สลด เด็กเบียดกันตาย 35 ศพ ที่งานเทศกาลคริสต์มาสไนจีเรีย เจ็บอีก 6 คน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831971

สลด เด็กเบียดกันตาย 35 ศพ ที่งานเทศกาลคริสต์มาสไนจีเรีย เจ็บอีก 6 คน

20 ธ.ค. 2567 03:41 น.

สลด เด็กเบียดกันตาย 35 ศพ ที่งานเทศกาลคริสต์มาสไนจีเรีย เจ็บอีก 6 คน

เด็กจำนวนมากไปรวมตัวกันที่งานเทศกาลวันคริสต์มาส ในเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของไนจีเรีย จนเบียดเสียดกันตายถึง 35 ศพ ผู้จัดงานโดนรวบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวบ้านในเมืองอิบาดัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไนจีเรีย เปิดเผยว่า มีเด็กมากกว่า 5,000 คน กับผู้ปกครองอีกรวมกว่า 10,000 คน ไปรวมตัวกัน ณ สถานที่จัดงาน คริสต์มาส ฟันแฟร์ และเกิดเหตุเบียดกันตาย หลังจากผู้จัดเดินทางมาถึงเพื่อเริ่มเปิดงาน

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเบียดกันตายคืออะไร แต่มีรายงานว่า ทางผู้จัดงานสัญญาว่าจะมอบเงินให้แก่เด็กๆ ที่มาร่วมงานคนละ 5,000 ไนรา (ราว 111 บาท) และจะมีอาหารฟรีให้ผู้ที่มาร่วมงานด้วย ทำให้มีคนมารวมกันเป็นจำนวนมากจนแทบไม่สามารถเข้าไปในอาคารได้

ตำรวจระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีเด็กเสียชีวิต 35 ศพ อีก 6 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่รัฐบาลรัฐโอโย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองอิบาดัน เผยว่า ผู้บาดเจ็บถูกพาไปรักษาในโรงพยาบาลทั่วเมือง หลังเกิดเหตุเบียดกันตายที่โรงเรียนมัธยมปลายอิสลาม ในเขตบาโชรัน

ตำรวจเผยอีกว่า พวกเขาจับกุมตัวผู้อยู่เบื้องหลังการจัดงานฟันแฟร์นี้ 8 คน รวมถึงผู้จัดงานหลักชื่อว่า นาโอมิ ซิเลคูโนลา ซึ่งเป็นคนที่เป็นที่รู้จักไปทั่วเมือง

ทั้งนี้ ไนจีเรียกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงมีผู้คนนับหมื่นคนไปรวมตัวงานที่งานฟันแฟร์ เพื่อรับเงินกับอาหารฟรี และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นในไนจีเรียในปีนี้

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุเบียดกันตายที่งานแจกข้าวที่มหาวิทยาลัยรัฐ นาซาราวา ซึ่งจัดโดยผู้ว่าการรัฐ ใกล้เมืองหลวงกรุงอาบูจา ทำให้มีนักศึกษาหญิง 2 คนเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีก 23 ราย

และเพียง 3 วันหลังจากน้น ที่รัฐบาอูจี (Bauchi) ทางเหนือของประเทศก็เกิดเหตุเบียดกันตายที่งานการกุศล ซึ่งนักธุรกิจแจกเงินให้ผู้มาร่วมงานคนละ 5,000 ไนรา มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ

นอกจากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ก็เกิดเหตุเบียดกันตายที่งานประมูลข้าวสารที่เมืองลากอส มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าหน้าที่สืบสวนเกาหลีใต้ ขอเข้าค้นสำนักงาน ปธน.ไม่สำเร็จอีกแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831554

เจ้าหน้าที่สืบสวนเกาหลีใต้ ขอเข้าค้นสำนักงาน ปธน.ไม่สำเร็จอีกแล้ว

18 ธ.ค. 2567 01:58 น.

เจ้าหน้าที่สืบสวนเกาหลีใต้ ขอเข้าค้นสำนักงาน ปธน.ไม่สำเร็จอีกแล้ว

ทีมสืบสวนเข้าตรวจค้นสำนักงานประธานาธิบดีไม่สำเร็จเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังพยายามขอเข้าไปหาหลักฐานกรณีการประกาศกฎอัยการศึก แต่ถูกปฏิเสธ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนของเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังสืบคดีการประกาศกฎอัยการศึกอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ไม่สามารถเข้าไปในสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อหาหลักฐานได้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว เมื่อวันอังคารที่ 17 ธ.ค. 2567 หลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไป

นายยุน ถูกสภาสมัชชาแห่งชาติลงมติถอดถอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) ทำให้เขาถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสินว่าจะถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งหรือไม่

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป ทีมเจ้าหน้าที่สืบสวนร่วม จากกรมตำรวจและสำนักงานสืบสวนคดีคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ระดับสูง (CIO) กำลังหาหลักฐานเรื่องความถูกต้องทางกฎหมายของการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน และพยายามเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ของทีมรักษาความปลอดภัยของสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ รวมถึงโทรศัพท์ที่ใช้โดยผู้บัญชาการตำรวจด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนต้องรอนานกว่า 7 ชั่วโมง เพื่อขอเข้าไปในสำนักงานประธานาธิบดี แต่สุดท้าย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ปฏิเสธไม่ให้พวกเขาเข้าไป

นี่นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ทีมสืบสวนล้มเหลวในการเข้าไปตรวจค้นสำนักงานประธานาธิบดี โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าไป แต่สำนักงานประธานาธิบดียินยอมมอบข้อมูลบางส่วนให้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ออกแถลงการณ์ล่าสุดหลังรัฐสภามีมติถอดถอน นายยุนก็เก็บตัวเงียบมาตลอด โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลและศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถติดต่อหรือเชิญตัวเขามาพบได้ โดยคาดกันว่า นายยุนกำลังรวมทีมทนายความ เพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเรื่องการก่อกบฏ และการถอดถอนในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินอนาคตทางการเมืองของเขา

นายซ็อก ดงฮยอน ทนายความและอดีตอัยการฝ่ายนายยุน บอกกับผู้สื่อข่าวในวันอังคารว่า การประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เข้าข่ายเป็นการก่อกบฏ เขายังปฏิเสธที่จะยืนยันด้วยว่า นายยุนจะเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียกในวันที่ 21 ธ.ค.นี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฆาตกรต่อเนื่องแห่ง “กิลโก บีช” ถูกฟ้องข้อหาฆาตกรรมผู้หญิงรายที่ 7

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831553

ฆาตกรต่อเนื่องแห่ง “กิลโก บีช” ถูกฟ้องข้อหาฆาตกรรมผู้หญิงรายที่ 7

18 ธ.ค. 2567 01:00 น.

ฆาตกรต่อเนื่องแห่ง “กิลโก บีช” ถูกฟ้องข้อหาฆาตกรรมผู้หญิงรายที่ 7

ผู้ต้องสงสัยเป็นฆาตกรต่อเนื่องแห่งเมืองกิลโก บนเกาะลองไอส์แลนด์ ถูกฟ้องร้องข้อหาฆาตกรรมผู้หญิงเป็นรายที่ 7 แล้ว โดยเจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันอังคารที่ 17 ธ.ค. 2567 ว่า นายเร็กซ์ ฮอยเออร์มันน์ วัย 60 ปี ผู้ต้องสงสัยเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเหยื่อหลายรายใกล้เมืองกิลโก เมืองชายหาดในรัฐนิวยอร์ก เมื่อช่วงปี 2536-2554 ถูกฟ้องร้องข้อหาฆาตกรรมผู้หญิงรายที่ 7 ที่ศาลเขตซัฟโฟล์ค เคาน์ตี

นายฮอยเออร์มันน์ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฆาตกรรมระดับ 2 อันเกี่ยวข้องกับการสังหาร น.ส.วาเลรี แมค วัย 24 ปี ซึ่งศพถูกพบที่เกาะลองไอส์แลนด์ ในเดือนพฤศจิกายน 2543 โดยนายฮอยเออร์มันน์กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทั้งนี้ ชิ้นส่วนศพที่เชื่อว่าเป็นของ น.ส.แมคถูกพบก่อน ที่ป่าใกล้เมืองแมเนอร์วิลล์ โดยนายพรานกลุ่มหนึ่ง ต่อมาในเดือนเมษายน 2554 เจ้าหน้าที่ก็พบกะโหลกศีรษะ, กระดูกมือทั้ง 2 ข้าง และเท้าขวา ในพื้นที่ทางตะวันออกของ กิลโก บีช ห่างจากจุดที่พบศพของ เจสซิกา เทย์เลอร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหยื่ออีกรายของนายฮอยเออร์มันน์ เพียง 1.5 ไมล์

เวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2563 อัยการใช้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้จากศพของ น.ส.แมค เพื่อยืนยันว่าชิ้นส่วนที่พบเป็นของเธอจริง และเส้นผมมนุษย์ที่ถูกพบบริเวณข้อมือซ้ายของแมค ก็เป็นเบาะแสนำไปสู่ข้อมูลดีเอ็นเอของภรรยาและลูกสาวของนายฮอยเออร์มันน์

นายฮอยเออร์มันน์ถูกจับกุมตัวในเดือนกรกฎาคม 2566 และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมผู้หญิง 4 ราย ที่ศพถูกพบในสภาพถูกซุกซ่อนนถุงผ้า ตามแนวชายหาดของเมืองกิลโก ในปี 2553 เหยื่อทั้ง 4 รายได้แก่ น.ส. เมลิสซา บาร์เธเลมี, เมแกน วอเตอร์แมน, แอมเบอร์ คอสเตลโล และ มอรีน เบรนาร์ด-บาร์นส์

นายฮอยเออร์มันน์ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมระดับ 2 เพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน 2567 อันเกี่ยวข้องกับการสังหาร น.ส.เทย์เลอร์ กับ แซนดรา คอสติญญา ซึ่งถูกสังหารในปี 2546 และ 2536 ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีศพผู้หญิงอีก 4 ศพที่เจ้าหน้าที่พบใกล้เมืองกิลโก ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของคนร้ายรายเดียวกันนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูเครนอ้าง ลอบสังหารนายพลรัสเซีย พร้อมผู้ช่วยในกรุงมอสโก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831549

ยูเครนอ้าง ลอบสังหารนายพลรัสเซีย พร้อมผู้ช่วยในกรุงมอสโก

17 ธ.ค. 2567 23:26 น.

ยูเครนอ้าง ลอบสังหารนายพลรัสเซีย พร้อมผู้ช่วยในกรุงมอสโก

บีบีซีเผย หน่วยงานความมั่นคงยูเครนอ้างเป็นผู้ก่อเหตุลอบสังหารนายพลระดับสูงของรัสเซีย ซึ่งถูกระเบิดเสียชีวิตพร้อมกับผู้ช่วยในกรุงมอสโก

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า แหล่งข่าวในสำนักงานความมั่นคงยูเครน (SBU) บอกกับพวกเขาว่า เจ้าหน้าที่ของ SBU คือผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร พลโท อิกอร์ คิริลลอฟ หัวหน้ากองกำลังป้องกันกัมมันตภาพรังสี ชีวภาพ และสารเคมีของรัสเซีย กับผู้ช่วยของเขา ในกรุงมอสโก

ตามการเปิดเผยของคณะกรรมการสืบสวน (SK) ของรัสเซีย นายพลคิริลลอฟ อายุ 54 ปี อยู่ที่หน้าบล็อกอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก ห่างจากเครมลินเพียง 7 กม. ก่อนที่อุปกรณ์ที่ถูกซ่อนไว้ในสกูตเตอร์ไฟฟ้า จะถูกจุดระเบิดจากระยะไกล เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 17 ธ.ค. 2567 ทำให้เขากับผู้ช่วยเสียชีวิต

แหล่งข่าวใน SBU บอกกับ บีบีซี ด้วยว่า นายคิริลลอฟเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกล่าวหาเขาว่าก่ออาชญากรรมสงครามหลายอย่าง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา SBU เพิ่งตั้งข้อหานายพลคิริลลอฟ ว่าต้องรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธเคมีต้องห้ามปริมาณมาก ขณะที่ในเดือนตุลาคม สหราชอาณาจักรใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อนายคิริลลอฟ ระบุว่า เขาเป็นผู้ควบคุมดูแลการใช้อาวุธเคมีในยูเครน และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ข้อมูลเท็จจากรัฐบาลเครมลิน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูเครนยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายพลรายนี้

ด้าน SK ระบุว่า พวกเขาเปิดการสืบสวนคดีอาชญากรรมต่อการเสียชีวิตของนายพลคิริลลอฟกับผู้ช่วยแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อหาข้อเท็จจริงของสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ขณะที่สำนักข่าวต่างๆ ของรัสเซีย รายงานว่า วัตถุระเบิดที่สังหารนายคิริลลอฟกับนาย อิลยา โปลิคาร์ปอฟ ผู้ช่วยของเขาที่ถนน รียาซานสกี อเวนิว นั้น มีแรงระเบิดเทียบเท่าทีเอ็นทีหนัก 300 ก. โดยผู้เชี่ยวชาญกับสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว และไม่พบวัตถุระเบิดที่จุดอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นติดรั้วใหม่ จุดถ่ายรูปดังภูเขาไฟฟูจิ สกัดนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกลางถนน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831500

ญี่ปุ่นติดรั้วใหม่ จุดถ่ายรูปดังภูเขาไฟฟูจิ สกัดนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกลางถนน

17 ธ.ค. 2567 16:52 น.

ญี่ปุ่นติดรั้วใหม่ จุดถ่ายรูปดังภูเขาไฟฟูจิ สกัดนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกลางถนน

ทางการญี่ปุ่นสร้างรั้วใหม่ เพื่อป้องกันการข้ามถนนโดยผิดกฎหมายหน้าร้านสะดวกซื้อในจังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสำหรับการถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิ

จุดถ่ายรูปดังกล่าว ที่ตั้งอยู่ในเมืองฟูจิคาวากุจิโกะ จังหวัดยามานาชิ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากที่ต้องการถ่ายภาพภูเขาอันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือร้านสะดวกซื้อลอว์สัน ใกล้สถานีรถไฟคาวากุจิโกะ

ทางการเมืองเคยติดตั้งรั้วและฉากกั้นสีดำเพื่อปิดกั้นทัศนียภาพฝั่งตรงข้ามถนนเมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อลดความแออัดและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบรรดานักท่องเที่ยว เช่น การยืนเกะกะ และทิ้งขยะ แม้ว่าฉากกั้นจะถูกถอดออกไปในเดือนสิงหาคม เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่น แต่ก็มีการสร้างรั้วเพิ่มเติมที่ด้านเดียวกันในเดือนตุลาคม หลังจากที่มีการข้ามถนนโดยผิดกฎหมายอีกครั้ง

โดยในวันนี้ (17 ธ.ค.) ทางเมืองได้ติดตั้งรั้วเหล็กสองจุด โดยแต่ละจุดมีความยาว 3 เมตร และสูง 80 เซนติเมตร ริมถนนที่ใกล้กับร้านสะดวกซื้อมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนข้ามถนนโดยผิดกฎหมาย นอกจากนั้น ทางเมืองยังมีแผนจะทาสีทางม้าลายสำหรับคนเดินเท้าที่อยู่ใกล้เคียงใหม่เป็นสีเขียวและสีขาวภายในสิ้นเดือนธันวาคม เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น และเพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวหันมาใช้งานมากขึ้นโดยทางเมืองจะรณรงค์ให้ใช้ทางม้าลายนี้อย่างจริงจัง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่าพบรูเล็กๆ อย่างน้อย 10 รู บนตาข่ายสีดำขนาด 2.5 x 20 เมตร ซึ่งติดตั้งไว้ด้านนอกร้านสะดวกซื้อเพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ทิ้งขยะ บุกรุก และฝ่าฝืนกฎจราจร.

ที่มา KYODO

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

นายพลรัสเซียถูกลอบวางระเบิดในสกู๊ตเตอร์ดับกลางกรุงมอสโก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831480

นายพลรัสเซียถูกลอบวางระเบิดในสกู๊ตเตอร์ดับกลางกรุงมอสโก

17 ธ.ค. 2567 15:24 น.

นายพลรัสเซียถูกลอบวางระเบิดในสกู๊ตเตอร์ดับกลางกรุงมอสโก

เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของรัสเซีย ที่ถูกยูเครนกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธเคมีกับกองกำลังยูเครน ถูกลอบสังหารในกรุงมอสโก โดยใช้ระเบิดที่ซ่อนไว้ในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่สอบสวนของรัสเซียเปิดเผยวันนี้ (17 ธ.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของรัสเซีย ที่ถูกยูเครนกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธเคมีกับกองกำลังยูเครน ถูกลอบสังหารในกรุงมอสโก โดยใช้ระเบิดที่ซ่อนไว้ในสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 

พลโท อิกอร์ คิริลอฟ ซึ่งเป็นหัวหน้ากองกำลังป้องกันนิวเคลียร์ ชีวภาพ และเคมีของรัสเซีย ถูกสังหารนอกอาคารอพาร์ตเมนต์บนถนน ถนนไรซานสกี้ พร้อมด้วยผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียที่ทำการสืบสวนคดีอาชญากรรมร้ายแรง 

ภาพที่โพสต์บนช่องเทเลแกรมของรัสเซีย แสดงให้เห็นทางเข้าอาคารที่ได้รับความเสียหายและเต็มไปด้วยเศษหิน และมีศพ 2 ศพนอนจมอยู่ใต้หิมะที่เปื้อนเลือด ส่วนภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่ถ่ายในที่เกิดเหตุ เผยให้เห็นแนวป้องกันของตำรวจ เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าวว่าพวกเขาได้เปิดการสอบสวนทางอาญาเกี่ยวกับการสังหารทหาร 2 นาย แหล่งข่าวจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแจ้งต่อสื่อรัสเซียว่า คดีนี้มีแนวโน้มที่จะถูกยกระดับเป็นคดีก่อการร้าย

รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาของยูเครนว่าใช้อาวุธเคมีในสนามรบ และนายคิริลอฟ เคยปรากฏตัวทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ โดยกล่าวหาว่ายูเครนละเมิดมาตรการความปลอดภัยนิวเคลียร์

เมื่อเดือนตุลาคม อังกฤษได้คว่ำบาตรนายคิริลอฟและกองกำลังป้องกันนิวเคลียร์ จากการใช้สารเคมีควบคุมการจลาจล และจากรายงานหลายฉบับที่ระบุว่ามีการใช้คลอโรพิคริน ซึ่งเป็นสารพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกในสนามรบ

อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีการแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการเหตุการณ์ครั้งนี้ในยูเครน หนังสือพิมพ์เคียฟ อินดิเพนเดนต์ อ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของยูเครน ระบุว่าอัยการของรัฐได้แจ้งข้อกล่าวหานายคิริลอฟในข้อกล่าวหาว่าใช้สารเคมีต้องห้าม 

รัสเซียกล่าวหาว่ายูเครนได้ลอบสังหารบุคคลสำคัญหลายครั้งในรัสเซีย นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มทำสงครามเต็มรูปแบบกับยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยคดีที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การสังหารดาเรีย ดูกินา ลูกสาวของนายอเล็กซานเดอร์ ดูกินา นักอุดมการณ์ชาตินิยมชาวรัสเซีย ในเหตุระเบิดรถยนต์เมื่อปี 2022 การสังหารนายวลาดเลน ตาตาร์สกี บล็อกเกอร์สนับสนุนสงคราม ในเหตุระเบิดร้านกาแฟเมื่อปี 2023 และการยิงผู้บัญชาการเรือดำน้ำรัสเซียเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยูเครนกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงคราม

กองกำลังป้องกันกัมมันตภาพรังสี เคมี และชีวภาพของรัสเซีย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ RKhBZ ที่นายคิริลอฟเป็นผู้บัญชาการ เป็นหน่วยรบพิเศษที่ปฏิบัติการภายใต้สภาวะที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี เคมี และชีวภาพ และมีหน้าที่ปกป้องกองกำลังภาคพื้นดินที่ปฏิบัติการภายใต้สภาวะที่รุนแรง.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

แผ่นดินไหว 7.3 เขย่าวานูอาตู ดับอย่างน้อย 1 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831452

แผ่นดินไหว 7.3  เขย่าวานูอาตู  ดับอย่างน้อย 1 ศพ

17 ธ.ค. 2567 13:35 น.

แผ่นดินไหว 7.3 เขย่าวานูอาตู ดับอย่างน้อย 1 ศพ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.3 เกิดขึ้นใกล้กับกรุงพอร์ตวิลา เมืองหลวงของวานูอาตู ส่งผลให้อาคารและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้รับความเสียหาย โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.3 เกิดขึ้นใกล้กับกรุงพอร์ตวิลา เมืองหลวงของวานูอาตู ส่งผลให้อาคารและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้รับความเสียหาย โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12:47 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันจันทร์ (16 ธ.ค.) ที่ความลึก 57.1 กม. 

แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดการเตือนภัยสึนามิในพื้นที่บางส่วนของวานูอาตู ประเทศเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เจ้าหน้าที่กล่าวเมื่อเวลา 14:14 น. ตามเวลาท้องถิ่นว่าภัยคุกคามได้ผ่านพ้นไปแล้ว ยังไม่ชัดเจนว่าความเสียหายมีขอบเขตแค่ไหน แต่มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ

แดน แม็กการ์รี นักข่าวที่อาศัยอยู่ในพอร์ตวิลา กล่าวว่าตำรวจที่โรงพยาบาลวิลาเซ็นทรัล แจ้งกับเขาว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย แม็กการ์รีโพสต์บน X ว่าเขาเห็นคน 3 คน “ได้รับบาดเจ็บสาหัส” นอนอยู่บนเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพื่อรอการรักษา และกล่าวเสริมว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้เป็น “แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นในรอบ 20 กว่าปี” 

วิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นอาคารถล่ม รถยนต์ถูกกระแทกด้วยแผ่นไม้ที่ร่วงลงมา และเฟอร์นิเจอร์กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นภายในบ้าน ประชาชนรายงานว่าระบบสื่อสารประสบปัญหา

ตามภาพถ่ายที่โพสต์ทางออนไลน์ สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงพอร์ตวิลา เป็นหนึ่งในอาคารที่ได้รับความเสียหาย  เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าอาคารได้รับ “ความเสียหายอย่างมาก” และจะปิดให้บริการจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

สถานทูตสหรัฐฯ ในปาปัวนิวกินี ระบุในแถลงการณ์ว่า “เราขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ และรัฐบาลสหรัฐฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรของเราในวานูอาตู”

ไมเคิล ทอมป์สัน ผู้อำนวยการบริษัทท่องเที่ยว Vanuatu Jungle Zipline กล่าวว่าเขาเห็นศพนอนอยู่บนถนน “มีอาคารหลายหลังถล่มลงมาทั่วเมือง มีปฏิบัติการกู้ภัยครั้งใหญ่กำลังดำเนินการเพื่อค้นหาผู้ที่อาจยังมีชีวิตอยู่ในอาคาร” 

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) รายงานว่า เกิดอาฟเตอร์ช็อกอย่างน้อย 4 ครั้งรอบกรุงพอร์ตวิลา โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ 4.7 ถึง 5.5 ภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรก

ด้านทางการนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ระบุว่าไม่มีภัยคุกคามจากคลื่นสึนามิในประเทศ ออสเตรเลียยังกล่าวอีกว่า “พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือวานูอาตูในขณะที่ประเมินความเสียหายแล้ว”

วานูอาตู ซึ่งเป็นหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะประมาณ 80 เกาะ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และมักเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และภัยธรรมชาติอื่นๆ บ่อยครั้ง.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

กรุงโตเกียว เตรียมให้ข้าราชการ ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831444

กรุงโตเกียว เตรียมให้ข้าราชการ ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน

17 ธ.ค. 2567 12:54 น.

กรุงโตเกียว เตรียมให้ข้าราชการ ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน

ทางการกรุงโตเกียวเตรียมเสนอให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดเพื่อช่วยเหลือคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน และกระตุ้นอัตราการเกิดของญี่ปุ่นที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

ทางการกรุงโตเกียวเตรียมเสนอให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ซึ่งถือเป็นความพยายามล่าสุดเพื่อช่วยเหลือคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน และกระตุ้นอัตราการเกิดของญี่ปุ่นที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

รัฐบาลกรุงโตเกียวระบุว่า การจัดระบบการทำงานใหม่ซึ่งจะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ อาจทำให้พนักงานหยุดงานได้ 3 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังประกาศนโยบายอีกฉบับหนึ่งที่อนุญาตให้พ่อแม่ที่มีลูกเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 สามารถแลกเงินเดือนบางส่วน กับตัวเลือกในการออกจากงานก่อนเวลาได้

ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียวกล่าวว่า “เราจะทบทวนรูปแบบการทำงานด้วยความยืดหยุ่น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครต้องละทิ้งอาชีพการงานของตนเพราะเหตุการณ์ในชีวิต เช่น การคลอดบุตรหรือการดูแลบุตร” “ตอนนี้เป็นเวลาที่โตเกียวจะต้องริเริ่มการปกป้องและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชนของเราในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้สำหรับประเทศ”

อัตราการเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นซึ่งลดลงอย่างรวดเร็วมาหลายปี ได้แตะระดับต่ำสุดอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แม้ว่ารัฐบาลจะเร่งความพยายามในการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวแต่งงานและเริ่มต้นครอบครัวก็ตาม มีการบันทึกข้อมูลทารกเกิดใหม่เพียง 727,277 ครั้งในปีที่แล้ว โดยอัตราการเจริญพันธุ์ ซึ่งก็คือจำนวนบุตรที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีในชีวิต ลดลงเหลือเพียง 1.2 เท่านั้น ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ หากต้องการให้ประชากรมีเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์ที่ 2.1

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผลักดันนโยบาย “มีบุตรตอนนี้” เพื่อแก้ไขวิกฤตประชากร รวมถึงการให้แน่ใจว่าผู้ชายสามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้ ในขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นอื่นๆ ก็ได้นำมาตรการต่างๆ มาใช้เพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานเช่นกัน

นักสังคมวิทยาหลายคนมองว่าอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการทำงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นของญี่ปุ่น ชั่วโมงการทำงานที่หนักหน่วงเป็นปัญหาสำหรับบริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยพนักงานมักประสบปัญหาด้านสุขภาพ และในกรณีร้ายแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เนื่องจากทำงานมากเกินไป

เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ผู้หญิงมักถูกกดดันให้ต้องเลือกระหว่างอาชีพการงานหรือครอบครัว แต่วัฒนธรรมการทำงานล่วงเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นทำให้การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นพิเศษ แม้ตามข้อมูลของธนาคารโลก ช่องว่างทางเพศในการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 55% สำหรับผู้หญิง และ 72% สำหรับผู้ชายในปีที่แล้ว สูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงอื่นๆ

การเปลี่ยนไปใช้การทำงานสั 4 วันต่อสัปดาห์ ได้สร้างความสนใจให้แก่ชาติตะวันตก ซึ่งบริษัทบางแห่งเริ่มทดลองใช้ชั่วโมงการทำงานที่สั้นลงเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถที่ต้องการความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น การศึกษาวิจัยบางกรณีแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นแนวคิดสุดโต่งสำหรับบริษัทในญี่ปุ่น ซึ่งมักมองว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานแสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อบริษัท.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อมาเลเซียตีข่าว นายกฯอันวาร์ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831409

สื่อมาเลเซียตีข่าว นายกฯอันวาร์ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ

17 ธ.ค. 2567 11:07 น.

สื่อมาเลเซียตีข่าว นายกฯอันวาร์ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ

สื่อมาเลเซียรายงานข่าว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ทาบทามนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการเพื่อช่วยเหลือมาเลเซียที่จะรับตำแหน่งประธานกลุ่มอาเซียนในปีหน้า

วันที่ 17 ธันวาคม 2567 เว็บไซต์ข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย รายงานว่า นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ทาบทามให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัว เพื่อนำประสบการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมาช่วยเหลือประเทศมาเลเซียที่จะรับตำแหน่งประธานกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า

นายอันวาร์กล่าวว่า บทบาทของนายทักษิณระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวในด้านอาเซียน จะเป็นในลักษณะไม่เป็นทางการ ซึ่งนายทักษิณได้ตอบตกลงแล้ว โดยมีที่ปรึกษาจากประเทศสมาชิก 10 ประเทศของกลุ่มอาเซียนร่วมอยู่ด้วย 

โดยนายอันวาร์ได้ประกาศเรื่องนี้ระหว่างการเยือนประเทศมาเลเซีย ของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเล็กของทักษิณ ขณะที่นายทักษิณ วัย 75 ปีเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของไทย ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันถูกห้ามเล่นการเมือง หลังศาลตัดสินว่ามีความผิดจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน 

ทั้งนี้ มาเลเซียจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2568 ภายใต้แนวคิดเรื่องการรวมกันและความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของมาเลเซียในการส่งเสริมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียวและเจริญรุ่งเรือง

แฟ้มภาพ

สหรัฐฯส่งเรือรบ “ยูเอสเอส ซาวันนาห์” จอดเทียบท่าสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2831393

สหรัฐฯส่งเรือรบ "ยูเอสเอส ซาวันนาห์" จอดเทียบท่าสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา

17 ธ.ค. 2567 10:28 น.

สหรัฐฯส่งเรือรบ “ยูเอสเอส ซาวันนาห์” จอดเทียบท่าสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา

สหรัฐฯส่งเรือรบ “ยูเอสเอส ซาวันนาห์” จอดเทียบท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องอิทธิพลของจีนเหนือท่าเรือเรียม

วันที่ 16 ธันวาคม 2567 เรือรบ “ยูเอสเอส ซาวันนาห์” (USS Savannah) ของกองทัพเรือสหรัฐฯพร้อมด้วยคณะผู้แทนกองทัพเรือ นำโดยพลเรือเอกซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ และลูกเรือประมาณ 100 คน เข้าจอดเทียบท่าในอ่าวไทย ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา โดยจะเป็นการเยือน 5 วัน เพื่อเสริมสร้างและขยายมิตรภาพ ส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี

โดยนับเป็นการเยือนกัมพูชาครั้งแรกในรอบ 8 ปีของเรือยูเอสเอส ซาวันนาห์ ท่ามกลางความวิตกกังวลของสหรัฐฯ กรณีที่จีนให้เงินทุนกัมพูชาสำหรับการปรับปรุงฐานทัพเรือเรียม ที่อยู่ห่างจากเมืองสีหนุวิลล์ประมาณ 30 กิโลเมตร

ระหว่างการเยือนคณะผู้แทนกองทัพเรือจะมีการประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาและผู้นำท้องถิ่นของจังหวัดสีหนุวิลล์ การหารือครั้งนี้จะเน้นที่การส่งเสริมความร่วมมือทางทหารทวิภาคีและสำรวจโอกาสสำหรับความร่วมมือในอนาคต ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐฯ และกัมพูชาจะจัดกิจกรรมกีฬากระชับมิตร นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการทูตอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเยือนครั้งนี้ 

พลโท มาลี โสจาตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แสดงความยินดีต้อนรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และระบุถึงความสำคัญของการที่เรือลำนี้เดินทางกลับมายังน่านน้ำกัมพูชาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ผู้นำกัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกังวลของสหรัฐฯหลายครั้ง โดยยืนยันว่า ฐานทัพเรือเรียมไม่ได้ถูกต่างชาติใช้งาน ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ ไม่ค่อยราบรื่นนัก โดยในช่วงต้นปี 2560 กัมพูชาประกาศยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้จัดขึ้นร่วมกันมาโดยตลอด