ออสเตรเลียรวบชายก่อเหตุยิง “จิงโจ้” ตายเกือบ 100 ตัว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832710

ออสเตรเลียรวบชายก่อเหตุยิง "จิงโจ้" ตายเกือบ 100 ตัว

24 ธ.ค. 2567 11:10 น.

ออสเตรเลียรวบชายก่อเหตุยิง “จิงโจ้” ตายเกือบ 100 ตัว

ชายคนหนึ่งยิงจิงโจ้เกือบ 100 ตัว ด้วยปืนไรเฟิลที่ฐานทัพทหารทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ ในออสเตรเลีย โดยถูกตั้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์และบุกรุกสถานที่ราชการ

ชายคนหนึ่งยิงจิงโจ้เกือบ 100 ตัว ด้วยปืนไรเฟิลที่ฐานทัพทหารในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ ในออสเตรเลีย โดยถูกตั้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์และบุกรุกสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียพบซากจิงโจ้ 98 ตัว พร้อมกับกล่องกระสุนและปลอกกระสุนที่หมดอายุ แล้วที่ฐานทัพทหารซิงเกิลตัน ใกล้เมืองฮันเตอร์วัลเลย์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทีมป้องกันอาชญากรรมของเมืองฮันเตอร์วัลเลย์ ติดตามผู้ต้องสงสัยไปจนถึงบ้านหลังหนึ่งในเมืองวิลเลียมทาวน์  และบุกค้นบ้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา พวกเขาพบอาวุธปืนที่ไม่ได้จัดเก็บอย่างปลอดภัย และยึดอาวุธหลายกระบอกจากบ้านหลังที่สองในเมืองฮันเตอร์วัลเลย์

ชายวัย 43 ปี ถูกตั้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์อย่างรุนแรง ยิงปืนในพื้นที่ราชการ บุกรุก และกระทำความผิดเกี่ยวกับการจัดเก็บอาวุธปืนที่ไม่ปลอดภัย เขาได้รับการประกันตัวก่อนการพิจารณาคดีในศาลที่เมืองเรย์มอนด์เทอเรซ ในวันที่ 13 มกราคม 2025 และใบอนุญาตพกปืนของเขาถูกระงับ

ทั้งนี้ จิงโจ้เป็นสัตว์พื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครองในทุกรัฐและเขตปกครองของออสเตรเลีย ส่วนผู้ที่ถูกพบว่ามีความผิดฐานทำร้ายสัตว์คุ้มครองในรัฐนิวเซาท์เวลส์ จะเผชิญบทลงโทษจำคุกสูงสุด 2 ปีสำหรับความผิดแต่ละกระทง

อย่างไรก็ตาม สำนักงานวิจัยและสถิติอาชญากรรมระบุว่า ผู้กระทำความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์แทบจะไม่เคยต้องรับโทษจำคุก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้กระทำความผิดถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 132 ถึง 170 รายต่อปี แต่มีเพียง 4.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ต้องติดคุก
ในทางกลับกัน ศาลท้องถิ่นจะสั่งปรับใน 36.5 เปอร์เซ็นต์ของคดี และปล่อยตัวผู้ต้องหาในชุมชนโดยไม่มีการดูแลอีก 34.6 เปอร์เซ็นต์ของคดี.

ที่มา The Sydney Morning Herald

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ประวัติคลองปานามาเป็นอย่างไร และทำไมทรัมป์ถึงขู่จะยึดคลองคืน?

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832683

ประวัติคลองปานามาเป็นอย่างไร และทำไมทรัมป์ถึงขู่จะยึดคลองคืน?

24 ธ.ค. 2567 10:25 น.

ประวัติคลองปานามาเป็นอย่างไร และทำไมทรัมป์ถึงขู่จะยึดคลองคืน?

  • คลองปานามา ได้กลายเป็นจุดสนใจของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ กลับมาควบคุมคลองนี้อีกครั้ง โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของคลองนี้ต่อสหรัฐฯ
  • การค้าทางทะเลทั่วโลกราว 6% ใช้เส้นทางผ่านคลองปานามา ปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของสหรัฐฯ ในแต่ละปี ใช้คลองปานามาประมาณ 40% ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นผู้ใช้คลองปานามารายใหญ่ที่สุดเช่นกัน ในปี 2021 โดยเรือมากกว่า 73% ที่ผ่านคลองปานามา กำลังมุ่งหน้าไปหรือมาจากท่าเรือของสหรัฐฯ
  • ข้ออ้างอีกประการหนึ่งของทรัมป์ที่ว่า จีนกำลังพยายามควบคุมปานามาและเขตคลองปานามามากขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล ในปี 2017 ปานามาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่เน้นย้ำว่าจะไม่รักษาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง นับตั้งแต่นั้นมา อิทธิพลของจีนในพื้นที่รอบคลองปานามาก็เพิ่มมากขึ้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ควรยึดคลองปานามาคืน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกปฏิเสธทันทีโดยรัฐบาลปานามา ซึ่งควบคุมช่องทางผ่านคลองนี้มานานหลายทศวรรษ

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียและคำกล่าวต่อผู้สนับสนุน ทรัมป์กล่าวหาปานามาว่าเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมที่สูงเกินจริง” จากสหรัฐฯ ในการใช้คลองดังกล่าว และแย้มว่าจีนมีอิทธิพลมากขึ้นในเส้นทางสัญจรทางน้ำสำคัญสายนี้

ทรัมป์เขียนบน Truth Social เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ว่า “ค่าธรรมเนียมที่ปานามาเรียกเก็บนั้นไร้สาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สหรัฐฯ มอบให้แก่ปานามา”

คลองที่สหรัฐฯ สร้าง เปิดใช้ในปี 1914 และอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ จนกระทั่งมีข้อตกลงในปี 1977 ที่กำหนดให้มีการส่งมอบคลองนี้ฝ่ายให้กับปานามา ทั้งสองประเทศดำเนินการร่วมกันในคลองนี้จนกระทั่งรัฐบาลปานามาสามารถควบคุมคลองได้อย่างสมบูรณ์หลังปี 1999

คลองนี้ถูกส่งมอบให้กับปานามาภายใต้สนธิสัญญาตอร์ริโฆส–คาร์เตอร์ (Torrijos-Carter) เป็นสนธิสัญญา 2 ฉบับ ที่ลงนามโดยสหรัฐอเมริกาและปานามาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 7 กันยายน 1977 ซึ่งเข้ามาแทนที่สนธิสัญญาเฮย์-บูเนา-วาริญญา (Hay–Bunau-Varilla) ในปี 1903 สนธิสัญญาดังกล่าวตั้งชื่อตามผู้ลงนาม 2 ราย ได้แก่ ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายพลโอมาร์ ตอร์ริโฆส ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันแห่งชาติปานามา 

ทรัมป์กล่าวต่อกลุ่มคนหนุ่มสาวอนุรักษ์นิยมในเมืองฟีนิกซ์ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ว่า หากไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว “เราจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ คืนคลองปานามา” ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของปานามาโปรดปฏิบัติตามด้วย”

ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จริงจังกับคำขู่ที่จะยึดคลองปานามาคืนมากเพียงใด แม้ว่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดว่าสหรัฐฯ ได้รับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมก็ตาม ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ไม่ได้ชี้แจงว่าเขาจะบังคับให้ประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยและเป็นมิตรต้องสละดินแดนของตนเองได้อย่างไร

และรัฐบาลปานามาเองก็ไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเสนอของทรัมป์

ประธานาธิบดีโฆเซ ราอุล มูลิโน ผู้นำปานามา กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ในฐานะประธานาธิบดี ผมต้องการแสดงอย่างชัดเจนว่าทุกตารางเมตรของคลองปานามาและพื้นที่โดยรอบเป็นของปานามา และจะยังคงเป็นต่อไป” เขากล่าวเสริมว่า “อำนาจอธิปไตยและเอกราชของประเทศเรานั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้”

โดนัลด์ ทรัมป์ / ประธานาธิบดีโฆเซ ราอุล มูลิโน

ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากและอันตราย


ก่อนที่คลองจะเสร็จสมบูรณ์ เรือที่เดินทางระหว่างชายฝั่งตะวันออกและตะวันตกของทวีปอเมริกาจะต้องเดินทางอ้อมแหลมฮอร์น ซึ่งอยู่บริเวณปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้ ทำให้ต้องเพิ่มระยะทางการเดินทางหลายพันไมล์และใช้เวลาเดินทางนานหลายเดือน

การสร้างช่องทางที่จะทำให้การเดินทางสั้นลง เป็นเป้าหมายที่ยากจะบรรลุของอาณาจักรหลายแห่งที่มีประเทศอาณานิคมในทวีปอเมริกา

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ของสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างช่องทางการเดินทางให้เสร็จสมบูรณ์ ดินแดนดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของสาธารณรัฐโคลอมเบียในขณะนั้น แต่การก่อกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ปานามาและโคลอมเบียแยกออกจากกัน และมีการก่อตั้งสาธารณรัฐปานามาขึ้นในปี 1903 สหรัฐฯ และสาธารณรัฐที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ลงนามในสนธิสัญญาในปีนั้น ซึ่งให้สหรัฐฯ ควบคุมพื้นที่ 10 ไมล์เพื่อสร้างคลอง โดยแลกกับการชดใช้เงิน

คลองดังกล่าวสร้างเสร็จในปี 1914 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกามีสถานะเป็นมหาอำนาจด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียชีวิตมหาศาล มีผู้เสียชีวิตราว 5,600 คน จากการที่สหรัฐฯ สร้างคลองดังกล่าว

คลองดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการใช้สอยจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อถูกใช้เป็นเส้นทางสำคัญในการทำสงครามระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรในมหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และปานามาก็ค่อยๆ เสื่อมลง จากความขัดแย้งเกี่ยวกับการควบคุมคลอง การปฏิบัติต่อคนงานชาวปานามา และคำถามว่าควรชักธงสหรัฐฯ และปานามาร่วมกันเหนือเขตคลองหรือไม่

ความตึงเครียดดังกล่าวถึงจุดสูงสุดในวันที่ 9 มกราคม 1964 เมื่อเกิดการจลาจลต่อต้านอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายรายในเขตคลอง และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศก็ถูกตัดขาดชั่วคราว

การเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมมากขึ้นเป็นเวลานานหลายปี นำไปสู่การทำสนธิสัญญา 2 ฉบับ ในช่วงที่ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ดำรงตำแหน่ง ข้อตกลงดังกล่าวประกาศให้คลองเป็นกลางและเปิดให้เรือทุกลำเข้าได้ และให้สหรัฐฯ และปานามาควบคุมดินแดนร่วมกันจนถึงสิ้นปี 1999 ซึ่งปานามาจะได้เข้าควบคุมอย่างเต็มที่

ปธน.คาร์เตอร์ กล่าวกับชาวอเมริกันหลังจากลงนามสนธิสัญญาว่า “เนื่องจากเราควบคุมพื้นที่กว้าง 10 ไมล์ ซึ่งอยู่ใจกลางประเทศของพวกเขา และเนื่องจากพวกเขามองว่าเงื่อนไขเดิมของข้อตกลงนั้นไม่ยุติธรรม ประชาชนปานามาจึงไม่พอใจกับสนธิสัญญา” “สนธิสัญญานี้ร่างขึ้นในประเทศของเราและไม่ได้ลงนามโดยชาวปานามาคนใดเลย”

ประธานาธิบดีในขณะนั้นกล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ มีสิทธิ์ที่จะแทรกแซงกิจการภายในของปานามา และการดำเนินการทางทหารของเราจะไม่มุ่งเป้าไปที่บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของปานามา”

ไม่ใช่ทุกคนที่สนับสนุนแผนของนายคาร์เตอร์ ในสุนทรพจน์เมื่อปี 1976 นายโรนัลด์ เรแกน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้นกล่าวว่า “ประชาชนชาวสหรัฐฯ” คือ “เจ้าของโดยชอบธรรมของเขตคลอง”

ความตึงเครียดเกี่ยวกับคลองดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ภายใต้การปกครองของ ปธน.มานูเอล นอริเอกา ซึ่งถูกปลดออกจากอำนาจหลังจากที่สหรัฐฯ บุกปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามกับยาเสพติด”

ปัญหาสมัยใหม่

ไม่นานหลังจากที่ชาวปานามาสามารถควบคุมคลองได้ทั้งหมดในปี 2000 ปริมาณการขนส่งก็เกินความจุของทางน้ำอย่างรวดเร็ว โครงการขยายคลองปานามาครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในปี 2007 และแล้วเสร็จเกือบทศวรรษต่อมา

การค้าทางทะเลทั่วโลกราว 6% ใช้เส้นทางผ่านคลองปานามา ปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของสหรัฐฯ ในแต่ละปี ใช้คลองปานามาประมาณ 40% ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เป็นผู้ใช้คลองปานามารายใหญ่ที่สุดเช่นกัน ในปี 2021 โดยเรือมากกว่า 73% ที่ผ่านคลองปานามา กำลังมุ่งหน้าไปหรือมาจากท่าเรือของสหรัฐฯ

แต่พื้นที่รอบคลองปานามากำลังประสบกับภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้ระดับน้ำลดลง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสม เจ้าหน้าที่ได้กำหนดข้อจำกัดการจราจรและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นในการผ่านคลอง

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทรัมป์มีต่อคลองปานามา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้กล่าวถึงค่าธรรมเนียมดังกล่าวว่า “ไร้สาระ” และ “ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สหรัฐฯ มอบให้ปานามาอย่างไม่สมควร ฉันพูดได้เลยว่าโง่เขลามาก”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ถ้อยแถลงของทรัมป์ยังสะท้อนถึงความวิตกกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนที่ขยายตัวในภูมิภาค ข้ออ้างอีกประการหนึ่งของทรัมป์ที่ว่าจีนกำลังพยายามควบคุมปานามาและเขตคลองมากขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล ในปี 2017 ปานามาได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมที่เน้นย้ำว่าจะไม่รักษาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยปกครองตนเองที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง นับตั้งแต่นั้นมา อิทธิพลของจีนในพื้นที่รอบคลองก็เพิ่มมากขึ้น โดยจีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนอย่างมากในโครงการโครงสร้างพื้นฐานใกล้คลองปานามา

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนของจีน โดยเน้นย้ำต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า การลงทุนดังกล่าวอาจเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ การที่จีนควบคุมท่าเรือทั้งสองฝั่งของคลองปานามา ผ่านบริษัทฮัทชิสัน พอร์ตส์ พีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทในฮ่องกงที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับจีน ทำให้เกิดความกังวลดังกล่าวขึ้น การควบคุมดังกล่าวทำให้จีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการดำเนินด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญต่อประสิทธิภาพของคลอง

นอกจากนั้น ยังเกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยว่า จีนอาจนำเทคโนโลยีด้านการเฝ้าระวังไว้ในโครงสร้างพื้นฐานของคลอง ซึ่งอาจใช้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางเรือและเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงด้านยุทธศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากอาจให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญแก่จีนเกี่ยวกับการขนส่งและปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีปานามา กล่าวตอบโต้คำพูดของทรัมป์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “อัตราภาษีไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ” นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธความคิดที่ว่าจีนใช้อำนาจควบคุมคลองอย่างเปิดเผย

มูลิโนกล่าวในแถลงการณ์ว่า “คลองปานามาไม่มีอำนาจควบคุมโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ว่าจะเป็นจากจีน ประชาคมยุโรป สหรัฐอเมริกา หรืออำนาจอื่นใด”

คำพูดของทรัมป์ ถือเป็นกรณีล่าสุดของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ที่แสดงความปรารถนาที่จะได้มา หรือขู่ว่าจะยึดครองหรือบุกรุกดินแดนที่เป็นของมหาอำนาจต่างชาติที่เป็นมิตร

นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ได้กล่าวเยาะเย้ยนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ด้วยการเสนอให้ประเทศของเขาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

ในช่วงดำรงตำแหน่งวาระแรก ทรัมป์ได้เสนอแนวคิดที่สหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กหลายครั้ง รัฐบาลกรีนแลนด์กล่าวว่า กรีนแลนด์ “ไม่ได้มีไว้ขาย”

แต่ทรัมป์ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนใจ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้ฟื้นแนวคิดดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้งในขณะการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเดนมาร์ก ทรัมป์กล่าวว่า “เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเสรีภาพทั่วโลก สหรัฐฯ รู้สึกว่าการเป็นเจ้าของและควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ระทึก เครนพังถล่มขวางราง รถไฟพุ่งชนพังยับในจีน (คลิป)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832699

ระทึก เครนพังถล่มขวางราง รถไฟพุ่งชนพังยับในจีน (คลิป)

24 ธ.ค. 2567 10:02 น.

ระทึก เครนพังถล่มขวางราง รถไฟพุ่งชนพังยับในจีน (คลิป)

เกิดเหตุการณ์สุดช็อกในจีน เมื่อเครนก่อสร้างพังถล่มลงมาขวางรางรถไฟ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รถไฟขบวนหนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามา ทำให้ขบวนรถไฟเบรกไม่ทันพุ่งชนจนพังเสียหาย

โลกโซเชียลแห่แชร์คลิปเหตุระทึกขณะที่ขบวนรถไฟ เซี่ยงไฮ้ เมโทร สาย 11 หมายเลข 1143 ที่มีผู้โดยสารอยู่เต็มขบวน พุ่งเข้าชนกับเครนขนาดใหญ่ที่เพิ่งพังลงมาและขวางรางรถไฟพอดี ทำให้เครนเหล็กถึงกับขาดกระเด็น ขณะที่หัวขบวนรถได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ผู้โดยสารต้องติดอยู่ในขบวนรถที่หนาวเย็นจัดราว 1 ชั่วโมง

https://twitter.com/Byron_Wan?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E1870722554203422825%7Ctwgr%5E1188b24ea449bd85de594f9a14238911a05c7628%7Ctwcon%5Es1_&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.thairath.co.th%2Fnews%2Fforeign%2F2832699

โดยคลิปภาพหลังเกิดเหตุจะเห็นเศษกระจกของหน้าต่างรถไฟแตกกระจาย ขณะที่หน้ารถบุบพังยับ ระบบไฟฟ้าบนรถดับ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ราว 8.00น.ตามเวลาในท้องถิ่นทำให้มีผู้โดยสารอยู่บนขบวนรถจำนวนมาก เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ก่อนที่กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือ และลำเลียงผู้โดยสารลงจากรถไปขึ้นรถบัส 5 คัน เพื่อไปส่งยังจุดหมายปลายทางต่อไป

ด้านบริษัทเซี่ยงไฮ้ ไฮเวย์ อินเวสเมนท์ คอนสตรัคชั่น เดเวลอปเมนท์จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างที่ดูแลรับผิดชอบเครนที่เกิดเหตุ ได้เข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อเดินหน้าในกระบวนการสอบสวนแล้ว โดยจุดดังกล่าวเป็นจุดที่กำลังมีการเชื่อมต่อถนน หลัก 3 เส้นทางใกล้กับรางรถไฟ เพื่อหวังปรับปรุงสภาพการจราจรให้คล่องตัวมากขึ้น.

ที่มา : ไชน่าเดลี

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน

นาซ่าเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ นำยานอวกาศเข้าใกล้พระอาทิตย์มากที่สุดวันนี้

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832672

 นาซ่าเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ นำยานอวกาศเข้าใกล้พระอาทิตย์มากที่สุดวันนี้

24 ธ.ค. 2567 08:49 น.

นาซ่าเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ นำยานอวกาศเข้าใกล้พระอาทิตย์มากที่สุดวันนี้

นักวิทยาศาสตร์นาซ่าลุ้นระทึก ภารกิจยาน Parker Solar Probe เคลื่อนเข้าใกล้พระอาทิตย์ที่สุดในวันนี้ รอลุ้นผลจะสำเร็จหรือไม่ เมื่อยานส่งสัญญาณมายังโลกได้อีกครั้งวันที่ 27 ธันวาคมนี้

ยาน Parker Solar Probe ยานอวกาศของนาซ่าเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยยานกำลังพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศภายนอกของดวงอาทิตย์ ซึ่งต้องทนกับอุณหภูมิที่ร้อนระอุและรังสีที่รุนแรงในวันนี้ (24 ธันวาคม 2567) ทำให้ยานไม่สามารถติดต่อกับโลกได้เป็นระยะเวลาหลายวัน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องรอลุ้นว่ายานจะผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างปลอดภัย และส่งสัญญาณกลับมาในวันที่ 27 ธันวาคม ได้หรือไม่ โดยความพยายามครั้งนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเก็บข้อมูลให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของดวงอาทิตย์ได้ดีขึ้น

ดร. นิโคล่า ฟ็อกซ์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ของนาซ่า กล่าวกับ BBCว่า หลายศตวรรษแล้วที่ผู้คนศึกษาเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ แต่ก็ไม่สามารถสัมผัสบรรยากาศของดวงอาทิตย์ได้ จนกว่าจะได้ไปเยือนมันจริงๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่าเมื่อยานผ่านชั้นบรรยากาศภายนอกของดวงอาทิตย์ หรือที่เรียกว่าคอโรนา พวกเขาจะสามารถไขปริศนาต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ลงได้ ทั้งหาคำตอบว่าทำไมคอโรนาถึงร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์ และจะช่วยให้เข้าใจลมสุริยะได้ดีขึ้น

Parker Solar Probe ถูกปล่อยออกจากฐานในปี 2018 และมุ่งหน้าไปยังใจกลางระบบสุริยะ โดยยานได้ผ่านใกล้ดวงอาทิตย์มาแล้ว 21 ครั้ง และได้เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่การเข้าใกล้ในวันคริสต์มาสอีฟครั้งนี้ถือเป็นการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่ทำลายสถิติเท่าที่เคยมีมา โดยยานจะต้องทนกับอุณหภูมิที่สูงถึง 1,400 องศาเซลเซียส และรังสีที่สามารถทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในยานได้รับความเสียหาย แต่ยานมีเกราะป้องกันที่ทำจากคาร์บอนคอมโพสิตหนา 11.5 เซนติเมตร และกลยุทธ์ของยานคือการเข้าไปและออกมาอย่างรวดเร็ว โดยยานจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วถึง 430,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับการบินจากลอนดอนไปนิวยอร์กในเวลาไม่ถึง 30 วินาที

ทั้งนี้ คาดว่าระยะที่ยานเข้าใกล้พระอาทิตย์ที่สุด ยานจะอยู่ห่างจากพื้นผิวดวงอาทิตย์เพียง 3.8 ล้านไมล์ หรือ 6.2 ล้านกิโลเมตร เทียบกับระยะทางที่โลกอยู่ห่างจากพระอาทิตย์ 93 ล้านไมล์ ก็ถือว่าเป็นระยะที่ใกล้มากๆ.

ที่มา : BBC

อ่านข่าวเกี่ยวกับ พระอาทิตย์

รัสเซียปฏิเสธข่าวภริยา “อัสซาด” ยื่นฟ้องหย่า

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832665

รัสเซียปฏิเสธข่าวภริยา "อัสซาด" ยื่นฟ้องหย่า

24 ธ.ค. 2567 07:54 น.

รัสเซียปฏิเสธข่าวภริยา “อัสซาด” ยื่นฟ้องหย่า

โฆษกรัฐบาลรัสเซียเปิดเผยว่า ภริยาของอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งเกิดในอังกฤษ ไม่ได้ต้องการหย่าร้าง ตามที่มีข่าวลือ

โฆษกรัฐบาลรัสเซียเปิดเผยว่า ภริยาของอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งเกิดในอังกฤษ ไม่ได้ต้องการหย่าร้าง ตามที่มีข่าวลือ หลังสื่อตุรกีรายงานว่านางอัสมา อัล-อัสซาด ต้องการยุติการสมรสและออกจากรัสเซีย ซึ่งเธอและสามีได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยหลังจากที่กลุ่มกบฏโค่นล้มระบอบการปกครองของนายอัสซาดและยึดครองกรุงดามัสกัสได้

เมื่อถูกถามถึงรายงานดังกล่าวในการแถลงข่าวทางโทรศัพท์ นายดมิทรี เปสคอฟ กล่าวว่า “ไม่ มันไม่ตรงกับความเป็นจริง” เขายังปฏิเสธรายงานที่ว่านายอัสซาดถูกกักตัวที่กรุงมอสโกและถูกอายัดทรัพย์สิน

รัสเซียเป็นพันธมิตรที่มั่นคงของรัฐบาลซีเรียภายใต้การปกครองของอัสซาด และให้การสนับสนุนทางทหารระหว่างสงครามกลางเมือง อย่างไรก็ตาม รายงานในสื่อตุรกีเมื่อวันอาทิตย์ (22 ธ.ค.) ระบุว่า อัสซาดอาศัยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดในเมืองหลวงของรัสเซีย และอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของซีเรียได้ยื่นฟ้องหย่าและต้องการกลับกรุงลอนดอน

นางอัสซาดมีสัญชาติซีเรีย-อังกฤษ แต่ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับอังกฤษ เมื่อต้นเดือนนี้ นายเดวิด แลมมี กล่าวต่อรัฐสภาว่า “ผมต้องการยืนยันว่าเธอเป็นบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร และไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่ในสหราชอาณาจักร” เขากล่าวเสริมว่า เขาจะทำทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกครอบครัวอัสซาดจะไม่มีที่ยืนในอังกฤษ

ในแถลงการณ์ที่เชื่อว่าเป็นของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขากล่าวว่าเขาไม่เคยตั้งใจจะหนีออกจากซีเรีย แต่เขาถูกร้องขอให้ขึ้นเครื่องบินจากฐานทัพรัสเซียตามคำร้องขอของรัฐบาลรัสเซีย

อัสมา อัล-อัสซาด วัย 49 ปี เกิดในสหราชอาณาจักร โดยมีพ่อแม่เป็นชาวซีเรียในปี 1975 และเติบโตในเมืองแอ็กตัน ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน เธอย้ายไปซีเรียในปี 2000 ตอนอายุ 25 ปี และแต่งงานกับนายอัสซาด เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากบิดาของเขา

ตลอดระยะเวลา 24 ปีที่เธอดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของซีเรีย นางอัสซาดเป็นที่สนใจของสื่อตะวันตก บทความในนิตยสารโว้ก ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในปี 2011 เรียกเธอว่า “กุหลาบในทะเลทราย” และบรรยายว่าเธอเป็น “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่สดใสและมีเสน่ห์ที่สุด” โดยบทความดังกล่าวถูกลบออกจากเว็บไซต์โว้กแล้ว

เพียงหนึ่งเดือนต่อมา นางอัสซาดถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแสดงท่าทีนิ่งเฉยในขณะที่สามีของเธอปราบปรามผู้รณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างรุนแรงในช่วงเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองซีเรีย

ความขัดแย้งดังกล่าวดำเนินต่อไปจนทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณครึ่งล้านคน โดยสามีของเธอถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเคมีกับพลเรือน
ในปี 2559 นางอัสซาดให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ที่รัฐบาลรัสเซียให้การสนับสนุนว่าเธอปฏิเสธข้อตกลงที่จะเสนอการเดินทางที่ปลอดภัยให้เธอออกจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเพื่ออยู่เคียงข้างสามีของเธอ

เธอประกาศว่าเธอกำลังเข้ารับการรักษามะเร็งเต้านมในปี 2018 และเธอหายเป็นปกติในหนึ่งปีต่อมา

สำนักงานของประธานาธิบดีอัสซาดในขณะนั้นประกาศว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเริ่มเข้ารับการรักษาในเดือนพฤษภาคมปีนี้ สำนักงานระบุว่าเธอจะ “ถอนตัวชั่วคราว” จากกิจกรรมสาธารณะ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นักวิทยาศาสตร์เผยซากลูกแมมมอธ อายุกว่า 50,000 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832664

นักวิทยาศาสตร์เผยซากลูกแมมมอธ อายุกว่า 50,000 ปี

24 ธ.ค. 2567 07:30 น.

นักวิทยาศาสตร์เผยซากลูกแมมมอธ อายุกว่า 50,000 ปี

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียเปิดเผยซากลูกแมมมอธ อายุกว่า 50,000 ปี ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งถูกค้นพบ ในภูมิภาคยาคุเตียของไซบีเรีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียเปิดเผยซากลูกแมมมอธ อายุกว่า 50,000 ปี ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งถูกค้นพบในภูมิภาคยาคุเตียของไซบีเรียเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ตามรายงานของสำนักข่าวทาสส์ ของทางการรัสเซีย ซากลูกแมมมอธเพศเมีย ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “ยานา” ถูกชาวบ้านในพื้นที่ค้นพบหลังจากที่หลุมอุกกาบาตในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวเกิดการขยายตัว 

แมกซิม เชปราซอฟ หัวหน้าห้องปฏิบัติการของพิพิธภัณฑ์แมมมอธแห่งมหาวิทยาลัยสหพันธ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEFU) ในเมืองยาคุตสค์ กล่าวกับสำนักข่าวทาสส์ว่า “เราสามารถพูดได้ว่าซากแมมมอธนี้เป็นหนึ่งในซากแมมมอธที่ดีที่สุดเท่าที่เคยพบมาในโลก” เชปราซอฟระบุว่า ลูกแมมมอธตัวนี้ ตายขณะมีอายุประมาณ 1 ปี และมีน้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม โดยมีส่วนสูง 120 เซนติเมตร และความยาวของลำตัวที่ 200 เซนติเมตร ส่วนอายุทางธรณีวิทยาตามผลการวิเคราะห์คาร์บอนกัมมันตรังสีคือ 50,000 ปี 

นักวิจัยเชื่อว่าลูกแมมมอธโตเร็วกว่าลูกของม้า ควายป่า และหมาป่าในปัจจุบัน เนื่องจากสภาพอากาศในสมัยนั้นเลวร้ายกว่า เชปราซอฟกล่าวตามรายงานของทาสส์ว่า “พวกมันต้องตัวใหญ่ขึ้นเพื่อทนต่อฤดูหนาวที่โหดร้าย”

สำนักข่าวทาสส์รายงานว่า พบซากแมมมอธในปล่องภูเขาไฟบาตาไกกา ซึ่งขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเผยให้เห็นการค้นพบของยุคก่อนประวัติศาสตร์อื่นๆ รวมถึงม้าและควายป่า

ชาวบ้านค้นพบซากแมมมอธหลังจากส่วนหนึ่งของปล่องภูเขาไฟพังทลาย เผยให้เห็นซากแมมมอธครึ่งหนึ่ง เชปราซอฟกล่าวว่า ส่วนหน้าของซากแมมมอธตกลงไปที่ก้นหลุม ส่วนครึ่งหลังรวมทั้งขาหลังยังคงอยู่ในชั้นดินเยือกแข็ง ต่อมาเพื่อนร่วมงานของเขาได้นำส่วนครึ่งหลังขึ้นมา

เชปราซอฟกล่าวว่า ก่อนที่จะมีการค้นพบแมมมอธทารกนี้ มีการพบโครงกระดูกแมมมอธที่สมบูรณ์แล้วทั้งหมด 6 โครงในโลก โดย 5 โครงอยู่ในรัสเซีย และ 1 โครงอยู่ในแคนาดา 

นี่ไม่ใช่การค้นพบซากสัตว์ในยุคครั้งก่อนประวัติศาสตร์เพียงครั้งเดียว ที่พบในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวอันกว้างใหญ่ของรัสเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นดินที่เคยเป็นน้ำแข็งมานานเริ่มละลายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เมื่อเดือนที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคเดียวกันได้เปิดเผยร่างของแมวเขี้ยวดาบซึ่งคาดว่ามีอายุเกือบ 32,000 ปี และเมื่อต้นปีนี้ ยังพบซากหมาป่าอายุ 44,000 ปีอีกด้วย.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ผู้นำกรีนแลนด์ลั่นไม่ได้มีไว้ขาย หลังทรัมป์เปรยจะขอซื้อดินแดน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832654

ผู้นำกรีนแลนด์ลั่นไม่ได้มีไว้ขาย หลังทรัมป์เปรยจะขอซื้อดินแดน

24 ธ.ค. 2567 05:40 น.

ผู้นำกรีนแลนด์ลั่นไม่ได้มีไว้ขาย หลังทรัมป์เปรยจะขอซื้อดินแดน

ทางการกรีนแลนด์ออกมาประกาศอีกครั้งว่า ดินแดนของพวกเขาไม่ได้มีไว้ขาย หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาต้องการซื้อเกาะแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของประเทศเดนมาร์ก ยืนยันในวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค. 2567 ว่า “กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์” 1 วันหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขาต้องการยื่นซื้อเกาะแห่งนี้ หลังจากที่เคยพูดมาแล้วในปี 2562

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ธ.ค. นายทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเขาเอง ว่า “เพื่อจุดประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเสรีภาพของโลก สหรัฐอเมริการู้สึกว่า การเป็นเจ้าของและควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเป็นที่ตั้งของศูนย์อวกาศขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และอยู่บนเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินเรือจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากสำหรับอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ข้อความของนายทรัมป์ทำให้นาย มุตซี อีเกอ (Múte Egede) นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ออกมาตอบโต้ว่า “พวกเราไม่ได้มีไว้ขาย และเราจะไม่ถูกขาย” “เราต้องไม่ผ่อนการดินรนต่อสู้เพื่อเสรีภาพอันยาวนาน แต่เราต้องเปิดกว้างเพื่อความร่วมมือและการค้าขายกับทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านต่อไป”

อนึ่ง ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากเขาประกาศว่า จะเลือกนาย เคน ฮาวเวอร์รี อดีตเอกอัครราชทูตสวีเดน เป็นเอกอัครราชทูตเดนมาร์กคนใหม่

นายทรัมป์เคยพูดเรื่องการซื้อเกาะกรีนแลนด์มาแล้วในปี 2562 ทำให้นายเมตเต เฟรเดอริคสัน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กในตอนนั้น ออกมาโจมตีว่าเป็นความคิดที่ไร้สาระมาก ส่งผลให้นายทรัมป์ยกเลิกการเดินทางเยือนเดนมาร์ก

แต่นายทรัมป์ก็ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เสนอแนะให้ซื้อเกาะกรีนแลนด์ โดยความคิดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วง ค.ศ. 1860 ยุคของประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ ประกาศแผนรวมกิจการ สู้ค่ายรถจีนบุกตลาด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832653

ฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ ประกาศแผนรวมกิจการ สู้ค่ายรถจีนบุกตลาด

24 ธ.ค. 2567 05:12 น.

ฮอนด้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ ประกาศแผนรวมกิจการ สู้ค่ายรถจีนบุกตลาด

ฮอนด้า นิสสัน และมิตซูบิชิ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศแผนรวมกิจการ เพื่อสู้กับอุตสาหกรรมรถยนต์จีน ที่กำลังตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท ฮอนด้า นิสสัน กับ มิตซูบิชิ 3 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ประกาศในวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค. 2567 ว่า พวกเขามีแผนจะรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรับมืออุตสาหกรรมรถยนต์จากจีน ที่เข้ามาตีตลาดทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลกอย่างหนัก

การรวมบริษัทดังกล่าวจะทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก เคียงคู่กับ โตโยต้า, โฟล์คสวาเกน, เจเนอรัล มอเตอร์ และ ฟอร์ด

นายโทชิฮิโระ มิเบะ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของฮอนด้ายอมรับว่า การต่อสู้กับอิทธิพลจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้น คือแรงผลักดันหลักที่ทำให้เกิดแผนการ ซึ่งอาจมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี้ และแผนการโต้กลับนี้ต้องเข้าที่เข้าทางภายในปี 2573 มิเช่นนั้น พวกเขาจะเสี่ยงถูกโค่นโดยคู่แข่ง

ทั้งนี้ การรวมกิจการจะทำให้ทั้ง 3 บริษัท สามารถแบ่งปันทรัพยากรกันได้ เพื่อสู้กับคู่แข่ง ซึ่งไม่ได้มีเพียงรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน แต่ยังรวมถึงบริษัทอย่าง เทสลา ด้วย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต ถูกรถจากจีนเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลายเจ้าทั่วโลกเริ่มรู้สึกถูกคุกคาม

การแข่งขันด้านรถยนต์ที่รุนแรงขึ้นในจีน ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายเจ้ายากที่จะแข่งขันด้วย เนื่องจากค่าแรงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้บริษัทท้องถิ่นมีความคล่องตัว และสามารถตั้งราคาสินค้าของตัวเองให้ต่ำกว่าคู่แข่งจากต่างประเทศได้ ดึงดูดใจผู้ซื้อได้มากกว่า และทำให้จีนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก

“โครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเปลี่ยนไป จากอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น และการอุบัติใหม่ของกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ” นายมิเบะกล่าวในงานแถลงข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุรอบใหม่ เพิ่มระดับเตือนภัยเป็นสีแดง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832652

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุรอบใหม่ เพิ่มระดับเตือนภัยเป็นสีแดง

24 ธ.ค. 2567 04:36 น.

ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย ปะทุรอบใหม่ เพิ่มระดับเตือนภัยเป็นสีแดง

ภูเขาไฟคีเลาเวอาบนเกาะของรัฐฮาวาย ปะทุอีกครั้งเมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ ทางการยกระดับเตือนภัยเป็นสีแดง เฝ้าระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากควันภูเขาไฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟคีเลาเวอา หนึ่งในภูเขาไฟที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก บนเกาะบิ๊กของรัฐฮาวาย ปะทุอีกครั้งในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค. 2567 โดยพ่นลาวาออกมาภายในปากปล่องภูเขาไฟในพื้นที่ปิดและห่างไกลของอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟฮาวาย

สัญญาณการปะทุของภูเขาไฟลูกนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน โดยกิจกรรมแผ่นดินไหวเพิ่มสูงขึ้นในเวลาประมาณ 2.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่คีเลาเวอาจะเริ่มปะทุภายในครึ่งชั่วโมงต่อมา โดยพ่นลาวาออกมาตามรอยแยกภายในปล่องภูเขาไฟ หรือพ่นออกมาในลักษณะเหมือนน้ำพุ โดยตอนนี้ลาวายังถูกจำกัดอยู่ภายในปล่อง

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ ยูเอสจีเอส (USGS) ยกระดับการเฝ้าระวังภูเขาไฟคีเลาเวอาจากระดับสีเหลือง (แนะนำ) เป็นสีแดง (เตือนภัย) ในช่วงเช้าวันจันทร์ เพื่อประเมินการปะทุและอันตรายที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ในเวลาต่อมา พวกเขาจะลดระดับการเฝ้าระวังเป็นสีส้ม (จับตา)

ด้านสำนักงานสังเกตการณ์ภูเขาไฟแห่งฮาวาย ระบุว่า อันตรายที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดคือจากควันของภูเขาไฟ ซึ่งอาจลอยไปถึงชุมชนที่อยู่อาศัยที่อยู่ใต้ลม โดยควันแบบนี้จะมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบ และสามารถทำให้ผู้มีอาการหอบหืด โรคทางเดินหายใจอื่นๆ หรือโรคหัวใจ มีอาการทรุดลงได้

ทั้งนี้ พื้นที่รอบจุดปะทุครั้งล่าสุดถูกปิดไม่ให้สาธารณชนเข้าถึงตั้งแต่ปี 2550 แล้ว เนื่องจากมีอันตรายมากมาย เช่น กำแพงของปากปล่องภูเขาไฟที่ไม่มั่นคง, รอยแตกบนพื้น และหินที่อาจตกลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews , aol

รายงานจริยธรรมแฉ แมตต์ เกตซ์ ซื้อบริการผู้เยาว์-เสพยา หลายสิบครั้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2832651

รายงานจริยธรรมแฉ แมตต์ เกตซ์ ซื้อบริการผู้เยาว์-เสพยา หลายสิบครั้ง

24 ธ.ค. 2567 03:52 น.

รายงานจริยธรรมแฉ แมตต์ เกตซ์ ซื้อบริการผู้เยาว์-เสพยา หลายสิบครั้ง

คองเกรสสหรัฐฯ เผยรายงานจริยธรรม แฉ แมตต์ เกตซ์ อดีตนอมินีรัฐมนตรียุติธรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ซื้อบริการทางเพศผู้เยาว์ และเสพยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ธ.ค. 2567 คณะกรรมการจริยธรรมแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานการสอบสวนด้านจริยธรรมของนาย แมตต์ เกตซ์ อดีตสมาชิกสภาและอดีตนอมินีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแล้ว

รายงานระบุว่า คณะกรรมการจริยธรรมฯ พบหลักฐานว่านายเกตซ์จ่ายเงินหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อบริการทางเพศผู้หญิง รวมถึงเด็กหญิงอายุ 17 ปี หรือซื้อยาเสพติดอย่างน้อย 20 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา และสรุปว่า นายเกตซ์ทำผิดกฎหมายของรัฐฟลอริดาหลายข้อ รวมถึงข้อหามีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์

“คณะกรรมการลงความเห็นว่า มีหลักฐานแน่นหนาว่า สส.เกตซ์ ละเมิดกฎของสภาผู้แทนราษฎร และมาตรฐานอื่นๆ ด้านการห้ามซื้อประเวณี, มีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์, ใช้ยาผิดกฎหมาย, รับของขวัญที่ไม่ได้รับอนุญาต, ให้สิทธิพิเศษ และขัดขวางการทำงานของสภาคองเกรส”

ทั้งนี้ คณะกรรมการจริยธรรมฯ ซึ่งควบคุมโดย สส.พรรครีพับลิกัน ตัดสินใจทำในสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น คือการเผยแพร่รายงานการสืบสวนอดีตสมาชิกสภาคองเกรสที่ออกจากตำแหน่งไปแล้ว

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการจริยธรรมลงคะแนนเสียงอย่างเป็นการลับ เพื่อเผยแพร่รายงานฉบับนี้ หลังจากก่อนหน้านี้ลงมติไปแล้วว่าจะไม่เผยแพร่ เนื่องจากนายเกตซ์ ถูกสื่อในสหรัฐฯ ออกมาแฉว่า พัวพันกับเรื่องอื้อฉาวและข้อกล่าวหามากมาย หลังนายทรัมป์เลือกเขาเป็นนอมินีรัฐมนตรียุติธรรม

ในรายงานดังกล่าว คณะกรรมการฯ สืบสวนการทำธุรกรรมทางการเงินส่วนตัวของนายเกตซ์ โดยเขามักใช้เพย์พาล (PayPal) หรือ เวนโม (Venmo) ในการจ่ายเงินซื้อบริการผู้หญิงนับสิบคนระหว่างเป็นสมาชิกสภาคองเกรส

การสืบสวนยังมุ่งเน้นไปที่การเดินทางไปเกาะบาฮามาสในปี 2561 ของนายเกตซ์ ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่า เป็นการละเมิดกฎการรับของขวัญของสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนั้น ระหว่างทริปนี้เขายังมีกิจกรรมทางเพศกับผู้หญิงอีกหลายคน และเสพยาอีด้วย ตามปากคำของหญิงคนหนึ่งที่ร่วมทริปกับเขา

คณะกรรมการฯ เผยแพรว่า พวกเขาได้พูดคุยกับพยานมากกว่า 6 คน ที่ร่วมปาร์ตี, ทริปเดินทาง หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ร่วมกับนายเกตซ์ ระหว่างปี 2560-2563 และพบว่าเกือบทุกคน ได้รับเงินจ้างให้ขายบริการ หรือจัดหาหญิงบริการ รวมถึงหญิงคนหนึ่งซึ่งตอนนั้นมีอายุ 17 ปี โดยเธอมีเซ็กซ์กับนายเกตซ์ 2 ครั้งในงานปาร์ตีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560

รายงานระบุว่า หญิงคนนี้ยอมรับว่า ในตอนนั้นเธออยู่ภายใต้อิทธิพลของยาอี และไม่ได้บอกนายเกตซ์ว่าเธอเป็นผู้เยาว์ ส่วนนายเกตซ์ก็ไม่ได้ถามอายุเธอเช่นเดียวกัน และทางคณะกรรมการไม่ได้รับหลักฐานใดๆ ว่านายเกตซ์รู้เรื่องอายุของหญิงรายนี้ด้วย

นายเกตซ์ปฏิเสธมาตลอดว่า ตัวเขาไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn