เฉลิมฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ The Ritz-Carlton Bangkokเปิดตัว ‘โปรแกรม Oligio X’

เฉลิมฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ The Ritz-Carlton Bangkokเปิดตัว 'โปรแกรม Oligio X'

เฉลิมฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ The Ritz-Carlton Bangkokเปิดตัว ‘โปรแกรม Oligio X’

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

กรอบหน้าชัด คมขึ้นอย่างธรรมชาติ”โปรแกรม Oligio ฉลองความสำเร็จ “100,000,000 Shots” ในประเทศไทยจัดงานเฉลิมฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ The Ritz-Carlton Bangkokเปิดตัว “โปรแกรม Oligio X” ตอกย้ำผู้นำเทรนด์ The Snatched Contour Trend และ Thai Beauty Innovation**โปรแกรม Oligio เทคโนโลยียกกระชับระดับพรีเมียมจากประเทศเกาหลีใต้ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยยอดการใช้งานพลังงานทะลุ 100,000,000 Shots เฉพาะในประเทศไทยสะท้อนความไว้วางใจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ใช้จริงทั่วประเทศ ที่เลือก โปรแกรม Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับอันดับหนึ่งในใจคนไทย

เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ Wontech Asia ได้จัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “The Pinnacle Night of Oligio X – Celebrating 100,000,000 Shots in Thailand” ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkokภายในงานได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้และแขกรับเชิญชื่อดังร่วมเฉลิมฉลอง อาทิคุณแพร วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, คุณลุค อิชิคาวะ และ แขกผู้ร่วมงานสุดพิเศษ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

พีระยุทธ มั่งคั่ง, นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ, พญ. อวิกา รงค์ทอง, นพ. อุกฤษ จิรภัทรสุนทร, รัตมา กำธรเจริญ, celeb, Chloe Choi, Isaac Jang, นพ. ดนัยย์ ประดิษฐสุวรรณ์, พญ. กรวิกกา พัฒนะปราน, นพ. สันติ จตุราวิชานันท์พร้อมโชว์สุดพิเศษจากดีว่าระดับตำนาน คุณอมิตา ทาทา ยังสร้างบรรยากาศแห่งความประทับใจและสะท้อนความงามที่เหนือระดับในแบบ “The Snatched Contour Trend” อย่างสมบูรณ์แบบ

Oligio X – ยุคใหม่แห่ง The Snatched Contour Trendในยุคที่ “กรอบหน้าชัดแต่ดูซอฟต์และสมดุล” กลายเป็นนิยามใหม่ของความงามระดับโลกเทรนด์ The Snatched Contour Trend คือการยกกระชับใบหน้าให้เรียวกระชับ ดูมั่นใจ และอ่อนเยาว์ในเวลาเดียวกันเป็นลุคที่สะท้อนทั้ง Luxury – Confidence – Youthfulness และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในเอเชีย โดยเฉพาะในวงการ K-Aesthetic และ Thai Beauty

โปรแกรม Oligio X จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Longevity New Technology – 2 Modes in 1 Device”มาพร้อมระบบอัจฉริยะ Dual Mode: G และ X ที่ออกแบบให้แพทย์สามารถปรับพลังงานและเทคนิคให้เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้า (underlying structure) ของแต่ละบุคคลได้อย่างแม่นยำG Mode: เหมาะสำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้า เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวอย่างอ่อนโยนX Mode: ให้พลังงานลึกเฉพาะจุด เก็บแนวกรอบหน้า คาง และขากรรไกร เพื่อผลลัพธ์ที่ “Snatched” อย่างเป็นธรรมชาติเทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์เทรนด์ความงามยุคใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ “ยก – ยุบ – ชัด – ริ้วรอยจาง” พร้อมส่งเสริมสุขภาพผิวระยะยาวตามแนวคิด Longevity Aesthetics

Sea Fire Salt Hua Hin ร้านอาหารติดทะเลสุดพรีเมียม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท้องทะเล ณ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท

Sea Fire Salt Hua Hin ร้านอาหารติดทะเลสุดพรีเมียม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท้องทะเล  ณ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท

Sea Fire Salt Hua Hin ร้านอาหารติดทะเลสุดพรีเมียม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท้องทะเล ณ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.31 น.

อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท (Anantara Hua Hin Resort) ในเครือ ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ชวนสัมผัสรสชาติอาหารทะเลคุณภาพระดับพรีเมียม ที่ Sea Fire Salt Hua Hin ห้องอาหารซิกเนเจอร์ของทางรีสอร์ท ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล จุดเด่นอยู่ที่เทคนิคการย่างบนแผ่นเกลือหิมาลายันที่ให้ความร้อนถึง 200 องศา ซึ่งช่วยเสริมรสชาติจากแร่ธาตุธรรมชาติพร้อมดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างลงตัว

ที่ Sea Fire Salt Hua Hin แขกทุกท่านจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน จากวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ผสานเข้ากับกลิ่นหอมของไฟด้วยเทคนิคการย่างเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รสสัมผัสที่ลุ่มลึกไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับรสชาติอาหารในทุกๆจาน ผ่านฝีมือการรังสรรค์ของเชฟ Jarno van den Broek ชาวเนเธอแลนด์ ผู้ที่มีประสบการณ์การทำอาหารจากร้านระดับ Michelin Star และ Fine Dining มาอย่างโชกโชน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบคุณภาพ การปรุงอย่างเคารพธรรมชาติ และการนำเสนออย่างร่วมสมัยอีกด้วย

ที่ตั้งของร้าน Sea Fire Salt อยู่ติดริมทะเลหัวหิน ในบรรยากาศแบบ Beachfront Dining ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังคงความหรูหราทันสมัย ผ่านการตกแต่งที่ผสมผสานความเรียบง่ายอย่างเป็นธรรมชาติเข้ากับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นอย่างลงตัว พื้นที่ภายในร้านประกอบด้วยโซนปรับอากาศและโซนด้านนอกรับลมทะเล เหมาะสำหรับมื้ออาหารและงานอีเว้นท์ขนาดเล็ก พร้อมครัวเปิดที่มี BBQ Corner และ Pop-up Rum Bar เพิ่มเพิ่มเสน่ห์และความมีชีวิตชีวา รวมไปถึงพื้นที่สนามหญ้า เหมาะสำหรับงานในโอกาสพิเศษต่างๆอีกด้วย

สำหรับเมนูไฮไลท์ของร้าน Sea Fire Salt ประกอบด้วย

  • Charred Octopus: หมึกออคโตปุสย่าง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งม่วง, มะกอกดำ, มะเขือเทศกึ่งแห้ง (Semi-dried Tomato), ขึ้นฉ่าย และหญ้าเปรี้ยว (Sorrel) โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและแหล่งผลิตในประเทศไทย
  • Water-Aged Angus Beef Tenderloin (14 Days): เนื้อ Angus Tenderloin ที่ผ่านกระบวนการ Water Aging นาน 14 วัน เพื่อเพิ่มความนุ่มและดึงรสชาติความอร่อยของเนื้อออกมาให้มากที่สุด ผู้ที่ชื่นชอบในการทานเนื้อคุณภาพเยี่ยมไม่ควรพลาด
  • Chocolate Love: นอกจากเมนูของคาวแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูของหวานที่ชวนให้ลิ้มลอง อย่างช็อกโกแลตเลิฟ ช็อกโกแลตมูสบาร์สูตรเฉพาะของทางร้าน ผสมเข้ากับถั่วหลากหลายชนิดและดาร์กช็อกโกแลตกานาชสุดเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้ที่รักในการทานช็อกโกแลต เพื่อปิดท้ายมื้ออาหารสุดพิเศษได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ร่วมสัมผัสรสชาติอาหารคุณภาพระดับพรีเมียมในบรรยากาศริมทะเลหัวหินอันงดงามและเป็นส่วนตัว ที่ห้องอาหาร Sea Fire Salt อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.30 น. โทร 032-520250 อีเมล sfs.ahh@anantara.comข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.anantara.com/en/hua-hin

เมืองสุขสยาม ชวนยิ้มรับศักราชใหม่ ในงาน ‘สุขกันเถอะเรา’ เติมความสุขหลากรูปแบบผ่านเสน่ห์แบบไทยๆ

เมืองสุขสยาม ชวนยิ้มรับศักราชใหม่ ในงาน 'สุขกันเถอะเรา' เติมความสุขหลากรูปแบบผ่านเสน่ห์แบบไทยๆ

เมืองสุขสยาม ชวนยิ้มรับศักราชใหม่ ในงาน ‘สุขกันเถอะเรา’ เติมความสุขหลากรูปแบบผ่านเสน่ห์แบบไทยๆ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

“เมืองสุขสยาม” ณ ไอคอนสยาม ชั้น G เมืองสารพัดสุข สนุกแบบไทย  ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขและการฉลองเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยเสน่ห์แบบไทยๆ จัดงาน “SOOKSIAM สุขกันเถอะเรา”  สัมผัสประสบการณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยอันหลากหลาย และกิจกรรมเติมเต็มความสุขมากมาย พร้อมคัดสรรของขวัญของฝากจากงานหัตถศิลป์พื้นบ้านไทยคุณภาพ เพื่อส่งต่อความสุขให้คนพิเศษ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายใต้บรรยากาศรื่นเริงแบบไทย ตั้งแต่วันนี้  – 7 มกราคม 2569  

ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมแห่งความสุขมากมาย เริ่มต้นที่ “สุขสัมพันธ์” กับการเลือกของขวัญจากฝีมือชุมชนไทยที่รังสรรค์ขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ อาทิ เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, กระเป๋า, งานถัก, เครื่องหนัง, ของแต่งบ้าน, ของที่ระลึก, สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม, สมุนไพรไทยต่าง ๆ รวมกว่า 1,000 รายการ ไฮไลต์ที่น่าสนใจ เช่น รองเท้าแตะจากเสื่อกก (Sedge Mat Sandals) จากร้าน One th1ng อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ที่นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบรองเท้าสไตล์มินิมอล ผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว , ผ้าผูกผมและกระเป๋าเชือกฟอกถัก จากร้าน Goodday Fabric อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง, ตุ๊กตาถักไหมพรมแฮนด์เมด จากร้าน Library of You อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย, แฟชั่นผ้าฝ้ายย้อมครามธรรมชาติ จากร้าน INDICRAFT จังหวัดเชียงใหม่, กระเป๋ายีนส์แฮนด์เมด จากร้าน Bangkok Denim ที่แต่งผ้าเพิ่มสีสัน ต้อนรับเทศกาลปีใหม่, นาฬิกาไม้ฝีมือคนไทยจากร้าน Sep 32, แว่นตาไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ร้าน 32 Lookwood, เครื่องประดับเงินแฮนด์เมดและงานปักผ้าลวดลายน่ารัก จากร้าน SilverLine, ชุด Co-Ord Sets และ Hawaii Shirt ผ้าคอตตอน-ลินิน พิมพ์ลายพิเศษ จากร้าน Summerise, ไหมพรมถักจาก จุ๊บเจลเนอรัล, สบู่แฮนด์เมดจากสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติ จากร้าน Pearl Moon Sopery, ถุงอบประคบสมุนไพรแบรนด์ Sabai และอีกมากมาย ให้เลือกส่งต่อความสุขเป็นของขวัญของฝาก พร้อมได้อุดหนุนผู้ประกอบการและชุมชนไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ยังชวนอร่อยกับ “สุขแซ่บ” อาหารไทยสไตล์สตรีทฟู้ด ที่ยกขบวนมาให้เลือกอิ่มอร่อยหลากหลายประเภท พร้อมรสชาติถึงใจตามแบบฉบับท้องถิ่น พร้อมเปิดประสบการณ์ “สุขสืบสาน”  ชมสาธิตงานหัตถศิลป์ไทยอันเป็นอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหน้าหัวโขน โดยครูช่างไทย, การลงยาสี, เทคนิคประดับลวดลาย, สาธิตงานลายรดน้ำโดยนักศึกษาสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง ระหว่างวันที่ 26 – 28 ธันวาคม 2569 เวลา 13.00 – 19.00 น. บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา 

เติมความสนุกกับ “สุขสนุก” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยตลอดการจัดงาน รวมถึงกิจกรรมพิเศษ การแสดงดนตรีแจ๊ส ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 และ 31 ธันวาคม 2568  สัมผัส “สุขเสน่ห์” แต่งชุดไทยเดินถ่ายรูปใน เมืองสุขสยาม ราคาพิเศษเพียง 300 บาท (จำกัด 50 ท่าน / วัน)  ระหว่างวันที่ 29 – 31 ธ.ค. 68  ที่ร้านห้องภาพวันวานและร้านสิรินาถทิพย์วดี สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นปีใหม่อย่างมั่นใจ เชิญร่วมกิจกรรม “สุขสมหวัง” ตรวจดวงชะตาราศีรับศกใหม่ ด้วยศาสตร์แห่งไพ่ยิปซีกับหมอดูไพ่ยิบซีจากสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย ครอบคลุมเรื่องความรัก การงาน การเงิน โชคลาภ หรือสุขภาพ ระหว่างวันที่ 29 – 30 ธันวาคม 2568  เวลา 13.00-19.00 น. บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา 

อีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษคือการสร้างสรรค์ “ต้นคริสต์มาสภูมิปัญญาไทย” ที่ปีนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด “ต้นคริสต์มาสไม้ไผ่ – ส่องประกายเสน่ห์วิถีชุมชนไทย ผ่านงานจักสานพื้นบ้าน” ผลงานสร้างสรรค์

ที่งดงามและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ด้วยไม้ไผ่จริงทั้งต้น ใช้เทคนิคการตอก มัด และหมุนเกลียวอย่างประณีต ประดับตกแต่งด้วยงานจักสานพื้นบ้านที่สื่อความหมายมงคล และสะท้อนลึกวิถีท้องถิ่นไทยอย่างลึกซึ้ง เช่น สุ่มไก่ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความขยันขันแข็ง, สุ่มปลาและปลาตะเพียน เครื่องรางแห่งความโชคดี นอกจากนี้ยังมีปลาช่อนจักสาน, ไทรดักปลาประมงพื้นบ้าน, ชะลอม, ตุงอิสาน, โคมไฟจักสานชนิดต่างๆ, แมงกระพรุนที่ทำจากไม้ไผ่ และงานประดิษฐ์รูปทรงต่าง ๆ ที่ทำจากหวายและไม้ไผ่ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันงดงาม ยังส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางต่อสายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ร่วมเก็บเกี่ยวความสุขและส่งต่อรอยยิ้มในงาน “สุขกันเถอะเรา” งานที่รวบรวมความสุข ความหวัง และเสน่ห์แบบไทยเอาไว้อย่างครบครัน เพื่อให้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้เติมเต็มหัวใจของทุกคนให้เบิกบาน พร้อมเปิดรับเรื่องราวดี ๆ ของศักราชใหม่ไปด้วยกันที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G สามารถติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของเมืองสุขสยามได้ที่ Facebook: SOOKSIAM 

สุขภาพที่ดี เริ่มจากการเข้าใจร่างกายของตัวเอง Dr.Orn กับแนวคิด ‘The Body Code’ ถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล

สุขภาพที่ดี เริ่มจากการเข้าใจร่างกายของตัวเอง Dr.Orn กับแนวคิด ‘The Body Code’ ถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล

สุขภาพที่ดี เริ่มจากการเข้าใจร่างกายของตัวเอง Dr.Orn กับแนวคิด ‘The Body Code’ ถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

ในยุคที่การดูแลสุขภาพไม่ได้หมายถึงการแก้ปัญหาเฉพาะจุดอีกต่อไป แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว Dr. Orn Wellness Center เปิดมุมมองใหม่ของการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิด “The Body Code” การถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อออกแบบการดูแลที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนอย่างแท้จริง

ต่อยอดจากความสำเร็จของ Dr. Orn Medical Hair Center คลินิกเฉพาะทางด้านเส้นผมที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 14 ปี และดูแลผู้เข้ารับบริการมาแล้วมากกว่า 60,000 ราย ล่าสุด Dr. Orn ได้ขยายขอบเขตการดูแลจากเรื่องเส้นผม สู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยเชื่อว่า สุขภาพที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจากการเข้าใจร่างกายทั้งระบบ

หัวใจของ Dr. Orn Wellness Center คือการดูแลแบบ Doctor-led Wellness ที่มีแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้านร่วมกันถอดรหัสสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Hair Wellness ภายใต้แนวคิด Medical Hair Spa ที่ผสานศาสตร์การแพทย์เข้ากับการผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้ดูแลเพียงภายนอก แต่เริ่มจากการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเริ่มดูแลเส้นผมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ป้องกันปัญหาผมบางและผมร่วงในอนาคต พร้อมดูแลสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ

ขณะเดียวกัน Weight & Wellness ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการ ที่ต้องการดูแลรูปร่างและสุขภาพอย่างไม่เร่งรัด แต่เห็นผลในระยะยาว ผ่านการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งน้ำหนัก ระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน ความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีแพทย์เฉพาะทางดูแลอย่างใกล้ชิด

 “การดูแลสุขภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการเข้าใจร่างกายของตัวเอง และดูแลเขาอย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

Dr. Orn Wellness Center จึงไม่ใช่เพียงศูนย์ดูแลสุขภาพหรือความงาม แต่คือพื้นที่ของการ ถอดรหัสสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างสมดุลทั้งกายและใจ และช่วยให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

-(016)

คอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูงแห่งปี ‘TREASURE OF DREAMS’ อีกครั้งกับพระอัจฉริยภาพ ‘SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS’

คอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูงแห่งปี ‘TREASURE OF DREAMS’  อีกครั้งกับพระอัจฉริยภาพ ‘SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS’

คอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูงแห่งปี ‘TREASURE OF DREAMS’ อีกครั้งกับพระอัจฉริยภาพ ‘SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS’

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

เพื่อสานต่อเรื่องราวความรักตราบนิรันดร์ของ Amour Éternel (Eternal Love) จากฤดูกาลที่ผ่านมา อีกครั้งกับการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ SIRIVANNAVARI และ BEAUTY GEMS  แบรนด์อัญมณีชั้นนำของประเทศไทย ได้นำมาซึ่งความวิจิตรตระการตา และเลอค่าสมชื่อ ‘Treasure of Dreams’ คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง ประจำปี 2025  อันประกอบไปด้วย สุดยอดผลงานล้ำค่า 88 ชิ้น อันเปี่ยมด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์จากพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

“ตลอดกระบวนการทำงานของคอลเลกชันนี้เป็นเหมือนการเปิดดูสมุดบันทึกงานออกแบบ หรือไม่ก็แฟ้มงานที่เคยทำไว้ เพื่อนำทุกความล้ำค่าของงานฝีมือ, แรงบันดาลใจ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวบทใหม่ ด้วยภาษาแห่งเครื่องประดับรัตนศิลป์ ทางศาสตร์เครื่องประดับชั้นสูงถ่ายทอดความอ่อนหวาน และอ่อนโยนของเฉดสีในโทนพาสเทล ลงสู่งานออกแบบตัวเรือนที่ช่วยทวีความงดงามในคุณลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวของทั้งอัญมณี และรัตนชาติเลอค่า จากสีฟ้าต่างระดับความโปร่งใสระหว่างอะความารีนกับเทอร์คอยซ์ไปจนถึงหลากสีละลานตาของไพลินท่ามกลางประกายสุกสกาวของเพชรน้ำล้อแสงร่วมกับมอร์แกไนต์ และไข่มุกอาโกยะ ขณะเดียวกันก็มีสีแดงสดของทับทิมกับสีเขียวกระจ่างของมรกตเป็นลูกเล่นคั่นอารมณ์”  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงตรัสเล่าถึงขั้นตอนการสรรค์สร้างคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูงในครั้งนี้

เพื่อถ่ายทอดความหมาย “คุณค่า และความล้ำค่าดุจฝัน” ของ Treasure of Dreams ที่สุดแห่งช่างศิลป์งานฝีมือแขนงต่างๆ ของ BEAUTY GEMS ต่างนำทักษะเหนือชั้นเฉพาะด้านมาใช้ กับทุกแง่มุมรายละเอียดของแต่ละผลงาน จากอเตอลิเยร์ของ SIRIVANNAVARI มาสู่สายตาเฉียบคม เปี่ยมประสบการณ์ของนักอัญมณีวิทยาที่ร่วมกันตรวจคัด เฟ้นหาอัญมณี และรัตนชาติคุณภาพสูง เช่นเดียวกับความเหนือชั้นเชิงทักษะเครื่องประดับชั้นสูง รังสรรค์ความอ่อนช้อย งดงามในทุกจังหวะการเคลื่อนไหวตามวงจรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพรรณพฤกษา หรือสัตว์น้อยใหญ่ ให้ปรากฏเป็นผลงานเลอค่าด้วยลูกเล่นการจัดสัดส่วนทั้งแบบสมมาตร และอสมมาตร สะท้อนความเป็นจริงตามธรรมชาติ อีกครั้งที่ประกายเพชรและอัญมณีขององค์นักออกแบบได้จรัสประกาย “สุข” สว่างให้ประจักษ์ต่อทุกสายตาและตราตรึงทุกหัวใจ

ทุกขั้นตอนตลอดกระบวนการหัตถศิลป์ คือกลไกขับเคลื่อนสำคัญ นำมาซึ่งความโดดเด่นเป็นหนึ่งให้แก่เครื่องประดับชั้นสูงทุกชิ้น และแต่ละชิ้นล้วนแสดงถึงการสืบสาน และยกระดับทักษะของบรรดาเทคนิคเก่าแก่ดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นงานหล่อแบบ 3D, การขึ้นตัวเรือนโลหะ, งานเจียระไน และฝังรัตนชาติขึ้นตัวเรือน การทำงานเช่นนี้ทำให้เราสามารถพัฒนาผลงานอันมีความสดใหม่ ทันสมัย และร่วมสมัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

สุริยน ศรีอรทัยกุล  กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บิวตี้เจมส์ กล่าวถึงแต่ละขั้นตอนในการพัฒนาคอลเลกชันว่า “ด้วยการนำเทคนิคดั้งเดิมมาใช้ เพื่อเป็นการสืบสาน อนุรักษ์ความล้ำค่าทางหัตถศิลป์ชั้นสูงในงานเครื่องประดับไทย ความกล้าในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ท้าทายเชิงเทคนิคได้อย่างน่าตื่นตา อย่างงานแกะสลัก, งานเจียระไน และขัดผิวกลึงลูกปัด, งานประกอบชิ้นส่วน และทักษะแขนงอื่นๆ ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่มีความสมจริงตามธรรมชาติ ตามแนวคิดทรงออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี  นารีรัตนราชกัญญาได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

Treasure of Dreams เลอค่าดุจฝัน

เพื่อสานงานสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงของ SIRIVANNAVARI ผลงานส่วนหนึ่งใน Treasure of Dreams คือการนำมรดกงานออกแบบจากคอลเลกชันก่อนอย่าง Heirlooms of Elegance หรือล่าสุดคือ Amour Éternel มารังสรรค์ใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์, คุณค่า และความหมายแต่แรกเริ่มไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัดกุหลาบควีนสิริกิติ์ อันเป็นอนุสรณ์ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (สมเด็จพระอัยยิกา), สร้อยข้อมือเพชร อันสื่อถึงของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวแทนความรัก และการส่งผ่านปรารถนาดี รวมกระทั่งดอกไม้พื้นบ้านอย่างดอกลำดวน หรือสัตว์น้อยใหญ่ใน “สวนของเจ้าหญิง” อาทิ นกยูง, ช้าง, นกฮูก  ซึ่งยังครองสัญลักษณ์ หรือโลโก้ประจำแบรนด์

ขณะเดียวกัน บรรดาผลงานการออกแบบใหม่ ก็นำมาซึ่งความตื่นตา ตื่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เข็มกลัด “นกแอบรัก” หรือ The Royal Lovebird Brooch ถ่ายทอดความอ่อนหวานของลูกเล่นเฉดสีตามแนวทางศิลปะอิมเพรสชันนิสท์ จากภาพวาดฝีพระหัตถ์ในชื่อเดียวกันขององค์นักออกแบบ มาสู่รัตนศิลป์บนครรลองของความประณีต พิถีพิถันกับทุกรายละเอียดจากกรงนกทรงไทยติดตั้งชิงช้าแขวนคอนให้นกเกาะ รวมถึงบานประตูคู่เปิด-ปิดได้

ระหว่างที่ โมราฑิฆัมพร (Blue Lace Agate) สลักลายถึง 11 เม็ดจุดประกายจินตนาการถึงฤดูใบไม้ผลิ ทิ้งตัวลงมาตามก้านช่อประดับพราวน้ำค้างลูกปัดแก้วพรรณราย และโอปอลสีชมพูของสร้อยคอและต่างหู Symphony of Poetry Multicolor เข้าเซ็ต ส่วนมรกตคัด 11 เม็ดเจียระไนทรงหยดน้ำหลังเบี้ยของสร้อยคอ Melody of Eden ก็ทิ้งตัวสะโอดสะอง แซมสลับใบเขียวของพลอยแพริดอต (Peridot) บนตัวเรือนอ่อนช้อย ชิ้นงานอันวิจิตรงดงามนี้รังสรรค์มาพร้อมกับต่างหูที่เข้าเซ็ตกัน สะท้อนถึงความผูกพันอย่างมิอาจแยกจากระหว่างแฟชั่นกับเครื่องประดับ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความละเอียดอ่อน บอบบางดุจลูกไม้ถักมือในแบบอิตาเลียนเรเนซองส์   บรรดาสัญลักษณ์ทางการออกแบบประจำแบรนด์อย่างอักษรย่อพระนามาภิไธย S Signature ตลอดจนเกือกม้า และตะขอปากม้า ตัวแทนความรัก และทักษะส่วนพระองค์ในกีฬาขี่ม้าขององค์นักออกแบบ ต่างมาปรากฏพร้อมรูปหัวใจโดยหาได้เป็นเพียงลูกเล่นตกแต่ง ทว่ายังทำหน้าที่เป็นกลไกตัวกลัด หรือข้อต่อประกอบชิ้นส่วนโครงสร้างได้อย่างแยบคาย

ในอาณาจักรความงามแห่ง “สวนของเจ้าหญิง” Treasure of Dreams ถ่ายทอดความงดงามตระการตาน่าอัศจรรย์จากมวลธรรมชาติอันเป็นที่รักยิ่งของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ด้วยโครงสร้างเปิดโปร่งลดน้ำหนักตัวเรือน กับศิลปะประกอบชิ้นส่วนทั้งแบบสมมาตร และอสมมาตร มนตราสะกดอารมณ์ของรัตนชาติหลากสรรพสีที่ผ่านการตรวจคัด จับคู่อย่างประณีต และเฉียบคม ได้เนรมิตเครื่องประดับรูปลักษณ์ ทั้งดอกไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ในต่างอากัปกิริยา หรือจังหวะวงจรชีวิต ก่อลีลาล้อแสงเรืองระยับดุจภาพวาดเทพนิยาย จุดประกายจินตนาการ และปรารถนา ทั้งพราวเพชร หรือคริสตัลน้ำกระจ่าง ช่อทับทิมสอดแซมไพลินสลับสี หรือสีเขียวไล่ลำดับโทน ระหว่างมรกตกับพลอยแพริดอต บนตัวเรือนทองคำขาวขัดผิวขึ้นเงาราวกระจก ล้วนร่วมกันสะท้อนความล้ำค่าของไหวพริบทางการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญแขนงต่างๆ ในศิลปศาสตร์อัญมณีได้อย่างแยบคาย

“Treasure of Dreams” คอลเลกชันจิวเวลรีชั้นสูงแห่งปี 2025 นอกจากจะแสดงให้ประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพในด้านงานออกแบบจิวเวลรีอันล้ำค่าและทันสมัยขององค์ดีไซเนอร์ ยังบ่งบอกถึงการพัฒนาและยกระดับฝีมือช่างจิวเวลรีไทย เพื่อเชิดชู อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าไปสู่ระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ‘ริมมรคา: Along the Path’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ‘ริมมรคา: Along the Path’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ‘ริมมรคา: Along the Path’

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ปี 2568  ในหัวข้อ “ริมมรคา Along the Path”  พร้อมทรงบรรยายถึงที่มาที่ไปของภาพถ่ายบางส่วน โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพไปจนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

การนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ประจำปี 2568 แก่ผู้ที่มาร่วมงาน  โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายฐาปน สิริวัฒนภักดี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ นายนิติกร กรัยวิเชียร เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ นางสาวอดุลญา ฮุนตระกูล ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  เฝ้าฯ  รับเสด็จ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ประจำปี ๒๕๖๘ หัวข้อ “ริมมรคา: Along the Path” จัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  และ  มูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานเอกชน  อื่นๆ  เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จฯ และชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ  ในระหว่างปี 2568  เพื่อจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้  จำนวน 147  ภาพ โดยแต่ละภาพที่นำมาจัดแสดง นอกจากเป็นภาพที่สวยงามทรงคุณค่าทางศิลปะการถ่ายภาพแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองจากสายพระเนตรที่ทรงประสบพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ทรงสนพระราชหฤทัยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่าย  อีกทั้ง ยังให้ข้อคิดเตือนใจในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มาชมภาพที่เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายของพระองค์ท่าน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงมีรับสั่งถึงการจัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ครั้งนี้ว่า “…น่าจะฉุกละหุกมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เขียนอะไรต่างๆ ต้องทำภายใน 1 นาที บางอย่างก็พิมพ์บ้าง มองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง เป็นผลตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป…”  

นอกจากนี้ ทรงมีรับสั่งถึงภาพ “ของขวัญถวายสมเด็จแม่ พวงมาลัยด้ายซ้าย เต่าเพื่อพระชมน์ยืน ครีมและผ้า พวงมาลาด้ายขวา 2 พวงจากท่านผู้หญิงพลอยและท่านผู้หญิงใหม่ ถ่ายที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568″  ว่า…”อันนี้ก็เป็นของถวายสมเด็จพระพันปี ไปกับหลานสองคน ของที่ถวายทุกปีที่ถวายของนี่ต้องมีเต่า ถวายเต่าแปลว่าขอให้พระชนม์ยืน ของถวายธรรมดา ในพานต้องเป็นเต่า เป็นธรรมเนียมของคุณแม่ผู้ช่วยพี่เลี้ยงคนหนึ่ง คือ คุณแม่ของป้าจันทร์ ป้าจันทร์เวลานี้ก็อายุ 102 หรือ 103 แล้วก็คุณยายปุ่นเสียไปนานแล้ว คุณยายปุ่นก็ต้องเอาเต่ามาปิดทอง จนกระทั่งเด็กๆ ในวังเรียกว่า คุณยายเต่าทอง ตอนนี้คุณยายเต่าทองไม่อยู่แล้วก็ยังมีผู้สืบทอดถวายเต่า เอามาปล่อยบางตัวคลานขึ้นมายังมีทองติดอยู่เลย”

ภาพ “ตุ๊กแกที่หอสมุด วังสระปทุม” รับสั่งว่า “ตุ๊กแกตัวนี้ถ่ายตอนที่ไม่สบาย ขาหักเดินไม่ได้ จะอยู่ตรงตึกหอสมุด มีห้องเล็กๆ ทำเหมือนครัว ที่จริงมีหลายตัว เมื่อวานนี้อาจารย์ที่ดูให้เรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรม บอกว่า ทำไมบทความที่พูดไม่เขียนเรื่องตุ๊กแก ตุ๊กแกมีตั้งหลายตัว และมีลักษณะต่างๆ ควรเขียนเรื่องตุ๊ก นี่ก็ยังไม่ได้เขียนเลย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดตุ๊กแกเหมือนกัน ตอนที่ท่านเข้าโรงพยาบาล ดีขึ้นแล้ว กลับไปที่หัวหิน ท่านก็ว่าตุ๊กแกฉันหายไปไหน ท่านอยู่ท่านก็พระราชทานของกินให้ตุ๊กแก แต่ว่าไม่มีใครให้อาหารตุ๊กแก ก็ต้องไปหาอาหารที่อื่น ตอนหลังตุ๊กแกจะกลับมาเฝ้าฯใหม่ นึกว่าจะจับตุ๊กแกบ้านเราไปถวาย จะจับลำบาก”

ภาพ “ศาลพระภูมิบ้านธงน้อยที่น่าน” รับสั่งว่า “ศาลพระภูมิบ้านที่น่าน บ้านที่น่านน้ำท่วมไม่ได้หยุด ครั้งที่แล้วท่วมศาลพระภูมิมิดเลย จนกระทั่งไม่รู้ว่าพระภูมิที่มีองค์เดิมหรือองค์ใหม่ หรือยังไง ท่านหนีน้ำพ้นมั้ย ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร จึงคิดออกแบบมีไฮดรอลิก ถ้าน้ำขึ้นก็ยกศาลพระภูมิขึ้นไป พระภูมิก็รอด และคิดว่าในไม่กี่ปีมานี้ เข้าใจว่าเป็นพระภูมิองค์เดิม มีรสนิยมเดิม นำน้ำเขียว น้ำแดงถวาย ท่านก็ไม่ว่า แสดงว่าหลายๆ องค์อาจจะชอบเหมือนกันก็ได้ ส่วนบ้านก็ท่วมเหมือนเดิม ศาลพระภูมิไม่ท่วม”

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ริมมรคา Along the Path” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมระหว่างไปถึงวันที่ 15  มีนาคม 2569  (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00น. – 20.00 น.  และมีการจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ริมมรคา: Along the Path” ในราคาเล่มละ  900  บาท  ณ  ห้องนิทรรศการ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน) และศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

Life & Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในวันที่โลก “ฉลาดล้ำ” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI  ทว่าอีกด้านกลับเผชิญ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นำไปสู่ภาวะโลกไร้สมดุล (An unbalanced world) ทำให้ทิศทางการตลาดในปี 2026 เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ยาก ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนสูง 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผย “เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็แค่ปรับ”  สู่ การสร้าง “ความสมดุลใหม่ที่ยั่งยืน”  โดยนักการตลาดในวันนี้ ต้องส่งมอบความหมายที่แท้จริงให้กับสังคม เป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น

โดยใช้ความฉลาดของ AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น สร้างความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม สร้างมูลค่าร่วมให้กับสังคม มีจรรยาบรรณ ทุกการลงทุนทางการตลาดต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต่อกระแสเงินสด

ในงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยว่า งานนี้เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดแห่งปีของวงการการตลาดไทย ภายใต้ แนวคิดที่ทรงพลังและท้าทายอย่างยิ่ง “Prompt the Future: The Power of Marketing” ที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธุรกิจ สังคม การตลาด เศรษฐกิจของโลก และไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

Prompt เป็นคำพ้องเสียงคล้ายกับ คำว่าพร้อมในภาษาไทย หมายถึงการเตรียมพร้อมสู่อนาคตของธุรกิจ และนักการตลาดไทย ขณะเดียวกันคำว่า Prompt ในภาษาเอไอ หมายถึงคำสั่ง input, instruction, query ที่จะกระตุ้นให้ AI สร้างผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง Prompt ที่ดี จะทำให้ AI Application ทำงานได้มีประสิทธิภาพ งานสัมมนาในที่นี้ จึงเป็นงานที่เราจะมาสร้าง Prompt ด้วยพลังของการตลาดไปด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทยที่ดีขึ้น

วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยกำลังอยู่ในโลกที่ “ฉลาดล้ำ” (Intelligent World) ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี Big Data, AI ที่กำลังจะเป็น AI Agentic เรียนรู้และสั่งงานได้ด้วยตัวเอง จะเป็น AI ที่ควบคุม AI Agent อีกที

Robotics ที่เปลี่ยน จาก BOT เป็น Humanoid ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์เข้าไปทุกที เราสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ในพริบตา และทำให้ชีวิตสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด บนระบบที่เป็นอัตโนมัติ

สวนทางกับความฉลาดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของโลก กลับเผชิญ “ความเปราะบางและไร้สมดุล” (Fragile and Unbalanced) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม การเติบโตของหนี้สินที่มากกว่ารายได้ ทำให้ความมั่งคั่งลดลง ปริมาณการผลิตที่สูงกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ความแตกต่างของ Generation และความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด จนทำให้การคาดการณ์เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน อ่อนไหว มีความไม่แน่นอนและไร้สมดุล จนต้องตั้งถามถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “ความสมดุลใหม่และความยั่งยืน” ที่แท้จริงบนโลกปัจจุบัน

สำหรบหน้าที่ของนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอีกต่อไป แต่คือการเป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้ส่งมอบ “ความหมาย” ที่แท้จริง ให้กับสังคม บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด

1.มองตลาดแบบ Fragmented (Fragmented Marketing): ยุคของการสื่อสารแบบ Mass Media ได้จบลงแล้ว เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ นับไม่ถ้วน (Fragmented Segments) ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงสูง แบรนด์ต้องสื่อสารและสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละส่วนย่อยได้อย่างแท้จริง (Hyper Personalization) ทั้งนี้เราสามารถใช้ความเก่งและความฉลาดของเทคโนโลยี เช่น AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน (Teammates)

2.เข้าใจความยืดหยุ่นทางจิตใจและธุรกิจ (Resiliency): ความสามารถในการล้ม แล้วลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราต้องสร้างโมเดลธุรกิจและแบรนด์ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซัพพลายเชนหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องบริหาร Supply chain ที่ยืดหยุ่น สร้าง ความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม (Chaotic Advantage และ Brand Movement)

3.ร่วมสร้างมูลค่าร่วมให้สังคม (Value Creation and Inclusiveness): การสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง (Differentiated Brand) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง “มูลค่า” ที่มากกว่าแค่ กำไร เราต้องมองหาโมเดล Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (Stakeholders) ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด Inclusiveness หรือความเท่าเทียม

4.กำหนดจรรยาบรรณและจริยธรรมให้อยู่ในใจของนักการตลาด ถึงแม้นยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ชัดเจน การทำตลาดไวรัลและใช้Influencer ยุคใหม่ต้องมี ความหมาย ไม่ใช่แค่สร้างดราม่า และยอดขาย (Drama Quality และ Influencer Guidance)

5.ให้ความสำคัญกับบริหารการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow Management): ในโลกที่เปราะบาง การเติบโตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพื้นฐานทางการเงินนั้นอันตราย นักการตลาดต้องทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ แน่ใจว่าทุกการลงทุนทางการตลาดนั้น คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระด้าน Cashflow

วัตถุประสงค์ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ต้องการกระตุ้นอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยพลังของการตลาด เรียนรู้ ออกแบบ ขับเคลื่อน โลกที่ฉลาดล้ำใบนี้ให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง สมดุล ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 17 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยจำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น.รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ ระบบนัดบริจาคโลหิต

●● คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา จัดโครงการสัมมนาเรื่องการนำเสนอแผนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ใน กมธ. ประจำปี 2569โดยมี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือผู้แทน ร่วมในการบรรยาย…

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ ชมภารีชมภูรัตน์ ที่ได้เป็น ว่าที่ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม…

●● ปรบมือรัวๆให้กับ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่ บมจ. นอร์ทอีสรับเบอร์ (NER) ครองรางวัล CAC Change Agent Award 2025 ระดับ 3 ดาว เพื่อร่วมสร้างสิทธิประโยชน์แห่งความโปร่งใสเพื่อธุรกิจไทยยั่งยืน พร้อมได้รับเกียรติร่วมกล่าวปาฐกถา “โปร่งใสอย่างยั่งยืน : NER กับบทบาทต้นแบบของการเติบโตอย่างมีธรรมาภิบาล” ตอกย้ำความสำคัญของความโปร่งใส การตรวจสอบได้และการพัฒนาอย่างรับผิดชอบในทุกกระบวนการผลิตพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง…

●● นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ชวนเพื่อนๆกลุ่ม SJ ของ BRAIN 2 ไปสังสรรค์กันที่ร้านอีกา Central Park โดยมี วัลยา จิราธิวัฒน์,เกษสุดา ไรวา, วิสิฐ ตันติสุนทร, เกียรติ
ตั้งตรงศักดิ์, ชลัช ชินธรรมมิตร์, วลีกิตติรัตนวิวัฒน์, อมรรัตน์ ตันติโชค, รสริน เธียรนุกุล ร่วมด้วย…

●● ชาว วบส. 1 ร่วมกับชมรมศิษย์เก่าราชินีรุ่น 65 ร่วมซับน้ำตา รร.วัดทุ่งสงวน จ.สงขลา ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้…

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ มรกตกุลธรรมโยธิน ที่ INET ได้บิ๊กโปรเจกท์งานภาครัฐ “พัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล” จากDGA ร่วมขับเคลื่อนการสื่อสารเต็มรูปแบบ เสริมอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงระดับชาติ

…●● ชาว Digital CEO#6 ยินดีกับ รังสรรค์ พวงปราง ที่ PTG แตกไลน์ธุรกิจใหม่ ตั้งบริษัทก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย ภายใต้ร่ม “กาแฟพันธุ์ไทย” เปิดแล้ว 2 สาขารังสิตคลอง 3, คลองหลวง 8 และปลายปีคลองหลวง 3 ปีหน้าปูพรม 50 สาขาใกล้ที่ไหนไปที่นั่น…

●● สปสช. ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เดินหน้ามาตรการด้านการเงิน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ “หน่วยบริการนวัตกรรม” ในระบบบัตรทอง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน และฟื้นฟูการดำเนินงานดูแลปชช.รับบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดในภาวะวิกฤต รายละเอียดโทร02-1119999..●●

น้องใหม่

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

ไดกิ้น คว้ารางวัล ‘พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ’ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตฯเครื่องปรับอากาศด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.09 น.

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศ “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” จากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระดับองค์กรและบุคคล และ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อาคารกรมควบคุมมลพิษ

รางวัล “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” ถือเป็นการยกย่องผู้มีผลงานโดดเด่นในการส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งในมิติองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้ารับรางวัลในประเภทองค์กร จากการให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่กรมควบคุมมลพิษ

นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายสำคัญของประเทศ เราตระหนักดีว่ากระบวนการผลิตและการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมของเราอาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้ ไดกิ้นจึงยึดมั่นในการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดภาระต่อทรัพยากรของโลกอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ไดกิ้นยังให้ความสำคัญกับการออกแบบสินค้าให้สามารถรีไซเคิลได้ และดูแลการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อถึงปลายทางการใช้งาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ความยั่งยืนเป็นแนวทางสำคัญที่หล่อหลอมการทำงานของไดกิ้นทั้งหมด เราเดินหน้าอย่างจริงจังภายใต้กรอบเป้าหมายระดับสากลของไดกิ้นกรุ๊ป ทั้งการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2030 และ Carbon Neutrality ในปี 2050 ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราที่จะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในด้านวัฒนธรรมองค์กร เราเชื่อว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากคนของเราเอง ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้นำและต้นแบบในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ส่งต่อความตระหนักรู้ไปยังพนักงานทุกระดับ ผ่านกิจกรรมและการสื่อสารที่ต่อเนื่อง เป้าหมายของเราคือทุกกระบวนการและทุกกิจกรรมของไดกิ้นต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่เรายึดถือมาโดยตลอด

ไดกิ้นเชื่อว่าการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง โปร่งใส และความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน บริษัทจะยังคงสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิคให้แก่หน่วยงานรัฐ และพัฒนามาตรฐานภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

รางวัล “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ” ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ แต่คือกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่วงการอุตสาหกรรมและประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/DaikinTH

-(016)

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

DBD เตรียมจัดแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.09 น.

เตรียมจัดใหญ่…แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ขยายตลาดสู่ภูมิภาค สร้างทางเลือกการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเป็นระบบและมั่นคง สร้างอาชีพ สร้างรายได้ กระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น คาดมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ชลบุรี ,เชียงใหม่ ,ภูเก็ต และอุดรธานี ยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่การเติบโตเชิงรุก พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และกระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น คาดมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางการค้าอย่างเท่าเทียม สอดรับตามนโยบาย Quick Big Win ด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569 กรมเตรียมจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค โดยคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard 2025 เข้าร่วมโรดโชว์ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 วันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัลศรีราชา ครั้งที่ 2 วันที่ 15-18 มกราคม 2569 เซ็นทรัลเชียงใหม่ เฟสติวัล ครั้งที่ 3 วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล และครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 เซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเปิดเวทีให้ผู้สนใจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบปะเจ้าของแฟรนไชส์โดยตรงและเจรจาธุรกิจ พร้อมเรียนรู้ข้อมูลธุรกิจอย่างครบวงจร

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ บูธแสดงแฟรนไชส์ไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และธุรกิจค้าปลีก การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ จากหลากหลายภาคธุรกิจ เพื่อเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุนและเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ

ทั้งนี้กิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้งที่จัดขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการรับรอง รวมถึงเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจตลอดการจัดกิจกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 590 ล้านบาท

“การกระจายโอกาสการเข้าถึงแฟรนไชส์ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow นี้ ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดได้อย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 1,253 ราย แบ่งเป็น อาหาร 556 ราย (คิดเป็นร้อยละ 44) เครื่องดื่ม 165 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) การศึกษา 70 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) บริการ 200 ราย (คิดเป็นร้อยละ 16) ค้าปลีก 177 ราย (คิดเป็นร้อยละ 14) ความงามและสปา 85 ราย (คิดเป็นร้อยละ 7)

-(016)