สั่งจำคุก20ปี ‘โจ้ พฤทธิกร’ เด็ก‘ก้าวหน้า’ ทำผิด‘ม.112’

สั่งจำคุก20ปี  ‘โจ้ พฤทธิกร’  เด็ก‘ก้าวหน้า’  ทำผิด‘ม.112’

สั่งจำคุก20ปี ‘โจ้ พฤทธิกร’ เด็ก‘ก้าวหน้า’ ทำผิด‘ม.112’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก20 ปี “โจ้ พฤทธิกร”อดีตทีมงานก้าวหน้า โพสต์ข้อความดูหมิ่นสถาบันกว่า 10 ครั้ง ด้านเจ้าตัวหลบหนี ก่อนออกหมายจับ

เมื่อวันที่ 18ธ.ค.23568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1485/2566 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพฤทธิกร สาระกุล หรือโจ้ อดีตทีมงานก้าวหน้า ในข้อหาหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 65 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูล ข้อความ รูปภาพและตัวอักษร ส่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ตลงในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ก่อนโพสต์ข้อความดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ 10ครั้ง เป็นการปลุกปั่นทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและจูงใจให้ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชัง โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลที่จำเลยโพสต์นั้นเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวนชุดจับกุมเบิกความเป็นพยานสอดคล้องต้องกันว่า ได้รับแจ้งว่ามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องโพสต์ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จึงขอหมายค้นตรวจห้องชุด และพบจำเลย จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของจำเลยพบการเข้าใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มีการโพสต์ข้อตความดูหมิ่นรวม 10 ครั้ง พร้อมถ่ายภาพยืนยันให้จำเลยว่าเป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ดังกล่าว เห็นว่า พยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน มีการตรวจพบการข้าถึงบัญชีและโพสต์ข้อความตามฟ้องโดยไม่มีส่วนได้เสียในคดี เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามจริง การที่มีภาพถ่ายยืนยันและลงลายมือชื่อไว้ในคำสอบสวน เกิดจากความสมัครใจของจำเลย จำเลยเป็นบุคคลที่กระทำความผิดจริง โดยเป็นเจ้าของและคราอบครองคอมพิวเตอร์ที่เข้าบัญชีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยหาใช่การแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการมุ่งใส่ร้ายถึงพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง อันเป็นการใส่ความอย่างร้ายแรง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 การกระทำความผิดโดยโพสต์ลงในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เป็นการนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เป็นความผิดเกี่ยวกักการนำเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี

จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยกระทงและ 2 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 20ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลยได้หลบหนีประกัน ในชั้นสืบพยาน ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและมีการสืบพยานลับหลังจำเลย ก่อนจะนัดอ่านอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ให้ทนายจำเลยฟัง

F-16บอมบ์คลังแสง/ฐานที่มั่นทหารเขมร บินถล่ม‘ปอยเปต’ยับ ปืนใหญ่จัดหนักเนิน350

F-16บอมบ์คลังแสง/ฐานที่มั่นทหารเขมร  บินถล่ม‘ปอยเปต’ยับ  ปืนใหญ่จัดหนักเนิน350

F-16บอมบ์คลังแสง/ฐานที่มั่นทหารเขมร บินถล่ม‘ปอยเปต’ยับ ปืนใหญ่จัดหนักเนิน350

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

F-16บอมบ์คลังแสง/ฐานที่มั่นทหารเขมร บินถล่ม‘ปอยเปต’ยับ ปืนใหญ่จัดหนักเนิน350 ไล่ตีศัตรูยึดคืน‘บ้าน3หลัง’ ‘บิ๊กเล็ก’ยันยังไม่หยุดยิง

ทภ.2 แจงแนวรบ 4 จังหวัดยังปะทะเดือด “ปราสาทตาควาย-ภูมะเขือ” เขมร โจมตีหนัก- ฝูงโดรน พบพิกัดเล็งเป้า พื้นที่พลเรือน-ที่ตั้งทหารตอนใน เนิน 350 ไทยระดมยิงหนัก พบทหารเขมรเริ่มอ่อนล้า อาจต้านไม่ไหว ร้องขอกำลังหน่วยเหนือช่วยยิงสกัด ทร.ปูพรมค้นพื้นที่บ้าน3หลัง ตราด เจอคลังทุ่นระเบิดดัดแปลง 16 ลูก ‘บิ๊กเล็ก’ ยัน‘หยุดยิง’ได้ต่อเมื่อเขมรสิ้นสุดปฏิปักษ์ชัดเจน สั่งเสริมยานเกราะสระแก้ว

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา วันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งเข้าสู่วันที่ 10 นับตั้งแต่เหตุปะทะตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม สถานการณ์ในพื้นที่ยังมีการปะทะอยู่ในระดับรุนแรงสูง มีศูนย์กลางความรุนแรงในพื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ และพื้นที่ห้วยตามาเรียและภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ

ทภ.2แจงเขมรยิงBM-21-โดรนโจมตี

ทั้งนี้ทหารกัมพูชายังดำเนินการปฏิบัติการทางยุทธวิธีต่อเนื่อง โดยมุ่งเข้าตียึดคืนที่หมายสำคัญในพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 100 ม.ม. และโดรนโจมตี ระดมยิงเข้าสู่พื้นที่การปะทะ และพื้นที่ส่วนหลังอย่างหนาแน่น ส่งผลกระทบความเสียหายต่อพื้นที่พลเรือน และยังพบการการใช้โดรนโจมตีและการหาพิกัด GPS สำหรับเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ตอนในด้วย ส่วนฝ่ายเราคุมอากาศยานไร้คนขับได้ดีขึ้น มีการตอบโต้เชิงระบบทำให้ควบคุมพื้นที่สำคัญได้หลายจุดและยังขยายการควบคุมตามแผนปฏิบัติการ ทำให้ภาพรวมกำลังพลฝ่ายเราขวัญกำลังใจดี และการควบคุมสถานการณ์ยังมั่นคงดี

แนวรบ4จว.ยังปะทะเดือด

ส่วนเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่ได้แก่ 1.ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีพื้นที่ช่องบก กำลังทั้งสองฝ่ายปะทะอย่างต่อเนื่อง มีข่าวทางกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่เพิ่มเติม พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยปฏิบัติการเชิงรุกที่หมายตามแผนเสริมความมั่นคงและจัดระเบียบใหม่ ในที่หมายซึ่งกัมพูชาไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เด็ดขาด

2.ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ซำแต–โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า ได้มีกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชา ตกบริเวณฐานทหารไทยหลายครั้ง ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ไปในทิศทางที่ตรวจพบจากเครื่องมือค้นหาเป้าหมาย นอกจากนี้ยังตรวจพบโดรนข้าศึกจำนวนมาก มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย จากสะเก็ดจรวด RPG ในพื้นที่ซำแต พื้นที่บริเวณผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายยังปะทะเป็นระยะ ด้วยปืนเล็กยาว และเครื่องยิงลูกระเบิดกันต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่นี้ถือว่าสงครามโดรน ใช้อาวุธยิงระยะไกลอย่างเข้มข้น

“ภูมะเขือ-ตาควาย”พื้นที่ปะทะเดือด

พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์ – พลาญยาว – พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชา ได้ใช้โดรนบินทิ้งระเบิด ในพื้นที่ช่องโดนเอาว์ ฝ่ายไทยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ยังมีการปะทะกันอย่างหนาแน่น จากการพยายามเข้าตียึดคืนพื้นที่ของทหารกัมพูชาทหารไทยสามารถตรวจพบ UAV 1 ลำ และโดรน 4 ลำ บริเวณภูมะเขือและยังคงมีกระสุนปืนใหญ่กัมพูชาตกบริเวณทางขึ้นภูมะเขือ

3.ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยี กัมพูชา มีการยิง จรวดหลายลำกล้องBM-21 เข้ามายังประเทศเป็นห้วงๆ ฝ่ายไทยจึงเปิดปฏิบัติการเชิงรุกเข้าตีฐานเคลียงเมือง(ปีกขวาช่องจอม) และสามารถเข้าควบคุมและเคลียร์ที่หมายได้สมบูรณ์ มีการปักธงชาติไทยตามแนวคูเลตและฝ่ายไทยเราควบคุมพื้นที่และสถาปนาความมั่นคงได้สำเร็จ

พื้นที่คนา ฝ่ายไทยสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงในที่หมาย และตรึงกำลังตลอดแนวการวางกำลัง

พื้นที่ปราสาทตาควาย ทหารกัมพูชา มีการยิงเครื่องยิงลูกระเบิด , ปืนใหญ่ , และ BM-21 เข้ามาเป็นระยะ รวมทั้งทหารกัมพูชายังเพิ่มเติมกำลังโดยฝ่ายไทยพยายามดำเนินกลยุทธ์ต่อเนิน 350 แต่ยังไม่คืบหน้าทั้งนี้มีกำลังพลเสียชีวิต 2 นาย จากการปะทะบริเวณพื้นที่ตาควายภาพรวมเป็นพื้นที่ปะทะหนัก แต่ฝ่ายเรายังยึดพื้นที่หลักไว้ได้

เขมรเติมกำลังใช้รถถังทหารยิงใส่ตาเมือนธม

พื้นที่ช่องกร่าง ตรวจพบรถถังทหารกัมพูชายิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ทหารไทยยังตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ตลอดแนววางกำลัง โดยทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่ และ BM-21 เป็นระยะ ตรวจพบ UAV จำนวนมาก อีกทั้ง ยังตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังเข้าพื้นที่ และตรวจพบรถถังทหารกัมพูชาบริเวณหน้าแนว ส่วนช่วงเย็นมีกำลังพลบาดเจ็บและสถานการณ์เริ่มตึงเครียดแนวโน้มยกระดับ

4.ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์พื้นที่ช่องสายตะกู ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่และรถถังยิงตึกอาคารที่ถูกใช้เป็นฐานทหาร จุดปล่อยโดรนของกัมพูชาและสถานที่ตั้งสแกมเมอร์ อาคาร/ตึกและพื้นที่โดยรอบเสียหายอย่างมาก

สำหรับผลกระทบในพื้นที่พลเรือน 1 พื้นที่ได้แก่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในพื้นที่ชุมชนยังตรวจพบกระสุน BM-21 ตก 2 จุด สะเก็ดระเบิดโดนหลังคาบ้าน บ.สกลพัฒนา บ้านเรือนเสียหาย นอกจากนี้ ยังมีกระสุนตกไร่มัน บ้านใหม่ดงเย็น ไม่มีผู้บาดเจ็บ ทรัพย์เสียหาย

เนิน350ไทยจัดหนัก-เขมรเริ่มล้าต้านไม่ไหว

ต่อมาเวลา 12.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2568 อีกครั้งดังนี้สถานการณ์พื้นที่ช่องอานม้า ไทยปฏิบัติการเชิงรุกตามแผน ฝ่ายกัมพูชาละทิ้งพื้นที่ ปัจจุบันทำการเสริมความมั่นคง และจัดระเบียบใหม่ที่หมายบริเวณขอบหน้าผา

พื้นที่โดนตรวล– ซำแต– สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส– ช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชาใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ตลอดทั้งวัน ฝ่ายเรายิงตอบโต้ด้วยปืนเล็ก และใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่ของกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย มีการปะทะเป็นระยะๆ ฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด รถถัง โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ FPV โจมตีฝ่ายเรา โดยฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ ยิงทำลายเป้าหมาย และปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน มีการปะทะกันอย่างหนาแน่น ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้าตี เพื่อยึดคืนพื้นที่ มีการใช้โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพ FPV ต่อกำลังฝ่ายเรา กำลังพลฝ่ายเราปลอดภัยพื้นที่ช่องคลาคะมุม ฝ่ายเราทำการยึดครองพื้นที่ได้เพิ่มเติม และกำลังปฏิบัติตามแผน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดระเบียบพื้นที่ใหม่

พื้นที่ช่องกร่าง – ตาเมือน– ตาควาย – บริเวณเนิน 350 มีรบปะทะกันต่อเนื่อง ฝ่ายเราระดมยิงอย่างหนัก ทำให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาที่เพิ่มเติมเข้ามา 160 คน ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ในส่วนกำลังพลที่ประจำการอยู่เดิมอ่อนล้า ขาดน้ำ และมีรายงานอาจต้านทานไม่ไหว ขอให้หน่วยเหนือยิงสนับสนุนทันที และบางจุดสั่งให้กำลังพลถอนตัวไปด้านล่าง ทำให้การต่อต้านฝ่ายเราในห้วงเวลาเบาบาง ส่วนหน่วยรถถังกัมพูชามีการสั่งการว่า ห้ามเคลื่อนย้ายหากไม่มีคำสั่งกัมพูชาอาจต้องการใช้เพื่อยิงสกัดกั้นในภารกิจคุ้มครองกำลังที่กำลังถอนตัว

ทอ.ทิ้งF-16สองลูกกลางปอยเปต!!!

เวลา 13:00น.วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิด 2 ลูกใส่ตำแหน่งฐานปฏิบัติการทางการทหารกัมพูชาเขตที่ 5 เมืองปอยเปต เป้าหมายการโจมตีครั้งนี้คืออาคารที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงคลังอาวุธของกองกำลังกัมพูชา นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังตรวจพบกัมพูชาซ่องสุมกำลังพลและอาวุธบนพื้นที่ดังกล่าว ในลักษณะที่คุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทย

สื่อเขมรเปิดคลิปF-16ถล่มปอยเปต

ขณะที่สำนักข่าวเฟรชนิวส์ (Fresh News) สื่อหลักของกัมพูชารายงานว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชารายงานว่า เมื่อเวลา 11:06 น. วันพฤหัสบดี (18 ธันวาคม) กองทัพไทยส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด 2 ลูกในพื้นที่เทศบาลเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนชัย

แฉเขมรยิงBM-21ถล่มสระแก้ว

เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา กัมพูชายังเปิดฉากระดมยิง BM-21 มากกว่า 100 นัดใส่เป้าหมายพลเรือนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะพื้นที่ เกษตรบ้านหนองจานบ้านหนองหญ้าแก้ว ทําให้เกิดเพลิงไหม้เสียหายกว่าหนึ่งพันไร่ ทำให้ไทยต้องป้องกันตัวเองสรุปจำนวยทหารไทยมีเสียชีวิตจากการปะทะ 20 นาย อีก1 นายเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ภารกิจ รวมเสียชีวิต 21 นาย

เนิน350-ตาควายปะทะชิงพื้นที่สำคัญ

ด้านพันเอก ริชฌาสุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกอัปเดตสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในภาพรวมยังคงมีการโจมตีฝ่ายกัมพูชาในทุกพื้นที่มีหนักเบา โดยไทยควบคุมพื้นที่ได้หลายจุดและสถาปนาความมั่นคง เพื่อป้องกันการตีโต้ตอบจากฝ่ายกัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี ช่องอานม้า ซัมแต จังหวัดสุรินทร์ ช่องจอม ช่องเปลอ ช่องระยี ปราสาทคนา แต่ยังมีความพยายามโจมตีเข้ามาของกัมพูชาเพื่อช่วงชิงพื้นที่ แต่พื้นที่นี้ฝ่ายไทยยังได้เปรียบอยู่

สำหรับพื้นที่ที่รบหนัก ปราสาทตาควาย อำเภอพนมงรักษ์ จังหวัดสุรินทร์ที่มียุทธภูมิสำคัญคือเนิน 350 ซึ่งปัจจุบันมีทหารพลีชีพจำนวนมาก และมี 2 นายที่ยังไม่สามารถนำร่างออกมาได้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อยู่ในความพยายาม และกัมพูชายังรุกคืบโจมตีอย่างหนัก

ส่วนของกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จุดหลักที่เราพยายามผลักดันการรุกล้ำอธิปไตยของฝ่ายกัมพูชามีอยู่ 3 จุด บ้านคลองแผง บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านหนองจาน ซึ่งสถานการณ์ทั้งไทยและกัมพูชาพยายามควบคุมพื้นที่แต่ด้วยสภาพพื้นที่ราบและมีชุมชน การใช้กำลังในจุดนั้น เรียกว่าระดมยิงด้วยอาวุธวิถีโค้งทั้งปืนใหญ่และจรวดเข้าหากัน เพื่อช่วงชิงพื้นที่ แต่สิ่งที่พบมีการใช้ BM-21 ยิงใส่พื้นที่เกษตร และพื้นที่พลเรือนหลายร้อยลูก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เราต้องตอบโต้แน่นอน ถือเป็นพื้นที่หนึ่งเรากําลังช่วงชิง

สำหรับในบางจุดมีสถานการณ์หนัก เบา สลับไปมา แต่ถ้าเป็นพื้นที่ช่วงชิงจะหนักหน่วงเหมือนเดิม ฝ่ายไทยต้องยับยั้งการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่รุกเข้ามายึดคืนแผ่นดินไทยควบคู่รุกยึดคืนพื้นที่อธิปไตยไทยและทําลายอาวุธยิงสนับสนุนรวมถึงที่ตั้งทางทหารที่เพ่งเล็งเป้ามาที่ประชาชนคนไทย ที่ได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น กองทัพบกยืนยันว่าเราจะโจมตีกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางทหารไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อพี่น้องประชาชนไปมากกว่านี้

ปูพรมค้นบ้าน3หลังเจอทุ่นระเบิดอื้อ

ด้านเรือโทหญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือระบุถึง สถานการณ์บ้าน 3 หลัง บ้านหนองรี จังหวัดตราดหลังยึดคืนพื้นที่ได้ ซึ่งจากสถานการณ์เมื่อวานนี้ (17 ธันวาคมป กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี’ตราด(กปจ.ชต.)ลงพื้นที่ควบคุมพื้นที่ที่หมาย ตรวจค้นพื้นที่พบคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งดัดแปลงมาจากทุ่นระเบิดดักรถถัง 16 ลูก และอีกหลายลูกบริเวณโดยรอบการกระทำครั้งนี้เป็นการแสดงออกอย่างจงใจสร้างอันตรายแบบไม่ระบุเป้าหมาย ขอย้ำว่าการกระทําเช่นนี้เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและขัดต่อพันธกิจระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาออตตาวา

ตร.เร่งล่า7เขมรพกระเบิดป่วนชลบุรี

ขณะที่พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงความคืบหน้าการจับกุม ชาวกัมพูชาสร้างสถานการณ์ก่อกวนในจ.ชลบุรีลักษณะยั่วยุให้ประชาชนไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกัน มีการแสดงอาวุธ ทั้งวัตถุระเบิด ในเรื่องดังกล่าว ประชาชน 2 ประเทศไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยรักษาอธิปไตย โดยยึดหลักกฎหมายสากลและหลักมนุษยธรรม ซึ่งกรณีนี้ตำรวจภูธรชลบุรีสืบทราบตัวผู้ทำความผิด เบื้องต้นประมาณ 10 คนจับกุมได้ 3 คนเป็นชาวสัญชาติกัมพูชาทั้งสิ้น แจ้งข้อหาใช้วัตถุระเบิด โดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรก่อความเดือดร้อนรำคาญสำหรับโทษหนักสุดคือใช้วัตถุระเบิด โทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี ซึ่งชายกัมพูชาทั้ง 3 ราย ต้องชดใช้สิ่งที่ตัวเองกระทำ และถูกดำเนินการตามกฎหมายไทยถึงที่สุด และหลังพ้นโทษจะผลักดันออกนอกประเทศ และขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าประเทศไทย

ในส่วนผู้ทําความผิดที่เหลืออีก7 คน ให้มามอบตัวกับตํารวจโดยเร็ว เพราะเราทราบตัวหมดแล้วและมีการจับกุมต่อไป

ยันหยุดยิงหมดสภาพเป็นปฎิปักษ์

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการสกัดกั้นการลำเลียงน้ำมัน-ยุทธปัจจัยทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา หลังมีรายงานว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดยการนำเรือไทยไปรับน้ำมันประเทศที่ 3 หรือการถ่ายน้ำมันในน่านน้ำสากลว่า เราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เรามุ่งไปที่เรือไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือไทยที่ชักธงชาติไทยหรือเรือไทยที่ชักธงสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งอาศัยความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชำนาญ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงพลังงาน ได้พูดคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ดำเนินการตามลำพัง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวพื้นที่ชายแดนจ.สระแก้ว ไม่ใช่เป้าหมาย เราจะยึดคืน 100% ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ทุกเป้าหมาย 7 จังหวัด ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราตอบโต้ป้องกันตัวเองอย่างได้สัดส่วน

ถามว่าพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) จ.สระแก้ว ที่เราอาจเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องเสริมยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ยานเกราะ ซึ่งได้คุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) โดยการยึดที่หมายได้ ไม่ใช่ว่าต้องนำกำลังไปวางไว้ แต่ภาษาทหารเรียกว่าการ “คุ้มครองด้วยการยิง” เมื่อเรายึดก็ยิงจนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันเดียวแล้วเราหยุดเลย และทุกที่ลงพื้นที่ตนบอกกับน้องทหารและทหารในพื้นที่ว่า ไม่ต้องจัดการต้อนรับให้ทำงานตามปกติ แต่เวลามานั่งคุยกันแบบพี่น้องว่าพื้นที่ขาดสิ่งใด แต่ถ้าเหลือไม่ต้องบอก กระทรวงกลาโหมยินดีสนับสนุน ซึ่งรัฐบาลให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่

ฉะหยุดยิงต้องหยุดเลยอย่าดีแต่พูด

พล.อ.ณัฐพลกล่าวอีกว่า ตนมั่นใจในผบ.เหล่าทัพ ซึ่งสถานการณ์คืบหน้าตามลำดับ ภารกิจที่เราคุยกันก็เกือบ 100% แล้ว จะหยุดยิงเมื่อกัมพูชาสิ้นสุดเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ในภาพที่ออกมาจากสื่อที่รัฐบาลกัมพูชาพูดว่า พร้อมเจรจา อยากหยุดยิง แต่หน้าแนวยังระดมยิงกับเราทุกวัน ก็ต้องหยุดยิงชัดเจนก่อน ถ้ากัมพูชาอยากหยุดยิง ก็หยุดเลย เราไม่มีไปรุกราน ซึ่งเราป้องกันตัวเองเท่านั้น ได้สัดส่วนและจำเป็น

“ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูด และไม่ทำที่เคยพูดอยู่เสมอ รัฐบาลกัมพูชาพูดอยู่เสมอ แต่แนวหน้าไม่ทำตาม เราก็อยากที่จะยุติ แต่เขายังมีความเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเราห่วงกำลังพล และประชาชนที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

ย้ำเขมรต้องหยุดยิงชัดเจนเปิดเผยต่อเนื่อง

และว่า หลังตนลงพื้นที่จ.สระแก้ว ก็สงสาร ทุกคนก็น้ำตามซึม ได้ให้กำลังใจ ฝากทางผู้ว่าฯ ดูแล และเราจะพยายามดำเนินการให้ใช้เวลาไม่นานนัก ตนไม่อยากไปบอกว่าต้องกี่วัน ก็เป็นการกำหนดกฎเกณฑ์กองทัพ ซึ่งตนเชื่อมั่นในผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ เมื่อภารกิจเรียบร้อย เราก็จบภารกิจ ไม่ยืดเยื้อ เพราะการสูญเสียกำลังพลทำให้สะเทือนใจผู้บังคับบัญชา อะไรที่สามารถยุติสถานการณ์ได้ เราก็ยินดี

ถามอีกว่าการสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาเป็นอย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ก็จะมีคณะผู้บัญชาการทางทหารประเมิน ตนฟังความเห็นจากกองทัพ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเวลาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องท่าที การวางกำลัง โดยกัมพูชาต้องหยุดยิงชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ต้องไปดูกับต้นสังกัดที่ย้ายไป ไปถามเขาดูว่ากระบวนการที่เขาใช้คืออะไร ถูกต้องหรือไม่ เพราะหากเริ่มต้นด้วยการดึงด้วยเงินทอง สิ่งตอบแทนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหรืออะไรก็ตาม สุดท้ายจะนำไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว และจะเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

‘เท้ง’โชว์ความพร้อม ส่งชิงสส.400เขต/ปาร์ตี้ลิสต์100 หวังเป็นที่1ตั้งรัฐบาล

‘เท้ง’โชว์ความพร้อม  ส่งชิงสส.400เขต/ปาร์ตี้ลิสต์100  หวังเป็นที่1ตั้งรัฐบาล

‘เท้ง’โชว์ความพร้อม ส่งชิงสส.400เขต/ปาร์ตี้ลิสต์100 หวังเป็นที่1ตั้งรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘เท้ง’โชว์ความพร้อม ส่งชิงสส.400เขต/ปาร์ตี้ลิสต์100 หวังเป็นที่1ตั้งรัฐบาล ปชป.เปิดตัวน้องใหม่ สมัครสส.กทม.33เขต

หัวหน้า“เท้ง”ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ปชน.พร้อมเป็นรัฐบาล ลั่นพร้อมส่ง 400 เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ 100 หาเสียงชู “เป็นไทย ไม่เทา” เปิดตัว 4 รองนายกฯ “พิจารณ์-เดชรัต-วีระยุทธ-ศิริกัญญา” คุม 4 ด้านสำคัญพัฒนาปท. ปลุกพลังผู้สมัคร หาหัวคะแนนธรรมชาติให้เจอ เชื่อชัยชนะรอบที่แล้ว ไม่ได้มาจากแค่แกนนําหน้าตาดี ‘สุชาติ’ชี้วางผู้สมัครชลบุรี10เขตฉลุย ไร้ทับซ้อน ปชป.เปิด33ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งสส.กทม.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมอวานา บางกอกโฮเทล พรรคประชาชน(ปชน.)จัดงานสัมมนา ว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ โดยมีแกนนําและผู้บริหารพรรคเข้าร่วมอย่างคับคั่ง  โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวปลุกใจผู้สมัครโดยการถามว่าขอเสียงคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมว่าเสียงดังขนาดนี้เลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลพรรคประชาชน พาประเทศไทยไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอน ตนขอบคุณทุกคนที่วันนี้มาอยู่ร่วมกันคุณค่าพื้นฐานของพรรคประชาชน เราเชื่อในมนุษย์ทุกคนเท่ากัน เชื่อในศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

‘เท้ง’ปลุกผู้สมัครปชน.พร้อมเป็นรบ.

นายณัฐพงษ์ย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งในรอบ 15 ปีที่ทุกเสียงจะกำหนดหน้าตาของรัฐบาล ไม่ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยเสียงของสว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรกที่เสียงของประชาชน จะเป็นตัวตัดสินว่า เราจะปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชั่นหรือจะทำให้ประเทศนี้โปร่งใสมากขึ้น ตลอด 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา ทุกองคาพยพของอนาคตใหม่ ก้าวไกลและประชาชน เราเอาจริงเอาจังกับการทำงานการเมือง ดังนั้นการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569ที่จะถึงนี้ เป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะตัวแทนประชาชนทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ จะเป็นกระบอกเสียง อาสามาลงสมัครรับเลือกตั้งไปบอกต่อประชาชนทุกคนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความหมาย อย่าเพิ่งหมดหวังกับการเมืองไทย เราบอกแล้วว่า เราพร้อมจะเป็นรัฐบาลประชาชนในการพาประเทศไทยไปได้ไกลกว่าเดิม ที่ผ่านมาแม้เราไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เราทํางานกันอย่างเข้มข้น เราเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ

ประกาศหาเสียงชู‘เป็นไทย ไม่เทา’

นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำอีกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า คือภารกิจตัดสินอนาคตประเทศไทย คําว่ารัฐบาลประชาชน พาประเทศไทยไปได้ไกลกว่าเดิม เราจึงขอประกาศ เป็นไทยไม่เทา ไทยเท่ากันและไทยทันโลก เพื่อทําให้ประเทศไทยไปได้ไกลกว่าเดิม ครั้งนี้เราไม่ได้ประกาศแค่วิสัยทัศน์

เปิดตัว4รองนายกฯคุม4ด้านสำคัญพัฒนา

ตนพร้อมแนะนําทีมบริหารบางท่าน ในระดับรองนายกรัฐมนตรี รอประมาณกลางเดือนม.ค.เต็มชุด วันนี้ขอแนะนํา 4 ท่านคือ 1.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ดูแลเรื่องประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ 2.นายเดชรัต สุขกำเนิด ผอ.Think Forward center และอดีตที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตใหม่3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่และ4.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องการปฏิรูปรัฐบริหารราชการแผ่นดินใหม่

รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน จะไม่ได้ไปคุมกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การบริหารแบบนี้ เพราะเราดูภารกิจของประเทศ การออกแบบโครงสร้างนี้ได้ เพราะที่มาการเข้าสู่อํานาจของพวกเรามาจากประชาชน ไม่ใช่การต่อรองโควตาทางการเมือง ตนไม่เชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองใด นอกจากพรรคประชาชน ที่จะสามารถออกมาประกาศแบบนี้ได้ เราจึงออกแบบโครงสร้างทีมบริหารแบบนี้ รองนายกรัฐมนตรี 4 คน คุม 4 ด้านที่สําคัญ

ประกาศลั่นปชน.มีความพร้อมที่สุด

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนโยบาย วิสัยทัศน์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เราพร้อม และไม่รู้ว่าจะพร้อมมากกว่านี้ได้อย่างไร สิ่งที่เรามีมากกว่าพรรคการเมืองอื่น แน่นอน คือเขาอาจจะมีหัวคะแนนที่เป็นเงินซื้อ แต่เรามีหัวคะแนนธรรมชาติ ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคทุกคน พวกเขาช่วยเป็นปากเสียง ช่วยกันสร้างพลังงานสังคม พลังในการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่คือต้นทุนที่พรรคประชาชนมีแต่พรรคอื่นไม่มี

วันนี้เรามีความพร้อมที่สุด เรามีตัวแทนประชาชนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ เชื่อมั่นว่า 500 คนในห้องนี้ จะแน่วแน่ในอุดมการณ์วิธีการทํางานอย่างพรรคประชาชน ชัดเจนในการสื่อสารนโยบาย เชื่อมั่นในทีมเพื่อนร่วมพรรค ตั้งแต่ทีมผู้ช่วยหาเสียงจนถึงผู้บริหาร หนักแน่นในการครองตนเป็นแบบอย่างที่ดี ในวันที่ 25 ธ.ค. เราจะเปิดนโยบาย วันที่ 27 ธ.ค. เราจะเปิดระบบรับบริจาค เพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วพบกันในพื้นที่ พบกันในวันเลือกตั้ง พบกันในวันที่พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล

‘เท้ง’พร้อมส่ง400เขต-ปาร์ตี้ลิสต์100

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรคปชน.ส่งผู้สมัครสส.ทั้งแบบแบ่งเขตครบทั้ง 400 เขต และได้จัดทำบัญชีรายชื่อครบ 100 คน เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมทำไพรแมรี่ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก่อนจะถึงวันรับสมัครอย่างเป็นทางการในวันที่27ธ.ค.68 พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในฐานะวันตัดสินอนาคตประเทศไทยว่า จะเดินหน้าต่อไปสู่การจัดการปัญหาเรื้อรังอย่างเต็มรูปแบบ หรือจมดิ่งสู่ความเทา ไม่ให้ทุนเทาดำยึดประเทศ

เปิด100 ปาร์ตี้ลิสต์’เท้ง’นำทัพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน(ปชน.)ได้เปิดรายชื่อผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อจำนวน100ชื่อในการเลือกตั้งทั่วไป 2569แล้ว โดยเปิดแบบเรียงตามตัวอักษร ยังไม่เคาะลำดับ ซึ่งมีรายชื่อทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ที่น่าสนใจ นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.และแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค อดีต สส. 2สมัย แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 3 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ อดีต สส.กทม.และโฆษกพรรค ปชน.

หน้าเดิมชื่อโผล่ขึ้นบัญชีรายชื่อ

ตามมาด้วยผู้สมัครสส.เขตหน้าเดิม ที่ถูกดันขึ้นแท่นบัญชีรายชื่อ อาทิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. 2 สมัย นายปิยรัฐ จงเทพ อดีต สส.กทม. น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม.

ส่วนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตบัญชีรายชื่อ สส. 2 สมัย ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวตัดสินใจวางมือไม่ลงสมัครแล้ว มีรายชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีผู้สมัครด้วย โดยนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผย ว่า “Love you วิโรจน์สมัครใจลง สส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 100 เตรียมตัวเป็นฝ่ายบริหารของรัฐบาลพรรค ปชน.”นั้น

‘หนู’ยันลงแคนดิเดตนายกฯ-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์1

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ตน จะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค เป็นลำดับที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามกติกาสากลอยู่แล้ว นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยจะพยายามส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้ครบทั้ง 3 คน ส่วนจะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้เมื่อใดนั้น นายอนุทินไม่ได้ตอบแต่ระบุว่าสื่อถามจนคนเขากลัวไปหมดแล้ว

เมื่อถามต่อว่ารายชื่อที่เปิดมาก่อนหน้านี้ ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังและนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ผวาไปแล้วใช่มั้ยนายอนุทิน กล่าวว่าตอนนี้ตนก็ผวา ก็ไม่เป็นไร แต่เราก็ต้องมีคนมาทำหน้าที่แต่ยังไงหัวหน้าพรรคก็ต้องเป็นแคนดิเดตนายกฯคนหนึ่งอยู่แล้ว อีก2ท่านเรากำลังคุย

รับไร้เซอร์ไพรส์เพิ่มจากชื่อที่เปิดไปแล้ว

ส่วนแคนดิเดตอีก2คนจะมีเซอร์ไพร์นอกเหนือจากรสายชื่อเดิม2ชื่อที่เคยเสนอชื่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่น่าจะมีแล้ว ตนเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยก็มีวิธีการบริหารจัดการทุกอย่างให้ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรที่บอกว่าจะต้องส่ง 1 คน 2 คน หรือ 3 คน ขอให้มีนายกฯเป็นที่ชัดเจน เราก็เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง มันมีหลายองค์ประกอบ บุคลากรด้วย ไม่ใช่เฉพาะนายกฯอย่างเดียว แต่บุคลากรที่จะมาเป็นสส.หลายอย่างด้วย

เมื่อถามว่าจะมีการเปลี่ยนตัวกลางคันตามรายชื่อที่เคยบอกไว้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ได้ประกาศเลย จะเปลี่ยนตัวตรงไหน รายชื่อผู้สื่อข่าวก็ไปเอามาจากใครก็ไม่รู้ เมื่อถามว่า เอาให้ชัดได้หรือไม่ว่าจะประกาศได้วันใด นายกฯกล่าวว่า“อนุทินไง ชัดที่สุด” นายอนุทินยังยอมรับว่าจะนำเอา นายเอกนิติ มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย อยู่แล้ว

สุชาติชี้วางผู้สมัครชลบุรี10เขต ไร้ทับซ้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตัวผู้สมัครพื้นที่ชลบุรีของพรรคภูมิใจไทยว่า ขณะนี้ลงตัวครบหมดแล้วทั้ง 10 เขต เช่นเดียวกับ จ.ระยอง ตราด เพชรบุรี ราชบุรี ที่ลงตัวแล้ว ส่วนจ.จันทบุรี ตนได้ทำหน้าที่ประสาน และไปดูเต็มตัว ทีมจ.นครศรีธรรมราชน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีต รมว.อุตสาหกรรมก็อยู่กับตน จ.สุราษฎร์ธานี2เขตที่ตนดูแลก็มาแล้ว จ.นราธิวาส 1เขตก็มาแล้วซึ่งผู้สมัครที่ตนดูแลทั้งหมดประมาณ 20 คน คิดว่าเผื่อเหลือเผื่อขาด น่าจะได้ประมาณ 16-17คน เพราะการจะลดหายไป10-20%เป็นเรื่องปกติ เพราะสถานการณ์ 1-2 เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ อาจเป็นจังหวะที่นายกรัฐมนตรีมีความนิยมขึ้นมาพีคสุดๆอาจได้ครบเลยทุกอย่างเป็นไปได้หมด

นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนนโยบายของ จ.ชลบุรี จะยึดนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยคือพูดแล้วทำ ตามที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้พูดมาตลอด และอย่างที่รู้ว่าคนที่มาเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ทั้งนั้น มีพลังในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ทุกคนที่ลงสมัครชาวบ้านจับต้องได้

ปชป.เปิด33ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งสส.กทม.

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วย เราจะสู้ไปด้วยกัน เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี,เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร,เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช,เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง,เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค,เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร,เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์,เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา,เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์,เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์,เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ,เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์,เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ,เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร,เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี,เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสิรฐวงศ์,เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ฅ,ขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล,เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล ,เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ,เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์,เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี,เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย,เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล,เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์,เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดาฅ,เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์,เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา,เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์,เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ,เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

นายสกลธีระบุอีกว่าในวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.09.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆและประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครสส.อย่างเป็นทางการ

ครม.นัดพิเศษเคาะส่งคำถามให้กกต.

วันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม.นัดพิเศษมีมติเห็นชอบคำถามประชามติซึ่งเป็นคำถามของคณะรัฐมนตรีและส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ซึ่งเป็นไปตามความเห็นที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งการนำเข้าที่ประชุมครม.วันนี้ เพื่อให้ได้มติที่ถูกต้อง

สำหรับคำถามทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ครม.เห็นชอบนั้น ถามว่า“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฯ

เมื่อถามว่านายบวรศักดิ์ระบุว่าหากรัฐสภาเลือกคำถามประชามติของพรรคภูมิใจไทย จะไม่ทำให้เกิดปัญหาจนต้องมาประชุมครม.อีกครั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า คำถามคล้ายๆกัน เพียงแต่วันนี้ต้องการทำให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญ หากส่งไปไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาเรื่องการตีความและหากประชาชนลงมติไปแล้วเกิดปัญหาจะต้องลงมติใหม่อีก ขณะนี้เรามีเวลามากเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้องและมีการรับรองจากทุกฝ่าย

กาพร้อมวันเลือกช่วยประหยัดงบ

เมื่อถามว่าการทำประชามติจะทำพร้อมกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)ในวันที่ 8 ก.พ.2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าขึ้นอยู่กับกกต.แต่ถ้าถามครม.ก็อยากให้ทำพร้อมกับวันเลือกตั้งเพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและประหยัดงบประมาณ เท่าที่ฟังมาคือประมาณ 4,000 ล้านบาท จึงไม่อยากเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ เมื่อถามว่าขณะนี้ไม่สามารถทำประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกMOU43-44แล้ว พรรคภูมิใจไทยจะทำเป็นนโยบายหาเสียงในเรื่องนี้แทนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าเป็นไปได้ เพราะพรรคชัดเจนเรื่องนี้อยู่แล้ว

นานาชาติหนุน6แนวปฏิบัติ ร่วมต่อต้านแก๊งสแกมเมอร์

นานาชาติหนุน6แนวปฏิบัติ  ร่วมต่อต้านแก๊งสแกมเมอร์

นานาชาติหนุน6แนวปฏิบัติ ร่วมต่อต้านแก๊งสแกมเมอร์

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นานาชาติต้านสแกมเมอร์ รับรองแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ กำหนด 6 แนวปฏิบัติ ด้านทหารเรือรวบ 19 คนต่างด้าว ลอบเข้าเมืองผิด กม.คาดเกี่ยวพันแก๊งคอลฯ ย้ายฐาน ตรึงกำลังคุมเข้มชายแดนจันทบุรี

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงผลสำเร็จการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (IC-GPOS) ที่โรงแรม InterContinental กทม.ว่าการประชุมดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่งในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

อาชญากรรมไซเบอร์ และการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมทั้งเป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับจากความตระหนักรู้สู่การลงมือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ 6 ประการ (6 Action Points) 1.ธำรงไว้ซึ่งความมุ่งมั่นทางการเมืองและการดำเนินการแบบบูรณาการทั้งองคาพยพของรัฐให้ประเด็นนี้เป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ โดยประสานงานและทรัพยากรที่ชัดเจน

2.เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือทางยุติธรรมข้ามพรมแดน ตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนจนถึงการดำเนินคดี ควรทำให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างรวดเร็วและลึกลงไปถึงระดับปฏิบัติการตลอดทั้งห่วงโซ่ เพื่อไม่ให้อาชญากรใช้ช่องโหว่ของเขตอำนาจศาลในการแสวงหาผลประโยชน์ในบริบทของการหลวงลวงออนไลน์ แก้ไขความท้าทายเฉพาะด้าน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างทันท่วงที การรักษาพยานหลักฐานดิจิทัลจากหลายแพลตฟอร์มและเขตอำนาจศาล และรับรองว่าพยานหลักฐานดิจิทัลสามารถรับฟังได้ในชั้นศาล

3.ผลักดันแนวทางที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการค้ามนุษย์ ด้วยการปรับปรุงการคัดกรอง การคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือการส่งกลับประเทศ เสริมสร้างมาตรการป้องกันเพื่อแยกแยะเหยื่อออกจาผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เหยื่ออาจถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรม4.ต้องติดตามเส้นทางการเงินด้วยข่าวกรองทางการเงินที่เข้มแข็งและหยุดเส้นทางการเงินอย่างเร็วยิ่งขึ้น ควรเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับผู้สนับสนุนทางไซเบอร์ อาชญากรรมทางการเงิน เช่น การฟอกเงิน กำกับดูแลการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น สกุลเงินคริปโตฯ ที่มักถูกใช้ในการโอนถ่ายผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย สนับสนุนการสืบทรัพย์ การยึด และการเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด

5.กระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและทำลายระบบนิเวศของการหลอกลวง ตามแนวทางของเลขาธิการสหประชาชาติที่ว่า ‘วิกฤตที่เคลื่อนที่เร็ว ย่อมต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นกันและ 6.การลงทุนในการป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สาธารณชน นอกเหนือจากการปราบปรามแล้ว ต้องป้องกันการตกเป็นเหยื่อผ่านแคมเปญสื่อสารความเสี่ยงที่มีการประสานงานเพื่อเพิ่มพูนการรู้เท่าทันดิจิทัล และการเข้าถึงชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง การดำเนินงานนี้ควรทำภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีศักยภาพในการเสริมสร้างการคุ้มครองผู้ใช้งาน ตรวจสอบและตรวจจับรูปแบบการฉ้อโกงออนไลน์เพื่อกำจัดเนื้อหาหลอกลวงและปรับปรุงกลไกในการรายงานเหตุ

นายวิชาวัฒน์ กล่าวอีกว่า ด้วยแนวทางดังกล่าวจึงประกาศรับรองแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ ค.ศ. 2025 โดยหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ (2025 Bangkok Joint Statement by the Global Partnership against Online Scams) และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกฯ (Friends of the Global Partnership) เพื่อจัดตั้งจุดประสานงานระดับชาติ (National Focal Points) ยืนยันว่าแถลงการณ์ร่วมนี้ยังเปิดกว้างสำหรับการร่วมให้การสนับสนุน (Co-sponsorship) ในภายหลัง และย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีของไทยในการแสดงบทบาทนำเพื่อส่งเสริมการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ กระชับความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาในหลายมิติ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง ป้องกันไม่ให้ประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ ต้องตกเป็นผู้เสียหายของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด กองทัพเรือ ได้คุมตัวบุคคลต่างด้าว 19 ราย เป็นชาวจีน 18 และเมียนมา 1 ราย บริเวณแนวชายแดนด้าน จ.จันทบุรี หลังจากทั้งหมดลอบเข้าเมืองโดยไม่มีหนังสือเดินทาง เบื้องต้นทราบว่ากำลังจะเข้าไปยังประเทศกัมพูชา จึงคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน รับไว้ดำเนินคดีและขยายผลจับกุม อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวชุดจับกุม ระบุว่าบุคคลต่างด้าวทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่ากำลังเคลื่อนย้ายศูนย์คอลเซ็นเตอร์ใหม่ แต่ถูกจับกุมตัวไว้ได้

ทั้งนี้ บริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าและช่องทางธรรมชาติในพื้นที่ จ.จันทบุรี มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ได้ยกระดับการตรวจการณ์ เพิ่มความถี่การลาดตระเวนด้วยโดรนความร้อน (Thermal Drone) และตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนสายรองที่เชื่อมต่อกับชายแดน รวมทั้งมีมาตรการเชิงรุกในการตัดวงจรการส่งคนข้ามแดน และเฝ้าระวังในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ขบวนการค้ามนุษย์มักอาศัยจังหวะนี้ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากอำพรางตัวเข้ามา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็คบุคคลที่จะผ่านเข้าออกพื้นที่ชายแดนเป็นพิเศษ

เปิด4รองนายกฯในฝัน ‘พรรคส้ม’ จินตนาการสูงส่ง เตรียมโชว์ครม.ทั้งชุด

เปิด4รองนายกฯในฝัน 'พรรคส้ม' จินตนาการสูงส่ง เตรียมโชว์ครม.ทั้งชุด

เปิด4รองนายกฯในฝัน ‘พรรคส้ม’ จินตนาการสูงส่ง เตรียมโชว์ครม.ทั้งชุด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

ยังไม่ท้นหย่อนบัตรเลือกตั้ง พรรคส้มเปิดตัว 4 ว่าที่รองนายกฯ เตรียมโชว์ครม.ในฝันกลางมกราคม

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พรรคประชาชน ได้จัดสัมนาว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ที่โรงแรมอาวานา โดยในช่วงปิดการสัมนา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดตัวว่ารองนายกฯ 4 คน ถ้าพรรคประชาชนได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 และได้จัดตั้งรัฐบาล โดยประกอบด้วย

1.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และอดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ดูแลเรื่องประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่

2.นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิตใหม่

3. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคด้านยุทธศาสตร์ ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่

4. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคด้านนโยบาย ดูแลเรื่องการปฏิรูปรัฐบริหารราชการแผ่นดินใหม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ประกาศว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ก่อน และช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 และจะประกาศชื่อว่าที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ส่วนนโยบายชุดใหญ่จะประกาศในวันที่ 25 ธันวาคม และเปิดรับบริจาคระดมทุนก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 27 ธันวาคม 2568

‘ภท.’ได้ว่าที่ผู้สมัคร‘สส.ใต้’ครบ 59 เขตแล้ว ชู‘พูดแล้วทำบวก’ บ้านใหญ่แห่ตบเท้าเข้ามุ้งน้ำเงิน

‘ภท.’ได้ว่าที่ผู้สมัคร‘สส.ใต้’ครบ 59 เขตแล้ว ชู‘พูดแล้วทำบวก’ บ้านใหญ่แห่ตบเท้าเข้ามุ้งน้ำเงิน

‘ภท.’ได้ว่าที่ผู้สมัคร‘สส.ใต้’ครบ 59 เขตแล้ว ชู‘พูดแล้วทำบวก’ บ้านใหญ่แห่ตบเท้าเข้ามุ้งน้ำเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.26 น.

‘ภูมิใจไทย’เผยได้ว่าที่ผู้สมัคร‘สส.ภาคใต้’ครบ 59 เขตแล้ว ชู‘พูดแล้วทำบวก’ เปิดทางระชาชนแต่ละพื้นที่ร่วมเสนอนโยบายที่ต้องการ ขณะที่‘การเมืองบ้านใหญ่’ตบเท้าทยอยสมัครเข้า‘มุ้งน้ำเงิน’อย่างต่อเนื่อง

18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. จ.ปัตตานี จ.ยะลา และจ.นราธิวาส พร้อมทั้งสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทยให้กับนายสุกรี มะเต๊ะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ยะลา เขต 2 นายกามิน มูซิ จ.ยะลา เขต 3 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะจ.ปัตตานี เขต 3 และนายแวรุสลัน มะสาและ จ.นราธิวาส เขต 3

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการรับสมัครว่าที่ผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทย ภาคใต้ มีผู้สมัครครบทุกเขตแล้ว รวม59 เขตเลือกตั้ง ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่มีหัวใจดวงเดียวกันมาร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

“ตัวผมเองและพรรคภูมิใจไทยมีความมั่นใจว่า ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ปี 2569 เรามีความมั่นใจว่า จากก่อนหน้านี้การเลือกตั้งปี 2566 เราประสบความสำเร็จ 1 เขตเลือกตั้ง ที่จ.นราธิวาส แต่ในครั้งนี้เรามีความมั่นใจว่า 3 จังหวัดคือปัตตานี ยะลา นราธิวาส เราน่าจะมีพื้นที่สำหรับ สส.ในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนจะได้จังหวัดละกี่เขตอยู่ในดุลยพินิจการตัดสินใจของพ่อแม่พี่น้องชาว “ นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทย มีสโลแกน พูดแล้วทำ แต่สโลแกนใหม่สำหรับการเลือกตั้ง 2569 เราจะใช้คำว่า พูดแล้วทำบวก ซึ่งจะบวกในเรื่องอะไร ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ของพ่อแม่พี่น้องในแต่ละจังหวัดว่า สิ่งที่อยากจะให้พรรคภูมิใจไทยเราทำให้บวกเรื่องอะไรบ้าง นอกเหนือจากนโยบายที่พรรคได้ประกาศไปแล้ว ส่วนประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ จะให้บวกในเรื่องอะไรนอกเหนือจากนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอ ก็ขอให้ในแต่ละจังหวัดแต่ละเขตเลือกตั้งช่วยกันนำเสนอ ขณะที่พวกเราลงพื้นที่ทำการปราศรัยหาเสียง เพื่อที่จะได้เอาคำว่า บวกตรงนั้นมานำเสนอกับพรรคภูมิใจไทย และจะบรรจุเข้าในขณะที่เราได้โอกาสเป็นแกนนำรัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ยังคงมีบุคคลเข้ามาสมัครเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และเขตอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่4 ประกอบด้วย น.ส.กาญจนาพร จิระพันธุ์วาณิช ว่าที่ผู้สมัครสส.ลพบุรี เขต 3 นายพาณุวัฒน์  สะสมทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัครสส.นครปฐม เขต 3, นายอนุชา สะสมทรัพย์ ว่าที่ผู้สมัครสส.นครปฐม เขต 5 นายณัฐวุฒิประเสริฐสุวรรณ ว่าที่ผู้สมัครสส.สุพรรณบุรี เขต 2 นายนพดล มาตรศรี ว่าที่ผู้สมัครสส.สุพรรณบุรี เขต 3 จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล ว่าที่ผู้สมัครสส.เพชรบุรี เขต 3 น.ส.กัญญาพร แก้วทิพย์ ว่าที่ผู้สมัครสส. นนทบุรี เขต 1 นายเฉลิมพล นิยมสินธุ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.นนทบุรี เขต 2 นายฉัตรวัชร์ ศรีธนะเวทย์ ว่าที่ผู้สมัครสส.ชัยนาท เขต 1 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ผู้สมัครสส.ชัยนาท เขต 2

ขณะที่ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อาทิ นายสรอรรถ  กลิ่นประทุม นายสวาป เผ่าประทาน, นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ ผศ.ดร.อาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์ นายพิกิฏ ศรีชนะ นายสรวิศ ธานีโต นายพีรพร สุวรรณฉวี น.ส.สัตบุษย์ บุญเรือง นายบุญเลิศ สว่างกุล มนตรี สันติลักขณาวงศ์ นายพิเชษฐ์ ชัยศรี เป็นต้น

‘ถนอม’อำลาหน้าไมค์ ลุยการเมืองลงเลือกตั้งสส. สังกัด’ภูมิใจไทย’

'ถนอม'อำลาหน้าไมค์ ลุยการเมืองลงเลือกตั้งสส. สังกัด'ภูมิใจไทย'

‘ถนอม’อำลาหน้าไมค์ ลุยการเมืองลงเลือกตั้งสส. สังกัด’ภูมิใจไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.14 น.

18 ธันวาคม 2568 นายถนอม อ่อนเกตุพล พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก ถนอม อ่อนเกตุพล พร้อมลงการเมืองเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในนามพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า

ถนอมลาแฟน #ภูมิใจไทยกรุงเทพฯเรียน เพื่อนๆ ทุกคนทุกท่าน กระผมถนอม อ่อนเกตุพล ขอประกาศอำลาหน้าไมค์ สู่เวทีเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในนามพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ 

ผมขอขอบคุณทุกการติดตาม ขอบคุณทุกกำลังใจ และขออภัย หากทำให้เสียความรู้สึก หรือผิดหวัง! ครับ

ถ้าท่านที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของผมครั้งนี้ เพื่อนำความรู้ ประสบการณ์ที่มีไปช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้มากขึ้น และสนับสนุนบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามสถานการณ์บ้านเมืองและตัวเลือกทางการเมืองที่มีอยู่ในขระนี้ 

กระผมขอรับการสนับสนุนจากทุกท่านด้วยนะครับ แต่ถ้าไม่สนับสนุนผม ก็แค่เข้าใจผม ผมก็ขอบคุณแล้วครับ อาจจะต่างความคิดแต่เราเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ครับ  #บ้านเมืองมีภัยเราคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกันครับ

สันติบาลบึงกาฬเดินหน้าปลูกฝังเครือข่ายเยาวชนรักชาติ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความจงรักภักดี

สันติบาลบึงกาฬเดินหน้าปลูกฝังเครือข่ายเยาวชนรักชาติ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความจงรักภักดี

สันติบาลบึงกาฬเดินหน้าปลูกฝังเครือข่ายเยาวชนรักชาติ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความจงรักภักดี

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

สันติบาลบึงกาฬเดินหน้าปลูกฝังเครือข่ายเยาวชนรักชาติ จัดกิจกรรมเสริมสร้างความจงรักภักดี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองกำกับการ2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ผ่านหน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับโรงเรียนศรีสำราญวิทยาคม จัดกิจกรรมอบรมภายใต้ “โครงการสร้างจิตสำนึกความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความรักชาติ รุ่นที่ 2/2569” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปลูกฝังค่านิยมอันดีงามให้แก่เยาวชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนศรีสำราญวิทยาคม อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ สารวัตรหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมดำเนินกิจกรรมอบรม โดยมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 100 คน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

นายวุฒิไกร คำแฝง ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสำราญวิทยาคม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ผู้ทรงอุทิศพระวรกายในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ หน.ส.จว.บึงกาฬ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกความรักชาติ ความเคารพ เทิดทูน และการร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของบรรพบุรุษที่ร่วมกันรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย พร้อมเชิญชวนเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมสอดส่องดูแลความมั่นคงของชาติและสถาบันหลักของประเทศ

ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และบทบาทหน้าที่ของตำรวจสันติบาล โดยเน้นการสร้างเครือข่ายเยาวชนและภาคประชาชน เพื่อร่วมกันปลูกฝังค่านิยมความรักชาติ ความสามัคคี และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างยั่งยืน

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

‘กรรมการ มส.’มอบรางวัลเยาวชนไทย‘เด็กดี มหานคร’ แข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพุทธศาสนา ครั้งที่ 7

พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ “กิจกรรมเยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดี มหานคร – ต้นแบบด้านศีลธรรม” เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแข่งขันสอบตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 7 และวันรวมพลังเด็กดี V-Star ประจำปี 2568 และพิธีมอบรางวัลโครงการพัฒนาสมาธิแก่ผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” และ “ห้องเรียนต้นแบบแห่งความดี” กรุงเทพ ฯ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร จัดโดยคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมธารา สายไหม และชมรมพุทธศาสตร์สากลและองค์กรภาคี

ภายในกิจกรรมมี พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เมตตาเป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วย พระราชวชิราธิบดี (สุรศักดิ์ ธมมรํสี ป.ธ.5) เจ้าคณะเขตพระนคร พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ รองเจ้าคณะเขตสายไหม เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย มีนางดารุณี ดงทอง ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานฆราวาส พร้อมด้วยผู้ใหญ่ใจดีผู้สนับสนุนกิจกรรมเยาวชน ร่วมถวายปัจจัยไทยธรรมแด่คณะสงฆ์ ได้แก่ คุณดาราวรรณ มาเอคาวา และ คุณชินอิจิ มาเอคาวา คุณสุดเขต ศรีมา อดีต Senior Vice President ธนาคาร Citibank คุณจริยาพร ศรีวรขาน และ พ.ต.อ. กมลเดช อนุกูล คุณสุพจน์ แย้มศิริ รองผู้อำนายการด้านวิศวกรรม บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด คุณจริยาพร ศรีวรขาน โดยมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับสถานศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 157 โรงเรียน มีนักเรียนระดับชั้นประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย เข้าร่วมกว่า 900 คน

พระเดชพระคุณพระพรหมวัชรวิมลมุนี ประธานสงฆ์ เมตตาให้โอวาทความว่า  “วันนี้ อาตมภาพ รู้สึกยินดีและปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบกับทุกท่านในกิจกรรม “เยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดีมหานคร ต้นแบบด้านศีลธรรม” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า ท่านผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูทุกท่านยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาความรู้ คือ พัฒนาทั้ง “เก่ง” และ “ดี” ไปพร้อมกัน กิจกรรมในวันนี้มิใช่เป็นเพียงการจัดสอบแข่งขันตอบปัญหาศีลธธรรม หรือการจัดนิทรรศการทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา เพื่อปลูกฝังสัมมาทิฏฐิ สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปใช่ในชีวิตให้ประสบความสุข และความสำเร็จ ลูก ๆ ได้ เรียนรู้ พุทธประวัติ เพื่อเห็นแบบอย่างชีวิตที่งดงาม เรียนรู้ ศีล5 และกฎแห่งกรรม เพื่อรู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียน เรียนรู้ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อเชื่อมโยงศาสนากับชีวิตประจำวัน และได้แสดงความรู้ความสามารถที่ได้ตั้งใจศึกษามาเป็นอย่างดีผ่านการสอบแข่งขันตอบปัญหาศีลธรรมในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 7 ทั้งหมดนี้ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “รู้” แต่ต่อยอดไปสู่ “เข้าใจ” และ “นำไปปฏิบัติจริง”

เยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ แค่เพียงตั้งใจมาศึกษาธรรมะ ก็ถือว่า เป็นผู้ชนะแล้วในระดับหนึ่ง ผลการสอบ ถ้วยรางวัล หรือโล่เกียรติยศ เป็นเพียง “เครื่องหมายภายนอก” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่กำลังงอกงามอยู่ในใจของลูก ๆ ทุกคน ขอให้ ลูกๆ ใช้ความรู้ที่ได้เป็นเข็มทิศนำชีวิตให้รู้จักคิดดี พูดดี ทำดี ไม่เฉพาะในห้องสอบ แต่ในห้องเรียน ที่บ้าน และในสังคม

อาตมาภาพขออนุโมทนาและชื่นชมคณะผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการ และคุณครูทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาสมาธิแก่ผู้เรียนด้วยการสวดมนต์ บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และกิจวัตรพัฒนานิสัย “ห้องเรียนต้นแบบแห่งความดี” ซึ่งมีโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมเป็นจำนวนมากและสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่ครูสอนเด็ก ให้ “มีศีล มีสมาธิ มีวินัย” คือการมอบของขวัญชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ศิษย์ และแก่ประเทศชาติ และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ อาตมภาพขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ กิจกรรม “เยาวชนไทยรวมใจทำความดี – เด็กดีมหานคร ต้นแบบด้านศีลธรรม” สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อย ขอให้ลูก ๆ เยาวชนเป็นเด็กดี มีวินัย มีคุณธรรม ขอให้ครูมีพลังใจในการทำหน้าที่ครูอย่างมั่นคง และขอให้ทุกภาคาคส่วนร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนาให้เป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของสังคมไทยสืบไป”