บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2782111

"รศ.ญาณเดช ทองสิมา" พร้อมดูแลสุขภาพและความงาม โชว์ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง

1 พ.ค. 2567 05:01 น.

“รศ.ญาณเดช ทองสิมา” พร้อมดูแลสุขภาพและความงาม โชว์ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง

พร้อมดูแล รศ.ญาณเดช ทองสิมา จัดงาน “รพ.นครธน อยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของชีวิต” มหกรรมสุขภาพและความงาม 2024 พร้อมโชว์ความพร้อมของศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยมี ศ.นพ.วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท และ ดร.วิศาล สายเพ็ชร์ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล พระราม 2 วันก่อน.

  • หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสีขายดีที่สุด เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด่วน ฉบับนี้ประจำวันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2567 
ประชุมใหญ่ ดร.อัศวิน อิงคะกุล ให้การต้อนรับ ชวน หลีกภัย ในโอกาสมาร่วมการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี ราเมศ รัตนะเชวง, ผ่องศรี ธาราภูมิ, อรุณ ศรีจรูญ และ อนัคพล อิงคะกุล มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ วันก่อน.
  • ครม.เศรษฐา 1/1 ปรับโฉมไปเรียบร้อยแล้ว “ไต้ฝุ่น” ดูแล้วก็ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ไม่ได้ทำให้รัฐบาลดูดีขึ้นแต่อย่างใด แต่อาจเป็นที่ต้องการของ “นายใหญ่” ดูจากคนใกล้ชิด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีคมนาคมที่ได้ ควบรองนายกฯ อีกตำแหน่ง และ สมศักดิ์ เทพสุทิน จากรองนายกฯไปเป็น รัฐมนตรีสาธารณสุข เตะโด่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยผู้เสียสละพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุข ก็ถือเป็นบทเรียนของคนการเมืองในพรรคเพื่อไทย
  • แต่คนนี้ “ไต้ฝุ่น” ชื่นชมที่ไม่ทน ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศน้ำดี ลาออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศทันที เมื่อรู้ว่าถูกริบเก้าอี้ รองนายกฯ อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่มีผลงานเพียบ โดยเฉพาะ นโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ใน จอเรดาร์โลก อีกครั้ง มีมิตรประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของนโยบายต่างประเทศ 
คุณภาพชีวิต พ.ต.อ.ดร.อัครพล บุณโยปัษฎัมภ์, ประพัทธ์ รัตนอรุณ, ดร.อัญชุลี สิมะเสถียร, เพ็ญพักตร์ ศรีทอง และ ทพ.ชาญชัย ทนต์ประเสริฐเวช ร่วมลงนามความร่วมมือโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน  เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน  ที่สภาสังคมสงเคราะห์  วันก่อน.
  • นายกฯเศรษฐา ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้ส่งข้อความขอโทษ ดร.ปานปรีย์ ในกรุ๊ปต่างประเทศแล้ว ส่วนตัวรู้จักกับท่านมาหลายสิบปี ลูกก็เป็นเพื่อนกัน ส่วนตัวก็รักชอบกันดี ประสา “ไต้ฝุ่น” แปลความตามที่ นายกฯเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ คนที่ริบเก้าอี้รองนายกฯ ดร.ปานปรีย์ไปให้คนอื่น คงไม่ใช่ นายกฯเศรษฐา แน่นอน เช่นเดียวกับการ ริบเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุข จาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ไปให้ สมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องเป็นคนที่มีอำนาจมากในพรรคเพื่อไทย
  • ตัวเต็ง ว่าที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ นายกฯเศรษฐา บอกคุณสมบัติเบื้องต้นว่า “อยู่ในแวดวงการทูต อยู่ในวงการเมืองด้วย และเป็นเบื้องหลังของพรรคเพื่อไทยมาตลอด” กระแสข่าวคาดว่าน่าจะเป็น มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต ที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศ (ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร) ที่เพิ่งพ้นมาหมาดๆ เคยเป็นทูตมาหลายประเทศก่อนเกษียณ ถือว่ามีภูมิหลังที่เหมาะสมกับกระทรวงต่างประเทศ
อินเตอร์ลิ้งค์ ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา จัดการประชุมใหญ่ประจำปีของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม โดยมี  ณัฐนัย อนันตรัมพร, เกศรา มัญชุศรี, อำนวย ปรีมนวงศ์, ดร.ชลิดา อนันตรัมพร และ สมบัติ อนันตรัมพร มาร่วมประชุมด้วย ที่อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ถนนรัชดาภิเษก วันก่อน.
  • คนนี้ก็อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมานาน พิชัย ชุณหวชิร อดีตซีเอฟโอ ปตท.ในยุคแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์สมัย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์หมาดๆ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ควบเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถือเป็นคนมีฝีมือในตลาดเงินตลาดทุนคนหนึ่ง เข้ามาในจังหวะดี งบประมาณ 67 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท คลอดออกมาให้ใช้พอดี เศรษฐกิจไทยจะฟื้นไม่ฟื้นมีเวลา 5 เดือน ให้พิสูจน์ฝีมือ กับงบประมาณ 3.48 ล้านล้านบาทในมือ
  • เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอในวันนี้ เพราะ  ขาดเม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจาก  7 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลเพื่อไทยพยายามกดดันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เพื่อเป็นเหตุผลในการ แจกเงินดิจิทัล 500,000 ล้านบาท แต่เศรษฐกิจไทยก็ไม่วิกฤติเสียที ภาคการท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวดีเกินคาด 3-4 เดือนแรกปีนี้ทะลุเป้าแล้ว “ไต้ฝุ่น” หวังว่า พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง จะไม่หวนไปคิดเรื่องเศรษฐกิจวิกฤติอีก เพราะวันนี้เศรษฐกิจไม่วิกฤติแล้ว แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดความคึกคัก
พร้อมดูแล รศ.ญาณเดช ทองสิมา จัดงาน “รพ.นครธน อยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาของชีวิต” มหกรรมสุขภาพและความงาม 2024 พร้อมโชว์ความพร้อมของศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โดยมี ศ.นพ.วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท และ ดร.วิศาล สายเพ็ชร์ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล พระราม 2 วันก่อน.
  • การไม่มีเม็ดเงินลงไป กระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ เศรษฐกิจรากหญ้า ที่เปราะบางอยู่แล้วยิ่งเปราะบางขึ้น ทั้ง ผู้มีรายได้น้อย คนค้าขายตัวเล็ก ร้านค้ารายย่อย ไปจนถึง เอสเอ็มอีตัวเล็ก ล้วนได้รับผลกระทบเดือดร้อนสาหัส วันนี้งบประมาณ ออกมาแล้ว “ไต้ฝุ่น” อยากเห็น การเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าโดยเร็ว โดยไม่ต้องรอ โครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท กว่าจะแจกได้จริงก็อีก 8 เดือน แล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากล่างขึ้นบนแน่นอน 
  • วันนี้เป็น วันแรงงานแห่งชาติ ยังเงียบๆ ไม่มีข่าว บิ๊กเซอร์ไพรส์ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีแรงงานประกาศสัปดาห์ก่อน ประสา “ไต้ฝุ่น” เคาะตรงนี้ รัฐมนตรีพิพัฒน์ไม่กล้า ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศในวันนี้แน่นอน ถ้าประกาศขึ้นเมื่อไหร่ คนที่จะตายก่อนก็คือประชาชน ราคาสินค้าจะพุ่งขึ้นทันที
โรคหืด ศ.นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีต รมว.สาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน “วันรณรงค์โรคหืดโลก” โดยมี ศ.นพ.ชัยเวช นุชประยูร, ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล, ดร.นุติ หุตะสิงห, ดนยา พงศ์พฤทธิวัฒน์ และ ศิริพร วรางคณาวดี มาร่วมงานด้วย ที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันก่อน.
  • ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐากิจฯ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงเมื่อวาน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ จะส่งผลให้ไทยมีค่าแรงขั้นต่ำสูงเป็นอันดับต้นๆของอาเซียน และ ทำให้ราคาสินค้าและบริการขึ้นราคาไป 15% ทันที ประชาชนตายแน่ เทียบกับคู่แข่ง เวียดนามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 230 บาท เศรษฐกิจโตปีละ 5-7% มีแต้มต่อเรื่องเอฟทีเอ มีชนชั้นกลางจำนวนมาก รัฐบาลไทยบริหารประเทศสู้รัฐบาลเวียดนามไม่ได้จริงๆ
  • ต้องจับตาวันนี้  เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯจะคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ย ดูจาก สถานการณ์ “เงินเฟ้อ” ที่ยังไม่ลดลงแล้ว นักวิเคราะห์เกือบ 100% ฟันธงตรงกันว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับสูงสุด 5.25-5.50% ในการประชุม ครั้งนี้ ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 2.5% เงินยังไหลออกไม่หยุดแน่นอน
มอบรางวัล กร ทัพพะรังสี มอบรางวัล “World’s Highest Awards 2024” ให้ พล.ต.ท.นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์ และ ม.ร.ว.วรประภา จักรพันธุ์ นักธุรกิจและบุคคลวงการบันเทิงที่ประสบความสำเร็จ โดยมี บุญญาดา กฤติยะโชติกุล มาร่วมงานด้วย ที่คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ วันก่อน.
  • สัปดาห์ที่แล้ว  บอร์ดแบงก์ชาติ เห็นชอบโยกย้าย รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านบริหาร เป็น รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน แทน  รณดล นุ่มนนท์ ที่จะเกษียณอายุ ย้าย อลิศรา มหาสันทนะ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน เป็น รองผู้ว่าการด้านบริหาร และแต่งตั้ง ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ขึ้นเป็น รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป
  • ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Gourmet & Cuisine แม่งานใหญ่จัดการแข่งขันหาเชฟรุ่นใหม่ระดับอุดมศึกษา “Gourmet & Cuisine Young Chef 2024” กำลังเปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาที่สนใจทำอาหารเข้าร่วมแข่งขัน ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2567 เพื่อเฟ้นหาเชฟเยาวชนรุ่นใหม่เข้าสู่เชฟมืออาชีพ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 150,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ โครงการนี้ นิตยสาร Gourmet & Cuisine ร่วมกับ โรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอโนท ประเทศไทย สมัครและส่งผลงานได้ที่ https://forms.gle/FqxbSGxbB1exspkQ6 หรือดูข้อมูลที่ Facebook : Gourmet & Cuisine Young Chef
ตามไปซื้อ จอร์จ ยูสเซ็ฟ จัดงานเปิด “อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์” แฟล็กชิปสโตร์สาขาใหม่ล่าสุด พร้อมนำสินค้าจากไลน์ลักชัวรีสปอร์ตมาจำหน่ายเป็นที่แรกในไทย โดยมี สรัลธร อัศเวศน์, ทิพาณัท เลณบุรี และ อชิรญา นิติพน มาร่วมงานด้วย ที่สยามพารากอน วันก่อน.
  • บนแผงวันนี้ ฟอร์มูลา พาไปชม เจนีวา อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 หนังสือ  ความเป็นครู คุณลักษณะที่ดีสู่วิถีปฏิบัติ โดยรศ.ดร.ณิรดา เวชญาลักษณ์
  • สวดพระอภิธรรม ศ.เกียรติคุณ นพ.สวัสดิ์ หิตะนันท์ ที่วัดธาตุทอง ศาลา 9 ถึงวันที่ 30 เม.ย. เวลา 18.30 น. ฌาปนกิจ วันที่ 1 พ.ค. เวลา 14.00 น. 

“ไต้ฝุ่น”

จับกุมนักศึกษาประท้วงต้านสงครามกาซา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782291

จับกุมนักศึกษาประท้วงต้านสงครามกาซา

1 พ.ค. 2567 08:30 น.

จับกุมนักศึกษาประท้วงต้านสงครามกาซา

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศการประท้วงแสดงพลังสนับสนุนปาเลสไตน์ของกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามในฉนวนกาซาที่ตึงเครียดต่อเนื่อง นายเบน ชาง โฆษกมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นครนิวยอร์ก ซิตี้ หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกกลุ่มไอวีลีกแถลงว่า มหาวิทยาลัยเริ่มพักการเรียนแก่นักศึกษาที่ตั้งแคมป์ประท้วงในสถานศึกษา ซึ่งจะส่งผลให้นักศึกษาไม่สามารถจบภาคการศึกษา หรือสำเร็จการศึกษาด้วยผลการเรียนที่ดีได้ หลังก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยโคลัมเบียยื่นคำขาดให้กลุ่มนักศึกษาย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าวภายในวันที่ 29 เม.ย. เวลา 14.00 น. และลงนามปฏิบัติตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย

นายชางระบุว่า การประท้วงสร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรแก่นักศึกษาชาวยิว อีกทั้งรบกวนการเรียนการสอน และการเตรียมสอบปลายภาคเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ทางมหาวิทยาลัยจะกำหนดกรอบเวลาและบทลงโทษเพื่อความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย แต่กลุ่มนักศึกษายังยืนกรานประท้วงต่อไป จนกว่ามหาวิทยาลัยจะยอมรับข้อเรียกร้อง 3 ประการ คือ 1.มหาวิทยาลัยต้องถอนการลงทุนต่างๆในอิสราเอล 2.เปิดให้ตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงินของมหาวิทยาลัยได้ และ 3.ยกเลิกการลงโทษนักศึกษาที่เข้าร่วมการประท้วง นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประท้วงยังเข้ายึดอาคารฮามิลตัน ฮอลล์ หนึ่งในอาคารเรียนที่ถูกยึดหลายครั้งในการประท้วงต่างๆ เช่น การประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ ยังรายงานด้วยว่า มีการจับกุมกลุ่มผู้ประท้วงอย่างน้อย 43 คน ในมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน รัฐเท็กซัส ที่ออกมาประท้วงต่อต้านอิสราเอล โดยกลุ่มปกป้องปาเลสไตน์ของมหาวิทยาลัยดังกล่าวอ้างว่า ตำรวจใช้กำลังในการเข้าจับกุมและควบคุมสถานการณ์การประท้วง ทั้งระเบิดแฟลช และสเปรย์พริกไทย ขณะเดียวกัน ตำรวจยังจับกุมผู้ประท้วงในสถาบันโปลีเทคนิคและมหาวิทยาลัยรัฐเวอร์จิเนีย หรือ เวอร์จิเนียเทค ในรัฐเวอร์จิเนีย กว่า 91 คน ในวันที่ 28 เม.ย. โดยระบุว่านักศึกษาบุกรุกเข้ามาตั้งแคมป์ชุมนุมในมหาวิทยาลัย

วันเดียวกัน สำนักข่าวชาแนล นิวส์ เอเชียของสิงคโปร์เผยว่า ร้านไก่ทอดชื่อดังสัญชาติอเมริกัน “เคเอฟซี” ปิดตัวชั่วคราวกว่า 108 สาขาทั่วประเทศมาเลเซีย เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่สูงขึ้น และหันมาให้ความสำคัญกับสาขาที่มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าการปิดสาขาร้านอาหารจานด่วนดังกล่าวหลายแห่งเป็นการชั่วคราว เป็นผลมาจากกระแสต่อต้านธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสงครามในฉนวนกาซาในประเทศมาเลเซีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม.

เอเชียปาดเหงื่อ คลื่นความร้อนจะนานขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781844

เอเชียปาดเหงื่อ คลื่นความร้อนจะนานขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นอีก

1 พ.ค. 2567 08:00 น.

เอเชียปาดเหงื่อ คลื่นความร้อนจะนานขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงขึ้นอีก

  • ทวีปเอเชียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนรุนแรง โดยผลการวิจัยพบว่าผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จะยิ่งทำให้คลื่นความร้อนยาวนานขึ้น ถี่ขึ้น และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อน และให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ส่งผลต่อสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด โดยประชาชนต่างหาที่หลบร้อนตามสวนสาธารณะ และห้างสรรพสินค้าที่มีเครื่องปรับอากาศแทน
  • ขณะเดียวกันโรงเรียนในฟิลิปปินส์ และบังกลาเทศ ก็ประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของครูและนักเรียน แม้ว่าจะต้องส่งผลต่อความต่อเนื่องในการเรียนก็ตาม 

ภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างต้องรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด จนทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพ ขณะที่ประชาชนต่างก็หาที่หลบร้อนตามสวนสาธารณะและห้างสรรพสินค้า เพื่อบรรเทาความร้อนชั่วคราว

โดยคลื่นความร้อนรุนแรงได้เข้ามาปกคลุมภูมิภาคเอเชียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อุณหภูมิความร้อนพุ่งสูงถึงราว 45 องศาเซลเซียส และยังทำให้โรงเรียนอีกจำนวนมากต้องปิดเรียน เพื่อให้นักเรียนอยู่บ้าน อย่างที่ฟิลิปปินส์ ได้ประกาศปิดเรียนเบื้องต้น 2 วัน ในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมา เนื่องจากกรุงมะนิลาเมืองหลวง อุณหภูมิสูงทำลายสถิติ

ขณะที่ประเทศไทย มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฮีตสโตรกอย่างน้อย 30 ศพแล้วในปีนี้ ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยา เตือนสภาพอากาศรุนแรง หลังจากอุณหภูมิของจังหวัดในภาคเหนือพุ่งทะลุ 44.01 องศาเซลเซียส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ส่วนประเทศกัมพูชา เมียนมา เวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ หน่วยงานด้านสภาพอากาศเตือนอุณหภูมิอาจจะพุ่งเกิน 40 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือ

ซาน ยิน ชาวบ้านในย่างกุ้ง วัย 39 ปี ระบุว่า เธอไม่กล้าจะออกนอกบ้านในเวลากลางวันเลย เพราะกลัวว่าจะเป็นฮีตสโตรก โดยทั้งเธอ สามี และลูกชายวัย 4 ขวบ จะออกจากอพาร์ตเมนต์ในเวลากลางคืน และไปเดินเล่นในสวนเพื่อคลายร้อน เพราะในห้องพักของเธอก็อบอ้าวมากเช่นกัน

โดยข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า อุณหภูมิโลกได้พุ่งสูงทำลายสถิติไปเมื่อปีที่แล้ว และภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมาก ซึ่งผลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทำให้คลื่นความร้อนจะอยู่นานขึ้น เกิดบ่อยครั้งขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นด้วย

ความร้อนยังไม่ทุเลา

จากข้อมูลของหน่วยงานติดตามสภาพอากาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชี้ว่าเมียนมาได้ทุบสถิติอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยในเดือนเมษายน ราว 3-4 องศาเซลเซียสแล้ว และเมื่อวันอาทิตย์ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในช่วงตอนกลางของประเทศอย่างในเมืองมัณฑะเลย์ อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 43 องศาเซลเซียส

ด้านกระทรวงทรัพยากรน้ำ และอุตุนิยมวิทยาของกัมพูชา เตือนว่าอุณหภูมิมีโอกาสจะแตะระดับ 43 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ของประเทศในสัปดาห์หน้า ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารด้านสภาพอากาศ และดูแลสุขภาพตัวเองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ส่วนอุณหภูมิที่เวียดนาม ก็มีการคาดการณ์ว่าน่าจะพุ่งสูงตลอด 5 วัน ซึ่งเป็นวันหยุดเนื่องในวันชาติ โดยคาดว่าอุณหภูมิทางภาคเหนือจะอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิจะสูงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ก่อนที่จะค่อยๆ เย็นลงในเดือนพฤษภาคม

ในขณะที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศของอินเดีย ระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรง จะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้ในหลายๆ รัฐ โดยบางจุดอาจจะอุณหภูมิขึ้นไปถึง 44 องศาเซลเซียส ซึ่งแน่นอนว่าอากาศร้อนจัดส่งผลกระทบต่อการออกไปใช้สิทธิของประชาชนหลายล้านคน ที่ต้องไปยืนรอต่อคิวเพื่อใช้สิทธิในการเลือกตั้งทั่วไปด้วย โดยมีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งของอินเดีย ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อสำรวจผลกระทบที่เกิดจากคลื่นความร้อนและความชื้นในพื้นที่ ก่อนที่จะมีการใช้สิทธิในแต่ละรอบด้วย

ส่วนในบังกลาเทศ ประชาชนนับล้านคนทยอยกลับไปเรียนแล้ว หลังจากที่ประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราวจากคลื่นความร้อนรุนแรง แม้ว่าหน่วยงานสภาพอากาศจะออกมายืนยันว่า คลื่นความร้อนจะยังไม่ทุเลาอย่างน้อยในอีก 3 วันข้างหน้า

สั่งปิดโรงเรียน

การประกาศปิดโรงเรียนในฟิลิปปินส์มีขึ้น หลังจากมีข้อมูลว่า กรุงมะนิลาเผชิญอุณหภูมิสูงสุดทำลายสถิติเท่าที่เคยมีมา โดยพนักงานขับรถโดยสารจี๊ปนีย์ ซึ่งเป็นรถสาธารณะที่ไม่มีแอร์ในฟิลิปปินส์ เตรียมที่จะรวมตัวประท้วงกันในช่วงนี้ด้วย

โดยอุณหภูมิในเมืองหลวงของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 38.8 องศาเซลเซียสเมื่อวันเสาร์ ขณะที่ดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิความร้อนที่ร่างกายสัมผัสได้ในขณะนั้น พุ่งไปถึง 45 องศาเซลเซียส 

และเนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่ในฟิลิปปินส์ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้นักเรียนต้องทนร้อนระอุในห้องเรียนที่มีผู้คนหนาแน่น และอากาศถ่ายเทไม่ดี โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากแห่ไปยังห้างสรรพสินค้าและสระว่ายน้ำเพื่อคลายร้อน

เดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม นับเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด และแห้งที่สุดในบรรดา 12 เดือนในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศในปีนี้เลวร้ายมากจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมีการคาดการณ์ว่าหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงมะนิลา จะต้องเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนมากกว่านี้จนถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม และคาดว่าอุณหภูมิในปีนี้จะแตะระดับสูงสุด ทำลายสถิติในฟิลิปปินส์ในหลายพื้นที่อีกด้วย.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย, Omanobserver

คลื่นความร้อนมรณะ คร่าชีวิตชาวอินเดียดับ 2 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782094

คลื่นความร้อนมรณะ คร่าชีวิตชาวอินเดียดับ 2 ศพ

30 เม.ย. 2567 14:36 น.

คลื่นความร้อนมรณะ คร่าชีวิตชาวอินเดียดับ 2 ศพ

พื้นที่ทางตอนใต้ของอินเดียเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งคาดว่าเกิดจากอาการฮีตสโตรกแล้วอย่างน้อย 2 ศพ ขณะที่อุณหภูมิยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด

รัฐเกรละทางตอนใต้ของอินเดียเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าน่าจะเป็นอาการฮีตสโตรกแล้วอย่างน้อย 2 ศพ โดยเป็นหญิงชราวัย 90 ปี และชายวัย 53 ปี อีก 1 คน ท่ามกลางรายงานข่าวว่าอุณหภูมิในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 41.9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงกว่าอุณหภูมิปกติถึง 5.5 องศาฯ

ด้านนายเซการ์ กูเรียโกเซ เจ้าหน้าที่จัดการภัยพิบัติ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันแน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ศพ เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนจริงหรือไม่ เพราะยังต้องรอผลการชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ต่างระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีผลทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยครั้งขึ้น รุนแรงขึ้นและยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนแบบนี้

โดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิล่าสุดในรัฐเกรละจะสูงกว่าปกติ ทำให้ทางการท้องถิ่นต้องประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และให้อยู่ภายในอาคารเป็นหลัก

ขณะที่รัฐทมิฬนาฑูที่อยู่ติดกัน นักการเมืองท้องถิ่นต่างลงพื้นที่เมืองเชนไน ออกแจกจ่ายมะพร้าว เครื่องดื่มเย็นๆ ให้แก่ประชาชนเพื่อช่วยคลายความร้อนในเบื้องต้น

ด้านหน่วยงานพยากรณ์อากาศในอินเดียคาดการณ์ว่า อินเดียต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนยาวนานกว่าปกติในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนี้ จนกว่าฤดูมรสุมจะเริ่มต้น และจะช่วยทำให้อุณหภูมิลดลงได้.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คลื่นความร้อน

หนุ่มชิลีใช้เครื่องตรวจจับโลหะเก็บเหรียญตามหาด จนซื้อโทรทัศน์ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782087

หนุ่มชิลีใช้เครื่องตรวจจับโลหะเก็บเหรียญตามหาด จนซื้อโทรทัศน์ได้

30 เม.ย. 2567 14:24 น.

หนุ่มชิลีใช้เครื่องตรวจจับโลหะเก็บเหรียญตามหาด จนซื้อโทรทัศน์ได้

ติ๊กต่อกเกอร์หนุ่มชิลีสร้างความฮือฮา หลังใช้เครื่องตรวจจับโลหะเดินไล่เก็บรวบรวมเหรียญที่หล่นตามชายหาดเพียง 7 วัน ก็สามารถซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ได้

นายหลุยส์ อัลวาเรส ชายชาวชิลี กลายเป็นคนดังในโลกโซเชียล หลังมีการถ่ายทอดเรื่องราวการหาเงินของเขาผ่านทางติ๊กต่อก ด้วยการใช้เครื่องจับโลหะเพื่อตรวจหาเศษเหรียญที่ตกอยู่ตามชายหาด รวมถึงสวนสาธารณะที่คนไม่ให้ความสนใจ โดยใช้เวลาเพียง 7 วัน ก็มีเงินเพียงพอที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ได้ โดยนายอัลวาเรสบอกว่า เขาตั้งใจซื้อทีวีเครื่องใหม่นี้ให้กับลูกสาว

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า นายอัลวาเรส สามารถเก็บเงินเหรียญได้ราวๆ 200,000-250,000 เปโซชิลี หรือราว 210-263 เหรียญสหรัฐ ถ้าตีเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 7,500-9,500 บาทไทย ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งนายอัลวาเรสได้นำเงินเหรียญที่ได้มาทำความสะอาด และแยกประเภทเหรียญ ก่อนจะไปหาร้านที่ยินดีจะรับเงินเหรียญเพื่อซื้อโทรทัศน์ได้สำเร็จ.

ที่มา : Yahoo

เกมพลิก ทหารพม่าเกือบ 1,000 มุ่งสู่เมียวดี ยึดคืนเมืองสำคัญใกล้ชายแดนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782201

เกมพลิก ทหารพม่าเกือบ 1,000 มุ่งสู่เมียวดี ยึดคืนเมืองสำคัญใกล้ชายแดนไทย

30 เม.ย. 2567 18:32 น.

เกมพลิก ทหารพม่าเกือบ 1,000 มุ่งสู่เมียวดี ยึดคืนเมืองสำคัญใกล้ชายแดนไทย

เกมพลิก ทัพพม่าส่งกำลังทหารเกือบ 1,000 นาย มุ่งสู่เมืองเมียวดี เสริมกำลังทหารที่กองพัน 275 หรือค่ายผาซอง หลังยึดคืนเมืองกอกะเร็ก เมืองสำคัญในรัฐกะเหรี่ยง และหลายหมู่บ้านใกล้ชายแดนไทย


เมื่อ 20 เม.ย.2567 เว็บไซต์อิรวดี สื่อภาษาอังกฤษในประเทศเมียนมา หรือพม่า รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในเมืองเมียวดี เมืองเศรษฐกิจชายแดนสำคัญ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า ซึ่งมีพรมแดนติดกับอำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย ว่า เมื่อ 29-30 เมษายน 2567 สถานการณ์ที่เมียวดีและรัฐกะเหรี่ยงได้เกิดความพลิกผันอีกครั้ง เมื่อกองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้ยกกำลังทหารเกือบ 1,000 นาย ออกจากเมืองกอกะเร็ก ในรัฐกะเหรี่ยง มุ่งหน้าสู่เมืองเมียวดี เพื่อเสริมกำลังทหารที่กองพัน 275 หรือค่ายผาซอง หลังจากก่อนหน้านี้ กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านได้พยายามดักซุ่มโจมตีกำลังทหารพม่าที่ต้องผ่านเส้นทางเมืองกอกะเร็ก ในรัฐกะเหรี่ยง เพื่อไปยังเมืองเมียวดี

ขณะที่มีรายงานด้วยว่า กำลังทหารกองทัพพม่าสามารถยึดเมืองกอกะเร็ก เมืองสำคัญใกล้เมืองเมียวดีได้อีกเมือง อีกทั้งทหารพม่ายังสามารถยึดคืนหมู่บ้านได้หลายหมู่บ้าน ทั้งในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญ ใกล้ชายแดนไทย ที่เคยตกอยู่ในการยึดครองของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน

ทั้งนี้ กองพัน 275 เคยเป็นค่ายใหญ่สุดท้ายของกองทัพพม่าในเมืองเมียวดี ที่ถูกกองกำลังปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ผนึกกำลังกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และกองกำลังประชาชน (พีดีเอฟ) ของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาของพม่า บุกยึดได้สำเร็จเมื่อ 10 เม.ย. 2567 และทหารพม่าราว 200 นาย ได้หลบหนีจากค่ายผาซองไปหลบอยู่บริเวณด่านพรมแดน สะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 

อย่างไรก็ตาม ต่อมากองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินรบบินทิ้งระเบิดโจมตีบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 2 อย่างหนักเมื่อ 20 เมษายน เพื่อพยายามช่วยทหารพม่าที่ถูกกองกำลังกะเหรี่ยง KNLA และพันธมิตรบุกโจมตี และการทิ้งระเบิดโจมตีเมืองเมียวดีอย่างหนัก ทำให้มีชาวบ้านราว 3,000 คน อพยพหนีภัย ข้ามแม่น้ำเมยไปยังชายแดนอำเภอแม่สอด

จากนั้นไม่กี่วันต่อมา กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง KNA (เคเอ็นเอ) ภายใต้การนำของพันเอก ซอว์ ชิต ตู (Saw Chit Thu) ได้กลับลำ หันไปอยู่ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า ด้วยการช่วยพาทหารพม่า 200 นาย ที่หลบอยู่ที่บริเวณสะพานมิตรภาพ ไทย-พม่า แห่งที่ 2 กลับไปยังค่ายผาซอง และมีการเชิญธงชาติพม่าขึ้นสู่ยอดเสาอีกครั้ง เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลทหารพม่าได้กลับมายึดคืนเมืองเมียวดีได้แล้ว

ที่มา : irrawaddy1 ,irrawaddy2

อินโดนีเซียเตือนภัยสูงสุด “ภูเขาไฟรวง” ปะทุรอบใหม่ (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782072

อินโดนีเซียเตือนภัยสูงสุด "ภูเขาไฟรวง" ปะทุรอบใหม่ (ชมคลิป)

30 เม.ย. 2567 13:43 น.

อินโดนีเซียเตือนภัยสูงสุด “ภูเขาไฟรวง” ปะทุรอบใหม่ (ชมคลิป)

ทางการอินโดนีเซียประกาศเตือนภัยสูงสุด หลังภูเขาไฟรวง (Ruang) นอกชายฝั่งเกาะสุลาเวสี เกิดปะทุครั้งใหม่ในเช้าวันนี้

หน่วยงานด้านภูเขาไฟของอินโดนีเซีย ระบุว่า ภูเขาไฟ “รวง” (Ruang) นอกชายฝั่งเกาะสุลาเวสี เกิดปะทุอีกหลายครั้งในวันนี้ (30 เม.ย.) ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชน ปิดสนามบินนานาชาติ และยกระดับการเตือนภัยสูงสุด

เจ้าหน้าที่เตือนว่า ภัยคุกคามจากภูเขาไฟลูกนี้ยังไม่สิ้นสุด หลังจากที่มันปะทุมากกว่า 6 ครั้งในเดือนนี้ ทำให้ต้องอพยพประชาชนมากกว่า 6,000 คน ศูนย์วิทยาภูเขาไฟและการบรรเทาอันตรายทางธรณีวิทยาอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า ภูเขาไฟรวง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสุลาเวสีเหนือของอินโดนีเซีย ระเบิดเมื่อเวลาประมาณ 01.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น และอีก 2 ครั้งในช่วงเช้า โดยพ่นเถ้าถ่านขึ้นสู่ท้องฟ้ามากกว่า 2 กิโลเมตร

ศูนย์วิทยาภูเขาไฟฯ ได้ยกระดับเตือนภัยเป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และสั่งอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 6 กิโลเมตรโดยรอบภูเขาไฟอีกครั้ง และกล่าวว่าประชาชนในพื้นที่ควรระมัดระวังหินและลาวาร้อน และสึนามิ เนื่องจากอาจมีสิ่งที่กระเด็นจากภูเขาไฟลงสู่ทะเล และเตือนให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งการอพยพ รวมถึงสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการสูดดมเถ้าภูเขาไฟ โดยภาพที่ได้รับการเผยแพร่เผยให้เห็นลาวาปะทุขึ้นไปบนท้องฟ้า และลาวาที่ทะลักออกมาจากปล่องภูเขาไฟ และหินร้อนที่คุกรุ่นใกล้บ้านเรือนประชาชน

ภูเขาไฟรวง ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 725 เมตร เริ่มปะทุครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ทำให้ผู้อาศัยอยู่บนเกาะรวงซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมากกว่า 800 คนต้องอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ขณะที่บางคนเริ่มทยอยกลับบ้านแล้วหลังจากการเตือนภัยสิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตามยังคงไม่ชัดเจนว่ามีประชาชนจำนวนเท่าใดที่กลับไปแล้ว และมีกี่คนที่ต้องอพยพออกไปอีกครั้ง

ด้าน AirNav Indonesia ผู้ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศของทางการอินโดนีเซีย ยังได้สั่งปิดสนามบินนานาชาติซัม ราตูลางี ในเมืองมานาโด เมืองเอกของจังหวัดที่อยู่ห่างออกไปกว่า 100 กิโลเมตร เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟรวง.

ที่มา AFP

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ม.สหรัฐฯ พักการเรียนนศ.ไม่ยุติม็อบหนุนปาเลสไตน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2782052

ม.สหรัฐฯ พักการเรียนนศ.ไม่ยุติม็อบหนุนปาเลสไตน์

30 เม.ย. 2567 12:46 น.

ม.สหรัฐฯ พักการเรียนนศ.ไม่ยุติม็อบหนุนปาเลสไตน์

มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สั่งพักการเรียนนักศึกษาที่ไม่ยอมรื้อถอนเต็นท์ที่ตั้งภายในมหาวิทยาลัย เพื่อประท้วงสงครามในฉนวนกาซา

มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ สั่งพักการเรียนนักศึกษาที่ร่วมการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ ซึ่งปฏิเสธที่จะรื้อค่ายประท้วงในวิทยาเขตนครนิวยอร์ก หลังจากการเจรจาเพื่อหาทางยุติการประท้วงเผชิญทางตัน

เนมัต มินูช ชาฟิก อธิการบดีมหาวิทยาลัย กล่าวในแถลงการณ์ว่า ในช่วงหลายวันของการเจรจาระหว่างผู้นำนักศึกษาและผู้นำทางวิชาการ ประสบความล้มเหลวในการชักจูงผู้ประท้วงให้รื้อเต็นท์หลายสิบหลังที่จัดตั้งขึ้นในการประท้วงต่อต้านสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา

การปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการประท้วงที่เกี่ยวข้องกับฉนวนกาซา ที่นำไปสู่การประท้วงตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นในขณะที่ตำรวจที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสในเมืองออสติน จับกุมนักศึกษาหลายสิบคนที่ถูกฉีดสเปรย์พริกไทยในการชุมนุมเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์

โคลัมเบียส่งจดหมายเตือนว่านักศึกษาที่ไม่ออกจากเต็นท์ภายในเวลา 14.00 น. วานนี้ (29 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น และลงชื่อในแบบฟอร์มที่สัญญาว่าจะปฏิบัติตามนโยบายของมหาวิทยาลัย จะถูกพักการเรียนและไม่มีสิทธิ์สำเร็จการศึกษา โดยกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย “เพราะการตั้งแคมป์ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ชาวยิว และส่งเสียงดังรบกวนจนรบกวนการสอน การเรียนรู้ และการเตรียมตัวสำหรับการสอบปลายภาค”
ก่อนหน้านี้ ชาฟิกกล่าวว่าโคลัมเบียจะไม่ยกเลิกการการลงทุนในอิสราเอล ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของผู้ประท้วง แต่เธอกลับเสนอที่จะลงทุนในด้านสุขภาพและการศึกษาในฉนวนกาซา และทำให้การลงทุนโดยตรงของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียมีความโปร่งใสมากขึ้น

ส่วนผู้ประท้วงให้คำมั่นว่าจะตั้งค่ายพักแรมในวิทยาเขตแมนฮัตตันต่อไป จนกว่ามหาวิทยาลัยจะบรรลุข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ การขายหุ้นออกไป ความโปร่งใสในด้านการเงินของมหาวิทยาลัย และการนิรโทษกรรมสำหรับนักศึกษาและคณาจารย์ที่ได้รับการลงโทษทางวินัยจากการมีส่วนร่วมในการประท้วง

ผู้นำของกลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกสีผิวนักศึกษาโคลัมเบีย กล่าวในแถลงการณ์ที่อ่านในการแถลงข่าว หลังจากกำหนดเวลา “กลยุทธ์สร้างความหวาดกลัวที่น่ารังเกียจเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับการเสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์กว่า 34,000 คน เราจะไม่เคลื่อนไหวจนกว่าโคลัมเบียจะตอบสนองข้อเรียกร้องของเรา ไม่เช่นนั้นเราจะถูกเคลื่อนย้ายด้วยกำลัง”

ชาฟิกเผชิญกับความไม่พอใจของนักศึกษา คณาจารย์ และผู้สังเกตการณ์ภายนอกจำนวนมาก หลังจากแจ้งตำรวจนครนิวยอร์กเพื่อเคลียร์ค่ายประท้วงเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่นำไปสู่การจับกุมผู้ประท้วงมากกว่า 100 คน ในเวลาต่อมา นักศึกษาได้กลับมาตั้งเต็นท์บนสนามหญ้าภายในบริเวณมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ตั้งแต่นั้นมา นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ ได้ตั้งค่ายพักแรมที่มีลักษณะคล้ายกันเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการของอิสราเอลในฉนวนกาซา และความเกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยต่ออิสราเอล การชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือดในมหาวิทยาลัย ว่าเจ้าหน้าที่ควรขีดเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกและคำพูดแสดงความเกลียดชัง

นักศึกษาที่ประท้วงการโจมตีทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมถึงนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพชาวยิวบางคน กล่าวว่าพวกเขาถูกตำหนิว่าเป็นการต่อต้านชาวยิวเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล หรือเพื่อแสดงการสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์.

ที่มา Reuters

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

จับตาสงครามยูเครน ผ่านมา 2 ปี รัสเซียชนะต่อเนื่องในแนวรบตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781864

จับตาสงครามยูเครน ผ่านมา 2 ปี รัสเซียชนะต่อเนื่องในแนวรบตะวันออก

30 เม.ย. 2567 12:13 น.

จับตาสงครามยูเครน ผ่านมา 2 ปี รัสเซียชนะต่อเนื่องในแนวรบตะวันออก

  • สงครามยูเครนกลับมาดุเดือดอีกครั้ง กองทัพรัสเซียโหมโจมตีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายทางทหารของยูเครนอย่างหนัก หลังจากรัสเซียสามารถยึดเมืองอุตสาหกรรม อัฟดีฟกาทางภาคตะวันออกได้สำเร็จตั้งแต่เดือน ก.พ.2567
  • กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศชัย สามารถยึดหมู่บ้านในแคว้นโดเนตสก์ได้อีกแห่ง หลังจากกองทัพยูเครนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ในสมรภูมิรบแนวหน้าจนต้องถอนกำลังทหารจากหลายหมู่บ้านก่อนหน้านี้
  • เลขาฯนาโต และบรรดานักวิเคราะห์ชี้ สาเหตุความพ่ายแพ้ในแนวรบตะวันออกของยูเครนเป็นเพราะขาดแคลนเครื่องกระสุน และอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารอย่างมาก เพราะสหรัฐฯ และนาโต จัดส่งมาให้ช้า ไม่เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้

สงครามรัสเซีย-ยูเครน กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เปิดฉากทำสงครามในยูเครนมานานกว่า 2 ปี เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายระดมโจมตีทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และเป้าหมายทางทหารกันหนักหน่วงมากขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน ที่ผ่านมา

การหวนกลับมาสู้รบกันดุเดือดมากขึ้นของรัสเซีย และยูเครน มีขึ้น หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐฯได้ลงนามร่างกฎหมายความช่วยเหลือครั้งใหม่แก่ยูเครน วงเงินสูงถึง 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.2 ล้านล้านบาท เมื่อ 20 เมษายน 2567 หลัง ‘ค้างเติ่ง’ ในสภาคองเกรสมานานหลายเดือน เนื่องจากโดนพรรครีพับลิกันคัดค้าน กว่าจะผ่านสภาได้ในที่สุด

โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนไปปลุกขวัญกำลังใจ เยี่ยมทหารแนวหน้าในแคว้นโดเนตสก์ เมื่อ 19 เมษายน 2567 ขณะรัสเซียกำลังบุกโจมตีแนวรบภาคตะวันออกอย่างหนัก

รัสเซีย-ยูเครน กลับมาสู้รบกันดุเดือด

กระทรวงกลาโหมรัสเซีย รายงานเมื่อ 27 เม.ย. 2567ว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเป้าหมายหลักๆ ของยูเครนถึง 35 แห่ง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้ใช้ขีปนาวุธที่มีความแม่นยำสูง ยิงจากบนบกและในทะเล รวมทั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ที่สามารถบรรจุหัวรบแบบธรรมดาและหัวรบนิวเคลียร์ เดินทางไปโจมตี เป้าหมายที่อยู่ไกลถึง 2,000 กม.ในการโจมตีเป้าหมายระบบโครงสร้างพื้นฐาน และโรงงานพลังงานของยูเครน

ขณะที่กองทัพอากาศของยูเครน รายงานวันเดียวกันว่าเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารรัสเซียกับยูเครนในสมรภูมิรบถึง 79 แห่ง ในช่วง 24 ชั่วโมง พร้อมอ้างว่ากองทัพยูเครนได้โจมตีเป้าหมาย ทั้งทหารรัสเซีย ยุทโธปกรณ์ทางทหาร และสถานีเรดาร์ระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมทั้งเป้าหมายอื่นๆ ของรัสเซียได้เช่นกัน

โดยพลโท ไมโคลา โอเลชชุก ผบ.กองทัพอากาศยูเครนยังเปิดเผยว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธถึง 34 ลูกมาโจมตียูเครนทั้งทางบก อากาศ และทางทะเลในช่วงวันที่ 27-28 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธจากรัสเซียจนตกถึง 21 ลูก

อย่างไรก็ตาม การโจมตีของรัสเซียทำให้โรงงานพลังงานหลายแห่งทางภาคกลาง และภาคตะวันตกของยูเครนได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากยูเครนกำลังเผชิญหน้ากับการขาดแคลนด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้ ปธน.โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ร้องขอให้ชาติพันธมิตรส่งขีปนาวุธ โดยเฉพาะขีปนาวุธแพทริออตมาให้แก่ยูเครน

ยูเครนถอย-รัสเซียฉวยความได้เปรียบ เร่งโจมตี

ด้านพลโทโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการกองทัพบกยูเครนคนใหม่ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยอมรับว่าสถานการณ์แนวหน้าทางภาคตะวันออกของยูเครนกำลังเลวร้ายลง ทำให้กองทัพบกยูเครนต้องตัดสินใจถอนกำลังทหารยูเครนจากฐานที่มั่นหลายแห่งในภูมิภาคดอนบาส ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในการยึดครองของทหารรัสเซีย เนื่องจากขณะนี้รัสเซียพยายามอาศัยความได้เปรียบระดมโจมตีเป้าหมายในยูเครนอย่างหนัก

ขณะนี้ทางฝ่ายยูเครนกำลังรออาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่จากสหรัฐฯ ที่ยังถูกส่งมาไม่ถึงแนวหน้า ในขณะที่ยูเครนได้ขาดแคลนเครื่องกระสุน กำลังทหาร และระบบป้องกันภัยทางอากาศมานานหลายเดือนแล้ว

รัสเซียรุกยึดพื้นที่แนวรบตะวันออกต่อเนื่อง

CNN รายงานว่า กองทัพรัสเซียของปูตินสามารถยึดพื้นที่อย่างน้อย 3 แห่งในสมรภูมิรบแนวหน้า ทางภาคตะวันออกของยูเครน อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่กำลังทหารรัสเซียสามารถรุกคืบเข้าไปในแคว้นคาร์คีฟ ทางตอนเหนือของยูเครนได้

ด้านบรรดานักวิเคราะห์มองว่า ยุทธวิธีรุกยึดพื้นที่ของกองทัพรัสเซียเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันในขณะนี้ และเป็นการสะท้อนจังหวะใหม่ในสนามรบ นับตั้งแต่ฝ่ายรัสเซียสามารถยึดเมืองอุตสาหกรรม ‘อัฟดีฟกา’ ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 (ทั้งนี้ เมืองอัฟดีฟกา ตั้งอยู่ในภูมิภาคดอนบาส (ประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์ และลูฮานสก์) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม และอัฟดีฟกาอยู่ห่างจากเมืองโดเนตสก์ ไปทางเหนือเพียงแค่ 19 กิโลเมตร)

นอกจากนั้น ความพ่ายแพ้ของกองทัพยูเครนในสมรภูมิรบแนวหน้าทางภาคตะวันออก ยังสอดประสานกับการรายงานข่าวและวิเคราะห์สถานการณ์ความคืบหน้าในสงคราม โดยบล็อกเกอร์สายทหารที่มีคนติดตามจำนวนมาก ทั้งในยูเครนและรัสเซีย ซึ่งรายงานความคืบหน้าสงครามในยูเครนว่ากองทัพยูเครนกำลังพ่ายแพ้ในสมรภูมิแนวหน้า จากที่เคยเสียพื้นที่ให้รัสเซียไปวันละไม่กี่หลายร้อยเมตร ตอนนี้ บางทียูเครนได้เสียพื้นที่ไปวันละหนึ่งกิโลเมตรเลยทีเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ทำสงครามในยูเครนผ่านมากว่า 2 ปี

รัสเซียยึดหมู่บ้านในภาคตะวันออกยูเครนได้ต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังอ้างว่า ทหารรัสเซียสามารถยึดหมู่บ้านเซมิเนฟกา ในแคว้นโดเนตสก์ ได้อีกหนึ่งหมู่บ้าน นับเป็นชัยชนะในสมรภูมิรบแนวหน้าของรัสเซีย หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศสามารถยึดหมู่บ้าน โนโวบักห์มูทีฟกา ซึ่งอยู่ห่างไปทางตอนเหนือของหมู่บ้านเซมินิฟกาไม่ไกล 

นอกจากนั้น ชัยชนะอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในสมรภูมิรบทางตะวันออกยูเครน ยังมีขึ้นหลังจากผู้บัญชาการทหารบกยูเครนได้สั่งถอนกำลังทหารออกจาก 7 หมู่บ้านทางภาคตะวันออกของยูเครน รวมทั้งหมู่บ้านเซมินิฟกา ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโตเดินทางไปกรุงเคียฟ หารือสถานการณ์สงครามในยูเครน กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เมื่อ 29 เมษายน 2567

ชาติสมาชิกนาโตไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับยูเครน

เยนส์ สโตลเทนเบิร์กส์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(นาโต) กล่าวที่กรุงเคียฟ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ขณะมาพบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ถึงสาเหตุที่ทำให้กองทัพยูเครนพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสมรภูมิรบแนวหน้าทางตะวันออกว่า เป็นเพราะชาติสมาชิกนาโตไม่จัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องกระสุนมาให้ยูเครนตามคำสัญญาที่ให้ไว้ จึงทำให้ฝ่ายรัสเซียสามารถพิชิตแนวรบทางตะวันออกได้ต่อเนื่อง นอกจากนั้น การจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล่าช้าอย่างมากให้แก่ยูเครน ก่อให้เกิดผลลัพธ์ร้ายแรงตามมาต่อเนื่องในสนามรบ หลังจากยูเครนได้เผชิญหน้ากับสงครามผ่านมากว่าสองปี

ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์

ที่มา : CNN,theguardian,cnbc

การแบน TikTok ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2781731

การแบน TikTok ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก

30 เม.ย. 2567 11:00 น.

การแบน TikTok ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก

  • ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ลงนามในกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีข้อกำหนดให้บริษัทไบต์แดนซ์ในจีน ขายกิจการติ๊กต่อกในสหรัฐฯ ภายในเส้นตาย 270 วัน มิเช่นนั้นจะถูกสั่งห้ามการใช้งาน
  • แฟนตัวยงของติ๊กต่อกในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านคน อาจพบว่ากิจกรรมยามว่างที่พวกเขาชื่นชอบหายไป แต่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือบรรดาครีเอเตอร์และธุรกิจขนาดเล็ก ที่สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบอาชีพเสริมหรืองานเต็มเวลา
  • ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องคิดหาหนทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้า โดยไม่ต้องใช้ติ๊กต่อก และอาจเป็นเรื่องยากสำหรับแบรนด์ต่างประเทศที่จะทำเช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้ประกอบการหลายรายอาจสามารถทำได้ แต่กังวลว่าผลกระทบต่อบริษัทที่กำลังเติบโตและแบรนด์ต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบรุนแรงสำหรับผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็ก

หากไม่มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม ครีเอเตอร์บางรายและองค์กรขนาดเล็กทั่วโลกอาจพบว่ารายได้ของพวกเขาลดลง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายเพื่อแบน “ติ๊กต่อก” (TikTok) ซึ่งเป็นแอปฯ โซเชียลมีเดียยอดนิยม ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าว กำหนดให้ “ไบต์แดนซ์” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของติ๊กต่อก ต้องขายแอปฯ ให้กับเจ้าของที่ไม่ใช่ชาวจีน ไม่เช่นนั้นจะถูกแบนในสหรัฐฯ การตัดสินใจครั้งนี้ได้นำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อนและยากเย็นแสนเข็ญ

แฟนตัวยงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านคน อาจพบว่ากิจกรรมยามว่างที่พวกเขาชื่นชอบหายไป แต่คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือบรรดาครีเอเตอร์และธุรกิจขนาดเล็กบนติ๊กต่อก ที่สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบอาชีพเสริมหรืองานเต็มเวลา

จากข้อมูลของติ๊กต่อก เมื่อเดือนมีนาคม 2567 ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ มากกว่า 7 ล้านรายใช้บริการติ๊กต่อก และบริษัทรายงานว่า ได้สร้างรายได้ 15,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับองค์กรเหล่านี้ในปี 2566

แพลตฟอร์มดังกล่าวยังเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่สำคัญระดับโลกอีกด้วย โดยในเดือนมกราคม ติ๊กต่อกรายงานว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบนแพลตฟอร์ม ก่อให้เกิดรายได้ 4,800 ล้านยูโร ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม เฉพาะปี 2566 เพียงปีเดียว

ผู้ประกอบการชาวอเมริกัน ซึ่งต้องเผชิญกับการแบนติ๊กต่อก ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของพวกเขา เช่นเดียวกับธุรกิจระดับโลกหลายแห่งที่ต้องพึ่งพาผู้ชมในสหรัฐฯ ในการซื้อผลิตภัณฑ์และมีส่วนร่วมกับเนื้อหา และแม้อาจจะมีทางเลือกอื่น แต่การหาช่องทางสำรองที่เหมาะสมอาจเป็นเรื่องยากลำบาก

เพิ่มจำนวนผู้ชม ค้นหาผู้บริโภค


“ชีร่า” วัย 27 ปี ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 500,000 คนบนติ๊กต่อกที่ชื่อ @shirashiraonthewall เป็นครีเอเตอร์ที่ทำงานแบบเต็มเวลา เธอเปิดตัวบัญชีของเธอบนติ๊กต่อกในปี 2564 หลังจากที่เธอย้ายจากออสเตรเลียไปสหรัฐฯ ในตอนแรก เธอแชร์วิดีโอการรีแอ็กชันต่อเนื้อหาของผู้อื่น ตลอดจนประสบการณ์ของเธอในการใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ภายใน 9 เดือน ผู้ติดตามของเธอก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชีร่า

ชีร่าได้พึ่งพา “พาร์ตเนอร์ชิป” ในการสร้างรายได้ในติ๊กต่อก แม้ว่าเธอจะมีบัญชีในสแนปแชตและยูทูบ แต่เธอก็บอกว่า ติ๊กต่อกสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้มากที่สุด “ฉันใช้เวลาหลายปีในการเติบโตและพัฒนากลุ่มผู้ชม สตรีมสด โพสต์ และแก้ไขสิ่งต่างๆ มาหลายปี การหาเงินจากมันถือเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก ดังนั้นฉันจึงรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่ได้ลองทำและโชคดี”

ชีร่าอธิบายว่า การสั่งแบนดังกล่าวเป็น “การทำลายล้าง” นอกเหนือจากธุรกิจของเธอเอง เธอยังกล่าวว่า เธอยังกังวลว่าตำแหน่งงานหลายแสนตำแหน่งที่อาจสูญหายในเดือนมีนาคม ติ๊กต่อกรายงานว่า แอปฯ ได้สร้างงานอย่างน้อย 224,000 ตำแหน่งในสหรัฐฯ “ฉันไม่แน่ใจว่าคนเหล่านี้จะทำอย่างไรถ้าการแบนเกิดขึ้น” 

ส่วน อิเลียนา จัสทีน วัย 30 ปี ครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเกือบ 200,000 คนบนติ๊กต่อก ที่บัญชี @ileanajustine แสดงออกถึงความกังวลที่คล้ายกัน เธอเริ่มเปิดบัญชีในปี 2564 หลังจากที่เธอเริ่มโพสต์เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเธอและเจ้าบ่าวของเธอกำหนดให้แขกสวมหน้ากากอนามัยในงานแต่งงานที่กำลังจะมาถึง เพื่อช่วยจำกัดการแพร่กระจายของโควิด-19 ในไม่ช้าเธอก็เข้าสู่วงการดังกล่าวอย่างเต็มตัว และมุ่งเน้นไปที่การผสมผสานระหว่างเนื้อหาไลฟ์สไตล์และการเมือง โดยพูดคุยในหัวข้อต่างๆ เช่น การลาหยุดเพื่อดูแลครอบครัวโดยได้รับค่าจ้าง การทำแท้ง และการควบคุมอาวุธปืน

อิเลียนา ไม่ใช่ครีเอเตอร์ที่ทำงานแบบเต็มเวลา ซึ่งต่างจากชีร่าตรงที่งานของเธอบนแพลตฟอร์มยังคงต้องใช้เวลา นอกเหนือจากฐานะทางการเงินของตัวเองแล้ว เธอยังแสดงความกังวลต่อผู้ที่มีรายได้มาจากติ๊กต่อก “แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้ขยายผลิตภัณฑ์และร้านค้าของตนได้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนธุรกิจของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์ ฉันมีเพื่อนมากมายที่สามารถเปลี่ยนธุรกิจจากงานเสริมมาเป็นงานเต็มเวลาได้เพราะติ๊กต่อก”

อิเลียนา จัสทีน

การหาทางเลือกอื่น


การแบนนี้อาจไม่ใช่ความหายนะสำหรับธุรกิจต่างๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า มันจะบังคับให้คนเหล่านั้นต้องปรับตัว ซึ่งส่วนใหญ่คือการหาวิธีเปลี่ยนการทำงานไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

โมฮัมหมัด ราห์มาน ศาสตราจารย์ด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัยพาร์ดู ในสหรัฐฯ กล่าวว่า “เราอาศัยอยู่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และโดยพื้นฐานแล้วเราใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและข้อมูลทุกประเภท” แนวคิดในการย้อนกลับไปศึกษาว่าธุรกิจต่างๆ ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ในยุคก่อนที่จะมีสื่อโซเชียลมีเดียจะไม่ได้ผล สาเหตุหลักมาจาก “ผู้บริโภคทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของวิธีการรวบรวมข้อมูล วิธีการที่เราตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร”

หากติ๊กต่อกถูกแบนในสหรัฐฯ ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่น “เมตา” และผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอาจมีตัวเลือกอื่นปรากฏขึ้นในอนาคต และธุรกิจต่างๆ ยังคงมีเวลาที่จะคิดหาแนวทางอื่นต่อไป โดยไบต์แดนซ์จะมีเวลาอย่างน้อย 270 วันในการขายติ๊กต่อก นับจากการลงนามของประธานาธิบดีไบเดน ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปอีก เนื่องจากการต่อสู้ในศาลระหว่างไบต์แดนซ์และรัฐบาลสหรัฐฯ

คริสเทน ชีล รองศาสตราจารย์ด้านการตลาดธุรกิจการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพวกเขาจะต้องย้ายไปแพลตฟอร์มใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลายคนมุ่งความสนใจไปที่การเข้าถึงกลุ่ม “เจน ซี” (Gen Z) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้จ่ายรายใหญ่บนติ๊กต่อก โดยกล่าวว่า “การเข้าถึงพวกเขาบนแพลตฟอร์มอื่นเป็นเรื่องยาก”

ผลกระทบระลอกคลื่นทั่วโลก

ผู้ใช้ติ๊กต่อกชาวอเมริกันไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบไปทั่วโลกอีกด้วย ผู้ประกอบการในประเทศอื่นๆ อาจสูญเสียผู้ชมในสหรัฐฯ ที่พวกเขาพึ่งพาสำหรับการรับชมคลิป ที่ท้ายสุดได้เปลี่ยนเป็นยอดขาย ผู้ประกอบการบางกลุ่ม รวมถึงในสหราชอาณาจักรและแคนาดา ได้แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้แล้ว เมื่อเดือนมีนาคม โฆษกของติ๊กต่อกแคนาดา กล่าวว่า “การแบนติ๊กต่อกในสหรัฐฯ จะสร้างความเสียหายให้กับครีเอเตอร์ของติ๊กต่อกชาวแคนาดาและธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งหลายคนพึ่งพาติ๊กต่อกในการเข้าถึงชาวอเมริกันในฐานะผู้ชมส่วนใหญ่”

ผู้ประกอบการจะต้องคิดหาหนทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าในสหรัฐฯ โดยไม่ต้องใช้ติ๊กต่อกเช่นกัน และอาจเป็นเรื่องยากสำหรับแบรนด์ต่างประเทศที่จะทำเช่นนั้น ชีลมองในแง่ดีว่า ผู้ประกอบการหลายรายอาจสามารถทำได้ แต่กังวลว่าผลกระทบต่อบริษัทที่กำลังเติบโตและแบรนด์ต่างประเทศ อาจส่งผลกระทบรุนแรงสำหรับผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็ก

เป็นมากกว่ารายได้

แมตต์ แมคคักกิน ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ Dappz Sports บนติ๊กต่อก และเริ่มต้นบริษัทซื้อขายการ์ดกีฬา ในปี 2019 ชายวัย 35 ปีรายนี้สามารถสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของเขาอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ มา แต่เมื่อโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงกีฬา ผู้คนหลายพันคนเริ่มแห่กันไปที่บัญชี @dappzsports ซึ่งในขณะนี้มีผู้ติดตามหนึ่งล้านคน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนการ์ด

แมตต์ แมคคักกิน

แมคคักกินเริ่มถ่ายทอดสดบนติ๊กต่อกทุกคืน หลังจากเย็นวันหนึ่งที่เขาขายการ์ดได้ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ทำการสตรีมสดในห้องนอน เขาก็ตระหนักว่าเขากำลังเข้าสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่

เขากังวลเกี่ยวกับรายได้ที่ช่อง Dappz Sports จะได้รับ หากการแบนติ๊กต่อกมีผลบังคับใช้ แต่เขาเสริมว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นมากกว่ารายได้ส่วนตัวของเขา เมื่อ Dappz Sports เติบโตขึ้น แมคคักกินได้ช่วยให้เกิดการสร้างงานกว่า 90 ตำแหน่งในลอสแอนเจลิส รวมถึงนักแสดงและนักเขียนที่ไม่ได้ทำงานในช่วงเหตุการณ์ประท้วงนัดหยุดงานของสมาคมนักแสดงแห่งสหรัฐฯ หรือ SAG-AFTRA และสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกา (WGA) ในปี 2566

นอกจากนี้เขายังสร้างพื้นที่พบปะเสมือนจริงสำหรับผู้ชมหลากหลายวัยในหลายสิบประเทศ ซึ่งหลายคนเคยเข้าชมช่อง Dappz Sports บนติ๊กต่อกมานานหลายปีแล้ว “เรามีคนที่เข้าร่วมสตรีมของเราและพวกเขาไม่ได้ใช้เงินเลย” เขาอธิบาย “พวกเขาเข้ามาทุกคืน เพื่อพูดคุยถึงเรื่องกีฬา เกมโปรดของเรา หรือช่วงเวลาที่เราชอบที่สุด”

เขาจะยังคงมอบความบันเทิงผ่านแพลตฟอร์มทางเลือกอื่นต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมันมีความจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม แมคคักกินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เราใช้ความพยายามมากที่สุดและเป็นที่ที่เราสร้างชุมชนของเรา และมันคงน่าเสียดายที่จะสูญเสียมันไป แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์มอื่นก็ตาม”.

ที่มา BBC

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign