ศาลรธน.ตีตกคำร้อง’วัฒนา เมืองสุข’ ดิ้นขอวินิจฉัย ปมใช้พยานที่ได้มามิชอบ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง'วัฒนา เมืองสุข' ดิ้นขอวินิจฉัย ปมใช้พยานที่ได้มามิชอบ

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง’วัฒนา เมืองสุข’ ดิ้นขอวินิจฉัย ปมใช้พยานที่ได้มามิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

ศาลรธน.ตีตกคำร้อง”วัฒนา เมืองสุข” ดิ้นขอวินิจฉัย ปมศาลฎีกาอาญานักการเมือง ใช้พยานที่ได้มามิชอบมาพิจารณาลงโทษ ชี้คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีสิทธิ์ยื่นร้อง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นักโทษคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ผู้ร้อง ขอให้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 213 โดยอ้างว่า การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ถูกร้องที่ 1 และศาลฎีกา ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่นำพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบเข้าสู่การพิจารณาคดีของผู้ร้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 และการพิพากษาลงโทษผู้ร้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับขณะผู้ร้องกระทำความผิดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 29 วรรคหนึ่ง มาตรา 188 และมาตรา 194 วรรคสอง โดยศาลฯ เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ เป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47(4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

อย่างไรก็ตาม ก่อนการพิจารณาคำร้องนี้ก่อนพิจารณาคำร้องนี้ นายจิรนิติ หะวานนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีเนื่องจากเคยทำหน้าที่กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

ในการสอบสวนเรื่องนี้ แม้ว่า คตส.จะสอบสวนยังไม่สิ้นสุดและโอนคดีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนและทำความเห็นส่งฟ้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ต่อไปที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ถอนตัว เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพิจารณานี้

‘สุวัจน์’ชี้การเมืองเข้าสู่‘ยุค 3 ขั้ว’ พรรคเล็กเสียเปรียบ เปิด 4 เหตุผล‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค

‘สุวัจน์’ชี้การเมืองเข้าสู่‘ยุค 3 ขั้ว’ พรรคเล็กเสียเปรียบ เปิด 4 เหตุผล‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค

‘สุวัจน์’ชี้การเมืองเข้าสู่‘ยุค 3 ขั้ว’ พรรคเล็กเสียเปรียบ เปิด 4 เหตุผล‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

‘สุวัจน์’ชี้การเมืองเข้าสู่‘ยุค 3 ขั้ว’ พรรคเล็กเสียเปรียบ เปิด 4 เหตุผล‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค

18 ธันวาคม 2568 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานการประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) เพื่อสรุปสถานการณ์การเมืองและเหตุผลไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค! ไม่ส่งผู้สมัคร สส.สู้เลือกตั้ง69 เปิดทาง‘อดีตสส.’ย้ายสังกัด)

นายสุวัจน์ เปิดเผยมติที่ประชุมว่า 1.ด้วยสถานการณ์การเมืองเข้มข้นผิดปกติ นับตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา การเลือกตั้งไทยมักเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ถึง 3 พรรค ทำให้การเมืองเข้าสู่ลักษณะ “สามขั้ว” ซึ่งคาดว่าจะมีความดุเดือดเข้มข้นสูง มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก ทั้งบ้านใหญ่และบ้านเล็ก รวมถึงการย้ายพรรคจำนวนมาก สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มุ่งสู่ชัยชนะเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน ส่งผลให้พรรคการเมืองขนาดเล็กเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น

2.กติกาการเลือกตั้งเอื้อพรรคใหญ่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกติกาการเลือกตั้งปัจจุบัน พรรคการเมืองขนาดเล็กเสียเปรียบอยู่แล้ว โดยเฉพาะการไม่ได้รับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้โอกาสในการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

3.การยุบสภากะทันหัน เวลาจำกัด การยุบสภาในช่วงเดือนพฤษภาคมเกิดขึ้นค่อนข้างกะทันหัน ทำให้พรรคการเมืองมีเวลาจำกัดอย่างมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครผู้สมัครในวันที่ 8 รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด เป็นสถานการณ์ที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างหนัก

4.ประเทศเผชิญวิกฤติรอบด้าน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความผันผวนของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สงครามการค้า และปัญหาภาษี รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจภายในประเทศ และปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งภายนอกและภายในที่รุมเร้าประเทศ

“ข้อสรุป สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการเมืองที่เข้มแข็งเพียงพอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองและประชาชน ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการข้างต้น พรรคจึงมีมติว่าจะไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ ระบุว่า อดีต สส.ของพรรคชาติพัฒนา แต่ละคนแต่ละทีม ทั้ง จ.นครราชสีมา จ.ปราจีนบุรี เราก็ทำงานเต็มที่เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงสิทธิประโยชน์  จะเป็นการตัดสินใจของแต่ตัวละบุคคลเอง แต่แนวโน้มความเคลื่อนไหว สส.แต่ละบุคคลมีแนวโน้มจะย้ายซบพรรคเพื่อไทย

ทบ.ย้ำเป้าหมาย ผบ.ทบ. คืบหน้าทิศทางบวก สถานการณ์อยู่ในการควบคุม

ทบ.ย้ำเป้าหมาย ผบ.ทบ. คืบหน้าทิศทางบวก สถานการณ์อยู่ในการควบคุม

ทบ.ย้ำเป้าหมาย ผบ.ทบ. คืบหน้าทิศทางบวก สถานการณ์อยู่ในการควบคุม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.21 น.

ทบ.ย้ำเป้าหมาย ผบ.ทบ. สถาปนาความมั่นคงชายแดน-ทำลายขีดความสามารถทหารกัมพูชา คืบหน้าทิศทางบวก สถานการณ์อยู่ในการควบคุม

จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น.ฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา ได้เผยแพร่ภาพอินโฟกราฟฟิก กล่าวหาว่ากองกำลังฝ่ายไทยดำเนินสงครามทำลายล้างต่อกัมพูชา และก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ถนน สะพาน และสิ่งปลูกสร้างสำคัญ ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อแหล่งมรดกโลกและโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริงและเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติการของฝ่ายไทยมุ่งโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น โดยมีข้อมูลและข้อพิสูจน์ประกอบ ซึ่งอาจจะนำเสนอให้ในโอกาสและช่วงเวลาที่เหมาะสม

สำหรับกรณีโบราณสถานหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ กองทัพบกขอยืนยันว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารทั้งในทางตรง และทางอ้อมอย่างชัดเจน ในกรณีผลกระทบต่อโบราณสถาน ฝ่ายกัมพูชาคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ เพราะการใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อกิจกรรมทางทหารใช้คุกคามฝ่ายไทย ย่อมส่งผลให้สถานที่นั้นๆ เสียสิทธิ์ในการถูกคุ้มครองในทันที

และกรณีฝ่ายไทยมีการดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารนั้นๆ ก็จะเป็นไปในลักษณะดำเนินการเฉพาะจุดที่เกี่ยวข้อง ตามความจำเป็น หรือเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องจริง ยืนยันไม่มีผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เพื่อการจำกัดวงความเสียหายให้เกิดขึ้น เท่าที่จำเป็นเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ทำลายในลักษณะแบบเหมารวมทั่วทั้งบริเวณ ซึ่งอยู่ในกรอบหลักกฎหมาย และหลักมนุษยธรรมของสากล

ในส่วนของสถานการณ์ล่าสุด โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ภาพรวมเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และขณะนี้ยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวล โดยที่หมายสำคัญทางทหารต่างๆ ที่อยู่ในแผนตามเป้าหมายของกองทัพบก ส่วนใหญ่บรรลุผลเป็นไปตามเป้าหมายแล้ว เหลือเพียงบางส่วนซึ่งอยู่ในความพยายามที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อจำกัดความสูญเสียของฝ่ายเราให้ได้มากที่สุด ตามนโยบาย และความห่วงใยของผู้บัญชาการทหารบก

ปัจจุบันเป้าหมายตามที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้มอบไว้ คือการสถาปนาแนวชายแดนตามแนวเส้นปฏิบัติการไทย การเร่งทำลายขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลเป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายไทยนั้น จนถึงขณะนี้ในภาพรวมของการปฏิบัติการทางทหาร อยู่ในลักษณะมีแนวโน้มที่ดี ถึงแม้จะยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมของผลลัพธ์ที่ได้ยังคงมีลักษณะที่เป็นบวกต่อฝ่ายไทย

ศาลรธน.ยกคำร้อง‘บิ๊กโจ๊ก’ อ้างเลือก‘ประธาน ป.ป.ช.’ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลรธน.ยกคำร้อง‘บิ๊กโจ๊ก’ อ้างเลือก‘ประธาน ป.ป.ช.’ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลรธน.ยกคำร้อง‘บิ๊กโจ๊ก’ อ้างเลือก‘ประธาน ป.ป.ช.’ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง”บิ๊กโจ๊ก” อ้างเลือก”ประธาน ป.ป.ช.”ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชี้ไม่เข้าช่องร้อง ต้องไปฟ้องที่ศาลอื่น

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมพิจารณาคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การดำเนินกระบวนการและมีมติเลือกประธานกรรมการ ป.ป.ช.ของ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ผู้ถูกร้องที่ 2) นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ (ผู้ถูกร้องที่ 3) นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ (ผู้ถูกร้องที่ 4) นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง (ผู้ถูกร้องที่ 5) นายประภาส คงเอียด (ผู้ถูกร้องที่ 6) นายวิทยา อาคมพิทักษ์ (ผู้ถูกร้องที่ 3) และนางสุวณา สุวรรณจุฑะ (ผู้ถูกร้องที่ 8) ไม่เป็นไปตามหลักทั่วไปของการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

และการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ ป.ป.ช.และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่ผู้ร้องถูกกล่าวหา เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 32

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบปรากฏว่า ผู้ร้องโต้แย้งการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งแปดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการและมีมติเลือกประธานกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 14 วรรคสาม และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่ผู้ร้องถูกกล่าวหาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย

หากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยืนคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค! ไม่ส่งผู้สมัคร สส.สู้เลือกตั้ง69 เปิดทาง‘อดีตสส.’ย้ายสังกัด

‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค! ไม่ส่งผู้สมัคร สส.สู้เลือกตั้ง69 เปิดทาง‘อดีตสส.’ย้ายสังกัด

‘ชาติพัฒนา’เว้นวรรค! ไม่ส่งผู้สมัคร สส.สู้เลือกตั้ง69 เปิดทาง‘อดีตสส.’ย้ายสังกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

‘ชพน.’เว้นวรรค ไม่ส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งปี69 เหตุมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้อให้พรรคเล็ก พร้อมเปิดทาง‘อดีตสส.’ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ ‘สุวัจน์’ประเมินภาพการเมือง 3 พรรคใหญ่แข่งดุเดือด เหตุชิงการนำจัดตั้งรัฐบาล ด้าน‘เทวัญ’ยืนยันเดินหน้าลงเลือกตั้งต่อ แต่ขอหารืออดีตสส.ก่อนตัดสินใจย้ายสังกัด ‘วุฒิพงศ์’ปัดข่าวย้ายซบ‘กล้าธรรม’

18 ธันวาคม 2568 ที่บ้านเลขที่ 333 ราชวิถี มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) นัดพิเศษ เพื่อหารือถึงทิศทางการทำงานของพรรค หลังจากที่มีการยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 

สำหรับบรรยากาศพบว่ามีแกนนำพรรค อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา , นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครราชสีมา , นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตนายกเทศมนตรีนครราชสีมา , นายทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา , นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค , นายอรัญ พันธุมจินดา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ , นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา อดีต สส.ปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา , นางเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรค เข้าร่วมประชุม

ก่อนการประชุม นายสุวัจน์ กล่าวกับที่ประชุมว่าเป็นการนัดประชุมด่วนของกรรมการบริหารพรรค เพื่อหาแนวทางในการทำงานของพรรคว่าจะไปในทิศทางไหน หลังจากยุบสภาแล้ว โดยที่ประชุมใช้เวลาหารือประมาณ 1ชั่วโมง 15 นาที 

นายสุวัจน์ แถลงผลประชุมว่าที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันพรรคควรตัดสินใจอย่างไร ผลดี ผลเสียและโอกาสที่จะกลับมาทำงานสส. เพื่อทำงานให้ประเทศ  ซึ่งมีข้อสรุปว่า

1.ขณะนี้สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ที่ผ่านมาตนอยู่กับการเมืองมาตั้งแต่ปี2531 ผ่านการเลือกตั้งหลายครั้ง ทุกครั้งเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ แต่รอบนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ดังนั้นประเมินว่าการต่อสู้รอบนี้จะดุเดือด เข้มข้น จะเห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองสูงมีการย้ายพรรค สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า เป็นการเลือกตั้งแบบการเมือง 3 ขั้ว เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ ทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่เสียเปรียบอยู่แล้ว

2.ในระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบ ไม่ได้ทำให้สส.บัญชีรายชื่อ 

3.เป็นการยุบสภาแบบกะทันหัน ทำให้กระบวนการเตรียมความพร้อมไพรมารี่โหวตเป็นไปแบบมีขีดเวลาจำกัด 

4. สถานการณ์ปัจจัยภายนอกประเทศ

“การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการเมืองเข้มแข็งเพียงพอสร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อระบบการเมือง รัฐบาลใหม่ ดังนั้นคำนึงถึงด้วยว่าจากนี้ไปต้องให้การเมืองเข้มแข็ง มีคุณภาพ ระบบพรรคใหญ่เข้มแข็ง จากเหตุผล พรรคชาติพัฒนาจะไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง เทอมนี้ขอบายก่อน แต่พรรคยังอยู่ ส่วนอดีตสส.และแกนนำพรรคนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจที่จะตัดสินใจ” นายสุวัจน์ แถลง

เมื่อถามถึงการตัดสินใจส่วนตัว นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตนยังเป็นประธานพรรค และช่วยการเมืองท้องถิ่นที่ จ.นครราชสีมา และจะอยู่กับพรรคตามที่ พล.อ.ชาติชาญ ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาสั่งไว้  และพร้อมจะดูแลน้องๆ 

เมื่อถามถึงกระแสของการตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย นายสุวัจน์ กล่าวว่า ไม่เป็นมติพรรค แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนที่ตัดสินใจ เช่น นายประสาท ตันประเสริฐ อดีต สส.นครสวรรค์ ได้ตัดสินใจไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่าในฐานะเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองจะปูทางคุยกับพรรคใดให้หรือไม่ เพราะขณะนี้หลายพรรคโควตาใกล้เต็มแล้ว นายสุวัจน์ กล่าวว่า เชื่อว่าคนของตนมีคุณภาพ และทำพื้นที่มาตลอด ทั้งใน จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี ดังนั้นตนมั่นใจในความรู้ความสามารถและได้รับการยอมรับต่อการทำงานในพื้นที่กับประชาชน มั่นใจว่าการตัดสินใจไปอยู่ในจุดที่ได้กลับมาเป็นผู้แทน เป็นสินค้าคุณภาพ เชื่อว่าตัดสินใจได้

เมื่อถามว่าประเมินว่า ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย มองว่าพรรคไหนภาษีดีกว่ากัน นายสุวัจน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคใหญ่ 3 พรรค จะหายใจรดต้นคอ ดังนั้นคงสูสีกันหมด ทั้งนี้ตนประเมินว่าทั้ง 3 พรรคอยู่ในระดับร้อย

“เป็นการเมืองที่ต่อสู้รุนแรง 3 ขั้ว ทุกคนต้องแย่งชัยชนะเป็นรัฐบาล วันนี้ต้องงอยู่ในระดับ 100 เสียง และการจัดรัฐบาลเสถียรภาพและหน้าตาจะอยู่ในการบริหารจัดการของ 3 พรรคใหญ่ เป็นคนกุมชะตาตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างเสถียรภาพและแก้ปัญหาให้ประชาชน อยู่ในมือ 3 พรรคใหญ่” นายสุวัจน์ กล่าว

เมื่อถามว่าประเมินว่าเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายสุวัจน์ กล่าวว่า จะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเรื่องหนึ่ง แต่ต้องเป็น สส.กลับมาให้ได้ ตนเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของน้องๆที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ตัดสินใจให้เป็นสส. แต่การเป็นรัฐบาลหรือค้านเป็นจังหวะการเมืองที่ควบคุมไม่ได้

ขณะที่ นายเทวัญ  กล่าวว่าสำหรับทิศทางของอดีตสส.ของพรรค และสมาชิกพรรคจะไปสังกัดที่ไหนนั้น ขอหารืออีกครั้ง ดังนั้นหากจะไปพรรคไหนต้องไปเป็นกลุ่มก้อน อย่างไรก็ดีในส่วนของตนนั้นแม้ไม่ได้เป็น สส. แต่ยังทำงานในพื้นที่มาหลายปี และทุกคนพร้อมจะลงสมัคร

ส่วนนายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปสังกัดพรรคใด แม้ว่าจะมีข่าวว่าพรรคกล้าธรรมจะติดต่อมา แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะคิดว่าเมื่อยามตนลำบากพรรคชาติพัฒนาให้โอกาสตน ดังนั้นเมื่อพรรคไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง การย้ายไปสังกัดพรรคใดต้องรอหารือและพร้อมไปด้วยกัน

ให้กำลังใจทั่วถึง นายกฯเยี่ยมศูนย์พักพิง ผู้ป่วยติดเตียงจันทบุรี

ให้กำลังใจทั่วถึง นายกฯเยี่ยมศูนย์พักพิง ผู้ป่วยติดเตียงจันทบุรี

ให้กำลังใจทั่วถึง นายกฯเยี่ยมศูนย์พักพิง ผู้ป่วยติดเตียงจันทบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.09 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เยี่ยมศูนย์อพยพ และศูนย์พักพิง สำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่อพยพมาจากสถานการณ์ไม่สงบปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้เดินทักทาย พูดคุย ให้กำลังใจ สอบถามอาการ และความเป็นอยู่ของประชาชนในศูนย์พักพิง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ผู้ดูแลศูนย์อพยพอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านที่พัก อาหาร น้ำดื่ม และการดูแลด้านสาธารณสุข โดยย้ำว่าอย่าให้ขาดแคลน พร้อมขอให้ประชาชนอดทน และยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ไขสถานการณ์โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยังมีสถานการณ์ปะทะเป็นระยะ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย โดยหน่วยงานความมั่นคงและฝ่ายปกครองได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมด้านการช่วยเหลือและดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

เปิดพยาน 6 ปาก ศาล รธน.เรียกไต่สวนปมสถานะ’ภูมิธรรม-ทวี’ 24 ธ.ค.นี้

เปิดพยาน 6 ปาก ศาล รธน.เรียกไต่สวนปมสถานะ'ภูมิธรรม-ทวี' 24 ธ.ค.นี้

เปิดพยาน 6 ปาก ศาล รธน.เรียกไต่สวนปมสถานะ’ภูมิธรรม-ทวี’ 24 ธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.04 น.

เปิดพยาน 6 ปาก ศาล รธน.เรียกไต่สวนปมสถานะ”ภูมิธรรม-ทวี”ยุ่งคดีฮั้ว 24 ธ.ค.นี้ ทั้ง สว.-อธิบดี DSI-เลขา กกต.-2 ผู้ถูกร้อง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสอง มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยก อำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)หรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย และกำหนดให้มีการไต่สวนพยานบุคคลในวันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น.ตามกำหนดนัดเดิมจำนวน 6 ปาก ได้แก่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา , นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ , ร.ต.อ.สรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

โชติศักดิ์ ถอน ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคส้ม หลังถูกวิจารณ์หนักปมแซะ อิสลาม

โชติศักดิ์ ถอน ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคส้ม หลังถูกวิจารณ์หนักปมแซะ อิสลาม

โชติศักดิ์ ถอน ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคส้ม หลังถูกวิจารณ์หนักปมแซะ อิสลาม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

วันนี้ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โชติศักดิ์ อ่อนสูง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “เพื่อไม่ให้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับผมกระทบถึงพรรค ผมจึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชนครับ” ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการถอนตัว สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชน ครั้งนี้ของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

ซึ่งก่อนหน้านั้น โชติศักดิ์ อ่อนสูง แสดงความคิดเห็นในแง่ลบเกี่ยวศาสนาอิสลาม ทำให้เจ้าตัวถูกชาวโซเชียลจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง อีกทั้งก่อนหน้านี้ โชติศักดิ์ อ่อนสูง ยังเคยมีประเด็นบนโลกออนไลน์มาก่อน เมื่อเจ้าตัวเพื่อนไปชมภาพยนตร์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งทั้งคู่ไม่ยืนทำความเคารพระหว่างที่บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนฉายภาพยนตร์ สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ชมภาพยนตร์ในรอบดังกล่าว

โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง
โชติศักดิ์ อ่อนสูง

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก โชติศักดิ์ อ่อนสูง, @Chotisak112

‘มาดามหยก’เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ‘พรรคก้าวอิสระ’ ระดมจิตอาสาร่วมพัฒนาประเทศ

‘มาดามหยก’เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ‘พรรคก้าวอิสระ’ ระดมจิตอาสาร่วมพัฒนาประเทศ

‘มาดามหยก’เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ‘พรรคก้าวอิสระ’ ระดมจิตอาสาร่วมพัฒนาประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘มาดามหยก’เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ‘พรรคก้าวอิสระ’ ระดมจิตอาสาร่วมพัฒนาประเทศ ประกาศขออาสาทำงานแก้ชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างรั้วกั้นเขมร ลั่นเป็นพรรคทำการเมืองไม่ใช่เล่นการเมือง

18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พรรคก้าวอิสระ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 2 /2568 และเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดย น.ส.กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ หรือมาดามหยก พร้อมสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมรับทราบทิศทางการทำงานและนโยบายของพรรค

น.ส.กชพร กล่าวว่า พรรคก้าวอิสระเป็นการรวมตัวของจิตอาสาทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลาในการรวมตัวกัน

เมื่อถามถึงแนวทางการทำงานของพรรคเป็นอย่างไร น.ส.กชพร กล่าวว่า เป็นพรรคแรกและพรรคเดียวของประเทศไทยที่หลอมรวมจิตอาสา เช่นเดียวกับตนที่ทำงานจิตอาสามาเป็นปีที่ 29  และคิดว่าประเทศควรจะเปลี่ยนและเดินหน้า เราไม่อยากทำสถาบันการเมืองแบบเดิมๆ  จึงปรึกษากับทีมจิตอาสามาร่วมกันทำพรรค ซึ่งทุกคนมีความเสียสละเป็นทุนเดิม จึงเกิดเป็นการทำงานแบบทำการเมืองไม่ใช่เล่นการเมือง ไม่มีการแบ่งสี แยกสี แบ่งฝ่าย

น.ส.กชพร กล่าวยอมรับว่าการ ส่งสส. แบบแบ่งเขตอาจไม่มีกำลังสู้พอกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และไม่คิดจะสู้กับใคร เพราะต้องการเข้ามาร่วมทำงาน แต่มีหลายเขตที่เสนอตัว อย่างพื้นที่จ.เชียงใหม่  ตนอยากให้เป็นเชียงใหม่โมเดล ในการริเริ่มทำอะไรต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่ทางภาคอีสาน โดยเฉพาะพื้นที่เขตปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตนขอคะแนนพรรค เพื่อให้เราได้เข้าไปทำงานตรงนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละนิด

เมื่อถามต่อว่า มองว่าการเป็นพรรคเล็กจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองหรือไม่  น.ส.กชพร  กล่าวว่า ด้วยความเป็นพรรคเล็ก เราเสียเปรียบด้วยเรื่องทุน เนื่องจากไม่มีนายทุน แต่ด้วยความเป็นจิตอาสา เราทำงานด้วยใจ อย่างการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุปะทะชายแดน

เมื่อถามอีกว่ามีแนวนโยบายเรื่องชายแดนอย่างไร น.ส.กชพร กล่าวว่า ด้วยความใกล้ชิดกับทหาร มีความรู้สึกสงสารและเห็นใจ หากมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ สิ่งแรกที่จะทำคือต้องเด็ดขาด แม้อาจจะไม่ถูกใจหลายคน แต่ด้วยความรู้สึกที่เห็นความสูญเสีย หากได้รับโอกาส จะสร้างรั้วทันที ไม่ต้องกลัวประชาคมโลก เมื่อเรามีอำนาจกำหนดนโยบาย หากมีอะไรเกิดขึ้นขอรับผิดชอบเอง เพื่อปกป้องประเทศและเพื่อรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกฯของพรรคจะมีกี่คน น.ส.กชพร กล่าวต่อว่า แคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวอิสระมี 3 คน ได้แก่ 1.ตนเอง 2.นายชาญชัย โตพฤกษา และ 3.นายอชิรวิทย์ ทนุก้ำ ซึ่งเป็นจิตอาสาและเป็นคนธรรมดา ที่เราอยากจะนำคนเหล่านี้มาสู่การเมือง

“แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ชอบทำงานเบื้องหน้า แต่มองว่า ในปี 2026 ประเทศต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง จึงมีความรู้สึกว่าถ้าเราไม่ออกมาคนที่ตามอยู่ข้างหลัง คงไม่กล้าที่จะออกมา จึงอยากขอให้พลังบริสุทธิ์ พลังเงียบ หากคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เราจะไม่สามารถเริ่มอะไรใหม่ๆได้ หากปล่อยให้สิ่งไม่ดีดำเนินต่อไป สิ่งดีๆควรจะเกิดขึ้นในปีใหม่ปีหน้า” น.ส.กชพร กล่าว

เช็กที่นี่!‘พรรคประชาธิปัตย์’กาง 33 ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งเมืองกรุงฯ เปิดตัว 22 ธ.ค.นี้

เช็กที่นี่!‘พรรคประชาธิปัตย์’กาง 33 ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งเมืองกรุงฯ เปิดตัว 22 ธ.ค.นี้

เช็กที่นี่!‘พรรคประชาธิปัตย์’กาง 33 ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งเมืองกรุงฯ เปิดตัว 22 ธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.22 น.

เช็กที่นี่!‘พรรคประชาธิปัตย์’กาง 33 ขุนพลสู้ศึกเลือกตั้งเมืองกรุงฯ เปิดตัว 22 ธ.ค.นี้ ย้ำผ่านกระบวนการคัดเลือกหลายขั้นตอน เตรียมดึงคนที่ไม่ได้ไปต่อร่วมทำงานกับพรรค

18 ธันวาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

ทุกคนทำได้ดีมากๆ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวสมัครเข้ามา มีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว

นายสกลธีระบุว่า ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหารพรรค ได้พิจารณาในทุกๆ ด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค

“สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรค ผมจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรค มาช่วยกันทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินต่อไป เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น” นายสกลธี ระบุ

ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วย เราจะสู้ไปด้วยกัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี

เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร

เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค

เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร

เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์

เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์

เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ

เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์

เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ

เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์​ ลักษณวิศิษฐ์

เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ

เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร

เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์​ มีนมณี

เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสิรฐวงศ์

เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล

เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล

เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ

เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี

เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย

เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล

เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์

เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา

เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา

เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์

เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ

เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

นายสกลธี ระบุอีกว่า จันทร์ที่ 22 ธ.ค. 09.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครสส.อย่างเป็นทางการ