดเพชรบูรณ์ ตัวแทนหนึ่งเดียวจากภาคเหนือ ที่เลือกนำผ้าแพรไส้ปลาไหล ผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม ​ที่มีเอกลักษณ์มีเส้นยืนหลายสีๆ คล้ายกับผ้าขาวม้า มาเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใช้เส้นพุ่งที่มาพร้อมเทคนิคเกาะล้วง ที่เป็นการปักผ้าให้เรียบเนียนไปกับผืนผ้า แต่มีลวดลายซ่อนอยู่ โดยเสน่ห์ของผลงานชิ้นนี้ คือ การเล่นกับการจับคู่สีสันกว่า 20 เฉด เพื่อรังสรรค์เป็นผ้าคลุมไหล่ ฉีกกรอบของผ้าทอพื้นเมืองไทหล่มแบบเดิมที่เป็นสีโทนหม่น

“ผมเลือกใช้สีจาก ‘Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2025’ ตามแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเลือกใช้โทนสี Warm Embrace : โอบอ้อมอบอุ่น เป็นสีพาสเทล ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไฮเดรนเยียร์ โดยตั้งใจใช้ความงดงามของเฉดสีที่หลากหลาย ที่สื่อได้หลายอารมณ์ เพื่อสร้างความน่าสนใจ และสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้คนในสังคม”

นายธนัชชา บอกเล่าถึงความประทับใจในการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เหมือนเป็นการพาตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ มาเรียนรู้และอัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อก้าวไปให้ทันกับกระแสโลก โดยถือคติ เรียนรู้และต่อยอด คือ ของดั้งเดิมก็ยังไม่ทิ้ง แต่ทำใหม่ เพื่อให้ก้าวทันโลก “ผมคิดว่า กิจกรรมในครั้งนี้ แตกต่างจากการประกวดอื่นๆ ตรงที่เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ ในการมาสร้างสรรค์ไอเดีย ทำชิ้นงานคราฟเพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่จริงๆ ซึ่งการได้มาร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้ และไอเดียดีๆ มากมายกลับไปใช้ อย่างเรื่องของการใช้สี ที่ผ่านมามา ในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าเฮือนธนัชชา ได้มีการปรับเปลี่ยนโทนสีเพื่อให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีการใช้สีจากธรรมชาติในการย้อม อนาคตอยากจะพัฒนากระบวนการให้เป็น Zero Waste มากขึ้น”

ในส่วนความท้าทายในการต่อยอดภูมิปัญญาไทยไปสู่เวทีโลก นายธนัชชา มองว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือ การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก “ผมเชื่อว่า คนที่มองหางานคราฟท์มีอยู่มากมาย แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งต้องย้อนกลับมาที่การสร้างแบรนด์ ซึ่งผมมองว่า หนึ่งในวิธีการง่ายๆ คือ การพาตัวเอง (แบรนด์) ออกมาเรียนรู้ อัพเดตเทรนด์เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำกลับไปปรับใช้ หรือ การมาร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้ นอกจากจะได้ทักษะและประสบการณ์ ยังเป็นการโชว์ศักยภาพให้คนภายนอกได้รู้จักและเห็นฝีมือของเรา เพราะสุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า ผลงานคราฟของคนไทยทำออกมาแล้วขายได้แน่นอน เพียงแต่ต้องหากลุ่มลูกค้าที่ชอบให้เจอ” นายธนัชชากล่าวทิ้งท้าย

-(016)