พรรคส้ม ประชาธิปไตยหน้าฉาก โปลิตบูโรชั้นล่าง กับผู้ออกแบบชั้นบน

พรรคส้ม ประชาธิปไตยหน้าฉาก โปลิตบูโรชั้นล่าง กับผู้ออกแบบชั้นบน

พรรคส้ม ประชาธิปไตยหน้าฉาก โปลิตบูโรชั้นล่าง กับผู้ออกแบบชั้นบน

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม วางภาพลักษณ์ทางการเมืองของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นพรรคที่แตกต่างจากการเมืองแบบเดิม เป็นพรรคที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้สมาชิก และยึดโยงกับประชาชนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ภาพลักษณ์ที่พรรคเลือกวางเช่นนี้ ทำให้พรรคส้มถูกมองว่าเป็นการเมืองแบบใหม่ สะอาด โปร่ง และขับเคลื่อนด้วยกระบวนการภายในมากกว่าการสั่งการจากบนลงล่าง การตัดสินใจสำคัญของพรรคจึงมักถูกอธิบายในนามของระบบ ของคณะกรรมการ และของกลไกภายในพรรคเป็นหลัก

ในการสื่อสาร พรรคเลือกเน้นภาพของการทำงานร่วมกัน การแลกเปลี่ยน และฉันทามติ มากกว่าการอธิบายว่าอำนาจตัดสินใจจริงทำงานอย่างไรในแต่ละจังหวะ เรื่องเล่าแบบนี้ช่วยตอกย้ำภาพพรรคประชาธิปไตย แต่ก็ทำให้กระบวนการตัดสินใจถูกเข้าใจว่าเปิดกว้างกว่าที่เป็นอยู่จริง

เมื่อมองเข้าไปในโครงสร้างการตัดสินใจภายใน โดยเฉพาะในช่วงการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกับภาพที่พรรคเลือกนำเสนอ

อำนาจการบริหารของพรรคประชาชนถูกรวมศูนย์อยู่ที่คณะบุคคล 6 คน
โครงสร้างลักษณะนี้ทำงานราวกับเป็น “คณะโปลิตบูโร” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกคณะผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น ในอดีตสหภาพโซเวียตและจีน หมายถึงกลุ่มคนไม่กี่คนที่กำหนดทิศทางพรรค และเป็นศูนย์กลางอำนาจการตัดสินใจที่แท้จริง

ประกอบด้วย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค
ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค
ณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค
และ ชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค

ทั้งหกคนคือศูนย์กลางของการตัดสินใจภายในพรรค ตั้งแต่การกำหนดทิศทางทางการเมือง การจัดวางคนในพื้นที่ ไปจนถึงการตัดสินว่าใครควรได้ไปต่อในสนามเลือกตั้ง การตัดสินใจเหล่านี้ไหลขึ้นไปจบที่คนกลุ่มนี้เป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนเสียงจากสมาชิกหรือผู้สนับสนุนในพื้นที่

ในทางโครงสร้าง คณะกรรมการบริหารพรรคควรเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน เป็นกลไกถ่วงดุล และเป็นเวทีที่เสียงจากพื้นที่ถูกนำมาพิจารณา แต่ในทางปฏิบัติ บทบาทนั้นกลับแคบกว่าที่ควรจะเป็น

กรณีของ ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ ทำให้โครงสร้างอำนาจภายในพรรคถูกมองเห็นชัดขึ้น คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้เขาเป็นผู้สมัคร มีการแจ้งผลอย่างเป็นทางการ และไม่มีข้อโต้แย้งในกระบวนการประชุม

แต่ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน มติดังกล่าวถูกเปลี่ยน ไม่ใช่ด้วยการเรียกประชุมใหม่ ไม่ใช่ด้วยการชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณะ แต่ด้วยอำนาจวีโตจากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรค

คำถามที่ตามมา จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้ถูกตัด แต่เป็นคำถามต่อระบบ ว่ามติของคณะกรรมการบริหารมีความหมายแค่ไหน หากสามารถถูกยกเลิกได้ด้วยการตัดสินใจของคนไม่กี่คน

ลักษณะเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงพื้นที่เดียว หลายจังหวัดมี สส. เก่าที่ไม่ผ่านการคัดเลือกทั้งชุด โดยไม่มีการอธิบายอย่างเป็นระบบว่าเกณฑ์ที่ใช้คืออะไร ใครเป็นผู้ประเมิน และประเมินจากข้อมูลใด สิ่งที่สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนได้รับคือผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ใช่กระบวนการระหว่างทาง

ในทางปฏิบัติ คนหกคนนี้คือกลุ่มที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตพรรค ตั้งแต่การคัดเลือกผู้สมัคร การจัดวางคนในพื้นที่ ไปจนถึงการปิดเกมทางการเมืองในแต่ละจังหวะ อำนาจอยู่ตรงนี้ และทำงานจริงตรงนี้

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปอีก คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าใครเป็นคนตัดสินใจ แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนกำหนดกรอบของการตัดสินใจเหล่านั้นตั้งแต่ต้น ใครเป็นคนวางเส้นว่าพรรคจะเดินไปได้แค่ไหน และหยุดตรงไหน

แม้โปลิตบูโร 6 คนจะเป็นศูนย์กลางอำนาจในเชิงโครงสร้าง แต่ถ้ามองกันตามความเป็นจริงทางการเมือง ก็ยากจะบอกว่านี่คือชั้นบนสุดของพรรคประชาชน เพราะเหนือกลุ่มนี้ยังมีอำนาจอีกระดับหนึ่ง ที่ไม่ต้องประชุม ไม่ต้องลงมติ และไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใด ๆ

อำนาจระดับนั้นคือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล

ธนาธรไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะกรอบความคิดของพรรคถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว ใครจะขยับ ใครจะเสนอ ใครจะเล่นบทไหน ล้วนต้องอยู่ในเส้นที่ถูกขีดไว้ล่วงหน้า

ส่วนปิยบุตรทำหน้าที่อธิบายกรอบนั้นให้ดูมีเหตุมีผล มีหลักคิด และมีคำอธิบายที่ฟังดูเหมือนการถกเถียง ทั้งที่ปลายทางถูกกำหนดไว้แล้ว

ถ้าโปลิตบูโรคือกลุ่มที่ตัดสินใจในนามของพรรค คนสองคนนี้คือผู้ที่กำหนดเงื่อนไขว่าการตัดสินใจแบบใด “เป็นไปได้” และแบบใด “เป็นไปไม่ได้”

คำอธิบายเรื่องการทำ MOA สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ปิยบุตรเปิดเผยภายหลังว่าเป็น “การทดลอง” ยิ่งทำให้ภาพการตัดสินใจภายในพรรคชัดขึ้น เพราะการทดลองทางการเมืองในระดับนี้ ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของสมาชิก ไม่ได้ผ่านการถกเถียงในวงกว้าง แต่เป็นการตัดสินใจของคนที่มีอำนาจพอจะทดลอง

ขณะที่ผลจากการทดลองนั้นกลับตกอยู่กับพรรคและผู้สนับสนุนเป็นหลัก จนต้องออกมาจัดเวทีปิกนิกขอโทษประชาชนในภายหลัง ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะหน้า แต่เป็นผลจากโครงสร้างการตัดสินใจที่รวมศูนย์อยู่ตั้งแต่ต้น

สมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนมีบทบาทชัดในวันที่พรรคต้องการแรง ทั้งหาเสียง สร้างกระแส และออกหน้าปกป้อง แต่เมื่อถึงคำถามสำคัญว่าใครจะเป็นผู้สมัคร ใครจะเป็นตัวแทนในสภา และใครควรถูกกันออก คำตอบไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขาเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่พรรคที่ไร้กติกา แต่เป็นพรรคที่กติกาทำงานเฉพาะกับบางคน หน้าฉากพูดถึงการมีส่วนร่วม หลังบ้านการตัดสินใจถูกส่งลงมาจากข้างบนเป็นทอด ๆ โปลิตบูโรทำหน้าที่ลงนามให้ระบบ ขณะที่ทิศทางใหญ่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้าแล้ว

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะกรณี แต่คือโครงสร้างการตัดสินใจที่รวมศูนย์อยู่กับคนไม่กี่คน สมาชิกมีหน้าที่เชียร์ ผู้สนับสนุนมีหน้าที่แบก ส่วนอำนาจเลือกคน ไม่เคยถูกกระจายลงมาถึงฐานที่พรรคอ้างถึงเลย

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ 

อันตรายมาก งดแจ้งที่อยู่เฉพาะเจาะจง งดแจ้งภารกิจล่วงหน้า

อันตรายมาก งดแจ้งที่อยู่เฉพาะเจาะจง งดแจ้งภารกิจล่วงหน้า

อันตรายมาก งดแจ้งที่อยู่เฉพาะเจาะจง งดแจ้งภารกิจล่วงหน้า

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

17 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2 แจ้งรายละเอียดขอความร่วมมือว่า “อันตราย งดแจ้งที่อยู่เฉพาะเจาะจง งดแจ้งภารกิจล่วงหน้า เพราะทุกอย่างทำให้ข้าศึกรู้ตัว และเตรียมตัวได้ทันเวลา ส่งผลต่อผู้ปฏิบัติอย่างยิ่ง โปรดให้กำลังใจทหารไทยได้ทำหน้าที่อย่างสุดกำลังกำลัง” 

เปิด 2 คำถามประชามติ ชง กกต.ตัดสินใจ จัดทำพร้อมเลือกตั้ง 8 กพ. 69

เปิด 2 คำถามประชามติ ชง กกต.ตัดสินใจ จัดทำพร้อมเลือกตั้ง 8 กพ. 69

เปิด 2 คำถามประชามติ ชง กกต.ตัดสินใจ จัดทำพร้อมเลือกตั้ง 8 กพ. 69

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

เปิด 2 คำถามประชามติจาก ครม. และ รัฐสภา ชง กกต. จัดทำพร้อมเลือกตั้ง 8 กพ. 69  ยึดตามกฎหมาย มาตรา 11 ประกอบมาตรา 9 (2) และ(4)  เนื่องจากประหยัดงบแผ่นดิน  และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล เตรียมงบ และ สร้างความเท่าเทียมรอบด้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา  นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึง  ถึง เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยมีสาระสำคัญ  เนื่องจาก ครม.ได้เห็นชอบให้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คือ วันที่ 8กุมภาพันธ์  2568   เนื่องจากมีเหตุผลความจำเป็นว่าการให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันเดียวกันจะเป็นการประหยัดและใช้งบประมาณแผ่นดินโดยคุ้มค่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด 

รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่แตกต่างกันด้วย โดยให้ส่งคำถามในการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง 

ดังนี้ 1.1    “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11  ธันวาคม 2568  

1.2 “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฯ  ทั้งนี้ ตามมาตรา9 วรรคสอง (2) และ (4) และมาตรา 11วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

2. ขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการจัดทำข้อมูลตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ก่อนวันประกาศให้มีการออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง (4) และมาตรา 11ประกอบมาตรา 15และมาตรา 14  วรรคสอง และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบ (คำถามข้อ 1.1) เป็นการทั่วไป 

ทั้งนี้ ในส่วนคำถามของคณะรัฐมนตรี (ตามข้อ 1.2) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ข้อมูลที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำเป็นข้อมูลในเรื่องที่จะทำประชามติตามคำถามของคณะรัฐมนตรีด้วย

3 . ให้สำนักงบประมาณหารือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อกำหนดค่าใช้จ่ายในการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

4.ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ของรัฐ รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคเอกชนให้จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติอย่างรอบด้านอย่างเท่าเทียมกันตามมาตรา16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5. ขอความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ควบคุมกำกับการดำเนินการออกเสียงประชามติให้เป็นไปอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ทั้งนี้ ได้แจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในเรื่องนี้ แล้วส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยตรงต่อไปแล้ว

ชัดเจน!!! หมอสุภัทร เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก สวมเสื้อพรรคประชาชน จ่อสมัคร สส.สงขลา

ชัดเจน!!! หมอสุภัทร เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก สวมเสื้อพรรคประชาชน จ่อสมัคร สส.สงขลา

ชัดเจน!!! หมอสุภัทร เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก สวมเสื้อพรรคประชาชน จ่อสมัคร สส.สงขลา

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 จากกรณี รายงานข่าวแจ้งว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ โดยขณะนี้กำลังรอการอนุมัติจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในสัปดาห์นี้

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังลาออกแล้ว นพ.สุภัทร จะเปิดตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต 2 สงขลา สังกัดพรรคประชาชน

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจเฟซบุ๊ก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ได้เปลี่ยนภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก เป็นภาพตนเองสวมเสื้อพรรคประชาชนแล้ว

สมชาย เดือด! พวกส่งน้ำมัน ยุทธปัจจัย ให้กัมพูชา ถือเป็นไส้ศึก ต่อแผ่นดิน ต้องจับข้อหากบฏ

สมชาย เดือด! พวกส่งน้ำมัน ยุทธปัจจัย ให้กัมพูชา ถือเป็นไส้ศึก ต่อแผ่นดิน ต้องจับข้อหากบฏ

สมชาย เดือด! พวกส่งน้ำมัน ยุทธปัจจัย ให้กัมพูชา ถือเป็นไส้ศึก ต่อแผ่นดิน ต้องจับข้อหากบฏ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.26 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ส.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า#ไส้ศึก #ขายชาติ #โทษประหารชีวิต

การขายยุทธปัจจัยให้แก่ประเทศกัมพูชาที่ทหารไทยกำลังทำการรบเสียสละชีวิตเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยนั้น ถือเป็นไส้ศึก กบฏ ต่อแผ่นดิน

การส่งน้ำมัน ยุทธปัจจัย ยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ไปขายให้กัมพูชา เท่ากับการเปิดโอกาส ให้ทหารกัมพูชา

ยังมีความเข้มแข็งทางอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้มาโจมตีสังหารทหารและประชาชนไทย

บุคคลดังกล่าว ถือเป็น “คนขายชาติ” ที่ต้องจับกุมดำเนินคดีตามพรบกฎอัยการศึก ในข้อหากบฏ มีโทษจำคุกตั้งแต่5ถึง15ปี และหากทำจารกรรมร่วมด้วย อาทิ การเป็นไส้ศึก ถ่ายคลิปวิดีโอฐานที่มั่นทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือ ใช้โดรน สังเกตุการณ์ ชี้พิกัดเป้าหมายทางทหาร นับเป็นการจรากรรม นำหรือแนะทางให้ข้าศึก มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

‘นิพิฏฐ์’โอดเมื่อเรากลับมาแล้ว ขอคนใต้ตะโกนดังๆ เลือกทั้งหัวทั้งหาง

'นิพิฏฐ์'โอดเมื่อเรากลับมาแล้ว ขอคนใต้ตะโกนดังๆ เลือกทั้งหัวทั้งหาง

‘นิพิฏฐ์’โอดเมื่อเรากลับมาแล้ว ขอคนใต้ตะโกนดังๆ เลือกทั้งหัวทั้งหาง

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.09 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ดูก่อน”  ประชาชนในภาคใต้ ส่วนใหญ่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะต้องการให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในระบบ สส.เขต หลายคนบอกว่า“ดูก่อน”

คำว่าดูก่อนนี่แหละ น่าคิดเพราะ สส.ทั้งหมด มี 500 คน เป็น สส.เขต 400 คน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน สส.ระบบบัญชีรายชื่อจึงมีเพียง 20 % ของ สส.ทั้งหมด

การคัดเลือก สส.เขต เท่าที่ผมติดตามอยู่วงนอก พรรคก็พยายามหาคนที่ดี ประกอบสัมมาชีพ มาลงสมัคร เพื่อสร้างการเมืองสีขาว หาคนที่มีคุณสมบัติที่ไม่ด้อยกว่าพรรคอื่นมาลงสมัคร แต่คำพูดของหลายคน ที่ว่า“ดูก่อน” ทำให้หลายคนท้อถอย ถอนตัวไปก็เยอะ

เมื่อวาน ในจังหวัดพัทลุงของผม จากคำว่า ดูก่อน นี่แหละ ว่าที่ผู้สมัครหลายคน ถอนตัวไปลงพรรคกล้าธรรม

ผมถามด้วยความน้อยใจว่า ไปทำไม เขาตอบว่า เขาตัดสินใจใหม่แล้ว เขาต้องการเข้าไปเลือก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ทำไงได้ล่ะครับ มีเวลาไม่กี่วันก่อนสมัคร ผมก็ต้องหาผู้สมัครใหม่ ก็เหนื่อยสิครับ ตอนนี้หลังพิงประชาชนแล้ว ประชาชนถอยหลัง ไม่ยอมให้พิงเมื่อไหร่ ก็ล้มสิครับ

เมื่อเรากลับมาแล้ว มาสร้างการเมืองสีขาว คนใต้ตะโกนดังๆ เหมือนในอดีตหน่อยได้ไหมครับ ว่าเลือกทั้งหัวทั้งหาง

พรรคส้ม วุ่น ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต ส ส ปากน้ำ แฉ พรรคเผด็จการ

พรรคส้ม วุ่น ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต ส ส ปากน้ำ แฉ พรรคเผด็จการ

พรรคส้ม วุ่น ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต ส ส ปากน้ำ แฉ พรรคเผด็จการ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

วานนี้ (16 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ จากพรรคประชาชน เคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า กระผมนาย ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 ไม่ขอรับมติของเลขาธิการพรรคในการตัดสิทธิ์ไม่ให้กระผมลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ชาวเน็ตหลายคนบนโลกออนไลน์คอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ จากพรรคประชาชนคนนี้

ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ

“เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพ

กระผมนายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 ไม่ขอรับมติของเลขาธิการพรรคในการตัดสิทธิ์ไม่ให้กระผมลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้

โดยคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติเสียงส่วนใหญ่ ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลาที่รับแจ้ง 00.43 น.(ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) และเมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 12.28 น. เลขาธิการพรรคมีการโทรมาแจ้งกับกระผมว่า ให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ กระผมได้สอบถามว่าใช้มติอะไรในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค ทางเลขาธิการพรรคให้เหตุผลว่า ใช้สิทธิ์การวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนมติกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้ (แล้วจะมีคณะกรรมการบริหารพรรคไว้เพื่อ……????)

กระผมมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตัวกระผมในครั้งนี้ และกระผมขอยืนยันด้วยความสัจจริงต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกระผมด้วยดีตลอดมา ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากพ่อแม่พี่น้องประชาชน อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นระยะเวลา 2 ปี 7 เดือน ที่ผ่านมา ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ผมขอเดินต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิ์ คืนความยุติธรรม และเป็นธรรมให้กับตนเอง ไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่ไม่ใช่มูลเหตุแห่งความจริงใดๆทั้งสิ้น ขอไม่รับมติในการตัดสินพิจารณาในครั้งนี้ครับ

นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ เขต 8 พรรคประชาชน”

ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ
ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ
ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ
ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ – Traiwat Imjai

เทพไท วิเคราะห์แคนดิเดตนายกฯ 4 พรรค

เทพไท วิเคราะห์แคนดิเดตนายกฯ 4 พรรค

เทพไท วิเคราะห์แคนดิเดตนายกฯ 4 พรรค

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า  วิเคราะห์แคนดิเดตนายกฯ 4 พรรค

หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต. ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ คือประกาศให้มีการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ในแต่ละจังหวัด รวมถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆด้วย

ผมจะขออนุญาตวิเคราะห์รายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองต่างๆ ดังนี้ 

1.พรรคพรรคเพื่อไทย มีการเปิดตัว ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เหตุผลของการเปิดตัวแคนดิเดต3คนนี้ น่าจะมาจากการที่ ดร.ยศชนัน ซึ่งเป็นลูกชายของนายสมชาย นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งนางเยาวภาเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยต้องการจะให้คนในครอบครัวชินวัตร หรือสายเลือดชินวัตร มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยยังเป็นของนายทักษิณ ชินวัตร และตระกูลชินวัตรยังไม่ทอดทิ้งพรรคเพื่อไทย และนายทักษิณส่งหลานชายมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นการยืนยันการันตีว่าพรรคเพื่อไทยยังเป็นของนายทักษิณอยู่  ส่วนนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แม้ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่เป็นตู้เอทีเอ็มประจำพรรค เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรค ต้องการที่จะผูกมัดเอาไว้ให้กลุ่มของนายสุริยะและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เพื่อลบภาพในอดีตว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่เคยเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเลย ครั้งนี้นายจุลพันธ์จึงได้สิทธิ์นั้น แต่ทั้งนายจุลพันธ์และนายสุริยะ ก็เปรียบเสมือนดาราตัวประกอบ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวจริง คือ ดร.ยศชนัน ซึ่งเป็นหลานของนายทักษิณอย่างไรก็ตาม “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”เป็นของธรรมดา 

2.พรรคประชาชน ซึ่งเคยมีบทเรียนมาแล้วในอดีต มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ก็ทำให้เสียสิทธิ์ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คราวนี้จึงเปิดตัว3คน คือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล และนายนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งมี2คนติดคดีแก้ไขมาตรา 112 การเสนอตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี3คนเพื่อกันเหนียว ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองคุณณัฐพงษ์และนางสาวศิริกัญญา โดนคดีแก้ไขมาตรา112 ก็ยังเหลือนายวีระยุทธอีกคนหนึ่ง การเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค3คน เพื่อเติมเต็มคะแนนของหัวหน้าพรรคที่หายไป เพราะจากผลการสำรวจของนิด้าโพล จะเห็นว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาชน ทิ้งห่างคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์พอสมควร การที่มีนางสาวศิริกัญญาและนายวีระยุทธเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะดึงคะแนนกลุ่มแฟนคลับ กลุ่มผู้หญิงของนางสาวศิริกัญญา และกลุ่มนักธุรกิจ นักวิชาการสายของนายวีรยุทธเข้ามาแทน เพื่อเติมเต็มให้คะแนนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีกับคะแนนของพรรคไปในทิศทางเดียวกัน 

3.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมีเพียงคนเดียว คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ครั้งนี้นายอนุทินประกาศว่า มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ มาเพิ่มเติม ซึ่งยังไม่ตอบรับว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่เหตุที่ประกาศชื่อ2คนนี้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อหวังคะแนนของคนกรุงเทพ และชนชั้นกลาง เพราะทั้ง2คนมีภาพลักษณ์ที่ดี ประกอบกับต้องการให้เป็นตัวแทนในการขึ้นเวทีดีเบตกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรค ซึ่งนายอนุทินมีจุดอ่อนในเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าหากไม่มีตัวแทนขึ้นไปดีเบตเรื่องเศรษฐกิจ ก็อาจจะตกม้าตายบนเวทีได้ จึงใช้วิธีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักธุรกิจ และมีความรู้ทางเศรษฐกิจมาเป็นเป็นตัวแทน เพื่อให้เป็นตัวแทนในการขึ้นเวทีดีเบต

4.ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเปิดเผยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า และก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะืก็เคยเปรยออกมาว่า จะมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี3คน ซึ่งขัดต่อประเพณีปฏิบัติของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวมาโดยตลอด

ผมในฐานะศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ควรจะมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเหมือนเดิม คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ครบเครื่อง มีความรู้เรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องความมั่นคง ถ้าหากจะมีการดีเบตกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคอื่นๆ นายอภิสิทธิ์สู้ได้สบายมาก ไม่เสียเปรียบใคร จึงไม่จำเป็นต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกสองคนเป็นตัวช่วยให้มันเกะกะ ควรเจาะเป้าลงไปว่า  นายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์มีหนึ่งเดียวเท่านั้น และประกอบกับการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในฐานะขั้วการเมือง เป็นเพียงพรรคท็อปไฟว์ การเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็น่าจะเพียงพอ

จึงขออนุญาตวิเคราะห์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 พรรค และแถมอีกหนึ่งพรรค คือพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปด้วย

ควรระวัง! ‘สมชัย’แนะ 4 ข้อ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

ควรระวัง! 'สมชัย'แนะ 4 ข้อ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

ควรระวัง! ‘สมชัย’แนะ 4 ข้อ ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

17 ธ.ค. 68 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “ประชามติ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ อำนาจ ครม. ตามมาตรา 11 วรรคท้าย ของ พ.ร.บ. ประชามติ กำหนดวันออกเสียงให้น้อยกว่า 60 วันที่เขียนเป็นหลักตามกฎหมาย พึงระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง

1.มีความเสี่ยงเล็กนัอย ที่อาจมีคนร้องให้ตีความว่า เป็นเรื่องการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 10 ซึ่งลดวันไม่ได้

2.ต้องระมัดระวังในด้านการตั้งงบประมาณเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์ว่า “เป็นเหตุจำเป็นด้านงบประมาณ” คือ เมื่อจัดประชามติพร้อมเลือกตั้ง ค่าใช่จ่ายเพิ่มขึ้นไม่มาก ไม่ใช่แบบที่ ประธาน กกต. (คนเดิม) เคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเลือกตั้งอย่างเดียว 6,000 ล้าน แต่ถ้ามีประชามติด้วย 9,000 ล้านนิด ๆ

3.การยึดมาตรา 11 เพื่อทำประชามติ อย่าลืมดูมาตรา 15 ที่ระบุให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ (รัฐสภา ?) จัดทำรายละเอียด ชื่อเรื่อง เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญ ขั้นตอนระยะเวลาประมาณการค่าใช้จ่ายและที่มางบประมาณ ประโยชน์ ส่ง กกต. ก่อนวันประกาศให้มีการออกเสียง ไม่น้อยกว่า 15 วันด้วย พร้อมทั้งให้ กกต. เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

4.วันนี้ ประชาชน คงอยากรู้ครับ ว่า ประชามติคำถามที่ 1 ที่จะจัดพร้อมวันเลือกตั้ง ใช้เงินอีกเท่าไร สอดคล้องกับที่ระบุในมาตรา 11 วรรคท้ายว่า ครม.สามารถกำหนดให้มีเวลาต่ำกว่า 60 วัน ด้วยเหตุความจำเป็นทางงบประมาณ จริงหรือไม่

ใครจะช่วยตอบครับ”

เพื่อไทย ปล่อยคลิปเตรียมเปิดซีรีส์ ‘ยศชนัน The Possible Leader’ ตอนแรก 18 ธ.ค.นี้

เพื่อไทย ปล่อยคลิปเตรียมเปิดซีรีส์ ‘ยศชนัน The Possible Leader’ ตอนแรก 18 ธ.ค.นี้

เพื่อไทย ปล่อยคลิปเตรียมเปิดซีรีส์ ‘ยศชนัน The Possible Leader’ ตอนแรก 18 ธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.42 น.

‘เพื่อไทย‘ ปล่อยคลิปเตรียมเปิดซีรีส์ ‘ยศชนัน The Possible Leader’ ตอนแรก 18 ธ.ค.นี้ ด้าน ‘พ่อสมชาย’ ลั่น ไม่ใช่เป็นลูกหลานใครแล้วจะขึ้นมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่เขามีศักยภาพพอ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์คลิปความยาว 2 นาที 15 วินาที ของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พร้อมระบุข้อความว่า ถ้าประเทศไทยถูกออกแบบด้วยวิทยาศาสตร์และเหตุผล ประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ผู้นำคนนั้นเป็นแบบไหน เติบโต และใช้ชีวิตมาอย่างไร ‘ยศชนัน The Possible Leader’ แล้วพบกับตอนแรก 18 ธันวาคมนี้ เวลา 20.00 น. 
 
โดยนายยศชนัน กล่าวว่า ความแตกต่างปี 2541 ที่เกิดพรรคไทยรักไทยกับปีนี้ ตอนนั้นเรามีปัญหาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของ Disruption นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และเป็นจุดที่เรียกว่า Intersection ของการเปลี่ยนผ่านและการขับเคลื่อนประเทศ จุดนี้เองที่ทำให้ตนรู้สึกอยากอาสาเข้ามาดูแล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าช่วงหนึ่งของคลิปวิดีโอดังกล่าว มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี บิดาของนายยศชนัน ระบุว่า เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเป็นลูกหลานใคร เป็นลูกผม เป็นลูกคุณแดง (นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์) เป็นหลานของท่านทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่การจะก้าวขึ้นมาตรงนี้ นอกจากตรงนั้นหรือเป็นลูกหลานใครแล้วขึ้นมาทำได้ทุกคน ศักยภาพเขามี 

รวมถึงยังมี ​น.ส.นันทกานต์ ศิลป์เสวีกุล ภรรยา กล่าวว่า จากที่รู้จักกันมา 26 ปี เราเห็นว่าเขาเป็นคนที่ถ้าตั้งใจทำอะไร ไม่ว่าจะตำแหน่งไหน เขาจะเต็มที่และทำด้วยใจที่จริงใจจริงๆ 

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า “ถ้าผมจะไม่ได้เป็น คงเป็นเพราะตัวเขานี่แหละไม่ให้เป็น คนที่จะบอกว่าอย่าเอาเลย ไม่ให้ ก็คือเขา ไม่ใช่บอกว่าให้เข้าไป เขาเป็นคนบอกว่าไม่ต้องเข้ามา (หัวเราะ) ถ้าเราคิดว่ามันมีประโยชน์ แล้วเป็น Legacy ครั้งหนึ่งในสิ่งที่เราสู้มาทั้งชีวิต ต้องทำหรือเปล่า ต้องลอง”