‘วัดประยุรวงศาวาส’ เตรียมจัดงานใหญ่ สมโภชพระอาราม 196 ปี

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/566705

'วัดประยุรวงศาวาส' เตรียมจัดงานใหญ่ สมโภชพระอาราม 196 ปี

‘วัดประยุรวงศาวาส’ เตรียมจัดงานใหญ่ สมโภชพระอาราม 196 ปี

06 ม.ค. 2567

‘วัดประยุรวงศาวาส’ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน เที่ยวงาน สมโภชพระอาราม 196 ปี ชมความมหัศจรรย์เจดีย์รางวัลยอดเยี่ยมยูเนสโก และกิจกรรมต่างๆ มากมาย 12-14 ม.ค. 67

วัดประยุรวงศาวาส ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมงาน “สมโภชพระอาราม 196 ปี วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” สุขสราญรุ่งโรจน์ สมโภชวัดประยูร ไหว้พระขอพร ย้อนวันวาน ชิมอาหารท้องถิ่น ชมศิลปินร่วมสมัย เที่ยวงานปลอดภัย ใส่ใจรักษ์โลก ชมความมหัศจรรย์เจดีย์รางวัลยอดเยี่ยมยูเนสโก เทศกาลร้านอาหารอร่อย ของเด็ดและดี ร้านค้าชุมชนกว่า 120 ร้านค้า และร่วมชมมหรสพและการแสดงอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลตลอดปี 2567 ระหว่างวันที่ 12-14 ม.ค. 2567 เวลา 16.00-23.00 น.

\'วัดประยุรวงศาวาส\' เตรียมจัดงานใหญ่ สมโภชพระอาราม 196 ปี

สำหรับกิจกรรมภายในงานสมโภชวัดประยูรมีดังนี้

กิจกรรมด้านศาสนา

  • จุดเทียนบูชาหน้าพระวิหารพระพุทธนาค 
  • สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัด

            พระอุโบสถ : พระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา และขรัวแก้ว (ด้านหลังพระอุโบสถ)

            พระบรมธาตุมหาเจดีย์ : พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธนาคปรกพันปี (ในพิพิธภัณฑ์) พระพุทธรูปหยก                ขาว (ปางปฐมเทศนา) และร่วมตีระฆัง สุขสราญ รุ่งโรจน์

            เขามอ : สักการะหลวงพ่อแขก ปล่อยเต่า ปล่อยปลา

  • พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแต่อดีตเจ้าอาวาส บูรพาจารย์
  • การประกาดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ
\'วัดประยุรวงศาวาส\' เตรียมจัดงานใหญ่ สมโภชพระอาราม 196 ปี

กิจกรรมด้านวัฒนธรรม

  • งานเสวนา “คุณธรรมทางศาสนาเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน”
  • การประกวดและการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรม
  • ร้านค้าชุมชนในย่านกะดีจีน-คลองสาน และร้านค้าประชารัฐรักสามัคคี กว่า 120 ร้านค้า
  • สาธิตออกร้านอาหารจากวิทยาลัยอาชีวะ ในเขตกรุงเทพมหานดร
  • การประกวดอาหาร 3 ศาสน์
  • ชิงช้าสวรรค์ ซุ้มเกมงานวัด
  • ย้อนวันวานเทศกาลงานวัด อนุรักษ์งานศิลป์ภูมิปัญญาชุมชน

‘ททท.’ยิ้มกว้าง ‘Countdown 2024’ กวาดรายได้กว่า 5 หมื่นล้านบาท

https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/travel/566487

'ททท.'ยิ้มกว้าง 'Countdown 2024' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

‘ททท.’ยิ้มกว้าง ‘Countdown 2024’ กวาดรายได้กว่า 5 หมื่นล้านบาท

02 ม.ค. 2567

ททท. ฉลองรับศักราชใหม่กับงาน Amazing Thailand Countdown 2024 วิจิตร อรุณ ฉายภาพควาดงาม ของแลนด์มาร์กประเทศไทย ดันรายได้ท่องเที่ยวเพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน Amazing Thailand Countdown 2024 วิจิตร อรุณ ส่งมอบความมหัศจรรย์แห่งค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด วิจิตร อรุณ สร้างปรากฎการณ์ความวิจิตรตระการตาของแสงแรกแห่งอรุณรุ่งของกรุงสยาม พร้อมจัดเต็มการแสดงบนเวทีกลางน้ำและการแสดงพลุสุดอลังการเบื้องหน้า พระปรางค์วัดอรุณฯ แลนด์มาร์กของประเทศไทย

คาดเงินสะพัดทั่วประเทศกว่า 5 หมื่นล้านบาท โอกาสนี้นายกิตติ เชาวน์ดี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีการนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอภิชัย  ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. และคณะผู้บริหาร ททท. ให้เกียรติร่วมงาน ณ สวนนาคราภิรมย์ กรุงเทพมหานคร

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

“นายกิตติ  เชาวน์ดี” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “ในนามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2024 วิจิตร อรุณ” ร่วมกันเฉลิมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก่ากับความวิจิตรตระการตาของแสงแรกแห่งอรุณรุ่งของกรุงสยาม ที่จะส่งมอบความสุขในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและขออำนวยพรให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติให้มีชีวิตที่เต็มไปด้วยกำลังใจที่ดี ก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ อย่างราบรื่น

และที่สำคัญที่สุดขอให้ทุกท่านจงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สุขภาพจิตใจที่แข็งแกร่งและมีกำลังใจในการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นงานที่สร้างความสุข สร้างรอยยิ้ม ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงตอกย้ำภาพลักษณ์ให้ทั่วโลกได้รับรู้และเกิดภาพจำในเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยต่อไป

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า “ปีนี้ ททท. ร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ภายใต้ชื่องาน “Amazing Thailand Countdown 2024 วิจิตร อรุณ” ในวันที่ 31 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567  ณ สวนนาคราภิรมย์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญภายใต้โครงการ Thailand Winter Festivals ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มแรงส่งกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2566 ทั้งสอดคล้องกับนโยบาย Soft Power ที่จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กรุงเทพมหานครเป็นแลนด์มาร์กและ Global Countdown Destination ที่นักท่องเที่ยวต้องนึกถึงและมาเยือนอย่างต่อเนื่อง

โดยเนรมิตพื้นที่สวนนาคราภิรมย์ให้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “วิจิตร อรุณ” เปิดปรากฏการณ์ความวิจิตรของแสงแรกแห่งอรุณรุ่งของกรุงสยาม ด้วยภาพความสวยงามของแลนด์มาร์กของประเทศไทยอย่าง “พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” คู่กับนวัตกรรมแสง สี เสียง และสื่อประสมที่ทันสมัย

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังจัดเต็มค่ำคืนแสนพิเศษด้วยเวทีกลางน้ำขนาดใหญ่สุดอลังการ พร้อม Light & Sound และเอฟเฟกต์สุดตระการตา ส่งมอบบรรยากาศแห่งความสุขและสนุกส่งท้ายปีด้วยการแสดงระดับโลกของวง Symphony Orchestra บรรเลงร่วมกับโขน ซึ่งเป็นการแสดงสุดพิเศษแห่งเดียวในประเทศไทย รวมทั้งการแสดงของศิลปินชื่อดัง ได้แก่ ฃ

  • น้อย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์
  • นัท มีเรีย
  • เก่ง ธชย
  • ติวเตอร์ – กรภัทร์ ลำน้อย  
  • และเข้ม – หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล ก่อนจะก้าวสู่ปีใหม่ไฮไลต์การแสดงพลุที่สวยงามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายาวต่อเนื่องกว่า 7 นาที 
\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

โดยแบ่งเป็น 9 องก์ ประกอบด้วย

  • อรุณรุ่ง  
  • อรุณแห่งศรัทธา
  • รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
  • ดินแดนแห่งความสุข
  • สยามเมืองยิ้ม
  • รุ่งอรุณแห่งการท่องเที่ยว
  • แสงอรุณแห่งอิสระเสรี
  • เจริญ รุ่งโรจน์ และ แสงอรุณแห่งความเชื่อ ศรัทธา ก้าวหน้า 
\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

รอยยิ้มสะท้อนสัญญาณแห่งการเริ่มต้นปีศักราชและส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ 2567 พร้อมตลาดวิจิตรอรุณที่เนืองแน่นไปด้วยอาหารและเครื่องดื่ม ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้ งาน “Amazing Thailand Countdown 2024 วิจิตร อรุณ” ของประเทศไทย ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญและตัวแทนกิจกรรมเอกลักษณ์ของประเทศไทย ออกอากาศสดในช่วง “New Year’s Eve Live” ของ CNN International อีกด้วย

ททท. คาดว่าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ปี 2567 บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวไทยทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศจะคึกคักขึ้นจากปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยรวมประมาณ 54,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

โดยตลาดต่างประเทศตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสไปจนถึงช่วงเคาน์ดาวน์ปีใหม่ วันที่ 22 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567 คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 41,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากจำนวนนักท่องเที่ยว 1.1 ล้านคน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนการเปิดเที่ยวบินเข้าไทยเดือนธันวาคม 2566 เพิ่มขึ้นจาก 3.3 ล้านที่นั่งในเดือนพฤศจิกายน 2566 เป็น 3.7 ล้านที่นั่ง

การอำนวยความสะดวกการเดินทางเข้าไทยในช่วงไฮซีซั่นมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าไทย (Visa Exemption) ของนักท่องเที่ยวจีน คาซัคสถาน อินเดีย ไต้หวัน และรัสเซีย และมาตรการขยายเวลาเปิดบริการสถานบันเทิงยามค่ำคืนถึงเวลา 04.00 น. ในพื้นที่ท่องเที่ยวได้แก่กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
 

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ตลาดในประเทศ มีแนวโน้มเติบโตได้ดีเช่นกัน มีรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 12,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3.76 ล้านคน-ครั้ง ตั้งแต่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (วันที่ 29 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567)

ทั้งนี้ พื้นที่ที่ ททท. ดำเนินการจัดกิจกรรมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ และร่วมกับพันธมิตร ภาคเอกชนจัดกิจกรรมแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2567 ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่

  1. กรุงเทพมหานคร
  2. นครราชสีมา
  3. เชียงใหม่
  4. ขอนแก่น
  5. นครพนม
  6. ร้อยเอ็ด
  7. สุพรรณบุรี
  8. ประจวบคีรีขันธ์
  9. ภูเก็ต และ
  10. สงขลา 
\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

คาดว่า บรรยากาศทางการท่องเที่ยวดีขึ้น โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาว ไทย 1.11 ล้านคน-ครั้งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และสร้างรายได้ 4,740 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ร้อยละ 82 ซึ่งคาดการณ์ว่า กรุงเทพมหานครจะเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนการเดินทางมากที่สุดจาก 10 จังหวัด รองลงมาคือ นครราชสีมา และเชียงใหม่ ตามลำดับ 

\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท
\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท
\'ททท.\'ยิ้มกว้าง \'Countdown 2024\' กวาดรายได้กว่า  5 หมื่นล้านบาท

เกษตรฯ-RSPO หารือถึงแนวทาง ยกระดับผลผลิต ปาล์มน้ำมันไทย

https://www.naewna.com/local/836916

เกษตรฯ-RSPO  หารือถึงแนวทาง  ยกระดับผลผลิต  ปาล์มน้ำมันไทย

เกษตรฯ-RSPO หารือถึงแนวทาง ยกระดับผลผลิต ปาล์มน้ำมันไทย

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายโจเซฟ เดอ ครูซ (Mr. Joseph D’Cruz)ประธานบริหารของ Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) พร้อมด้วยนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร น.ส.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับการหารือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และ RSPO ครั้งนี้ ทาง RSPO ได้เสนอแนวทางการดำเนินความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ได้รับผลประโยชน์และเข้าถึงมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืน โดยสินค้าที่ได้รับมาตรฐาน RSPO มีคุณภาพสูงสามารถส่งออกไปประเทศต่างๆ ตามกฎระเบียบการนำเข้าระหว่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น

นอกจากนี้ RSPO ได้เชิญกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมงานการสัมมนาน้ำมันปาล์มยั่งยืน ประจำปี 2024 (RT2024) ในเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่โรงแรม Amari Bangkok กทม.ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกันและขับเคลื่อนอนาคตของน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยกระทรวงเกษตรฯ ยินดีสนับสนุนการเกิดความร่วมมือและพัฒนาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในอนาคตเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรประเทศไทย

52ปีกรมวิชาการฯยกระดับ มุ่งพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร

https://www.naewna.com/local/836922

52ปีกรมวิชาการฯยกระดับ  มุ่งพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร

52ปีกรมวิชาการฯยกระดับ มุ่งพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตร

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสวันสถาปนากรมวิชาการเกษตร ครบรอบ 52 ปี โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วม ที่อาคารปฏิบัติการตรวจสอบรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตรว่า กรมวิชาการเกษตร มุ่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรสู่ความสำเร็จสานต่อนโยบายเดิม 9 ด้าน เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้ โอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้เกษตรกรไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ภาคการเกษตรไทย

สำหรับการดำเนินงานในงบประมาณประจำปี 2568 กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัย พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช เครื่องจักรกลการเกษตร และเทคโนโลยีการเกษตรด้านต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรยกระดับมาตรฐานการผลิตพืชให้มีคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก อีกทั้งยังมีการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อนปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร รวมถึงดำเนินการพัฒนาระบบขั้นตอนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้รับบริการด้านการรับรองสุขอนามัยพืชในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศตามเงื่อนไขการตรวจสอบโรคแมลง และศัตรูพืชของประเทศสู่มาตรฐานสากล

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร ยังพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในปัจจุบันเป็นยุคที่มีความท้าทาย เช่น Climate Change ภัยพิบัติต่างๆ การระบาดของโรค แมลงศัตรูพืชใหม่ ความมั่นคงทางอาหาร ความต้องการอาหารสุขภาพในอนาคต และการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ในรูปแบบอื่นๆ โดยเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยการนำผลวิจัยนวัตกรรม และเทคโนโลยี มาช่วยในการสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต ให้กับเกษตรกร เน้นการบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน ตั้งแต่ดิน น้ำ นวัตกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาพันธุ์พืชตลอดจนการใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงซึ่งเป็นอีกนโยบายที่ต้องการให้ช่วยในการขับเคลื่อน โดยขอให้มีงานวิจัยที่มีการต่อยอด โครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง (76 จังหวัดสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูง) รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ในพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ ให้กับเกษตรกร 3 เท่า ใน 4 ปี

รมว.เกษตรฯร่วมลงพื้นที่ ดูสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา

https://www.naewna.com/local/836921

รมว.เกษตรฯร่วมลงพื้นที่ ดูสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา

รมว.เกษตรฯร่วมลงพื้นที่ ดูสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.นายสุริยพล นุชอนงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา และแนวทางการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภายหลังน้ำจากพื้นที่ตอนบนในลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ยังคงมีปริมาณฝนตกอยู่ในบางพื้นที่ ส่งผลให้มีปริมาณจากทางตอนบนทยอยไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา อย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานี C 2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 2,128 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาตามศักยภาพของคลองและสอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่พร้อมควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาทเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนให้ได้มากที่สุด

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมเครื่องจักเครื่องมือพร้อมจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าปฏิบัติงานอย่างทันท่วงที บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

‘นฤมล’-FAOชูบทบาทผู้นำเกษตรโลก

https://www.naewna.com/local/836919

‘นฤมล’-FAOชูบทบาทผู้นำเกษตรโลก

‘นฤมล’-FAOชูบทบาทผู้นำเกษตรโลก

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายจอง-จิน คิม (Mr. Jong-Jin Kim)ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้แทน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ในโอกาสนี้ นายจอง จิน คิม ได้แสดงความยินดีกับ ศ.ดร.นฤมล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ให้ความมั่นใจต่อ FAO ว่าจะสานต่อนโยบายและแนวทางความร่วมมือ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและได้ผลลัพธ์ตามที่ได้ร่วมหารือกันไว้

สำหรับการหารือครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นแผนงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตาม “เป้าหมายที่ดีกว่าเดิม (4 Betters)” ได้แก่ด้านการผลิตที่ดีกว่า (Better production) ด้านโภชนาการที่ดีกว่า (Better nutrition) ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า (Better environment) ด้านคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า (Better live) ของประชาคมโลก โดยงานสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2567 ได้แก่ งานเฉลิมฉลองวันดินโลก ประจำปี 2567 (The Global Celebration of World Soil Day 2024) ที่ จ.นครราชสีมา และการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024: ISWF) ที่ กทม.ซึ่งเป็นเวทีแรกของโลก ให้ไทยเป็นผู้นำบูรณาการประเด็นหารือด้านดินและน้ำ ซึ่งมีผู้นำระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมประมาณ 20 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการประชุมในกรอบเวทีนี้จะนำไปต่อยอดและยกระดับการขับเคลื่อนการจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ FAO ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะที่เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ FAO อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเชิญ รมว.เกษตรฯ เข้าร่วมกิจกรรมวันอาหารโลกที่สำนักงาน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กทม.

‘กรุงไทย-ธนาคารที่ดิน’พร้อมหนุนเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

https://www.naewna.com/local/836969

'กรุงไทย-ธนาคารที่ดิน'พร้อมหนุนเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

‘กรุงไทย-ธนาคารที่ดิน’พร้อมหนุนเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.34 น.

“กรุงไทย” พร้อมเป็นพันธมิตร “ธนาคารที่ดิน” ด้านส่งเสริมการออมให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชนผ่านธนาคารกรุงไทย เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล และนายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ให้การต้อนรับ นายณพล เพ็ชราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่าย ธนาคารกรุงไทย นางสาวจันทนี พรกรุณาธิกุล ผู้อำนวยการฝ่ายราชการสัมพันธ์ และนายกิตติพงศ์ ทรัพย์สิน หัวหน้าส่วนราชการสัมพันธ์ ฝ่ายราชการสัมพันธ์ 2 ณ ห้องประชุม 901 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม 

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า การหารือวันนี้เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นพันธมิตรร่วมกันของสองหน่วยงาน ในฐานะ “ธนาคารที่ดิน” มีเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ภายใต้องค์การมหาชน นับว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีความมั่นคง ซึ่งกระจายอยู่ในโครงการ “กระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน” 12 พื้นที่ 8 จังหวัด และอีก 30 พื้นที่ ปีงบประมาณ 2567-2568 ส่วน “ธนาคารกรุงไทย” มีจุดแข็งคือการพัฒนาและยกระดับบริการทางการเงินให้เข้าถึงประชาชนครอบคลุมทุกมิติ เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าที่หลากหลาย สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก 

ด้านนายณพล กล่าวว่า จากภารกิจและพันธกิจ “ธนาคารที่ดิน” ช่วยทำให้เกษตรกร ขยับฐานะทางสังคมขึ้นมาให้มีความมั่งคง “ธนาคารกรุงไทย” จึงพร้อมเข้าไปส่งเสริมด้านการออมให้แก่กลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชน และช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน ผ่านธนาคารกรุงไทย อีกทางหนึ่งด้วย

นายกุลพัชร กล่าวย้ำว่า “ธนาคารที่ดิน” มุ่งมั่นดำเนินตามพันธกิจ “กระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของประชาชน
 
“ธนาคารที่ดิน” ตอบสนองเชิงนโยบาย มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่เปราะบางให้มีรายเพิ่ม ทั้งเพิ่ม GDP ประเทศ แก่นสำคัญที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ นั่นคือ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อันจะบรรลุความมุ่งหมายสูงส่ง สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใน ค.ศ.2030 หรือในปี พ.ศ.2573 และก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง มีการพัฒนาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตทุก ๆ ด้าน 

ชป.ปรับเพิ่มการระบายเขื่อนเจ้าพระยา หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

https://www.naewna.com/local/836940

ชป.ปรับเพิ่มการระบายเขื่อนเจ้าพระยา หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

ชป.ปรับเพิ่มการระบายเขื่อนเจ้าพระยา หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.03 น.

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ศูนย์ปฏิบัติน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ว่า จากอิทธิพลอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่งผลให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวมทั้งภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน โดยที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ เมื่อเวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,639 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับ +17.07 ม.รทก.เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ฝนที่ตกในพื้นที่ กรมชลประทาน ได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อควบคุมปริมาณน้ำหน้าเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดให้อยู่ในอัตรา 1,400 ลบ.ม./วินาที ในเวลา 18.00 น.โดยจะพิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำทางตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น และมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น จะแจ้งให้ทราบต่อไป จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ด้วย

‘รองอธิบดีฝนหลวงฯ’เป็นปธ.พิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/836923

'รองอธิบดีฝนหลวงฯ'เป็นปธ.พิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567

‘รองอธิบดีฝนหลวงฯ’เป็นปธ.พิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.51 น.

รองอธิบดีฝนหลวงฯ เป็นประธานในพิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 ตุลาคม 2567

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 เวลา 19.00 น.นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรด้านปฏิบัติการ เป็นประธานในพิธีปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 (ASEAN Regional Seminar on Weather Modification 2024) ณ โรงแรมดีวารี พัทยา พร้อมกล่าวขอบคุณผู้แทนหน่วยงานจากกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ มองโกเลีย ศรีลังกา และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ อันเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการดัดแปรสภาพอากาศของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสมาชิกศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียนให้มีความรู้ และเกิดทักษะที่เกี่ยวข้องอย่างหลากหลาย จนสามารถร่วมดำเนินโครงการความร่วมมือให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป และส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนา วิจัยและปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำมาปรับใช้กับเทคนิคของแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม และร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานภายใต้ศูนย์การดัดแปรสภาพอากาศอาเซียน โดยจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมด้านการดัดแปรสภาพอากาศ อันเป็นเครื่องมือและกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และบรรเทามลภาวะทางอากาศในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

นอกจากนี้ ในวันนี้ (22 ต.ค.67) ได้มีการนำคณะเดินทางฯ ไปยังสถานีเรดาห์ฝนหลวงสัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อ แบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเทคโนโลยีการตรวจสภาพอากาศ หลังจากนั้นคณะทำงานจะเดินทางกลับยัง กรุงเทพมหานคร อันเป็นการเสร็จสิ้นการประชุมฯ ในครั้งนี้ สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการดัดแปรสภาพอากาศระดับภูมิภาคอาเซียนในปี 2568 ประเทศอินโดนิเซีย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งจะมีการจัดงาน ณ บาหลี ประเทศอินโดนิเซียต่อไป

– 006

บรรเทาน้ำท่วม!!! ‘กรมชลประทาน’เร่งผลักดันน้ำใน’แม่น้ำท่าจีน’

https://www.naewna.com/local/836863

บรรเทาน้ำท่วม!!! 'กรมชลประทาน'เร่งผลักดันน้ำใน'แม่น้ำท่าจีน'

บรรเทาน้ำท่วม!!! ‘กรมชลประทาน’เร่งผลักดันน้ำใน’แม่น้ำท่าจีน’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.25 น.

โครงการชลประทานนครปฐม สำนักงานชลประทานที่ 13 ร่วมกับ สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำท่าจีน บริเวณสะพานรวมเมฆ ต.นครชัยศรี อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จำนวน 6 เครื่อง เพื่อช่วยให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดผลกระทบปัญหาน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในเขตจังหวัดนครปฐม แล้วทั้งสิ้น 38 เครื่อง เร่งระบายน้ำด้านปลายน้ำในแม่น้ำท่าจีน ออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

– 006