ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

ชวนเจาะลึก! เวทีเสวนา ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ ในมิติภูมิรัฐศาสตร์-สงครามข่าวสาร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เชิญร่วมงานเสวนาพิเศษ ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา’ วิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสธุรกิจยุคสงครามข่าวสาร

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน เปิดเผยว่า สมาคมฯเตรียมจัดงานเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘วิกฤตไทย–กัมพูชา : ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โอกาสธุรกิจ และบทบาทสื่อในยุคสงครามข่าวสาร’ ในโอกาสปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 (Thai–Chinese Executive Business Program) เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังเป็นที่สนใจ

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ นายชิน จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา , พลโทชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย , ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัครพงษ์ คำคุณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน

เนื้อหาการเสวนาจะครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวอย่างรับผิดชอบในยุคที่มีการต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare)

ทั้งนี้ การเสวนาจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 14.30–17.00 น. ที่ห้องจัตุรัส ชั้น 3 โรงแรมเดอะเอมเมอรัลด์ รัชดา โดยจะมีผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 จากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชนทั้งไทยและจีนเข้าร่วมรับฟัง เพื่อร่วมกันหาทางออกและมองหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น

/////////-026

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

คณะบุคคล หน่วยงานต่างๆ ประชาชน พร้อมใจเข้ากราบสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”           

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 สำนักพระราชวังรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.  โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ”ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน

โดยตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง และเข้าพักยังจุดพักคอยที่อุโมงค์ถนนหน้าพระลาน ผ่านประตูมณีนพรัตน์ มุ่งหน้าเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง         
มาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างเนืองแน่น

นอกจากนี้มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ. ระยอง, จ.ราชบุรี, จ.ลพบุรี, จ.ลำปาง และมีคณะจากหน่วยงานต่างๆ เช่น มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี,  โรงเรียนจิตรลดา ป.2 คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3,  โรงเรียนบ้านยามงาม คณะที่ 1 และคณะที่ 2,  ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอท่าวุ้ง จ.ลพบุรี, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอพัฒนานิคม จ.ชลบุรี คณะที่ 1-คณะที่4,  มูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย(9) คณะที่ 1 และคณะที่2,  สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย,  ศาลเยาวชนและครอบครัว, สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ,  โรงเรียนแหลมพันวา จ.ภูเก็ต, ผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ 46,  กลุ่มโรงเรียนในเครือเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า, โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร,  บริษัทสยาม แอดไวชอรี่ กรุ๊ป จำกัด,  บริษัทรักษาความปลอดภัย เอ็นอาร์ จำกัด      เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ส่งผลให้พสกนิกรมีอาชีพมีรายได้มีสุขภาพดีขึ้น

ด้านนายจุมพล กาญจนเทียนศรี ปลัดอำเภอแกลง จ.ระยอง กล่าวว่า วันนี้ชาวจังหวัดระยอง เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ 750 คน ประกอบด้วยอำเภอบ้านฉาง เทศบาลเมืองบ้านฉาง  เทศบาลนครมาบตาพุด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ออกจากที่ว่าการอำเภอบ้านฉาง เวลา 03.30 น. ถึงจุดคัดกรองสนามหลวง เวลา 6.30 น.  ทุกคนอยากมาสักการะหน้าพระโกศสักครั้งในชีวิต เพราะน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระพันปีหลวง ทรงห่วงใยราษฎรทุกภูมิภาค รวมถึงประชาชนภาคตะวันออก เห็นจากหลากหลายพระราชกรณียกิจล้วนเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ ใน จ.ระยอง มี โครงการพระราชดำริฟื้นลมหายใจมหาสมุทร อนุรักษ์เต่าทะเล พระองค์ท่านให้ความสนใจรักษาทะเล รวมถึงจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พระราชทานบนพื้นที่เกาะมัน ใน  อดีตเกาะแห่งนี้เคยเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ชาวระยองจะเรียกว่า โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ช่วยฟื้นฟูประชากรเต่าที่ลดลงให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงทรงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูปะการัง นำมาสู่การทำโครงการปะการังเทียม สัตว์น้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ ชาวประมงมีรายได้ แก้ปัญหาความยากจน ชาวระยองน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำฟื้นฟูทะเลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จังหวัดได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงผ่านนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ ในบริเวณโถงชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดระยอง มีประชาชนสนใจเข้าเยี่ยมชม อยากเชิญชวนมาชมนิทรรศการ  อีกทั้ง จะต่อยอดแนวพระราชดำริการพัฒนาชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้  ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 

ขณะที่ นายจิรายุ มกราพันธุ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้นำคณะผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ และเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ เข้าถวายบังคมพระบรมศพและวางพวงมาลาน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อเด็กและเยาวชน ในแง่ของศาลยุติธรรม พระองค์ท่านมุ่งเน้นการฝึกวิชาชีพให้กับเยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฝึกอบรมและสถานพินิจ ทั้งด้านเกษตรกรรมและงานหัตกรรมต่างๆ ทำให้เยาวชนนำความรู้ที่ได้รับมาฝึกฝน และประกอบอาชีพในอนาคต  รวมถึงได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญูรู้คุณ จนเป็นนิสัย  สำหรับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ จะสืบสานพระราชปณิธานพระองค์ท่านเรื่องการดูแลเด็กและเยาวชน  การแก้ไขและบำบัดเยาวชนผู้หลงผิดให้กลับตนเป็นคนดี ซึ่งการสร้างเยาวชนที่ดีของชาติ เป็นสิ่งที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีพระราชประสงค์ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตลอดพระชนม์ชีพ เพราะเด็กที่เติบโตแบบมีคุณภาพเป็นทรัพยากรพัฒนาประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 

17 ธ.ค. 68 เวลา 14.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ เป็นผู้แทนพระองค์ เชิญของขวัญพระราชทานเนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 มอบแก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

ในการนี้ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง ผู้แทนพระองค์ ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระรูปฯ และเชิญของขวัญพระราชทานวางบนพานเบื้องหน้าพระรูปฯ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูปฯ ก่อนเข้ารับพระราชทานของขวัญเนื่องในโอกาสวารดิถีขึ้นปีใหม่จากพานเบื้องหน้าพระรูปฯ และร่วมบันทึกภาพกับผู้แทนพระองค์และข้าราชการผู้ร่วมพิธี

ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมพิธี ได้แก่ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายพชรเสฏฐ์ บุญศิริสาริศา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก กอง และข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี
 

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม ‘รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ’

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม 'รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ'

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม ‘รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

สันติบาลบึงกาฬรุกสร้างเครือข่ายเยาวชน จัดอบรม “รักชาติ-เทิดทูนสถาบันฯ” ปลูกจิตสำนึกนักเรียนปากคาดพิทยาคม

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมโรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล โดย พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ สารวัตรหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ในสังกัด จัดกิจกรรมอบรม “โครงการสร้างจิตสำนึกความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความรักชาติ รุ่นที่ 1/2569” โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 100 คน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายธเนตร มีรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนปากคาดพิทยาคม ประธานในพิธีเปิด ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรมาโดยตลอด

ด้าน พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักคือการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เยาวชนมีความเคารพรัก เทิดทูน และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความเข้าใจถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ทรงรักษาเอกราชของชาติไว้ นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เหล่านักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเป็น “เครือข่ายภาคประชาชน” เพื่อสอดส่องดูแลความมั่นคง ต่อต้านภัยคุกคาม และเผยแพร่แนวทางตามพระบรมราโชวาทเพื่อการพัฒนาประเทศ

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการเสด็จขึ้นครองราชย์ และบทบาทหน้าที่ของตำรวจสันติบาลในการพิทักษ์สถาบันฯ ซึ่งถือเป็นการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เพื่อปลูกฝังค่านิยมความจงรักภักดีให้สถิตมั่นอยู่คู่ปวงชนชาวไทยสืบไป

‘ตั๊น จิตภัสร์’จับมือ‘คุณหญิงกัลยา-ดร.เอ้’ ร่วม‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ลงสมัคร สส. เปิดตัว 19 ธ.ค.

‘ตั๊น จิตภัสร์’จับมือ‘คุณหญิงกัลยา-ดร.เอ้’ ร่วม‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ลงสมัคร สส. เปิดตัว 19 ธ.ค.

‘ตั๊น จิตภัสร์’จับมือ‘คุณหญิงกัลยา-ดร.เอ้’ ร่วม‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ลงสมัคร สส. เปิดตัว 19 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

‘ตั๊น จิตภัสร์’จับมือ‘คุณหญิงกัลยา-ดร.เอ้’ ร่วม‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ลงสมัคร สส. เปิดตัว 19 ธ.ค.

18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค.68) เวลา 11.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่  จะร่วมแถลงเปิดตัว น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาฯ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่  ณ ที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ อาคารไอ ทาวเวอร์  เขตจตุจักร กทม. โดยจะลงสมัคร สส. ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

‘ไพศาล’อวยฉ่ำ’ยศชนัน’ ปลุกกระแสแดงทั้งประเทศ

'ไพศาล'อวยฉ่ำ'ยศชนัน' ปลุกกระแสแดงทั้งประเทศ

‘ไพศาล’อวยฉ่ำ’ยศชนัน’ ปลุกกระแสแดงทั้งประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการและอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า ยศชนันท์ฟีเวอร์ ปลุกกระแสแดงฉานทั้งประเทศ

คาดดัน พท ได้รับเลือก100-120
เจ้าหลานชายเอ๊ย หาเวลาว่างมาจิบน้ำชากะลุงหน่อย
อายุน้อยกว่าลุงป้อมมาก
หนุ่มสดกว่าอภิสิทธิ์
ตัวขาวกว่าอนุทิน
สมาร์ทกว่าเท้ง
ปราดเปรียวกว่าสุดารัตน์
และยังเป็นหลานศิษย์วัดระฆังด้วย

‘จุลพันธ์’ซัด‘ธนาธร’อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่นปม‘แก้ รธน.’ แค่นี้มองไม่ออกโง่ซ้ำซ้อนโดนหลอกร่ำไป

‘จุลพันธ์’ซัด‘ธนาธร’อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่นปม‘แก้ รธน.’ แค่นี้มองไม่ออกโง่ซ้ำซ้อนโดนหลอกร่ำไป

‘จุลพันธ์’ซัด‘ธนาธร’อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่นปม‘แก้ รธน.’ แค่นี้มองไม่ออกโง่ซ้ำซ้อนโดนหลอกร่ำไป

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

‘จุลพันธ์’ซัด‘ธนาธร’อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่น ปม‘แก้ รธน.’ไปไม่ถึงวาระ 3 สวนแค่นี้มองไม่ออกก็โง่ซ้ำซ้อนโดนหลอกร่ำไป ย้อนแคนดิเดต ปชน.ก็ลงมติไม่ครบทุกมาตรา

18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปไม่ถึงวาระ 3 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ สส.พรรคเพื่อไทยมาโหวตไม่ครบตามกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า สิ่งแรกอยากให้นายธนาธรไปดูการลงมติในหลายมาตรา เพราะแม้แต่แคนดิเดตของพรรคประชาชนเอง ก็ไม่ได้ลงมติทุกมาตรา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่พวกตนก็มากันเต็มกำลังตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขอไว้ก่อนที่จะมีการลงมติเราก็มาเต็มอัตราศึก เราพยายามทำเต็มที่ อย่าชี้นิ้วไปที่คนอื่น ขอให้ดูกระบวนการในสิ่งที่พวกคุณไปทำMOAมา ว่ามีข้อบกพร่องอะไร แล้ว MOA เกิดความเสียหายกับประเทศอย่างไร อย่ามัวแต่โทษคนอื่น

“หากมองว่าชนะในวาระ 2 แล้วจะเดินต่อได้ ผมไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร โง่ซ้ำซ้อนหรือไม่ หากคำนี้แรงไปหรือหนักไปก็ต้องขอโทษ แต่ในข้อเท็จจริงก็เห็นอยู่แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยลงมติให้ สว. ต่อให้ผ่านไปได้มันก็ไม่สามารถที่จะผ่านวาระ3 ได้อยู่ดี ถ้าแค่นี้มองไม่ออกก็คงจะโดนหลอกอยู่ร่ำไป ผมเคยพยายามบอกพรรคประชาชนแล้วว่า ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ประสงค์ที่จะแก้ และ MOA ก็ล้มเหลว เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียกสติกลับมา อยู่ในแนวทางที่ถูกที่ควร แล้วเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งดีกว่า” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่าแบบนี้เหมือนเป็นการโยนความผิดให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่ที่ไปไม่ถึงวาระ 3 นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในเวลานั้นใครอ่านไม่ออกว่าไปไม่ถึงวาระ 3 และต่อให้ไปถึงวาระ3 อย่างไรก็ลงมติไม่ผ่าน หมายความว่าสิ่งที่ตกลงกันไว้ไปไม่ถึงอยู่แล้ว ตนก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายไปมากกว่านี้อีกอย่างไร

‘เพื่อไทย’อ้าซ่า! ‘จุลพันธ์’พร้อมรับลูกพรรค‘ชาติพัฒนา’ สบช่องเสริมแกร่งโคราช

‘เพื่อไทย’อ้าซ่า! ‘จุลพันธ์’พร้อมรับลูกพรรค‘ชาติพัฒนา’ สบช่องเสริมแกร่งโคราช

‘เพื่อไทย’อ้าซ่า! ‘จุลพันธ์’พร้อมรับลูกพรรค‘ชาติพัฒนา’ สบช่องเสริมแกร่งโคราช

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

‘จุลพันธ์’พร้อมอ้าแขนรับลูกพรรค‘ชาติพัฒนา’ รอผู้ใหญ่สองพรรคคุยก่อน เชื่อหากมาจริงช่วยเสริมแกร่งพื้นที่โคราช

18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) มีมติไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ได้ให้อิสระแก่ สส.ของพรรคในการย้ายไปอยู่พรรคอื่นได้ ขณะนี้ได้มีการติดต่อมาที่พรรคเพื่อไทยบ้างหรือไม่ ว่า จริงๆไม่ได้ห่างกันอยู่แล้ว มีการพูดคุยกันตั้งแต่ตอนร่วมรัฐบาล มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคมีความใกล้ชิดกัน ตอนนี้ต้องให้เกียรติพรรคชาติพัฒนาเรื่องการพิจารณาดำเนินกิจการของพรรค เมื่อมีข้อสรุปออกมาพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะพูดคุย ซึ่งต้องมาหารือกันอีกครั้ง โดยให้ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 พรรคได้พูดคุยให้เกิดความชัดเจน

เมื่อถามว่าแสดงว่าหลังบ้านได้มีการพูดคุยกันอยู่ตลอดใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เป็นกลุ่มมีแนวอุดมการณ์ แนวความคิดใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อมีความชัดเจนจากพรรคชาติพัฒนาคงได้พูดคุยกันต่อในรายละเอียด ส่วนเรื่องผู้สมัครพรรคเพื่อไทยยังคงเปิดพิจารณาแม้จะประกาศเปิดตัวไปเกือบครบแล้วก็ตาม เรายังพร้อมที่จะดู หาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติ มีคุณภาพ มีความพร้อม และมีอุดมการณ์ที่ตรงกับพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าหากได้สส.ของพรรคชาติพัฒนา โดยเฉพาะพื้นที่ จ.นครราชสีมาจะสามารถเพิ่มเก้าอี้ให้กับพรรคเพื่อไทยได้อีกใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน ถ้าท่านตัดสินใจมา ซึ่งต้องพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย คงเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นที่โคราชของเราอยู่แล้ว ส่วนขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันให้ผู้ใหญ่ทั้ง 2 พรรคมาพูดคุยกัน

เมื่อถามว่าคาดหวังจะได้ สส.นครราชสีมาเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าใด นายจุลพันธ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า พื้นที่โคราชเป็นพื้นที่มีศักยภาพของเราอยู่แล้ว และเรามีกลุ่มการเมืองที่แข็งแรงในพื้นที่ เรามีรัฐมนตรีในพื้นที่ทั้งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้นเป็นพื้นที่เป้าหมายของเราอยู่แล้ว ถามว่าตั้งเป้าเท่าไหร่ เราต้องการทุกเขต

‘รทสช.’พร้อมลุยเลือกตั้ง ‘พีระพันธุ์’ย้ำจุดยืน‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ ลดค่าไฟ-น้ำมัน

‘รทสช.’พร้อมลุยเลือกตั้ง ‘พีระพันธุ์’ย้ำจุดยืน‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ ลดค่าไฟ-น้ำมัน

‘รทสช.’พร้อมลุยเลือกตั้ง ‘พีระพันธุ์’ย้ำจุดยืน‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ ลดค่าไฟ-น้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

‘รทสช.’เครื่องร้อนพร้อมลุยเลือกตั้ง ‘พีระพันธุ์’นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต สแกมเมอร์ ลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างเงินให้เกษตรกร

18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า  พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ  โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย  ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก  ปัญหาราคาพลังงาน  ปัญหาภาคเกษตร  และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้  วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44  ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต   เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง  และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน  เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน”  นายพีระพันธุ์ กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป 

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง’สามารถ’ ขอวินิจฉัยศาลอาญาไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการเลือกปฏิบัติ

ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง'สามารถ' ขอวินิจฉัยศาลอาญาไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการเลือกปฏิบัติ

ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง’สามารถ’ ขอวินิจฉัยศาลอาญาไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการเลือกปฏิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.40 น.

ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง”สามารถ”อดีตรองโฆษก พปชร. ขอวินิจฉัยศาลอาญาไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการเลือกปฏิบัติกระทบสิทธิ ชี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาศาลอื่น จึงไม่มีสิทธิ์ร้อง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้ร้อง ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของศาลอาญา ผู้ถูกร้อง ที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้อง โดยให้เหตุผลเพียงว่าคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงว่าผู้ร้องจะหลบหนี และไม่แสดงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือข้อมูลเฉพาะเจาะจงหรือพฤติการณ์ที่ชัดเจน แสดงถึงความไม่เสมอภาคในการพิจารณา เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ได้สัดส่วน กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลในกระบวนพิจารณาอันไม่เป็นธรรม ละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระทบต่อสิทธิในการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29และมาตรา 55

โดยศาลฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสามารถ ถูกกล่าวหาตบทรัพย์ในคดีดิไอคอน โดยปรากฏหลักฐานเป็นคลิปเสียงของนายสามารถ ซึ่งศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับนายสามารถ และมารดา ในข้อหาฟอกเงินและสมคบการฟอกเงินจากคดีดิไอคอน และต่อมานายสามารถ ถูกควบคุมตัวที่ จ.เชียงราย และนำส่งดีเอสไอดำเนินคดี