โปแลนด์มึน เจออุปกรณ์ปริศนาในห้องประชุม ครม. สงสัยเป็นเครื่องดักฟัง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783851

โปแลนด์มึน เจออุปกรณ์ปริศนาในห้องประชุม ครม. สงสัยเป็นเครื่องดักฟัง

8 พ.ค. 2567 05:32 น.

โปแลนด์มึน เจออุปกรณ์ปริศนาในห้องประชุม ครม. สงสัยเป็นเครื่องดักฟัง

เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษของโปแลนด์ตรวจพบอุปกรณ์ปริศนาที่อาจเป็นเครื่องดักฟัง ในห้องที่คณะรัฐมนตรีกำลังจะใช้ประชุม และตอนนี้กำลังสืบสวนว่าใครเป็นผู้นำมาติดตั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 7 พ.ค. 2567 คณะรัฐมนตรีโปแลนด์ย้ายไปประชุมประจำสัปดาห์กันที่เมืองกาตอวิเซ (Katowice) ทางตอนใต้ของประเทศ จากปกติที่จะประชุมกันในสำนักงานนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐมนตรีหลายคน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทุสก์ มีกำหนดการร่วมประชุมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่นั่น

แต่ในระหว่างการตรวจค้นห้องประชุม เจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์รัฐกับสำนักงานความมั่นคงภายใน ตรวจพบและถอดอุปกรณ์ที่อาจถูกใช้เพื่อการดักฟัง โดยตอนนี้สำนักงานความมั่นคงภายในกำลังสืบสวนว่า อุปกรณ์ที่พบคืออะไรกันแน่ และใครเป็นผู้นำมาติดตั้ง

หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น คณะรัฐมนตรีก็จัดการประชุมกันในอาคารแห่งนี้ตามแผนที่วางเอาไว้

ด้าน น.ส. อาลิเซีย วาล์เชฟสกา โฆษกรัฐบาลภูมิภาคไซลีเซีย บอกกับสำนักข่าว PAP ของโปแลนด์ ว่า อุปกรณ์ที่ถูกพบอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบสื่อสารเก่าภายในห้อง ที่ไม่สามารถใช้การได้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก ยูเครนสกัดแผนลอบสังหารเซเลนสกี จับกุม 2 พันเอกข้อหากบฏ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783850

ระทึก ยูเครนสกัดแผนลอบสังหารเซเลนสกี จับกุม 2 พันเอกข้อหากบฏ

8 พ.ค. 2567 05:03 น.

ระทึก ยูเครนสกัดแผนลอบสังหารเซเลนสกี จับกุม 2 พันเอกข้อหากบฏ

หน่วยงานความมั่นคงยูเครน สกัดแผนลอบสังหารประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี และจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับพันเอก 2 นาย ในข้อหาก่อกบฏ

เมื่อวันอังคารที่ 7 พ.ค. 2567 สำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า พันเอก 2 นายในหน่วยงานคุ้มครองรัฐบาลยูเครน ถูกกล่าวหาว่า พยายามก่อการล้มล้างยูเครน เพื่อแลกกับเงินตอบแทน ทำให้พวกเขาถูกจับกุมในข้อหาก่อกบฏ และหนึ่งในนั้นถูกตั้งข้อหาเตรียมการก่อการร้ายด้วย

สำนักงานอัยการบอกอีกว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัย ได้รับโดรน 2 ลำ กับเครื่องกระสุนจากหน่วยงานความมั่นคงกลาง (FSB) ของรัสเซีย และเตรียมจะนำไปส่งมอบให้แก่ผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคนเพื่อก่อเหตุวางระเบิด เพื่อลอบสังหารประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของยูเครนหลายคน รวมถึง วาซีล มาลิอุค หัวหน้าของ SBU และ คีรีโล บูดานอฟ หัวหน้าสำนักงานข่าวกรองยูเครน แต่ SBU ยับยั้งเอาไว้ได้ก่อน

SBU ระบุว่า หนึ่งในงานของเครือข่ายสายลับของ FSB คือการมองหาผู้สมรู้ร่วมคิดในหมู่ทหารที่ใกล้ชิดกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี ที่จะสามารถจับตัวผู้นำของรัฐเป็นตัวประกันแล้วจากนั้นจึงสังหารเขา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มขึ้นเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 เซเลนสกีก็ตกเป็นข่าวว่าถูกหมายปองชีวิตมาแล้วหลายครั้ง

เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ก็เพิ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งจากแคว้นมีโคลายิฟ ถูกจับกุม ฐานเกี่ยวข้องกับการวางแผนลอบสังหารผู้นำยูเครน โดยเธอถูกกล่าวหาว่า รวบรวมข้อมูลการเยือนมีโคลายิฟของเซเลนสกี เพื่อให้รัสเซียโจมตีทางอากาศสังหารเขาได้ โดย SBU ระบุว่า หญิงคนนี้ถูกจับได้คาหนังคาเขาขณะพยายามส่งข้อมูลให้รัสเซีย

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชายชาวโปแลนด์คนหนึ่งก็ถูกกล่าวหาว่า ช่วยเหลือในความพยายามลอบสังหารนายเซเลนสกีอีกครั้ง โดยชายคนนี้ถูกจับกุมในโปแลนด์ และถูกตั้งข้อหา เต็มใจกระทำเพื่อหน่วยข่าวกรองต่างชาติต่อต้านสาธารณรัฐโปแลนด์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

VOA ตีข่าว ทักษิณพบฝ่ายต่อต้าน รบ.เมียนมา หวังเป็นตัวกลางยุติขัดแย้ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783853

VOA ตีข่าว ทักษิณพบฝ่ายต่อต้าน รบ.เมียนมา หวังเป็นตัวกลางยุติขัดแย้ง

8 พ.ค. 2567 06:28 น.

VOA ตีข่าว ทักษิณพบฝ่ายต่อต้าน รบ.เมียนมา หวังเป็นตัวกลางยุติขัดแย้ง

‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พบปะกับคนสำคัญในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาหลายคน โดยหวังเป็นตัวกลางยุติความขัดแย้งที่ครอบงำเมียนมามา 3 ปี

สำนักข่าว วอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานเมื่อ 7 พ.ค. 2567 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าวผู้ไม่เปิดเผยนามเนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำรัฐบาลเงาเมียนมา หรือ ‘รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ’ (NUG) ระหว่างที่เขาไปเชียงใหม่ เมื่อเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา

แหล่งข่าวระบุว่า นายทักษิณยังได้พบกับผู้แทนจากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมาหลายกลุ่ม รวมถึง กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU), พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (KNPP) และ องค์กรแห่งชาติคะฉิ่น (KNO) นอกจากนั้นยังได้พบกับ พลเอกเจ้ายอดศึก ประธานสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ด้วย

ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว นายทักษิณแสดงความต้องการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างกองทัพรัฐบาลและองค์การต่อต้านของกลุ่มชาติพันธุ์ (ERO) ซึ่งต่อสู้กับรัฐบาลทหารมาตั้งแต่ กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลนางอองซาน ซูจี เมื่อกุมภาพันธ์ 2564

มีรายงานด้วยว่า นายทักษิณขออนุญาตเดินทางไปเมียนมาด้วย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตอบรับใดๆ จากรัฐบาลทหารพม่าภายใต้การนำของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนใหม่ของไทยยืนยันเมื่อวันอังคารที่ 7 พ.ค.ถึงเรื่องการพบปะกันระหว่างนายทักษิณกับตัวแทนจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา แต่ย้ำว่าเป็นการพูดคุยในระดับบุคคล ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในนโยบายเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านของรัฐบาลไทย

ด้านนาย จอ ซอ ไว (Kyaw Zaw Wai) โฆษกของ NUG แสดงความขอบคุณความพยายามของไทยในเวทีอาเซียน เพื่อหาทางออกที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนชาวเมียนมา เขายังยอมรับเรื่องความพยายามด้านมนุษยธรรมของไทย รวมถึงการส่งมอบอาหารและที่พักพิงให้แก่ผู้อพยพชาวพม่านับพันคน ระหว่างการต่อสู้ที่เมืองเมียวดีด้วย

นายจอบอกอีกว่า NUG ขอให้ไทยเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์กับทั้ง NUG และ ERO มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ผู้พลัดถิ่นในเมียนมา

ส่วนนาย ไซ ตุน อ่อง ลวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉานและเมียนมา บอกกับ VOA ทางโทรศัพท์ว่า การที่นายทักษิณเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหาของเมียนมา จะแสดงเจตนาโดยนัยอย่างมีนัยสำคัญให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมา ซึ่งกำลังสนใจผลลัพธ์ของความขัดแย้งเป็นอย่างมาก

“เป็นเรื่องสำคัญที่จะมีการพิจารณาบทบาทของนายทักษิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยของเขาเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากนั้น คำพูดของนายทักษิณอาจช่วยทำความเข้าใจเรื่องเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศของไทย, ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นบริเวณชายแดน และทางแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วย”

“อดีตนายกรัฐมนตรีไทยมีความสัมพันธ์อย่างยาวนานกับอดีตนายพลของกองทัพเมียนมา และนักการเมืองที่มีความใกล้ชิดกับกองทัพ รวมถึงความสัมพันธ์อันดับกับกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะ RCSS และ KNU” นายลวินกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : voa

เจ้าชายแฮร์รี่กลับอังกฤษ ร่วมงาน 10 ปี อินวิคตัส แต่ไม่เข้าพบ ‘คิงชาร์ลส์’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783848

เจ้าชายแฮร์รี่กลับอังกฤษ ร่วมงาน 10 ปี อินวิคตัส แต่ไม่เข้าพบ ‘คิงชาร์ลส์’

8 พ.ค. 2567 03:45 น.

เจ้าชายแฮร์รี่กลับอังกฤษ ร่วมงาน 10 ปี อินวิคตัส แต่ไม่เข้าพบ ‘คิงชาร์ลส์’

เจ้าชายแฮร์รี่จะไม่ได้พบกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดา ระหว่างที่พระองค์เสร็จกลับอังกฤษช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพื่อร่วมงานฉลอง 10 ปี โครงการ อินวิคตัส ที่พระองค์เป็นผู้ก่อตั้ง

สำนักข่าว mirror รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่เสด็จจากบ้านของพระองค์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ ถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้าวันอังคารที่ 7 พ.ค. 2567 เพื่อเข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 10 ปี การก่อตั้งมูลนิธิและการแข่งขันกีฬาทหารผ่านศึกนานาชาติ ‘อินวิคตัส เกมส์’ (Invictus Games) ที่โบสถ์เซนต์พอล ในวันที่ 8 พ.ค.นี้

แผนการเดินทางของเจ้าชายแฮร์รี่ได้รับการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเชื่อกันว่า พระองค์อาจได้พบกับพระราชบิดาอีกครั้ง แต่ล่าสุดดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว

โฆษกของเจ้าชายแฮร์รี่ มีแถลงการณ์ในวันอังคารว่า “น่าเสียดายอย่างยิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตารางงานที่แน่นขนัดของสมเด็จพระราชา แน่นอนว่าท่านดยุก (แห่งซัสเซกซ์) เข้าใจในพระราชกรณียกิจและหน้าที่อื่นๆ ของพระราชบิดาของพระองค์ดี และหวังว่าจะได้พบกับพระองค์ในเร็วๆ นี้”

เจ้าชายแฮร์รี่เสด็จกลับลอนดอนเพียงพระองค์เดียว ไม่ได้พา เมแกน พระชายา กับเจ้าชายอาร์ชี และเจ้าหญิงลิลิเบตมาด้วย โดยคาดกันว่า พระองค์จะร่วมงาน อินวิคตัส เกมส์ หลายรายการในช่วงบ่ายวังอังคาร และเดินทางไปยัง ‘อาร์เมอรี เฮาส์’ (Armoury House) ในลอนดอนตะวันออก เพื่อร่วมการประชุมที่เรียกว่า Invictus Games Foundation Conversation

ห่างออกไปไม่ถึงไมล์ สมเด็จพระราชินีคามิลลา กำลังเข้าร่วมงานเปิดห้องสมุดที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าชาร์ลส์เสด็จออกจากวังวินเซอร์ มุ่งหน้าสู้กรุงลอนดอน เพื่อต้อนรับแขกที่พระราชวังบักกิงแฮม ก่อนที่ในวันพุธ พระองค์จะร่วมงานเลี้ยงในสวนของพระราชวังบักกิงแฮม

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี่มีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนักกับพระราชบิดา หลังจากพระองค์วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์อย่างหนัก ในหนังสือ ‘Spare’ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวหลายรายบอกว่า พระเจ้าชาร์ลส์กำลังตั้งตารอที่จะพบกับพระโอรสองค์เล็กของพระองค์อยู่ ขณะที่เจ้าชายแฮร์รี่ก็พยายามติดต่อพระราชบิดาเมื่อมีโอกาส

การเดินทางเยือนอังกฤษครั้งล่าสุดของเจ้าชายแฮร์รี่ นับเป็นครั้งที่ 2 ของเขาเท่านั้นในปีนี้ โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หลังสำนักพระราชวังประกาศว่าพระเจ้าชาร์ลส์ประชวรด้วยโรคมะเร็ง โดยในตอนนั้น เจ้าชายแฮร์รี่ได้เข้าพบพระราชบิดาที่คลาเรนซ์ เฮาซ์ เป็นเวลาเพียง 30 นาที แต่ก็ถูกมองว่าเป็นก้าวแรกของการฟื้นความสัมพันธ์ของทั้งสอง

อย่างไรก็ตาม การพบกับเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นเช่นกัน โดยแหล่งข่าวบอกกับ mirror ว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงมีรอยร้าวรุนแรง เจ้าชายแฮร์รี่เคยแสดงออกว่าอยากนั่งคุยเปิดอกกับพี่ชาย แต่ว่าไม่ใช่ตอนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : mirror

ทัพเมียนมาระเบิดสะพานยะไข่ทิ้ง หลังอาระกันยึดกองบัญชาการ 5 แห่ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783846

ทัพเมียนมาระเบิดสะพานยะไข่ทิ้ง หลังอาระกันยึดกองบัญชาการ 5 แห่ง

8 พ.ค. 2567 02:52 น.

ทัพเมียนมาระเบิดสะพานยะไข่ทิ้ง หลังอาระกันยึดกองบัญชาการ 5 แห่ง

กองทัพรัฐบาลเมียนมาระเบิดสะพานเชื่อมเมืองบุติด่องทิ้ง หลังจากกองกำลัง อาระกัน สามารถยึดกองบัญชาการทหารได้ถึง 5 แห่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สำนักข่าว อิรวดี รายงานว่า กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมาระเบิดสะพานถนนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทางเข้าสู่เมืองบุติด่อง (Buthidaung) ในรัฐยะไข่แล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ ‘กองทัพอาระกัน’ (AA) ยึดกองบัญชาการกองพันไปได้ถึง 5 แห่ง รวมหน่วยบัญชาการทหารที่ 15 ใกล้เมืองบุติด่อง

กองทัพอาระกันยึดหน่วยบัญชาการยุทธการทหารที่ 15 (MOC 15) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองบุติด่องไปทางตะวันออกราว 6.3 กม. ได้เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา และควบคุมตัวรองผู้บัญชาการกับทหารหลายร้อยนายที่ตัดสินใจยอมจำนน และสมาชิกครอบครัวของพวกเขาเอาไว้

ต่อมาในวันที่ 3 พ.ค. กองทัพอาระกันก็ยึดกองบัญชาการของกองพันทหารราบเบาที่ 551 ใกล้เมืองบุติด่องเอาไว้ได้ โดย AA บอกอ้างด้วยว่า มีทหารของรัฐบาลเสียชีวิตจำนวนมากในการโจมตีกองบัญชาการทั้ง 2 แห่ง

หลังจากความพ่ายแพ้ดังกล่าว กองทัพรัฐบาลทหารเมียนมาก็ตัดสินใจใช้ระเบิดทำลายสะพานขนาดใหญ่เหนือแม่น้ำมะยู เมื่อเวลา 15.42 น. วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยสะพานแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่เชื่อมกับเมืองมงดอ (Maungdaw), บุติด่อง และอำเภอพนนาจยน (Ponnagyun) ในรัฐยะไข่

ชาวบ้านบอกกับสื่อในรัฐยะไข่ว่า กองทัพรัฐบาลทำลายสะพานเพราะกลัวกองทัพอาระกันจะบุกเข้ามา โดยฝ่ายรัฐบาลยังคงควบคุมเมืองบุติด่องเอาไว้ โดยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ทัพรัฐบาลก็เคยระเบิดสะพานอีกเส้น ซึ่งเชื่อมหมู่บ้าน 2 แห่งในอำเภอบุติด่องมาแล้ว

ทั้งนี้ กองทัพอาระกันอ้างว่า พวกเขายึดกองบัญชาการทหารในอำเภอบุติด่องได้แล้ว 1 ใน 3 จากทั้งหมด 13 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มการโจมตีเมืองแห่งนี้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน พวกเขายังโจมตีเป้าหมายในเมืองมงดอ, อาน, เจาะพยู (Kyaukphyu) และตานดเว (Thandwe) ด้วย

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลก็ทำลายสะพานถนนขนาดใหญ่ 2 เส้นที่นำไปสู่เมืองซิตตเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ หลังกองทัพอาระกันนำกำลังเข้าล้อมเมือง ช่วงกลางเดือนเดียวกัน ทหารรัฐบาลหนีจากเมืองมะเอ (Ma-ei) ในอำเภอตองกุป (Taungup) ไปยังเมืองเจาะพยู และระเบิดสะพานขนาดใหญ่ไป 2 เส้นด้วย

กองทัพอาระกันเปิดฉากโจมตีกองทัพรัฐบาลเมียนมาอีกครั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ยุติการหยุดยิงระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่การรัฐประหารของกองทัพเมื่อปี 2564 และนับจากนั้น พวกเขาก็สามารถยึดค่ายทหารของรัฐบาลได้กว่า 180 แห่ง, กองบัญชาการทหารอีกหลายแห่ง และ 6 จาก 17 อำเภอในรัฐยะไข่ กับอีก 3 เมืองที่อยู่นอกอำเภอทั้ง 6

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : irrawaddy

จีนช็อก มือมีดไล่แทงคนในโรงพยาบาลยูนนาน ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 21 ราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783838

จีนช็อก มือมีดไล่แทงคนในโรงพยาบาลยูนนาน ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 21 ราย

8 พ.ค. 2567 00:27 น.

จีนช็อก มือมีดไล่แทงคนในโรงพยาบาลยูนนาน ดับ 2 ศพ เจ็บอีก 21 ราย

เกิดเหตุคนร้ายถือมีดไล่แทงผู้คนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 21 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุโจมตีเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.37 น. วันอังคารที่ 7 พ.ค. 2567 ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงพยาบาลประชาชน เจิ้นฉง (Zhenxiong) ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 21 ราย

สื่อของจีนอย่าง The Paper เผยแพร่ภาพจากที่เกิดเหตุหลายภาพ รวมถึงภาพชายในชุดสีดำ ถือมีดไว้ในมือทั้ง 2 ข้าง อยู่ภายในโรงพยาบาล, ภาพชายถือมีดชี้ไปยังชายอีกคนที่กำลังถือแท่งเสาในล็อบบี้ของโรงพยาบาล และภาพตำรวจจำนวนมากที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับ The Paper สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความสับสน และเจ้าหน้าที่กำลังพยายามประเมินสถานการณ์

ด้านตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยมาจากเมืองพั่วจี (Poji) ขณะที่มีคลิปวิธีภาพขณะที่ตำรวจหลายนายร่วมกันปลุกปล้ำจับตัวชายคนหนึ่งลงกับพื้น ที่ศูนย์ดูแลสุขภาพ (wellness center) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า ชายคนดังกล่าวคือผู้ก่อเหตุหรือไม่

แถลงการณ์ของตำรวจระบุว่า ตอนนี้ผู้บาดเจ็บกำลังได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ และการสืบสวนกำลังดำเนินต่อไป

ขณะที่สำนักข่าว หงซิง นิวส์ (Hongxing News) ของจีน รายงานด้วยว่า ทางการจีนออกคำเตือนให้ประชาชนและเจ้าของร้านค้าในละแวกที่เกิดเหตุ ปิดล็อกประตูต่างๆ และหลีกเลี่ยงการติดต่อกับคนที่ไม่รู้จักด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn , cna

ดอลลาร์แข็งค่า ซ้ำเติมวิกฤติหนี้ ประเทศรายได้น้อย สปป.ลาวเจ็บหนัก หนี้สาธารณะพุ่ง 120%

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ/2783770

ดอลลาร์แข็งค่า ซ้ำเติมวิกฤติหนี้ ประเทศรายได้น้อย สปป.ลาวเจ็บหนัก หนี้สาธารณะพุ่ง 120%

Date Time: 7 พ.ค. 2567 17:58 น.

สถานการณ์เงินที่อ่อนค่าลงทั่วโลก กลายเป็นประเด็นถกเถียงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าสุดในรอบ 34 ปี กดดันให้สกุลเงินอื่นอ่อนค่าลง โดยเฉพาะในภูมิภาคอเชียที่เงินบาทไทย อ่อนค่าทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น กดดันต้นทุน การนำเข้าสินค้า ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระหนี้ภาคครัวเรือน


ล่าสุดในการประชุมประจำปีของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank  : ADB) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศจอร์เจีย ชุนอิจิ ซูซูกิ (Shunichi Suzuki) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า ความเปราะบางของหนี้ยังคงรุนแรง ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางบางประเทศ รวมถึงประเทศที่มีรายได้น้อย


สอดคล้องกับข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประมาณการว่า หนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลางในเอเชีย จะเพิ่มขึ้นเป็น 82.4% ต่อ GDP ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 3% จากปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่าประเทศในยุโรปซึ่งมีอัตราส่วนอยู่ที่ 36.2% และ 68.5% ในลาตินอเมริกา


สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ของประเทศที่มีรายได้น้อยในเอเชีย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 44.6% โดยเมื่อปีที่แล้วพบว่า 70% ของประเทศเอเชียแปซิฟิก มีการขาดดุลทางการคลัง ทั้งนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา IMF ประเมินว่า 9 จาก 69 ประเทศที่มีรายได้น้อย กำลังตกอยู่ในภาวะหนี้ต่างประเทศรุมเร้า ขณะที่อีก 25 ประเทศ มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากหนี้ต่างประเทศ


โดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากภาระหนี้ต่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่มัลดีฟส์ ปาปัวนิวกินี คิริบาส และหมู่เกาะมาร์แชลล์ ถูกจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง


ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในปี 2566 หนี้สาธารณะของ สปป.ลาว ทะลุ 120% ต่อ GDP โดยหนี้ต่างประเทศกว่าครึ่งหนึ่งมาจากจีน อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางส่วน มองว่าจำนวนหนี้สาธารณะที่แท้จริง อาจสูงกว่าตัวเลขในปัจจุบัน เนื่องจากมีหนี้ซ่อนเร้นที่ยังไม่ถูกรายงาน 


ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาเงินกีบของ สปป.ลาวอ่อนค่าลงมาก เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาท ส่งผลให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ซึ่งอาจกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ สถานะทางการคลังของลาวที่ถดถอยลง ทำให้ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว รัฐบาลออกคำสั่ง กำหนดให้สกุลเงินกีบเป็นสกุลเงินเดียวที่สามารถใช้จ่ายในประเทศได้

อ้างอิง

Nikkeiasia

ครบรอบ 1 ปี พิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783728

ครบรอบ 1 ปี พิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์

7 พ.ค. 2567 16:49 น.

ครบรอบ 1 ปี พิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์

กองทัพอังกฤษมีการยิงสลุตหลวงด้วยปืนใหญ่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เนื่องในพระราชวโรกาสครบรอบ 1 ปี พิธีบรมราชาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษ 

กองทหารหลวงปืนใหญ่ม้าของกษัตริย์ (The King’s Troop Royal Horse Artillery) ได้มีการยิงสลุตหลวง 41 นัด ที่กรีน พาร์ก ใกล้กับพระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระชนมพรรษา 75 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 1 ปี และพระราชินีคามิลลา ได้รับการสถาปนา เป็นสมเด็จพระราชินี

มีการยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ 6 พฤษภาคม 2567 เนื่องในพระราชวรโกาส ครบรอบ 1 ปี พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร

จากนั้น กองทหารเกียรติยศ กองพันทหารปืนใหญ่ ได้มีการยิงสลุตหลวง 62 นัด ที่บริเวณหอคอยลอนดอน หรือลอนดอน ทาวเวอร์ ในกรุงลอนดอน ขณะเดียวกันยังมีการยิงสลุตหลวงที่เมืองเอดินเบอระ ในสกอตแลนด์ กรุงคาร์ดิฟฟ์ เมืองหลวง และเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศเวลส์ ที่เมืองยอร์กในอังกฤษ และฮิลส์โบโร ในไอร์แลนด์เหนือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครบรอบหนึ่งปีที่พระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์

สำหรับ วันครบรอบปีพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มีขึ้นในระหว่างที่พระองค์ทรงอยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง และทรงได้รับกำลังใจจากประชาชนทั้งในอังกฤษ และทั่วโลก ร่วมถวายพระพรให้พระองค์หายประชวรโดยเร็ววัน

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาเสด็จพระราชดำเนินไปที่ ศูนย์มะเร็งแมคมิแลน UCH ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งในกรุงลอนดอน เมื่อ 30 เมษายน 2567

อีกทั้งถึงแม้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กำลังทรงต่อสู้กับโรคมะเร็ง และอยู่ระหว่างรักษาอยู่ก็ตาม กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ยังทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และสามารถกลับมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้แล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาเสด็จพระราชดำเนินไปที่ ศูนย์มะเร็งแมคมิแลน UCH ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งในกรุงลอนดอน เมื่อ 30 เมษายน ที่ผ่านมา การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อสานต่อพระราชประสงค์ของพระองค์ในการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก และทรงหวังว่าจะสนับสนุนให้ผู้อื่นเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังบักกิงแฮมในอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนสร้างความตกใจให้แก่ชาวอังกฤษและชาวโลกว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง ภายหลังทรงเข้ารับการรักษาพระอาการต่อมลูกหมากโตในโรงพยาบาลที่กรุงลอนดอน ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม นอกจากนั้นเจ้าหญิงแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือเจ้าหญิงเคท ก็ทรงยอมรับผ่านคลิปวิดีโอเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ว่าพระองค์ทรงเป็นโรคมะเร็งและอยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด (คีโม) จึงขอความเป็นส่วนพระองค์ในช่วงนี้.

ที่มา : Dailymail

อิสราเอลบุกยึดจุดข้ามแดนราฟาห์ฝั่งฉนวนกาซา ขณะที่การเจรจาหยุดยิงยังเดินหน้าต่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783702

อิสราเอลบุกยึดจุดข้ามแดนราฟาห์ฝั่งฉนวนกาซา ขณะที่การเจรจาหยุดยิงยังเดินหน้าต่อ

7 พ.ค. 2567 14:45 น.

อิสราเอลบุกยึดจุดข้ามแดนราฟาห์ฝั่งฉนวนกาซา ขณะที่การเจรจาหยุดยิงยังเดินหน้าต่อ

กองทัพอิสราเอลประกาศชัด เข้ายึดจุดข้ามแดนเมืองราฟาห์ในฝั่งของฉนวนกาซาไว้ได้แล้ว ขณะที่การเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มฮามาสยังเดินหน้าต่อในกรุงไคโร

สถานการณ์การสู้รบระหว่างกลุ่มฮามาสกับอิสราเอลยังตึงเครียด แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหยุดยิงในกรุงไคโร โดยมีอียิปต์เป็นตัวกลาง โดยก่อนหน้านี้กลุ่มฮามาสระบุว่า จะยอมรับข้อตกลงแล้ว แต่อิสราเอลยังคงไม่ยอมรับ โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ตรงตามความต้องการหลัก และจะเดินหน้าแผนบุกโจมตีเมืองราฟาห์ต่อไป โดยยังไม่แน่ชัดว่าข้อเสนอใดบ้างที่ฮามาสเห็นชอบด้วย แต่คาดว่าน่าจะมีเรื่องของการปล่อยตัวประกัน และให้ชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นได้กลับคืนสู่ภูมิลำเนา

ล่าสุดสถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นอีก เมื่ออิสราเอลได้บุกเข้ายึดจุดข้ามพรมแดนเมืองราฟาห์ในฝั่งของฉนวนกาซา ทำให้องค์การสหประชาชาติออกมาแสดงความกังวลสวัสดิภาพของผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ เนื่องจากอาจจะทำให้การลำเลียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นเข้าไปยังพื้นที่ได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา มีรายงานพบเห็นแสงไฟและเสียงระเบิดจากการโจมตีทางอากาศโดยกองทัพอิสราเอลตลอดทั้งคืน และมีการเคลื่อนขบวนรถถังเข้ามาประจำการในพื้นที่ใกล้ด่านพรมแดนติดเมืองราฟาห์ โดยมีรายงานว่า ทหารอิสราเอลสามารถสังหารกองกำลังของกลุ่มฮามาสได้ 20 ศพ และยังระบุว่า ได้ไปพบอุโมงค์ 3 แห่งในพื้นที่โดยรอบจุดผ่านแดนด้วย โดยระบุว่า หน่วยข่าวกรองพบข้อมูลว่าพื้นที่บริเวณนี้ถูกใช้ประโยชน์เพื่อการก่อการร้าย

โดยจุดผ่านแดนราฟาห์เป็นช่องทางเดียวที่เชื่อมระหว่างอียิปต์กับฉนวนกาซา เพื่อให้ชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการลี้ภัยออกจากกาซาได้ นอกจากนี้จุดผ่านแดนนี้ยังเป็นเส้นทางสำคัญที่ใช้ในการลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปให้กับชาวปาเลสไตน์ในกาซาด้วย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมืองราฟาห์

อาคารพังถล่มในแอฟริกาใต้ ดับ 2 ศพ ติดใต้ซากกว่า 50 ชีวิต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2783684

อาคารพังถล่มในแอฟริกาใต้ ดับ 2 ศพ ติดใต้ซากกว่า 50 ชีวิต

7 พ.ค. 2567 14:05 น.

อาคารพังถล่มในแอฟริกาใต้ ดับ 2 ศพ ติดใต้ซากกว่า 50 ชีวิต

เกิดเหตุสลดอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มทั้งหลังในแอฟริกาใต้ พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และมีคนติดอยู่ใต้ซากอาคารอีก 53 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองจอร์จ เมืองใหญ่เป็นอันดับสองในจังหวัดเวสเทิร์นเคปของแอฟริกาใต้ ระดมกำลังเกือบ 100 นายเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร 5 ชั้น ที่พังถล่มลงมาทั้งหลังช่วงบ่ายวันจันทร์ตามเวลาในท้องถิ่น โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยคนที่ติดอยู่ภายในออกมาได้แล้ว 22 ราย และเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยในจำนวนนี้เสียชีวิตขณะส่งโรงพยาบาล 2 ศพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงต้องเร่งช่วยเหลือคนงานอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ภายใน เนื่องจากมีรายงานว่ามีคนงานที่กำลังทำงานอยู่ภายในตัวอาคารขณะเกิดเหตุถึง 75 คน

ด้าน นายอัล ฟาน วิคนายกเทศมนตรีเมืองจอร์จ ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวของคนงานที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้งขอส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวคนงานที่กำลังรอฟังข่าวด้วย

ล่าสุด หน่วยกู้ภัยระบุว่า สามารถที่จะติดต่อกับคนงานที่ติดอยู่ภายใต้ซากตึกได้บางส่วนแล้ว โดยกำลังใช้เครื่องจักรหนักและสุนัขดมกลิ่นมาช่วยในปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ โดยภาพที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ จะเห็นว่าอาคารที่กำลังก่อสร้าง ความสูง 5 ชั้นแห่งนี้ได้พังราบลงมาทั้งหมด โดยพยานที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าได้ยินเสียงดัง ก่อนที่จู่ๆอาคารจะพังลงมาทั้งหลังในชั่วพริบตา ส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : BBC