ชูวิทย์ ฟาด พรรส้ม ตอบชัด ทหารมีไว้ทำไม

ชูวิทย์ ฟาด พรรส้ม ตอบชัด ทหารมีไว้ทำไม

ชูวิทย์ ฟาด พรรส้ม ตอบชัด ทหารมีไว้ทำไม

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.26 น.

กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นมาหลายวันมีทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากการเปิดฉากโจมตีของทางฝั่งกัมพูชาที่ต้องการยึดดินแดนของประเทศไทย

วานนี้ (16 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองคนดังของประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความเสียสละของเหล่าทหารไทยที่มีต่อชาติบ้านเมือง ถึงคำถามจากบางคนที่เคยถามไว้ว่า ทหารมีไว้ทำไม ? ว่า

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

“สงคราม ทหาร และความเสียสละ

สงครามเกิดจากความขัดแย้ง ความทะเยอทะยาน ความรุนแรง

ความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา ที่เคยมีระหว่างผู้นำประเทศด้วยกันขาดสะบั้น เปิดสงครามรบกันยืดเยื้อ ยังไม่มีข้อยุติ

มหาอำนาจทั่วโลกล้วนบอกให้หยุดยิง หันหน้าเจรจา

สหรัฐอเมริกาโดยทรัมป์ บอกคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศแล้ว หากไม่เชื่อฟังจะใช้มาตรการภาษีจัดการ

แต่ทรัมป์รุกรานประเทศอื่นได้ ตอนนี้ปิดล้อมหาเรื่องประเทศเวเนซุเอลา เพราะผลประโยชน์เรื่องน้ำมัน

จีนก็บอก เพื่อนบ้านกัน ความเป็นมิตรและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด

แต่จีนเอง เมื่อญี่ปุ่นไปแตะเรื่องไต้หวันก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ให้คนจีนไปเที่ยวญี่ปุ่น เตรียมพร้อมแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ส่วนรัสเซียบอก ยืนยันสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีเท่านั้น

แต่ตัวเองบุกโจมตีเพื่อนบ้านอย่างยูเครน รบกัน 3 ปี ยังไม่เลิก

ประเทศไหนๆ ก็หวงแหนดินแดน และอธิปไตย เราจึงพึ่งได้แต่ตัวเองเท่านั้น

ความเสียสละของทหาร โดยเฉพาะพลทหารของกองทัพบก ที่ทุกสงครามต้องใช้ในการรบเป็นจำนวนมาก เพราะพื้นที่เป็นเนิน

เนิน คือ ”ชัยภูมิสูงข่ม“ ที่สามารถมองเห็นศัตรูได้อย่างชัดเจน

เหล่าทหารทุกชั้นยศที่สูญเสียแขน ขา นิ้ว ดวงตา รวมถึงพี่น้องคนไทยที่สูญเสียลูก สามี ญาติมิตรที่เป็นทหารไปอย่างไม่มีวันกลับ

คงให้คำตอบชัดว่า ”ทหารมีความสำคัญกับประเทศอย่างไร?”

จากการสำรวจของ Forbes ในปี 2025

ซีอีโอบริษัท Top 100 ของอเมริกา ล้วนผ่าน Military Background ถึง 70%

วินัย จึงเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต

ลูกชายผมคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นพลทหาร สังกัดพลปืนเล็ก พล ร.9 จังหวัดกาญจนบุรี

จากเด็กที่ไม่มีวินัย ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติในการดำรงชีวิต

ทหารในยามที่ไม่มีสงครามมักจะถูกมองข้าม

แต่เมื่อมีสงครามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะได้พบเห็น อย่างสงครามระหว่าง ไทย กับ เขมร

จะให้คำตอบได้ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?”

นอกจากนี้ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยังได้คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของตัวเองเห็นด้วยกับ รังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ถึงกรณีต้นเหตุที่ทำให้ประเทศกัมพูชามีอาวุธสงครามดีขึ้นมากกว่าเดิม ทำเอาชาวเน็ตทั้งหลายต่างก็คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้กันเป็นจำนวนมากกจนมีการกดไลก์และแชร์กันออกไปลนโลกออนไลน์

“เห็นด้วยกับโรม ต้นเหตุสแกมเมอร์ทำให้กัมพูชามีอาวุธดี

ดังนั้น จึงต้องให้กำลังใจทหารไทยที่มีอาวุธดีกว่าทำลายให้สิ้นซาก

ภาวะนี้ ต้องแยกการเมือง กับการทหาร ออกจากกันก่อน”

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

แนวหน้าวิเคราะห์ : พฤติกรรมใหม่ เมื่อ‘แคนดิเดตนายกฯ’เป็นตัวแปรสำคัญ พลิกเกมเลือกตั้งครั้งนี้

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จากผลสำรวจของ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ครั้งล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสะท้อนอารมณ์ทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น หากแต่กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่าพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างความคิดอย่างมีนัยยะ จากการเลือก“พรรค”ไปสู่การเลือก“ตัวบุคคล”โดยเฉพาะผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเมืองที่ “แย่ลง” กับความคาดหวังที่สูงขึ้น

ตัวเลขประชาชนร้อยละ 45.7 ที่มองว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง บวกกับอีกกว่า 41% ที่รู้สึกว่า “เหมือนเดิม” สะท้อนภาวะ ความอิ่มตัวทางการเมือง และความรู้สึกว่าระบบการเมืองยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้อง

นี่คือบริบทสำคัญที่ทำให้ประชาชน ไม่ยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่งแบบเดิม หากพรรคที่เคยเลือก ไม่สามารถเสนอ “ความหวังใหม่” ที่จับต้องได้

นายกฯ ในสายตาประชาชน: ผลลัพธ์มากกว่าวาทกรรม

ผลโพลชี้ชัดว่า คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีในสายตาประชาชน ไม่ใช่อุดมการณ์หรือสำนวนการเมือง แต่คือ“ความสามารถเชิงปฏิบัติ”

แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง (36.2%) มีความซื่อตรง (17.8%) รับฟังเสียงประชาชน (9.2%)

ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่า ประชาชนกำลัง ประเมินผู้นำแบบผู้บริโภคการเมือง คือดู “ผลลัพธ์” มากกว่า “ภาพลักษณ์” และพร้อมตัดสินใจใหม่หากไม่เห็นศักยภาพจริง

แคนดิเดตนายกฯกลับมาเป็น“ตัวแปรชี้ขาด

กว่า 68% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่าการประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เคยลดทอนความหมายของตัวบุคคลลง

วันนี้ รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่เพียง“สัญลักษณ์เชิงพิธีกรรม” แต่กลายเป็นปัจจัยเชิงพฤติกรรมการเลือกตั้ง ที่สามารถดึง หรือผลักคะแนนเสียงได้จริง

คนไทย พร้อม“เปลี่ยนใจมากกว่ายึดมั่น

ผลโพลที่น่าจับตาที่สุด คือ ร้อยละ 41.6 ระบุว่า อาจจะเปลี่ยนใจ และร้อยละ 17.6 ระบุว่า เปลี่ยนแน่นอน หากพรรคที่ตนชอบเสนอแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

นี่สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ยุคการเมืองแบบฐานเสียงแข็ง (solid base) กำลังสั่นคลอน ประชาชนจำนวนมากกลายเป็น swing voter ที่พร้อมเคลื่อนไหวตามคุณภาพของผู้สมัคร มากกว่าประวัติหรือแบรนด์พรรค

สัญญาณเตือน ถึง“พรรคการเมืองใหญ่

สำหรับพรรคการเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็น

พรรคเพื่อไทย เปิดตัว 3 แคนดิเดต นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เบอร์ 1,นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่พรรคชู“ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”

พรรคภูมิใจไทย แน่นอน อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1 หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ต้องจับตาว่า จะเปิดตัวอีก 2 แคนดิเดต ตามที่เคยประกาศไว้หรือไม่ ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตรองนายกฯและรมว.การคลัง และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตรมว.พาณิชย์ ทั้งคู่โดดเด่นในการทำงานอย่างชัดเจนในช่วงเวลาสั้นๆ

พรรคประชาชน เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรคคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฯ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค

พรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯเบอร์1 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  หลังกลับมาฟื้นฟูพรรคอีกครั้ง พร้อมคณะทำงานผู้บริหารชุดใหม่ผสมผสานคนรุ่นใหม่ จับตาอีก 2 แคนดิเดต ทั้ง กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ที่โลกยอมรับ สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ และเชี่ยวชาญ พร้อมคนรุ่นใหม่ วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคที่เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย

พรรคกล้าธรรม เบื้องต้น แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและส หกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม

พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัว พลโทภราดร พัฒนถาบุตร จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และยังมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคฯ จะเป็นแคนดิเดตนายกฯอีกคน

พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวพน้าพรรคฯตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรคฯอดีตรมว.แรงงาน และ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฯ อดีตรมว.คลัง

ผลโพลนี้ คือ คำเตือนเชิงโครงสร้าง ว่า

“การคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ผิดคน อาจแพ้ทั้งกระดาน”

โดยเฉพาะพรรคที่มีฐานเสียงเดิม แต่เสนอชื่อบุคคลที่ถูกมองว่า แก้เศรษฐกิจไม่เป็น ขาดความน่าเชื่อถือ

ไม่สะท้อนความหวังใหม่

ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียคะแนนให้พรรคคู่แข่ง แม้ในพื้นที่ที่เคยได้เปรียบก็ตาม

เวทีดีเบต = เวทีชี้ชะตา

รายชื่อบุคคลที่ประชาชนอยากฟังดีเบตมากที่สุด สะท้อนว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค“พิสูจน์ฝีมือสด”ไม่ใช่แค่ป้ายหาเสียง หรือโฆษณา

ผู้ที่ตอบคำถามเศรษฐกิจ ปากท้อง และอนาคตประเทศได้ชัด มีโอกาสขยายฐานเสียงข้ามพรรค ขณะที่ ผู้ที่พลาด อาจฉุดคะแนนพรรคตัวเองลง โดยไม่รู้ตัว

ภาพการเลือกตั้งครั้งหน้านี้  ไม่มีพื้นที่ให้“ส่งใครมาก็ได้

จากผลสำรวจของ KPI Poll ครั้งนี้ ชี้ชัดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนไทยไม่เลือกตั้ง ด้วยความเคยชินอีกต่อไป แต่กำลังเลือกด้วยเหตุผล ความคาดหวังและการเปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมา

สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่คำถามว่า พรรคไหนใหญ่ที่สุด แต่คือใครเหมาะสมพอจะเป็นนายกฯในวันที่ประเทศกำลังติดหล่ม

และในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ อาจเป็นตัวแปรที่พลิกเกม ทั้งระบบการเมือง มากกว่าที่หลายพรรคคาดคิด

– ทีมข่าวแนวหน้า

คุมเข้มส่งออก‘น้ำมัน-ยุทธปัจจัย’ ตัดท่อน้ำเลี้ยงเขมร

คุมเข้มส่งออก‘น้ำมัน-ยุทธปัจจัย’ ตัดท่อน้ำเลี้ยงเขมร

คุมเข้มส่งออก‘น้ำมัน-ยุทธปัจจัย’ ตัดท่อน้ำเลี้ยงเขมร

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุมเข้มส่งออก‘น้ำมัน-ยุทธปัจจัย’ ตัดท่อน้ำเลี้ยงเขมร ‘สมช.’มอบหมาย‘ศรชล.’ ตรวจยิบเรือไทยไปกัมพูชา กต.เหมาลำบินรับคนไทยกลับ

ที่ประชุม “สมช.” มีมติไฟเขียวให้ “ศรชล.” เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดเรือสัญชาติไทย ขนน้ำมัน-ยุทธปัจจัย ผ่านอ่าวไทยเข้ากัมพูชา ส่วนกระทรวงกลาโหมเป็นฝ่ายดำเนินการ กำหนดสินค้ายุทธภัณฑ์ ยุทธปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งไปกัมพูชาพร้อมมอบ กต. พาคนไทยที่ติดค้างในปอยเปตกลับบ้าน คาดใช้วิธีเช่าเหมาลำ พร้อมชง ครม. อนุมัติเยียวยาเพิ่มเติมผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต จากเหตุปะทะชายแดนด้าน ปลัดพลังงานยันไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา เผยกำลังหากลไกยืนยันปลายทางน้ำมันที่ส่งไป สปป.ลาวขณะที่ นายกฯโต้เขมรใช้เวทีโลกโจมตีไทยใช้อาวุธรุนแรงไล่ไปดูคลิปใครรุนแรงกว่า ยันไม่มีใครกดดันให้หยุดยิง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวนำเสนอเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันผ่านทางด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ไปยัง สปป.ลาว ว่าอาจมีการลักลอบส่งต่อน้ำมันให้ประเทศกัมพูชาหรือไม่นั้น กระทรวงพลังงาน โดย กรมธุรกิจพลังงาน เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลปริมาณการส่งออกในอดีตเทียบกับปัจจุบัน เส้นทางในการส่งออก รวมถึงได้กำชับผู้ค้าน้ำมันทุกรายในการปฏิบัติตามมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกด่านตลอดแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ที่อาจจะสามารถส่งต่อไปยังกัมพูชาได้

ส่วนกรณีที่ปรากฏภาพรถน้ำมันที่ตกค้างตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นนั้น นายวีรพัฒน์กล่าวว่า เป็นผลมาจากมาตรการคุมเข้มในการส่งออกน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบริหารจัดการและประสานกับผู้ค้าน้ำมันเพื่อตรวจสอบเส้นทางการขนส่ง และน้ำมันจะต้องถูกส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่กำหนดใน สปป.ลาว เท่านั้น

นอกจากมาตรการป้องกันการส่งน้ำมันทางบกแล้ว กรมธุรกิจพลังงานได้ติดตามตรวจสอบไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันทางเรืออย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการจำกัดการส่งออกน้ำมันให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานจะติดตามการกำกับดูแลมาตรการที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

“ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้กำชับผู้ค้าน้ำมันและได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการกำกับการส่งออกน้ำมันทั้งทางบกและทางเรือไปยังกัมพูชา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และกรมธุรกิจพลังงาน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการติดตามและกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันที่ผ่านด่านตลอดแนวชายแดน ไทย – สปป.ลาว อย่างเคร่งครัด จะต้องไม่มีการส่งออกน้ำมันที่มีปริมาณมากผิดปกติ และพร้อมเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างผู้ค้าน้ำมันให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันของกองทัพ และจะยึดผลประโยชน์และความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยเป็นสำคัญ” นายวีรพัฒน์ กล่าว

ทางด้าน พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กล่าวก่อนประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติ ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 วรรคสองและสามในการบูรณาการกลไก การควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนทำงานประมง ทั้งเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะเล ที่เป็นเจ้าของเรือโดยตรงหรือทางอ้อม ที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารกิจการกองเรือภาคการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศและมีพฤติการลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมัน หรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา พร้อมให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยง ว่า วันนี้จะเป็นการเสนอเรื่องในส่วนของ ศรชล.เกี่ยวกับความปลอดภัยทางทะเล โดยยอมรับว่าจะโฟกัสเฉพาะเรือสัญชาติไทยเท่านั้น ทั้งนี้ ขอให้ความมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบกับเรือของต่างชาติ เป็นการบริหารจัดการเฉพาะเรือที่ชักธงไทยเท่านั้น หรือเรือสินค้าของไทย

สำหรับเรือของไทยที่ไปรับน้ำมันจากประเทศที่สามมาส่งให้กัมพูชานั้น ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทําธุรกิจโดยทั่วไป ส่วนในของกัมพูชาจะต้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจาก ศรชล.มีมาตรการอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ปิดน่านน้ำตามที่เป็นข่าวมาก่อนนี้ เพียงแต่ทําให้เกิดความปลอดภัย และการปฏิบัติการมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในภาคเอกชนโดยเฉพาะเรือไทย ส่วนกรณีเรือไทยถูกโจมตีว่าไม่หยุดส่งน้ำมันให้กัมพูชานั้น อยากให้รอผลการประชุม สมช.วันนี้ก่อน ยังไม่ขอชี้แจงประเด็นนี้ ทั้งนี้ ศรชล.มีหน้าที่บริหารจัดการ การทํางานในทะเลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าหากสมช.อนุมัติ การบังคับใช้จะครอบคลุมเวลาเท่าไหร่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องดูตามสถานการณ์ ยังไม่สามารถระบุได้

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 16/2568 โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ และเลขาธิการสมช.เข้าร่วม วาระสำคัญมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะการขอสกัดกั้น ควบคุมยุทธปัจจัยและยุทธภัณฑ์ต่างๆ ทางทะเล ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอมาเป็นเรื่องหลัก นอกจากนี้ คาดว่าจะหารือเรื่องการช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางออกจากกัมพูชาด้วย

ภายหลังเป็นประธานการประชุมสมช. นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุม โดยระบุว่าจะต้องไปเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เดี๋ยวเลขาธิการสมช.จะแถลงผลการประชุม ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกัมพูชาใช้เวทีโลกกดดัน ประเทศไทย นายกฯไม่ตอบคําถามดังกล่าว

เมื่อถามว่า จะไม่ให้มีการส่งน้ำมันไปไปยังประเทศกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวย้ำว่าเดี๋ยวเลขาฯสมช.จะแถลง เมื่อถามอีกว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ กรณีรถขนน้ำมันไปจอดรอที่ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี จะขนน้ำมันไปที่ไหน นายกฯ ตอบว่า “ไปลาว”

เมื่อถามว่า ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้เลี้ยวไปยังกัมพูชาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มีครับ” เมื่อถามว่า จะต้องสกัดกั้นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไปลาวก็สกัดไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่า กัมพูชาพยายามใช้เวทีโลกโจมตีว่าไทยใช้อาวุธรุนแรง จะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศมีคําชี้แจงอย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไปดูอาวุธเปรียบเทียบ เวลาเขายิง BM -27 มา ทําไมผู้สื่อข่าวถามแบบนี้ ไปเปิดคลิปดู เวลาเขายิงมาเป็นยังไง ใครรุนแรงกว่า

เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีการให้สัมภาษณ์อ้างอิงจะใช้มาตรการภาษีกดดันให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิงจะตอบประเด็นนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ตอบ”

ถามย้ำว่า มาตรการภาษีไม่สามารถมากดดันอะไรใครได้หรือใช่หรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบ

ถามอีกว่า ที่นานาชาติมากดดันเช่นนี้ ยิ่งจะทําให้การหยุดยิงไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “ไม่มีใครกดดัน ใครจะมากดดัน จะกดดันใคร” ถามย้ำว่า สหรัฐใช้มาตรการภาษีมากดดันอีกแล้ว นายกฯ กล่าวว่า “กดดันใคร ผมไม่ทราบ”

ถามอีกว่า ล่าสุดโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง เพราะเป็นเพื่อนบ้านที่แยกจากกันไม่ได้ นายกฯ ไม่ตอบคำถาม ถามย้ำอีกว่า นายโดนัลด์ทรัมป์ออกมาระบุว่าจะสามารถหยุดสงครามได้ นายกฯ กล่าวว่า “ไปขอให้กัมพูชาหยุดยิงไทยสิ เพราะไทยไม่เคยยิงกัมพูชาก่อน”

เวลา 10.42น.นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช. แถลงผลการประชุมสมช.ว่า เรื่องการสกัดกั้นน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่ประชุมมีมติมอบให้ ศรชล. เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การแจ้งเตือนเรือไทยที่จะเข้าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ให้ได้รับทราบ รวมถึงการประสานกรมเจ้าท่า ในการตรวจเรือไทย ซึ่งเน้นเรือไทยเป็นหลักที่มีการขนส่งสินค้าที่จะเอื้อต่อการทำสงครามในกัมพูชา โดยจะมีการตรวจเรือไทยที่มีที่หมายปลายทางสินค้า เพื่อควบคุมให้เกิดความเรียบร้อย

ส่วนสินค้ายุทธภัณฑ์ ยุทธปัจจัยต่างๆ มอบให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการ กำหนดสินค้าที่จะควบคุมในการส่งไปกัมพูชา โดยยึดถือตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าชายแดน พ.ศ.2524

นายฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างอยู่ในปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีประมาณ 3-4 พันคน จึงมีมติมอบให้กระทรวงต่างประเทศรับไปดำเนินการ ประสานกับคนไทยเหล่านั้นที่จะหาทางส่งคนไทย ไม่ว่าจะทางเครื่องบินพาณิชย์ โดยมีเรื่องของการยืมเงินตามระบบกระทรวงการคลังในการซื้อตั๋วเครื่องบิน หรือการเช่าเหมาลำพาคนไทยกลับประเทศไทย โดยเฉพาะคนไทยที่ติดค้างด่านปอยเปต จะให้เดินทางไปขึ้นเครื่องที่เสียมเรียบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการเช่าเหมาลำ

ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ผ่านมามีหลักเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว ก็จะมีการรวบรวมผู้บาดเจ็บเสียชีวิตล่าสุด นำเสนอคณะรัฐมนตรี และมีเงินเยียวยาเพิ่มเติมจากที่เคยอนุมัติก่อนหน้านี้

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากตรวจสอบยืนยันว่าเราไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับคำยืนยันได้จากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สปป.ลาว โดยปริมาณน้ำมันภาพรวมเป็นปกติ ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่การขนส่งแต่ละวันอาจจะแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันมีประมาณ 20 คันที่ผ่านช่องเม็ก แต่บางวันอาจมี 5 คัน หรือบางวันมีถึง 50 คัน ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง เมษายน 2569 เป็นช่วงที่หมดฝน ทาง สปป.ลาว จะใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี เพื่อใช้หมุนเวียนในประเทศและประกอบธุรกิจต่างๆ แต่ถ้าเป็นช่วงฝน เขาทำเมืองไม่ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าผู้ส่งออกน้ำมันส่งไปเพียงแค่ สปป.ลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กัมพูชา ซึ่งจะต้องมีการหารือกับทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กรมศุลกากร และทาง สปป.ลาว ว่าจะมีกลไกอะไรที่ทำให้เกิดความมั่นใจกับคนไทย ว่าน้ำมันที่ส่งไป สปป.ลาว ใช้ในประเทศลาวจริงๆ ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา ล่าสุดทาง สปป.ลาว ก็แจ้งว่าเริ่มมีปัญหา เพราะน้ำมันที่ซื้อจากไทยใช้พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศ หากไม่มีตรงนี้ก็จะลำบาก ซึ่งหากมีแนวทางที่ชัดเจนแล้วก็จะเปิดทางช่องเม็กให้ส่งข้ามไปได้

‘ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ’กล้าธรรม’ ชู‘ธรรมนัส’นายกฯ ประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกทุกภาค

‘ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ’กล้าธรรม’ ชู‘ธรรมนัส’นายกฯ ประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกทุกภาค

‘ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ’กล้าธรรม’ ชู‘ธรรมนัส’นายกฯ ประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกทุกภาค

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ’กล้าธรรม’ ชู‘ธรรมนัส’นายกฯ ประกาศลั่นพร้อมสู้ศึกทุกภาค พท.เปิด‘ยศชนัน’ลูก‘สมชาย’ เบอร์หนึ่งแคนดิเดตนายกฯ

“ภูมิใจไทย” ประชุมติวเข้มผู้สมัครสส. ชูสโลแกนสู้ศึกเลือกตั้ง “พูดแล้วทำพลัส” แกนนำปลุกใจลูกพรรค ถ้าตั้งใจหาเสียงกวาดเกิน 200 ที่นั่งแน่ “เพื่อไทย” เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ “ยศชนัน-จุลพันธ์-สุริยะ” ชูนโยบายเร่งด่วน เดินหน้า “หวยเกษียณ” ใน 3 เดือน-ล้างหนี้ทั่วประเทศ-สานต่อรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ใน 3 เดือน “นฤมล”รับ”ธรรมนัส”แคนดิเดตนายกฯอันดับ1พรรคกล้าธรรม ขณะที่’ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ กธ. มั่นใจสู้กระแส “ภท.-ปชป.”ภาคใต้และทุกภาคได้ อุบจับมือใครตั้งรบ.ขอดูหลังเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สวมเสื้อให้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยคนใหม่แล้ว

ภท.ติวเข้มปลุกใจผู้สมัครสส.

จากนั้น พรรคได้มีการแบ่งประชุม ว่าที่ผู้สมัคร สส. เป็น 2 ชุด ชุดแรก คือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง ส่วนชุดสอง คือ ภาคเหนือ และภาคอีสาน โดยทั้งสองวงแกนนำพรรค ได้มีการกำชับให้ปฏิบัติตามระเบียบที่กกต.กำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำให้ทุกคนเต็มที่กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ระมัดระวังข้อกฎหมาย ให้เป็นไปตามกติกา เนื่องจากช่วงนี้จะมีหลายเทศกาล ซึ่งมีการแข่งขันทางการเมืองสูงและขอให้รอฟัง กกต.ที่จะประกาศขั้นตอนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ตั้งใจเกิน200ที่นั่ง/ชู‘พูดแล้วทำพลัส’

ทั้งนี้ แกนนำพรรคยังได้พูดถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อไปบอกประชาชนว่ารัฐบาลทำอะไรบ้าง ให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะเดียวกันแกนนำพรรค ยังระบุว่า เมื่อก่อนนี้เป็นพรรคภูมิใจไทย“พูดแล้วทำ”จากนี้ จะเป็นพรรคภูมิใจไทย“พูดแล้วทำพลัส”คือทำมากกว่าพูด ทำมากกว่าที่วางไว้ ทำมากกว่านโยบายที่หาเสียงไว้

พร้อมกันนี้ยังปลุกใจว่า เรามีหน้าที่ไปหาเสียง ทำคะแนน ถ้าทุกคนที่อยู่ในนี้ตั้งใจก็จะได้สส.เกิน 200 ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าน่าจะจบก่อนปีใหม่

พท.’เปิด3แคนดิเดตนายกฯโชว์วิชั่น

เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้จัดงาน“ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้”เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย 3 คน ประกอบด้วย คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, บุตรชาย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย

ทั้งนี้ ก่อนเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ได้เปิดคลิปวีดีโอการหาเสียงตั้งแต่ยุค นายทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชายวงศ์สวัสดิ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายเชษฐา ทวีสินและน.ส.แพทองธาร ชินวัตร

โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วมฟังการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ ร่วมกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพี่น้องประชาชน โดยทั้ง 3 คนขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

ชู’หวยเกษียณ’ใน3เดือน-ล้างหนี้ทั่วปท.

นายจุลพันธ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่าวันนี้ตนมานำเสนอนโยบายเร่งด่วน พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน “หวยเกษียณ”ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนการเสี่ยงโชคเป็นการออม สร้างหลักประกันทางการเงินให้ผู้สูงอายุ ควบคู่กับสวัสดิการของรัฐ พรรคเพื่อไทยเตรียมเดินหน้ามาตรการ “ล้างหนี้ให้คนไทย” มองว่าปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยประกอบด้วย การแก้หนี้นอกระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเปิดโอกาสให้ปิดหนี้เสีย (NPL) ด้วยการจ่ายเพียงบางส่วน โดยกลุ่มหนี้นอกระบบ เราให้สินเชื่อรายละ 5 หมื่นบาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ กลุ่มหนี้เสีย เราจะให้กลุ่มที่หนี้ไม่เกิน 200,000 บาท จ่ายหนี้เพียงแค่ 10% กลุ่มเกษตรกร เราจะพักหนี้ให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท กลุ่มผู้สูงอายุ เราจะปลดหนี้เสียวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท กลุ่มลูกหนี้ดี ชำระตรง ควรได้รับรางวัล เราจะจ่ายให้ฟรี 1 งวด สำหรับยอดเงินไม่เกิน 100,000 บาท

“การแก้หนี้ประชาชน ไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือ การซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมุ่งสร้างสังคมที่ประชาชน “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” และพร้อมยกเครื่องประเทศไทย เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า”นายจุลพันธ์ กล่าว

สานต่อรถไฟฟ้า20บ.ตลอดสายใน3เดือน

นายสุริยะ กล่าวช่วงหนึ่งว่าขอบคุณที่พรรคเพื่อไทย เปิดโอกาสให้ตนเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกญของพรรคเพื่อไทย โดยนโยบายเร่งด่วน ยืนยัน การสานต่อ“รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนจะสามารถใช้ได้ภายใน 3 เดือน พร้อมพัฒนา Feeder ควบคู่ผ่านนโยบาย“รถเมล์แอร์10บาท”เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการเดินทางคุณภาพได้จริง ส่วนนโยบาย“บ้านเพื่อคนไทย”ได้เริ่มต้นด้วย 4 โครงการนำร่อง เน้นบ้านในทำเลศักยภาพ ใกล้ระบบคมนาคม ใกล้แหล่งงาน และจ่ายไหว เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพาคนเดินทาง แต่ช่วยให้คนไทยตั้งหลัก มีบ้าน มีคุณภาพชีวิต และมีอนาคตที่มั่นคง

ยกเครื่องประเทศ-ยกระดับชีวิต

“คนข้างนอกบอกว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถกลับไปอยู่จุดเดิมได้อีก แต่เราไม่คิดแบบนั้น เรายังมีไฟ เรายังมีฝัน เรายังมีพลัง อุดมการณ์เดียวกันกับพลังคนรุ่นใหม่ เราอยากทำนโยบายดีๆให้ประชาชน พร้อมอาสารับภารกิจในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อรวมพลัง“ยกเครื่องประเทศไทย”ให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและยกระดับชีวิตคนไทยทุกคน”นายสุริยะ กล่าว

‘ยศชนัน’ลั่นฉุดบ้านเมืองพ้นวิกฤติ

นายยศชนัน โชว์วิสัยทัศน์ว่าชีวิตตนคือภาพสะท้อนคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนโรงเรียนประจำจังหวัดได้รับการปลูกฝังว่าความรู้ ความขยัน คือหนทางเปลี่ยนชีวิต ประเทศไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ปี 2540 สามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่า คนไทยทำได้ อย่างพรรคไทยรักไทยใน อดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน ปลดวิกฤติให้ประเทศแต่ตลอดเส้นทางเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบันปี2568 ประเทศไทยเผชิญ Perfect Storm ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกฯพรรคเพื่อไทย จะแก้ปัญหาเหล่านี้เต็มที่ แต่สถานการณ์การเมืองไทยทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯปีละครั้ งแต่ทำได้ขนาดนี้ต้องชื่นชมอดีตนายกฯพรรคเพื่อไทย ส่วนทิศทางอนาคตประเทศไทยนั้น ถ้าวันนี้เราเลือกทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างเทคโนโลยี ใช้ความคิดสร้างสรรค์คนไทย เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้

“ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยจะนำประเทศไทยพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญไปให้ได้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และAI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในส่วนภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต ภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต” นายยศชนัน ย้ำ

ลุยยกระดับภาครัฐปรับบทบาท3ด้าน

นายยศชนัน กล่าวอีกว่าบทบาทภาครัฐเองต้องปรับตัวเพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า3ด้านคือ1.สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย 2.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรมคืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้ Digital Goverment สร้างความโปร่งใส ป้องกันการคอร์รับชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service 3.การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ความปลอดภัยด้วย AIโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย และนวัตกรรม รองรับเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม ให้ความสำคัญการเตรียมคนให้สอดรับการวางโครงสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสเติบโตที่เท่ากัน จะเกิดที่ไหนในแผ่นดินไทยก็เป็นคนไทย ต้องได้รับโอกาสเท่ากัน ไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มีหัวใจอยู่ที่ประชาชน

ปลุกร่วมกันยกเครื่องประเทศทำได้แน่

“การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางให้เรากลับมาช่วยสร้างประเทศขึ้นใหม่อีกครั้ง วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่พรรคเพื่อไทย มารวมกัน มั่นใจว่าเราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน”นายยศชนัน กล่าว

‘นฤมล’โวลั้นภาคใต้กธ.แข็งแกร่งขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ว่า ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัย จะมาสมัครวันนี้ ขอให้รอดู ตอนเที่ยงวันนี้ เราเชิญทุกพรรค วันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัย ก่อน

นางนฤมลกล่าวอีกว่าการได้กลุ่มของนายเฉลิมชัย มาเป็นสมาชิกพรรคแล้วจะทำให้ในภาคใต้มีความแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆจะทยอยเปิดตัวไป เมื่อกกต.เปิดรับสมัครแล้ว คงจะมีความชัดเจนขึ้น ยอมรับว่ามีสมาชิกเข้ามาเพิ่มขึ้น เราต้องตั้งเป้าสส.ตัวเลขใกล้ๆกับครั้งที่แล้ว

รับ’ธรรมนัส’แคนดิเดตนายกฯอันดัน1กธ.

เมื่อถามว่าจะมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมเมื่อไหร่ นางนฤมล กล่าวว่ายังไม่ได้คุยกันซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน

เมื่อถามย้ำว่าจะส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3คนหรือไม่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลกล่าวว่าคงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

‘ก๊วนเฉลิมชัย’ตบเท้าซบ’กล้าธรรม’

เวลา12.20น.ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.)นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรรค ต้อนรับอดีต สส.และ อดีต สจ.กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค กธ. เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยนางนฤมลได้สวมเสื้อพรรค กธ.ให้ประกอบด้วย

1.นายประมวล วงศ์ถาวรเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ 2.พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา 3.นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี 4.นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี 5.ว่าที่ร้อยโทยุทธการ รัตนมาศ อดีต สส.นครศรีธรรมราช 6.น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง 7.นายชาตรี หล้าพรหม อดีต สส.สกลนคร 8.น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 9.นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ 10.นายฐิตินัย ตั้งบูรพากิจ สจ.ประจวบคีรีขันธ์ 11.นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ ยังมี จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม มาร่วมด้วย ทั้งนี้นายเฉลิมชัยและนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เดินทางมาในครั้งนี้ด้วย

โดยนางนฤมลกล่าวว่าวันนี้มาต้อนรับ“กลุ่มเพื่อนต่อ”ของนายเฉลิมชัยที่มาอยู่กับพรรค กธ.เราจะร่วมมือกันทำงานการเมืองเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่ภาคใต้ แต่รวมถึงภาคตะวันออกและภาคอีสานโดยในเร็วๆนี้จะมีการเปิดแคมเปญหาเสียง และเปิดตัวผู้สมัครสส.จะประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกับผู้สมัคร

มั่นใจสู้กระแส‘ภท.-ปชป.’ภาคใต้ได้

เมื่อถามว่าการรับอดีตสส.ประชาธิปัตย์เข้ามา ไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ซับซ้อนใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราคุยกันได้อยู่แล้ว เพราะบางคนไม่ได้ลง สส. ก็อยู่เบื้องหลัง คงจะต้องมีการพูดคุยกัน และขอให้รอดูบ้านใหญ่ที่กำลังจะทยอยเข้ามา เมื่อถามว่า การรับอดีต สส.ประชาธิปัตย์เข้ามา ถือเป็นการเสริมกำลังให้กับพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นฤมล กล่าวว่า ใช่ ทั้ง จ.พัทลุง จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อถามว่าจะเป็นการไปชนกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า การเลือกตั้งต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด คงจะไม่มีการหลบหรือเลี่ยงในลักษณะนั้น เราสู้เต็มที่ในจุดที่เราจะไปรับใช้ประชาชนและผู้สมัครทุกคนมีความจริงใจ ต้องการไปรับใช้ประชาชนจริงๆพรรคจะสนับสนุนทุกคนอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะสู้กระแสของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ได้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ทุกพรรคมีกระแสของตัวเอง เราไม่กังวล

ยันกธ.ส่งผู้สมัครครบ400 เขต

นางนฤมล กล่าวว่าส่วนเป้าหมายที่นั่ง สส.เราไม่ได้โฟกัสที่ตัวเลข แต่จะทำให้ดีที่สุด ส่งผู้สมัครครบ400 เขต มั่นใจว่าทุกคนมีความตั้งใจที่จะเอาชนะการเลือกตั้งให้ได้ เราไม่ได้จะเป็นแค่ผู้ชนะเท่านั้น แต่จะชนะเพื่อไปรับใช้ประชาชนในเขตที่แต่ละคนรับผิดชอบ ส่วนสนามเลือกตั้ง กทม.นั้น เดี๋ยวจะเปิดตัว ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กธ.ยังไม่ได้มีการหารือกัน จะต้องมีการพูดคุยกับบุคคลที่เข้ามาใหม่ด้วย

อุบจับมือใครตั้งรบ.ขอดูหลังเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งคิดไว้หรือยังว่าจะจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคใด นางนฤมล กล่าวว่า ยังไม่มีใครในใจ รอผลการเลือกตั้งก่อน ขอไม่คุยอะไรล่วงหน้า เอาแค่ตอนนี้ที่จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร เราจะทำให้ดีที่สุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ ย้ำว่าการทำงานการเมือง ต้องทำงานได้กับทุกพรรค

‘กลุ่มเพื่อนต่อ’ปัดมาต่อรองเก้าอี้

ด้านนายประมวล พงศ์ถาวรเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่านายเฉลิมชัยเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม หากสมาชิกกลุ่มเดินทิศทางใดไม่มีปัญหา เพราะเป็นคนที่เปิดกว้าง

ส่วนการที่กลุ่มเพื่อนต่อ มาอยู่พรรคกธ.หวังจะการันตีเก้าอี้หรือไม่ นายประมวล กล่าวว่าไม่ว่าจะอยู่ไหน ไม่เคยพูดถึงเก้าอี้ เพราะเราเห็นนโยบายของพรรคกล้าธรรมที่ช่วยเหลือเกษตรกร และเราพยายามดำเนินการ เพราะเป็น สส.บ้านนอก ต้องดูแลปากท้องพี่น้องประชาชน

เมินกระเปลี่ยนพรรคสั่งลงลุยทุกพื้นที่

เมื่อถามว่า การแข่งขันที่เข้มข้น กลุ่มเพื่อนต่อได้มีการวางแผนอย่างไร นายประมวล กล่าวว่า ให้ สส.ทุกคนพยายามเข้าไปในพื้นที่ พยายามดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่ เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ของ สส.เขตในกลุ่มของนายเฉลิมเข้มแข็งมาโดยตลอด

เมื่อถามว่ากลัวกระแสเปลี่ยนพรรคแล้วคะแนนหายหรือไม่ นายประมวล กล่าวว่า เป็นปกติของการเมือง สส.ต้องลงพื้นที่อย่างขยันแข็ง และนโยบายของพรรคเป็นที่ถูกใจของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ดูแลพรรคและ สส.เขต

ศาลสั่งจำคุก2ปี อดีต‘สส.จิรัฏฐ์’ พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43ปลอม

ศาลสั่งจำคุก2ปี อดีต‘สส.จิรัฏฐ์’ พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43ปลอม

ศาลสั่งจำคุก2ปี อดีต‘สส.จิรัฏฐ์’ พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43ปลอม

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลสั่งจำคุก2ปี อดีต‘สส.จิรัฏฐ์’ พรรคประชาชน ใช้ใบสด.43ปลอม

ศาลอาญาสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญาอดีตสส.จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ พรรค “ปชน.” ฐานใช้ใบ “สด.43” ปลอม

เมื่อเวลา 09.45 น .วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี ปลอมใบสด.43 หมายเลขดำอทย.155/2567 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นายจิรัฏฐ์ หรือนวรินทร์ ทองสุวรรณ์ อดีตส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นเท็จ

จากกรณี นายจิรัฏฐ์ จำเลย แสดงใบผ่านเกณฑ์ทหารหรือใบสด.43 ปลอม แล้วนำมาเผยแพร่ในโซเชียลโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีเกิดข้อสงสัยการได้มาซึ่งใบผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ว่า อาจจะได้มาโดยไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาร้องเรียนให้กองทัพบกตรวจสอบ ต่อมา พล.ท.ทวีพูล ริมสาคร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ผบ.นรด.) ในขณะนั้น ได้มอบหมายให้นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดี นายจิรัฏฐ์ ที่สน.ประชาชื่น ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมฯ จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว สำหรับคดีนี้มีพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 6 ปากเข้าเบิกความ ขณะที่จำเลยมีนายจิรัฏฐ์ เป็นพยานเบิกความต่อสู้คดีพียงปากเดียว

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารราชการผ่านการเกณฑ์ทหาร(ใบ สด.43)จริง จำคุก2ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เรื่อง MOU43 ,44 ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน การสู้รบและยึดพื้นที่ของทั้งสองฝ่ายแทบจะไม่มีใครเคารพ MOU แล้ว การยกเลิก สามารถใช้มติ ครม.ยกเลิกได้เลย หากเห็นสมควร”

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร

อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กฤษฎีกาแจงยิบ! ประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หลังยุบสภา เสี่ยงผิดรธน.

กฤษฎีกาแจงยิบ! ประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หลังยุบสภา เสี่ยงผิดรธน.

กฤษฎีกาแจงยิบ! ประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หลังยุบสภา เสี่ยงผิดรธน.

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.41 น.

กฤษฎีกาแจงยิบ! ประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา หลัง พ.ร.ฎ.ยุบสภามีผล เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ผูกพัน ครม.ชุดถัดไป

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายนพดล เภรีฤกษ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ว่าจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลไว้แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ผู้แทนราษฎรจึงเกิดกรณีต้องพิจารณาว่า การจัดทำประชามติในเรื่องดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่

จึงได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นประกอบการพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การออกเสียงประชามติ (Referendum) แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ การออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน (Binding) กับการออกเสียงประชามติที่เป็นการปรึกษาหารือ (Consultation) โดยการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันจะผูกพันองค์กรผู้ริเริ่มให้มีการออกเสียงประชามติ (รัฐสภา คณะรัฐมนตรี) ต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม “ข้อยุติ” ที่ได้จากการประชามตินั้น ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า การออกเสียง ที่จะถือว่า “มีข้อยุติ” ในเรื่องที่จัดทำประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมาก ต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่า คณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติ หรือเป็นเพียงการปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยหากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายจะดำเนินการเพื่อให้มีข้อยุติในเรื่องที่ทำประชามติเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปตามข้อยุตินั้น ก็จะเข้าลักษณะเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพัน ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติเป็นประการใด คณะรัฐมนตรีทุกชุดก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อยุตินั้น

ซึ่งหากเป็นดังนี้ ก็จะเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากจะมีผลผูกพันให้คณะรัฐมนตรีชุดต่อๆ ไปที่จะต้องดำเนินการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามผลการออกเสียงประชามตินั้นจนกว่าจะมีการประชามติใหม่ และผลการประชามติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แต่หากคณะรัฐมนตรีมุ่งหมายเพียงปรึกษาหารือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ คณะรัฐมนตรีก็ยังใช้ดุลพินิจได้ว่าสมควรจะดำเนินการตามผลที่ได้จากการออกเสียงประชามติหรือไม่ ก็จะไม่เข้าลักษณะต้องห้าม

ซึ่งเมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีแล้ว ปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีมุ่งหมายที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามผลของการประชามติด้วยเหตุผลดังกล่าว

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นว่า การออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกายุบผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับแล้ว เข้าลักษณะเป็นการกระทำอันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้เคยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องนี้จึงต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียที่เกิดจาก MOU หรือการยกเลิก MOU ดังกล่าว

ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันอาจก่อให้เกิดข้อเสียเปรียบแก่ประเทศอย่างรุนแรงและไม่เป็นผลดีแก่ประเทศในภาพรวมขึ้นได้ สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้พิจารณาผลกระทบด้านต่างๆ อย่างรอบคอบ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วเห็นว่า การจัดให้มีการประชามติเรื่องดังกล่าวภายหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะมีผลเป็นการผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 169(1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องทั่วกัน

– 006

สงคราม ทหาร และความเสียสละ คำตอบชัดๆ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

สงคราม ทหาร และความเสียสละ คำตอบชัดๆ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

สงคราม ทหาร และความเสียสละ คำตอบชัดๆ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.59 น.

สงคราม ทหาร และความเสียสละ คำตอบชัดๆ‘ทหารมีไว้ทำไม?’

16 ธันวาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

สงคราม ทหาร และความเสียสละ

สงครามเกิดจากความขัดแย้ง ความทะเยอทะยาน ความรุนแรง

ความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา ที่เคยมีระหว่างผู้นำประเทศด้วยกันขาดสะบั้น เปิดสงครามรบกันยืดเยื้อ ยังไม่มีข้อยุติ

มหาอำนาจทั่วโลกล้วนบอกให้หยุดยิง หันหน้าเจรจา

สหรัฐอเมริกาโดยทรัมป์ บอกคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศแล้ว หากไม่เชื่อฟังจะใช้มาตรการภาษีจัดการ

แต่ทรัมป์รุกรานประเทศอื่นได้ ตอนนี้ปิดล้อมหาเรื่องประเทศเวเนซุเอลา เพราะผลประโยชน์เรื่องน้ำมัน

จีนก็บอก เพื่อนบ้านกัน ความเป็นมิตรและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด

แต่จีนเอง เมื่อญี่ปุ่นไปแตะเรื่องไต้หวันก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ให้คนจีนไปเที่ยวญี่ปุ่น เตรียมพร้อมแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ส่วนรัสเซียบอก ยืนยันสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีเท่านั้น

แต่ตัวเองบุกโจมตีเพื่อนบ้านอย่างยูเครน รบกัน 3 ปี ยังไม่เลิก

ประเทศไหนๆ ก็หวงแหนดินแดน และอธิปไตย เราจึงพึ่งได้แต่ตัวเองเท่านั้น

ความเสียสละของทหาร โดยเฉพาะพลทหารของกองทัพบก ที่ทุกสงครามต้องใช้ในการรบเป็นจำนวนมาก เพราะพื้นที่เป็นเนิน

เนิน คือ “ชัยภูมิสูงข่ม” ที่สามารถมองเห็นศัตรูได้อย่างชัดเจน

เหล่าทหารทุกชั้นยศที่สูญเสียแขน ขา นิ้ว ดวงตา รวมถึงพี่น้องคนไทยที่สูญเสียลูก สามี ญาติมิตรที่เป็นทหารไปอย่างไม่มีวันกลับ

คงให้คำตอบชัดว่า “ทหารมีความสำคัญกับประเทศอย่างไร?”

จากการสำรวจของ Forbes ในปี 2025

ซีอีโอบริษัท Top 100 ของอเมริกา ล้วนผ่าน Military Background ถึง 70%

วินัย จึงเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต

ลูกชายผมคนหนึ่งได้มีโอกาสเป็นพลทหาร สังกัดพลปืนเล็ก พล ร.9 จังหวัดกาญจนบุรี

จากเด็กที่ไม่มีวินัย ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติในการดำรงชีวิต

ทหารในยามที่ไม่มีสงครามมักจะถูกมองข้าม

แต่เมื่อมีสงครามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะได้พบเห็น อย่างสงครามระหว่าง ไทย กับ เขมร

จะให้คำตอบได้ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?”

​‘ภท.’วันที่ 2 คึกคัก! ‘ทายาทการเมืองบ้านใหญ่’มาเต็มแห่ซบ‘สีน้ำเงิน’เช็คชื่อได้เลย

​‘ภท.’วันที่ 2 คึกคัก! ‘ทายาทการเมืองบ้านใหญ่’มาเต็มแห่ซบ‘สีน้ำเงิน’เช็คชื่อได้เลย

​‘ภท.’วันที่ 2 คึกคัก! ‘ทายาทการเมืองบ้านใหญ่’มาเต็มแห่ซบ‘สีน้ำเงิน’เช็คชื่อได้เลย

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.01 น.

“ภูมิใจไทย”เผย”18 จังหวัดภาคใต้-ตะวันตก”ได้ผู้สมัคร สส.ลงสู้ศึกเลือกตั้งแล้ว 95% คาดสัปดาห์นี้ครบหมด ย้ำตั้งเป้า 30 ที่นั่ง ปักธงเริ่มตั้งแต่”สมุทรสาคร”ลงไป อัด 30 ปีถูกทำเสียโอกาสพัฒนาเหมือนภาคที่ถูกลืม แย้มเตรียมลุยทำโปรเจค”ถนนวงแหวนหาดใหญ่” ขณะที่การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค-ว่าที่ผู้สมัครฯวันที่ 2 คึกคัก “ทายาทการเมืองบ้านใหญ่”มาเต็มแห่ซบ”สีน้ำเงิน”เช็คชื่อได้เลย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนําพรรคภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ปัตตานี พร้อมทั้งสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ให้กับ นายสังคม แดงโชติ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1, นายอำนวย สุดกระแสร์ เขต 2 และนายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน เขต 3 ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายสวาป เผ่าประทาน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมี นายอริญชัย ซูสารอ จ.ปัตตานี เขต 4

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตน และนายนภินทร ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนดูแลพื้นที่ตั้งแต่ จ.สมุทรสาคร , สมุทรสงคราม , เพชรบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ และอีก 14 จังหวัดภาคใต้ รวมแล้วประมาณ 18 จังหวัด ขณะนี้ได้ผู้สมัครถึง 95% ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์นี้น่าจะมีผู้สมัครครบทุกเขตทั้ง 18 จังหวัด เราจะทำงานอย่างเต็มที่ให้กับพรรคภูมิใจไทย และความมุ่งหวังคือจะทำอย่างไรให้คนในภาคตะวันตก และภาคใต้ของเราได้ทวงคืนโอกาสที่หายไปตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เปรียบเสมือนเป็นภาคที่ถูกลืม

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับ จ.ภูเก็ต มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นลำดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร แต่การพัฒนาเรื่องระบบโลจิสติกส์ที่ผ่านมาได้ถูกละเลยพอสมควร เพราะฉะนั้นตนมีความตั้งใจที่จะนำนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไปพัฒนาภาคใต้ในหลายๆ เรื่องให้ทัดเทียมกับทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

“ขอย้ำว่า เราต้องการ สส.ไม่น้อยกว่า 30 เขต ค่อนข้างมั่นใจว่าในเมื่อเรามี สส.เดิมอยู่ 27 เขต ถ้ารวมเพชรบุรีแล้ว ก็มี สส.ประมาณ 30 เขต ทั้งนี้ เราต้องพยายามรักษาฐานของเราให้ได้ และเราต้องได้ สส.เดิมกลับมาทั้งหมด และจะต้องเพิ่ม สส.คนรุ่นใหม่เข้าไปอีก โดยสโลแกนพูดแล้วทำ เราจะต้องไปทำในสิ่งที่พวกเรา หรือ สส.เขตของเราไปปราศรัยหรือไปรับปากพ่อแม่พี่น้องในแต่ละเขตแต่ละจังหวัดไว้เราก็ต้องทำ นอกจากนี้ ในฐานะที่ผมเป็น รมว.คมนาคม ได้มีการสะท้อนถึงเมืองหาดใหญ่ ว่าในอนาคตกำลังจะมีถนนวงแหวนที่ดีที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่บรรยากาศเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ภายหลังจากยุบสภา เป็นไปอย่างคึกคัก มีอดีต สส.และกลุ่มการเมือง ทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย กลุ่มของ นายพินิจ จันทรสุรินทร์ ที่มาสมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยลูกชายและลูกสะใภ้ คือ นายชวนิต จันทรสุรินทร์ ว่าที่ผู้สมัครลำปาง เขต 1, นายศรีพรหม หอมยก ลำปาง เขต 2, นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ลำปาง เขต 3 และ นางภุมรา จันทรสุรินทร์ ลำปาง เขต 4 และ จ.ลำพูน นายยุทธพงศ์ ไชยศร เขต 1, นายศิรศักดิ์ ทองยอด เขต 2

นายสันติ พร้อมพัฒน์ พร้อมด้วยลูกชาย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ, นายพงศกร อรรณนพพร , น.ส.ปัณรสี ครุฑขุนทด

ขณะที่ น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ ลูกสาว นายชาญ พวงเพ็ชร์ ได้มาสมัคร ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 2 ผนึกกำลัง นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ บุตรชายนายกเบี้ยว นายกฤษดา หลีนวรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี ที่มาลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ อดีต สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ลงสมัครในนามภูมิใจไทย ประกอบด้วย น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ลงสมัครเขต 1, นายยุพราช บัวอินทร์ เขต 2, นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เขต 3, นายวรโชติ สุคนธ์ขจรเขต 4, วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เขต 5 และ นายอัคร ทองใจสด เขต 6

ด้านครอบครัวรัตนเศรษฐ ส่งลูกชายลงสมัคร สส.นครราชสีมา ได้แก่ นายทวิรัช รัตนเศรษฐ เขต 5, นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 16

ส่วน นายประสาท ตันประเสริฐ อดีต สส.พรรคชาติพัฒนา ได้ย้ายมาลงสมัคร สส.นครสวรรค์ เขต 6 ในนามพรรคภูมิใจไทย

จ.บุรีรัมย์ น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร เขต 2

จ.ร้อยเอ็ด นายชัยวุฒิ เอี่ยมรัศมีกุล เขต 5, นายศักดา คงเพชร เขต 7, นายธนชัย สินธุไพร ร้อยเอ็ด เขต 8

จ.กาฬสินธุ์ นายเทิดแผ่นดินทอง ธารชัย เขต 1, นางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา เขต 2

จ.สตูล เขต 1 นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ที่ขยับขึ้นระบบบัญชีรายชื่อ

และ จ.เชียงใหม่ มาสมัคร 10 เขต อาทิ นางสีนวล บุญลือ เขต 9 เป็นต้น

– 006

สื่อสารเชิงรุก! แนะ’กต.-รัฐบาล’ปรับกระบวนการชี้แจงความจริงไทย-กัมพูชา

สื่อสารเชิงรุก! แนะ'กต.-รัฐบาล'ปรับกระบวนการชี้แจงความจริงไทย-กัมพูชา

สื่อสารเชิงรุก! แนะ’กต.-รัฐบาล’ปรับกระบวนการชี้แจงความจริงไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.45 น.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เขมรจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐ กระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลไทย ต้องปรับกระบวนการชี้แจงความจริง ในสถานการณ์พิพาทไทย-กัมพูชา ปรับการสื่อสารเชิงรุกอย่างเป็นระบบ ครับ

เนื้อหาในเอกสารมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นหลัก
ตามเอกสารระบุว่า บริษัท National Consulting Services, Inc. ได้ยื่นเอกสารประชาสัมพันธ์ (Press Release) ต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
ในฐานะ “ตัวแทนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลกัมพูชาในสหรัฐอเมริกา”
โดยมีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นที่ 1 คือการสื่อสารต่อผู้นำโลก
โดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงผู้นำระดับนานาชาติ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นำจีน ผู้นำยุโรป
และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อขอการสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลกัมพูชา

ประเด็นที่ 2 เป็นการกล่าวหาไทยในเวทีระหว่างประเทศ ผ่านเอกสารที่ระบุว่า ไทยใช้กำลังฝ่ายเดียว ขยายแนวรั้วลวดหนาม ขับไล่พลเรือนกัมพูชา ละเมิด MOU ปี 2000 และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งชมรม STRONG ชี้ว่าข้อความทั้งหมดเป็นเพียง “คำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวของรัฐบาลกัมพูชา” ไม่ใช่รายงานข้อเท็จจริงของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ถูกจัดทำและนำเสนอในลักษณะเอกสารทางการ

ประเด็นที่ 3 คือการใช้กลไกด้านกฎหมายและประวัติศาสตร์เพื่อกดดันไทย โดยอ้างถึงสนธิสัญญา ค.ศ. 1904/1907 คำวินิจฉัยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และ MOU 2000 เพื่อสร้างภาพว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกกระทำ ขณะที่ไทยเป็นฝ่ายละเมิด

สัญญาเหล่านี้จดทะเบียนภายใต้
พระราชบัญญัติการจดทะเบียนตัวแทน
ต่างประเทศ (FARA) /the Foreign Agents Registration Act (FARA)
กับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้แก่

: 1) Akin Gump Strauss Hauer & Feld LLP:
บริษัทกฎหมายและการล็อบบี้ชั้นนำที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลกัมพูชาในเรื่องต่างๆ เช่น การทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี และการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯบุคลากรรับผิดชอบ ; Scott Parven, Stephen Kho, Joseph Fawkner และ Josh Teitelbaum
สัญญาจ้าง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

2) Qorvis Communications:
บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารที่ได้รับการว่าจ้างให้ให้บริการด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และความสัมพันธ์กับสื่อ เพื่อสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน การเดินทาง และการท่องเที่ยวสำหรับราชอาณาจักรกัมพูชา
สัญญาจ้าง 69,300 เหรียญต่อเดือน

3) Brownstein Hyatt Farber Schreck LLP
ให้บริการด้านการล็อบบี้และให้คำปรึกษา
สัญญาจ้าง 60,000 เหรียญต่อเดือน

4) PacRim Bridges LLC:
ให้บริการด้านการล็อบบี้และให้คำปรึกษา
สัญญาจ้าง 41,667 เหรียญต่อเดือน

5) National Consulting Services
สถานทูตกัมพูชาได้ลงนามในสัญญา 15 เดือนโดยมีค่าธรรมเนียมรายเดือน 38,000 ดอลลาร์