ริต้า ลงรูปเลี้ยงน้องเรเน่ ทำชาวเน็ตตะลึง เลี้ยงลูกยังไงแม่สวยออร่ามาก

https://www.thairath.co.th/entertain/news/2830654

ริต้า ลงรูปเลี้ยงน้องเรเน่ ทำชาวเน็ตตะลึง เลี้ยงลูกยังไงแม่สวยออร่ามาก

12 ธ.ค. 2567 18:58 น.

ริต้า ลงรูปเลี้ยงน้องเรเน่ ทำชาวเน็ตตะลึง เลี้ยงลูกยังไงแม่สวยออร่ามาก

หลังจากที่ ริต้า ศรีริต้า ได้คลอดลูกสาวคนที่ 2 น้องเรเน่ เรนิต้า ณรงค์เดช เมื่อสัปดาห์ก่อน สมาชิกใหม่ของครอบครัวครัวณรงค์เดช ซึ่งได้สร้างความสุขให้กับคนในครอบครัว

ล่าสุด คุณแม่ริต้า ก็ได้โพสต์รูปเลี้ยงลูกสาวสุดที่รักลงในอินสตาแกรมของตัวเอง งานนี้บอกเลยว่าทำเอาชาวเน็ตถึงกับตกตะลึงในออร่าความสวยของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่กี่วัน เสื้อผ้าหน้าผมสวยเป๊ะแบบสุดๆ แถมหุ่นก็ยังเพรียวไม่เหมือนคนเพิ่งคลอดลูกเลยแม้แต่นิดเดียว 

ต่าย สายธาร เปิดตัวแฟนใหม่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 วันนี้จะรักให้ดีที่สุด

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2830647

ต่าย สายธาร เปิดตัวแฟนใหม่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 วันนี้จะรักให้ดีที่สุด

12 ธ.ค. 2567 18:29 น.

ต่าย สายธาร เปิดตัวแฟนใหม่ผู้สื่อข่าวช่อง 7 วันนี้จะรักให้ดีที่สุด

หัวใจกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง สำหรับนักแสดง-กู้ภัยสาว ต่าย สายธาร นิยมการณ์ ที่ตอนนี้อินเลิฟเปิดตัว ตั้ม ผดุง หน่องพงษ์ ผู้สื่อข่าวช่อง 7 แฟนหนุ่มคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้วจ้า!

โดยในอินสตาแกรม @saitharn ได้โพสต์ภาพสุดน่ารัก ต่าย-ตั้ม เอามือประกบเป็นรูปหัวใจ พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “ตกลงเป็นใครสักคนนะคะ ไม่ใช่คอนเทนต์ละ ผดุง หน่องพงษ์ Saitharn Niyomkarn” แถมยังใส่เพลง “ขอใครสักคน” ศิลปิน หนุ่ม กะลา ประกอบคลิปซะด้วย

หลังจากนั้น ต่าย สายธาร ก็ได้โพสต์ภาพคู่กับ ตั้ม ผดุง อีกครั้ง และเขียนข้อความว่า “ขอบพระคุณทุกคนนะคะที่ support ฮีลใจ เป็นกำลังใจให้พวกเรา ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่วันนี้จะรักให้ดีที่สุด Saitharn Niyomkarn”

ท่ามกลางคอมเมนต์จากแฟนๆ ที่ต่างเข้ามาส่งอีโมจิหัวใจแบบรัวๆ พร้อมทั้งแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

บุคคลในข่าว 13 ธันวาคม 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2830585

บุคคลในข่าว 13 ธันวาคม 2567

13 ธ.ค. 2567 05:35 น.

บุคคลในข่าว 13 ธันวาคม 2567

การใช้อำนาจการเมือง ต้องคำนึงถึง ขอบเขต

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด งานกาชาด ประจำปี 2567 ณ พลับพลาพิธี หน้าห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี เขตปทุมวัน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม.

“ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน…ภายหลังการประชุม ครม. นัดล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีการอนุมัติตามที่ กระทรวงการคลัง เสนอมาตรการช่วยเหลือ ลูกหนี้รายย่อย และ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี โดยมีมาตรการช่วยเหลือ ลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไข ปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะ การแก้หนี้ครัวเรือน อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน อาทิ การลดภาระการชำระหนี้ และ ดอกเบี้ย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเน้นการ ตัดเงินต้น และ ยกเว้นดอกเบี้ย เมื่อลูกหนี้ได้ทำตามเงื่อนไข เพื่อให้ลูกหนี้สามารถรักษาทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถยนต์ และ เอสเอ็มอี รวมถึงการให้โอกาสลูกหนี้ที่เป็น หนี้เสีย (NPL) ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 5,000 บาท สามารถปิดหนี้ได้ สามารถรับการปรับโครงสร้างหนี้ได้เพื่อให้สามารถปิดบัญชีหนี้ได้ และสามารถ เคลียร์เครดิต ปรับปรุงประวัติการชำระหนี้ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง แหล่งเงินทุน ต่อไปในอนาคตได้

เวลคัม พระพรหมสิทธิ และ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ให้การต้อนรับ พระอาจารย์เหยี่ยน เฉวี๋ยพร้อมคณะสงฆ์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสมาเยี่ยมชมวัดสระเกศ โดยมี พระอาจารย์ยิ่ง ซุ่น, เฉิน รุ่ย เฟิง และ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี มาร่วมชมด้วย ที่วัดสระเกศ วันก่อน.

นอกจากนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยังมีมาตรการช่วยเหลือ ลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง เพิ่มเติม ทั้งลูกหนี้ที่มี ประวัติการชำระหนี้ดี เพื่อให้กำลังใจในการรักษาวินัยการเงินการคลังต่อไป และลูกหนี้ที่มีปัญหา การชำระหนี้เรื้อรัง ด้วย ส่วนมาตรการการช่วยเหลือลูกหนี้ของ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ นอนแบงก์ ด้วยการลดภาระการผ่อนชำระค่างวดเหลือ 70% และลดอัตราดอกเบี้ย 10% เช่น จากอัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี ลดเหลือ 15% ต่อปีเท่านั้น โดยทาง กระทรวงการคลัง จะมีการแถลงรายละเอียดต่อไป…งานนี้แม้ไม่ใช่การช่วยเหลือ เติมเงิน เติมรายได้โดยตรง ให้แก่ประชาชน แต่ก็เป็นการ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ในการชำระหนี้ พยุงความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ผ่อนหนักเป็นเบา

สัมมนา ปณต สิริวัฒนภักดี และ ฮาเวียร์ ควินทานา เดอ อูนา จัดงานสัมมนา “CTBUH 2024 Asia Conference” ถ่ายทอดมุมมองศักยภาพของกรุงเทพในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยมี รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ วรวรรต ศรีสอ้าน มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน วันก่อน.

ผ่างๆ… หลังจากเป็นข่าวฮือฮา สร้างความเสียวไส้ให้แวดวงการเมือง เมื่อ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาจุดประเด็นร้อนเสนอ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม สาระสำคัญเป็นการดึงอำนาจให้ นายกรัฐมนตรี และ ครม. มีส่วนร่วมในการเสนอแต่งตั้ง นายทหารระดับนายพล อ้างเพื่อเป็นการป้องกัน การรัฐประหาร ท่ามกลาง เสียงคัดค้านอื้ออึง จากทั้ง สส. ใน พรรคเพื่อไทย และ พรรคร่วมรัฐบาล ที่เห็นว่าไม่ควรเข้าไปแทรกแซง กองทัพ…ทำให้ สส.ประยุทธ์ ต้องใส่เกียร์ถอยออกมาประกาศว่าจากการรับฟังเสียงประชาชนหลังมีการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีเสียงคัดค้านจำนวนมาก จะเสนอต่อพรรคเพื่อ ขอถอนร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม กลับไปปรับปรุงแก้ไขใหม่ พร้อมยอมรับว่าร่างกฎหมายดังกล่าวตนเองและคณะเป็นผู้เสนอในนามส่วนตัว ไม่ใช่ความเห็น พรรคเพื่อไทย และถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถบรรจุวาระเข้าสภาฯได้ เมื่อสังคมมองว่าควรถอยก็ต้องรับฟัง ดันทุรังไปแล้วก็เสนอกฎหมายไม่ได้อยู่ดี พร้อมยืนยันเรื่องนี้ไม่ได้กลัวขัดแย้งกับ กองทัพ แต่ต้องเคารพเสียงของสังคม เมื่อสังคมไม่เอาด้วยก็ต้องนำกลับมาทบทวนใหม่…สรุป คือต้องเบรก ไม่เสี่ยงแตะของร้อน สร้างรอยร้าวระหว่างกองทัพกับ รัฐบาลนั่นแหละ

ดีใจด้วย เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย มาแสดงความยินดีแก่ มาลินี โสภีอมร, มณเฑียร ตันตกิตติ์, มารุต สาโรวาท, ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย และ ธัชพล กู้วงศ์บัณฑิต ผู้ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นและเหรียญที่ระลึกในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ที่โรงแรมมณเฑียร วันก่อน.

ขณะที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สำทับถึงการที่ สส.ประยุทธ์ ขอถอน ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ว่าร่างที่ถอนออกไปเป็นร่างส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ พรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่ได้เข้าที่ประชุม สส. และกรรมการบริหารพรรคแต่ถือเป็นเรื่องที่ดีรับฟังเสียงแล้วนำไปปรับแก้ควรให้แต่ละฝ่ายได้ช่วยกันพิจารณา เพื่อจะได้ตอบสนองความต้อง การของประชาชน…ส่วนร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบฯในส่วนของ กระทรวงกลาโหม ที่มีเค้าโครงจะให้อำนาจ นายกรัฐมนตรี สกัดการรัฐประหารนั้น เป็นร่างที่ สุทิน คลังแสง อดีต รมว.กลาโหม เสนอไว้ ก็ได้ให้ รมช.กลาโหม รับเรื่องกลับไปทบทวน และให้นำกลับเข้ามาเร็วที่สุด เพื่อจะได้ประกบกับร่างของ ฝ่ายค้าน ที่ได้ยื่นไว้แล้ว ทั้งนี้ กฎหมายป้องกัน รัฐประหาร มีอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญ บอกว่าการทำ รัฐประหาร เป็นเรื่องไม่ถูกต้องและเป็น กบฏ แต่ในความเหมาะสมและความเป็นจริงควรเป็นเรื่องที่ให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยระงับการรัฐประหาร เช่น การสร้างวัฒนธรรมในการยอมรับ ระบอบประชา ธิปไตย และบรรยากาศขณะนี้ทุกฝ่ายคุยกันได้หมดไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าเรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่มีการตัดสินใจอะไร และไม่ใช่เรื่องที่มีความขัดแย้งจนเป็นปัญหา เพียงแต่เป็นความเห็น…แน่นอน ในห้วงที่ รัฐบาล เผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งการบริหารภายในที่มีปัญหาขบเกลียวกันเองกับ พรรคร่วมรัฐบาล การแก้ปัญหา เศรษฐกิจ ที่ยังไม่กระเตื้อง แถม ม็อบต่อต้าน การเปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ไทย กับ กัมพูชา ก็เริ่มก่อหวอดจ้องชุมนุมประท้วง ถ้าไม่ลดความเสี่ยงปมขัดแย้งกับกองทัพย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล

พักสบาย กรณ์ ณรงค์เดช และ ปฐม ศิริวัฒนประยูร เปิดตัว “โรงแรมรีว่า ไวบ์” ที่พักแห่งใหม่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คอนเซปต์สุดชิกใกล้ไอคอนสยาม โดยมี กฤษณพงศ์ สุนทรชัชเวช, อนุรักษ์ บุญเพิ่มพูล และ จิรัฏฐ์ เกตุภู่ มาร่วมงานด้วย ที่ถนนเจริญกรุง ซอย 13 วันก่อน.
อร่อยมาก มานะพงษ์ วรรณดี จัดงานเปิด “เชค แช็ค” ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังสัญชาติอเมริกันสาขาที่ 4 โดยมี ธีรวุธ วงษ์วิบูลย์สิน, จุฑาพร โล่ห์สวัสดิ์, เนตรนภา ศรีสมัย, ธนาศักดิ์ กุลรัตนรักษ์, กวี ไพศาลศิริวัฒน์ และ โอลิเวีย เหลียง มาร่วมงานด้วย ที่วัน แบงค็อก วันก่อน.

สังคมทั่วไป…นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารเครือข่ายโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และคณะทำงานพัฒนาโรงพยาบาลฯ ที่ห้องแมจิก 1 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น 13 ธ.ค. 08.30 น.

สาขาใหม่ แบรนดอน ออง จัดงานเปิด “CHARLES & KEITH” คอนเซปต์สโตร์ในบรรยากาศทันสมัยและโฉบเฉี่ยวอันเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยมี วิภามาศ ทุมแสน, พลินี คงชาญศิริ, กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ และ อรณิชา กรินชัย มาร่วมงานด้วย ที่วัน แบงค็อก วันก่อน.

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดสร้างเหรียญพระพุทธโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา และมอบเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินสมทบแก่เยาวชน ผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศของมูลนิธิฯ ผู้สนใจร่วมบริจาค สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่สำนักงานมูลนิธิฯ 257 ตึกมหิดล
ถ.ราชวิถี กทม. หรือ 0-2354-7391-4

“ธนูเทพ”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

ชายสหรัฐฯ หนีตำรวจตามล่า แต่ร่างติดคาปล่องไฟ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830737

ชายสหรัฐฯ หนีตำรวจตามล่า แต่ร่างติดคาปล่องไฟ

13 ธ.ค. 2567 12:12 น.

ชายสหรัฐฯ หนีตำรวจตามล่า แต่ร่างติดคาปล่องไฟ

ชายชาวรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ ที่พยายามหลบหนีจากการจับกุมของตำรวจ ได้ปีนลงปล่องไฟ แต่กลับติดอยู่ในนั้นจนต้องร้องขอความช่วยเหลือ

ชายชาวรัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่พยายามหลบหนีจากการจับกุมของตำรวจ ได้ปีนลงปล่องไฟ และติดในนั้นอยู่จนต้องร้องขอความช่วยเหลือ

โดยชายคนดังกล่าวได้วิ่งหนีขึ้นไปบนหลังคาบ้าน แต่สุดท้ายแล้วเขาต้องร้องขอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่กำลังไล่ล่าเขาอยู่ หลังจากที่เขาติดอยู่ในปล่องไฟ เมื่อเย็นวันอังคาร (10 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

ก่อนเกิดเหตุ ทีมปฏิบัติการและปราบปรามชุมชนของสำนักงานตำรวจฟอลล์ริเวอร์ กำลังดำเนินการตามหมายค้น โดยนายโรเบิร์ต แลงเกลส์ วัย 33 ปี และผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งหลบหนีไปบนหลังคา 

วิดีโอจากกล้องติดตัวของตำรวจ เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบภายในบ้าน จากนั้นตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ว่ามีผู้ต้องสงสัยอย่างน้อย 1 คนอยู่บนหลังคา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุในเวลาต่อมา ไม่นานจากผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งว่ามีชายคนหนึ่ง ตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ในปล่องไฟใกล้ๆ

เจ้าหน้าที่ปีนขึ้นไปบนหลังคาและมองลงไปในปล่องไฟด้วยไฟฉายเพื่อดูว่าชายคนดังกล่าวติดอยู่หรือไม่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เรียกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยเหลือ ด้วยการทุบอิฐบางส่วนออกอย่างระมัดระวัง ทำให้ชายคนดังกล่าวตกลงไปด้านล่างอย่างปลอดภัย

ตำรวจกล่าวว่า “เนื่องจากพฤติกรรมคล้ายซานตาคลอสของเขา ชายคนดังกล่าวจึงถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในท้องถิ่น” ต่อมาชายคนดังกล่าวถูกนำตัวไปคุมขังเมื่อวันพฤหัสบดี ในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามหมายจับ

ตำรวจยังจับกุมผู้ต้องสงสัยคนที่สองในข้อหาครอบครองยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงตามล่าตัวชายอีกคนหนึ่งที่ยังคงหลบหนีอยู่ หลังกระโดดลงมาจากหลังคาและข้ามรั้ว หลบหนีการจับกุมได้.

ที่มา USA TODAY

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ออสเตรเลียเผชิญคลื่นความร้อน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงอยู่กลางแจ้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830729

ออสเตรเลียเผชิญคลื่นความร้อน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงอยู่กลางแจ้ง

13 ธ.ค. 2567 11:17 น.

ออสเตรเลียเผชิญคลื่นความร้อน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงอยู่กลางแจ้ง

ออสเตรเลียประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ ทำให้มีอุณหภูมิพุ่งสูง ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกของประเทศ ขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคลมแดด

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อน โดยระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงกำลังแผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ ทำให้มีอุณหภูมิพุ่งสูง ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกของออสเตรเลีย ขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคลมแดด

ทางการออสเตรเลียระบุว่า บางส่วนของรัฐควีนส์แลนด์ตอนกลางและตะวันออกได้รับคำเตือนเรื่องคลื่นความร้อน โดยทางการได้ออกคำแนะนำให้ประชาชนดื่มน้ำให้เพียงพอ อยู่แต่ในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ และหลี่กเลี่ยงการออกมาอยู่กลางแจ้ง

ทางการระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงอาจเป็นอันตรายต่อคนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทารก เด็ก สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ตลอดจนผู้ที่มีอาการป่วย

นิตยสารไทม์ เลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ครั้งที่ 2

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830727

นิตยสารไทม์  เลือก "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็น "บุคคลแห่งปี" ครั้งที่ 2

13 ธ.ค. 2567 10:59 น.

นิตยสารไทม์ เลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ครั้งที่ 2

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ เคาะระฆังเปิดตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากนิตยสารไทม์ประกาศยกย่องให้เขาเป็นบุคคลแห่งปีเป็นครั้งที่สอง

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ เคาะระฆังเปิดตลาดหุ้นนิวยอร์ก หลังจากนิตยสารไทม์ประกาศยกย่องให้เขาเป็นบุคคลแห่งปีเป็นครั้งที่สอง ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดการกลับมาอย่างน่าทึ่งของทรัมป์ จากอดีตประธานาธิบดีที่ถูกกีดกันจากสังคมและปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเมื่อสี่ปีก่อน สู่ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ได้รับชัยชนะในทำเนียบขาวอย่างเด็ดขาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ทรัมป์ เดินทางมายังตลาดหุ้นนิวยอร์ก พร้อมด้วยเมลาเนีย ทรัมป์ ภรรยา อิวานกาและทิฟฟานี ลูกสาว และเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีคนใหม่ ก่อนที่ทรัมป์จะเคาะระฆังเปิดตลาดในเวลา 09.30 น. ของวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับทรัมป์ ซึ่งเป็นชาวนิวยอร์กโดยกำเนิด เขากล่าวว่ามันคือ “เกียรติอันยิ่งใหญ่” “นิตยสารไทม์ให้เกียรตินี้เป็นครั้งที่สอง ผมคิดว่าผมชอบครั้งนี้มากกว่า”

ในคำกล่าวของเขา เขาได้ระบุถึงบุคคลที่เขาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงนายสก็อตต์ เบสเซนต์ ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รวมถึงคำมั่นที่ว่ารัฐบาลกลางจะเร่งดำเนินการออกใบอนุญาตสำหรับโครงการและการก่อสร้างที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

แซม เจคอบส์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสารไทม์ ได้ประกาศเรื่องนี้ในรายการ “ทูเดย์” ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี โดยกล่าวว่า “ทรัมป์เป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อข่าวในปี 2024 ไม่ว่าจะดีหรือร้าย” โดยทรัมป์เคยได้รับเลือกเป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ในปี 2016 เมื่อเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเป็นครั้งแรก

เจคอบส์กล่าวว่า “นี่คือคนที่กลับมาสร้างประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา และจัดระเบียบการเมืองของอเมริกาใหม่”

ในการสัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ที่ตีพิมพ์เมื่อวันพฤหัสบดี (12 ธ.ค.) ทรัมป์กล่าวถึงแคมเปญหาเสียงครั้งสุดท้ายและชัยชนะในการเลือกตั้งของเขาว่า “ผมเรียกมันว่า ‘72 วันแห่งความดุเดือด” “เราตีเข้าถูกจุดของคนทั้งประเทศ ประเทศกำลังโกรธแค้น”

ในขณะที่ทรัมป์เริ่มต้นการซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการ ปกนิตยสารที่มีรูปของเขาถูกฉายขึ้นบนผนัง ในขณะที่เพลงโปรดของเขาที่ชื่อ “God Bless the U.S.A.” ดังขึ้น หลังจากนั้น เขาได้เดินทางกลับบ้านที่รัฐฟลอริดา

ทรัมป์มักแสดงความหมกมุ่นกับการขึ้นปกนิตยสารไทม์ มานานแล้ว เขาปรากฏตัวบนปกนิตยสารไทม์ครั้งแรกในปี 1989 เขาอ้างว่าเขาสร้างสถิติการขึ้นปกนิตยสารมากที่สุด และในปี 2017 หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่าทรัมป์มีรูปปลอมของตัวเองบนปกนิตยสารแขวนไว้ในสนามกอล์ฟของเขาหลายแห่ง

ต้นปีนี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ สำหรับเรื่องราวที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน นายมาร์ก เบนิออฟ ซีอีโอของ Salesforce เจ้าของมหาเศรษฐีของนิตยสารไทม์ แสดงการวิพากษ์วิจารณ์นางคามาลา แฮร์ริส ที่ไม่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ฮือฮา วัยรุ่นอินเดียโค่นเซียนหมากรุกจีน กลายเป็นแชมป์โลกอายุน้อยที่สุด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830682

ฮือฮา วัยรุ่นอินเดียโค่นเซียนหมากรุกจีน กลายเป็นแชมป์โลกอายุน้อยที่สุด

13 ธ.ค. 2567 06:24 น.

ฮือฮา วัยรุ่นอินเดียโค่นเซียนหมากรุกจีน กลายเป็นแชมป์โลกอายุน้อยที่สุด

วัยรุ่นชาวอินเดีย เอาชนะเซียนหมากรุกจากประเทศจีน กลายเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดคนใหม่ ด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกูเคช ดมมราจู เด็กหนุ่มอัจฉริยะชาวอินเดีย วัยเพียง 18 ปี กลายเป็นแชมป์โลกการแข่งขันหมากรุกของสหพันธ์หมากรุกนานาชาติ (FIDE) ที่อายุน้อยที่สุดในโลก หลังเอาชนะ ติง หลี่เหริน แชมป์เก่าชาวจีน การในการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค. 2567

นายดมมราจูมีอายุน้อยกว่าเจ้าของสถิติแชมป์โลกอายุน้อยที่สุดคนก่อนถึง 4 ปี โดยเจ้าของสถิติคนก่อนคือนาย แกร์รี คาสปารอฟ เซียนหมากรุกจากรัสเซีย ซึ่งคว้าแชมป์โลกครั้งแรกในปี 2528 ตอนอายุ 22 ปี

หนุ่มน้อยดมมราจู เด็กอัจฉริยะจากเมืองเชนไน เป็นดาวดังในวงการหมากรุกโลกมานานแล้ว และได้รับตำแหน่ง “แกรนด์มาสเตอร์” (grandmaster) หรือผู้เล่นหมากรุกระดับสูงสุด ตอนอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น แต่เขาถูกมองเป็นม้านอกสายตาที่ได้เข้าสู่รอบสุดท้ายของการแข่งขันหมากรุกชิงแชมป์โลกของ FIDE ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์

แต่นายดมมราจู ซึ่งเล่นหมากดำ คว้าชัยชนะหลังนายติง ซึ่งครองแชมป์อย่างมั่นคงมาตลอด เดินหมากพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ จนหนุ่มน้อยวัย 18 ปี ที่ก่อนแข่งอยู่อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 2 ของอินเดีย ฉวยโอกาสคว้าชัยชนะได้สำเร็จ ทำให้คะแนนรวมจากการแข่ง 14 เกมอยู่ที่ 7.5 ต่อ 6.5 คว้าแชมป์ไปครอง

ทั้งนี้ ดมมราจูมาจากเมืองเชนไน ซึ่งได้ชื่อว่า เมืองหลวงของนักเล่นหมากรุกของอินเดีย เนื่องจากผลิตแชมป์ระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย แต่ในตระกูลของเขาไม่มีนักเล่นหมากรุกระดับสูงอยู่เลย ดมมราจูบังเอิญได้เข้าเรียนหมากรุกหลังเลิกโรงเรียน เพียงเพราะพ่อผู้เป็นศัลยแพทย์ กับแม่ที่เป็นศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ ไม่รู้ว่าจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน ระหว่างรอทั้งคู่เลิกงาน

แต่ที่โค้ชที่นั่นพบพรสวรรค์ของดมมราจู และโน้มน้าวครอบครัวของเขาให้ทุ่มเทกับการฝึกฝนลูกชาย โดยตอนอยู่ชั้นมัธยมในปี 2562 ดมมราจูก็ได้เป็นแกรนด์มาสเตอร์ ตอนอายุ 12 ปี 7 เดือน น้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โรมาเนีย-บัลแกเรีย เข้าร่วม “เชงเก้น” เต็มตัวตั้งแต่ 1 มกราคม 68

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830683

โรมาเนีย-บัลแกเรีย เข้าร่วม “เชงเก้น” เต็มตัวตั้งแต่ 1 มกราคม 68

13 ธ.ค. 2567 05:48 น.

โรมาเนีย-บัลแกเรีย เข้าร่วม “เชงเก้น” เต็มตัวตั้งแต่ 1 มกราคม 68

โรมาเนียกับบัลแกเรีย เตรียมเข้าร่วมเขตการเคลื่อนไหวเสรี เชงเก้น อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 หลังก้าวข้ามปัญหาผู้อพยพ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2567 นายบุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ลงมติที่เป็น “การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์” ให้โรมาเนียและบัลแกเรียเข้าสู่เขตการเคลื่อนไหวเสรีเชงเก้นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

นายซานดอร์ ปินเตอร์ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยฮังการี ดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของสหภาพยุโรปแถลงว่า “การยกเลิกการควบคุมบริเวณชายแดนทางบกกับทั้งสองประเทศนี้นับเป็น ‘ช่วงเวลาประวัติศาสตร์’”

กระทรวงการต่างประเทศโรมาเนียและบัลแกเรียแถลงข่าว แสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรปอย่างเอกฉันท์ให้เข้าร่วมเขตการเคลื่อนไหวเสรีเชงเก้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ต้องรอคอยมานานหลายปี “นี่คือการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์” ที่เป็นเป้าหมายหรือ “วัตถุประสงค์หลัก” ของรัฐบาลโรมาเนียและบัลแกเรียตั้งแต่เริ่มเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2550

รัฐมนตรีมหาดไทยของสหภาพยุโรปประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ลงมติให้ยกเลิกการตรวจบริเวณพรมแดนประเทศสมาชิกที่อยู่ติดชายแดนบัลแกเรียและโรมาเนียตามสนธิสัญญาเชงเก้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ทั้งนี้ การควบคุมชายแดนทางอากาศและทางทะเลถูกได้ยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ออสเตรียได้ยับยั้งการยกเลิกการตรวจตราชายแดนทางบกตลอดมา โดยเกรงว่าผู้อพยพจะทะลักผ่านประเทศทั้งสองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายแกร์ฮาร์ด คาร์เนอร์ รัฐมนตรีมหาดไทยออสเตรีย ได้ประกาศความตั้งใจที่จะยกเลิกการวีโต้และเปิดทางให้โรมาเนียและบัลแกเรียเข้าร่วมพื้นที่เชงเก้นอย่างสมบูรณ์ หลังพบว่า จำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าออสเตรียผ่านบัลแกเรียและโรมาเนียลดลงอย่างมาก

โครเอเชียเป็นประเทศสุดท้ายในสหภาพยุโรปที่เข้าร่วมพื้นที่เชงเก้นเมื่อเดือนมกราคม 2566 อย่างไรก็ตาม มีประเด็นการที่เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ได้รื้อฟื้นการตรวจตราบริเวณพรมแดนของตนกับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อเร็วๆ นี้

รัฐมนตรีมหาดไทยประเทศกลุ่มเชงเก้นจึงต้องประชุมพิจารณากรณีดังกล่าวถึงเหตุผลที่อ้างว่า เพื่อลดการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดปกติและป้องกันการลักลอบขนคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ที่มีพรมแดนติดต่อกัน ยกเว้นไอร์แลนด์และไซปรัส นอกจากนี้ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เป็นประเทศเชงเก้นที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

รัฐควีนส์แลนด์ผ่าน ก.ม. ให้เด็ก 10 ขวบรับโทษเท่าผู้ใหญ่ หากทำผิดร้ายแรง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830681

รัฐควีนส์แลนด์ผ่าน ก.ม. ให้เด็ก 10 ขวบรับโทษเท่าผู้ใหญ่ หากทำผิดร้ายแรง

13 ธ.ค. 2567 04:41 น.

รัฐควีนส์แลนด์ผ่าน ก.ม. ให้เด็ก 10 ขวบรับโทษเท่าผู้ใหญ่ หากทำผิดร้ายแรง

รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียผ่านกฎหมาย เพิ่มโทษเด็กอายุต่ำสุด 10 ขวบ ให้ต้องรัฐโทษเท่าผู้ใหญ่ กรณีทำผิดร้ายแรงอย่าง ฆาตกรรม หรือทำร้ายร่างกายสาหัส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ผ่านกฎหมาย ให้เด็กอายุตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไป มีโอกาสต้องรับโทษเท่ากับผู้ใหญ่ หากพวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาอาชญากรรม เช่น ฆาตกรรม, ทำร้ายร่างกายสาหัส และ บุกรุกเคหะสถาน

รัฐบาลท้องถิ่นของควีนส์แลนด์ระบุว่า การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นนี้ เป็นการตอบสนองต่อกระแสความไม่พอใจในชุมชน ต่ออัตราการเกิดอาชญากรรมฝีมือเด็กอายุน้อยที่เพิ่มสูงขึ้น และจะใช้เป็นการป้องปรามด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า มีผลวิจัยหลายฉบับที่บอกว่า การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นไม่ได้ลดทอนการกระทำผิดในหมู่คนอายุน้อย และอาจทำให้เพิ่มสูงขึ้นแทน

องค์การสหประชาชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายใหม่ของรัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่า กฎหมายนี้ไม่คำนึงถึงสนธิสัญญาเรื่องสิทธิมนุษยชนของเด็ก และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม พรรคชาติเสรีนิยม (Liberal National Party – LNP) ซึ่งชนะการเลือกตั้งในรัฐควีนส์แลนด์เมื่อเดือนตุลาคม ชูเรื่องการเพิ่มโทษให้ผู้กระทำผิดอายุน้อย เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง โดยระบุว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับ “สิทธิของเหยื่อ” มากกว่า “สิทธิของอาชญากร”

ก่อนหน้าการโหวตลงมติในควีนส์แลนด์ กลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างอ้างเป็นเสียงเดียวกันว่า รัฐของพวกเขากำลังเผชิญระลอกคลื่นการก่ออาชญากรรมของคนรุ่นเยาว์ และการเพิ่มโทษเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย ชี้ว่า การก่ออาชญากรรมของผู้เยาว์ในรัฐควีนส์แลนด์ลด 50% ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา โดยแตะค่าต่ำสุดในปี 2565 จากนั้นอัตราก็ค่อนข้างทรงตัวมาตลอด

ส่วนตัวเลขจากสำนักงานตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ กับสถาบันอาชญาวิทยาแห่งออสเตรเลียก็ชี้ว่า การก่ออาชญากรรมของผู้เยาว์มีแนวโน้มลดลงอย่างมั่นคง

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่ของรัฐควีนส์แลนด์ กำหนดรูปแบบการกระทำผิดที่เด็กต้องรับโทษเท่าผู้ใหญ่ไว้ 13 อย่าง เช่นการฆาตกรรม ผู้เยาว์ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่มีโอกาสขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดอย่างน้อย 20 ปี จากเดิมที่ติดคุกสูงสุด 10 ปี และจะจำคุกตลอดชีวิตก็ต่อเมื่อเป็นคดีที่โหดร้ายเป็นพิเศษเท่านั้น

นอกจากนั้น กฎหมายยังตัดข้อกำหนดที่ว่า “ใช้โทษคุมขังเป็นวิธีสุดท้าย” ซึ่งจะทำให้ศาลพิจารณาลงโทษผู้เยาว์ ด้วยการปรับเงิน หรือบำเพ็ญประโยชน์ ก่อนโทษจำคุก ออกไปด้วย ทำให้ผู้พิพากษาสามารถพิจารณาบทลงโทษจากประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำผิดที่เป็นผู้เยาว์ได้อย่างเต็มที่

สหภาพตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ระบุว่า นี่เป็นการก้าวกระโดดไปในทางที่ถูกต้อง ขณะที่น.ส.เดโบราห์ เฟรกคลิงตัน อัยการสูงสุดคนใหม่ของรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวว่า กฎหมายนี้จะช่วยให้ศาลมีขีดความสามารถในการลงโทษผู้กระทำผิดสำหรับการกระทำของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น

แต่ น.ส.เฟรกคลิงตันยอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ขัดแย้งต้องมาตรฐานสากลโดยตรง โดยที่เด็กๆ ชนพื้นเมืองอาจได้รับผลกระทบอย่างไม่สมส่วน และจะทำให้มีผู้เยาว์อยู่ให้ห้องขังของตำรวจเป็นเวลานานขึ้น เรื่องจากทัณฑสถานต่างๆ เต็ม ซึ่งรัฐควีนส์แลนด์เป็นรัฐที่มีเด็กถูกคุมขังอยู่มากกว่ารัฐอื่นๆ ในออสเตรเลียอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายสหรัฐฯ ที่หายตัวไป ถูกพบในซีเรีย เผยโดนจับขังหลังเข้ามาแสวงบุญ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830680

ชายสหรัฐฯ ที่หายตัวไป ถูกพบในซีเรีย เผยโดนจับขังหลังเข้ามาแสวงบุญ

13 ธ.ค. 2567 02:56 น.

ชายสหรัฐฯ ที่หายตัวไป ถูกพบในซีเรีย เผยโดนจับขังหลังเข้ามาแสวงบุญ

ชายชาวอเมริกันที่หายสาบสูญไป ถูกพบตัวในซีเรีย เจ้าตัวเผยถูกจับขังคุกนานหลายเดือน หลังเดินทางเข้ามาในฐานะผู้แสวงบุญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายทราวิส ทิมเมอร์แมน ชายชาวอเมริกันที่หายตัวไป ถูกชาวบ้านในซีเรียพบเดินเตร็ดเตร่ในสภาพไม่สวมรองเท้า บนถนนในภาคใต้ของกรุงดามัสกัส โดยเขาเป็นหนึ่งในนักโทษหลายพันคนที่กลุ่มกบฏปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำทั่วซีเรียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลาย

นายทิมเมอร์แมนได้คุยกับสื่อหลายเจ้าในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค. 2567 โดยเขาบอกกับ ซีบีเอส นิวส์ ของสหรัฐฯ ว่า ตนเองถูกจับกุมตัวเอาไว้ในเรือนจำแห่งหนึ่งในซีเรียเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว หลังจากเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยข้ามพรมแดนเข้ามาจากฝั่งประเทศเลบานอน ทางตะวันตกของซีเรีย

ชายอเมริกันรายงานอ้างว่า เขาเดินทางเข้ามาในซีเรียเพื่อเป้าหมายทางจิตวิญญาณ และถูกจับขังเอาไว้จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 ธ.ค.) มีชาย 2 คนที่ถือปืนเอเค-47 พังประตูห้องขัง ทำให้เขาหนีออกมาพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการเดินทางไปยังจอร์แดน

นายทิมเมอร์แมนระบุว่า การถูกจองจำในเรือนจำของซีเรีย ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก “ผมไม่เคยถูกทุบตี ส่วนที่แย่จริงๆ อย่างเดียวคือ ผมไม่สามารถไปห้องน้ำในเวลาที่ต้องการได้ ผมได้ออกจากห้องขังเพื่อไปห้องน้ำเพียง 3 ครั้งต่อวัน” โดยเขาให้สัมภาษณ์ลักษณะคล้ายกันกับสื่ออย่าง เอ็นบีซี และสถานีโทรทัศน์ อัล-อาราบิยา

ทั้งนี้ การหายตัวไปของนายทิมเมอร์แมนถูกประกาศโดยตำรวจฮังการี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยพวกเขาโพสต์ข้อความที่เขียนโดยครอบครัวของเพื่อนของทิมเมอร์แมนผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ชายคนนี้หายตัวไปตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้ว และถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายที่กรุงบูดาเปสต์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

นายทิมเมอร์แมนทำงานให้กับบริษัทกฎหมาย “โกลด์เบิร์ก ลอว์ กรุ๊ป” ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ประมาณ 1 ปีระหว่างปี 2563-2564 โดยทางบริษัทระบุว่า นายทิมเมอร์แมนเป็นคนนิสัยดีและฉลาดมาก และย้ายมาอยู่ชิคาโกเพื่อทำงานกับพวกเขา

อนึ่ง ตอนนี้เจ้าหน้าที่ซีเรีย กำลังตามหาชายชาวอเมริกันอีกรายชื่อว่า ออสติน ทิซ ผู้เป็นนักข่าวที่ถูกจับกุมตัวในซีเรียตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงตอนนี้ยังหาตัวไม่พบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn