ข้อมูลใหม่ชี้เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832886

ข้อมูลใหม่ชี้เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น

25 ธ.ค. 2567 09:23 น.

ข้อมูลใหม่ชี้เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น

เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น โดยมีประชากร 1 ใน 5 ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเน้นย้ำถึงวิกฤตประชากรของประเทศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

เกาหลีใต้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น โดยมีประชากร 1 ใน 5 ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเน้นย้ำถึงวิกฤตประชากรของประเทศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามข้อมูลใหม่ที่เผยแพร่โดยกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย จำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 10.24 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรเกาหลีใต้ทั้งหมด 51 ล้านคน 

สหประชาชาติจัดให้ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 เป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ส่วนประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 เป็น “สังคมผู้สูงอายุ” และประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 เป็น “สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น”

เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำอย่างรุนแรง โดยลดลงเหลือเพียง 0.72 ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก หลังจากลดลงต่อเนื่องมาหลายปี

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ ต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์ที่ 2.1 เพื่อรักษาเสถียรภาพของประชากรในกรณีที่ไม่มีผู้อพยพเข้าเมือง ตามข้อมูลล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าผู้หญิงในเกาหลีใต้ประมาณร้อยละ 22 มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ในขณะที่สัดส่วนของผู้ชายที่มีอายุมากกว่านั้นอยู่ที่เกือบร้อยละ 18 

ข้อมูลดังกล่าวเน้นย้ำถึงระเบิดเวลาทางประชากรที่เกาหลีใต้และประเทศในเอเชียตะวันออกอื่นๆ กำลังเผชิญอยู่ ขณะที่สังคมของประเทศเหล่านี้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เพียงไม่กี่ทศวรรษหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้น ประเทศในยุโรปหลายแห่งยังเผชิญกับประชากรสูงอายุเช่นกัน แต่การอพยพเข้าเมืองช่วยบรรเทาผลกระทบได้ อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน กลับหลีกเลี่ยงปัญหาการอพยพเข้าเมืองจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาการลดลงของประชากรในวัยทำงาน

ทางการเกาหลีใต้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อลดแนวโน้มด้านประชากรของประเทศ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดียุน ซุก ยอล เรียกร้องให้รัฐสภาช่วยจัดตั้งกระทรวงใหม่เพื่อรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ทั่วเอเชีย ได้แก่ วัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องสูง ค่าจ้างที่หยุดนิ่ง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทัศนคติที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการแต่งงานและความเท่าเทียมทางเพศ และความผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงแม้จะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง การทุ่มเงินเพื่อแก้ปัญหาก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล

ในปี 2022 ทางการเกาหลีใต้ยอมรับว่ามีการใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ในการพยายามเพิ่มจำนวนประชากรในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา แต่โครงการต่างๆ เช่น การขยายระยะเวลาการลาคลอดบุตรแบบมีเงินเดือน การให้ “คูปองเงินสำหรับเด็กแรกเกิด” แก่พ่อแม่มือใหม่ และการรณรงค์ทางสังคมที่สนับสนุนให้ผู้ชายช่วยดูแลลูกและทำงานบ้าน ไม่สามารถลดแนวโน้มดังกล่าวได้.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

บราซิลปิดไซต์ก่อสร้างโรงงาน BYD เหตุพบสภาพการทำงาน “เยี่ยงทาส”

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832875

บราซิลปิดไซต์ก่อสร้างโรงงาน BYD เหตุพบสภาพการทำงาน "เยี่ยงทาส"

25 ธ.ค. 2567 08:33 น.

บราซิลปิดไซต์ก่อสร้างโรงงาน BYD เหตุพบสภาพการทำงาน “เยี่ยงทาส”

ทางการบราซิลได้สั่งระงับการก่อสร้างโรงงานของบริษัท “บีวายดี” (BYD) ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของจีน โดยระบุว่าคนงานต้องใช้ชีวิตในสภาพที่เทียบได้กับ “การเป็นทาส”

ทางการบราซิลได้สั่งระงับการก่อสร้างโรงงานของบริษัท “บีวายดี” (BYD) ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของจีน โดยระบุว่าคนงานต้องใช้ชีวิตในสภาพที่เทียบได้กับ “การเป็นทาส สำนักงานอัยการแรงงานสาธารณะบราซิล (MPT) ระบุว่า คนงานมากกว่า 160 คน ได้รับการช่วยเหลือในรัฐบาเอีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล

คนงานเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าถูกกักขังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ “ย่ำยีศักดิ์ศรี” และถูกบริษัทก่อสร้างยึดพาสปอร์ตและเงินเดือน บีวายดีระบุในแถลงการณ์ว่า ได้ตัดความสัมพันธ์กับบริษัทที่เกี่ยวข้องและยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของบราซิลอย่างเต็มที่

โรงงานดังกล่าวมีกำหนดเปิดดำเนินการภายในเดือนมีนาคม 2025 และจะเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของบีวายดีนอกทวีปเอเชีย

อัยการระบุว่า คนงานที่จ้างโดยบริษัท จินเจียง คอนสตรักชัน บราซิล บริษัทผู้รับเหมา อาศัยอยู่ในโรงงาน 4 แห่งในเมืองกามาซารี คนงานก่อสร้างโรงงานแห่งหนึ่งถูกบังคับให้นอนบนเตียงที่ไม่มีที่นอน ส่วนห้องน้ำแต่ละห้องยังถูกใช้ร่วมกันระหว่างคนงาน 31 คน ทำให้พวกเขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน สำนักงานอัยการแรงงานกล่าวว่า “สภาพภายในห้องพักเผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจของความไม่มั่นคงและความย่ำแย่”

ทั้งนี้ “สภาพที่เหมือนเป็นทาส” ตามที่กฎหมายของบราซิลกำหนดไว้ ได้แก่ การเป็นทาสเพื่อชำระหนี้และการทำงานที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำนักงานอัยการแรงงานยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังถือเป็น “การบังคับใช้แรงงาน” เนื่องจากคนงานจำนวนมากถูกหักค่าจ้างและต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการยุติสัญญา

บีวายดีกล่าวว่าคนงานที่ได้รับผลกระทบถูกย้ายไปที่โรงแรม และยังระบุอีกว่าได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด เกี่ยวกับสภาพการทำงานและการใช้ชีวิตของผู้รับเหมาช่วงและคนงาน และได้ขอให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างปรับปรุง “หลายครั้ง”

บีวายดี ซึ่งย่อมาจาก Build Your Dreams เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าเทสลา  ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2023 บริษัทได้ขยายตลาดในบราซิล ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท บริษัทได้เปิดโรงงานแห่งแรกในเมืองเซาเปาโลในปี 2015 เพื่อผลิตตัวถังรถสำหรับรถบัสไฟฟ้า เมื่อปีที่แล้ว บริษัทประกาศว่าจะลงทุน 3 พันล้านเรอัล ในบราซิลเพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเติบโตอย่างมากหลังจากรัฐบาลให้เงินอุดหนุน ซึ่งส่งเสริมให้ผู้บริโภคเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริด แต่กลับมีปฏิกิริยาตอบโต้ในต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมของรัฐบาลจีน

ตลาดหลักๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ได้กำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน โดยคาดว่าจะมีภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่เข้ามาบริหารประเทศ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

วิวัฒนาการชุดซานตา ทำไมต้องแดง-ขาว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832752

วิวัฒนาการชุดซานตา ทำไมต้องแดง-ขาว

25 ธ.ค. 2567 08:00 น.

วิวัฒนาการชุดซานตา ทำไมต้องแดง-ขาว

  • ชุดสูทสีแดง ขอบขนเฟอร์สีขาว บู๊ตสีดำสูง และหมวกปอมปอม อาจเป็นเครื่องแบบของซานตาที่ทุกคนคุ้นเคยในปัจจุบัน แต่ในอดีตชุดซานตากลับมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องกว่าจะกลายเป็นชุดแบบที่เราคุ้นเคยนี้
  • การแต่งกายของซานตาในแต่ละวัฒนธรรม ต่างก็สะท้อนถึงประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนนั้นๆ แต่ไม่ว่าซานตาคลอสจะแต่งกายอย่างไร ชายแก่ใจดีผู้นี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว และการให้ที่ไม่มีเงื่อนไขมาทุกยุคทุกสมัย

วิวัฒนาการชุดซานตา ทำไมต้องแดง-ขาว

ช่วงเทศกาลคริสต์มาสแบบนี้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงการแต่งกายด้วยสีเขียว สีแดง-ขาว เพื่อให้เข้ากับเทศกาล และหากถามถึงการแต่งกายของซานตาคลอสว่าต้องเป็นอย่างไร ทุกคนก็คงยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ว่าจะต้องเป็นชุดสีแดง ขอบสีขาวเท่านั้น มิเช่นนั้นอาจจะถือว่าแต่งตัวผิดคอนเซ็ปต์หรือผิดธีมได้ แต่มีใครเคยตั้งคำถามหรือไม่ ว่าทำไมชุดของซานตาคลอสจะต้องเป็นสีแดงขอบขาวเท่านั้น

แม้ว่าซานตาคลอสจะเป็นเพียงเรื่องเล่า และไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่ก็แทบจะไม่มีใครกล้าแหกกฎแต่งตัวให้ซานตาคลอสด้วยสีอื่นๆ เพราะจะถูกมองว่าแปลกประหลาดและแหกคอกทันที เหมือนกับกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับร้าน “Wicked” ในเครือของห้างบลูมมิ่งเดล ที่แต่งชุดซานตาคลอสด้วยสีเขียวเข้ม จนกลายเป็นข่าวร้อนที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชน โดยบางส่วนระบุว่า บางอย่างที่ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรมาเปลี่ยน และซานตาสีเขียวเป็นเรื่องที่งี่เง่าที่สุด

แต่จริงๆ แล้วซานตาคลอสไม่ได้สวมชุดแดงเสมอไป เพราะจริงๆ แล้ว เครื่องแต่งกายและรูปร่างของเขาที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาขึ้นมา โดยผู้ที่กลายมาเป็นต้นแบบของซานตาคลอส ก็มีทั้งนักบวชคริสเตียนในยุคแรกๆ อย่างเซนต์นิโคลัส และตัวละครในประเพณีดัตช์อย่างซินเทอร์คลาส พระพ่อโนเอลจากฝรั่งเศส และพระเยซูในบทบาทของเด็กที่มอบของขวัญ จนในช่วงปี 1820 เป็นต้นมา ซานตาคลอสของชาวอเมริกันก็ค่อยๆ ก่อร่างรูปแบบขึ้นมา และพัฒนาไปเรื่อยๆ ผ่านบทกวี ภาพประกอบในหนังสือพิมพ์ และโฆษณา

คุณลักษณะสำคัญของซานตาคลอสที่ได้มาจากบทกวีก็คือ ชายมีหนวดเครา สวมเสื้อขนสัตว์ และขับเลื่อนกวางเรนเดียร์ ซึ่งมาจากบทกวีของ คลีเมนต์ คลาร์ก มัวร์ จากหนังสือ A Visit from St. Nicholas หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Twas the Night Before Christmas” ในปี 1823 และบทกวีที่ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงนักในปี 1821 ที่เรียกเขาว่า “Santeclaus” แต่เครื่องแต่งกายของซานตาคลอสก็ยังคงมีการลื่นไหลและไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับการตีความ

จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้นว่า ซานตาคลอสแท้จริงจะหน้าตาและรูปลักษณ์เป็นเช่นไร โดยนักประวัติศาสตร์ เจอร์รี่ โบว์เลอร์ ผู้เขียนหนังสือ “Santa Claus: A Biography” ให้สัมภาษณ์ว่า มันใช้เวลาถึงราว 80 ปีสำหรับศิลปินอเมริกันในการตัดสินใจเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายของซานตาคลอส ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น จะได้เห็นซานตาสวมชุดในสีต่างๆ ได้ รวมทั้งยังมีชุดคลุมที่มีความหลากหลาย

ซานตาคลอสที่มีรูปลักษณ์ที่หลากหลาย

การตีความซานตาคลอสในยุคแรกๆ บางครั้งก็ทำให้เขาดูเป็นตัวละครตัวเล็กๆ ขี้เล่นเหมือนเอลฟ์ ที่สมเหตุสมผลพอที่จะลงไปทางปล่องไฟได้จริงๆ เช่น ภาพประกอบในปี 1864 ที่แสดงให้เห็นเซนต์นิโคลัส แต่งกายในชุดบิชอป ในชุดสีเหลืองและหมวกขนสัตว์ หรือภาพเขียนสีน้ำมันในปี 1837 ที่เขาสวมชุดคลุมสีแดงที่มีขนเฟอร์ แต่ก็มีการออกแบบซานตาคลอสที่ฉีกให้แตกต่างไปเลย อย่างโฆษณาของ P.T. Barnum ในปี 1850 ที่โปรโมตนักร้อง เจนนี ลินด์ แสดงให้เห็นซานตาคลอสในรูปของบุคคลในยุคสงครามปฏิวัติอเมริกาที่ไม่มีหนวดเครา หรือซานตาบนหน้าปกหนังสือ “The Life and Adventures of Santa Claus” ในปี 1902 ที่แสดงให้เห็นซานตาสวมชุดคลุมสีดำที่มีขอบขนสัตว์ลายสัตว์ป่าและรองเท้าบู๊ตสีแดงที่โดดเด่น

โธมัส นาส นักวาดการ์ตูนจาก “ฮาร์เปอร์ส วีคลี” ผู้ที่วาดภาพสัญลักษณ์ของลาให้พรรคเดโมแครต และช้างของพรรครีพับลิกัน ก็มีบทบาทสำคัญในการออกแบบรูปลักษณ์ของซานตาคลอส เขาวาดภาพซานตาคลอสครั้งแรกในปี 1863 ในช่วงสงครามกลางเมือง โดยให้ซานตาสวมเสื้อที่มีลายดาวและเส้นขาวเป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนทหารสหภาพ แต่ภาพที่อยู่ในความทรงจำมากที่สุดคือภาพในปี 1881 ที่ซานตาคลอสสวมชุดแดงมีสายรัดพร้อมหนวดเคราที่ไม่แตกต่างจากซานตาคลอสในปัจจุบัน หลังจากนั้นศิลปินอย่าง นอร์แมน ร็อกเวลล์ และเจ.ซี เลเยนเดคเกอร์ ก็ได้วาดภาพซานตาคลอสในชุดคลาสสิกของเขาใน เดอะ แซทเทอร์เดย์ อีฟวนิ่ง โพสต์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

และเมื่อซานตาคลอสอยู่บนปกของนิตยสารที่มีจำหน่ายในตลาดจำนวนมากในชุดแดงและขนเฟอร์สีขาว มันก็เหมือนกับการยืนยันลุคของเขาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของซานตาที่ถูกสร้างสรรค์โดยศิลปินเหล่านี้ ก็แทบจะถูกกลบไปหมดในเวลาต่อมา เมื่อเกิดแคมเปญโฆษณาคริสต์มาสของ โคคา-โคลาในปี 1931 โดยมีการวาดภาพซานตาคลอสโดย แฮดดอน ซันด์บล็อม ซึ่งมีแก้มแดงและรูปร่างอวบอิ่ม จนได้รับความนิยมอย่างล้นหลามและกลายเป็นภาพจำของซานตาคลอสที่คนทั่วโลกยึดถืออยู่จนถึงทุกวันนี้

เจอร์รี่ โบว์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ ระบุว่า ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า โคคา-โคลา มีบทบาทในการกำหนดชุดของซานตาคลอสที่มีสีแดงและขาว แต่จริงๆ แล้ว ซานตาคลอสในชุดคลาสสิกนั้นได้รับการกำหนดมาก่อนหน้านั้นหลายทศวรรษแล้ว และโคคา-โคลา ไม่ใช่บริษัทแรกที่โปรโมตซานตาคลอสในชุดนี้ โดยซานตาคลอสในชุดนี้ถูกโปรโมตโดย “ไวท์ ร็อก เบเวอเรจ” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่ โคคา-โคลา จะเริ่มทำแคมเปญโฆษณาในปี 1931

ไม่ว่าภาพลักษณ์ของซานตาคลอสจะเปลี่ยนไปเช่นไรตามการตีความที่แตกต่างกันของยุคสมัย แต่ในที่สุดซานตาคลอสก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสุข ความอบอุ่น และการให้ที่ไม่มีเงื่อนไข สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของวันคริสต์มาสจากที่เคยเป็นเทศกาลที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ให้กลายมาเป็นการกลับมาพบหน้า รวมญาติของสมาชิกในครอบครัว และเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนทั่วโลกต่างเฝ้าตั้งตารอในทุกๆ ปี.

ผู้เขียน อาจุมมาโอปอล

ที่มา : CNN , BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ :ซานตาคลอส

สะพานในบราซิลพังถล่ม ดับ 4 ศพ หวั่นสารพิษรั่วไหลปนเปื้อนแม่น้ำ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832859

สะพานในบราซิลพังถล่ม ดับ 4 ศพ หวั่นสารพิษรั่วไหลปนเปื้อนแม่น้ำ

25 ธ.ค. 2567 06:34 น.

สะพานในบราซิลพังถล่ม ดับ 4 ศพ หวั่นสารพิษรั่วไหลปนเปื้อนแม่น้ำ

เจ้าหน้าที่บราซิลกำลังเร่งตรวจสอบสารพิษรั่วไหล หลังเกิดเหตุสะพานถล่ม ทำให้รถหลายคันตกแม่น้ำ รวมถึงรถบรรทุกสารเคมีหลายพันลิตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุสะพานรถวิ่งซึ่งเชื่อมระหว่างรัฐโตกันตินส์ และรัฐมารันเญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 ธ.ค. 2567) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ สูญหายอีกมากกว่า 4 ราย หลังจากรถบรรทุกหลายคันตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกับยาฆ่าแมลง กับกรดซัลฟิวริกหลายพันลิตร

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า มีสารเคมีรั่วไหลออกมาจากถังเก็บมากน้อยเพียงใด แต่ทีมประดาน้ำเพื่อค้นหาผู้สูญหายต้องหยุดปฏิบัติการ เพื่อรอประเมินสถานการณ์ก่อน

ทั้งนี้ สะพาน จุสเซลิโน คูบิตเชค เด โอลิเวรา มีความยาวมากกว่า 500 ม. ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุค 60 ตัดผ่านแม่น้ำโตกันตินส์ และเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมทั้งสองรัฐเข้าด้วยกัน

โดยรวมแล้วมีรถยนต์ตกลงไปในแม่น้ำตอนที่สะพานถล่มทั้งสิ้น 8 คัน โดยมี 3 คันเป็นรถบรรทุกสารเคมี ซึ่งชาวเมืองอีสเตรอิโต กับเมือง อากีอาร์โนโปลิส ซึ่งอยู่สองฟากฝั่งของแม่น้ำ ตามได้รับแจ้งจากทางการว่า ให้หลีกเลี่ยงการตักน้ำจากแม่น้ำสายนี้ไปใช้

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือเพื่อออกค้นหาผู้รอดชีวิต แต่จนถึงตอนนี้พวกเขากู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 4 ศพ รวมถึง หญิงคนขับรถของหนึ่งในรถบรรทุก และเด็กหญิงวัยเพียง 11 ขวบ ขณะที่มีชายคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือขึ้นจากแม่น้ำได้สำเร็จในวันอาทิตย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บิล คลินตัน อดีต ปธน.สหรัฐฯ ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังล้มป่วย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832856

บิล คลินตัน อดีต ปธน.สหรัฐฯ ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังล้มป่วย

25 ธ.ค. 2567 04:25 น.

บิล คลินตัน อดีต ปธน.สหรัฐฯ ออกจากโรงพยาบาลแล้ว หลังล้มป่วย

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว หลังป่วยเป็นไข้หวัด จนต้องแอดมิตเพื่อสังเกตอาการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 78 ปี ออกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย “เมดสตาร์ จอร์จทาวน์” ได้แล้ว ในวันอังคารที่ 24 ธ.ค. 2567 หลังจากเขาแอดมิตเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อตรวจร่างกาย และสังเกตอาการหลังมีไข้

“นายคลินตันกับครอบครัวรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับการดูแลอันยอดเยี่ยมจากทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เมดสตาร์ จอร์จทาวน์ และรู้สึกประทับใจกับข้อความอันอ่อนโยน และคำอวยพรที่เขาได้รับ” แองเจล ยูเรนญา โฆษกของนายคลินตันระบุผ่าน X

ทั้งนี้ บิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนที่ 42 ของสหรัฐฯ อยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2536-2544 โดยหลังลงจากตำแหน่ง เขาก็ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ริเริ่มก่อตั้ง “มูลนิธิคลินตัน” ซึ่งไปร่วมมือกับ “สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน” ก่อตั้งองค์กร “พันธมิตรเพื่อยุคสมัยที่สุขภาพดีขึ้น” (Alliance for a Healthier Generation)

คลินตันมีประวัติเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจมาก่อน โดยในปี 2547 ขณะมีอายุ 58 ปี คลินตันต้องเข้าผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ 4 เส้น หลังหมอพบสัญญาณของโรคหัวใจ และ 10 ปีหลังจากนั้น เขาก็ต้องเข้าผ่าตัดรักษาหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

ไม่นานหลังจากการผ่าตัดครั้งที่ 2 อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ ซื่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าชอบทานอาหารไขมันสูง ก็เปลี่ยนไปเป็นวีแกน คืองดบริโภคเนื้อ หรืออาหารที่แปรรูปจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกประเภท โดยเขาเคยบอกสำนักข่าว โพลิติโก ในปี 2559 ว่า เขาอาจไม่อยู่รอดมาจนถึงตอนนี้หากไม่เปลี่ยนเป็นวีแกน

นายคลินตันยังเคยเข้าโรงพยาบาลนาน 6 วันในปี 2564 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย หลังมีอาการติดเชื้อและเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ข้อมูลใหม่ชี้ เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” แล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832855

ข้อมูลใหม่ชี้ เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” แล้ว

25 ธ.ค. 2567 03:28 น.

ข้อมูลใหม่ชี้ เกาหลีใต้เข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” แล้ว

เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศสังคมสูงอายุระดับสุดยอดแล้ว หลังจำนวนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลใหม่ในวันอังคารที่ 24 ธ.ค. 2567 ระบุว่า จำนวนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในประเทศ อยู่ที่ 10.24 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งอยู่ที่ราว 51 ล้านคน

สหประชาชาติจัดให้ประเทศที่มี ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 7% เป็นประเทศ “สังคมกำลังสูงอายุ” (aging society) ขณะที่ 14% ขึ้นไปจัดเป็นประเทศ “สังคมสูงอายุ” (aged society) และ 20% ขึ้นไปจะถูกจัดเป็นประเทศ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” (super-aged society)

เกาหลีใต้พยายามหาทางแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำมานานแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ โดยอัตราการเจริญพันธุ์ หรือตัวเลขบ่งชี้ว่า ผู้หญิง 1 คนจะมีลูกกี่คนตลอดช่วงชีวิต ลดลงเหลือเพียง 0.72 คน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513 และต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่ 2.1 เพื่อรักษาจำนวนประชากรให้มั่นคง โดยไม่รวมผู้อพยพ

ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่า ผู้หญิงราว 22% ในเกาหลีใต้ มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่ตัวเลขของฝ่ายชายอยู่ที่เกือบ 18% ตอกย้ำวิกฤติประชากร ที่กำลังเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ในเกาหลีใต้ แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก

นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสถิติประชากร มาจากวัฒนธรรมการจ้างงาน, ค่าแรงที่หยุดนิ่งกับที่ สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมทั้งทัศนคตีเรื่องการแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงไป, ความเท่าเทียมทางเพศ และความผิดหวังของคนหนุ่มสาว เมื่อรู้ว่าบางสิ่งไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรือหวังไว้

ในปี 2565 ทางการเกาหลีใต้ยอมรับว่า พวกเขาทุ่มงบประมาณไปกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตลอด 16 ปี เพื่อหาทางเพิ่มจำนวนประชาชน แต่ไม่สำเร็จ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เดนมาร์กเพิ่มงบการป้องกันกรีนแลนด์ หลังทรัมป์บอกอยากซื้อดินแดน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832854

เดนมาร์กเพิ่มงบการป้องกันกรีนแลนด์ หลังทรัมป์บอกอยากซื้อดินแดน

25 ธ.ค. 2567 02:11 น.

เดนมาร์กเพิ่มงบการป้องกันกรีนแลนด์ หลังทรัมป์บอกอยากซื้อดินแดน

รัฐบาลเดนมาร์กประกาศแพ็กเกจงบประมาณก้อนโต เพื่อเพิ่มการป้องกันเกาะกรีนแลนด์ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ พูดย้ำว่า อยากซื้อดินแดนแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโทรลส์ ลุนด์ โพลเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศเดนมาร์ก ประกาศในวันอังคารที่ 24 ธ.ค. 2567 ว่า รัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจงบประมาณด้านการกลาโหม มูลค่าหลักหมื่นล้านโครน หรืออย่างน้อย 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) เพื่อเพิ่มการป้องกันเกาะกรีนแลนด์

นายโพลเซนระบุว่า นี่เป็น “การเย้ยหยันของโชคชะตา” (irony of fate) หลังจากเมื่อวันจันทร์ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การเป็นเจ้าของและควบคุมเกาะกรีนแลนด์ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเป็นที่ตั้งของศูนย์อวกาศขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินเรือจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป นอกจากนั้นยังมีแหล่งน้ำมันกับแร่ธาตุจำนวนมาก ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากสำหรับอเมริกา

นายโพลเซนกล่าวว่า แพ็กเกจดังกล่าวจะทำให้สามารถซื้อเรือลาดตระเวนลำใหม่ได้ 2 ลำ, โดรนบินระยะไกลอีก 2 ลำ และ สร้างทีมสุนัขลากเลื่อนได้อีก 2 ทีม

นอกจากนั้นยังมีงบประมาณสำหรับเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ที่กองบัญชาการอาร์กติก ในเมืองนุก เมืองเอกของเกาะกรีนแลนด์ และยกระดับ 1 ใน 3 สนามบินพลเรือนหลักบนเกาะแห่งนี้ ให้สามารถรองรับเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง F-35 ได้ด้วย

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเดนมาร์กไม่ได้ระบุตัวเลขที่ชัดเจนของแพ็กเกจงบประมาณก้อนนี้ แต่สื่อท้องถิ่นประเมินว่า น่าจะอยู่ที่ราว 1.2-1.5 หมื่นล้านโครน

ด้านนักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า นี่เป็นแผนการที่เดนมาร์กหารือมานานแล้ว และไม่ควรมองว่าเป็นการตอบสนองโดยตรงต่อคำพูดของนายทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลอนดอนเร่งสืบ เหตุประตูรถไฟหนีบมือผู้โดยสาร จนโดนลากวิ่งตามรถไฟ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832852

ลอนดอนเร่งสืบ เหตุประตูรถไฟหนีบมือผู้โดยสาร จนโดนลากวิ่งตามรถไฟ

25 ธ.ค. 2567 00:24 น.

ลอนดอนเร่งสืบ เหตุประตูรถไฟหนีบมือผู้โดยสาร จนโดนลากวิ่งตามรถไฟ

ทางการลอนดอนเร่งสืบสวน เหตุประตูรถไฟหนีบมือผู้โดยสาร และลากให้วิ่งไปกับรถไฟไกลหลายเมตร ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ธ.ค. 2567 ว่า เจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรเริ่มการสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ผู้โดยสารถูกประตูรถไฟที่กำลังจะออกเดินทางจากสถานี “อีลิง บรอดเวย์” (Ealing Broadway) ในกรุงลอนดอน หนีบมือและลากจนโดนลากให้ต้องวิ่งไปพร้อมกับรถไฟ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนวันที่ 24 พ.ย. ผู้โดยสารรายนี้หลุดเป็นอิสระด้วยความช่วยเหลือจากพนักงานของสถานีรถไฟ ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ แจ้งให้คนขับรถไฟทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ม้าเหล็กจะหยุดลงหลังจากวิ่งไปเป็นระยะทางประมาณ 17 ม. โดยผู้ประสบเหตุได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำนักงานสืบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟ (RAIB) ระบุว่า พวกเขาจะตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงดูว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร และมีการจัดการและควบคุมความเสี่ยง ตอนผู้โดยสารขึ้นและลงจากรถไฟสายเอลิซาเบธ (Elizabeth line) นี้อย่างไร

ด้านกรมการขนส่งกรุงลอนดอน (TfL) ออกมาขอโทษผู้โดยสารที่ต้องเผชิญเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ และว่าผู้ให้บริการรถไฟเอ็มอาร์ทีสายเอลิซาเบธ จะร่วมมือกับ RAIB เพื่อสืบสวนอย่างละเอียด และหารากของปัญหาที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ เพื่อตัดสินใจว่าควรมีมาตรการอย่างไร เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 เคยเกิดเหตุผู้โดยสารถูกประตูรถไฟหนีบเสื้อผ้าจนโดนลากไปกับชานชาลาสถานีรถไฟใต้ดินกรุงลอนดอน ถึง 2 รายที่สถานี อาร์ชเวย์ กับ ชอล์ค ฟาร์ม โดยผู้ประสบเหตุที่อาร์ชเวย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังถูกลากไปกับพื้นเป็นระยะทางประมาณ 2 ม.

นอกจากนั้น ยังมีผู้โดยสารอย่างน้อย 3 ราย ได้รับบาดเจ็บระหว่างใช้บริการรถไฟที่สถานี อีลิง บรอดเวย์ เนื่องจากช่องว่างระหว่างชานชาลากับรถไฟกว้างเกินไป จนทำให้นาย ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ต้องออกมาขอโทษในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และสัญญาว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสินค้ารัสเซียจมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังห้องเครื่องยนต์ระเบิด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832848

เรือสินค้ารัสเซียจมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังห้องเครื่องยนต์ระเบิด

24 ธ.ค. 2567 23:30 น.

เรือสินค้ารัสเซียจมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังห้องเครื่องยนต์ระเบิด

เรือสินค้าของรัสเซียที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ล่มในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดระเบิดที่ห้องเครื่องยนต์ ลูกเรือสูญหาย 2 ราย

ศูนย์วิกฤติแห่งกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย เปิดเผยในวันอังคารที่ 24 ธ.ค. 2567 ว่า เรือสินค้าชื่อ “เออร์ซา เมเจอร์” (Ursa Major) ล่มในน่านน้ำทางตอนใต้ของสเปน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดระเบิดในห้องเครื่องยนต์ ระหว่างที่มันเดินทางผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งคั่นทวีปยุโรปกับแอฟริกาเอาไว้

ทางการรัสเซียระบุว่า ลูกเรือของเรือสินค้าลำนี้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 14 ราย และถูกพาไปยังท่าเรือแห่งหนึ่งของสเปน แต่ยังมีลูกเรืออีก 2 คนที่ยังคงสูญหาย

ทั้งนี้ เออร์ซา เมเจอร์ หรือชื่อเดิมคือ “สปาตาร์” (Sparta) เป็นเรือขนส่งสินค้าของบริษัท “โอโบรอนโลจิสติกา” (Oboronlogistika) ซึ่งคอยขนส่งสินค้าให้แก่กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย และถูกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ สั่งคว่ำบาตรในปี 2565

สำนักงานกู้ภัยทางทะเลของสเปนยืนยันว่า เรือลำนี้จมทะเลแล้ว พร้อมประกาศเตือนเรือลำอื่นๆ ที่จะเดินทางผ่านน่านน้ำนี้ว่า ให้ระวังซากจากเรืออับปางขณะแล่นผ่าน

ด้านบริษัท โอโบรอนโลจิสติกา ระบุในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค.) ว่า เรือ เออร์ซา เมเจอร์ กำลังเดินทางไปยังวลาดิวอสตอก เมืองทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อขนส่งเครนขนาดใหญ่ 2 ตัว ซึ่งจะใช้ในการก่อสร้างท่าเรือที่นั่น

แต่ GUR กองอำนวยการข่าวกรองหลักของยูเครน อ้างผ่านโซเชียลมีเดียในวันจันทร์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เรือจะล่ม ว่า เรือลำนี้กำลังมุ่งหน้ายังซีเรีย เพื่อขนย้ายอาวุธและยุทโธปกรณ์ออกจากเมืองท่า ตาร์ตุส (Tartus) ที่รัสเซียยังควบคุมอยู่ หลังกลุ่มกบฏโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จ

ยูเครนอ้างด้วยว่า เรือลำนี้พบเจอปัญหาระหว่างเดินทางแล้ว โดยเรือเสียขณะอยู่นอกชายฝั่งโปรตุเกส แต่ลูกเรือแก้ปัญหาได้แล้วออกเดินทางต่อ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ด่วน โรงงานผลิตอาวุธในตุรกีระเบิด ดับอย่างน้อย 12 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832780

ด่วน โรงงานผลิตอาวุธในตุรกีระเบิด ดับอย่างน้อย 12 ศพ

24 ธ.ค. 2567 15:55 น.

ด่วน โรงงานผลิตอาวุธในตุรกีระเบิด ดับอย่างน้อย 12 ศพ

เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานผลิตกระสุนและวัตถุระเบิดในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คนและบาดเจ็บ 4 คน

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเวลา 8:25 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในส่วนงานผลิตแคปซูลระเบิด โดยนายอาลี เยอร์ลิกายา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สาเหตุของการระเบิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ทางการได้ตัดข้อสงสัยเรื่องการวางระเบิดหรือการก่อวินาศกรรมออกไป

คลิปวิดีโอจากที่เกิดเหตุ เผยให้เห็นลูกไฟลูกใหญ่พุ่งขึ้นมาจากโรงงาน ทำให้อาคารส่วนหนึ่งได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะมีควันสีดำพวยพุ่งออกมา แรงระเบิดยังทำให้โครงสร้างเหล็กบิดเบี้ยวกระจายอยู่รอบๆ พื้นที่
นอกจากนี้เหตุระเบิดยังทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน รู้สึกได้ถึงเมืองเคอเตย์ลี  โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายชุดถูกส่งไปเพื่อควบคุมเพลิง รวมถึงหน่วยแพทย์และหน่วยงานความมั่นคงที่ถูกส่งไปยังพื้นที่ดังกล่าว

ล่าสุดนายยิลมาซ ตุนช์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าทางกระทรวงยุติธรรมตุรกีได้เปิดการสอบสวนสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้แล้ว.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตุรกี