ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ยันไม่ทิ้งปชป.-ลงเขต9สงขลา

ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ยันไม่ทิ้งปชป.-ลงเขต9สงขลา

ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ยันไม่ทิ้งปชป.-ลงเขต9สงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.54 น.

‘ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง’ยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์ไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ ยังลงเขต 9 สงขลาแน่นอน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม จากกรณีมีข่าวว่า นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีต สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จะย้ายไปพรรคกล้าธรรม พร้อมกับครอบครัวนั้น ล่าสุดนายศักดิ์สิทธิ์ ยืนยันกับแนวหน้าออนไลน์ว่า ล้านเปอร์เซ็นต์ตนไม่ย้ายแน่นอน และจะสมัครสส.เขต 9 สงขลา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์เช่นเดิม

ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคกล้าธรรมเจรจากับนายเดชอิศม์ ขาวทอง บิดา เพื่อให้ชักชวนไปอยู่พรรคกล้าธรรม นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้คุยกับบิดา แต่ ยืนยันว่า ไม่ย้ายแน่นอน

ต่อมานายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกครั้งว่า อยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าตนไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง และในครอบครัว ก็ไม่มีการพูดคุยในเรื่องการเมือง พูดคุยกันเรื่องทั่วๆไปเท่านั้น มีแต่น้องชายของตน2 คน ที่ไปอยู่พรรคกล้าธรรมดังนั้นยืนยันตนอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ลงเขต 9 สงขลา ไม่ไปไหน

‘บิ๊กเล็ก’ลั่น!เร่งเดินหน้า ปฏิบัติการจน‘กัมพูชา’สิ้นสุดสภาพปฏิปักษ์

‘บิ๊กเล็ก’ลั่น!เร่งเดินหน้า ปฏิบัติการจน‘กัมพูชา’สิ้นสุดสภาพปฏิปักษ์

‘บิ๊กเล็ก’ลั่น!เร่งเดินหน้า ปฏิบัติการจน‘กัมพูชา’สิ้นสุดสภาพปฏิปักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

“บิ๊กเล็ก”เผยลงพื้นที่ให้กำลังใจทหาร-ประชาชนชายแดน ยอมรับการสูญเสียคาดไว้แล้ว เหตุการรบยืดเยื้อกำลังใกล้เคียงกัน เร่งเดินหน้าปฏิบัติการจนกัมพูชาสิ้นสุดสภาพปฏิปักษ์ กำชับเหล่าทัพดูแล”กำลังพลปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน”ให้สามารถรบได้อย่างต่อเนื่อง เผยการดูแลครอบครัว-ทายาทผู้เสียชีวิต ขอบคุณ”จุฬาฯ”ให้โควตาลูกหลานเข้าเรียน

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพานิช รมว.กลาโหม กล่าวว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้ไปตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจทหาร รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่าที่จะทำได้ และไม่กระทบต่อการทำงานของกำลังพลที่อยู่แนวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ส่วนการที่ไปลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ก็ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแนวหลัง และพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา ที่กองกำลังบูรพา

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า กรณีการกู้ร่างทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะ พื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควายนั้น กองทัพต้องการได้ร่างทหารกลับคืนมาโดยเร็ว แต่จะไปเร่งรัดก็ไม่ได้ เพราะต้องใช้ความ ระมัดระวัง

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ยอมรับว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาพที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่าหากเกิดการสู้รบในรอบนี้สถานการณ์จะหนักกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการรบที่เร็วและได้เปรียบ หมายความว่าฝ่ายไทยจะต้องมีกำลังมาก แต่ครั้งนี้กำลังทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาใกล้เคียงกัน จึงทำให้การรบยืดเยื้อและสูญเสียมาก ในฐานะที่เคยเป็นเจ้ากรมยุทธการมาก่อนจึงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถจินตนาการภาพออกว่าเมื่อเกิดการรบขึ้นเมื่อไหร่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสีย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงพยายามแสดงท่าทีให้เกิดการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ก็ต้องเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อให้ไปกัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์หรือที่ ทบ.ใช้คำว่าให้กัมพูชาสิ้นสุดสภาพทางทหาร

ทั้งนี้ พล.อ.ณัฐพล แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า ที่ประชุมวันนี้มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.รับทราบสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ซึ่งตนได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ทั้งในการส่งกำลังอาหาร กระสุน และอาวุธต่างๆ ให้สามารถปฏิบัติการรบได้อย่างต่อเนื่อง และดูแลกำลังพลในส่วนที่เสียชีวิต ดูแลครอบครัว ทายาท ซึ่งตนได้ปวารณากับทางกองทัพไว้ว่าในกรณีที่มีการพระราชทานเพลิงศพในพื้นที่ภาคกลาง ตนจะไปเป็นประธานให้เพื่อเป็นเกียรติแก่กำลังพลที่เสียชีวิตและครอบครัว

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า 2.กระทรวงกลาโหม กำลังทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาความรู้ด้านการศึกษา เป้าหมายเพื่อให้กำลังพลทุกระดับและครอบครัว ตั้งแต่พลทหาร นายสิบ นายทหาร และนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา จะมีหลักสูตรต่างๆ ที่หลากหลาย และที่สำคัญทางจุฬาได้ให้โควตาครอบครัวกำลังพลที่ปฏิบัติราชการชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เสียชีวิต ก็จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าไปเรียน ซึ่งต้องขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และ 3.ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้ฝากให้เหล่าทัพดูแลประชาชน บริการประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ แต่ก็ทราบดีว่าปัจจุบันกำลังพลส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ดังนั้น พื้นที่ใดไม่สามารถทำได้ก็ไม่เป็นไร ให้ประสานหน่วยข้างเคียงดำเนินการ นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ ทั้งของกระทรวงกลาโหม และพื้นที่ที่มีการจัดงานปีใหม่ โดยประสานกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด ในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้พักผ่อนในช่วงปีใหม่ด้วยความสวัสดิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรักษาความปลอดภัยช่วงปีใหม่เป็นปกติ หรือเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดน ที่อาจจะมีพวกสายลับหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นปกติ แต่ให้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ลากไส้เขมร! ‘บิ๊กเล็ก’ฉะดีแต่พูด ไม่จริงใจ‘หยุดยิง’ เตรียมเสริม‘ยานเกราะ’แนวรบสระแก้ว

ลากไส้เขมร! ‘บิ๊กเล็ก’ฉะดีแต่พูด ไม่จริงใจ‘หยุดยิง’ เตรียมเสริม‘ยานเกราะ’แนวรบสระแก้ว

ลากไส้เขมร! ‘บิ๊กเล็ก’ฉะดีแต่พูด ไม่จริงใจ‘หยุดยิง’ เตรียมเสริม‘ยานเกราะ’แนวรบสระแก้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

‘บิ๊กเล็ก’ย้ำสกัด‘น้ำมัน-ยุทธปัจจัยกัมพูชา’ต้องยึดกฎหมายสากล ยัน‘หยุดยิง’ได้ต่อเมื่อสิ้นสุดปฏิปักษ์ชัดเจน สั่งเสริมยานเกราะสระแก้ว พร้อมปรับจัดหายุทโธปกรณ์รับสถานการณ์ใหม่

18 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการสกัดกั้นการลำเลียงน้ำมัน-ยุทธปัจจัยทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา หลังมีรายงานว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดยการนำเรือไทยไปรับน้ำมันประเทศที่ 3 หรือการถ่ายน้ำมันในน่านน้ำสากล ว่า เราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เรามุ่งไปที่เรือไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือไทยที่ชักธงชาติไทย หรือเรือไทยที่ชักธงสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งอาศัยความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชำนาญ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการพูดคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ดำเนินการตามลำพัง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่าพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ใช่เป้าหมาย เราจะยึดคืน 100% ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทุกเป้าหมาย 7 จังหวัด ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราตอบโต้ป้องกันตัวเองอย่างได้สัดส่วน

เมื่อถามว่าพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) จ.สระแก้ว ที่เราอาจเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องเสริมยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ยานเกราะ ซึ่งได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) โดยการยึดที่หมายได้ ไม่ใช่ว่าต้องนำกำลังไปวางไว้ แต่ภาษาทหารเรียกว่าการ “คุ้มครองด้วยการยิง” ซึ่งเมื่อเรายึดก็ยิง จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันเดียว แล้วเราหยุดเลย

เมื่อถามอีกว่ากรณีการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การจัดหายุทโธปกรณ์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เนื่องจากปีงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภายหลังรัฐบาลยุบสภา ทำให้ปฏิทินงบประมาณเลื่อนออกไปอีก แต่ให้เตรียมการตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเราทำตามสภาพแวดล้อมในอดีต ที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้นดี การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป กัมพูชามีท่าทีเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับการทำงบประมาณ การจัดหายุทโธปกรณ์ที่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทสส. และ ผบ.เหล่าทัพ 2 สิ่งที่อยากให้มอง คือ สรุปบทเรียนที่ผ่านมา และ อนาคตจะต้องทำอย่างไร จัดลำดับความเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์ในงบประมาณปี 2570 การที่งบประมาณเลื่อนไปอาจกระทบบ้าง จะทำให้ช้าลง แต่เราต้องใช้โอกาสตรงนี้จัดทำให้รอบคอบ จัดลำดับความเร่งด่วนให้ดี

เมื่อถามอีกว่าในฐานะที่เป็นอดีตทหารและเป็นรุ่นพี่ ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ และน้อง ๆ ในกองทัพ อย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เวลาลงพื้นที่ก็ขอให้ไม่ต้องจัดการต้อนรับ ขอให้ทำงานตามปกติ แต่ขอเวลามานั่งคุยกันแบบพี่น้อง ว่าพื้นที่ขาดสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าเหลือก็ไม่ต้องบอก กระทรวงกลาโหมก็ยินดีสนับสนุน ซึ่งทางรัฐบาลให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ตนมั่นใจใน ผบ.เหล่าทัพ  ซึ่งสถานการณ์คืบหน้าตามลำดับ ภารกิจที่เราคุยกันก็เกือบ 100% แล้ว จะหยุดยิงเมื่อฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ในภาพที่ออกมาจากสื่อที่รัฐบาลกัมพูชาพูดว่า พร้อมเจรจา อยากหยุดยิง แต่หน้าแนวยังระดมยิงกับเราทุกวัน ก็ต้องมีการหยุดยิงชัดเจนก่อน ถ้ากัมพูชาอยากหยุดยิง ก็หยุดเลย เราไม่มีไปรุกราน ซึ่งเราป้องกันตัวเองเท่านั้น ได้สัดส่วนและจำเป็น

“ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูด และไม่ทำที่เคยพูดอยู่เสมอ รัฐบาลกัมพูชาพูดอยู่เสมอ แต่แนวหน้าไม่ทำตาม เราก็อยากที่จะยุติ แต่เขายังมีความเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเราห่วงกำลังพล และประชาชนที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า หลังตนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ก็สงสาร ทุกคนก็น้ำตามซึม ได้ให้กำลังใจ ฝากทางผู้ว่าฯ ดูแล และเราจะพยายามดำเนินการให้ใช้เวลาไม่นานนัก ตนไม่อยากไปบอกว่าต้องกี่วัน ก็จะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์กองทัพ ซึ่งตนเชื่อมั่นใน ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ เมื่อภารกิจเรียบร้อย เราก็จบภารกิจ ไม่ยืดเยื้อ เพราะการสูญเสียกำลังพลทำให้สะเทือนใจผู้บังคับบัญชา อะไรที่สามารถยุติสถานการณ์ได้ เราก็ยินดี

เมื่อถามอีกว่าทางกระทรวงกลาโหมได้เตรียมข้อมูลให้รัฐบาลเพื่อเจรจากับทูตพิเศษกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี โดยเป็นข้อมูลปกติ เราพร้อมตอบทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรีมอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามอีกว่าการสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชานั้นเป็นอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็จะมีคณะผู้บัญชาการทางทหารประเมิน ตนฟังความเห็นจากกองทัพ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเวลาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องท่าที การวางกำลัง โดยกัมพูชาต้องหยุดยิงชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) : การออกเสียงประชามติ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) : การออกเสียงประชามติ

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) : การออกเสียงประชามติ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.33 น.

วันนี้ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (พิเศษ 3/2568) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง การออกเสียงประชามติ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ

                   1. คำถามในการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนี้

                   คำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568

                   ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะให้มีการออกเสียงประชามติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด่วนที่สุด ที่ ลต 0012/23968 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568) ต่อไป

                   2. ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติที่ออกตามความในมาตรา 11 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 โดยกำหนดประเด็นคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเป็นกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควรตามมาตรา 9 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. โดยที่ประธานรัฐสภาได้ส่งญัตติด่วน จำนวน 5 ฉบับ มายังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยใช้ประเด็นคำถามตามญัตติด่วนของรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นผู้เสนอ ในประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมาตรา 9 วรรคสอง (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ไปหารือร่วมกับ กกต.เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยมีเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณร่วมหารือด้วย

                   2. ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 ธันวาคม 2568)

                             2.1 เห็นชอบให้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คือ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากมีเหตุผลความจำเป็นว่าการให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกันจะเป็นการประหยัด และใช้งบประมาณแผ่นดินโดยคุ้มค่า เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของ กกต.ที่ต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่แตกต่างกันด้วย โดยให้ส่งคำถามในการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยัง กกต. ดังนี้

                                      2.1.1 “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 [ตามมาตรา 9 วรรคสอง (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ]

                                      2.1.2 “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 [ตามมาตรา 9 วรรคสอง (2) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ]

                             2.2 ขอให้ สผ.ดำเนินการจัดทำข้อมูลตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและส่งให้ กกต.ก่อนวันประกาศให้มีการออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง (4) และมาตรา 11 ประกอบมาตรา 15 และมาตรา 14 วรรคสอง และวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้สำนักงาน กกต.เผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบ (คำถามข้อ 2.1.1) เป็นการทั่วไป ทั้งนี้ ในส่วนคำถามของคณะรัฐมนตรี (ตามข้อ 2.1.2) ให้ กกต.ใช้ข้อมูลที่ สผ.จัดทำเป็นข้อมูลในเรื่องที่จะทำประชามติตามคำถามของคณะรัฐมนตรีด้วย

                   3. สลค.จึงได้มีหนังสือแจ้งให้ สผ.ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยขอให้ สผ.ส่งข้อมูลไปยังสำนักงาน กกต.ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยตรงต่อไป ทั้งนี้ สผ.ได้ดำเนินการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติดังกล่าวไปยังสำนักงาน กกต.แล้ว เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568

                   4. สำนักงาน กกต.แจ้งว่า เพื่อให้การจัดให้มีการออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

                             4.1 การออกเสียงประชามติในประเด็นดังกล่าว เป็นไปตามมาตรา 9 วรรคสอง (2) หรือมาตรา 9 วรรคสอง (4) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                             4.2 ระบุประเด็นคำถามที่จะใช้ในการออกเสียงประชามติให้ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายด้วย

                             ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาประเด็นคำถามที่จะใช้ในการออกเสียงประชามติ ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะให้มีการออกเสียงประชามติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ขอให้แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้เป็นไปตามประเด็นคำถามที่จะใช้ในการออกเสียงประชามติที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาด้วย (ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด่วนที่สุด ที่ ลต 0012/23968 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568)

‘สุไพรพล เพ็ญแข’ชู‘30 บาทรักษาทุกที่’นโยบายหลักหาเสียงเขตบางกอกน้อย-บางพลัด

‘สุไพรพล เพ็ญแข’ชู‘30 บาทรักษาทุกที่’นโยบายหลักหาเสียงเขตบางกอกน้อย-บางพลัด

‘สุไพรพล เพ็ญแข’ชู‘30 บาทรักษาทุกที่’นโยบายหลักหาเสียงเขตบางกอกน้อย-บางพลัด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

‘สุไพรพล เพ็ญแข’ชู‘30 บาทรักษาทุกที่’นโยบายหลักหาเสียงเขตบางกอกน้อย-บางพลัด ฝากความหวังประชาชนกับเพื่อไทย

18 ธันวาคม 2568 นายสุไพรพล เพ็ญแข หรือ “ป๊อบ” คู่สมรสนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 33 บางพลัด–บางกอกน้อย กล่าวถึงทิศทางการเมืองภายหลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีจำนวน 3 คน ว่า บุคคลที่พรรคเสนอชื่อทั้งหมดล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีความพร้อมในการทำงานเพื่อประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

นายสุไพรพล กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และเคยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายท่าน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะสามารถฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทย ในการสานต่อและผลักดันนโยบายที่เคยทำได้จริงและประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ รวมถึงนโยบายหวยเกษียณ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีหากพรรคกลับมาเป็นรัฐบาล ตลอดจนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสียต่าง ๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้วางรากฐานและสร้างผลงานไว้

“สำหรับพื้นที่หาเสียงของป๊อบ คือเขตบางกอกน้อยและบางพลัด เราจะใช้นโยบายหลักคือ 30 บาทรักษาทุกที่ เนื่องจากในพื้นที่มีกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุจำนวนมาก ซึ่งมักประสบปัญหาเรื่องการส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษา ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลา โดยเฉพาะในช่วงเจ็บป่วย เราต้องการตัดปัญหาเหล่านี้ ด้วยการผลักดันนโยบายที่ชัดเจน โดดเด่น และเป็นรูปธรรมมากที่สุด” นายสุไพรพล กล่าว

นายสุไพรพล ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้าเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคและการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่

‘อิ๊งค์-ปอ’เยี่ยม‘ทักษิณ’ เผยพ่ออวยพร‘ยศชนัน’ เข้าสู่การเมืองอายุ 46 ปีเท่ากัน

‘อิ๊งค์-ปอ’เยี่ยม‘ทักษิณ’ เผยพ่ออวยพร‘ยศชนัน’ เข้าสู่การเมืองอายุ 46 ปีเท่ากัน

‘อิ๊งค์-ปอ’เยี่ยม‘ทักษิณ’ เผยพ่ออวยพร‘ยศชนัน’ เข้าสู่การเมืองอายุ 46 ปีเท่ากัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

‘อิ๊งค์-ปอ’เยี่ยม‘ทักษิณ’คุยเรื่องแคนดิเดตนายกฯ‘พรรคเพื่อไทย’ พร้อมให้กำลังใจ‘ยศชนัน’เข้าสู่การเมืองอายุ 46 ปีเท่ากัน

จากกรณีเรือนจำกลางคลองเปรม รับตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไว้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้ บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย 1 ปี โดยปัจจุบันอยู่แดนผู้สูงอายุ และแดนพยาบาล เนื่องจากเข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 65 ปีนั้น

วันนี้ (18 ธ.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานจากเรือนจำ กลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ “ปอ” สามีของ น.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ  พร้อมนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ซึ่งวันนี้ถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 26 ได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

หลังจากนั้น น.ส.แพทองธาร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า พูดคุยกับคุณพ่อกรณี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลงเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย อย่างไรบ้าง ว่า นายยศชนัน กับนายทักษิณ เริ่มเข้าสู่การเมืองอายุเท่าๆ กันในการลงเลือกตั้ง อายุประมาณ 46 ปี คุณพ่อจึงฝากให้กำลังใจ ส่วนสุขภาพ ก็โอเคปกติอยู่ ก่อนเดินขึ้นรถกลับทันที

กล้าธรรม พร้อมประกาศนโยบาย เปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต 100 ปาร์ตี้ลิสต์ 25 ธ.ค.

กล้าธรรม พร้อมประกาศนโยบาย เปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต 100 ปาร์ตี้ลิสต์ 25 ธ.ค.

กล้าธรรม พร้อมประกาศนโยบาย เปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต 100 ปาร์ตี้ลิสต์ 25 ธ.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

กล้าธรรม พร้อมประกาศนโยบายพรรค เปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต 100 ปาร์ตี้ลิสต์ 25 ธันวาคม ชู ผู้กองธรรมนัส แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จุดขาย ทำอะไรทำจริง ไม่ใช่แค่คิดจะทำ แต่กล้าที่จะทำ ลงพื้นที่ช่วยประชาชน แม้ในเขต ที่ไม่มีสส. พรรค ลั่น กล้าธรรมพร้อมแข่งเต็มที่ ไม่มีหลีกทาง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เผยถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้มีการประชุมกัน ซึ่งต้องเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค แต่สมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคคิดว่าจะเป็นร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมแน่นอนแต่ยังไม่ได้คุยยังเป็นทางการเพราะเวลานี้อยู่ระหว่างเตรียมการ สมัครรับเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะเปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต และ สส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ในวันที่ 25 ธันวาคม นี้ ที่ ไบเทค บางนา

ทั้งนี้ เราไม่ได้ซีเรียสว่าต้องมีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน เหมือนกับทุกพรรค ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ เราไม่ไม่ซีเรียสอะไรขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสม แต่ต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรคและฟังเสียงสมาชิกพรรคว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยยังไม่ได้ลิสต์รายชื่อ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะต้องผ่านคณะกรรมการสรรหา

สำหรับจุดขายที่พรรคจะใช้ในการหาเสียง โดยคาแรคเตอร์ของร้อยเอกธรรมนัส เป็นคนทำอะไรทำจริง ไม่ใช่แค่คิดจะทำ แต่กล้าที่จะทำจริง เรารวมกลุ่มคนที่มีคาแรคเตอร์ที่ท่านชอบบอกว่าเคมีไม่ต่างกันมาอยู่ด้วยกัน เราเป็นผู้ที่กล้าทำและจะทำจริงๆ ส่วนใหญ่เราทำมากกว่าพูด ซึ่งวันที่ 25 ธ.ค. จะมีการเปิดนโยบายพรรคด้วย โดยจะไม่ทำนโยบายขายฝัน จะไม่มีป้ายหาเสียงเหมือนป้ายราคา 10,000 บาท 3,000 บาท แต่จะนำเรื่องที่สามารถทำได้จริงๆ จะประกาศในสิ่งที่ทำได้จริงเท่านั้น

เราไม่พูดมากมีอะไรทำได้เรารีบทำให้ประชาชน จุดไหนที่ประชาชนเดือดร้อน แม้จะไม่มี สส.เขต เราก็ไปช่วย เพราะเราเป็นนักการเมืองที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมพร้อมแข่งขันเต็มที่ ไม่มีการหลีกทางและจะทำให้ดีที่สุด

หลิว จงอี้ หารือ กองทัพบก ชี้ รัฐบาลกัมพูชา โยงผลประโยชน์ร่วม สแกมเมอร์ในหลายมิติ

หลิว จงอี้ หารือ กองทัพบก ชี้ รัฐบาลกัมพูชา โยงผลประโยชน์ร่วม สแกมเมอร์ในหลายมิติ

หลิว จงอี้ หารือ กองทัพบก ชี้ รัฐบาลกัมพูชา โยงผลประโยชน์ร่วม สแกมเมอร์ในหลายมิติ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

“หลิว จงอี้” ผู้แทนจีน หารือ กองทัพบก ชี้ รัฐบาลกัมพูชา โยงผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ ขอ 2 ประเทศแก้ปัญหาร่วมกัน ย้ำ ใช้เวลาสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 วานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พลเอก ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Public Security – MPS) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ซึ่งในระหว่างการหารือ พลเอก ดิเรก บงการ กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ พลเอก ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้ 

ทางด้านนายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่าปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิด ที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ทางจีนได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ ดังนั้นจึงขอให้ทั้งสองประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

นายกฯ ไม่ทราบทูตจีน ขออาสาเป็นคนกลาง ลั่นให้ไปบอกกัมพูชา หยุดทำร้ายประเทศไทย

นายกฯ ไม่ทราบทูตจีน ขออาสาเป็นคนกลาง ลั่นให้ไปบอกกัมพูชา หยุดทำร้ายประเทศไทย

นายกฯ ไม่ทราบทูตจีน ขออาสาเป็นคนกลาง ลั่นให้ไปบอกกัมพูชา หยุดทำร้ายประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

’นายกฯ ‘ไม่ทราบทูตจีน​ประสานขอเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย​ปัญหาชายแดน​ไทย​ -​ กัมพูชา​  ลั่นไทยแค่ป้องกัน​ไม่เคยรุกราน​  ย้อนไปบอกกัมพูชาหยุดยิง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 11.42 น. วันที่ 18 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประเทศจีน เตรียมส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีน เยือนไทยและกัมพูชาในวันที่ 18 ธ.ค.เพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ประสานมาแล้วหรือไม่ ว่า สำหรับตนยังไม่มี แต่เขาอาจจะมีการติดต่อ ในช่องทางการทูต 

เมื่อถามว่ารอบนี้จีนจะเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คงไม่ใช่

เมื่อถามถึงจุดยืนของไทยต่อสถานการณ์นี้​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​  ถ้าใครจะไปพูดก็ต้องไปพูดให้กัมพูชาหยุดยิงไทย หยุดทำร้ายประเทศไทย ประเทศไทยไม่เคยทำอะไรเขาก่อน ได้แต่ปกป้องและตอบโต้ อย่างที่ตนบอก ว่าทุกคนพยายามหยุดทำโน่นหยุดทำนี่ ตนขอถามว่าประเทศไทยทำอะไร ประเทศไทยป้องกันไม่ใช่ตอบโต้ ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศ​ ไม่มี​ 

เมื่อถามถึงกรณีที่นาย​อันวาร์​ อิบราฮิม​ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะใช้เวทีประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน  นัดพิเศษ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ หารือเรื่องการเจรจาหยุดยิง​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ เขาไม่ได้ใช้  เขาแค่เชิญรมว.ต่างประเทศไปประชุม​ ซึ่งตอนแรก​ นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รมว.ต่างประเทศ บอกว่าจะไม่ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่จะไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา​ ประเทศอินโดนีเซีย​ นายอันวาร์​ จึงโทรศัพท์มาให้ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพราะเรื่องการเจรจา เริ่มที่นั่นหลายครั้งแล้ว ตนก็เห็นด้วย ไม่มีปัญหาอะไรตรงไหนที่เราทำได้มีเหตุมีผล​ เราโอเคอยู่แล้ว​  ตราบใดที่ไม่เสียผลประโยชน์

เมื่อถามอีกว่ากลัวว่าการเจรจาบทสรุปจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ นายอนุทิน​ ย้อนถามกลับว่า บทสรุปอะไร​ ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า​ แม้จะมีการเจรจาแล้วแต่ยังกลับมาปะทะกันอีก​ นายอนุทิน ถามกลับอีกครั้งว่า ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อยากให้ย้อนกลับไปถามว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มปะทะ ต้องนำเสนอข่าวเช่นนั้นก่อน​ เรามี 4 ข้อที่ได้ลงนามไว้ คือ​ 1.  การถอนกำลังทหาร อาวุธ ซึ่งไทยได้ทำแล้ว  2. คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เราได้ทำแล้ว 3 การปราบปรามสแกมเมอร์ ที่เราทำงานอย่าง​จริงจัง และ 4. คือการจัดการพื้นที่ชายแดน​ บ้านหนองจาน​ บ้านหนองหญ้าแก้ว​ 

“เราดำเนินการอย่างหนักมาโดยตลอด ทั้งการถอนอาวุธ  ถอนทุ่นระเบิด ถอนทหาร  ปราบสแกมเมอร์เราทำหนักเลยแต่กลับไปที่กัมพูชา ถอนนิดๆหน่อยๆ​ ถอนกำลังคน​ แต่อาวุธยังอยู่ ไม่ทำเท่ากับประเทศไทย ทุ่นระเบิดก็ไม่ได้จัดการ จัดการให้ระเบิดแต่กลับไม่จัดการถอน ส่วนเรื่องสแกมเมอร์ก็ไม่ดำเนินการอะไรเลย ใครต้องทำทุกอย่าง และเรื่องบ้านหนองจานบ้านหนองหญ้าแก้ว กัมพูชาก็ไม่ยอมร่วมบริหารจัดการ แต่กลับยิงอาวุธถล่มเข้ามาในประเทศไทย และคนที่อยากให้มีการเจรจา หยุดต่อสู้ จะต้องไปบอกใคร ต้องไปบอกคนตีหรือคนถูกตี​ เรื่องนี้ไม่เห็นต้องถาม​“ นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า​ถึงวันนี้ยังไม่สามารถบอกได้ใช่หรือไม่ว่าสถานการณ์จะจบเมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า​ เรารักษาอธิปไตย​ รักษาเกียรติ​ภูมิ​ รักษาแผ่นดิน​ และรักษาความปลอดภัยของประชาชน ยังทำแค่ตรงนี้อยู่ ยังไม่มีเป้าหมายอื่น

พปชร.เปิดตัว อดีต สส.งูเห่า ‘ภูมิใจไทย’ ย้ายยกครอบครัวซบ ‘บิ๊กป้อม’

พปชร.เปิดตัว อดีต สส.งูเห่า 'ภูมิใจไทย' ย้ายยกครอบครัวซบ 'บิ๊กป้อม'

พปชร.เปิดตัว อดีต สส.งูเห่า ‘ภูมิใจไทย’ ย้ายยกครอบครัวซบ ‘บิ๊กป้อม’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

พปชร.เปิดตัว อดีต สส.งูเห่า “ภูมิใจไทย” ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม” ด้าน “ธีระชัย” ลั่นจะแก้ปัญหาพาประเทศ พัฒนายั่งยืน 

18 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายา “ล้มช้าง” ที่ล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ  พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์ และนายปภัทร เฮงไพบูลย์ นอกจากนี้ยังมีนายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขต 5 จ.ปทุมธานี 

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน 

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า การทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”  นายธีระชัย กล่าว 

ทั้งนี้นางสาวประภา เป็นหนึ่งใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร