สถานการณ์สู้รบ ไทย-กัมพูชา ไม่ใช่ ‘ชาตินิยมสู่คูหาเลือกตั้ง’

สถานการณ์สู้รบ ไทย-กัมพูชา ไม่ใช่ ‘ชาตินิยมสู่คูหาเลือกตั้ง’

สถานการณ์สู้รบ ไทย-กัมพูชา ไม่ใช่ ‘ชาตินิยมสู่คูหาเลือกตั้ง’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

เพียงแค่ปฏิทินเลือกตั้งปรากฏ เสียงวิเคราะห์บางแบบก็โผล่ขึ้นมาทันทีชายแดนถูกดึงไปผูกกับคูหา และเสียงปืนถูกแปลความหมายเป็นการเมือง

มุมมองลักษณะนี้ ไม่ได้เริ่มจากภาพที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ แต่เริ่มจากความเชื่อว่าทุกสถานการณ์ต้องโยงกลับไปที่การเลือกตั้ง

เมื่อแนวคิดนี้ถูกใช้ต่อเนื่อง ปลายทางของเรื่อง ย่อมต้องมีชื่อของคนที่ “ได้ประโยชน์ทางการเมือง”

และในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังจะเลือกตั้ง ชื่อที่ถูกหยิบขึ้นมา ก็คือผู้นำรัฐบาล

สถานการณ์สู้รบ ไทยกัมพูชา

ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่กำลังนำประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งมวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
อนุทิน ชาญวีรกูล จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ได้อานิสงส์ทางการเมืองจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

ในสายตาของมุมมองแบบนี้ ชายแดนไม่ใช่อธิปไตย แต่กลายเป็นฉาก ทหารไม่ใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ถูกลดบทบาทให้เป็นองค์ประกอบทางการเมือง

สิ่งที่ถูกมองข้ามไปในการอธิบายเช่นนี้ คือความจริงพื้นฐานอย่างหนึ่ง

ชาตินิยมของสังคมไทย ไม่ได้ถูกสั่ง ไม่ได้ถูกจัดฉาก และไม่ต้องรอฤดูเลือกตั้ง

ทุกครั้งที่อธิปไตยถูกคุกคาม ทุกครั้งที่มีทหารไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ปฏิกิริยาของสังคมจะเกิดขึ้นเอง

มันไม่ใช่ผลของการปลุก แต่เป็นสัญชาตญาณของรัฐ และเป็นความรู้สึกของคนในประเทศ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีใครสั่งการ

แต่คำอธิบายแบบนี้ ถูกดึงไปคนละทิศทาง เมื่อชื่อของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ถูกนำเข้ามาอยู่ในสมการเดียวกัน

โดยธนาธร อ้างในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ของสรยุทธ สุทัศนจินดา ว่า

สถานการณ์สู้รบ ไทยกัมพูชา

“ผู้นำทางการเมืองทั้งสองฝั่งและทุกประเทศ ไม่ควรใช้สงครามสร้างความนิยม โดยไทยเองก็มีเจตนากำลังทำในลักษณะนี้”

ถ้อยคำนี้ เหมารวมผู้นำทุกประเทศ ให้อยู่ในสมการเดียวกัน ว่ากำลังใช้สงครามเป็นเครื่องมือทางความนิยม

และในสมการเดียวกันนั้น รัฐบาลไทยถูกพาเข้าไปอยู่ในข้อกล่าวหา ว่ามี “เจตนา” ใช้สถานการณ์ความมั่นคง เพื่อเป้าหมายทางการเมือง

ขณะเดียวกัน ธนาธรพาเรื่องไปไกลกว่านั้น ด้วยการอ้างว่า หากวันนั้น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เป็นนายกรัฐมนตรี ความสูญเสียของทหารไทย และประชาชน จะไม่เกิดขึ้น

คำอ้างเช่นนี้ไม่ได้เป็นแค่การวิจารณ์รัฐบาลแต่มันกำลังบอกเป็นนัยว่า ชีวิตทหารไทย คือผลข้างเคียงของการเมือง

กองทัพจึงถูกลากไปอยู่ฝั่งตรงข้ามประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ชุดความคิดเดิม ที่ถูกหยิบมาใช้ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ธนาธรไม่ได้แยกกัมพูชาออกจากสิ่งที่พูด แต่เหมารวมผู้นำทุกประเทศว่ากำลังทำสิ่งเดียวกัน

การพูดในลักษณะนี้ ฟังดูเท่าเทียม ฟังดูสะอาด และฟังดูสูงส่งราวกับยืนอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งหมด

แต่สิ่งที่หายไปจากคำอธิบายแบบนี้ คือความต่างของเงื่อนไขทางการเมือง

สถานการณ์สู้รบ ไทยกัมพูชา

ประเทศไทย กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง รัฐบาลต้องเผชิญการตรวจสอบจากประชาชน ต้องเผชิญแรงกดดันจากคะแนนนิยม และต้องรับต้นทุนทางการเมือง ทุกครั้งที่สถานการณ์ชายแดนลุกลาม

การตัดสินใจด้านความมั่นคง ในบริบทนี้ไม่ให้ผลเป็นคะแนนโดยอัตโนมัติ แต่เป็นภาระที่รัฐบาลต้องแบกรับโดยตรง

กัมพูชา ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขแบบเดียวกัน

ฮุน เซน ไม่ต้องพึ่งการตัดสินจากคูหาเลือกตั้ง ไม่ต้องรับแรงกดดันจากคะแนนนิยม แต่ใช้อำนาจรัฐ ชาตินิยม และศัตรูภายนอก เป็นเครื่องมือค้ำอำนาจมาอย่างยาวนาน

การขยับตามแนวชายแดนครั้งนี้ เป็นการขยับของฝ่ายกัมพูชา ภายใต้การนำของ ฮุน เซน ที่ไม่ได้เดินตามจังหวะการเลือกตั้ง แต่เดินตามโครงสร้างอำนาจและกลไกการรักษาอำนาจของรัฐ

เมื่อผู้นำทุกประเทศถูกเหมารวมให้อยู่ในระดับเดียวกัน ความต่างระหว่าง รัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน กับรัฐที่ใช้อำนาจนำ ก็ถูกลบออกไปจากการอธิบายทั้งหมด

สถานการณ์สู้รบ ไทยกัมพูชา

ผลที่ตามมา คือประเทศไทยถูกดึงกลับมาอยู่กลางข้อกล่าวหา รัฐที่ใช้ชาตินิยมเพื่อเดินเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง

ทั้งที่ต้นทุนของสถานการณ์จริง คือชีวิต แรงกดดันระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่ไม่มีรัฐบาลไหนอยากแบก ก่อนวันเลือกตั้ง

การลากคำว่า “ชาตินิยม” ไปผูกกับ “คูหาเลือกตั้ง” ทำให้ความมั่นคงของรัฐถูกลดระดับ เหลือเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมือง

ทหารในสายตาแบบนี้ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นต้นทุน

ความตาย ไม่ใช่ผลของการเผชิญหน้าระหว่างรัฐ แต่ถูกอธิบายผ่านบัตรเลือกตั้ง

สถานการณ์สู้รบ ไทยกัมพูชา

สถานการณ์สู้รบ ไทย-กัมพูชา ไม่ใช่ชาตินิยมสู่คูหาเลือกตั้ง

มันคือการปะทะที่เกิดขึ้นจริงในโลกที่อุดมคติไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย

และเป็นโลกที่ความมั่นคง ไม่อาจถูกตีความด้วยสมมติฐานทางการเมือง เพียงอย่างเดียว.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

มนพร เพ้อ! ปลุกเลือกเพื่อไทยทุกจังหวัด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ชูนโยบายแก้หนี้สิน

มนพร เพ้อ! ปลุกเลือกเพื่อไทยทุกจังหวัด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ชูนโยบายแก้หนี้สิน

มนพร เพ้อ! ปลุกเลือกเพื่อไทยทุกจังหวัด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ชูนโยบายแก้หนี้สิน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

“มนพร“ ปลุกเลือกพท.ทุกจว.ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าชูนโยบายแก้หนี้สิน ช่วยเหลือปชช. มั่นใจรบ.ที่มีศักยภาพจะต้องหาเงินเป็น ยกรบ.อดีตนายกฯ ”ทักษิณ“ แก้หนี้  IMF สำเร็จมาแล้ว

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ปราศรัยพบปะชาวบ้าน ชูนโยบายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมพลังชาวนครพนม เลือกนายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ อดีต สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม และ ดร.ชาญชัย คำจำปา ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 4 นครพนม พรรคเพื่อไทย โดยมีการชูนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหายาเสพติด การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ยืนยันความจำเป็นนโยบายแก้หนี้สินในครัวเรือน ในช่วงพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก้ปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเกษตรกรมาแล้วจำนวนมาก สามารถฟื้นฟูแก้สภาพคล่องในการค้า การลงทุน มีงานมีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นจะต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เข้ามาสานต่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน

นางมนพร กล่าวว่า ยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลมานานกว่า 10 ปี หลังเข้ามาตั้งรัฐบาลได้สองปี ได้เร่งผลักดันทุกนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เนื่องจากเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูง ประชาชนเกิดหนี้สินมากขึ้น หาเงินยาก ทำให้พรรคเพื่อไทยพยายามเร่งช่วยเหลือปัญหาหนี้สินแก่ประชาชนมาตลอด สำหรับนโยบายที่จะต้องสานต่อคือ การแก้หนี้สินให้กับประชาชน ที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคาร ธกส. ให้สามารถกู้ได้คนละ 50,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำ นอกจากนี้ยังมีนโยบายแก้หนี้เสียสำหรับประชาชน ที่เป็นหนี้กับธนาคารรัฐ ไม่เกิน 2 แสนบาท ชำระเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นรัฐบาลช่วยเหลือ รวมถึงช่วยเกษตรกร พักชำระหนี้ ทั้งต้น และดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี โดยสองปีที่เป็นรัฐบาลแก้หนี้ช่วยเกษตรกรมาแล้วกว่า 6 แสนราย แต่วงเงินคนละไม่เกิน 3 แสนบาท หากเป็นรัฐบาลรอบหน้าเพิ่มวงเงินเป็น 5 แสนบาท 

“ถามว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเอาเงินมาจากไหน ยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ ไม่ต้องกังวลจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนสร้างหนี้เพิ่ม จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถหาเงินมาบริหารประเทศได้ ไม่ก่อหนี้ให้ประเทศได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่างรัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ IMF จนสำเร็จมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยพ้นวิกฤตกลับมายืนหยัดบนเวทีอาเซียนอีกครั้ง ถึงเวลารวมพลังเลือกเพื่อไทยทุกจังหวัด เข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายรวมถึงเดินหน้าแก้หนี้สินในครัวเรือน ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพมีรายได้ เพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวของประเทศ” นางมนพร กล่าว 

เลขา กกต. ส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่จัดเลือกตั้ง งานสำคัญของบ้านเมือง มั่นใจงานจะออกมาดี

เลขา กกต. ส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่จัดเลือกตั้ง งานสำคัญของบ้านเมือง มั่นใจงานจะออกมาดี

เลขา กกต. ส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่จัดเลือกตั้ง งานสำคัญของบ้านเมือง มั่นใจงานจะออกมาดี

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

“เลขาฯกกต.” ส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่จัดเลือกตั้ง  งานหนักแต่มั่นใจ ให้มองเป็นความท้าทายจัดเลือกตั้ง ท่ามกลางสถาน การณ์สู่รบ 7 จังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  ปีใหม่ปีนี้อาจแตกต่างจากทุกปี   มองเป็นการมอบของขวัญให้กับคนไทย 

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ส่งข้อความในกลุ่มไลน์สำนักงาน กกต. ระบุว่า พี่น้อง กกต.บ้านเราอยู่ในโหมดต้องรับผิดชอบงานของบ้านเมือง อย่างน้อย 3 งานใหญ่ คือ เลือก อบต. เลือก สส. และการออกเสียงประชามติ (ไม่นับการเลือกแทนตำแหน่งที่ว่างที่มีอยู่เป็นประจำ)

เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีแบบนี้ ที่งานทั้ง 3 งาน   ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศพร้อมกัน     บางจังหวัดก็มีงานลักษณะพิเศษเพิ่มเติม เช่น  พื้นที่ที่มีสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน 7 จังหวัด  หรือจังหวัด ปราจีนบุรี ที่มีการจัดการเลือกตั้ง นายก อบจ.แทนตำแหน่งที่ว่างพร้อมกัน   รวมเป็น 4 งาน   ด้วยกำลังคนที่มีจังหวัดละ 20 คน เราเหนื่อยมากขึ้นอย่างแน่นอน   แต่มันเป็นหน้าที่ และเป็นความท้าทายที่เราอยู่ตรงนี้พอดี

“ผมมั่นใจในพี่น้องเราทุกคน ว่าจะทำทุกงานออกมาดี   เป็นที่ยอมรับตามความคาดหวังของสังคม    ผมขอส่งกำลังใจ มาถึงพี่น้องเราทุกคนในยามที่ต้องทำงานสำคัญของบ้านเมืองให้ออกมาดีและเป็นที่ยอมรับ และผมขอโทษที่ไม่สามารถจัดหาคนให้พี่น้องเราให้พอเพียง  ตามกรอบในเวลาอันสำคัญแบบนี้   ทำให้ลำบากมากขึ้นเป็นเท่าทวีขึ้นไปอีก แต่ไม่ว่ามันจะออกมาอย่างไรก็ขอให้เราภูมิใจที่ได้มาทำในหน้าตรงนี้”  นายแสวง  ระบุ

นายแสวง   ยังระบุว่า ปีใหม่ปีนี้สำหรับเรา มันคงต่างออกไป แต่เราสามารถมอบของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย จากงานของเราที่กำลังทำอยู่ได้ 

ขอให้ใจเย็นๆ อนุทิน รับกำลังคัดผู้สมัคร สส. รอบสุดท้าย อุบชื่อแคนดิเดตนายกฯ

ขอให้ใจเย็นๆ อนุทิน รับกำลังคัดผู้สมัคร สส. รอบสุดท้าย อุบชื่อแคนดิเดตนายกฯ

ขอให้ใจเย็นๆ อนุทิน รับกำลังคัดผู้สมัคร สส. รอบสุดท้าย อุบชื่อแคนดิเดตนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 10.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อเป็นประธานการประชุมยุทศาสตร์ เพื่อวางแนวนโยบายในการเลือกตั้ง โดยมีแกนกลุ่มต่างๆของพรรคเข้าร่วม โดยนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการคัดเลือกผู้สมัคร สส.เขตและบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง ว่า เดี๋ยวรอให้มีการประชุมก่อน กำลังคัดรอบสุดท้ายอยู่ 

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้เรียบร้อยหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่าก็เดี๋ยวก่อน 

เมื่อถามย้ำว่าจะได้ความชัดเจนในวันนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าก็จะพยาม 

เมื่อถามว่าวันที่ 25 พ.ย. จะมีการเปิดนโยบายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้คุยเรื่องนโยบายทั่วไปและคุยว่าผู้ใหญ่ของพรรคท่านไหนจะรับผิดชอบนโยบายด้านใด ยังคงเป็นเตรียมมอบหมายงานเรื่องต่างๆ เพราะเรามีผู้ใหญ่บุคลากรทางการเมืองที่มีประสบการณ์ในแต่ละด้านมาร่วม ส่วนนโยบายที่จะใช้ชูในการหาเสียงเป็นเรื่องอะไรนั้น ขอให้ใจเย็นๆโดยเราจะเน้นในทุกเรื่อง 

กกต. แจงพรรคการเมือง-ผู้สมัคร จัดทำประกาศ-ป้ายหาเสียง ให้ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด

กกต. แจงพรรคการเมือง-ผู้สมัคร จัดทำประกาศ-ป้ายหาเสียง ให้ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด

กกต. แจงพรรคการเมือง-ผู้สมัคร จัดทำประกาศ-ป้ายหาเสียง ให้ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

( กกต. ) ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ให้ผู้สมัคร พรรคการเมืองและผู้เกี่ยวข้องรับทราบเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำสถานที่ปิดป้ายประกาศเกี่ยวกับการเลือกตั้งและสถานที่ติดแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย 

1.การจัดทำประกาศ การกำหนดสถานที่และสถานที่ปิดประกาศ ผู้สมัครและพรรคการเมืองที่จะประสงค์ติดตั้งต้องดำเนินการ

: ป้ายประกาศแนวตั้ง (30×42 ซม.) ขนาดความกว้างไม่เกิน 30 เซนติเมตร และขนาดความสูงไม่เกิน 42  เซนติเมตร พร้อมระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้ว่างจ้าง ผู้ผลิต จำนวนและวันเดือนปีที่ผลิต

: ผู้สมัครจัดทำป้ายได้ไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

:พรรคการเมืองจัดทำป้ายได้ไม่เกิน 2 เท่าของหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดนั้น

: ผู้สมัครและพรรคการเมืองปิดประกาศตามสถานที่ที่กำหนด สถานที่ละ 1 แผ่น

:วิธีปิดประกาศให้เป็นไปตามหัวหน้าหน่วยงานกำหนด ต้องไม่ปิดทับซ้อนกับป้ายผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอื่น

ทั้งนี้ การจัดทำประกาศ  สามารถระบุชื่อ รูปถ่าย หมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมือง สัญลักษณ์ นโยบายของพรรค คติพจน์ คำขวัญหรือข้อมูลประวัติของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ข้อมูลการหาเสียงทางอิเลคทรอนิกส์  ผู้สมัครสามารถใส่ภาพแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคการเมืองได้เท่านั้น

ขณะที่การกำหนดสถานที่และจัดสถานที่ปิดประกาศ

:นายอำเภอกำหนดสถานที่และสถานที่ปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ

:ผู้บริหารท้องถิ่นกำหนดสถานที่และจัดสถานที่ปิดประกาศ ณ ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานเขต แขวง หมู่บ้านหรือชุมชน

: หัวหน้าหน่วยงานกำหนดสถานที่และจัดสถานที่ปิดประกาศ ณ ที่ตั้งของหน่วยงานตามความเหมาะสม

: ให้นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารหน่วยงาน ออกประกาศกำหนดสถานที่ หลักเกณฑ์และวิธีปิดประกาศ และส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดรับทราบ เพื่อแจ้งให้ผู้สมัครและทุกพรรคการเมืองได้รับทราบ และจัดหาสถานที่ให้พอเพียงและเท่าเทียมกัน  ขณะที่ผู้สมัครและพรรคการเมือง ต้องแจ้งความประสงค์กับหัวหน้าหน่วยงาน

2.การจัดทำแผ่นป้าย การกำหนดสถานที่ติดแผ่นป้าย ของผู้สมัครและพรรคการเมือง

:ป้ายขนาด (130×245 ซม.)   ความกว้างไม่เกิน 130 เซนติเมตร และขนาดความยาวไม่เกิน 245 เซนติเมตร   ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของผู้ว่างจ้าง ผู้ผลิต จำนวน วันเดือนปีที่ผลิต

:ผู้สมัคร จัดทำป้ายได้ไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

:พรรคการเมืองจัดทำป้ายได้ไม่เกิน 1 เท่าของหน่วยเลือกตั้งในจังหวัดนั้น

: ผู้สมัครและพรรคการเมือง ติดป้ายตามสถานที่ที่กำหนด

:ไม่ติดป้ายทับซ้อนหรือปิดบังแผ่นป้ายของผู้สมัครอื่นและพรรคการเมืองอื่น

ทั้งนี้ในการเลือกตั้งในกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ประสานหรือหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดสถานที่ติดแผ่นป้าย และประกาศกำหนดสถานที่ติดแผ่นป้ายก่อนวันปิดรับสมัคร

3.การติดตั้งแผ่นป้าย ณ ที่ทำการพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดหรือศูนย์อำนวยการการเลือกตั้ง สามารถติดตั้งป้ายหาเสียงได้เขตเลือกตั้งละ 1 แผ่น ขนาดความกว้างไม่เกิน 400 เซนติเมตรและความยาวไม่เกิน 750 เซนติเมตร  (400×750 ซม.)

กัญจนา ร่ายยาว แจง ท็อป ซบภูมิใจไทย ดิ้นหนีตายทางการเมือง

กัญจนา ร่ายยาว แจง ท็อป ซบภูมิใจไทย ดิ้นหนีตายทางการเมือง

กัญจนา ร่ายยาว แจง ท็อป ซบภูมิใจไทย ดิ้นหนีตายทางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก NuNa Silpa-archa ระบุว่า ปกติ..เฟสของดิฉันจะไม่พูดเรื่องการเมือง…

แต่ครั้งนี้ขอใช้โพสต์นี้ ช่วยน้องชี้แจงเหตุผลที่เขาต้องลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปอยู่พรรคภูมิใจไทย… (เขาไม่ได้ขอให้ดิฉันชี้แจง แต่ดิฉันต้องการชี้แจงเองค่ะ)…

โพสต์นี้จะยาวหน่อยนะคะ แต่มันกลั่นมาจากใจ… บนพื้นฐานของความจริงที่หลายคนอาจไม่ทราบ… การเขียนของดิฉัน จะลำดับเรื่องราวเป็นข้อๆนะคะ…

1. การทำงานการเมืองในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า การเป็นพรรคขนาดเล็ก..ทำงานลำบากมาก…

2. ทราบไหมคะว่า ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 ..ท็อปลงในแบบบัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งของพรรคชาติไทยพัฒนา และเกือบสอบตก…
ท็อปได้เป็นสส.ปัดเศษ..

3. พรรคชาติไทยพัฒนาแม้จะได้สส.เขตทั้ง 5 เขต (ซึ่งก็ต้องขอบคุณคุณคนสุพรรณ ที่ช่วยกรุณาเลือกค่ะ) แต่แม้แต่ช่วงที่พ่อบรรหารยังอยู่..คะแนนพรรคเราก็ไม่ได้อันดับหนึ่ง… ทั้งๆที่พ่อ และพรรค ทำงานเพื่อคนสุพรรณมาเกือบทั้งชีวิตของพ่อ… ยิ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุด.. คะแนนพรรคชาติไทยพัฒนาได้เป็นที่ 3 ด้วยซํ้า แพ้คะแนนพรรคที่ไม่เคยทำอะไรให้กับจังหวัดสุพรรณเลย…

4. ก็เพราะท็อปและสส.ของพรรคยังต้องการทำงานให้คนสุพรรณ และประเทศชาติโดยรวมอยู่ จึงต้องหาพื้นที่ที่จะสามารถยืนอยู่บนถนนการเมืองต่อไปได้…

5. ซึ่งเมื่อตัดสินใจว่า จะต้องย้ายมาอยู่พรรคใหญ่ พวกเขาต้องเลือกพรรคที่ยึดมั่นในชาติ ศาสน์ กษัตริย์…จึงเลือกมาอยู่พรรคภูมิใจไทย…

6. การลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนามาอยู่พรรคภูมิใจไทย..ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทิ้งพรรคที่พ่อทำมา แต่หมายความตามที่ดิฉันกล่าวแล้วข้างต้นว่า …ถ้ายังอยู่ที่เดิมคงไม่มีพื้นที่ที่จะทำงานการเมืองต่อได้…

7. เหมือนชีวิตของพ่อบรรหาร …แม้พ่อรักสุพรรณแค่ไหน พ่อก็ยังต้องจากสุพรรณมาเพื่อมาทำมาหากินที่กรุงเทพฯ จนมีฐานะมั่นคง แล้วจึงกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน… ถ้าใช้ความคิดว่า..เพราะรักสุพรรณ ต้องอยู่แต่สุพรรณตลอด พ่อคงไม่มีโอกาสเติบโต จนได้ทำงานใหญ่ให้บ้านเกิด และประเทศชาติได้..

8. ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ… สำหรับท็อปและชาวพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ต้องออกมาสู่พรรคใหญ่…

9. ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา…ในอนาคตดิฉันก็จะมารับรักษาการเป็นหัวหน้าพรรค แต่จะไม่มีกิจกรรมใดทางการเมือง แค่เพียงรักษาพรรคไว้..

10. ดิฉันก็ชี้แจงเท่าที่ทำได้…

ยอมรับว่ารุ่นลูก เราไม่เก่งเท่าพ่อ แต่เราสองคนพี่น้องก็ได้พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว…ตัวดิฉันเองนั้น ไม่ได้ชื่นชอบวิถีการเมืองเลย เพราะรู้ดีว่าไม่เหมาะกับนิสัยตัวเอง..ช่วงที่พ่ออยู่ก็แค่ช่วยพ่อ.. สำหรับดิฉัน…การเมืองมีประโยชน์เพียงช่วยให้ดิฉันได้ทำงานช่วยชีวิตสัตว์และคนตัวเล็กตัวน้อยได้มีพลังขึ้น เพราะถ้าเราไม่มีตรงนี้ เวลาไปประสานทางการ …ข้าราชการก็อาจไม่ค่อยฟังเรา ไม่ช่วยงานเรา…แม้สิ่งที่เราขอให้เขาทำ ก็คืองานในความรับผิดชอบของเขาทั้งสิ้น ไม่เคยมีผลประโยชน์ส่วนตัวของเราเองเลย… ที่ดิฉันชี้แจงมา.. ท่านใดเข้าใจ ดิฉันก็ขอบพระคุณ

แต่ดิฉันก็ไม่สามารถก้าวล่วงวิจารณญาณของแต่ละท่านได้ค่ะ.. แค่รู้สึกว่าอยากจะชี้แจงเท่านั้นค่ะ…และไม่อยากได้ยินใครมาพูดอีกว่า..รุ่นลูก ทิ้งพรรคที่พ่อสร้างมา…ถ้าท็อปยุติบทบาททางการเมืองนั่นสิ  ถึงจะเป็นการทิ้งงานที่พ่อทำมา..ไม่สานต่อ…

ขอบพระคุณสำหรับท่านที่อ่านจนจบนะคะ….

กลาโหมเปิดข้อเท็จจริง เครื่องยิงวิถีต่อต้านรถถัง GAM-102 ที่ยึดได้จากทหารเขมร

กลาโหมเปิดข้อเท็จจริง เครื่องยิงวิถีต่อต้านรถถัง GAM-102 ที่ยึดได้จากทหารเขมร

กลาโหมเปิดข้อเท็จจริง เครื่องยิงวิถีต่อต้านรถถัง GAM-102 ที่ยึดได้จากทหารเขมร

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.58 น.

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม รายงานว่า  ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “อาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง GAM-102” ที่กองทัพบกไทยยึดได้

– ชื่อรุ่นของอาวุธที่ตรวจยึดได้
อาวุธที่ตรวจยึดได้ในพื้นที่ช่องอานม้า คือ อาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง GAM-102 ไม่ใช่ GAM-102LR

– คุณสมบัติอาวุธชนิดนี้
ใช้ในการต่อต้านยานเกราะหรือรถถังในระยะใกล้ถึงปานกลาง
เป็นอาวุธในระดับยุทธวิธี ไม่ได้เป็นอาวุธนำวิถีระยะไกล

– อาวุธที่ตรวจยึดได้ไม่ใช่รุ่นใหม่
GAM-102 เป็นล็อตการผลิตเดิมมาแล้วกว่า 10 ปี ไม่ใช่รุ่นใหม่

– ทางการจีนยืนยัน
ได้รับการยืนยันจากทางการจีน
ไม่มีการส่งมอบ GAM-102LR (รุ่นล่าสุด) ให้กับกัมพูชา

– กองทัพบกจะดำเนินการอย่างไร? กับอาวุธที่ยึดได้
บันทึกเป็นหลักฐานเพื่อใช้ประโยชน์ด้านความมั่นคง
และการวิจัยพัฒนาหลักนิยม

จตุพร เตือนการเมืองระบบเครือญาติ ชินดาวงศ์ มีบทเรียนสะท้อน จบไม่สวยสักคน

จตุพร เตือนการเมืองระบบเครือญาติ ชินดาวงศ์ มีบทเรียนสะท้อน จบไม่สวยสักคน

จตุพร เตือนการเมืองระบบเครือญาติ ชินดาวงศ์ มีบทเรียนสะท้อน จบไม่สวยสักคน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

วันที่ 19 ธันวาคม 2568  นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยมีท่อนหนึ่งกล่าวถถึงถึงปัญหาการเมืองกับวงศ์วานเครือญาติ ว่า ที่ผ่านมาการเมืองหายนะมาจากระบบเครือญาติกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพรรคการเมืองใดได้เข้าไปบริหารประเทศต้องสัญญาจะไม่มีเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากยังใช้วิธีการเดิมๆ ผลลัพธ์ก็จะจบลงแบบเดิมๆ เหมือนที่เคยจบกันมา

“คำว่า 3 นามสกุลหลักที่ว่า ชินดาวงศ์ นั้น วันนี้สลัดกันไม่พ้น ซึ่งจะเห็นผลปลายทางกันอยู่แล้ว โดยการเมืองแบบนี้ เพียงแต่มีความเชื่อว่า เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ แต่หลังจากนั้นจะฉิบหายทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยนเลย”

นายจตุพร ไม่สนใจว่า นามสกุลแบบรวมวงศ์วานเครือญาตินี้จะประสบความสำเร็จอย่างไร เพราะประเทศไทยให้โอกาสมามากต่อมากแล้ว แต่ที่มากกว่านั้นคือ จะเดินย้ำแบบเดิมหรือไม่ ถ้าเป็นแบบเดิมแล้ว ท้ายที่สุดหนีสัจธรรมไม่พ้นว่า มาแบบไหนก็ไปแบบนั้น

“ประเทศไทยไม่ได้เป็นห้องทดลองการบริหารการเมือง และคนมีความรู้สูงไม่ได้หมายถึงจะทำให้การบริหารสำเร็จ ดังนั้น จึงต้องได้คนที่เป็นมืออาชีพ แม้คนเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรอบรู้ในเรื่องการบริหารแผ่นดินหรือการบริหารประเทศ โดยบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าไม่พร้อมแล้ว เมื่อเผชิญปัญหาบ้านเมืองยามวิกฤต ผลลัพธ์จะเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่ และที่สุดจบไม่สวยสักคน”นายจตุพร กล่าว

เคารพการตัดสินใจน้อง เทพไท ให้กำลังใจน้องสาว จริยา เสนพงศ์ พรรคประชาชน สู้ศึกเลือกตั้งปีหน้า

เคารพการตัดสินใจน้อง เทพไท ให้กำลังใจน้องสาว จริยา เสนพงศ์ พรรคประชาชน สู้ศึกเลือกตั้งปีหน้า

เคารพการตัดสินใจน้อง เทพไท ให้กำลังใจน้องสาว จริยา เสนพงศ์ พรรคประชาชน สู้ศึกเลือกตั้งปีหน้า

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.55 น.

วานนี้ (19 ธันวาคม พ.ศ. 2568) นาย เทพไท เสนพงศ์ ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการเปิดใจให้กำลังใจน้องสาวตัวเอง น้องมุก จริยา เสนพงศ์ ตัดสินตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับการลงสู้ศึกเลือกตั้งในปีหน้า ทำให้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อการเปิดใจให้กำลังใจครั้งนี้ของน้องสาวของนาย เทพไท เสนพงศ์ 

ซึ่งตัวของ นาย เทพไท เสนพงศ์ เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เทพไท เสนพงศ์

“ขอเป็นกำลังใจให้น้องสาว เมื่อน้องมุก “จริยา เสนพงศ์” ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พี่เคารพการตัดสินใจของน้อง เพราะเคยทราบข่าวมาก่อนหน้านี้แล้วว่า น้องมุกจะลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 แต่ติดปัญหาส่วนตัวบางประการ จึงไม่ได้ลงสมัครในครั้งนั้น

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อมีความพร้อมในทุกด้านแล้ว จึงตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคประชาชน พี่ขอให้น้องมุกโชคดี สำหรับพี่ ถ้าคนในครอบครัวตระกูลเสนพงศ์ จะลงเลือกตั้งในนามพรรคที่ไม่ซื้อเสียง พี่สนับสนุนเต็มที่ เพราะพี่มีจุดยืนชัดเจน ต่อต้านการเมืองซื้อเสียงมาตลอด ขอให้ใช้ศักยภาพ ความรู้ความสามารถในการหาเสียง ส่วนตำแหน่ง หน้าที่การงานในอดีต เป็นเรื่องของสื่อมวลชนที่นำมาเขียนในประวัติการทำงาน น้องมุกไม่ได้แอบอ้าง หรือนำองค์กรที่เคยทำงาน มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย พี่เข้าใจครับ ขอเป็นกำลังใจให้อีกครั้ง”

เทพไท เสนพงศ์
เทพไท เสนพงศ์
เทพไท เสนพงศ์
เทพไท เสนพงศ์
เทพไท เสนพงศ์
เทพไท เสนพงศ์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เทพไท – คุยการเมือง 

อดีต สว. เตือนสติคนไทย! สงครามไทย-กัมพูชา แยกมิตร ศัตรูให้ขาด

อดีต สว. เตือนสติคนไทย! สงครามไทย-กัมพูชา แยกมิตร ศัตรูให้ขาด

อดีต สว. เตือนสติคนไทย! สงครามไทย-กัมพูชา แยกมิตร ศัตรูให้ขาด

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.37 น.

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความระบุว่า สงครามไทย – กัมพูชา : ใครคือมิตร และศัตรูของไทย?

กฎข้อแรกของยุทธศาสตร์การทำสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา คือต้องจำแนกมิตรและศัตรูออกจากกันให้ชัดเจนและเด็ดขาดตั้งแต่เริ่มต้น ต้องรู้ว่าใครคือมิตรของเรา  และใครคือศัตรูของเรา หากไม่มีการกำหนดว่าใครเป็นมิตรของเราอย่างชัดเจน ไม่มีการกำหนดว่าใครเป็นศัตรูของเราอย่างชัดเจน เราก็ไม่มีวันเอาชนะสงครามได้อย่างแน่นอน ต่อให้วันนี้ถึงเราจะมีกำลังเป็นต่อเหนือกว่ากำลังของศัตรูอย่างมากมาย แต่ไม่ช้านานกำลังของเราก็จะค่อยๆ อ่อนแอลง และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด หากเรามีการกำหนดยุทธศาสตร์การทำสงครามได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แม้ ในตอนเริ่มต้นเราจะมีกำลังน้อยกว่าข้าศึกมาก แต่ไม่ช้านาน เราก็จะกลับมามีกำลังเหนือกว่าข้าศึก และจะกลับมาเป็นฝ่ายที่สามารถเอาชนะข้าศึกได้ในที่สุด

หลายวันที่ผ่านมาหลังจากที่สงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาเริ่มต้นขึ้น ผมอ่านข้อความต่างๆ ที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปในโซเชียลมีเดียแล้ว มีความกังวลใจบางประการเกิดขึ้น ผมพบว่ามีคนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถจำแนกมิตรและศัตรูของไทยออกจากกันได้อย่างชัดเจนและเหมาะสม พวกเขาจะด้วยความสุจริตใจ หรือเพราะความไร้เดียงสาทางการเมือง หรือไปรับเอาข่าวเท็จจากฝ่ายตะวันตก หรือเป็นแผนของฝ่ายตรงกันข้าม รวมถึงอาจเป็นพวกกลุ่มรับจ้างก็ตาม ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มหวั่นไหวจนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัสเซียและจีน บางพวกถึงขนาดสรุปว่ารัสเซียและจีนเป็นฝ่ายสนับสนุนกัมพูชา คนกลุ่มนี้ไม่ว่าจะกระทำโดยสุจริตใจหรือไม่ แต่พฤติกรรมของพวกเขาในขณะนี้ไม่ต่างจากการเป็นพวกก่อกวน ก่อความวุ่นวายทางการเมือง หรือเป็นไส้ศึกให้แก่ฝ่ายศัตรู เพราะพวกเขากำลังทำหน้าที่ผลักมิตรประเทศของเราให้กลายเป็นศัตรูไปแทน

พวกเขาพยายามโฆษณาป่าวร้องว่าจีนและรัสเซียให้การสนับสนุนกัมพูชา และทั้งสองชาติมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์กับประเทศไทย ผมเห็นว่าสำหรับคนกลุ่มนี้ยังมีทัศนะที่มองปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับไทยและจีนกับไทยอย่างตัดตอนประวัติศาสตร์ และแสดงความเห็นโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อประเทศ เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้ทัศนะทางประวัติศาสตร์ และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับรัสเซียและระหว่างไทยกับจีนมาพิจารณาปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ประเทศไทยกับรัสเซียมีความสัมพันธ์อันดีในทางประวัติศาสตร์มาโดยตลอดตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าซานิโคลัส กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 รัสเซียเป็นชาติยุโรปชาติเดียวที่ได้ช่วยเหลือไทยให้รอดพ้นจากการถูกอังกฤษและฝรั่งเศสข่มขู่ คุกคามในการล่าอาณานิคมในขณะนั้น การช่วยเหลือของรัสเซียมีส่วนให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส และประวัติศาสตร์ระยะใกล้ยังแสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศไทยมาก โดยการเคารพยกย่องต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สูงมาก และจนกระทั่งถึงบัดนี้ รัสเซียยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความเป็นปฏิปักษ์ใดๆ ต่อประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ที่รัฐบาลจีนย้ำถึงสถานะความผูกพันระหว่างสองประเทศที่มีลักษณะพิเศษต่างจากประเทศอื่นๆมาโดยตลอดว่า “ไทยจีนมิใช่อื่นใด หากแต่เราเป็นพี่น้องกัน” สิ่งที่จีนพูดกับไทยไม่ใช่เป็นเพียงคำหวานไพเราะเสนาะหู หากแต่เป็นคำกล่าวที่มาจากใจจริงเสมอมา ในวันที่ประเทศไทยยากลำบากที่สุดเมื่อกองทัพเวียดนามประกาศจะบุกเข้ากรุงเทพฯ หลังจากเอาชนะเขมรแดงได้แล้ว ไทยมีความหวังว่ามหามิตรเดียวของเราคือสหรัฐจะช่วยเหลือ ปกป้องคุ้มครองประเทศไทยบ้าง เพราะเราเคยส่งทหารไทยไปช่วยสหรัฐรบ ทั้งที่เกาหลีใต้ เวียดนามและลาวมาก่อน แต่สหรัฐกลับนิ่งเฉย ปล่อยให้เราเผชิญกับชะตากรรมโดยลำพัง และโดยไม่สนใจใยดี มีแต่จีนเท่านั้นที่เป็นมิตรแท้ของเราในยามยาก โดยจีนได้ส่งกำลังทหารนับแสนนาย เข้าโจมตีเวียดนามทางตอนเหนือ เพื่อดึงกำลังทหารเวียดนามส่วนใหญ่ออกจากกัมพูชาไปเพื่อป้องกันประเทศ ของตนเอง ทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากวิกฤตที่เป็นภัยคุกคามจากนอกประเทศครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งไปได้ โดยประเทศจีนต้องยอมเสียสละกำลังทหารไปเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยเพื่อปกป้องคุ้มครองให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการ คุกคามของเวียดนาม และจีนไม่เคยกล่าวอ้างเพื่อทวงบุญคุณหรือเรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆ จากไทยเลย

เมื่อประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 จีนเป็นประเทศแรกที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศไทย แต่สหรัฐกลับไม่ให้ความช่วยเหลือเราแม้แต่ดอลลาร์เดียว และเมื่อไทยเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อไม่กี่วันก่อน จีนให้ความช่วยเหลือแก่เรามากกว่า 60 ล้านบาท แต่สหรัฐก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เรา เช่นเคยเหมือนที่ผ่านๆ มา

เมื่อใช้จุดยืนและทัศนะทางประวัติศาสตร์มาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับไทย จีนกับไทย และสหรัฐกับไทยแล้ว เราจึงไม่ควรเคลือบแคลงสงสัย หรือตั้งข้อสงสัยต่อรัสเซียและจีนว่ามีความจริงใจต่อไทยจริงหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด ผมคิดว่าผลประโยชน์ของรัสเซียและจิีนในปัจจุบันคือสันติภาพและสันติสุขของโลก ไม่ใช่สงคราม รัสเซียและจีนไม่มีความจำเป็นต้องหาผลประโยชน์ใดๆ จากสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา การไม่มีสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาต่างหากที่เป็นที่พึงปรารถนาและเป็นผลประโยชน์โดยแท้จริงในขณะนี้ทั้งของรัสเซียและจีน

ผมมีความปรารถนาว่าคนไทยที่รักชาติจะมองเห็นสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ และสามารถจำแนกได้ว่าใครคือมิตร และใครคือศัตรูที่แท้จริงของไทยในศึกสงครามระหว่างไทยกัมพูชาในครั้งนี้

ผมเห็นว่ามิตรประเทศของเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องคิดหรือทำเหมือนกับไทยไปเสียทุกเรื่อง และเราไม่สมควรเรียกร้องมิตรประเทศของเราให้ต้องมีจุดยืนและทัศนะต่างๆ ทางการเมืองเหมือนกับเราไปเสียทั้งหมด