“พิธา” ชี้รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ทำกิน ก่อนแก้ กม.อสังหาฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/577653

22 มิ.ย. 2567

20:53 น.

“พิธา” ชี้รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ทำกิน ก่อนแก้ กม.อสังหาฯ

“พิธา” สอนมวยรัฐบาล ชี้ควรลำดับความสำคัญของปัญหาให้ถูก เรื่องที่ดินทำกินต้องมาก่อน การแก้ กม.อสังหาฯ ดึงดูดนักลงทุน

22มิ.ย.2567 นาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวปาฐกถาปิดงาน Policy Fest ในจังหวัดอุดรธานี ถึงการที่กระทรวงมหาดไทย เตรียมศึกษาแก้ไข กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารชุดของต่างด้าว จากเดิม 49% เป็น 75% ของห้องชุด และการเช่าที่ดินขยายเป็น 99 ปี ว่า คล้ายกับสิ่งที่เคยพูดคุยกันในสมัยรัฐบาลชุดก่อน ในความคิดของตน คิดถึงการเรียงลำดับความสำคัญว่า ปัญหาที่ดินทำกิน ของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นเวลานาน

“ถ้าเป็นเราก็คิดว่าน่าจะเรียงลำดับความสำคัญของที่ดินทำกิน เรื่องกรรมสิทธิ์ของคนไทยมาก่อน ถ้าเราทำได้ดี ทำได้อย่างต่อเนื่อง มีงบประมาณเพียงพอ อาจจะอยากเริ่มคิดเรื่องแบบนี้ ในการดึงดูดการลงทุน โดยการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ศูนย์กลางนานาชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผมยังต้องปักธงในตอนนี้ เพียงแต่คิดว่าการเรียงลำดับความสำคัญก็น่าจะเป็นเรื่องการแก้ ปัญหาที่ดินทำกิน ที่ 3 ใน 4 ของคนไทยไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ก็ต้องอยู่ในที่ สปก.บ้าง เช่าเขาบ้าง ที่ราชพัสดุบ้าง” นาย พิธา กล่าว

ส่วนจะเป็นการเอื้อให้นายทุนอสังหาฯ หรือไม่ นาย พิธา กล่าวว่า ก็ต้องรอดูผลการศึกษาว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง อาจจะดีสำหรับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ที่ตอนนี้อาจจะมีสต๊อกเยอะ ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นตาม สำหรับคนชนชั้นกลางที่อาจจะต้องอยู่ในคอนโด อาจจะต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งต้องศึกษาข้อเท็จจริง พร้อมยกตัวอย่าง ฮ่องกง พอเปิดให้ชาวต่างชาติได้สิทธิ์มากขึ้น ทำให้ที่อยู่ของคนฮ่องกงกลายเป็นกรงนกเล็กๆ

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรกับรัฐบาลนี้หรือไม่ นาย พิธา กล่าวว่า ต้องรอบคอบและเอาคนไทยมาเป็นที่หนึ่ง แน่นอนว่าทรัพยากรมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลางบประมาณ ก็ขอให้เรียงลำดับความสำคัญกับพี่น้องคนไทยทั่วประเทศก่อน

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟฯ จับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812027

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟฯ จับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟฯ จับมือ กสศ. ผลิตครูคุณภาพเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.38 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร” ผสานพลังความร่วมมือ All For Education เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของพื้นที่สู่การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชนฯ เป็นองค์การพัฒนาเอกชนที่ดำเนินพันธกิจในการพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในประเทศไทย มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาตลอด 65 ปี สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการดำเนินโครงการอุปการะเด็กและโครงการพิเศษให้กับเด็กและเยาวชนมาแล้วมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ โดยมูลนิธิมีความตั้งใจที่จะร่วมผลิตและพัฒนาครูร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ด้วยโมเดลครูรัก(ษ์)ถิ่น ด้วยความตระหนักว่า การผลิตหรือพัฒนาครูที่เป็นเด็กในชุมชนนั้น ๆ ให้มีความสามารถทำงานกับปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล และเป็นครูที่มีศักยภาพในการช่วยพัฒนาชุมชน ลดปัญหาการโยกย้าย ถือเป็นแนวทางการผลิตและพัฒนาครูที่ยั่งยืน

“ธนาคารโลกและมูลนิธิที่เกี่ยวกับการศึกษา เคยระบุว่า ไม่มีวันที่ระบบการศึกษา จะมีคุณภาพดีกว่าคุณภาพครูไปได้ แสดงว่า คุณภาพการศึกษา ขึ้นอยู่กับคุณภาพครู การสนับสนุนการผลิตครูที่มีคุณภาพ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และหากมองในทางเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาครูหรือการพัฒนาคนขึ้นมาหนึ่งคน จะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมหรือสร้างแรงกระเพื่อมด้านการพัฒนาเป็นวงกว้าง ครูคนนั้นจะไปลงหลักปักฐานในชุมชนตัวเอง สร้างครอบครัว สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต ต่อเนื่องไปถึงคนอื่นๆ ในชุมชนได้”

รศ.ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อไปว่า มีคำกล่าวที่ว่า ทรัพย์สินที่มีมูลค่าที่สุดของคนยากจน คือลูก การผลิตครูจากเด็กที่มีสถานะทางครอบครัวยากจน จึงเป็นการช่วยเพิ่มทรัพย์สินที่มีมูลค่าอยู่แล้วสำหรับแต่ละครอบครัวให้มีมูลค่ายิ่งขึ้นไปอีก และหากครอบครัวที่ยากจน มีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงชุมชนและสังคมในที่สุด การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ด้านครู จึงเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกับการลงทุนในการดูแลเด็ก

“เชื่อมั่นว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน เพราะเด็กในพื้นที่ห่างไกลขาดโอกาสนั้นมักมองเห็นครูเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นทุกๆ อย่างในชีวิต ครูที่มีคุณภาพ จะช่วยทำให้เด็กมีความฝัน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การผลิตครูที่มีคุณภาพ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ กสศ. ตระหนักว่าเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่ง กสศ. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 คือความตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนครู มีครูสอนไม่ครบชั้น

“โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง มีเพียงผู้อำนวยการโรงเรียนและครูเพียงสองคน แต่ต้องจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ป.6 มีอัตรากำลังครูบรรจุในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง แต่โรงเรียนก็ยังประสบปัญหาอื่น ๆ เช่น ครูโยกย้ายไปที่อื่น กว่าจะได้อัตราเสริมในส่วนที่ขาดแคลนได้ ก็อาจจะกระทบกับการเรียนการสอน กระทบกับ การเรียนรู้ของเด็กในที่สุด”

ดร.ไกรยส เชื่อว่า โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. ได้พยายามจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นความพิเศษ เพราะเป็นการเปิดรับครูเพื่อมาเรียนในสาขาสำคัญ 2 สาขาที่กำลังขาดแคลน คือ การศึกษาพิเศษ ซึ่งหมายถึง การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องหรือมีความต้องการพิเศษด้านต่าง ๆ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ สร้างครูที่มีทักษะ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด ซึ่งก่อให้เกิดผลดีในระยะยาวกับเด็กกลุ่มพิเศษควบคู่ไปกับทักษะทางวิชาการ เช่นเดียวกับครูสาขาภาษาไทย ครูสาขาวิชานี้ มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กมาก เพราะการอ่าน เป็นหน้าต่างสำคัญของการเรียนรู้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในระดับที่ซับซ้อน

“ที่ผ่านมาเราพบว่าคะแนนการประเมินสมรรถนะผู้เรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ของเด็กไทยต่ำเพราะมีปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการการอ่านหนังสือไม่แตกฉาน ไม่สามารถตีความสิ่งที่อ่านได้ หากมีครูภาษาไทยเพิ่มขึ้นและมาช่วยด้านนี้ นอกจากจะส่งผลให้สถานการณ์ด้านการอ่านของเด็กไทยดีขึ้นแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกด้วย

“นอกจากนี้ การผลิตครูในโครงการนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทั้งในหลากหลายรูปแบบ และเรื่องของการสนับสนุนโครงการและการระดมทุน สะท้อนให้เห็นเช่นกันว่า การขับเคลื่อนการศึกษาตามแนวทาง All For Education คือการสร้างความร่วมมือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ขยายไปสู่แนวร่วมอื่น ๆ ให้กว้างที่สุด เพราะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพังไม่ได้”

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากที่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ เพื่อเด็กและเยาวชนฯ ได้ทราบถึงเครื่องมือและนวัตกรรมด้านการศึกษาที่ กสศ. ริเริ่มโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาศักยภาพครูและสร้างโอกาสสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการศึกษาที่สามารถพัฒนาศักยภาพจนกลับไปเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในชุมชน จึงได้เข้ามาร่วมพัฒนาครูผ่าน ‘โครงการครูสร้างชุมชน เพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ด้อยโอกาส มีสถานะทางบ้านยากจนและอยากเป็นครู ให้ได้มีโอกาสเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ในสาขาการศึกษาพิเศษและการศึกษาระดับประถมศึกษาวิชาเอกภาษาไทย จำนวน 30 ทุน ให้ได้รับโอกาสด้านการศึกาาคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 5 ปีการศึกษา 2567 โดยการเรียนในทั้ง 2 สถาบัน เป็นหลักสูตร 4 ปี ผู้ที่ได้รับทุนโครงการครูสร้างชุมชนเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารจะได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุม ทั้งด้านค่าครองชีพ ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก ค่าตำราเรียนและอุปกรณ์ที่จำเป็น ฯลฯ เป็นเงินปีละ 150,000 บาท ตลอด 4 ปี

-(016)

คุณแหน : 22 มิถุนายน 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811902

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● สภาเภสัชกรรม ขอแสดงความยินดีกับ ศ.ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธ์ุ ในโอกาสที่ได้รับรางวัล “เภสัชกรแห่งชาติ” โดยท่านเป็นเภสัชกรผู้คิดค้นยาสามัญต้านเอดส์เป็นครั้งแรกของโลกทำให้ราคายาต้านไวรัสมีราคาถูกลงกว่า 20 เท่าจากเดิมค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 2-3 หมื่นบาท ลดลงเหลือเดือนละ 1,200.- บาทเท่านั้น…นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม ให้ไทยได้พึ่งพาตัวเองด้านยา รวมทั้งเป็นผู้วิจัยยาเพื่อสาธารณประโยชน์ ด้วยรางวัลบุคคลตัวอย่าง และองค์กรต่างๆ ในระดับโลกและเอเชีย…

●● ยินดีกับ พล.ต.ธำรงโรจน์ เต็มอุดม ผอ.โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ครบรอบวันสถาปนา 49 ปีเมื่อ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา…

●● มาช้าแต่มานะ…ดีใจย้อนหลังกับ นพ.จิตติ-ภญ.สุวิมล อนันต์ศิริภัณฑ์ ที่บุตรสาว พญ.พิมพ์ศิริ อนันต์ศิริภัณฑ์ ได้เข้าพิธีสมรสกับ นพ.ติณนภัส วัฒนนาวินบุตรชายของ สุรศักดิ์ และ จรรยา วัฒนนาวินที่ภูเก็ตเมื่อเร็วๆ นี้…หมอแต่งหมอ บ้านนี้เหมาเป็นหมอกันหมดทั้งบ้าน…

●● พ.อ.นพ.ฐิติศักดิ์ กิจทวีสิน นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต รพ.พระมงกุฎฯ เพิ่งกลับจากไปดูงานด้านการแพทย์ที่เกาหลี…กลับมาเป็นขวัญใจคนไข้เหมือนเดิมแล้ว…

●● ในบรรดาผู้ผ่านการเลือกตั้ง สว.ระดับจังหวัดมีชื่อของ สากล ฐินะกุล รวมอยู่ด้วย…

●● ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ร่วมรุ่น วปอ.46 กลุ่มกวาง ที่โรงแรมเรเนซองส์ วันก่อน…ว่ากันว่ายังคงความสมาร์ทเหมือนเดิมทุกประการ…

●● กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เชิญ ดีเจคนเก่ง“พี่อ้อย” นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล แห่งแกรมมี่มาเป็นวิทยากรอบรมในหัวข้อ “การสร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงาน” ดีเจอ้อยกรุณาสละเวลามาสร้างแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ ทำให้ทุกคนที่เข้าอบรมใจฟู พร้อมทุ่มเทสุดใจกับภารกิจกู้โลกเดือดกันต่อไป…

●● โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ขอเชิญร่วมสมทบทุนเพื่อการผ่าตัดโรคหู เพื่อการได้ยินที่ดีขึ้น…“ช่วยเราเพื่อให้เราช่วยคนอื่นต่อไป” สอบถามรายละเอียดได้ที่ กองทุนศูนย์โสตประสาท โทร.02-9269432…

●● พญ.สิรี วงศ์รักมิตร แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้คำแนะนำแก่ สายเชียร์บอล นอนดึกว่า มีอาหาร 4 อย่างที่ควรเลี่ยง ได้แก่ 1.ของทอด ของเผ็ดของเปรี้ยว 2.ผงชูรส 3.กาเฟอีน 4.แอลกอฮอล์…เพราะการกินของเหล่านี้ ทำให้เกิดกรดไหลย้อนและเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมามากมาย…

●● มีผู้คนฝากคำถามสั้นๆ ถึง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า ตอนนี้เมืองไทยมีขอทานนั่งเต็มบ้านเต็มเมือง …ท่าน “ไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่ทราบ” หรือที่ 1300 ทำอยู่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน !!…

●● วันเสาร์นี้ 22 มิ.ย. 13.00 น. พบกับงานแนวหน้า Talk ครั้งที่ 1 “เมืองไทยวันนี้..มีอะไร” ที่โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ (โทร.02-1595888) พบ ชวน หลีกภัย กับนักพูดฝีปากกล้า ทีมแนวหน้าออนไลน์ ทีวี นำโดย อัญชะลี ไพรีกรัก, ปู จิตกร บุษบา, บุญยอด สุขถิ่นไทย, เด้ง บุญระดม จิตรดอน,เป๊ปซี่ เสริมสุข กษิติประดิษฐ์, พิม กิตติมาธารารัตนกุล พร้อมด้วย ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง, ซัง วิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 2475 Dawn of Revolution และ วิทเยนทร์ มุตตามระ…●●

บารอนเนส

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ‘มิถุนา ชวนชิม…อิ่มสุขทุกมื้อใน 12 โรงแรมชั้นนำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811920

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ‘มิถุนา ชวนชิม...อิ่มสุขทุกมื้อใน 12 โรงแรมชั้นนำ

แนวหน้าฟู้ดรีวิว : ‘มิถุนา ชวนชิม…อิ่มสุขทุกมื้อใน 12 โรงแรมชั้นนำ

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร ในช่วงกลางปีมีโปรโมชั่นอาหารและเทศกาลต่างๆ ให้อร่อยได้หลากหลาย ชวนไปลิ้มลองในห้องอาหาร 12 โรงแรมชั้นนำ เริ่มต้นกันที่

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอเมนูอาหารในสไตล์อิตาเลียนและไทย พร้อมอาหารรสเลิศจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมมุมซีฟู้ดออนไอซ์ มื้อกลางวัน ท่านละ 1,355 บาท++ (ไม่รวมเครื่องดื่ม) ที่ ห้องอาหารเวนติซี โทร.02-1006255

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น กว่า 50 เมนูมื้อกลางวัน และมื้อเย็นท่านละ 690 บาทถ้วนที่ ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โทร.02-1595888

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นำเสนอบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ อาทิ เป็ดย่าง ซาชิมิ ซูชิพาสต้า พิซซ่าแฮมชีส บาร์บีคิว ฯลฯ ขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้ และ ชากาแฟ มื้อกลางวันท่านละ690 บาทถ้วน และ มื้อเย็น 790 บาทถ้วนที่ ห้องอาหารเปรมประชากร โทร.02-5755599

โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท

โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท นำเสนอ“ฮาเวสต์ บุฟเฟต์” ทุกคืนวันศุกร์ที่สองและสี่ของเดือนเมนูทั้งไทยและนานาชาติ พร้อมซีฟู้ด ออน ไอซ์ ท่านละ1,290 บาท++ รวมเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ ที่ ห้องอาหาร รีพ แฟคทอรี โทร.02-1275920

โรงแรมเชอราตัน แกรนด์

โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ นำเสนออาหารเมดิเตอร์เรเนียนและอาหารทะเลคุณภาพดี ทุกคืนวันศุกร์-อาทิตย์ ท่านละ 2,766 บาทถ้วน และสั่งซื้อผ่านไลน์ช็อป ท่านละ 2,000 บาทถ้วน ถึง 28 ก.ค. ที่ ห้องอาหารออร์คิด คาเฟ่ โทร.02-6498888

โรงแรมแชงกรี-ลา

โรงแรมแชงกรี-ลา นำเสนอเมนูพิเศษประจำฤดูกาลแห่งแคว้นปีเยมอนเต ประเทศอิตาลี ชุดอาหาร 4 คอร์ส ท่านละ 2,180 บาท++ ถึง 7 ก.ค.
ที่ โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ โทร.02-2367777

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล นำเสนอเมนูเนื้อนำเข้าชั้นดีและอาหารทะเลสดใหม่คุณภาพเยี่ยม ปรุงโดยใช้สูตรแบบต้นตำรับ ที่ ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ แอนด์ บาร์ โทร.02-6560444

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย

โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย นำเสนออาหารจานใหม่กับวัตถุดิบพรีเมียมที่เป็นไฮไลท์ประจำท้องถิ่น อาทิ ทูน่า ทาทากิ, เฟรนช์ ลูพ เดอ แมร์,
ราวิโอลีเป็ดรมควันครีมเห็ดพอร์ชินี ราคาเริ่มต้น 590บาท++ที่ ห้องอาหารบูล แอนด์ แบร์ โทร.02-8468888

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส นำเสนออาหารไฟน์ไดน์นิ่งแบบแชร์ริ่ง สไตล์อิกนีฟอาหาร 19 จานที่จะมาเล่าเรื่องราวของฤดูร้อนมื้อเย็นทุกวัน ท่านละ 5,500 บาท++ ถึง 31 ส.ค.ที่ อิกนีฟ แบงคอก โทร.02-2077822

โรงแรมชาเทรียม เรซิเดนซ์สาทร

โรงแรมชาเทรียม เรซิเดนซ์สาทร นำเสนออาหารสเปนแท้ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ “ทาปาสไทม์”แบบ 8 คอร์ส ท่านละ 1,500 บาท++และ 12 คอร์ส ท่านละ 2,000 บาท++ ที่ ห้องอาหารสเปน อัลบริเซียส์ โทร.02-6720200

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ นำเสนอหลากหลายเมนูอาหารฝรั่งเศสสุดคลาสสิก พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ“Buy a Tower, Get a Bottle” ถึง 30 มิ.ย. ที่ ห้องอาหารบิสโทร เดอ ลา แมร์ โทร.02-0959999

โรงแรมสยามเคมปินสกี้

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ นำเสนอการร่วมมือกันระหว่างสองเชฟชาวสแกนดิเนเวียนจาก 2 ห้องอาหาร ด้วยอาหารค่ำ เมนู6 คอร์ส ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Midsommar”วันอังคารที่ 25 มิ.ย. ที่ ห้องอาหารสระบัวบาย กิน กิน โทร.02-1629000 และวันพฤหัสบดีที่27 มิ.ย. ท่านละ 4,400 บาท++ ที่ ห้องอาหารวิลลา ฟรันท์เซน โทร.087-3448222

ชวนชิมอิ่มอร่อยอย่างสุขสันต์หรรษากับอาหารที่หลากหลายในสไตล์ต่างๆ ของ 12 โรงแรม ไปกับ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว”

‘จตุพร พรหมพันธุ์’ ดีลการเมือง!..ดึง‘ทักษิณ’สู้‘ก้าวไกล’ คุ้มไหม?กับความเสียหายประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811912

‘จตุพร พรหมพันธุ์’  ดีลการเมือง!..ดึง‘ทักษิณ’สู้‘ก้าวไกล’  คุ้มไหม?กับความเสียหายประเทศ

‘จตุพร พรหมพันธุ์’ ดีลการเมือง!..ดึง‘ทักษิณ’สู้‘ก้าวไกล’ คุ้มไหม?กับความเสียหายประเทศ

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อพูดถึง “การเมืองไทยในรอบ 2 ทศวรรษ”ล่าสุด ก็ต้องบอกว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ขั้วอำนาจเก่า-อนุรักษ์นิยม” กับ “ขั้วอำนาจใหม่-ประชานิยม” ซึ่งฝ่ายหลังนั้นเริ่มตั้งแต่ยุค “พรรคไทยรักไทย” ภายใต้การนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำพรรคชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2544 และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่นำพารัฐบาลให้อยู่ครบ 4 ปี ด้วยจุดขาย “ประชาธิปไตยกินได้” โดยมีกลุ่ม “รากหญ้า” ชนชั้นล่างและกลางค่อนล่างเป็นฐานเสียงสำคัญ

ซึ่งแม้ว่าอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลภายใต้การบริหารของทักษิณ ชินวัตร (รวมถึงยุคของน้องสาวอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) จะมีปัญหาเรื่อง “ความโปร่งใส” หลายคนถูกดำเนินคดี ติดคุกบ้าง หลบหนีไปต่างประเทศบ้าง รวมถึงทักษิณเองก็มีคดีติดตัว ต้องหนีไปอยู่ต่างแดนตั้งแต่ปี 2551 ก่อนจะกลับมาประเทศไทยในวันที่ 22 ส.ค. 2567 และได้รับการลดโทษจำคุกจากเดิม 8 ปี เหลือ 1 ปี แต่ถึงกระนั้น ชื่อของทักษิณก็ยัง “ขายได้” การถูกรัฐประหาร 2 ครั้ง และยุบพรรคอีก 2 ครั้ง จากพรรคไทยรักไทย สู่พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรครุ่นที่ 3 คือ “พรรคเพื่อไทย” ไม่ได้ทำให้ขั้วการเมืองฝ่ายของทักษิณอ่อนแอลง เห็นได้เลือกตั้งทีไรก็ยังได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากที่สุดเสมอ

แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อถึงการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 14 พ.ค. 2566 กับชัยชนะของ “พรรคก้าวไกล” พรรคการเมืองที่ก่อนหน้านั้นถูกปรามาสว่า “ได้แต่ปั่นกระแสในโลกออนไลน์” อย่างดีกคงได้เพียง สส.บัญชีรายชื่อกลับได้ที่นั่ง สส. มากที่สุด และได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม “ด้วยความที่พรรคก้าวไกลมีนโยบายที่แตกต่างไปจากขนบการเมืองไทยดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง”ดังนั้น “ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น” นั่นคือ “การจับมือกันของขั้วอำนาจเก่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับขั้วอำนาจทักษิณ-ประชานิยม” เพื่อสกัดขัดขวางการตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล

“ผมเชื่อว่าผู้ที่ดีล เหลี่ยมคูทางการเมืองอดีตนายกฯทักษิณ คือกระดูกห่างกันมาก คือความเป็นจริง คณะที่ดีลคือเหลี่ยมนี่เสียไปหมดแล้ว คือหมายความว่ากลยุทธ์ความเหนือชั้น จังหวะติ๊ดชึ่ง จังหวะลูกไม่แคร์ไม่สนใจ ส่วนที่ได้เอา-ส่วนที่เสียไม่ให้ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์มันไม่เลยเถิด ความเป็นจริงมันต้องจบตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาฯ (2567) แล้ว แต่เจอความเขี้ยวที่เชี่ยวกว่านั้นก็ลากกันมาจนถึงวันนี้”

จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โฟนอินให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2567 ตั้งคำถามถึง “คณะดีล”หรือผู้ที่ไปเจรจากับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่า “คุ้มหรือไม่?” โดยเฉพาะหลังจากได้รับการพักโทษเมื่อช่วงกลางเดือนก.พ. 2567 ทักษิณก็เริ่ม “เดินสาย” ไปที่นั่นที่นี่ยังไม่ต้องนับภาพของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เดินทางไปพบและพูดคุย จนมีคำถามว่า “ตกลงแล้วประเทศไทยใครเป็นนายกฯ ตัวจริงกันแน่?” นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้น

จตุพร กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยที่ไม่แน่นอน ว่า จุดเริ่มต้นเป็นความผิดพลาดของขบวนการที่ไปเจรจาต่อรองกับอดีตนายกฯ ทักษิณ แล้วไม่สามารถควบคุมเงื่อนไขการเจรจานั้นได้ ทำให้สถานการณ์หลายอย่างในปัจจุบันล้ำเส้นและกระทบกระเทือนต่อทุกกระบวนการ ทั้งกระบวนการยุติธรรม พระบรมราชโองการ และจะลามไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ-สังคม บ่อนกาสิโน แลนด์บริดจ์ ซึ่งทุกอย่างชี้ให้เห็นว่าใครมีอำนาจและอิทธิพลสูงสุดทางการเมือง

ดังนั้นเมื่อควบคุมกันไม่ได้และเกิดความผิดพลาดมากขึ้น การเมืองก็ไม่สามารถนิ่งได้ เพราะหลังจากนี้ก็จะต้องมีการปฏิบัติการทวงถาม หรืออาจเลยเถิดไปถึงการล้มกระดานกันใหม่ก็เป็นได้ ส่วนข้อสังเกตที่ว่า ข้อตกลงหรือดีลที่ว่านี้ ดูเหมือนทักษิณจะได้เป็นส่วนใหญ่ขณะที่อีกฝ่ายแทบจะไม่ได้อะไรเลย ตนเห็นว่า สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนที่จะต้องเสียเขาก็เสียเต็มให้ไปหมด แต่ส่วนที่จะได้กลับไม่ได้อะไร “จริงๆไม่ควรเรียกว่าดีล แต่เรียกว่าเสียรู้” เพราะคำว่าดีลหมายถึงมีทั้งได้และเสีย แต่นี่เหมือนไปตีไพ่โง่ให้เขา แต่ตนก็สังเกตว่าเขาก็พยายามพลิกเกมกันอยู่

“ถ้ามันมีคนจริงกัน ผู้ที่ดีลเขามีปัญญาจัดการได้ แต่ว่าหัวใจจะได้หรือเปล่า เขาก็มีความอับอายเพราะเป็นตัวแทนที่ไปดีล ซึ่งความจริงก็คือการเป็นตัวแทนไปตกลง แล้วก็ไม่สามารถควบคุมได้ ไปปลุกผีขึ้นมาแล้วทีนี้ควบคุมผีไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะลากกลับไปหลุม ดังนั้น เราก็ต้องดูศักยภาพจากนี้ไปว่าเขาเป็นคนจริงพอหรือเปล่า คือเขาเป็นคนที่มีศักยภาพ แต่เขาจะใช้ความกล้าตัดสินใจได้หรือเปล่า เพราะแน่นอนที่สุดมันไม่ใช่แค่เรื่องของเขาเพียงคนเดียว แต่คณะที่เป็นตัวแทนกันไป” จตุพร กล่าว

กูรูการเมืองผู้นี้ ซึ่งเคยเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในสภาในบทบาท สส. พรรคเพื่อไทย และนอกสภาในบทบาทแกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง จึงถือเป็น “อดีตคนใน” ใกล้ชิดขั้วการเมืองฝ่ายทักษิณ ชินวัตร มานาน เล่าต่อไปว่า แนวคิดเรื่องให้อดีตนายกฯ ทักษิณ มาช่วยสู้กับพรรคก้าวไกลมาจากการสร้างปีศาจจำแลง “มองว่าความน่ากลัวอยู่ที่พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นการสร้างความน่ากลัวที่เกินจริง” เพราะสิ่งที่พรรคก้าวไกลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่มีอะไรเลยเกี่ยวข้องกับทักษิณ

ยกตัวอย่างคดีล้มล้างการปกครอง นั่นก็เป็นการจัดการตามวิธีของเขาอยู่แล้ว “พรรคก้าวไกลได้แค่พูด ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ทักษิณน่ากลัวกว่า เพราะอยู่ในอำนาจมายาวนาน” ถามว่าตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมามีกระทรวง ทบวง กรมไหนบ้างที่ไม่มีคนของทักษิณเข้าไปอยู่คือกินลึกมากกว่า ในขณะที่พรรคก้าวไกลยังไม่เคยเข้าไปสัมผัสในดงอำนาจจริงๆ จึงยังไม่มีกลไกอะไร แต่ที่สำคัญคือต้องแลกกับกระบวนการยุติธรรม แลกกับพระบรมราชโองการ และเรื่องข้างหน้าที่กำลังรออยู่ ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต บ่อนกาสิโน แลนด์บริดจ์ ล้วนแต่จะเป็นปัญหาใหญ่ทั้งสิ้น

จตุพร ให้นิยามพรรคก้าวไกลว่า เป็น “ปีศาจฟันน้ำนม” เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความน่ากลัวของปีศาจเดิมหรือก็คือในซีกของอดีตนายกฯ ทักษิณ แต่พรรคก้าวไกลกลับถูกสร้างภาพให้ดูน่ากลัวเกินจริง “วันนี้ประเทศไทยไปไกลกว่าการใช้คำว่ากลับไปสู่ระบอบทักษิณ ซึ่งที่น่ากลัวคือคู่แข่งที่ฟาดฟันกันมากว่า 20 ปีกลับกลายมาเป็นกลไกให้” ยิ่งกว่าเป็น “ปีศาจติดเทอร์โบ”ฟากฝั่งที่เคยเรียกตนเองว่าเป็นการเมืองอนุรักษ์นิยม พอมาบวกกับฝั่งของอดีตนายกฯ ทักษิณ ด้วยเพราะถูกสร้างปีศาจจำแลงให้เห็นว่าต้องร่วมมือกันไปสู้กับปีศาจก้าวไกล กลายเป็นหนุนให้ปีศาจทักษิณมีพลังเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

“ผมว่าอาการของผู้คนก็สะสมตามลำดับ คือหมายความว่าในยุคสื่อสารไร้พรมแดน ประเภทที่เนื่องจากคนได้ระบายทางโซเชียลมีเดีย ถ้าเป็นสมัยก่อนคนอาจจะเต็มถนนอย่างรวดเร็ว แต่ผมดูอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน ผมว่าเรื่องที่จะมีอาการมากยิ่งขึ้น เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณไม่ยี่หระว่าอยู่ระหว่างการพักโทษ ปฏิบัติการทุกอย่างตั้งแต่เจรจากับชนกลุ่มน้อยรัฐบาลพลัดถิ่น มีปัญหาทั้งซีกรัฐบาลพม่าและซีกทั้งชนกลุ่มน้อย
ไปเจรจากับผู้นำมาเลเซีย ในระหว่างที่ตัวเองพักโทษทั้งสิ้น ทุกอย่างมันเลยเถิด หรือการเจรจาให้คนมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยที่โคราช” จตุพร ระบุ

จตุพร ชวนมองสถานการณ์ต่อจากนี้ไปว่า การเมืองไทยจะก้าวข้ามความขัดแย้งของสีเสื้อต่างๆกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายผิดกับฝ่ายถูก “ความขัดแย้งเดิมจบสิ้นลงแล้ว..ดูจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากคู่ขัดแย้งเดิมแทบทั้งสิ้น” พอภาคการเมืองสมประโยชน์กัน ภาคประชาชนก็คงไม่สามารถยืนกันแบบเดิมได้ ก็ต้องทำความคิดขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องผิด-ถูก ที่ต้องรักษาความดีงามของบ้านเมืองไว้ อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ยังไม่ใช่ก็ต้องใช้เวลา แต่หากถึงจุดที่ใช่ ความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นได้เพียงชั่วพริบตา

อนึ่ง “การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตามอง” โดยต้องยอมรับว่าหลีกเลี่ยงการ “ฮั้ว” ได้ยาก ท้ายที่สุดก็จะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ตนก็ต้องย้ำว่า ทุกอย่างเริ่มต้นที่ความผิดพลาดจากการดีลการเมือง หากไม่มีเรื่องนี้ กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯทักษิณ ก็จะเหมือนกับคนอื่นๆ แต่การให้คนคนเดียวเป็นอภิสิทธิ์ชนนั้นสร้างความเสียหายและบอบช้ำกับบ้านเมือง

ส่วนคำถามว่า ทักษิณจะคิดได้หรือไม่? สำหรับตนก็ไม่ทราบ เพราะระยะเวลาที่ผ่านไปถึง 17 ปี (ช่วงที่หนีคดีอยู่ในต่างประเทศ) มนุษย์เราระยะเวลาผ่านไปนานๆ สภาพจิตใจก็อาจไม่เหมือนเดิม เพียงแต่คนไทยมักติดกับสภาพเดิมๆ แม้ความเป็นจริงอาจไม่เหมือนเดิม หรือดูว่าจะหนักกว่าเดิมเสียอีก 17 ปีผ่านไป ตนก็ไม่รู้ว่าสภาพจิตใจของอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นอย่างไร แต่มองแล้วก็ว่าแปลก เพราะสามารถบริหารจัดการอยู่หลังฉากได้ ใครๆ ก็เชื่ออยู่แล้ว แต่เลือกที่จะออกมาอยู่หน้าฉากซึ่งเกินความจำเป็น

ในทางกลับกัน “ทักษิณ ชินวัตร ในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นตัวแปรในการทำลายรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้” เพราะเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในรัฐบาล ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เห็นต่าง หากไม่สนับสนุนก็ต้องทำเป็นไม่รับรู้ ไม่มีใครกล้าทักท้วงว่าไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะทุกคนต่างก็ต้องพึ่งพาอดีตนายกฯ ทักษิณกันทั้งสิ้น แต่ก็ส่งผลกระทบได้เช่นกัน อย่างกรณีนายกฯ เศรษฐา แต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่อาจเข้าข่ายบุคคลต้องห้าม จนถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ คนก็เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ

นอกจากนั้น “ทักษิณยังอาจเป็นตัวแปรที่ทำลายพรรคเพื่อไทยด้วย” เมื่อดูจากผลโพลล์ที่ความนิยมเทไปอยู่กับพรรคก้าวไกลมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการคาดการณ์ที่ผิดของคณะที่ทำดีลการเมือง จากหวังให้ทักษิณช่วยหยุดพรรคก้าวไกล กลับไปช่วยส่งเสริมให้พรรคก้าวไกลเติบโตขึ้น โดยสรุปคือ “ดีลนี้หลักคิดผิดมาตั้งแต่ต้น” ทั้งนี้ ตนอยากให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากวันใดที่มีความคิดตรงกันค่อยมาตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไร ส่วนช่วงนี้ขอให้สะสมข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ และขอให้ทุกฝ่ายยึดประเทศชาติเป็นสำคัญ

“ผมว่าต้องติดตามดูกันทีละตอน การเมืองในยุคตระบัดสัตย์เป็นใหญ่ พลิกไปพลิกมาไม่มีอะไรเป๊ะไม่มีอะไรตรงที่จะวิเคราะห์กันอย่างไร แต่รู้อย่างเดียวการดีลกันแบบนี้มันทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย คนที่มีหน้าที่ก็ต้องไปจัดการเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ควรจะคิดถึงประชาชนให้มากๆ ไม่ใช่คิดเฉพาะในเชิงอำนาจและผลประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว” จตุพร กล่าว

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอนทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ

เยาวชนทีมชาติไทยร่วมแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ FIRST® Championship

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811903

เยาวชนทีมชาติไทยร่วมแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ FIRST® Championship

เยาวชนทีมชาติไทยร่วมแข่งหุ่นยนต์นานาชาติ FIRST® Championship

วันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เยาวชนทีมชาติไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ในงาน 2024 FIRST® Championship ณ เมืองฮุสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยประสบการณ์แข่งขันระดับนานาชาติอันน่าประทับใจ ซึ่งมีตัวแทนกว่า 152 ทีมจาก 70 กว่าประเทศทั่วโลกเข้าร่วมด้วย โดยขอบคุณกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ที่มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1.1 ล้านบาท ให้กับ 4 ทีมตัวแทนทีมชาติไทยที่ชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์ 2 รายการ ได้แก่ FIRST® Tech Challenge Thailand และการแข่งขันหุ่นยนต์ FIRST® Lego League Thailand ให้มีโอกาสชิงชัยในเวทีนานาชาติที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์และความมั่นใจ สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมต่อยอดทักษะในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหุ่นยนต์

Dow เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย เพราะจะเป็นรากฐานของการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยได้สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์ FIRST® Lego League Thailand สำหรับชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น และ FIRST® Tech Challenge Thailandสำหรับชั้นมัธยมศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยการแข่งขันนี้มุ่งส่งเสริมทักษะการเขียนโปรแกรมและพัฒนาหุ่นยนต์ เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลงมือทำและได้ฝึกใช้แนวทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยพัฒนาฝึกทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น และจะเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต

ภรณี กองอมรภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า
“Dow มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาด้าน STEM อย่างจริงจังและต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ เพราะเชื่อมั่นว่าเด็กไทยของเรามีความสามารถ หากได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้องในสิ่งที่ถนัด เรื่องทุนทรัพย์ก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่จำกัดโอกาสของเด็กอีกหลายๆ คน เราจึงยินดีที่ได้ร่วมเปิดประตูสู่โอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าเด็กไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลกและสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับสากล การแข่งขันนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับทักษะของเด็กไทย เเต่ยังเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้เรียนรู้จากผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เกิดเป็นเครือข่ายเพื่อนหลากหลายประเทศที่มีความสนใจคล้ายกันเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลงานและรักในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการเตรียมเยาวชนไทยให้เป็นกำลังสำคัญในพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับคลื่อนประเทศไทยต่อไป”

พีรวิชญ์ มณีรัตนาศักดิ์ สมาชิกจาก ClickRobot Rama2 ตัวแทนทีมชาติไทย เผยว่า “ปีนี้ถือเป็นการทิ้งทวนที่น่าภาคภูมิใจเพราะเป็นปีสุดท้ายสำหรับการแข่งขัน FIRST® LEGO League ของผม Dow ได้สนับสนุนเงินรางวัลพิเศษสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันที่สหรัฐอเมริกา ทำให้ผมได้ไปเห็นการแข่งขันระดับนานาชาติที่มีความยิ่งใหญ่ ได้เห็นการทำงานเป็นทีมของทีมประเทศอื่นๆ และเปิดโลกให้ผมเห็นการแข่งขันอีก 2 League ที่น่าสนใจมากจะนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดและถ่ายทอดสู่รุ่นน้องๆ เพื่อพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป”

จากผลการแข่งขันระดับนานาชาติที่เมืองฮุสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในงาน 2024 FIRST® Championship ระหว่างวันที่ 15-20 เมษายนที่ผ่านมา ตัวแทนทีมชาติไทย ทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ โดยการแข่งขันในระดับ FIRST® Lego League รุ่น Explore ทีม LOBBY of LEGO สถาบัน ClickRobot Rama 2 กรุงเทพฯ ได้รับรางวัล Team Model Award และ FIRST® Lego League รุ่น Challengeทีม Fast Ztep จากสถาบันเดียวกันได้อันดับที่ 57จากทีมเข้าร่วมทั้งหมด 152 ทีม ในขณะที่ FIRST® Tech Challenge ทีม All New 1O1 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง จังหวัดลำปาง ได้อันดับที่ 15 ของ Division Edison และทีม PRC-GC-Minerva จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ได้อันดับที่ 50 ของ Division Ochoa โดยมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 224 ทีม จาก 58 ประเทศทั่วโลก

เปิดตัวเครือข่าย ‘All for Education’ หอการค้า 77 จังหวัด ยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811935

เปิดตัวเครือข่าย 'All for Education' หอการค้า 77 จังหวัด ยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์

เปิดตัวเครือข่าย ‘All for Education’ หอการค้า 77 จังหวัด ยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.06 น.

“เคลื่อนความรู้ เทคโนโลยี  ประสบการณ์ จากภาคเอกชนไปที่ภาคการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” เป้าหมายร่วมของเครือข่าย ALL FOR EDUCATION หอการค้าไทย

คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเป้าหมายร่วมของการเปิดตัวเครือข่าย “All for Education หอการค้า 77 จังหวัด”ในงาน All for Education ร่วมคิด ร่วมสร้าง การศึกษาเพื่อเด็กทุกคน เพื่อยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพิ่มขีดความสามารถประเทศไทยผ่าน “กองทุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox Fund)”  โดยความร่วมมือของหอการค้าแห่งประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ณ โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9

ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน การศึกษาทั่วโลก มีการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนับตั้งแต่โควิด-19 ที่ผ่านมา มีการนำเอา Digital Transformation และ AI มาใช้เพื่อยกระดับในทุกองค์กร และสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างและในทุกระดับ  ซึ่งตรงกับ 1 ใน 4 ความท้าทายที่หอการค้าไทยส่งสัญญาณให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนในอนาคต

นอกเหนือจาก Geopolitical Chance, Population Chance, Climate Chance แล้ว “Technology Chance” จะมีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับภาคการศึกษาโดยตรง ซึ่งขณะนี้ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับระบบการศึกษาให้โจทย์ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนรองรับนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดึงดูด FDI จากต่างชาติในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็พบว่ามีการขอรับส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี

ซึ่งในอนาคตหากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็จำที่ไทยต้องเร่งผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพมารองรับการลงทุนใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัด และ YEC ทั่วประเทศ ได้มีความร่วมมือสนับสนุน “การพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

มีเป้าประสงค์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพบุคลากรทางการศึกษา เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ 

โดยสถาบันการศึกษา ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) จะได้มีโอกาสจัดการเรียนการสอนที่สอดรับกับความต้องการและบริบทในพื้นที่ ผ่านนวัตกรรมทางการศึกษาที่หลากหลาย ผลักดันเด็กไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโลกการเรียนรู้ให้กว้างและมากยิ่งขึ้น

ขณะที่บทบาทหอการค้าฯ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC และภาคเอกชนในพื้นที่ พร้อมให้การสนับสนุนถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ ในลักษณะพี่เลี้ยง ให้กับอาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา เพื่อให้การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนของพื้นที่นวัตกรรม เกิดการเรียนรู้ทั้งทฤษฎี และ การลงมือทำจริง ควบคู่ไปด้วยกัน  และเชื่อมั่นว่าหาก ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะ Connect the Dots จะช่วยขยายผลจาก 20 จังหวัด เป็นทั่วประเทศได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิด Young Talent ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดต่อไป

-(016)

ชวนชม ‘Faith’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 โดย ธนา โพธิ์ทอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811899

ชวนชม 'Faith' นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 โดย ธนา โพธิ์ทอง

ชวนชม ‘Faith’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 โดย ธนา โพธิ์ทอง

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.35 น.

ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ MeArt Gallery ภูมิใจเสนอ “Faith” นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 โดย ธนา โพธิ์ทอง ศิลปินมากความสามารถผู้สร้างปรากฏการณ์จากนิทรรศการ “Beyond Tigers: The Journey of the Tiger in You” ที่จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2565 โดยนิทรรศการเดี่ยวในครั้งนี้ ธนาได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวของสัตว์ที่เป็นตัวแทนแห่งความเชื่อและศรัทธา ซึ่งจะส่งต่อคลื่นพลังงานแห่งความปิติสุขและความโชคดีต่อผู้ชมทุกท่าน

“ธนา” เชื่อว่าเบื้องลึกในจิตใจของมนุษย์ทุกชนชาติ ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งเดียวกันนั้นคือ “ความกลัว” เราจึงต่างพยายามแสวงหาเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่จะเอาชนะความกลัวนั้น ซึ่งปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ในสมัยโบราณที่มนุษย์เริ่มนับถือบูชาพระอาทิตย์ พระจันทร์ แม่น้ำ หรือแม้กระทั่งสัตว์ต่าง ๆ อาทิ หมาป่า แมว นกเหยี่ยว กวาง หรือเสือ จนในเวลาต่อมาเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นพิธีกรรม การสร้างรูปเคารพ หรือการพัฒนาเป็นศาสนา

จากแนวคิดตั้งกล่าว “ธนา” จึงสร้างผลงานชุดนี้ขึ้นจากประสบการณ์ ความเชื่อ การค้นคว้าหาความรู้ รวมไปถึงสัญลักษณ์และความเชื่อพื้นฐานเดิม ผสานกับภาพจำจากสื่อต่าง ๆ อาทิ สัตว์ที่เกิดมาแปลกประหลาดมีหลายหัวหรือสัตว์หน้าคลายมนุษย์ จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ขึ้นใหม่ในแนวทางศิลปะแบบ Fantastic Realism ที่มีเอกลักษณ์และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกศรัทธาของผู้ชม

โดย “ธนา” หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นิทรรศการครั้งนี้จะส่งคลื่นพลังงานบวกต่อจักรวาล นำความปิติสุข และความโชคดีให้เกิดขึ้นตามแต่ละประสบการณ์ของแต่ละบุคคล 

เกี่ยวกับศิลปิน

ธนา โพธิ์ทอง (เกิดปี พ.ศ. 2521) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะจิตรกรรม สาขาวิชาเอก จิตรกรรมสากล ตลอดชีวิตการเป็นศิลปินนั้น เขามุ่งมั่นฝึกฝนและพัฒนาผลงานอย่างไม่หยุดหย่อนจนได้รับรางวัลการันตีฝีมือทางศิลปะมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศการประกวดวาดภาพเหมือนบุคคลในระดับภาคกลางที่วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ในปี พ.ศ. 2539 และรางวัลชนะเลิศ Feng Shui Art Award ณ บ้านศิลป์ พีระศรี ในปี พ.ศ. 2562

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี บนเส้นทางการเป็นศิลปิน ธนาได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อร่วมแสดงนิทรรศการทั้งกลุ่มและเดี่ยวอันเป็นที่จดจำมากมายอย่างต่อเนื่อง อาทิ นิทรรศการศิลปกรรมพู่กันทองโดย บมจ.ธนาคารกสิกรไทย (พ.ศ. 2542), ศิลปกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2544), นิทรรศการ Intuition (พ.ศ. 2545) ณ ร้าน Barbali ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งนับว่าเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขา นิทรรศการกลุ่ม The Signature (พ.ศ. 2564) ณ ICONSIAM, นิทรรศการ Thailand Biennale Korat (พ.ศ. 2565), นิทรรศการครบรอบ 10 ปี Chiang Mai Art Museum (พ.ศ. 2565) โดยในปีเดียวกันนั้นเองเขาได้ร่วมกับ MeArt Gallery จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ในนาม Beyond Tigers: The Journey of the Tiger in You  (พ.ศ. 2565) ที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ซึ่งกลายเป็นนิทรรศการที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักสะสม  หลังจากจบนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ธนาเข้าร่วมแสดงนิทรรศการกลุ่มกับ MeArt Gallery อย่างต่อเนื่องเพื่อสั่งสมประสบการณ์ อาทิ AGALIGO (พ.ศ. 2565), The Miracle Exhibition “MuTeLu, we know you believe” (พ.ศ. 2566),  Echo of Edo (พ.ศ. 2567) และจนมาถึง Faith (พ.ศ. 2567) นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 ที่กลั่นกรองประสบการณ์ชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของเขาในตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นนิทรรศการครั้งสำคัญที่สุดของเขา

แล้วพบกับผลงานศิลปะแบบ Fantastic Realism ของเขาคนนี้ไปด้วยกันได้ใน “Faith” เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันนี้  –  7 กรกฎาคม 2567 ที่ RCB Photographers’ Gallery ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

#Faith #ThanaPhothong #MeArtGallery #RiverCityBangkok

-(016)

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยฯ ร่วมกับจีนเปิดตัว Gemports สร้างพลอยสีเป็น Investment Asset

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811898

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยฯ ร่วมกับจีนเปิดตัว Gemports สร้างพลอยสีเป็น Investment Asset

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยฯ ร่วมกับจีนเปิดตัว Gemports สร้างพลอยสีเป็น Investment Asset

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.31 น.

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับร่วมกับจีนเปิดตัว แพลตฟอร์มระดับนานาชาติ Gemports ซึ่งเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับสินค้าอัญมณี เพื่อขยายตลาดทั่วโลก และสร้างพลอยสีให้เป็นสินค้าลงทุน พร้อมเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ

ทั้งนี้แพลตฟอร์มราคาอ้างอิงพลอยสี Gemports เป็นความร่วมมือระดับประเทศระหว่าง จีน-ไทย 4 องค์กร ได้แก่ สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับแห่งประเทศจีน (Gems & Jewelry Trade Association of China – GAC), ศูนย์วิเคราะห์อัญมณีแห่งชาติจีน (National Gemstone Testing Center of China – NGTC), สมาพันธ์สมาคมอัญมณี  เครื่องประดับ และโลหะมีค่าแห่งประเทศไทย (GJPCT), และสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ (TGJTA) ที่มีเป้าหมายร่วมกัน ในการขยายตลาดพลอยสีทั่วโลก และสร้างพลอยสีให้เป็น Investment Class Asset

Gemports ได้พัฒนามาตั้งแต่ปี 2019 ผ่านกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีมาร่วมในการจัดการข้อมูล Gemports จึงเป็นแหล่งอ้างอิงราคาพลอยสี โดยสำรวจราคาจากผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ค้าและร้านค้าปลีก ในหลายประเทศ อาทิ จีน ไทย ศรีลังกา ยุโรป อินเดีย แอฟริกาและ อเมริกา ทำให้ได้ราคาที่เป็นกลางและเป็นมาตรฐานในระดับสากล โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ น้ำหนัก, เฉดสี, วิธีการปรับปรุงคุณภาพ, ความสะอาด, การเจียระไน, แหล่งกำเนิด และน้ำหนัก กำหนดเป็นราคาอ้างอิงเพื่อช่วยให้ผู้บริโภค(end-user)  มีราคาอ้างอิงและเพิ่มความมั่นใจในการซื้อขาย  รวมทั้งสร้างความสะดวกให้แก่ผู้ขายในการนำเสนอสินค้าพลอยสีที่มีลักษณะเฉพาะ  เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตลาดและเป็นการขยายตลาดพลอยสีให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทำให้พลอยสีสามารถพัฒนาเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในการลงทุนที่แท้จริงในอนาคต

นางสาวพรทิวา นิพาริน นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า “การเปิดตัว Gemports หรือ แพลตฟอร์มราคาอ้างอิงพลอยสี เป็นก้าวสำคัญในการปฏิวัติตลาดพลอยสี ด้วยการสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และ มอบองค์ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานในการซื้อขายให้แก่ผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญของโครงการนี้ และ Gemports จะสร้างมิติใหม่ในการค้าอัญมณีทั่วโลกได้ในอนาคตอันใกล้”

Gemports เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีน เมื่อปี 2023 โดยหน่วยงานทั้งเอกชนและภาครัฐในจีนได้นำมาใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมต่างๆ ตามด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในระดับนานาชาติ (Global Launch) ที่ประเทศไทย ในปี 2024 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากการเปิดตัวเมื่อปี 2023 ทำให้เกิดการรับรู้และความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอัญมณีในระดับนานาชาติ โดยมีสมาคมอัญมณีจากนานาชาติเข้าร่วม อาทิเช่น HKJJA, HKJMA, Macau China Diamond and Gem Exchange, ผู้แทนจาก เมียนมาร์, อินโดนิเซีย, ไต้หวัน, เซินเจิ้น

สมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ (TGJTA) ได้พัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ จนได้รับการขนานนามว่า Thailand: The Capital of Gemstone ดังนั้นในโอกาสนี้ จึงเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปี ของสมาคมฯด้วยการเปิดตัว Gemports Global Launch ที่แสดงความสำเร็จและการเติบโตที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา และสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสมาคมฯ ในฐานะที่เป็นสมาคมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีสมาชิกมากกว่า 2,000 ราย  สมาคมฯจึงมุ่งเน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนากระบวนการผลิตของไทย ปรับปรุงกฎระเบียบและระบบภาษี ส่งเสริมสมาชิกสู่เวทีการค้าโลก พร้อมขอบคุณผู้สนับสนุนทุกท่านที่ร่วมสร้างความสำเร็จตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gemports สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gemports.com

ข้อมูลอ้างอิง: Gemports เป็นแพลตฟอร์มราคาอ้างอิงสำหรับพลอยสี พัฒนามาตั้งแต่ปี 2019 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใส สร้างความมั่นใจ และให้ความรู้แก่ผู้ซื้ออัญมณี ด้วยกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลระดับนานาชาติ ดังนั้น Gemports จึงเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง มาตรฐานสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับอัญมณี

-(016)

มช. ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/811890

มช. ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

มช. ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

วันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.20 น.

มช. ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ด้วยประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพในการส่งเสริมและพัฒนาระบบการเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้แก่เหล่าพสกนิกร ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงอุทิศพระองค์อย่างเต็มกำลังพระปรีชาสามารถมาอย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะเพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

เมื่อเร็วๆนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จออก ณ Dungkar Dzong, Pangbisa พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่ เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงก่อตั้งโครงการ Royal Project of Bhutan ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาวิธีการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการที่สามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง สามารถนำมาจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของเกษตรกร

นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรของประเทศภูฏานให้เป็นเกษตรปลอดภัย และมีพระราชดำริที่จะพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ ทรงจัดตั้งโครงการส่งเสริมการทำเกษตรเพื่อให้เกษตรกรได้เห็นเป็นตัวอย่างในการผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบถูกหลักวิชาการ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ระดับมาตรฐานสากล ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการรักษาป่าและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน และแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมวลมนุษยชาติ ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมีมติทูลเกล้า ถวายปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณและเป็นสิริมงคลอันสูงสุดแก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สืบไป

ในการนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ซึ่งเป็นฝีมือการวาดภาพของ อาจารย์รุ่งศักดิ์ ดอกบัว อาจารย์พิเศษคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีฯ และสมเด็จพระราชินีฯ ได้พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน และทรงฉายพระรูปร่วมกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะ โดยทรงฉลองพระองค์ครุยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย ยังความปลาบปลื้มให้กับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ได้มีมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ร่วมเข้าเฝ้า ฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วยกัน

-(016)