บุคคลในข่าว 12 ธันวาคม 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2830364

บุคคลในข่าว 12 ธันวาคม 2567

12 ธ.ค. 2567 04:30 น.

บุคคลในข่าว 12 ธันวาคม 2567

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ…..ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ…..ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2567

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯไปทรงเปิดสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ “เปรมประชาวนารักษ์” ณ ถนนกำแพงเพชร 6 ขนานคลองเปรมประชากร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม.

ว่าด้วยร่างแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เสนอโดย ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.เพื่อไทย….สาระสำคัญ ให้อำนาจ ครม. ในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ทั้งเป็นบางรายชื่อ หรือทุกรายชื่อ….ให้อำนาจนายกฯผ่าน ครม. สั่งให้ นายทหารสัญญาบัตร ที่ เตรียมการยึดอำนาจ หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว….เท่ากับเป็นการ ควบคุมอำนาจกองทัพ เอาไว้ในมือ นายกฯ และ ครม. 100%….อ้างว่า การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล เป็นการวางฐานอำนาจของ ผบ.เหล่าทัพ ที่เอาคนของตัวเอง มาสืบทอดอำนาจ…..เป็นการแหย่รังแตน จุดชนวนวิกฤติการเมือง ระหว่าง กองทัพ กับ การเมือง ระลอกใหม่

ภูมิใจ พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีให้สวีตฮาร์ท โชคชัย เศรษฐีวรรณ ในโอกาสได้รับพระราชทานเกียรติบัตรพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมี พงษ์ชัย–ซูซาน เศรษฐีวรรณ และ ประหยัด เลี่ยวไพรัตน์ มาร่วมงานด้วย ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล วันก่อน.

โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลในการแก้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะ ไม่ไว้วางใจ ผบ.เหล่าทัพ ในการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพล ไม่มีความโปร่งใส….. ไม่ว่า พรรคเพื่อไทย จะปฏิเสธอย่างไร แต่ กฎหมายฉบับนี้ก็เสนอโดย สส.เพื่อไทย ที่อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความเห็น….บทเรียนที่ผ่านมา ฝ่ายบริหาร เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับสูงในกองทัพ นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร มาแล้ว…..ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง การเมืองเข้า ไปแทรกแซงกองทัพกับการที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมือง……ต้นตอของปัญหามาจากอะไร….เหลิงอำนาจ หรือเป็นเพราะ การชิงอำนาจทางการเมือง ที่ไม่อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย…..ใช่ไม่ใช่

ร้อยปี พระสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ เป็นประธานในงาน “หนึ่งศตวรรษ จรัสพระพร เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์” โดยมี พระคาร์ดินัลไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู, ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล และ ศศมณฑ์ สงวนสิน มาร่วมในพิธีด้วย ที่วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ วันก่อน.

ทันทีที่ พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ออกมาประกาศความชัดเจน…..ระบุ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค….เห็นว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อให้ ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือ ผบ.เหล่าทัพ….ที่สำคัญภายใต้ รัฐธรรมนูญปี 2560…เขียนเอาไว้ชัดเจน พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย… การแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลดำรงตำแหน่ง ให้กราบบังคมทูล เพื่อทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ…การเสนอแก้ร่างกฎหมายดังกล่าว จะเป็นการบั่นทอนกองทัพให้อ่อนแอ และจะนำกองทัพไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เท่านั้น……ได้ทีขี่แพะไล่

แข่งเทนนิส ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ เปิดการแข่งขันเทนนิสสูงอายุเพื่อความชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประเภทบุคคลคู่ ครั้งที่ 77 โดยมี เรขา พงศ์อักษร, เนาวรัตน์ ศิริทรัพย์, ไพฑูรย์ นามกร และ ยุทธนา ภู่ประกาย มาร่วมงานด้วย ที่สนามเทนนิสในร่ม คริสตัล สปอร์ต วันก่อน.

ฟังเสียงพรรคร่วมรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย….การแก้กฎหมายกลาโหมเพื่อสกัดการปฏิวัติ ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าจะ สกัดการปฏิวัติ ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง เพราะนักการเมืองก็คือนักการเมือง ต้องทำหน้าที่ให้ดี ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รักษาความสงบและอย่าแตกความสามัคคี …..เงื่อนไขการปฏิวัติมีไม่กี่เงื่อนไข ส่วนใหญ่มาจากนักการเมืองทั้งนั้น…ต่อให้ออกกฎหมายอะไรมา ถ้ามีการปฏิวัติ สิ่งแรกที่ทำคือการฉีกรัฐธรรมนูญ …ตรงนั้นที่จะทำอาจเป็นสัญลักษณ์ บังคับใช้อะไรไม่ได้…..ที่ดีที่สุด ต้องทำตัวให้ดีที่สุด ต้องซื่อสัตย์สุจริต อย่าขี้โกง อย่าไปยุแยงให้แตกสามัคคี อย่าไปลงถนนทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย…..ปิดจ๊อบ

ฟื้นฟูป่า มธุวลี สถิตยุทธการ จัดกิจกรรม “เพาะรักษ์น้ำ” ฟื้นป่าคืนชีวิต ปีที่ 1 นำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ฟื้นฟูป่าชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยมี ว่าที่ ร.ต.พุฒิสิทธิ์ โชติสิริวโรทัย และ พงษ์พิทักษ์ รักษาเคน มาร่วมงานด้วย ที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี วันก่อน.

เพราะฉะนั้น การที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะโยนเผือกร้อนไปให้ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์…อ้าง เป็นการเสนอกฎหมายโดยตัวบุคคล ไม่ใช่จุดยืนของพรรคเพื่อไทย….ก่อนหน้านี้ ทั้ง ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.เพื่อไทย ออกมาโยนหินถามทางชัดเจน…ก่อนของก่อนหน้านี้ อดีต รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย ก็ปิ๊งไอเดียผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาแล้ว…..จะขว้างงูอย่างไรก็ไม่พ้นคอ

ตามไปกิน ศุภณัฐ สัจจะรัตนกุล และ ชนวีร์ หอมเตย จัดงานเปิด “คัตสึมิโดริ ซูชิ” ร้านซูชิสายพานอันดับ 1 จากโตเกียว ให้ลูกค้าได้ลิ้มรสซูชิสดใหม่คุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม โดยมี ฮิเดโตะ ซุชิยะ, ณัฐ วงศ์พานิช และ สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.

จากศึกในมาศึกนอก…..ม็อบจะลงถนนเมื่อไหร่ ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย…..สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตร นำมวลชนเข้ายื่นหนังสือถึง แพทองธาร ชินวัตร…คัดค้าน MOU44 และ JC 44….ให้เวลารัฐบาล 15 วัน จะมาฟังคำตอบ…เตรียมเดินสาย ร้องประธานสภา และ กระทรวงการต่างประเทศ อีกกระทอก…..ได้เวลามาตามนัด

ที่โคราช สุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ, อกิฮิโร่ คาโมการิ และ นิสา ชาภู่พวง เปิดร้าน “MUJI” แบรนด์ไลฟ์สไตล์สัญชาติญี่ปุ่น ครบครันด้วยสินค้าคุณภาพสาขาที่ 39 ของไทย โดยมี วรรณวิสา คําแฝง, ทินภัทร์ ศิลปสุวรรณ และ อิศราวุธ อบหอม มาร่วมงานด้วย ที่เซ็นทรัล โคราช วันก่อน.

คดีการเมืองที่ยังค้างท่ออยู่ใน ป.ป.ช. …..โฟกัสไปที่การพิจารณาเรื่องร้องเรียนกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง 44 สส.ก้าวไกล……ที่ร่วมลงชื่อ เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112….มีคำตอบจาก สาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง….คาดว่าจะมีการสรุปเรื่องเข้า ที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในเดือน ม.ค.ปีหน้า

ส่องรายชื่อแกนนำที่ถูกร้อง นอกจาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เหลือ อาทิ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ, ญาณธิชา บัวเผื่อน, ศิริกัญญา ตันสกุล, กัญจน์พงศ์ จง สุทธนามณี, เบญจา แสงจันทร์….เป็น สส.ในปัจจุบันทั้งสิ้น 43 คน…..การเมืองไทยจะวุ่นวายขายปลาช่อนขนาดไหน พับผ่า

ดื่มเพลิน ดร.ครองพล อภิธนาคุณ เปิดตัว “อู่เหลียงเย่” เหล้าขาวจีนอันมีเสน่ห์บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีน พร้อมประมูลรุ่นพิเศษสมทบทุนองค์กรการกุศลโดยมี เฮนรี่ ลิม, ฮัว เถา และ กวิน ยงเจริญรัฐ มาร่วมงานด้วย ที่อาคารสาทร สแควร์ วันก่อน.

รัฐบาลแพทองธาร ยังติดกับดัก ปัญหาเศรษฐกิจ พันเป็นหางว่าว…..เปิดมาตรการแก้หนี้ เอสเอ็มอี สินเชื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ….ต้องมีการแก้เงื่อนไขหนี้ เอสเอ็มอี เพิ่มวงเงินเกินกว่า 3 ล้านบาท….การ แก้ไขหนี้เสีย จะต้องไม่เกิน 12 เดือน มีประวัติการค้างชำระหนี้ไม่เกิน 90 วัน…..ทั้งนี้ ลูกหนี้ต้องสมัครใจเข้าโครงการเอง… โดย การทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้…ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ได้ในช่วงทำสัญญาแก้หนี้….และ การยกเลิกหนี้ ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 5 พันบาท….หนี้เสีย ต้องจ่ายเงินต้น 10-15% จากเงินค้างชำระทั้งหมด

สุรพล โอภาสเสถียร ผจก.บริษัทข้อมูลหลักทรัพย์ เปิดเผย…ข้อมูลบัญชีลูกหนี้ภายใต้เครดิตบูโร…พบ สินเชื่อบุคคลธรรมดา รวม 13.6 ล้านล้านบาท….หนี้เอ็นพีแอล อยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท…โตขึ้น 13% จากเดือนก่อนหน้านี้….หนี้บ้าน 2.3 แสนล้าน….หนี้รถยนต์ 2.6 แสนล้าน…..หนี้บัตรเครดิต 7 หมื่นล้าน สินเชื่อส่วนบุคคล 2.8 แสนล้าน หนี้ทำธุรกิจ 7.9 หมื่นล้าน และนาโนไฟแนนซ์อีก 1 หมื่นล้าน…. ไม่มีอนาคต ไม่มีกินมีใช้

วันนี้ 08.30 น. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดโครงการอบรม การควบคุมภายในและการบริหารจัดการความเสี่ยง ที่ห้องอัศวิน แกรนด์ ซี โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

“อินทรีเหล็ก”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

คาดนิตยสารไทม์ เลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ครั้งที่ 2

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830571

คาดนิตยสารไทม์  เลือก "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็น "บุคคลแห่งปี" ครั้งที่ 2

12 ธ.ค. 2567 12:58 น.

คาดนิตยสารไทม์ เลือก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ครั้งที่ 2

มีการคาดหมายว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะได้รับเลือกเป็น “บุคคลแห่งปี” ของนิตยสารไทม์ ประจำปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งที่สองของเขา

มีการคาดหมายว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะได้รับเลือกเป็น “บุคคลแห่งปี” ของนิตยสารไทม์ ประจำปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งที่สองของเขา ทั้งนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวว่านิตยสารไทม์ จะไม่มีวันประกาศชื่อเขาให้เป็นบุคคลแห่งปี และในตอนนี้ไทม์อาจประกาศยกย่องทรัมป์เป็นึรั้งที่สอง

แหล่งข่าวกล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า นิตยสารไทม์จะประกาศชื่อทรัมป์ในวันนี้ โดยยกย่องว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ คือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อโลก “ไม่ว่าจะในแง่ดีหรือร้าย” เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นปกนิตยสาร ทรัมป์จะตีระฆังเปิดตลาดที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ขณะที่ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่ไทม์ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

การที่ทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย สะท้อนถึงการได้รับการยอมรับครั้งแรกของเขาในปี 2016 เมื่อนิตยสารไทม์ ประกาศชื่อเขาให้เป็นบุคคลแห่งปี หลังจากที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างไม่คาดคิด ครั้งนี้ การประกาศชื่อครั้งนี้ถือเป็นการเปิดฉากการกลับมาอย่างน่าทึ่งอีกครั้ง ที่มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมการเมืองอเมริกันยุคใหม่

แม้ว่านิตยสารไทม์จะมียอดจำหน่ายลดลง แต่การประกาศบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมประจำปี และได้กลายเป็นสิ่งที่ทรัมป์หมกมุ่นมาโดยตลอดหลายปี หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่า โพบว่ามีการแขวนภาพปกนิตยสารไทม์ที่ประกาศชื่อเขาให้เป็นบุคคลแห่งปีในปี 2009 ที่สนามกอล์ฟหลายแห่งของเขา แม้ว่าจะไม่มีการตีพิมพ์ฉบับดังกล่าวเลยก็ตาม

ทรัมป์ยังเคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกาศบุคคลแห่งผ่านบัญชีทวิตเตอร์ และแสดงความคิดเห็นว่าควรเป็นเขา เขาวิพากษ์วิจารณ์นิตยสารไทม์ในปี 2011 ที่เลือก “ผู้ประท้วง” เพื่อเป็นการยกย่องการปฏิวัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาหรับ และขบวนการยึดครองอำนาจในสหรัฐฯ หนึ่งปีต่อมา ทรัมป์กล่าวว่านิตยสารไทม์ “สูญเสียความน่าเชื่อถือทั้งหมด” เนื่องจากไม่ได้จัดอันดับเขาให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี ทรัมป์ยังบ่นเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้รับเลือกในปี 2023 

นอกจากนั้นในปี 2015 เมื่อนิตยสารไทม์ ได้ประกาศให้นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีในขณะนั้น เป็นบุคคลแห่งปี เขาเขียนบนทวิตเตอร์ว่า “ผมบอกคุณแล้วว่านิตยสารไทม์ จะไม่มีวันเลือกผมให้เป็นบุคคลแห่งปี แม้ว่าจะเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากก็ตาม” ก่อนจะเสริมว่า “พวกเขาเลือกคนที่ทำลายเยอรมนี”

แม้ว่านิตยสารไทม์ จะประกาศให้ทรัมป์เป็นบุคคลแห่งปีในปี 2016 ซึ่งเขาถือว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง” บนโซเชียลมีเดีย แต่เขาก็ยังคงติดตามผลการประกาศอย่างใกล้ชิด ในปีถัดมา ทรัมป์อ้างว่าเขาอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับเลือกอีกครั้ง แต่ไม่ยอมให้สัมภาษณ์และถ่ายรูป นิตยสารไทม์โต้แย้งข้ออ้างดังกล่าว

แม้ว่าทรัมป์จะวิพากษ์วิจารณ์สื่ออยู่เป็นประจำ แต่เขาก็ให้สิทธิ์การเข้าถึงแก่สื่อเก่าแก่อยู่เสมอ ซึ่งรวมถึงนิตยสารไทม์ เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทม์ในเดือนเมษายนของปีนี้ที่โรงแรมของเขาในเมืองปาล์มบีช 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตำแหน่งบุคคลแห่งปีถูกมอบให้กับบุคคลสำคัญต่างๆ ที่รวมถึง ผู้นำประเทศ นักเคลื่อนไหว ไปจนถึงผู้ประกอบการ  ผู้นำเผด็จการ โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคน ตั้งแต่นายแฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ ยกเว้นนายเจอรัลด์ ฟอร์ด ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบุคคลแห่งปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และนางคามาลา แฮร์ริส ได้รับเกียรติร่วมกันหลังจากที่เอาชนะทรัมป์ได้ในปี 2020.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จีนเร่งสอบเหตุระเบิดรุนแรงที่ ชั้น 27 ของอาคารที่พักอาศัยในเมืองเซินเจิ้น (คลิป)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830542

จีนเร่งสอบเหตุระเบิดรุนแรงที่ ชั้น 27 ของอาคารที่พักอาศัยในเมืองเซินเจิ้น (คลิป)

12 ธ.ค. 2567 11:35 น.

จีนเร่งสอบเหตุระเบิดรุนแรงที่ ชั้น 27 ของอาคารที่พักอาศัยในเมืองเซินเจิ้น (คลิป)

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงบนห้องพักของอาคารพักอาศัยชั้น 27 แรงระเบิดส่งคลื่นกระแทกไปยังตึกระฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง เคราะห์ร้ายที่หญิงสาวในห้องพักต้องเผชิญไฟไหม้รุนแรงและร่วงหล่นลงมา ทำให้เสียชีวิต ขณะที่ทางการจีนเร่งสอบสวน

วันที่ 11 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวเซี่ยงไฮ้ เดลี ของทางการจีนรายงานว่า กล้องวงจรปิดของอาคารที่อยู่ใกล้กับตึกที่เกิดเหตุ จับภาพนาทีแรงระเบิดพุ่งออกมาอย่างรุนแรงจากห้องพักบนชั้น 27 รายงานข่าวระบุว่า ในตอนนั้นแรงระเบิดทำให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปถึงตึกระฟ้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในขณะที่ห้องพักนี้และห้องข้างๆได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ทางโลกโซเชียลจะเห็นได้ว่า เปลวไฟลุกลามไปส่วนหนึ่งของภายนอกอาคาร และมีควันหนาแน่นพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศนอกจากนี้ยังมีคนถ่ายคลิปเหตุการณ์ขณะที่หญิงสาวที่อยู่ในห้องพักที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บและเผชิญควันไฟไม่มีทางหนี ได้เสียชีวิตเพราะร่วงลงมาจากอาคาร หรืออาจตัดสินใจว่าไม่มีทางหนีคงไม่รอดแล้วเลยทิ้งตัวลงมา

สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า เหตุระเบิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่อาคารพักอาศัยสูง ในเขตที่ศูนย์กลางการค้าและการเงินของเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากแก๊สระเบิด 

ทางด้าานหน่วยดับเพลิงเซินเจิ้นเปิดเผยว่าได้จัดส่งรถดับเพลิง 16 คันและเจ้าหน้าที่กู้ภัย 80 นาย ไปช่วยกันดับไฟหลังจากได้รับรายงานเหตุฉุกเฉินที่บริเวณที่พักอาศัยแห่งนี้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเปลวเพลิงได้ ขณะที่ทางการจีนกำลังเร่งสืบสวนเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น.

ชมคลิป ที่นี่

ปธน. ยุน ซอกยอล ผู้นำเกาหลีใต้ ประกาศสู้จนถึงที่สุด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830531

ปธน. ยุน ซอกยอล ผู้นำเกาหลีใต้ ประกาศสู้จนถึงที่สุด

12 ธ.ค. 2567 11:15 น.

ปธน. ยุน ซอกยอล ผู้นำเกาหลีใต้ ประกาศสู้จนถึงที่สุด

ประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ให้คำมั่นว่าจะต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อต่อต้านการถูกถอดถอนหรือการสอบสวนการประกาศกฎอัยการศึก โดยระบุว่าเป็นการกระทำตามกระบวนการในการปกครอง และปฏิเสธข้อกล่าวหาการก่อกบฏ

ประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวปกป้องการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยระบุว่าเป็นการกระทำตามกระบวนการในการปกครอง และปฏิเสธข้อกล่าวหาการก่อกบฏ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายเพื่อต่อต้านการถูกถอดถอนหรือการสอบสวนกฎอัยการศึก

ในการแถลงต่อสาธารณชนทางโทรทัศน์ ยุนกล่าวว่าการส่งทหารไปยังรัฐสภาในช่วงกฎอัยการศึกไม่ถือเป็นการก่อกบฏ และท้าทายการเรียกร้องให้ลาออก ยุนกล่าวว่าเขาใช้อำนาจของประธานาธิบดีในการประกาศกฎอัยการศึก “เพื่อปกป้องประเทศและทำให้กิจการของรัฐเป็นปกติ” ต่อต้านฝ่ายค้านที่ทำให้รัฐบาลหยุดชะงัก โดยเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การตัดสินใจทางการเมืองที่มีมาตรฐานสูง”

เขากล่าวว่า “ไม่ว่าผมจะถูกถอดถอนหรือถูกสอบสวน ผมก็จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างยุติธรรม” 

ยุนกล่าวหาฝ่ายค้านว่าขัดขวางความพยายามถอดถอนรัฐบาลและการตัดงบประมาณที่จำเป็นซึ่งวางแผนไว้สำหรับปีหน้า โดยกล่าวว่าฝ่ายค้านกำลัง “แสดงการเต้นรำดาบอย่างบ้าคลั่ง”

ภายหลังการประกาศกฎอัยการศึก รัฐสภาได้ผ่านร่างงบประมาณปีหน้าจำนวน 673.3 ล้านล้านวอน (ราว 15.86 ล้านล้านบาท) ซึ่งพรรคฝ่ายค้านหลักได้ตัดงบประมาณ และยื่นญัตติถอดถอนผู้ตรวจสอบบัญชีของรัฐและอัยการสูงสุด แม้พรรคพลังประชาชน (พีพีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลจะคัดค้านก็ตาม

ยุนกล่าวอย่างแข็งขันว่า “รัฐสภาซึ่งพรรคฝ่ายค้านใหญ่ครองเสียงข้างมาก กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ทำลายระเบียบรัฐธรรมนูญของประชาธิปไตยเสรี” 

ยุนเปิดเผยว่าเขาได้สั่งให้นายคิม ยอง-ฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจสอบระบบการลงคะแนนเสียงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของระบบดังกล่าว หลังจากถูกแฮกเกอร์เกาหลีเหนือโจมตีทางไซเบอร์

นายยุนกล่าวว่า “ผมจะสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายร่วมกับคุณ” พร้อมกล่าวขอโทษที่สร้างความไม่สะดวกด้วยการประกาศกฎอัยการศึกในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ก่อนที่จะกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะ นายฮัน ดงฮุน หัวหน้าพรรคพีพีพี ปรากฏตัวทางโทรทัศน์โดยกล่าวว่า มีความชัดเจนว่านายยุนจะไม่ลงจากตำแหน่ง และแสดงการสนับสนุนการถอดถอนนายยุนเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน และเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาของพรรคลงมติถอดถอนตาม “ความเชื่อมั่น” ของตนเอง ในวันเสาร์นี้

หากรัฐสภาของเกาหลีใต้ผ่านญัตติถอดถอน ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดี โดยศาลจะต้องรับรองเสียงข้างมากสองในสามจึงจะปลดนายยุนออกจากตำแหน่งอย่างถาวร.

ที่มา Yonhap

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

รัฐบาลอัสซาดแพ้ได้ยังไง แถมแพ้เร็วแค่ 2 สัปดาห์ หลังครองประเทศ 50 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830524

รัฐบาลอัสซาดแพ้ได้ยังไง แถมแพ้เร็วแค่ 2 สัปดาห์ หลังครองประเทศ 50 ปี

12 ธ.ค. 2567 10:20 น.

รัฐบาลอัสซาดแพ้ได้ยังไง แถมแพ้เร็วแค่ 2 สัปดาห์ หลังครองประเทศ 50 ปี

  • รัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ล่มสลายแล้ว หลังฝ่ายกบฏบุกยึดเมืองหลวง สิ้นสุดการปกครองนานกว่า 50 ปีของตระกูลอัสซาด
  • นักวิเคราะห์มองว่า สาเหตุที่ฝ่ายกบฏสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กำลังทหารของซีเรียที่ร่อยหรอ
  • ขณะที่อีกส่วนเป็นเพราะ พันธมิตรของซีเรียถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะสงครามในกาซา หรือสงครามในยูเครนก็ตาม

รัฐบาลของตระกูลอัสซาดที่ปกครองซีเรียมานานกว่า 50 ปี พังทลายลงภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากกลุ่มกบฏยกพลออกมาจากดินแดนที่พวกเขายึดครองทางตอนเหนือ เข้าตีและยึดเมืองอเลปโป รวมถึงเมืองใหญ่อีกหลายแห่งภายในเวลาไม่กี่วัน ก่อนจะสามารถยึดเมืองหลวงกรุงดามัสกัสได้ โดยแทบไม่ต้องต่อสู้

กองกำลังฝ่ายกบฏเข้าเมืองหลวงของซีเรียได้เมื่อวันอาทิตย์ (8 ธ.ค. 2567) ในขณะที่กองทัพฝ่ายรัฐบาลค่อยๆ จางหายไป ส่วนประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ที่ปกครองซีเรียมานาน 24 ปี หลบหนีออกจากประเทศ นับเป็นความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในสงครามกลางเมือง 14 ปี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก การปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงของเขาในปี 2554

ความรวดเร็วในการคว้าชัยชนะของฝ่ายกบฏ แสดงให้เห็นว่า อาบู โมฮัมเหม็ด อัล-โจลานี ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฝ่ายต่อต้าน ประสบความสำเร็จในการปลุกระดมกองกำลังกบฏ ที่ดูเหมือนจะถูกต้อนให้อยู่แต่ในพื้นที่สุดท้ายของพวกเขาในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และเปิดเผยให้เห็นจุดอ่อนของรัฐบาลอัสซาด ที่ทำให้พวกเขาต้องพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในครั้งนี้

ทหารเบาบางลงมาก

กองทัพของอัสซาดลดน้อยลงมาก หลังสงครามกลางเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องมา 14 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500,000 ศพ ประชาชนอีกกว่า 12 ล้านคน หรือมากกว่า 50% ของประชากร ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยหลายล้านคนในจำนวนนี้ อพยพไปอยู่ประเทศอื่น ขณะที่เศรษฐกิจกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศพังพินาศย่อยยับ

ในช่วงปีแรกๆ ของสงคราม ผู้เชี่ยวชาญประเมินจำนวนทหารของกองทัพรัฐบาลซีเรียที่เสียชีวิต, บาดเจ็บ, แปรพักตร์ และหนีการเรียกระดมพลเอาไว้ และพบว่า กองทัพเสียทหารไปราวครึ่งหนึ่งของที่มีทั้งหมด 300,000 นาย และกองทัพที่เสื่อมทรามและขวัญกำลังใจหดหายเหล่านี้ ก็ถูกเล่นงานที่เผลอจากฝ่ายกบฏ ที่จู่ๆ ก็ยกทัพออกจากฐานที่มั่นในจังหวัดอิดลิบ มากโจมตีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อ 27 พ.ย.

กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) ซึ่งติดตามสถานการณ์ในซีเรียมาตั้งแต่แรกเริ่ม รายงานว่า ในขณะที่ฝ่ายกบฏยกทัพเข้าโจมตี ทหารรัฐบาลกลับหลบหนี โยกย้ายกำลังข้ามไปอีกฟากของประเทศ ปล่อยให้กองทัพกบฏยึดเมืองไปทีละแห่งทีละแห่ง

“นับตั้งแต่ปี 2554 กองทัพซีเรียเผชิญการถดถอยมาตลอด ทั้งในด้านกำลังคน, ยุทโธปกรณ์ และขวัญกำลังใจ” นายดาวิด ริกูเลต์-โรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในซีเรีย จากสถาบันศึกษากิจการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ของฝรั่งเศส กล่าว โดยเขาเสริมอีกว่า ทหารที่ได้รับค่าแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เริ่มก่อเหตุปล้นชิงเพื่อความอยู่รอด และคนหนุ่มมากมาย ก็หลบหนีการเกณฑ์ทหาร

ในวันพุธที่ 4 ธ.ค. อัสซาดออกคำสั่งเพิ่มค่าแรงทหารขึ้นถึง 50% เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่กองทัพที่กำลังพังทลาย แต่ด้วยเศรษฐกิจที่เละเทะของซีเรีย เงินเดือนของทหารแทบจะไร้ค่า และมาตรการนี้ก็มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ชาวซีเรียรวมตัวฉลองการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ที่จัตุรัสใจกลางกรุงดามัสกัส เมื่อ 11 ธ.ค. 2567

พันธมิตรอ่อนแอลงและถูกเบี่ยงเบนความสนใจ

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา อัสซาดพึ่งพาการสนับสนุนจากรัสเซียกับอิหร่านอย่างหนัก ทั้งในด้านการทหาร, การเมือง และการทูต เพราะหากปราศจากพันธมิตรเหล่านี้ รัฐบาลของเขาคงพังทลายไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของสงครามแล้ว แต่ด้วยการสนับสนุนของทั้งสองประเทศ กองทัพซีเรียจึงสามารถยึดดินแดนส่วนใหญ่ที่เสียไปกลับคืนจากฝ่ายกบฏได้ และทำให้กระแสสงครามกลับมายังฝั่งอัสซาดในปี 2558

แต่การโจมตีสายฟ้าแลบของฝ่ายกบฏเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียกำลังรับมือสงครามของตัวเองกับยูเครน และการโจมตีทางอากาศของรัสเซียคราวนี้ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการบุกโจมตีของกองกำลังฝ่ายกบฏ ที่ไล่ยึดพื้นที่ฝั่งตะวันตกของซีเรียอย่างรวดเร็วได้

“รัสเซียคงอยากช่วยซีเรียมากกว่านี้ แต่ทรัพยากรกองทัพของพวกเขาในซีเรียก็ร่อยหรอลงไปมาก อันเป็นผลจากสงครามในยูเครน” นายวาสซิม นาสร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางของสำนักข่าว FRANCE 24 ระบุ

ส่วนอิหร่าน ซึ่งคอยให้คำปรึกษาด้านการทหาร รวมถึงให้การสนับสนุนภาคพื้นดินแก่กองทัพซีเรียมานาน ก็กำลังเพลี่ยงพล้ำในการต่อสู้กับอิสราเอล ทำให้ฝ่ายกบฏในซีเรียมีโอกาสโจมตีตอนที่รัฐบาลอัสซาดถูกโดดเดี่ยว

“กบฏซีเรียมีหนีเลือดที่ต้องชำระกับอิหร่านมานานแล้ว และที่การโจมตีเกิดขึ้นตอนนี้ก็เพราะ อิหร่านกับพันธมิตรของพวกเขา อ่อนแอเกินกว่าที่จะช่วยสนับสนุนรัฐบาลซีเรียต่อไปได้” นายนาสร์กล่าว

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โดนกำราบแล้ว

ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธในเลบานอน เป็นอีกหนึ่งฝ่ายที่ประกาศตัวสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดตั้งแต่ปี 2556 และส่งนักรบหลายพันคนข้ามพรมแดนเข้าไปช่วยทหารซีเรีย

แต่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ทำให้ฮิซบอลเลาะห์ต้องโยกย้ายกำลังพลจากซีเรียไปยังภาคใต้ของเลบานอน เพื่อช่วยกลุ่มฮามาสต่อสู้กับอิสราเอล แต่ผลของการต่อสู้ดังกล่าว ทำให้แกนนำของฮิซบอลเลาะห์ถูกสังหารเกือบหมด ไม่เว้นแม้แต่นาย ฮัสซัน นาสรัลเลาะห์ ผู้นำสูงสุด

การโจมตีครั้งล่าสุดของฝ่ายกบฏยังเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ มาตรการหยุดยิงระหว่างฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลเริ่มมีผลบังคับใช้ หลังจากทั้งสองฝ่ายปะทะกันมานานนับปี ฮิซบอลเลาะห์ที่ต้องการเวลาพักฟื้นหลังจากถูกโจมตีทางอากาศถล่มต่อเนื่องไม่เว้นวัน จึงไม่อาจทำอะไรเพื่อช่วยซีเรียได้

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ บอกกับ france24 ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค. ตอนนี้กลุ่มกบฏบุกเข้ากรุงดามัสกัสโดยไม่มีการต่อต้านนั้น ฮิซบอลเลาะห์ได้สั่งถอนนักรบที่เหลือออกจากชานเมืองหลวงแห่งนี้ และจากพื้นที่โดยรอบเมืองฮอมส์ ใกล้กับชายแดนด้วย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศหลังการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดว่า การที่รัฐบาลซีเรียถูกโค่นล้ม เป็นผลกระทบโดยตรงจากการที่พวกเขาสร้างความเสียหายอย่างหนักต่ออิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ผู้สนับสนุนหลักของอัสซาด

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ก็อ้างว่า สหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรช่วยกันทำให้ผู้สนับสนุนรัฐบาลซีเรียอย่าง รัสเซีย, อิหร่าน และฮิซบอลเลาะห์อ่อนแอลง และว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกของอัสซาดไม่สามารถปกป้องการเกาะกุมอำนาจของประธานาธิบดีผู้นี้เอาไว้ได้ “วิธีการของเราเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง” ไบเดนกล่าว

ผู้แปล : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : france24

เกาหลีเหนือยังเกาะติด รายงานข่าวผู้นำเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกและผลพวงความวุ่นวายต่อเป็นวันที่ 2

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830520

เกาหลีเหนือยังเกาะติด รายงานข่าวผู้นำเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกและผลพวงความวุ่นวายต่อเป็นวันที่ 2

12 ธ.ค. 2567 10:05 น.

เกาหลีเหนือยังเกาะติด รายงานข่าวผู้นำเกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึกและผลพวงความวุ่นวายต่อเป็นวันที่ 2

สื่อของเกาหลีเหนือยังคงเกาะติด รายงานข่าวสถานการณ์ผลพวงความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ เป็นวันที่ 2 หลังความพยายามประกาศกฏอัยการศึกของประธานาธิบดียุน ซอก ยอล

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ และหนังสือพิมพ์โรดองซินมุน ซึ่งให้บริการผู้อ่านชาวเกาหลีเหนือทั่วไป ได้พร้อมใจกันรายงานข่าวสถานการณ์ผลพวงความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ เป็นวันที่ 2 หลังความพยายามประกาศกฏอัยการศึกของประธานาธิบดียุน ซอก ยอล โดยระบุว่าความวุ่นวายทางการเมืองกำลังทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ถอดถอนประธานาธิบดียุน

นับเป็นวันที่สองติดต่อกันที่สื่อเกาหลีเหนือรายงานข่าวประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดียุน และการผลักดันการถอดถอนของพรรคฝ่ายค้านในเวลาต่อมา โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการเผยแพร่บทความเดียวกันที่มีเนื้อหาว่า “เสียงประท้วงเรียกร้องให้ถอดถอนรัฐบาลหุ่นเชิดของยุน ซอก ยอล กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ส่งผลให้ความวุ่นวายทางการเมืองยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น”

พร้อมกันนี้รายงานข่าวว่า การประท้วงจุดเทียนกำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ผลักดันการลงมติถอดถอนยุน ซอก ยอล และลงโทษผู้ก่อกบฏ โดยเน้นย้ำถึงการที่รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายเมื่อวันอังคาร ซึ่งกำหนดให้มีคณะที่ปรึกษาพิเศษถาวรเพื่อสอบสวนเหตุการณ์กฎอัยการศึก รวมถึงมติที่เรียกร้องให้มีการจับกุมประธานาธิบดียุนและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 7 คนโดยเร็ว

ทั้งนี้ ภายหลังการประกาศกฎอัยการศึกโดยประธฑานาธิบดียุน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งมีการยกเลิกในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสมัชชาแห่งชาติลงมติปฏิเสธ เกาหลีเหนือยังคงนิ่งเฉยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนจะเผยแพร่รายงานวิพากษ์วิจารณ์เป็นครั้งแรกในวันพุธ.

ด.ญ.ผู้อพยพวัย 11 เรือแตก เกาะยางใน ลอยคอในทะเลนอกฝั่งอิตาลี 3 วัน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830478

ด.ญ.ผู้อพยพวัย 11 เรือแตก เกาะยางใน ลอยคอในทะเลนอกฝั่งอิตาลี 3 วัน

12 ธ.ค. 2567 05:25 น.

ด.ญ.ผู้อพยพวัย 11 เรือแตก เกาะยางใน ลอยคอในทะเลนอกฝั่งอิตาลี 3 วัน

เด็กหญิงผู้อพยพจากเซียร์ราลีโอน เกาะยางใน ลอยคออยู่ในทะเลนาน 3 วัน หลังจากเรือแตก ก่อนเจ้าหน้าที่จะมาพบ และช่วยเหลือเธอเอาไว้ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กหญิงอายุ 11 ปี สวมเสื้อชูชีพและเกาะยางใน 2 วงเอาไว้ ได้รับความช่วยเหลือจากกลางทะเล นอกชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ของประเทศอิตาลี เมื่อเวลาประมาณ 3.20 น. วันพุธที่ 11 ธ.ค. 2567 โดยเธอบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอลอยคอมานาน 3 วันแล้ว หลังจากเรือที่เธอนั่งมาล่ม และจมลงทะเล

เด็กหญิงจากเซียร์ราลีโอนรายนี้เปิดเผยว่า เธอโดยสารเรือเหล็กมากับพี่ชายและคนอื่นๆ อีกประมาณ 44 คน โดยออกเดินทางจากเมือง สแฟกซ์ ประเทศตูนิเซีย แต่ระหว่างทางกลับเจอพายุ กับคลื่นสูงหลายเมตร และลมกระโชกแรง

เด็กหญิงบอกอีกว่า ตอนแรก มีอีก 2 คนลอยคออยู่กับเธอด้วย แต่พวกเขาถูกทะเลพัดพาไป 2 วันก่อนที่เธอจะได้รับความช่วยเหลือ

องค์กร “คอมพาส คอลเลคทีฟ” (Compass Collective) องค์กรกู้ภัยการกุศลของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้พบเด็กหญิงรายนี้ ระบุว่า เด็กหญิงเอาชีวิตรอดจากพายุในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้ และพวกเขาคาดว่า เธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุเรือแตก และคนอื่นๆ อีก 44 คน น่าจะจมน้ำเสียชีวิตแล้ว

นายมาทิอัส วีเดินลือแบร์ต ผู้บังคับการเรือกู้ภัย “โทรทามาร์ ที่ 3” (Trotamar III) เล่าว่า การช่วยเหลือเด็กคนนี้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย โดยลูกเรือคนหนึ่งได้ยินเสียงเด็กร้องเรียกท่ามกลางความมืด “มันเป็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อ ที่เรายังได้ยินเสียงเด็กทั้งที่เครื่องยนต์กำลังทำงานอยู่”

หลังจากช่วยเด็กคนนี้ได้แล้ว ลูกเรือก็ออกค้นหาผู้ที่อาจรอดชีวิตคนอื่นๆ ต่อ แต่หลังจากเกิดพายุในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดลมแรงกว่า 23 นอต และคลื่นสูง 2.5 ม. โอกาสพบผู้รอดชีวิตจึงแทบไม่เหลือ

ด้านเด็กหญิงผู้รอดชีวิต มีอาการขาดน้ำและอาหาร กับอุณหภูมิร่างกายลดต่ำ โดยเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลบนเกาะลัมเปดูซาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ผอ.เอฟบีไอสหรัฐฯ เตรียมลาออก พร้อมรัฐบาลไบเดนหมดวาระ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830474

ผอ.เอฟบีไอสหรัฐฯ เตรียมลาออก พร้อมรัฐบาลไบเดนหมดวาระ

12 ธ.ค. 2567 03:34 น.

ผอ.เอฟบีไอสหรัฐฯ เตรียมลาออก พร้อมรัฐบาลไบเดนหมดวาระ

ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ประกาศแผนลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับการสิ้นสุดของรัฐบาลไบเดนในเดือนมกราคมปีหน้า หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกคนใหม่รอแทนที่แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคริสโตเฟอร์ เวรย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ของสหรัฐฯ ประกาศในวันพุธที่ 11 ธ.ค. 2567 ว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับการหมดวาระดำรงตำแหน่งของรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในเดือนมกราคมปีหน้า

นายเวรย์ยังเหลือวาระการดำรงตำแหน่งอีก 3 ปี จากทั้งหมด 10 ปี แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ประกาศไว้แล้วว่า เขาจะเสนอชื่อ แคช พาเทล เป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอคนใหม่

“หลังจากคิดอย่างระมัดระวังมาหลายสัปดาห์ ผมก็ตัดสินใจได้ว่า สิ่งที่ถูกต้องสำหรับหน่วยงานนี้ คือการที่ผมอยู่ในตำแหน่งจนถึงสิ้นสุดรัฐบาลปัจจุบันในเดือนมกราคม และก้าวลงจากตำแหน่ง เป้าหมายของผมคือการมีสมาธิกับภารกิจของเรา กับงานสำคัญยิ่งที่พวกคุณกำลังทำในนามของชาวอเมริกันในทุกๆ วัน”

“ในมุมมองของผม นี่คือทางที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยงานนี้ถูกดึงเข้าสู่ความยุ่งเหยิงอย่างลึกล้ำขึ้น ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างคุณค่าและหลักการอันแสนสำคัญเรื่องวิธีการทำงานของเรา” นายเวรย์ระบุ “เป็นเรื่องที่รู้กันโดยไม่ต้องพูด แต่ผมจะพูดมันอยู่ดี เรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับผม ผมรักที่นี่ ผมรักภารกิจของเรา และรักคนของเรา แต่สิ่งสำคัญของผม และจะเป็นตลอดไปคือคือพวกเรา และการทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อเอฟบีไอ”

ทั้งนี้ นายเวรย์รับตำแหน่งผู้อำนวยการของเอฟบีไอหลังนายทรัมป์ไล่นาย เจมส์ คอเมย์ ผอ.คนก่อนออกจากตำแหน่ง กรณีสืบสวนเรื่องการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งปี 2559 โดยนายคอเมย์ ซึ่งสืบสวนเรื่องการใช้อีเมลอย่างไม่ถูกต้องของนาง ฮิลลารี คลินตัน ด้วย ออกจากเอฟบีไอในเดือนพฤษภาคม 2560

นายเวรย์ประสบชะตากรรมเดียวกันนายคอเมย์ เนื่องจากเขาก็คุมการสืบสวนคดีของนายทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ถึง 2 คดี

หลังจากชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายทรัมป์จึงประกาศจะปลดนายเวรย์ออกจากตำแหน่ง แล้วแต่งตั้งนายพาเทล ซึ่งเป็นผู้ภักดีต่อนายทรัมป์ รวมถึงเป็นผู้ผลักดันสโลแกน “Make America Great Again” หรือ MAGA และให้คำมั่นว่าจะขุดรากถอนโคนสิ่งที่เขาเรียกว่า “Deep State” หรือ เครือข่ายลับ ให้หมดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คนร้ายระเบิดพลีชีพในกรุงคาบูล ดับ “คาลิล ฮักกานี” รัฐมนตรีตาลีบัน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830471

คนร้ายระเบิดพลีชีพในกรุงคาบูล ดับ “คาลิล ฮักกานี” รัฐมนตรีตาลีบัน

12 ธ.ค. 2567 01:38 น.

คนร้ายระเบิดพลีชีพในกรุงคาบูล ดับ “คาลิล ฮักกานี” รัฐมนตรีตาลีบัน

คนร้ายจุดระเบิดพลีชีพในตึกกระทรวงในกรุงคาบูล ทำให้นาย คาลิล ฮักกานี รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตาลีบัน เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนร้ายจุดระเบิดพลีชีพภายในตึกกระทรวงมหาดไทยในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ในวันพุธที่ 11 ธ.ค. 2567 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ รวมถึงนาย คาลิล ฮักกานี รัฐมนตรีกระทรวงจัดการผู้อพยพของรัฐบาลตาลีบัน

แหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทยบอกกับ บีบีซี ว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นในขณะที่นายฮักกานีกำลังจะออกจากออฟฟิศ โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่รัฐบาลตาลีบันกล่าวหากลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม (ไอเอส) ว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

อนึ่ง นายคาลิล ฮักกานี เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของตาลีบันที่เสียชีวิต นับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันหวนกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564

คาลิล ฮักกานี เป็นน้องชายของนาย จาลาลุดดิน ฮักกานี ผู้นำกลุ่มกองโจรคนดัง ผู้นำกลุ่มติดอาวุธต่อสู้กับกองทัพโซเวียตในอัฟกานิสถานในช่วงยุค 80 และเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายฮักกานี (Haqqani network) ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีมากมาย ในช่วง 20 ปี การก่อการร้ายของกลุ่มตาลีบัน

หลานของนายคาลิลอย่างนายซิราจุดดิน ฮักกานี ซึ่งบุตรชายของนายจาลาลุดดิน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลตาลีบัน

ทั้งนี้ หลังตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564 สถานการณ์ความมั่นคงในอัฟกานิสถานก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังคงเกิดเหตุโจมตี และเหตุระเบิดพลีชีพหลายสิบครั้งในแต่ละปี โดยส่วนใหญ่ กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในจังหวัดโคราซาน (ISKP) สาขาของกลุ่มไอเอสในอัฟกานิสถาน อ้างตัวเป็นผู้ก่อเหตุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อเมริกากลาง-ใต้ ไข้เดงกีระบาดทุบสถิติ ป่วยแล้ว 12.6 ล้านคน ดับ 7,700 ศพ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2830470

อเมริกากลาง-ใต้ ไข้เดงกีระบาดทุบสถิติ ป่วยแล้ว 12.6 ล้านคน ดับ 7,700 ศพ

11 ธ.ค. 2567 23:55 น.

อเมริกากลาง-ใต้ ไข้เดงกีระบาดทุบสถิติ ป่วยแล้ว 12.6 ล้านคน ดับ 7,700 ศพ

อเมริกากลางและอเมริกาใต้เผชิญการระบาดอย่างหนักของเชื้อเดงกีในช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 12.6 ล้านคน และเสียชีวิตถึง 7,700 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศายงาว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกเดงกีในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 12.6 ล้านรายแล้ว ตามการเปิดเผยขององค์การอนามัยแห่งทวีปอเมริกา (PAHO) มากว่าก่อนกว่า 3 เท่า และมีผู้เสียชีวิตถึง 7,700 ศพ ถือเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2523

PAHO ระบุว่า บราซิล, อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย ในอเมริกาใต้ กับเม็กซิโก ในอเมริกาเหนือ ได้รับผลกระทบจากเดงกีมากเป็นพิเศา และเป็นประเทศที่ผู้ติดเชื้อกับผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่

อนึ่ง เดงกีเป็นไวรัสก่อไข้เลือดออกที่แพร่โดยมียุงลายเป็นพาหะ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการ ไข้ขึ้น, ปวดหัวรุนแรง, เจ็บหลังดวงตา, เจ็บกล้ามเนื้อและข้อต่ก หรือเกิดผื่นตามร่างกาย ในกรณีเดงกีชนิดรุนแรง ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการปวดท้องรุนแรง, เหนื่อยล้า, อาเจียน มีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ

หลายประเทศอเมริกากลางและใต้ เริ่มแจกจ่ายวัคซีนต้านเชื้อเดงกีแล้ว ขณะที่บางประเทศอย่าง ฮอนดูรัส วางแผนจะเริ่มในปี 2568

ทั้งนี้ PAHO เรียกร้องผ่านแถลงการณ์ของพวกเขา ขอให้ประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกาเพิ่มความพยายาม และความร่วมมือในการบรรเทาการระบาดให้มากขึ้น

ดร.จาร์บาส บาร์โบซา ผู้อำนวยการของ PAHO ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เกี่ยวพันกับอากาศที่ร้อนขึ้นและชื้นขึ้น กอปรกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การสะสมของน้ำใกล้ที่อยู่อาศัย การจัดการน้ำเสียที่ไม่ดี ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี โดย ดร.บาร์โบซาเตือนด้วยว่า เด็กมีความเสียงต่อเชื้อเดงกีมากกว่าผู้ใหญ่

ข้อมูลของ PAHO ชี้ว่า กว่า 70% ของผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเดงกีในกัวเตมาลา เป็นเด็ก ขณะที่ในเม็กซิโก, คอสตาริกา และปารากวัย ผู้ป่วยอาการหนักกว่า 1 ใน 3 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี นอกจากนั้น เด็กกับคนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อน มีโอกาสติดเชื้อเดงกี และป่วยอาการหนักได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc